อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

.ความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวของฟาโรห์อเมนโฮทีปที่ 4





กษัตริย์อียิปต์โบราณโดยทั่วไปจะหยาบช้า ก้าวร้าว ห้าวโหด และปฏิบัติอย่างเลวร้ายต่อประชาชน ฟาโรห์เหล่านี้จะรับความเชื่อในศาสนาที่มีพระเจ้าหลายองค์ของอียิปต์และสำคัญผิดคิดว่า พวกเขาเองเป็นพระเจ้าองค์หนึ่งในศาสนา แต่ว่ามีฟาโรห์องค์หนึ่งในประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณผู้ซึ่งแตกต่างไปจากฟาโรห์องค์อื่น ๆ ฟาโรห์องค์นี้ได้ทรงปกป้องความศรัทธาของตนเองต่อพระเจ้าองค์เดียวและต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากเหล่านักบวชแห่งอัมมอน (Ammon) ผู้ซึ่งได้รับผลประโยชน์จากลัทธิศาสนาพระเจ้าหลายองค์อีกทั้งมีเหล่าทหารสนับสนุนพวกเขาอีกด้วย และในที่สุดพระองค์ก็ทรงถูกลอบสังหาร ฟาโรห์องค์นี้คือ อเมนโฮธีปที่ 4 (Amenhotep IV) ขึ้นครองราชย์ในศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสตกาล

เมื่ออเมนโฮธีปที่ 4 ขึ้นครองราชย์ใน 1,375 ปีก่อนคริสตกาล พระองค์ไดล้มเลิกแนวทางอนุรักษ์นิยมและจารีตนิจม ซึ่งได้ก่อตัวมาหลายศตวรรษ หลังจากนั้น โครงสร้างของสังคมและความสัมพันธ์ต่อประชาชนในพระราชวังได้ดำเนินต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ สังคมได้ลั่นกลอนประตูไม่ต้อนรับสิ่งอื่นภายนอกและสิ่งใหม่ในศาสนา นับได้ว่าสังคมอียิปต์โบราณเป็นสังคมอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ดังที่นักเดินทางชาวกรีกได้บันทึกไว้ซึ่งนิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิคตีพิมพ์ถึงเงื่อนไขต่างๆ ของสังคมอียิปต์ซึ่งเราได้อ้างอิงไว้ในก่อนนี้

ฟาโรห์จะทำการปิดกั้นประชาชน ผู้ทำหน้าที่ทางศาสนาต้องมีความเชื่อที่ไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม ทุกอย่างต้องเก่าและประเพณีดั้งเดิมทั้งนั้น แต่อเมนโฮธีปที่ 4 ไม่เชื่อฟังต่อนักบวช นักประวัติศาสตร์ เอิร์นส์ กอมบริช ได้เขียนไว้ว่า

พระองค์ (อเมนโฮธีปที่ 4) ได้ทำลายประเพณีวัฒนธรรมความเชื่อดั้งเดิม พระองค์ไม่ปรารถนาที่เคารพบูชาพระเจ้าหลายองค์ สำหรับพระองค์แล้วมีเพียงพระเจ้าองค์เดียวผู้ทรงยิ่งใหญ่ อะตอน (Aton) ผู้ซึ่งที่พระองค์เคารพบูชาและผู้ที่พระองค์แสดงให้เห็นลักษณะของดวงอาทิตย์ พระองค์เรียกตนเองว่า อะเคนาตอน (Alchenaton) หลังจากนั้นพระองค์ทรงย้ายเทพเจ้าองค์อื่นออกจากสำนักและตั้งศาสนาของพระราชสำนักซึ่งปัจจุบันมีชื่อเรียกว่า เอล-อมาร์นา (El-Amarna)

หลังจากการเสียชีวิตของพระบิดา อเมนโฮธิปที่ 4 อยู่ในช่วงวัยเยาว์ จึงถูกแรงกดดันอย่างหนัก แรงกดดันนี้เกิดขึ้นจากสาเหตุที่พระองค์ทรงเปลี่ยนแปลงศาสนาสู่พระเจ้าองค์เดียว และเปลี่ยนแปลงศาสนาสู่พระเจ้าองค์เดียว และเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมของศาสนาพระเจ้าหลายองค์ และพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งหมดสู่แนวทางนี้

เจ้าผู้ครองนครเธเบส (Thrbrd) ไม่อนุญาตให้เขาเผยแผ่คำสอนของศาสนานี้ กษัตริย์อเมนโฮธิป ที่ 4 พร้อมกับราษฎรบางส่วนจึงย้ายออกมาจากเมืองธีบส์ และหันมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เทลอัล – อามานา (Tel-El-Amana) ณ ท แห่งนี้พวกเขาจึงได้ค้นพบเมืองใหม่ที่ชื่อ “อัค-เอ็ด-อาทอน” (Akh-et-aton) กษัตริย์อเมนโฮธิป ที่ 4 จึงเปลี่ยนชื่อจากอเมนโฮธิป ซึ่งแปลว่า “ความพึงพอใจแห่งอามอน” มาเป็น อัค-เอ็ด-อาทอน (Akh-et-aton) ซึ่งแปลว่า “การเชื่อฟังต่ออาทอน” ในศาสนาของชาวอียิปต์นั่น คำว่า อามอน นั้นเป็นชื่อที่ตั้งให้แก่เชื้อสายที่ดีที่สุด และจากคำกล่าวของอเมนโฮธิป อาทอน ก็คือ “ผู้สร้างสวนสวรรค์และแผ่นดิน” นี่คือการตั้งชื่อเทียบเสมอองค์อัลลอฮฺ ความไม่สงบที่เกิดจากความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากถูกนักบวชแห่งอัมมอนแย่งชิงอำนาจโดยการฉกฉวยผลประโยชน์จากวิกกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศจนในที่สุดอัคเค็นอาทอนก็ถูกลอบสังหารโดยการวางยาพิษของผู้สมรู้ร่วมคิด ดังนั้น การเป็นฟาโรห์ที่ประสบความสำเร็จนั้นจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในท่ามกลางอิทธิพลของนักบวชอย่างระมัดระวัง หลังจากยุคสมัยของ อาเค็นอาทอนหมดลง ฟาโรห์อีกหลาย ๆ คนที่มีกำลังทหารหนุนหลังอยู่ ก็ขึ้นครองอำนาจมาหลายสมัย เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วเยหตุผลของประเพณีที่เก่าแก่ของศาสนานี้ จากนั้นประมาณร้อยปีต่อมา กษัตริย์รามเสส ที่ 2 (Ramses II) ผู้ที่ปกครองอียิปต์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็ขึ้นครองอำนาจ จากแหล่งข้อมูลประวัติศาสตร์หลาย ๆ แหล่ง ระบุว่ารามเสสที่ 2 ก็คือ ฟาโรห์ ที่ทรมานและสังหารลูกหลานชาวอิสราเอล และต่อต้านมูซา อัลกุรอานได้เรียกฟาโรห์องค์นี้ว่า ฟิรฺเอาน์


...................................
**** ฟิรฺเอาน์ผู้ที่จมอยู่ใต้น้ำ*****
ฮารูน ยะฮฺยา : เขียน
ซากี เริงสมุทร์ และกอมารียะฮ์ อิสมาแอ : แปล
(จากหนังสือ : ประชาชาติที่ถูกทำลาย)
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น