อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

รอมฎอน ชัยฏอนถูกล่าม ?




 "รอมฎอน" คือเดือนที่เป็นวาระพิเศษและมีความสำคัญมากที่สุดในรอบปี เป็นเดือนแห่งการเพิ่มพูนความดีและ ลบล้างความผิด เดือนแห่งการอภัยโทษและ ปลดปล่อยจากไฟนรก เดือนที่ประตูสวรรค์ทั้งหมดจะถูกเปิดและ ประตูนรกทั้งหมดจะถูกปิด เดือนที่เหล่าชัยฏอน มารร้ายจะถูก ล่ามและพันธนาการ เดือนที่มีคืนลัยละ ตุ้ลก้อดรฺ ราตรีแห่งเกียรติยศวึ่งประเสริฐและเลิศกว่า 1,000 เดือน

      เดือนรอมฎอนเป็นเดือนที่มีบรรยากาศเหมาะสมที่สุดในการเพิ่มพูนความดี เพราะ "ชันฏอน" ศัตรูตัวฉกาจ ของมนุษย์จะถูกพันธนาการ ล่ามด้วยโซ่ตรวน ไม่มีฤทธิ์อำนาจที่จะก่อกวนและล่อลวงมนุษย์ให้หลงผิดทำความ ชั่วได้ง่าย ๆ เหมือนในเดือนอื่น ๆ ท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัย ฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

إِذَا كَانَ أَوَّلُ لَيْلَةٍ مِنْ شَهْرِ رَمَضَانَ صُفِّدَتْ الشَّيَاطِيْنُ وَمَرَدَةُ الْجِنِّ

"เมื่อย่างเข้าสู่ราตรีแรกของรอมฎอน เหล่าชัยฏอนและญินที่เกเรจะถูกล่ามพันธนาการ"

(บันทึกโดยอัตติรมีซียฺ และอิบนุมาญะฮฺ)

        สารัตถะประการหนึ่งที่ได้รับจากหะดีษบทข้างต้นนี้ คือ นักวิชาการในกลุ่มอะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ ส่วนมากมีความเข้าใจ และเชื่อว่าในเดือนรอมฎอน เหล่าชัยกอนและญินที่เกเรจะถูกล่ามพันธนาการ จริง ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ศรัทธากอบโกยตักตวง ความดีได้อย่างเต็มที่ โดยไม่มีชัยฏอนและ ญินที่เกเรเป็น มารผจญ ทั้งนี้เนื่องจากสำนวนหะดีษที่รายงานจากท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ทุกบทใช้ คำศัพท์ที่มีความหมายว่า "ถูกล่ามโซ่,ถูกพันธนาการ,ถุกใส่ ตรวนหรือถูกมัดไว้" เช่น

وَيُصَفَّدُ فِيْهِ مَرَدَةُ الشَّيَاطِيْنِ หรือ صُفِّدَتْ الشَّيَاطِيْنُ

มีความหมายว่า "ถูกใส่ตรวน" และคำว่า

وَتُسَلْسَلُ فِيْهِ الشَّيَاطِيْنُ หรือ وَسُلْسِلَتْ الشَّيَاطِيْنُ

มีความหมายว่า "ถูกล่ามโซ่" และคำว่า

وَتُغَلُّ فِيْهِ الشَّيَاطِيْنُ

มีความหมายว่า "ถูกพันธนาการและถูกมัดไว้"

       ในขณะเดียวกันมีนักวิชาการในกลุ่มอะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺอีกจำนวนหนึ่งที่เข้าใจและเชื่อว่า ชัยฏอน นั้นมิได้ถูกพันธนาการจริง แต่เป็นการ เปรียบเทียบสภาพเท่านั้น ความหมายของหะดีษจึงสามารถอธิบาย ได้หลายความเข้าใจ เช่น

(1) ในเดือนรอมฎอนมีการทำความดีมากกว่าเดือนอื่นๆ และความชั่วลดลง มีผู้ได้รับการอภัยโทษและปลดปล่อย จากนรกจำนวนมากตลอดทั้ง เดือน จึงเสมือนได้ว่า ชัยฏอนถูกล่ามไว้ เพราะไม่มีบทบาทอะไรเลยในเดือน รอมฎอน หรือหะดีษจะหมายความว่า

(2) อัลลอฮฺทรงยึดหรือริบฤทธิ์อำนาจต่างๆของชัยฏอนในช่วงเดือนรอมฎอน จนไม่สามารถทำการก่อกวน และล่อลวงผู้ศรัทธาได้ ชัยกอนจึงมี สภาพเหมือนถูกล่ามไว้ ทำอะไรใครไม่ได้เลย หรืออาจอธิบายได้อีกว่า

(3) หะดีษนั้นหมายถึงเฉพาะชัยฏอนระดับหัวหน้าหรือหัวโจกตัวพ่อตัวแม่เท่านั้นที่ถูกพันธนาการหรือล่ามไว้ ส่วนประเภทลูกสมุนหางแถวนั้น ไม่ได้ถุกล่ามแต่อย่างใด เนื่องจากมีตัวบทหะดีษบางบทระบุไว้เช่นนั้น เช่น หะดีษจากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ที่กล่าวว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

وَيُصَفَّدُ فِيْهِ مَرَدَةُ الشَّيَاطِيْنِ

"และชัยฏอนหัวโจกถูกใส่ตรวนในเดือนรอมฎอน"

(บันทึกโดยอะหมัด)

และหะดีษ

صُفِّدَتْ الشَّيَاطِيْنُ وَمَرَدَةُ الْجِنِّ

"ชัยฏอนและญินหัวโจกทั้งหลายจะถูกใส่ตรวน"

(บันทึกโดยอัตติรมีซียฺ และอิบนุมาญะฮฺ)

       ทรรศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ที่เชื่อและเข้าใจว่า ชัยฏอนและญินที่เกเรนั้นจะถุกพันธนาการจริงนั้นเป็น ทรรศนะที่มีน้ำหนักและถูกต้อง มากกว่า ท่านอับดุลลอฮฺบินอะหมัดบินฮันกล่าวว่า ข้าพเจ้าเคยสอบถามบิดา ของข้าพเจ้าถึงความหมายของหะดีษ

"ชัยฏอนถูกใส่ตรวนในเดือนรอมฎอน" บิดาของข้าพเจ้าตอบว่า "ใช่แล้ว ถูกล่ามจริงๆ" ข้าพเจ้าจึงถามต่อ ด้วยความสงสัยว่า "แล้วทำไมยังมีคนที่เหมือนกับถูกชัยฏอนทำให้ไขว้เขวและครอบงำอยู่อีก" บิดาของข้าพเจ้า ตอบว่า "ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เมื่อหะดีษระบุว่าถูกใส่ตรวนไว้ ก็ต้องเชื่อว่าใส่ตรวนไว้" ดังนั้นในเดือนรอมฎอน ชัยฏอนและญินหัวโจกจึงไม่สามารถทำอะไรใครได้ ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

وَيُصَفَّدُ فِيْهِ مَرَدَةُ الشَّيَاطِيْنِ فَلاَ يَخْلُصُوْا إِلَى مَا كَانُوْا يَخْلُصُوْنَ إِلَيْهِ فِي غَيْرِهِ

"และชัยฏอนหัวโจกทั้งหลายจะถูกใส่ตรวน ดังนั้นพวกมันจึงไม่สามารถสำเร็จในสิ่งที่พวกมันเคย ทำสำเร็จในเดือนอื่น"

(บันทึกโดยอะหมัด)

          ส่วนสาเหตุที่ยังมีการทำความชั่วให้พบเห็นได้อย่างดาษดื่นอยู่นั้นจะโทษและโยนความผิดให้กับชัยฏอนฝ่าย เดียวนั้น ไม่ได้ เพราะว่าใน เดือนรอมฎอนนั้น ชัยฏอนและญินหัวโจกทั้งหลายถูกล่ามพันธนาการไว้ ชัยฏอนไม่ใช่ สาเหตุและปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความชั่วขึ้นในเดือน รอมฎอน แต่อาจมีสาเหตุและปัจจัยมาจาก สิ่งต่อไปนี้

(1) มีมนุษย์ที่เป็นสมุนและบริวารของชัยฏอน (ชัยฏอนมนุษย์) รับงานของชัยฏอนมาทำต่อในเดือนรอมฎอน คอยล่อลวง,ก่อกวนรังควาน ผู้ศรัทธาให้ไขว้เขว ท่านร่ิอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยกล่าว กับท่านอบูซัรรินัลฆิฟารีย์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า

يَا أَبَا ذَرٍّ تَعَوَّذْ بِاللهِ مِنْ شَرِّ شَيَاطِيْنِ الْجِنِّ وَاْلإِنْسِ

"โอ้อบูซัรรฺเอ๋ย ท่านจงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากความชั่วร้ายของชัยฏอนที่เป็นญิน และเป็นมนุษย์เถิด"

   อบูซัรรฺถามด้วยความสงสัยว่า "มีชัยฏอนที่เป็นมนุษย์ด้วยหรือครับ?" ท่านร่ิอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัย ฮิวะซัลลัม ตอบว่า "มีสิ" (บันทึกโดยอะหมัด และอันนะ ซาอียฺ) อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงรับสั่งว่า

الَّذِي يُوَسْوِسُ فِي صُدُورِ النَّاسِ     مِنَ الْجِنَّةِ وَالنَّاسِ

"ที่กระซิบกระซาบในหัวอกของมนุษย์ จากหมู่ญินและมนุษย์"

(ซูเราะฮฺอันนาส อายะฮฺที่ 5-6)

     อิหม่ามอัลกุรฏบีย์กล่าวว่า การกระซิบกระซาบของชัยฏอนที่เป็นญินและมนุษย์ คือการเรียกร้องให้เชื่อฟังมัน ด้วยคำพูดคำชักชวนที่แผ่วเบา ซึ่งเป็นที่เข้าใจ ได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องได้ยินเสียงของผู้ที่กระซิบกระซาบ นั้นเลย

(2) นิสัยหรือสันดานเดิมของคนที่ทำความชั่วเอง ฮาวา (อารมณ์) และนัฟซู (จิตใจ) ที่หมกมุ่นอยู่กับความ ชั่วจนชินชาเข้าเลือดเข้ากระดูกและ กลายเป็นนิสัย อาจเรียกได้ว่าชั่วจนกลายเป็นสันดาน คนทำความชั่วจน เคยตัวมาตลอดทั้ง 11 เดือน ยากที่จะวางมือและเลิกทำความชั่วแบบ หักดิบได้ในเดือนรอมฎอน อัลลอฮฺทรงรับสั่งว่า

وَمَا أُبَرِّئُ نَفْسِي إِنَّ النَّفْسَ لَأَمَّارَةٌ بِالسُّوءِ إِلَّا مَا رَحِمَ رَبِّي إِنَّ رَبِّي غَفُورٌ رَحِيمٌ

"และฉันไม่อาจทำจิตใจของฉันให้สะอาดบริสุทธิ์ตลอดได้ เพราะแท้จริงแล้วจิตใจนั้นคอยแต่จะใช้ (บงการ) แต่ความชั่ว นอกจากที่ พระเจ้าของฉันจะ ทรงเมตตา แท้จริงพระเจ้าของฉันเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตายิ่ง"

(ซูเราะฮฺยูซุฟ อายะฮฺที่ 53)

     หัวใจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตัวมนุษย์ หากหัวใจสะอาดและเข้มแข็งก็สามารถเอาชนะได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ถ้าหัวใจสกปรกและอ่อนแอ ก็จะ พ่ายแพ้แก่ทุกสิ่ง ทุกอย่าง หัวใจวายยังสามารถกู้ให้กลับมาเต้นใหม่ได้อีก ครั้งได้ นับประสาอะไรกับหัวใจที่อ่อนแอ ทำไมจะไม่สามารถฝึกให้เข้ม แข็งได้ นับประสาอะไรกับสกปรก ทำไมจะไม่สามารถชำระและขัดเกลาให้สะอาดใหม่ได้ อย่าปล่อยให้สนิมแห่งความชั่วร้ายเกาะกิน,กัดกร่อน หัวใจได้โดยเด็ดขาด การเตาบะฮฺกลับตัวกลับใจและ ละเลิกอย่างแท้จริงจะทำให้จุดดำหรือความสกปรก นั้นหมดไปจากหัวใจ แต่หากทำความผิด และบาปโดยไม่หยุดหย่อน จุดดำและความสกปรกนั้นก็จะเกิดขึ้นที่หัวใจ ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหัวใจกลายเป็นสีดำทั้งหมด ความดีใด ๆ ก็ไม่ สามารถเข้าสู่หัวใจได้ ท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า ท่านร่ิอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

إِنَّ الْعَبْدَ إِذَا أَخْطَأَ خَطِيْئَةً نُكِتَتْ فِيْ قَلْبِهِ نُكْتَتٌ سَوْدَاءُ فَإِذَا هُوَ نَزَعَ وَاسْتَغْفَرَ وَتَابَ سُقِلَ قَلْبُهُ وَإِنْ عَادَ زِيْدَ فِيْهَا حَتَّى تَعْلُوَ قَلْبَهُ وَهُوَ الرَّانُ الَّذِي ذَكَرَ اللهُ

"แน่นอนเมื่อบ่าวคนหนึ่งทำความผิดบาป จุดดำจุดหนึ่งจะเกิดขึ้นในหัวใจของเขา เมื่อเขาละเลิกและ ขออภัยโทษหัวใจของเขา จะกลับมาขาวสะอาด อีกครั้ง แต่หาก เขาย้อนกลับไปทำความผิดบาป เพิ่มขึ้นอีก จุดดำอีกจุดก็จะเกิดเพิ่มขึ้นในหัวใจของเขา จนกระทั่งกลบหัวใจของเขามิด นั่นแหละคือ สนิมร้ายที่ถูกกล่าวในโองการ ของอัลลอฮฺ"

(บันทึกโดยอัตติรมีซียฺ)

     หากหัวใจเปรียบเสมือนภาชนะหุงต้มใสแวววาว และบาปต่างๆเปรียบเสมือนเขม่าหรือเถ้าจากควันไฟ ดังนั้นหากภาชนะหุงต้มขึ้นตั้งไฟ เมื่อใด ควันไฟและเขม่าที่สกปรกก็จะเริ่มเกาะดำไปเรื่อย ๆ หากไม่ขัดถูทำความ สะอาดความแวววาวของภาชนะนั้นก็หมดไปด้วย จะเห็นแต่คราบ เขม่าควัน คราบขี้เถ้าที่สกปรกบดบัง ความวาว วับของภาชนะ ฉันใดก็ฉันนั้นหัวใจของผู้ศรัทธาก็ต้องมั่นชำระขัดเกลาให้สะอาดอยู่เสมอ ถึงโอกาสแล้ว ที่เราจะขัดเกลาจิตใจของเราให้สะอาด หลังจากที่ โดนเขม่าโดนขี้เถ้าเกาะมา 11 เดือน อย่าปล่อยให้มันเกาะจน หนาจนกระทั่งถูไม่ออก

(3) สภาพแวดล้อม (อัลบีอะฮฺ) และเพื่อนฝูง(อัลญะลีสุสซูอฺ) ที่คอยชักจูงไปในทางที่ไม่ดี หลายคนยังไม่เลิก พล่ามทั้ง ๆ ที่ชัยฏอนก็ถูกล่าม แล้ว ทั้งนี้อาจเป็นเพราะปัจจัยอื่นๆอีกที่นอกเหนือจากชัยฏอน เช่นอิทธิผลของ สภาพแวดล้อมและเพื่อนฝูงรอบข้าง ภาษิตโบราณสอนว่า "คบคนเช่นใดย่อมเป็นคนเช่นนั้นด้วย" ท่านร่ิอซูลุล ลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

الرَّجُلُ عَلَى دِيْنِ خَلِيْلِهِ فَلْيَنْظُرْ أَحَدُكُمْ مَنْ يُخَالِلُ

"บุรุษหนึ่งย่อมผูกพันกับความประพฤติของผู้เป็นสหาย (หมายถึงได้รับอิทธิผล) ดังนั้นคนหนึ่งคนใดจาก พวกท่านจงพิจรณาให้ดีว่า เขากำลัง คบหาอยู่กับใคร"

(บันทึกโดยอบูดาวุด)

        เคยสังเกตุบ้างไหมว่าบางครั้งผู้ถือศีลอดไม่ได้รับอะไรตอบแทนเลยจากการอดอาหาร,อดน้ำเป็นวัน ๆ นอกจากความหิวกระหายและการ เสียเวลาโดยเปล่า ประโยชน์ ทั้งนี้เป็นเพราะเขาไม่งด,ไม่เลิกจากข้อห้ามต่าง ๆ นั่นเอง ด้วยเหตุนี้เองมีนักวิชาการระดับแนวหน้าหลายท่าน เช่น อิหม่ามอิบนุฮัซมินอัซซอฮิรีย์มีทรรศนะ และความเข้าใจว่า ผู้ถือศีลอดที่ไม่เลิกละจากข้อห้ามต่างๆ (ถือศีลอดแต่ไม่ยอมเลิกโกหก หรือนินทาใส่ร้าย ผู้อื่น) การถือศีลอดของเขาผู้นั้นใช้ไม่ได้เลย ต้องถือศีล อดชดเชย (กอฎอฮฺ) เหมือนกรณีของผู้ขาดบวช ทั่ว ๆไป ดังนั้นท่านร่ิอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงกล่าวเตือนเรื่องนี้ไว้ว่า

وَرُبَّ صَائِمٍ لَيْسَ لَهُ مِنْ صِيَامِهِ إِلاَّ الْجُوْعُ

"และบางครั้งผู้ถือศีลอดไม่ได้รับอะไรตอบแทนจากการถือศีลอดของเขาเลย นอกจากความหิวเท่านั้น"

(บันทึกโดยอันนะซาอีย์)

ท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า ท่านร่ิอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวอีกว่า

لَيْسَ الصِّيَامُ مِنَ اْلأَكْلِ وَالشُّرْبِ إِنَّمَا الصِّيَامُ مِنَ الْلَغْوِ وَالرَّفَثِ

"การถือศีลอดไม่ใช่แค่งดกินและงดดื่มเท่านั้น หากแต่การถือศีลอดจริง ๆ นั้นต้องละเลิกความไร้สาระ และความใฝ่ต่ำทั้งหลายด้วย"

(บันทึกโดยอัลฮากิม อิบนิหิบบาน และอัลบัยฮากีย์)

และท่านอบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานอีกว่า ท่านร่ิอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า

مَنْ لَمْ يدَعْ قَوْلَ الزُّوْرِ وَاْلعَمَلَ بِهِ فَلَيْسَ للهِ حَاجَةٌ فِيْ أَنْ يَدَعَ طَعَامَهُ وَشَرَابَهُ

"ผู้ถือศีลอดที่ไม่เลิกคำพูดที่เป็นเท็จ และการกระทำที่เป็นเท็จ แน่นอนอัลลอฮฺย่อมทรงไม่ประสงค์และ ปราถนาต่อการงดอาหารงด น้ำของเขาแต่อย่างใด"

(บันทึกโดยอะหมัด อัลบุคอรี อบูดาวุด อันนะซาอีย์ และอิบนุมาญะฮฺ)

والله أعلم بالصواب
*******************

โดย อ.อับดุลลอฮฺ  สุไลหมัด

1 ความคิดเห็น: