อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

หลังจากอัลลอฮฺได้ทำให้มนุษย์กลับไปสู่ความต่ำสุด



ซูเราะฮฺ อัต – ตีน อายะฮฺที่ : 5
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺ : 5
หลังจากนั้น เราได้ทำให้เขากลับไปสู่ความต่ำสุดของความต่ำ (1)
.................................................

(1) โดยทั่วไปแล้ว นักอรรถาธิบายได้แปลอายะฮฺนี้เป็นสองความหมายด้วยกัน นั่นคือ ....1) เราได้ทำให้เขากลับเข้าสู่วัยชราที่มีชีวิตน่าสังเวช กล่าวคือ เขาไม่สามารถที่จะคิดและเข้าใจและทำงานได้อีกต่อไป ....2) เราได้ทำให้เขากลับลงสู่ก้นบึ้งของนรก แต่สองความหมายนี้ไม่สามารถเป็นข้อโต้แย้งเพื่อยืนยังสิ่งที่ซูเราะฮินี้ได้ถูกประทานมา ซูเราะฮฺนี้ต้องการจะให้เหตุผลถึงความจริงของการตัดสินในโลกหน้า ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่จะไปหมายความว่า มนุษย์บางคนจะถูกทำให้กลับสู่สภาพวัยชราที่น่าสังเวชหรือมนุษย์กลุ่มหนึ่งจะถูกโยนลงไปในนรก สิ่งแรกไม่สามารถที่จะนำมาเป็นข้อโต้แย้งสำหรับการตัดสินได้เพราะวัยชรานั้นมาเยือนทั้งคนดีและคนชั่ว และการมาถึงวัยนี้ก็มิใช่การลงโทษการกระทำของเขา ส่วนสิ่งที่สองนั้นจะเกิดขึ้นในนรก มันไม่อาจจำมาเป็นข้อโต้แย้งต่อหน้ามนุษย์ที่กำลังถูกบอกว่า จะต้องได้พบการตอบแทนและการลงโทษในโลกหน้า ดังนั้น ในความเห็นของเรา ความหมายที่ถูกต้องของอายะฮฺนี้ก็คือ : หลังจากที่ถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบที่ดีที่สุดแล้ว เมื่อมนุษย์ใช้อำนาจของร่างกายและความคิดของเขาไปในทางชั่วช้า อัลลอฮฺก็จะให้อำนาจเขาทำความชั่วและทำให้เขาตกต่ำจนถึงที่สุด นี่เป็นความจริงที่เราสามารถสังเกตได้ทั่วไปในสังคมมนุษย์ คนที่มีแต่ความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความเลวทราม เสพสิ่งมึนเมา และลักษณะเลวทรามอื่น ๆ นั้นจะมีความเสื่อมทรามทางศีลธรรมถึงขั้นต่ำสุด ลองพิจารณาตัวอย่างนี้ดูก็ได้ :

เมื่อชาติใดตั้งหน้าตั้งตาเป็นศัตรูต่ออีกชาติหนึ่งอย่างหลับหูหลับตา ชาตินั้นก็จะปฏิเสธต่อชาติที่ตัวเองเกลียดชังอย่างเหี้ยมโหดป่าเถื่อนทุกรูปแบบเกินกว่าที่สัตว์ป่าจะทำ สัตว์ป่าล่าเหยื่อเพียงเพื่อเป็นอาหาร มันไม่ใช้วิธีการฆ่าหมู่ แต่มนุษย์ฆ่าหมู่มนุษย์ด้วยกัน สัตว์ป่าเพียงแค่ใช้กรงเล็บและฟันเท่านั้น แต่มนุษย์ผู้ถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบที่ดีที่สุดได้ใช้สติปัญญาของตนประดิษฐ์ปืน รถถัง เครื่องบิน ระเบิดปรมาณูและไฮโดรเจนและอาวุธชนิดอื่น ๆ อีกสารพัดขึ้นมาเพื่อทำลายประชากรให้หมดไปในทีเดียว สัตว์เดรัจฉานเพียงฆ่าหรือทำให้เกิดบาดแผล แต่มนุษย์ได้คิดค้นวิธีการอันเจ็บปวดเพื่อทรมานมนุษย์ด้วยกันเองจนแม้กระทั่งสัตว์ก็นึกไม่ถึง หลังจากนั้น เพื่อสนองความแค้นและความโกรธต่อศัตรู เขายังบังคับผู้หญฺงให้เดินเปล่อยกายเป็นแถวแล้วให้ผู้ชายนับสิบคนเข้าข่มขืนต่อหน้าต่อตาพ่อแม่ พี่น้องและสามีของพวกเธอ ลูก ๆ ถูกฆ่าหมู่ต่อหน้าพ่อแม่และถูกบังคับให้ดื่มเลือดของลูกตัวเอง บางคนถูกเผาและถูกฝังทั้งเป็น ไม่มีสายพันธุ์สัตว์ป่าใด ๆ ในโลกนี้ที่จะเสมอเหมือนมนุษย์ในเรื่องความโหดร้ายป่าเถื่อนเช่นเดียวกับความชั่วอื่น ๆ มนุษย์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าถ้าเขาทำชั่วเขาก็จะชั่วช้าเลวทรามถึงขั้นต่ำสุด จนถึงขนาดที่ว่าแม้แต่ในเรื่องของศาสนาที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับมนุษย์ เขาก็ยังบูชาต้นไม้ สัตว์ ภูเขา หรือแม้กระทั้งอวัยวะเพศของผู้ชายและผู้หญิง เขาเลี้ยงโสเภณีทางศาสนาไว้ในสถานที่แห่งการเคารพบูชาเพื่อเอาใจเทพเจ้าและทำชู้กับโสเภณีเหล่านั้น โดยถือว่ามันเป็นความดีงาม ไม่เพียงแต่เท่านั้น เขายังอ้างเรื่องความสกปรกลามกเช่นนั้นว่า มาจากเทพเจ้าและเทพีต่าง ๆ อีกด้วย
..............................................

จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น