อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การตามโต๊ะครูที่ตามกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺ



 โดย อ.อาลี เสือสมิง



ข้อ 1. คำพูดที่ว่า  “การปฏิบัติศาสนกิจต่าง ๆ ต้องเอาแบบอย่างมาจากกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺ”  เป็นคำพูดที่ถูกต้องและเป็นสิ่งจำเป็นที่มุสลิมต้องยึดมั่นในกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺ  การปฏิบัติตามโต๊ะครู  (ผู้รู้ทางศาสนา)  หรือคนเฒ่าคนแก่  หรือบรรพบุรุษที่มีความรู้ทางศาสนาอย่างถูกต้องเป็นสิ่งที่สามารถปฏิบัติตามได้ในกรณีที่สิ่งนั้นมิได้ขัดกับกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺ


หากการกระทำของโต๊ะครูหรือคนเฒ่าคนแก่หรือบรรพบุรุษขัดแย้งกับกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺก็มิอาจถือตามได้  ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า  แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าการกระทำนั้นถูกต้องหรือค้านกับกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺ


ในเมื่อเราเป็นคนเอาวามฺที่ไม่รู้หลักเกณฑ์ในการวิเคราะห์ตัวบททางศาสนา  ก็ย่อมไม่พ้นจาก  2  กรณี  คือ  1.  เราต้องใช้กำลังสติปัญญาวิเคราะห์  (อิจญติฮาดฺ)  ตามหลักเกณฑ์ในวิชาการที่เป็นศาสตร์ประกอบ  เรียกว่า  ต้องมีคุณสมบัติของการเป็นมุจญ์ตะฮิด   2.  ถามผู้รู้ซึ่งก็คือโต๊ะครูนั่นเอง


ฉะนั้นหากจะว่าไปแล้ว  การตามกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺก็ไม่วายต้องอาศัยผู้รู้ในการวิเคราะห์ตัวบทและอรรถาธิบายข้อชี้ขาดอยู่ดี  คนที่บอกกับชาวบ้านว่าอย่าตามโต๊ะครูหรือคนเฒ่าคนแก่แต่ให้ตามกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺ  พอเอาเข้าจริงก็ว่าตามโต๊ะครูหรือผู้รู้ที่ตนยอมรับและเชื่อถือนั่นเอง  เรื่องมันจึงวนอยู่ในอ่างเช่นนี้แหล่ะ


เอาเป็นว่าตั้งใจศึกษาเรื่องราวทางศาสนาให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น  สอบถามผู้รู้และขอหลักฐานสนับสนุนในคำตอบก็น่าจะเพียงพอแล้ว  และหลักฐานที่สนับสนุนนี้มิได้หมายความว่าต้องเป็นอัล-กุรอานหรืออัล-หะดีษเสมอไป  คำวินิจฉัยของผู้รู้ที่มีอยู่ในตำราอ้างอิงที่เป็นมาตรฐานโดยมากถูกสังเคราะห์และย่อยเนื้อหามาจากตัวบทของศาสนาแล้ว  มิใช่เขียนเอาแบบเดาสุ่มแต่อย่างใด


ข้อ 2. คนที่นำเอาหลักฐานจากกิตาบุลลอฮฺและสุนนะฮฺมาบอกก็ต้องดูหนังสือมาก่อนแล้วว่าในแต่ละเรื่องแต่ละประเด็นมีรายละเอียดอย่างไร  โดยเฉพาะประเด็นข้อปลีกย่อยที่มีการวิเคราะห์ตัวบทต่างกันของบรรดานักวิชาการ



ข้อ 3. ที่เขาว่ามาก็เป็นการวิเคราะห์ของนักวิชาการอีกนั่นแหล่ะ แต่ละฝ่ายก็มีหลักฐานมาสนับสนุนทัศนะของตน  ที่อาจารย์ในทีวีเขาตอบอย่างนั้นก็อาศัยการวิเคราะห์ของนักวิชาการนั่นแหล่ะ  เป็นเรื่องที่เขาพูดกันมานมนานแล้ว  ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร?


والله أعلم بالصواب

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น