อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันเสาร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2555

กล่าวขออภัยโทษ และกล่าวสรรเสริญพระองค์อัลลอฮ์หลังละหมาดฟัรฎู




ภายหลังละหมาดฟัรฎูเสร็จแล้ว ท่านรอซูลุลลอฮ์ ซอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจะกล่าวขออภัยโทษ และกล่าวสรรเสริญพระองค์อัลลอฮ์ อ่านอายะฮ์กุรสีย์ สุเราะฮ์อัล-อิคลาศ สูเราะฮ์อัลฟะลัก และสูเราะฮ์อันนาส โดยมีหลักฐานหะดิษ ดังนี้

หลักฐานที่ 1


จากท่านเษาบาน เล่าว่า "เมื่อท่านรอซูลุลลอฮ์ ซอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ละหมาด(ฟัรฎู) เสร็จ ท่านรสูลจะขออภัยโทษ 3 ครั้ง และกล่าวว่า "อัลลอฮุมม่า อันตัสส่าลาม วามินกัสส่าลาม ต้าบาร็อกต้า ยาซัลญะลาลิ วัลอิกฺรอม"(ความว่า "โอ้อัลลอฮ์ พระองค์ทรงบริสุทธิ์ยิ่ง ซึ่งความสันตินั้นมาจากพระองค์ พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยความจำเริญ โอ้ผู้ทรงไว้ซึ่งความยิ่งใหญ่ และความมีเกียรติยิ่ง)


ท่านวะลีดถามแก่ท่านเอาซาอีย์ว่า "สำนวนการอิสติฆฟารฺ(ขออภัยโทษ)กล่าวอย่างไร?" เขาตอบว่า "ให้ท่านอ่าน อัสตัฆฟิรุลลอฮ์ อัสตัฆฟิรุลลอฮ์ "
{หะดิษเศาะเฮียะฮ์...บันทึกโยมุสลิม หะดิษเลขที่ 931 ติรฺมีซีย์ หะดิษเลขที่ 276 นะสาอีย์ หะดิษเลขที่ 1320 อบูดาวูด หะดิษเลขที่1292 และอิบนุมาญะฮ์ หะดิษเลขที่ 918}

หลักฐานที่ 2






ท่านมุฆีเราะฮ์เขียนไปหาท่านมุอาวิยะฮ์ ว่า “เมื่อท่านรสูล สิ้นสุดการละหมาดและให้สลามแล้ว ท่านรสูล กล่าว่า “ลาอิลาฮ่า อิ้ลลัลลอฮ์ , วะฆ์ด้าฮู ลาช่ารีก้าละฮ์ , ล่าอุลฮุลมุลกู้ ว่าล่าฮุลอัมดุ ว่าฮุว่าอ้าลากุลลิ ชัยอิน ก้อดีรฺ , อัลลอฮุมม่า ลามานิอ้า ลิมาอะฮ์ต็อยต้า ว่าลา มุอ์ฏิย่า ลิมา มานะอ์ต้า ว่าลา ยันฟ่าอุ ซัลญัดดิ มินกัลญัดดุ”
(ความว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ได้รับการเคารพสักการะ นอกจากพระองค์อัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ อำนาจและการสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง , โอ้อัลลอฮ์ ไม่มีผู้ใดยับยั้งในสิ่งที่พระองค์ทรงประทานได้ และไม่มีผู้ใดประทานในสิ่งที่พระองค์ทรงยับยั้งได้ ความมีเกียรติจะไม่เอื้อประโยชน์อันใดแก่ผู้มีเกียรติ (ให้พ้นจากการลงโทษ) ณ ที่พระองค์ได้เลย”)
{หะดิษเศาะเฮียะฮ์...บันทึกโดยบุคอรีย์ หะดิษเลขที่ 5855 มุสลิม หะดิษเลขที่ 933 และอบูดาวูด หะดิษเลขที่ 1287}


หลักฐานที่ 3






ท่านอับดุลลอฮ์ บุตรของซุบัยร์เล่าว่า "เมื่อท่านรอซูลุลลอฮ์ ซอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ให้สลาม(เลิกละหมาด) ท่านรสูลจะกล่าวว่า "ลาอิลาฮ่า อิ้ลลัลลอฮ์ วะฮ์ด้าฮูลา ชะรีก้าละฮ์ ล่าฮุลมุลกุ ว่าล่าฮุลฮัมดุ ว่าฮุว่าอ้าลา กุลลิ ชัยอิน ก้อดีรฺ ลาเฮาล่า ว่าลา กูว่าต้า อิ้ลลา บิ้ลลาฮ์ ว่าลา นะอ์บุดู้ อิ้ลลา อิยาฮุ ละฮุน ละฮุน นิอ์ม่าตุ ว่าล่าอุล ฟัฎลุ ว่าล่าฮุษษ่านาอุลฮะส่านุ, ลาอิลาฮธ อิ้ลลัลลอฮุ มุคลิซีน่า ล่าฮุดดีน ว่าเลาก้าริฮัลกาฟิรูน"
(ความว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ได้รับเคารพสักการะ นอกจากพระองค์อัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ อำนาจและการสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง , ไม่มีพลังและอำนาจใดๆ นอกจากพระองค์เท่านั้น ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรได้รับการเคารพภักดีอื่น เว้นแต่เฉพาะพระองค์เท่านั้น , สำหรับพระองค์เท่านั้นคือความโปรดปราน , สำหรับพระองค์เท่านั้นคือความประเสริฐ และสำหรับพระองค์เท่านั้นคือการสรรเสริฐที่ดี ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรได้รับการเคารพภัคดีนอกจากพระองค์อัลลอฮ์เท่านั้น โดยเป็นผู้บริสุทธิ์ใจ ในศาสนาของพระองค์ มาตรว่าบรรดาผู้ปฏิเสธจะชิงชังก็ตาม)"
(หะดิษเศาะเฮียะฮ์...บันทึกโดยมุสลิม หะดิษที่ 935 นะสาอีย์ หะดิษเลขที่ 1322 อบูดาวูด หะดิษที่ 1288 และอะหฺมัด หะดิษที่ 15523)


หลักฐานที่4


"ท่านรอซูลุลลอฮ์ ซอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "บุคคลใดกล่าว ซุบฮานัลลอฮ์(มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์อัลลอฮ์) 33 ครั้ง , กล่าวอัลฮัมดุลิลลาฮ์(การสรรเสริญเป็นสิทธิแด่พระองค์อัลลอฮ์) 33 ครั้ง , และกล่าว อัลลอฮุอักบัรฺ(พระองค์อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่) 33 ครั้ง ซึ่งรวมเป็น 99 ครั้ง ทุกๆละหมาด(ฟัรฎู) จากนั้นเขากล่าวเพิ่มจนครบ 100 ครั้ง ว่า "ลาอิลาฮ่า อิ้ลลัลลอฮ์ , วะห์ด้าฮูลา ช่ารีก้าละฮ์ , ล่าฮุลมุลกู้ ว่าล่าฮุลฮัมดุ ว่าฮุว่าอ้าลา กุลลิชัยอิน ก้อดิร"(ความว่า ไม่มีพระเจ้าองค์ใดที่ได้รับการเคารพสักการะ นอกจากพระองค์อัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ อำนาจและการสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง) 
เช่นนี้ความผิดต่างๆ ของเขาจะถูกอภัยโทษ แม้ว่าความผิดนั้นจะมากมายเฉกเช่นฟองน้ำในทะเลก็ตาม"
{หะดิษเศาะเฮียะฮ์...บันทึกโดยมุสลิม หะดิษเลขที่ 939 และอบูดาวูด หะดิษเลขที่ 1286}

หลักฐานที่5

ท่านรอซูลุลลอฮ์ ซอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “บุคคลใดที่อ่านอายะฮ์กุรฺซีย์(อัลกุรอานซูเราะฮ์ อัลบาเกาะเราะฮ์ อายะที่ 255) ทุกๆ หลังละหมาดฟัรดู เช่นนั้นจะไม่มีสิ่งใดห้ามให้เขาเข้าสวรรค์ ยกเว้น ความตายเท่านั้น” ท่านมุหัมมัด บุตรของอิบรอฮีม ระบุในหะดิษของเขาว่าอ่าน "กุลฮุวัลลอฮุอะฮัด"ด้วย
(หะดิษเศาะเฮียะฮ์...บันทึกหะดิษโดย อัฏฏ็อบรอนีย์ จากหนังสือ “อัลวะญ๊ซ” หน้า 102)

หลักฐานที่ 6

ท่านอุกฺบะฮ์ บุตรของอามิรฺเล่าว่า “ท่านรอซูลุลลอฮ์ ซอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สั่งให้ฉันอ่านสูเราะฮ์อัลฟะลัก และสูเราะฮ์อันนาส ทุกๆหลังละหมาดฟัรฎู”
(หะดิษเศาะเฮียะฮ์...บันทึกโดยอบูดาวูด หะดิษเลขที่ 1302)

>>>>จากหลักฐานหะดิษให้ขออภัยโทษ และการสรรเสริญพระองค์อัลลอฮ์ ดังนี้


คำอ่าน "อัสตัฆฟิรุลลอฮ์"(กล่าว 3 ครั้ง)



คำอ่าน "อัลลอฮุมม่า อันตัซซ่าลาม ว่ามินกัสส่าลาม ต้าบาร็อกต้า ยาซัลยะลาลิ วัลอิกฺรอม"



คำอ่าน “ลาอิลาฮ่า อิ้ลลัลลอฮ์ , วะฆ์ด้าฮู ลาช่ารีก้าละฮ์ , ล่าอุลฮุลมุลกู้ ว่าล่าฮุลอัมดุ ว่าฮุว่าอ้าลากุลลิ ชัยอิน ก้อดีรฺ , อัลลอฮุมม่า ลามานิอ้า ลิมาอะฮ์ต็อยต้า ว่าลา มุอ์ฏิย่า ลิมา มานะอ์ต้า ว่าลา ยันฟ่าอุ ซัลญัดดิ มินกัลญัดดุ”






คำอ่าน  "ลาอิลาฮ่า อิ้ลลัลลอฮ์ วะฮ์ด้าฮูลา ชะรีก้าละฮ์ ล่าฮุลมุลกุ ว่าล่าฮุลฮัมดุ ว่าฮุว่าอ้าลา กุลลิ ชัยอิน ก้อดีรฺ ลาเฮาล่า ว่าลา กูว่าต้า อิ้ลลา บิ้ลลาฮ์ ว่าลา นะอ์บุดู้ อิ้ลลา อิยาฮุ ละฮุน ละฮุน นิอ์ม่าตุ ว่าล่าอุล ฟัฎลุ ว่าล่าฮุษษ่านาอุลฮะส่านุ, ลาอิลาฮธ อิ้ลลัลลอฮุ มุคลิซีน่า ล่าฮุดดีน ว่าเลาก้าริฮัลกาฟิรูน"






คำอ่าน "ซุบฮานัลลอฮ์" (กล่าว 33 ครั้ง)




คำอ่าน "อัลฮัมดุลิลลาฮ์" (กล่าว 33 ครั้ง)






คำอ่าน " อัลลอฮุอักบัรฺ" (กล่าว 33 ครั้ง)






คำอ่าน ""ลาอิลาฮ่า อิ้ลลัลลอฮ์ , วะห์ด้าฮูลา ช่ารีก้าละฮ์ , ล่าฮุลมุลกู้ ว่าล่าฮุลฮัมดุ ว่าฮุว่าอ้าลา กุลลิชัยอิน ก้อดิร"


อ่านอายะฮ์กุรฺซีย์(อัลกุรอานซูเราะฮ์ อัลบาเกาะเราะฮ์2 อายะที่ 255) 


اللَّهُ لا إِلٰهَ إِلّا هُوَ الحَىُّ القَيّومُ ۚ لا تَأخُذُهُ سِنَةٌ وَلا نَومٌ ۚ لَهُ ما فِى 


السَّمٰوٰتِ وَما فِى الأَرضِ ۗ مَن ذَا الَّذى يَشفَعُ عِندَهُ إِلّا بِإِذنِهِ ۚ 


يَعلَمُ ما بَينَ أَيديهِم وَما خَلفَهُم ۖ وَلا يُحيطونَ بِشَيءٍ مِن عِلمِهِ 


إِلّا بِما شاءَ ۚ وَسِعَ كُرسِيُّهُ السَّمٰوٰتِ وَالأَرضَ ۖ وَلا يَـٔودُهُ حِفظُهُما ۚ 


وَهُوَ العَلِىُّ العَظيمُ ﴿٢٥٥




อ่านสูเราะฮ์อัลอิคลาส 




قُل هُوَ اللَّهُ أَحَدٌ ﴿١﴾ اللَّهُ الصَّمَدُ ﴿٢﴾ لَم يَلِد وَلَم يولَد ﴿٣﴾ وَلَم يَكُن لَهُ كُفُوًا أَحَدٌ ﴿٤

อ่านสูเราะฮ์
อัลฟะลัก



قُل أَعوذُ بِرَبِّ الفَلَقِ ﴿١﴾ مِن شَرِّ ما خَلَقَ ﴿٢﴾ وَمِن شَرِّ غاسِقٍ إِذا وَقَبَ ﴿٣﴾ وَمِن شَرِّ النَّفّٰثٰتِ فِى العُقَدِ ﴿٤﴾ وَمِن شَرِّ حاسِدٍ إِذا حَسَدَ 


อ่านสูเราะฮ์อันนาส

قُل أَعوذُ بِرَبِّ النّاسِ ﴿١﴾ مَلِكِ النّاسِ ﴿٢﴾ إِلٰهِ النّاسِ ﴿٣﴾ مِن شَرِّ الوَسواسِ الخَنّاسِ ﴿٤﴾ الَّذى يُوَسوِسُ فى صُدورِ النّاسِ ﴿٥﴾ مِنَ الجِنَّةِ وَالنّاسِ 

สรุปได้ว่า หลังละหมาดฟัรฎู มีสุนนะฮ์ให้อภัยโทษ กล่าวสรรเสริญพระองคือัลลอฮ์ อ่านอายะฮ์กุรฺสียื หรือสูเราะฮ์อัลอิคลาศ สูเราะฮ์อัลฟาลัก และสูเราะฮ์อันนาส เท่านั้น

สำหรับการขอดุอาอ์อะไรอื่นจากนั้นไม่พบสุนนะฮ์(แบบฉบับ) จากท่านรอซูลุลลอฮ์ ซอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กระทำไว้เลย อีกทั้งไม่พบหะดิษเศาะเฮียะฮ์ที่ระบุให้ขอดุอาอ์ให้ขอดุอาอ์ในช่วงเวลาดังกล่าว (หะดิษเศาะเฮียะฮ์ บันทึกโดยมุสลิม หะดิษที่ 609 และนะสาอีย์ หะดิษที่ 1262) เพราะการขอดุอาอ์ที่ประเสริฐนั้นท่านรอซูลุลลอฮ์ ซอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมสั่งใช้ให้ขอดุอาอ์ขระละหมาดก่อนจะให้สลาม ดังหลักฐานของท่านอิบนุมัสอูด เล่าว่า ภายหลังที่ท่านรอซูลุลลอฮ์ ซอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สั่งใช้ให้กล่าวดุอาอ์ตะชะฮ์ฮุด(ขระนั่งตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย) ท่านรอซูลุลลอฮ์ ซอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวเสริมว่า "จากนั้นให้เขาเลือกวิงวอน(ดุอาอ์)ตามที่เขาประสงค์"
{หะดิษเศาะเฮียะฮ์...บันทึกโดยอบูดาวูด หะดิษเลขที่ 1301 นะสาอีย์ หะดิษเลขที่ 1286 และอะหฺมัด หะดิษเลขที่ 21109}


ท่านหญิงอาอีชะฮฺเล่าถึงถึงการละหมาดวิตรฺของท่านรสูลไว้ว่า
"...........จากนั้นก็นั่ง(ตะชะฮุด)โดยกล่าวสรรเสริญต่อผู้อภิบาล และเศาะลาวาตนบี เสร็จแล้วให้ก็ขอดุอาอ์(ก่อนให้สลาม)จากนั้นก็ให้สลาม"
(หะดิษเศาะเฮียะฮ์ บันทึกโดย อบู อุวานะฮ์(เล่ม 2 หน้า 324))

ท่านฟะฎอละฮฺ บุตรของอุบัยด์ เล่าว่า "...ท่านรสูลกล่าวแก่เขา และบุคคลอื่นจากเขาว่า เมื่อบุคคลหนึ่งในหมู่พวกท่านละหมาด ก็ให้เริ่มสรรเสริญ และเทิดพระผู้อภิบาลของเขา จากนั้นก็ให้เศาะละวาต(ขอพร) แด่ท่านนบีมูฮัมหมัด ถัดจากนั้นค่อยวิวอนในสิ่งที่(ตัวเอง)ประสงค์"
(หะดิษเศาะเฮียะฮ์ บันทึกโดยอะหมัด หะดิษเลขที่ 22811 และติรมีซีย์ หะดิษเลขที่ 3399)


หะดิษข้างต้นระบุอย่างชัดเจน ขณะผู้ละหมาดนั่งตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้ายก่อนจะให้สลาม ท่านรอซูลุลลอฮ์ ซอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สั่งใช้ให้เขาขอดุอาอ์ตามที่เขาประสงค์ไม่ว่าจะเป้นเรื่องใดก็ตาม ซึ่งการขอในช่วงเวลานั้นถือว่าประเสร็จที่สุด เพราะท่านนบีตอกย้ำถึงการขอดุอาอ์ในช่วงเวลาดังกล่าว และท่านนบีเจาะจงให้ขอเฉพาะก่อนให้สลามเท่านั้น อีกทั้งไม่พบหะดิษเศาะเฮียะฮ์ หรือหะดิษหะสันอันจะเป็นหลักฐานทำให้เข้าใจว่าท่านนบีขอดุอาอ์หลังละหมาดฟัรฎู ส่วนสิ่งที่ท่านนบี กล่าวหลังละหมาดฟัรฎูมีเพียงการขออภัยโทาและการกล่าวสรรเสริญพระองค์อัลลอฮ์เท่านั้น แต่ไม่ไช่ขอดุอาอ์ในสิ่งที่ปรารถนาแต่อย่างใด

สำหรับหลักฐานจากหะดิษต่อไปนี้

ท่านมุอาซ บุตรของญะบัลเล่าว่า ท่านรอซูลุลลอฮ์ ซอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวแก่แก่เขาว่า “โอ้ท่านมุอาซเอ๋ย ท่านอย่าละทิ้งทุกๆท้ายละหมาด โดยให้ท่านกล่าวว่า “อัลลอฮุมม่า อ้าอินนี อ้าลา ซิกริก้า ว่า ชุกริก้า ว่า ฮุสนิอิบาด้าติก” (ความว่า โอ้อัลลอฮ์ขอพระองค์ทรงช่วยฉันให้ได้สำนึกบุญคุณของพระองค์ และทรงทำให้การอิบาดะฮ์ต่อพระองค์เป็นที่เรียบร้อย(สวยงาม)ด้วยเถิด)”
{หะดิษเศาะเฮียะฮ์....บันทึกโยมุสลิม หะดิษเลขที่ 609 และนะสาอีย์ หะดิษเลขที่ 1262}

+++หะดิษข้างต้นนักวิชาการยังถกเถียงกันว่าคำวิงวอนข้างต้นเป็นดุอาอ์ขอก่อนสลาม หรือขอหลังสลาม เพราะสำนวนหะดิษระบุว่า “ดุบุริ กุลลิ เศาะลาติน” คำว่า “ดุบุริ” แปลว่า “ท้ายละหมาด” ซึ่งหมายถึงก่อนสลามก็ได้ หรือหลังสลามก็ได้

แต่ทัศนะที่มีน้ำหนักก็น่าจะเป็นการขอดุอาอ์ก่อนให้สลาม เพราะหลักฐานหนึ่ง ท่านรสูลกล่าวไว้ว่า “หลังอ่านตะชะฮ์ฮุดเสร็จ ท่านรสูล พูดเสริมว่า “จากนั้นให้เขาเลือกขอดุอาอ์ตามที่เขาประสงค์”
{หะดิษเศาะเฮียะฮ์...บันทึกโดยอบูดาวูด หะดิษเลขที่ 1301 นะสาอีย์ หะดิษเลขที่ 1286 และอะหฺมัด หะดิษเลขที่ 21109}


ท่านรสูลสั่งใช้ให้ขอดุอาอ์ตามความประสงค์ของผู้ละหมาดก่อนจะสลาม ซึ่งหะดิษระบุอย่างชัดเจน ดังนั้น หะดิษบทใดที่ระบุให้ขอดุอาอ์ก็ต้องขอดุอาอ์ก่อนสลาม ไม่ใช่ขอดุอาอ์หลังให้สลามเสร็จแล้ว เนื่องจากท่านรสูลไม่เคยขอสิ่งใดหลังละหมาดฟัรฎู นอกจากขออภัยโทษ หรือการกล่าวสรรเสริญพระองค์อัลลอฮ์เท่านั้น

และการขอดุอาอ์ของผูละหมาดต่อพระองค์อัลลอฮ์ขณะกำลังละหมาดนั้น ถือว่าประเสริฐสุด ไม่มีการวิงวอนใดจะดีไปกว่าการวิงวอน(ดุอาอ์) ต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์อัลลอฮ์ขณะกำลังละหมาด
 ดังหะดิษที่รายงานจากท่านอบู อุมามะฮ์ เล่าว่า "ชายผู้หนึ่งเอ่ยถามท่านรอซูลุลลอฮ์ ซอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า โอ้ท่านรสูลของอัลลอฮ์ ดุอาอ์ใดเป็นที่รับฟังยิ่งกว่า (หมายถึงดุอาอ์ช่วงใดเป็นที่ตอบรับ ณ ที่พระองค์อัลลอฮ์มากกว่า) ท่านรสูลตอบว่า ดุอาอ์ในช่วงสุดท้ายของกลางคืน และช่วงท้ายของละหมาดฟัรฎู"
(หะดิษหะสัน...บันทึกโดยติรฺมีซีย์ หะดิษเลขที่ 3421)

สำนวนหะดิษที่ระบุว่า "ช่วงท้ายของละหมาดฟัรฺฎู" นั้น นักวิชาการอธิบายว่า เป็นการขอดุอาอ์ในช่วงสุดท้ายละหมาดก่อนให้สลาม ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า การขอดุอาอ์ก่อนให้สลามนั้น เป็นดุอาอ์ที่ถูกตอบรับมากที่สุด ณ ที่พระองค์อัลลอฮ์ ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ข้อกังขาใดๆ เลยว่า ทำไม ท่านนบีมูหัมหมัด ซอลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงขอดุอาอ์ก่อนให้สลาม และสงเสริมให้ผู้ละหมาดขอดุอาอ์ที่ตนเองประสงค์จะขอในช่วงก่อนก่อนให้สามเท่านั้น แต่กลับไม่เคยกระทำ หรือระบุให้กระทำสิ่งข้างต้นภายหลังให้สลามเลยแม้แต่น้อย

والله أعلم









ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น