อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555

จริงหรือ? กลุ่มที่ถูกเรียกว่า "วะฮาบีย์"มีอากีดะฮ์แบบยาฮูดีย์และนัสรอนีย์



มีมุสลิมท่านหนึ่งถามว่า "จริงไหม??? ...วะฮาบีย์... มีแนวคิด ความเชื่อ อากีดะฮ์ แบบยะฮูดีย์(ยิว) และนัสรอนีย์ (คริสต์) เพื่อทำลายอิสลามให้ล้มสลายมลายไป"

และมีการโต้ตอบกันในเฟสบุค โดยใส่ร้าย กลุ่มที่พวกเขาเรียกว่า "วะฮาบีย์" มีอากีดะฮ์อย่างยะฮูดีย์ และนัสรอนีย์ แต่เมื่อสอบถามว่า... แล้วพวกเขามีอากีดะฮ์อย่างยะฮูดีย์ และนัสรอนีย์ อย่างไรบ้าง กลับไม่มีคำตอบ!!! บางครั้งกล่าวหาพวกเขาอีกว่า เป็นพรรคพวกเขาชัยฏอน(โดยยกอายะฮ์อัลกุรอาน มาเป็นหลักฐาน โดยบิดเบือน) กล่าวหาถึงขั้นเป็นกาเฟร หรือบางครั้งยังกล่าวหาพวกเขาถึงขั้นเป็นชีอะฮ์เสียอีก
...และยังร่วมมือกับกลุ่มชีอะฮ์อิม่ามสิบสอง สร้างความเกลียดชัง พวกเขา ต่างๆนานา,,,,

,,,,,,,ไม่อยากเชื่อเลยว่ามุสลิมด้วยกัน จะเกลียดชัง มีอคติ และใส่ร้ายกันรุนแรงอย่างนี้ จนทำให้มุสลิมบางท่านที่ไม่ทราบข้อเท็จจริง กลับเชื่อ และเกลียดชังพวกเขา จนมองพวกเขาเป็นศัตรูไปเสียแล้ว

ขอบอกเลยว่า...คำว่า "วะฮาบีย์" เป็นที่ขยะเเขยง สำหรับพวกเขายิ่งนัก เพราะคำว่า "วะฮาบีย์" ที่ฝ่ายตรงข้ามเรียกขานพวกเขานั้น เป็นการเรียกพวกเขาด้วยอคติ เกลียดชัง ต่อต้าน นำมาใช้ในเชิงลบ และป้ายสีแก่พวกเขาให้เห็นว่า เป็นลัทธินอกรีตนิยมความรุนแรง และมีเจตนาเพื่อสกัดกั้นมิให้ผู้คนทั่วไปคล้อยตามการเชิญชวน และเพื่อสร้างความแตกแยกในหมุ่มุสลิม นั้นเอง

>>>คำว่า "วะฮาบีย์" หรือที่มุสลิมบ้านเราบางท่านเรียกนามว่า คณะใหม่ หรือ โกมมุดอ นั้น มีที่มาดังนี้


ชื่อ "วะฮาบีย์"

          วะฮาบียะฮ์  คือ  ชื่อของขบวนการฟื้นฟูอิสลาม โดยการนำของ เชคมูฮัมมัด อิบนุ อับดุลวาฮาบ  มีชีวิตอยู่ในช่วง  (1115 - 1206  ฮ.ศ.) ตรงกับ (1703 - 1791 ค.ศ.) ที่เมือง นัจด์  ในประทศซาอุดิอาระเบีย

"วะฮาบีย์" เป็นการประสมคำที่พาดพิงถึงบุคคลที่ชื่่่ออับดุลวาฮาบ ซึ่งมีความหมายความว่า "คำสอนหรือแนวทางตามแบบฉบับที่ชื่ออับดุลวะฮาบ"

แต่ความเป็นจริง "วาฮาบีย์" ที่มุสลิมบ้านเรา รวมถึงกลุ่มชีอะฮ์อิม่ามสิบสองเรียกขานนั้น ซึ่งเป็นผู้ฟืนฟูศาสนาอิสลาม ท่านชื่อเชคมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวาฮาบ  มิใช่ชื่ออับดุลวาฮาบ แต่คำว่าอับดุลวาฮาบ นั้นกลับเป็นชื่อของบิดาของท่าน ถ้าหากจะเรียกขานให้ถูกต้อง ต้องเป็น "มูฮัมมาดีย์" หรือ มูฮัมมาดียะ" มากกว่า ชื่อนี้มาจากพยางค์ที่สองของชื่อบิดา คือ "อัลวาฮาบ"  ซึ่งจริงๆแล้วเป็นพระนามหนึ่งของพระองค์อัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งมีความหมายว่า ผู้ทรงให้อย่างมากมาย ชื่อนี้บางคนเรียกเพี้ยนเป็น วะฮบีย์ ซึ่งไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องคือ "วะฮาบียะฮ์" หมายถึงขบวนการฟื้นฟูอิสลาม และพวกเขาเรียกตัวเองว่า "สะลาฟียะฮ์" (Salafiah) หรือ "สะลาฟียูน" (Salafiyoon)  แปลว่า กลุ่มที่ยึดมั่นในแนวคิดดั้งเดิมของอิสลาม หรือบางทีเรียกกลุ่มของตนว่า "มุวะหิดูน" (Muwahidoon) แปลว่า กลุ่มผู้ยึดมั่นในเอกภาพของอัลลอฮ์
แต่ขอบอกเลยว่า มุสลิมที่บางท่านเรียกพวกเขา ว่า "วะฮาบีย์" นั้นเขาไม่เคยอ้างอิงคำกล่าว คำสอน หรืออากีดะฮ์ใดๆ จากท่านเชคมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวาฮาบ เลย แต่จะอ้างหลักฐานจากอัลกุรอาน และอัลหะดิษ และอ้างอิงทัศนะจากนักวิชาการอิสลามต่างๆ ไม่ว่าท่านอิมามชาฟีอีย์ อิม่ามอบูฮานิฟะฮ์ อิม่ามมะลิก อิม่ามอะหฺมัด หรืออิม่ามท่านอื่นๆ

เนื้อหาแนวคิดการเผยแพร่ของท่านเชคมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวาฮาบ


-เน้นในการกลับสู่เตาฮีด (ความเชื่อเป็นหนึ่งเดียวของผูเป็นเจ้า)อันบริสุทธิตามแนวทางของกัลญานชนมุสลิมในยุคแรกของอิสลาม

 -ต่อต้านการอะบายศาสนาด้วยเหตุผลทางตรรกวิทยา และเรียกร้องให้มุสลิมยึดปฏิบัติตามคัมภีร์อัลกุรอานและคำสอนของท่านรสูล

-ต่อต้านและปฏิเสธอุตริกรรมและการชำระล้างความงมงายและไสยศาสตร์ที่มีอยู่ในดินแดนฮฺญาซ

-การสถาปนารัฐอิสลามที่ปกครองด้วยคำภีร์อัลกุรอานและอัลฮาดิษของท่านรสูล(ซ.ล.)

-ยึดหลักแนวความคิดด้านนิติศาสตร์(ฟิกฮฺ)ตามมัสฮับอัมบะลีย์ โดยอาศัยหลักฐานเป็นสำคัญ
และไม่ได้คัดค้านมัซฮับทั้งสี่ แต่ไม่ได้ส่งเสริมให้ยึดติดและตักลิด(เชื่อตาม)มัซฮับทั้งสี่อย่างหลับหูหลับตา

-คัดค้านกลุ่มฏอรีเกาะฮซูฟีย์และกลุ่มมุตะกัลลีมีน และสิ่งอุตริทางศาสนาที่กลุ่มเหล่านี้สร้างขึ้นมา 

-ต่อต้านการทำชีริก (ตั้งภาคี) ต่ออัลลอฮทุกประเภท

-ต่อต้านการตักลีด (การตามอย่างคนตาบอด) และเรียกร้องสู่การให้ความรู้และการค้นคว้าหาหลักฐาน

- เรียกร้องให้เปิดประตูการอิจติฮาด (หมายถึงการวิเคราะห์และวินิจฉัยหลักฐานต่างๆ ทางศาสนาเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อบัญญัติของปัญหาต่างๆ ) หลังจากที่ได้ถูกปิดมานานตั้งแต่กรุงแบกแดดแตกจากการโจมตีของพวกมองโกลในปี ฮ.ศ. 656 (ค.ศ.1235) 

-ยึดมั่นในแนวทางของอะฮลิสสุนนะฮวัลญะมาอะฮ (นิกายสุนนีย์) 
เป็นต้น

สำหรับเรื่องอากีดะฮ์


 เช็คอับดุลลอฮ บุตร เช็คมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮาบ กล่าวไว้ว่า

مذهبنا في أصول الدين مذهب أهل السنة والجماعة وطريقتنا طريقة السلف وهي أنا نقر آيات الصفات وأحاديثها على ظاهرها .
ونحن أيضا في الفروع على مذهب الإمام أحمد بن حنبل ولا ننكر على من قلد أحد الأئمة الأربعة .
ولا نستحق مرتبة الاجتهاد المطلق ولا أحد لدينا يدعيها . إلا أننا في بعض المسائل إذا صح لنا نص جلي من كتـاب أو سنة غيـر منسـوخ ولا مخصص ولا معارض بأقوى منه وقال به أحد الأئمة الأربعة أخذنا به وتركنا المذهب كإرث الجد والإخوة ، فإنا نقدم الجد بالإرث وإن خالف مذهب الحنابلة

มัซฮับของเราในเรื่องอุศูลุดดีน(หมายถึงในเรืองรากฐานของศาสนา ซึ่งหมายถึงด้านอะกีดะฮ) คือ มัซฮับอะฮลุสสุนนะฮวัลญะมาอะฮ และแนวทางของเราคือ แนวทางสะลัฟ และมันคือ แท้จริงเรายอมรับบรรดาอายาตสิฟาต(อายะฮอัลกุรอ่านที่เกี่ยวกับสิฟัตอัลลอฮ) และบรรดาหะดิษสิฟัต ตามความหมายที่ปรากฏของมัน(ตามตัวบท)

และเช่นเดียวกันใน ด้านฟุรูอุดดีน(ในด้านสาขาศาสนา หมายถึงในภาคปฏิบัตศาสนกิจ) เรา
นั้นอยู่มัซฮับอิมามอะห์มัด บิน ฮัมบัล และเราไม่คัดค้านต่อผู้ที่เชื่อตามอิมามคนหนึ่งคนใดจากบรรดาอิมามทั้งสี่ และเราไม่มีสิทธิ์อยู่ในฐานะอิจญติฮาดมุฏลัก(อิจญติฮาดอิสระ)และคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเราไม่อ้างมัน เว้นแต่ว่า ในบางประเด็น
เมื่อมีตัวบทชัดเจน เศาะเฮียะสำหรับเรา จากคัมภีร์และสุนนะฮที่ไม่ถูกยกเลิก และไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกจำกัดเฉพาะและไม่ได้ค้านกับหลักฐานที่แข็งแรงกว่า โดยที่คนหนึ่งคนใดจากมัซฮับทั้งสี่ได้กล่าวมันเอาไว้ เราก็เอามันมายึดถือ และเราก็จะละทิ้งมัซฮับ (ที่เราสังกัดอยู่) เช่น (มัซฮับที่มีทัศนะว่า)ปู่และบรรดาพี่น้องหญิงสืบทอดมรดกได้ เราก็เอาผู้ที่เป็นปู่มาก่อน (ผู้เป็นพี่น้องหญิงที่มีสิทธิ์รับมรดก) และแม้มันจะขัดแย้งกับมัซฮับอัลหะนาบะฮละฮ (ที่เราสังกัดอยู่)ก็ตาม
(- อัดดุรรุสสะนียะฮ เล่ม 1 หน้า 126 )

อิหม่ามมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ เองกล่าว ว่า

عقيدتنا في جميع الصفات الثابتة في الكتاب والسنة هي عقيدة أهل السنة والجماعة، نؤمن بها ونقرها كما جاءت مع إثبات حقائقها وما دلت عليه، من غير تكييف ولا تمثيل، ومن غير تعطيل ولا تبديل ولا تأويل

อะกีดะฮของเรา ในทั้งหมดของสิฟัตที่ปรากฏยืนยันในอัลกิตาบและอัสสุนนะฮ คือ อะกีดะฮ อะฮลุสสุนนะฮ วัลญะมาอะฮ ,เราศรัทธาและยอมรับมันตามที่ปรากฏมา พร้อมทั้งยืนยันถึงความจริงของมัน และสิ่งที่มันได้แสดงบอกไว้ โดยไม่อธิบายรูปแบบวิธีการ และไม่เปรียบเทียบ และโดยไม่ปฏิเสธสิฟัต ,ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่ตีความความ

وأما مذهبنا ، فمذهب الإمام أحمد بن حنبل إمام أهل السنة والجماعة في الفروع ولا ندعي الاجتهاد ، وإذا بانت لنا سنة

صحيحة عن رسول الله صلى الله عليه وسلم عملنا بها ، ولا نقدم عليها قول أحد ، كائناً من كان.

สำหรับมัซอับของเรา เราดำเนินตามมัซฮับ อิหม่ามอะหมัด บิน หัมบัล อิหม่ามแห่งอะฮลุสสุนนะฮวัลญะมาอะฮ ในเรื่องสาขาของศาสนา(หมายถึงในเรื่องภาคปฏิบัติศาสนกิจ) และเราไม่กล่าวอ้างการอิจญติฮาด และเมื่อปรากฏสุนนะฮที่เศาะเฮียะจากรซูลุลลออ   แก่เรา เราก็ปฏิบัติด้วยมัน และเราจะไม่นำคำพูดของคนหนึ่งคนใดล้ำหน้าสุนนะฮรซูลุลลอฮ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
(อัลฮะดียะฮอัสสะนียะฮ หน้า 99)

จากคำพูดของเช็คมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า ท่านไม่ได้รังเกียจมัซฮับ แต่ท่านไม่ได้ยึดติดกับมัซฮับแบบเอามัซฮับนำหน้า แล้วเอาอัลกุรอ่านและอัสสุนนะฮไว้เบื้องหลัง

>>>***สำหรับรื่องอะกีดะฮนั้น ท่านยึดแนวทางอะฮลุสสุนนะฮ วัลญะมาอะฮ ไม่ใช่อะกีดะฮยะฮูดีย์(ยิว) หรือนัสรอนีย์ (คริสต์) ที่เว็บมุสลิมบางกลุุ่มกล่าวหาแต่อย่างใด***


กลุ่มที่ต่อต้านการเผยแพร่ของท่านเชคมูฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ คือกลุ่มที่แพร่หลายอยู่ในขณะนั้น คือ
1) กลุ่มซูฟีย์ (Sufism) คือ กลุ่มนิยมความลี้ลับและมีความคลั่งไคล้ในวิชาตะเซาวุฟ (การฝึกจิตภายใน) มูฮัมมัด อิบน อับดุลวะฮาบเห็นว่า วิชานี้เป็นยาเสพติดที่มอมเมาคนในสมัยนั้นให้เฉื่อยชา ไม่เข้มแข็ง และเป็นวิชาที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดและบิดเบนออกไปจากเดิมมากมาย ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ สิ่งอุตริทางศาสนาใหม่ๆ ที่กลุ่มซูฟีย์ได้สร้างขึ้น เช่น การเคารพ สักการะนักบุญ หลุมฝังศพและสัญลักษณ์ต่างๆ การเคารพ บูชาบรรพบุรุษหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ที่ตายไปแล้ว หรือขอให้ผู้ที่ตายช่วยเป็นสื่อหรือนายหน้าติดต่อกับพระเจ้า การสร้างมัสยิดหรืออาคารเหนือหลุมฝังศพและการประดับตบแต่งหลุมฝังศพ เป็นต้น

2) กลุ่มมุตะกัลลิมีน (Mutakallimin) คือกลุ่มนักเทววิทยาที่เน้นการเอาเหตุผลทางปัญญาและทางตรรกวิทยามาอธิบายหลักความเชื่อในอิสลามจนทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนและเบี่ยงเบนจากความถูกต้อง มูฮัมมัด อิบน อับดุลวะฮาบเห็นเช่นเดียวกันว่า วิชาอิลมุลกะลาม Elmulkalam (เทววิทยา) เป็นยาเสพติดอีกชนิดหนึ่งที่ มอมเมาคนในสมัยนั้นให้หมกมุ่นอยู่กับการถกเถียงในเรื่องที่ไม่ควรถกเถียง แล้วในที่สุดก็ทำให้พวกเขาหลงทาง มูฮัมมัด อิบน อับดุลวะฮาบได้ทำการคัดค้านทั้งสองกลุ่มอย่างแข้งกร้าว และได้ใช้ฐานอำนาจทางการปกครองสนับสนุนและจัดการกับสิ่งอุตริทางศาสนาอย่างได้ผล แน่นอนการกระทำของเขาได้ไปขัดผลประโยชน์และทำลายความเชื่อของคนที่โง่งมงายในสิ่งเหล่านั้นอย่างรุนแรง คนเหล่านั้นจึงตั้งตนเป็นศัตรู และพยายามชักชวนและประกาศให้คนทั่วไปเชื่อว่าสิ่งที่เขาสอนนั้นเป็นศาสนาใหม่ที่ มิใช่อิสลาม และกล่าวหาเขาว่าเป็นผู้สร้างลัทธิใหม่สำหรับผู่ที่ปฏิบัติตามคำสอนของมูฮัมมัด อิบน อับดุลวะฮาบนั้นก็ถูกคนกลุ่มดังกล่าวประณามว่าเป็นพวกนอกศ่าสนา และเรียกพวกเขาว่า วะฮาบียะฮ (Wahabism) ในที่สุด

และ
3) กลุุมชีอะฮ์(Shia) บางพวก(รวมถึงชีอะฮ์อิม่าม 12 ที่เผยแพร่อยู่่ตามบ้านเรา) ซึ่งให้ความสำคัญกับการเคารพสุสานบรรดาวะลี(ผู้ที่มีความพิเศษ) ของพวกเขา

+++นอกจากนี้ผู้ที่ริเริ่มเรียกคำว่า "วะฮาบีย์" คือ ผู้ปกครองแห่งอาณาจักรออตโตมาน นั้นคือหลังจากที่เห็นกระแสการฟื้นฟูได้แพร่สะพัดไปทั่วคาบสมุทรอาหรับ ทำให้อำนาจการปกครองของอาณาจักรออตโตมานเสื่อมถ่อย จึงหาวิธีการขจัดขบวนการฟื้นฟูกังกล่าวว่า โดยกล่าวหาว่าเป็นกลุ่ม ลัทธินอกรีตด้วยการตั้งชื่อใหเป็น"วะฮาบีย์"

ดังนั้น แนวทางของเชคมุฮัมหมัด อิบนุ อับดุลวาฮาบ มิใช่เป็นศาสนาใหม่ หรือมัสฮับใหม่ที่อุตริหรือเบี่ยงเบน ดังที่บรรดาศรัตรูของท่านได้ตีแผ่ แต่เป็นผลพวกจากความพยายามที่บริสุทธิ์ใจเพื่อเรียกร้องให้กลับคืนสู่แบบอย่างเรียบง่ายของอิสลาม และกลับคืนสู่ต้นกำเนิแห่งบัญญัติอิสลามที่แท้จริง

สำหรับเรื่องบางเรื่องพวกเขากล่าวว่า มุสลิม บ้านเราทำนั้น เป็นบิดดะฮ์ (อุตริกรรมขึ้นมาใหม่ในศาสนา)  เช่น การจัดงานเมาลิด การทำบุญเจ็ดวัน การทำอีซีกุโบร์ เป็นต้น นั้น เนื่องจากไม่มีรูปแบบจากท่านนบีมูฮัมหมัด  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่มีร่องรอยการปฏิบัติจากบรรดาศอหะบะฮ์ และอิม่ามทั้งสี่(ท่านอิมามชาฟีอีย์ อิม่ามอบูฮานิฟะฮ์ อิม่ามมะลิก อิม่ามอะหฺมัด) นั้นเอง



สุดท้ายขอให้พี่น้องมุสลิมทุกคนยึดมั่นในซุนนะฮ์ให้แน่นแฟ้น รักษาเอกภาพของความเป็นพี่น้องมุสลิม หลีกเลี่ยงความแตกแยกของพี่น้องมุสลิม และให้หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เรามองว่าเป็นบิดอะฮ์  เมื่อเรามีอคติกับเพื่อนมุสลิมกลุ่มใด เราอย่าเชื่อตามที่ผู้ไม่หวังนี้ประกาศออกไป จนกว่่าจะได้ศึกษา และพิสูจน์ความจริงให้แจ่มแจ้งเสียก่อน อย่าให้เป็นอย่างคนนอกศาสนิกที่จังหวัดเชียงราย ที่ต่อต้านการก่อสร้างมัสยิด เพราะกลัวจะเกิดความวุ่นวาย ด้วยการมองจากเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยไม่ได้ศึกษาขอนแก่นแท้ของอิสลามเลย...

والله أعلم بالصواب

หากยังสงสัยอีก ก็เข้าไปศึกษาได้ ในหัวข้อถามตอบปัญหาอิสลาม ของท่าน อ.อาลี เสือสมิง (ท่านสังกัดมัซอับชาฟีอีย์) ตามเว็บนี้ครับ
http://www.alisuasaming.com/qa/index.php?topic=504.0
หรือ
http://www.alisuasaming.com/qa/index.php?topic=96.0
หรือ
http://www.alisuasaming.com/qa/index.php?topic=530.0

ดาวน์โหลด PDF ได้ที่นี้




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น