อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ยิว คริสต์ผู้ริเริ่มก่อการร้ายตัวจริง



        เมื่อได้ยินประกาศจากทางวิทยุ โทรทัศน์กระจายเสียง หรือในหนังสือพิมพ์ จะมีการใช้คำว่า “ผู้ก่อการร้าย” พร้อมๆกับคำว่า “มุสลิม” เราลองหยุดคิดสักนิด เพื่อจะได้รับทราบข้อเท็จจริงในการโจมตีเช่นนี้ และจะทราบว่าเป้าหมายของพวกเขาคืออะไร?

        ซึ่งความจริงแล้วสำนวนเช่นนี้ นับเป็นการบิดเบือนความจริง เป็นการล้างสมองผู้คน ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ศัตรูของอิสลามได้ใช้มาโดยตลอด ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ได้บอกถึงความคล้ายคลึงกับที่ชาวยิวฝึกฝนมาอย่างเชี่ยวชาญ ในการวาดภาพมุสลิมให้เป็นคนป่าเถื่อน ดุร้าย เป็นนักฆ่า และได้ทำการเผยแพร่งานของพวกเขาออกไปตามหนังสือและตำราของพวกเขาว่า ศาสนาอิสลามนั้นเผยแพร่ด้วยคมดาบ และทำลายชีวิตของผู้คน ทั้งๆที่ความเป็นจริงตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

ใครหรือผู้ริเริ่มก่อการร้าย

      ในยุคท่านนบมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พวกยิวใช้เลห์เหลี่ยมกับอิสลามสารพัด
ชาวยิวส่งคนมาสร้างความเคลือบแคลงสงสัยในอิสลามให้กระจายไปในหมู่ชาวมักกะฮฺ
พยายามอย่างยิ่งยวดในการยืนยันรับรองแก่ชาวมุชริกีน(พวกบูชาเจว็ด) ว่าศาสนาเดิมๆ ที่พวกเขานับถืออยู่นั้นประเสร็จกว่าอิสลามหลายเท่า

     เมื่อท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อพยพไปเมืองมะดีนะฮฺ ได้ทำสนธิสัญญาระหว่างมุสลิมกับยิว  สัญญษข้อที่ 16 ระบุว่า หากชาวยิวคนใดมาอยู่กับฝ่ายมุสลิม เขาก็จะได้รับการช่วยเหลือและปฏิบัติด้วยดี และสัญญาข้อที่ 44 ระบุว่า ให้ทั้งสองฝ่าย คือมุสลิมและยิวป้องกันผู้รุกรานเมืองยัษริบ(มาดีนะฮฺ)
สัญญาทุกข้อมีความเป็นธรรมอย่างที่สุด กล่าวได้ว่าเป็นคำมั่นสัญญาระหว่างประชาชาติทั้งสอง แต่ชาวยิวก็ไม่รักษาสัญญา กลั่นแกล้ง รังแก สร้างความเดือดร้อนให้มุสลิมมาโดยตลอด เท่าที่พวกเขาสามารถจะกระทำได้

      พวกยิวพยายามฆ่าท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยวิธีการกลิ้งหินก้อนใหญ่ลงมาจากที่สูง ให้ตรงกับท่านนบีนั้งอยู่ แต่อัลลอฮฺทรงช่วยเหลือท่านจากการก่อการร้ายของพวกชาวยิวเหล่านั้น โดยท่านญิบรีลไดบอกให้ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมทราบ ท่านบีจึงลุกออกจากที่นั้น พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ประทานอัลกุนอานลงมาว่า


يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اذْكُرُوا نِعْمَتَ اللَّهِ عَلَيْكُمْ إِذْ هَمَّ قَوْمٌ أَن يَبْسُطُوا إِلَيْكُمْ أَيْدِيَهُمْ فَكَفَّ أَيْدِيَهُمْ عَنكُمْ وَاتَّقُوا اللَّهَ وَعَلَى اللَّهِ فَلْيَتَوَكَّلِ الْمُؤْمِنُونَ ( 11 )
"ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงรำลึกถึงความกรุณาของอัลลอฮ์ที่มีต่อพวกเจ้า ขณะที่พกวหนึ่งปลงใจที่จะยื่นมือของพวกเขามาทำร้ายพวกเจ้าแล้วพระองค์ก็ทรงยับยั้งและหันเหมือนพวกเขาออกจากพวกเจ้าเสีย และพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และแต่อัลลอฮ์เท่านั้น ผู้ศรัทธาทั้งหลายจงมอบหมาย" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ อายะที่ 11)


       พวกยิวพยายามฆ่าท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมด้วยการวางยาพิษในเนื้อแกะ แต่อัลลอฮฺทรงให้แกะตัวนั้นเปิดโปงความจริงแก่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และอัลลอฮฺทรงแจ้งให้ท่านรสูลทราบว่าขาหน้าของแกะตัวนั้นอาบยาพิษ ท่านรสูลจึงไม่รับประทาน ฯลฯ

     การก่อการร้ายของชาวคริสต์ในยุคท่านบีมุหัมมัด

     มุสลิมไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่จักรวรรดิโรมันซึ่งนับถือศาสนาคริสต์ และไม่เคยทำอะไรที่เป็นเรื่องไม่ดีแก่ชาวคริสต์เหล่านั้น

      ในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ 8 ตรงกับปี ค.ศ.629 ผู้ปกครองเมืองอัลลัลกออฺ ในดินแดนชาม ซึ่งเป็นคนของไกเซอร์ ทำการสังหารอัลอาริส อิบนุ อุมัยรฺ อัลอะวะดีย์ ซึ่งเป็นผู้ถือสาส์นจากท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไปให้ผู้ปกครองแห่งโรม

      ท่านอัลฮาริสเป้นทูตที่ไปหาพวกเขา การสังหารทูตของประเทศใดเท่ากับประกาศสงครามกับประเทศนั้น

      ด้วยเหตุดังกล่าว ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงส่งทหารจำนวน 3,000 นาย ไปสู้กับฝ่ายโรมซึ่งมีจำนวน 200,000คน

กองกำลังทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันที่มุอฺตะฮฺ และฝ่ายมุสลิมได้รับชัยชนะ ทำให้ไกรเซอร์แห่งโรมโกรธมาก เพราะเดิมคิดว่าทหารของตนจะสามรถมีชัยชนะเหนือมุสลิมได้ไม่กี่ชั่วโมง แต่กลับไม่เป็นตามคาดหมาย

ดังกล่าวนี้คือการก่อการร้ายที่ชาวคริสต์กระทำกับมุสลิม

           ชาวยิว และชาวคริสต์ ตลอดจนชนชาติอื่น ได้วางแผนร้ายต่อประชาชาติอิสลาม และแพร่แนวความคิดชั่วร้าย หนุนกลุ่มแหวกแนว แยกประชาชาติอิสลามให้เกิดความอ่อนแอ ไม่มีพลัง พวกเขาพยายามจุดไฟสงครามขึ้นระหว่างกลุ่มชนอิสลาม หรือไม่ก็ไม่ประกาศสงครามกับปรชาชาติอิสลามโดยตรง จุดมุ่งหมายของพวกเขาอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้มุสลิมหันหลังให้คำสอนของศาสนา  ทำการวางแผนสร้างความแตกแยกในมุสลิม ชาวที่เข้าอิสลามแบบหลอกลวง เพื่อสร้างความสงสัยในศาสนาให้แก่มุสลิม ความพยายามของชาวคริสต์ที่จะเข้ามายึดครองดินแดนอิสลาม ชี้ให้เห้นว่าการก่อการร้ายเป็นการกระทำของชาวยิว และคริสต์ต่อมุสลิมตลอดมา



والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


เมื่อมุสลิมถูกยัดเยียดเป็นก่อการร้าย


          การก่อการร้ายในภาษาอาหรับใช้คำว่า “อัลอิรฮาบ”  ซึ่งปัจจุบันถูกนำมาใช้มีความหมายว่า ก่อกวนความสงบสุข ทำลายข้าวของที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น สังหารผู้บริสุทธิ์ คำว่า “อัลอิรฮาบ” ตามความหมายดังกล่าวตรงกับคำว่า “อัลอิจญรอม” การกระทำอาชญากรรม

           การก่อการร้ายในสังคมตะวันตก ได้แก่ การก่อการร้ายทางสังคม อย่างเช่นการก่ออาชญากรรม การข่มเหงรังแก การละเมิดสิทธิ์ของผู้บริสุทธิ์รูปแบบต่างๆ ไม่ว่า ด้วยการฆ่า การฉกชิงทรัพย์ ขโมยจี้ปล้น เป็นต้น ยกตัวอย่าง มีชายคนหนึ่งในประเทศอังกฤษ เขาได้เข้าไปในสวนเด็กเล่น แล้วฆ่าเด็กทั้งหมด พร้อมกับผู้ดูแล จากตัวอย่าง ชี้ให้เห็นถึงความป่าเถื่อน ล้าหลัง ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา

 การก่อการร้ายทางด้านครอบครัว
จะเห็นได้จากการที่คนในครอบครัวอยู่แบบต่างคนต่างอยู่ไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน การหย่าร้างเป็นเรื่องที่ยอมให้กระทำในหมู่พวกเขา โดยไม่มีเงื่อนไข เกิดการหย้าร่าง น้อยมากที่จะพบว่าคู่สมรสได้อยู่กินกันอย่างตลอดรอกฝั่ง

การก่อการร้ายในด้านเศรษฐกิจ
คนในสังคมตะวันตก มีความหวาดกลัวอยู่เสมอ เนื่องจากมีการปล้นสะดมทรัพย์สิน ฉ้อโกงในเรื่องอาหารและยา เนื่องจากมีการแข่งขันระหว่างบริษัท เพื่อผลิตสิ่งของให้ได้ราคาถูกที่สุด โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์และสุขภาพของผู้บริโภค ไม่มีจรรยาบรรณและศาสนาคอยยับยั้งชั่งใจ

การก่อการร้ายในทางการเมือง
 ด้วยการมีจุดประสงค์เพื่อเข้ากอบโกยผลประโยชน์และแสวงหาตำแหน่งในระหว่างเป็นนักการเมือง ตักตวงผลประโยชน์บนความเหนื่อยยากของประชากร

การก่อการร้ายทางด้านแนวความคิด
 ด้วยการครอบคลุมอยู่ทั่วไปทางสื่อสารมวลชน งานทางวัฒนะรรม โรงเรียน วิทยาลัย ซึ่งกระทำการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดของผู้คนด้วยการกระทำที่เลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นการเสนอมาในรูปของภาพยนตร์ รายการโทรทัศน์ รายการทางวิทยุ หรือสื่ออินเตอร์เนต ซึ่งทำให้เป็นตัวอย่างในทางลบ
ฯลฯ

          ซึ่งรูปแบบก่อการร้ายบางอย่างในสังคมตะวันตก ก็สมควรกล่าวได้ว่า การก่อการร้ายที่แท้จริงนั้น คือ การก่อการร้ายของพวกเขา ละเมิดตัวเองและผู้อื่น โดยมีจุดมุ่งหมายในอีชันที่จะกดขี่ผู้อ่อนแอ และฉกฉวยเอาสิ่งดีๆมาเป็นของตน พวกเขาเขียนภาพที่ต่างออกไปจากความเป็นจริง

และแน่นอน พวกเขากลับยัดเยียดคำว่า “ก่อการร้าย” ให้มุสลิม ชาวปาเลสไตน์ที่ถูกฉกชิงเอามาตุภูมิไป และต้องการเอาประเทศกลับคืน

พวกตะวันตกยังยัดเยียดคำว่า  “ก่อการร้าย” ให้แก่ชาวอาหรับที่ทำลายค่ายทหารที่เข้ามาตั้งอยู่ในประเทศของเขา
ยัดเยียดคำว่า “ผู้ก่อการร้าย” ให้แก่แก่ผู้ที่ขับไล่ชาวต่างชาติที่เข้ามาโกบโกยและเป็นสายลับทำการโจรกรรม

มุสลิมเป็นไปไม่ดืที่จะเป็นผู้ก่อการร้าย เพราะมุสลิมเกลงกลัวอัลลอฮฺ ศุบอานะฮูวะตะอาลา จะไม่กระทำสิ่งที่อัลลอฮฺ ศุบอานะฮูวะตะอาลา ทรงโกรธ และจะปฏิบัติตามดำรัสของอัลลอฮฺ ศุบอานะฮูวะตะอาลา ที่ว่า


مِنْ أَجْلِ ذَٰلِكَ كَتَبْنَا عَلَىٰ بَنِي إِسْرَائِيلَ أَنَّهُ مَن قَتَلَ نَفْسًا بِغَيْرِ نَفْسٍ أَوْ فَسَادٍ فِي الْأَرْضِ فَكَأَنَّمَا قَتَلَ النَّاسَ جَمِيعًا وَمَنْ أَحْيَاهَا فَكَأَنَّمَا أَحْيَا النَّاسَ جَمِيعًا وَلَقَدْ جَاءَتْهُمْ رُسُلُنَا بِالْبَيِّنَاتِ ثُمَّ إِنَّ كَثِيرًا مِّنْهُم بَعْدَ ذَٰلِكَ فِي الْأَرْضِ لَمُسْرِفُونَ ( 32 )
"เนื่องจากเหตุนั้นแหละ เราจึงได้บัญญัติแก่วงศ์วาน อิสรออีล(ยิว)ว่า แท้จริงผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่งโดยมิใช่เป็นการชดเชยอีกชีวิตหนึ่ง หรือมิใช่เนื่องจากกการบ่อนทำลายในแผ่นดินแล้วก็ประหนึ่ง่าเขาได้ฆ่ามนุษย์ทั้งมวล และแท้จริงนั้นบรรดาร่อซูลของเราได้นำหลักฐานต่าง ๆ อันชัดแจ้งมายังพวกเขาแล้ว แล้วได้มีจำนวนมากมายในหมู่พวกเขาเป็นผู้ฟุ่มเฟือยในแผ่นดิน"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลมาอิดะฮฺ 5:32)

แต่ศรัตรูของมุสลิมและอิสลามได้ยัดเยียดคำว่า “ก่อการร้าย” และใส่ร้ายมุสลิมโดยอธรรม


يُرِيدُونَ أَن يُطْفِئُوا نُورَ اللَّهِ بِأَفْوَاهِهِمْ وَيَأْبَى اللَّهُ إِلَّا أَن يُتِمَّ نُورَهُ وَلَوْ كَرِهَ الْكَافِرُونَ ( 32 )
“พวกเขาต้องการเพื่อจะดับแสงสว่างของอัลลอฮ์ด้วยปากของพวกเขา และอัลลอฮ์นั้นไม่ทรงยินยอม นอกจากจะทรงให้แสงสว่างของพระองค์สมบูรณ์เท่านั้น และแม้ว่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะชิงชังก็ตาม"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัตเตาว์บะฮฺ 9:32)

แท้จริงศัตรูของอิสลามนั้นได้วางแผนไว้นานแล้วที่จะนำลักษณะและอันไม่ดีงาม ปัญหาต่างๆและประเพณีที่ต่ำทราม  ซึ่งพวกเขาปฏิบัติ มาสู่แวดวงของชาวมุสลิม เพื่อให้มุสลิมได้กระทำบ้าง และจะได้เปิดโอกาสของพวกเขาที่จะแดมุสลิมให้ออกห่างจากหลักธรรมคำสอนของสาสนา และจริยาธรรมอันดีงามของอิสลาม เพื่อไม่ให้มุสลิมบรรลุถึงคุณธรรมดีของอิสลามนั้นเอง




والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


หุ่นขี้ผึ้งศิลปกรรมที่เหยียดหยามของยิวไซออนิสต์




หุ่นขี้ผึ้งในพิพิธภัณฑ์ เมืองนิวยอร์ค ซึ่งถือได้ว่าเป็นศูนย์กลาง ที่ขยายเผ่าพันธ์ของยิวไซออนิสต์ ซึ่งก็รวมถึงผู้ก่อตั้งเฟสบุ๊คก็เกิดในเมืองนี้เช่นกัน

จุดประสงค์ของหุ่นขี้ผึ้งนี้นั้น เพื่อให้โลกได้รู้ว่า ยิวเหนือกว่าใครๆทั้งสิ้นในโลกนี้ (ศาสนาหลักที่ใหญ่ๆ มีอยู่2ศาสนาคืือ คริสต์และอิสลาม) ด้วยเหตุนี้ต่างทำให้คริสเตียนทั้งนิกายโปรแตสแต๊นท์ และนิกายคาทอลิก ต่างแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมากกับผลงานศิลปกรรมที่เหยียดหยามเช่นนี้

โดยธาตุแท้ของยิวพวกนี้แล้วนั้น ไม่พอใจกับคริสเตียนเช่นกัน จึงได้วางแผนอย่างแยบยลมานับเป็นศตวรรษๆ เพื่อที่จะครองโลก และนำคริสเตียนมาเป็นพวกเดียวกับมัน เพื่อที่จะกำจัดศัตรูตัวฉกาจของมัน อย่างอิสลาม


http://dekguide.com/islamic

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ศิลอดสุนนะฮฺวันอาชูรออฺ



ศาสนาส่งเสริมให้ถือศีลอดมาก ๆ ในเดือนมุหัรร็อม

มีรายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ เล่าว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

أَفْضَلُ الصِّيَامِ بَعْدَ رَمَضَانَ شَهْرُ اللَّهِ الْمُحَرَّمُ وَأَفْضَلُ الصَّلَاةِ بَعْدَ الْفَرِيضَةِ صَلَاةُ اللَّيْلِ

"การถือศีลอดที่ประเสริฐที่สุดหลังจากการถือศีลอดในเดือนรอมฎอนคือการถือศีลอดในเดือนของ อัลลอฮ ฺคืออัลมุหัรร็อม และการละหมาดที่ประเสริฐที่สุดหลังจากละหมาดฟัรฎูคือละหมาดกิยามุลลัยลฺ"(บันทึกโดยมุสลิม : 1163)

ความประเสริฐของการถือศีลอดวันอาชูรออฺ

มีรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อับบาส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมาเล่าว่า

قَدِمَ النَّبِيُّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ الْمَدِيْنَةَ فَرَأَى الْيَهُوْدَ تَصُوْمُ يَوْمَ عَاشُوْرَاءَ فَقَالَ مَاهَذَا  قَلُوْا هَذَا يَوْمٌ صَالِحٌ هَذَا يَوْمٌ نَجَّى اللهُ بَنِيْ إِسْرَائِيْلَ مِنْ عَدُوِّهِمْ فَصَامَهُ مُوْسَى قَالَ فَأَنَا أَحَقُّ بِمُوْسَى مِنْكُمْ فَصَامَهُ وَأَمَرَ بِصِيَامِهِ

"เมื่อครั้งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เดินทางถึงนครมะดีนะฮฺ ท่านได้เห็นชาวยะฮูดีย์ถือ ศีลอดในวันอาชูรออฺ ท่านจึงถามว่า "วันนี้คือวัน อะไร?" ชาวยะฮูดีย์ได้ตอบว่า วันนี้เป็นวันที่ดี เป็นวัน ที่อัลลอฮฺทรงทำให้ชาวบนีอิสรออีลรอดพ้นจากศัตรูของพวกเขา (พวกฟิรอูน) ดังนั้นท่านนบีมูซา จึงได้ ถือศีลอดในวันนี้ (เพื่อเป็นการขอบคุณต่อพระองค์อัลอฮฺ) ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงกล่าวว่า ดังนั้นฉันมีสิทธิ์ในมูซามากกว่าพวกเจ้า แล้วท่านก็ถือศีลอด (ในวันนั้น) และสั่งให้ (ชาวมุสลิม) ถือศีลอด ในวันนั้นด้วย " (บันทึกโดยบุคอรียฺ : 2004 อะหฺมัด : 2639)

เช่นเดียวกัน มีรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อับบาส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมาเล่าว่า

مَا رَأَيْتُ النَّبِيَّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَتَحَرَّى صِيَامَ يَوْمٍ فَضَّلَهُ عَلَى غَيْرِهِ إِلاَّ هَذَا الْيَوْمَ يَوْمَ عَاشُوْرَاءَ وَهَذَا الشَّهْرَ يَعْنِيْ شَهْرَ رَمَضَانَ

"ฉันไม่เคยเห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พยายามมุ่งมั่นเจาะจงเพื่อที่จะถือศีลอดในวันใด ๆ ที่จริงจังมากกว่าวันอื่น ๆ นอกจากวันนี้ วันอาชูรออฺ และเดือนนี้ หมายถึง เดือนรอมฎอน" (บันทึกโดยบุคอรียฺ : 2006)

อีกหะดีษบทหนึ่ง มีรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อับบาส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมาเล่าว่า

حِينَ صَامَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَوْمَ عَاشُورَاءَ وَأَمَرَ بِصِيَامِهِ قَالُوا يَا رَسُولَ اللَّهِ إِنَّهُ يَوْمٌ تُعَظِّمُهُ الْيَهُودُ وَالنَّصَارَى فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَإِذَا كَانَ الْعَامُ الْمُقْبِلُ إِنْ شَاءَ اللَّهُ صُمْنَا الْيَوْمَ التَّاسِعَ قَالَ فَلَمْ يَأْتِ الْعَامُ الْمُقْبِلُ حَتَّى تُوُفِّيَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ

"ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ถือศีลอดในวันอาชูรออฺ และได้ใช้ให้ถือศีลอดในวันนี้ นั้น บรรดาเศาะหาบะฮฺได้ถามว่า  โอ้ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม วันนี้มิใช่หรือ ที่พวกยะฮูดี และพวกนัศรอนียฺให้ความสำคัญ ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ตอบว่า หากถึงปีหน้า หากอัลลอฮฺทรงมีพระประสงค์ พวกเราก็จะถือศีลอดในวันที่เก้า (เดือนมุหัรรอม) อับดุลลอฮฺได้เล่าว่า ยังไม่ถึงปีหน้า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ก็เสียชีวิตเสียก่อน"
(บันทึกโดยมุสลิม : 1134)

อิหม่าม ศ็อนอานียฺ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ ระบุว่า “ส่วนการถือศีลอดวันอาชูรออฺนั้น คือวันที่ 10 เดือนมุหัรร็อม ตามทรรศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ทั้งหลาย แท้จริงการถือศีลอดวันอาชูรออฺนั้น เคยป็นบทบัญญัติวาญิบก่อนที่ จะมีการกำหนดฟัรฎูของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ซึ่งหลังจากนั้นการถือศีลอดในวันอาชูรออฺจึงเป็นแค่เพียง ส่งเสริมให้ปฏิบัติ”  (ศ็อนอานียฺ ในซุบูลุสสลาม บทที่ว่าด้วยเรื่องการถือศีลอดซุนนะฮฺ อธิบายหะดีษที่ : 635)

นักวิชาการผู้ชำนาญการด้านประวัตินิศาสตร์อิลามส่วนมากระบุตรงกันว่า การถือศิลอดเดือนรอมาฎอนนั้นถูกกำ หนดให้เป็นฟัรฎู (กิจบังคับ) ครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 เดือนชะอฺบานตรงกับปีฮิจเราะฮ์สักราชที่ 2  นักวิชาการหลายท่าน อธิบายว่า ในอดีตก่อนกำหนดศิลอดฟัรฎูในเดือน รอมาฎอนนั้น ท่านรอซูลใช้ให้เหล่าสาวกถือศิลอดในวันอาชู รออฺเพียงวันเดียว (แบบฟัรฎู) ต่อจากนั้นได้ยกเลิกการถือศิลอดวันอาชูรออฺ (โดยเหลือเพียงแค่เป็นซุนนะฮ์) และให้ถือศิลอดเดือนรอมาฎอนแทน  (อ.อับดุลลอฮฺ สุไลหมัด ในบทความเรื่อง รอมฎอน เดือนแห่งการถือศีลอด www.warasatussunnah.net)

มีรายงานจากอบีเกาะตาดะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

سُئِلَ عَنْ صِيَامِ يَوْمِ عَاشُوْرَاءَ فَقَالَ يُكَفِّرُ السَّنَةَ الْمَاضِيَةَ

"...ถูกถามถึงการถือศีลอดในวันอาชูรออฺ ท่านตอบว่า มันจะลบล้างบาป ในปีที่ผ่านมา"
(บันทึกโดยมุสลิม : 1162)

ชัยคุล อิสลาม อิบนุตัยมิยะฮฺ กล่าวว่า "การลบล้างบาปจากการอาบน้ำละหมาด การละหมาด การถือศีลอดเดือน รอมฎอน การถือศีลอดวันอะรอฟะฮฺ และการถือศีลอดวันอาชูรออฺ จะเกิดขึ้นสำหรับบาปเล็กเท่านั้น"  (อิบนุตัยมียะฮฺ ในอัล-ฟะตาวา อัล-กุบรอ เล่ม 5)

ส่งเสริมให้ถือศีลอดวันตาซูอาอฺควบคู่วันอาชูรออฺ

มีรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ อับบาส ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมาเล่าว่า

حِينَ صَامَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَوْمَ عَاشُورَاءَ وَأَمَرَ بِصِيَامِهِ قَالُوا يَا رَسُولَ اللَّهِ إِنَّهُ يَوْمٌ تُعَظِّمُهُ الْيَهُودُ وَالنَّصَارَى فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَإِذَا كَانَ الْعَامُ الْمُقْبِلُ إِنْ شَاءَ اللَّهُ صُمْنَا الْيَوْمَ التَّاسِعَ قَالَ فَلَمْ يَأْتِ الْعَامُ الْمُقْبِلُ حَتَّى تُوُفِّيَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ

"ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ถือศีลอดในวันอาชูรออฺ และได้ใช้ให้ถือศีลอดในวันนี้ นั้น บรรดาเศาะหาบะฮฺได้ถามว่า  โอ้ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม วันนี้มิใช่หรือ ที่พวกยะฮูดี และพวกนัศรอนียฺให้ความสำคัญ ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ตอบว่า หากถึงปีหน้า หากอัลลอฮฺทรงมีพระประสงค์ พวกเราก็จะถือศีลอดในวันที่เก้า (เดือนมุหัรรอม) อับดุลลอฮฺได้เล่าว่า ยังไม่ถึงปีหน้า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ก็เสียชีวิตเสียก่อน"
(บันทึกโดยมุสลิม : 1134)

และมีรายงานจากท่านอิบนิ อับบาส อีกเช่นกันว่า ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

لَئِنْ بَقِيْتُ إِلَى قَابِلٍ لَأَصُوْمَنَّ التَّاسِعَ

"ถ้าหากฉันมีชีวิตอยู่จนถึงปีหน้า ฉันจะต้องถือศีลอดในวันตาซูอาอฺอย่างแน่นอน"
(บันทึกโดยมุสลิม : 1134)

ท่านร่อซูลได้ส่งเสริมให้เกิดความแตกต่างกับยะฮูดีย์ที่พวกเขาถือศีลอดวันอาชูรออฺวันเดียว โดยให้เราถือศีลอด ในวันตาซูอาอฺ (วันที่ 9 มุหัรร็อม) หรือวันที่ 11 มุหัรร็อมพร้อมกับวันอาชูรออฺ

ท่านอิบนุ ก็อยยิม ได้แบ่งการถือศีลอดในวันอาชูรออฺเป็น 3 อย่าง

1. การถือศีลอดวันอาชูรออฺและวันตาซูอาอฺ (9 มุหัรร็อม) การถือศีลอดในลักษณะนี้ประเสริฐที่สุด
2. การถือศีลอดวันอาชูรออฺและวันที่ 11 มุหัรร็อม
3.การถือศีลอดวันอาชูรออฺวันเดียวนักวิชาการบางท่านถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมเพราะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม สั่งใช้ให้แตกต่างจากชาวยะฮูดีย์ส่วนนักวิชาการบางท่านถือว่าไม่มีปัญหาในการถือศีลอดวัน อาชูรออฺวันเดียว


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

มุฮัรร็อมเดือนต้องห้าม



          เดือนมุฮัรร็อม เป็นเดือนลำดับแรกของปฏิทินอิสลาม เป็นเดือนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งอีกหนึ่งเดือน เป็นเดือน ที่มีภารกิจที่เป็นซุนนะฮฺให้ปฏิบัติ เป็นเดือนที่ส่งเสริมให้ถือศีลอดให้มาก ๆ

และเป็นเดือนที่มีวันสำคัญและเป็น 1 ใน 4 เดือนต้องห้ามอีกด้วย อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า

إِنَّ عِدَّةَ الشُّهُورِ عِنْدَ اللَّهِ اثْنَا عَشَرَ شَهْرًا فِي كِتَابِ اللَّهِ يَوْمَ خَلَقَ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضَ مِنْهَا أَرْبَعَةٌ حُرُمٌ

“แท้จริงจำนวนเดือน ณ อัลลอฮ์นั้นมีสิบสองเดือน ในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ตั้งแต่วันที่พระองค์ทรงสร้าง บรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินจากเดือนเหล่านั้นมีสี่เดือน ซึ่งเป็นเดือนที่ต้องห้าม...”
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัตเตาบะฮฺ : 36)

เดือนต้องห้ามทั้ง 4 เดือน คือเดือนซุลเกาะดะฮฺ ซุลหิจญะฮฺ และมุฮัรร็อม และเดือน เราะญับ  ตามหะดีษดังนี
รายงานจากท่านอบูบักเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

السَّنَةُ اثْنَا عَشَرَ شَهْرًا مِنْهَا أَرْبَعَةٌ حُرُمٌ ثَلاَثَةٌ مُتَوَالِيَاتٌ ذُوْ الْقَعْدَةِ وَذُوْ الْحِجَّةِ وَالْمُحَرَّمُ وَرَجَبُ مُضَرَ الَّذِيْ بَيْنَ جَمَادَى وَشَعْبَانَ

"...หนึ่งปีมีสิบสองเดือน ในจำนวนเดือนเหล่านั้นมีสี่เดือนต้องห้าม สามเดือนอยู่ต่อเนื่องกัน นั่นคือ ซุลเกาะดะฮฺ ซุลหิจญะฮฺ และมุฮัรร็อม และเดือน เราะญับ ซึ่งอยู่ ระหว่างเดือนญะมาดา และชะอฺบาน "  (บันทึกโดยบุคอรียฺ : 7447 มุสลิม : 1679 )

"คำว่า " เดือนต้องห้าม " หมายความว่าห้ามทำการสู้รบ และห้ามการล้างแค้นกันซึ่งมีมาในสมัยญาฮิลิยะฮฺ ทั้งนี้ เพื่อนำไปสู่การยุติ การเข่นฆ่ากัน และปลูกฝังการ อิหม่านต่ออัลลอฮฺภายในจิตใจ อันจะทำให้พวกเขาลืมและ ละเลิกประเพณีที่ไม่ดีงาม ซึ่งมีมาแต่เดิมทีละน้อย ทีละน้อย ขณะเดียวกันก็เพื่อจะได้ใช้ช่วงเวลาที่มีความสงบ เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์และอุมเราะฮฺ เดินทางไปทำการค้าขายและประกอบอาชีพอื่น ชาวอาหรับจะใช้เดือน ซุลเกาะดะฮฺ เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปประกอบ พิธฮัจญฺและไปค้าขายยังเมืองมักกะฮฺ ใช้เวลาในเดือนซุลฮิจญะฮฺ เพื่อประกอบพิธีฮัจญฺ และซื้อขายสินค้าระหว่างกันและใช้เวลาในเดือนมุฮัรร็อม เพื่อเตรียมตัวเดิน ทางกลับ ส่วน การห้ามทำสงคราม ในเดือนเราะญับก็เพื่อเปิดโอกาสให้ชาวอาหรับเดินทางไปทำอุมเราะฮฺ และหยุดพักผ่อนเพื่อ ทำการค้าขายและประกอบอาชีพ" (อ.มุนีร มูหะหมัด ในวันและเดือนที่สำคัญในอิสลาม)


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การฆ่าตัวตาย...เส้นทางสู่ไฟนรก




         ศาสนาอิสลาม : ถือว่าอัตวินิบาตกรรม ถือว่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ใครก็ตามที่ฆ่าตัวตายต้องทุกข์ทรมานด้วยไฟนรกและถูก อัปเปหิออกจากสวรรค์ตลอดไป

...และสูเจ้าจงอย่าได้ฆ่าตัวตาย แท้จริงอัลเลาะฮฺทรงเมตตาสูเจ้าอย่างยิ่ง...” (อัลกุรอาน 4:29)

การฆ่าตัวตายตามบทบัญญัติในศาสนาอิสลามเป็นที่ต้องห้ามหรือ ‘ฮารัม’ (haram) และถือเป็นบาปใหญ่ ผู้ฝ่าฝืนหรือผู้ละเมิดจะไม่ได้เข้าสวรรค์ ตรงกันข้ามจะต้องถูกลงโทษทัณฑ์ให้ตกนรกหมกไหม้ (ยะฮันนัม) ไม่ต่างไปจากการฆ่าผู้อื่น

การฆ่าตัวตายถือเป็นบาปใหญ่และถือเป็นหายนะที่มนุษย์พึงหลีกเลี่ยง คัมภีร์กุรอานได้กล่าวเตือนสติมนุษย์ความว่า “...และพวกเจ้าจงอย่ายื่นมือของพวกเจ้าเข้าไปสู่ความหายนะ...” (อัลกุรอาน 2:195)

บทบัญญัติเกี่ยวกับ ‘การฆ่าตัวตาย’ และ ‘ข้อห้าม’ ในศาสนาอิสลาม

      อัลกุรอาน : “...และสูเจ้าจงอย่าได้ฆ่าตัวสูเจ้าเอง แท้จริงอัลเลาะฮฺทรงเมตตาสูเจ้าอย่างยิ่ง” (อัลกุรอาน 4:29)

      “และผู้ใดกระทำเช่นนั้น แน่นอนเราจะให้เขาตกนรก...” (อัลกุรอาน 4:30)

     ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "ผู้ที่ฆ่าตัวตายด้วยวิธีใด เช่นด้วยการแขวนคอตัวเอง เขาก็จะทำเช่นนั้นในนรก และผู้ที่ฆาตกรรมตัวเองด้วยวิธีใช้มีดแทงตัวเอง เขาก็จะทำในลักษณะเดียวกันนี้ในนรก ต่อไปนี้คือตัวอย่างของคำพูดของท่านรสูล (สันติจงมีแด่ท่าน) เพียงส่วนหนึ่งที่ยกมาแสดง

          ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดที่จงใจสาบานอย่างหลงผิดในนามศาสนาอื่นอันไม่ใช่อิสลาม ดังนั้นเขาก็จะเป็นในสิ่งที่เขาลั่นวาจาไว้ (เช่นสาบานว่าถ้าข้าฯพูดไม่จริง ขอให้ข้าฯ เป็นยิว เขาก็จะกลายเป็นยิวสมดังใจ) และผู้ใดก็ตามที่ฆ่าตัวตายโดยใช้เหล็ก เขาก็จะถูกลงโทษด้วยเหล็กเช่นกันในขุมนรก” (หะดิษบุคอรี 2:445 เล่าโดย ษาบิต บิน อัด-ดาฮัก)

           ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดตั้งใจฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดเขา เขาจะได้อยู่ในขุมนรกไปตลอดกาล และผู้ใดฆ่าตัวตายด้วยการดื่มยาพิษ เขาจะเอายาพิษนั้นมากับมือของเขา และดื่มมันในขุมนรกที่ซึ่งเขาจะได้อยู่ในนั้นตลอดกาล และผู้ใดฆ่าตัวตายด้วยอาวุธที่ทำด้วยเหล็ก เขาก็จะเอาอาวุธนั้นแทงไปที่ท้องของเขาเองในขุมนรก ที่ซึ่งเขาจะได้อยู่ในนั้นไปตลอดกาล” (หะดิษบุคอรี 7:670 เล่าโดย อบูฮูร็อยเราะฮฺ)

          ท่านฮัมมัม บิน มูนับบิฮฺ กล่าวว่า : อบูฮูร็อยเราะฮฺเล่าฮาดิษจากท่านศาสดาของอัลเลาะฮฺให้พวกเราฟัง และหนึ่งในจำนวนนั้น ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า อย่าได้มีในหมู่พวกท่านร้องขอที่จะตาย และจงอย่าขอมันก่อนกำหนดที่จะมาถึง ด้วยว่าหากคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกท่านตาย เขาก็จะหยุดยั้งที่จะกระทำความดี แลชีวิตสำหรับผู้ศรัทธานั้นจะไม่ยืนยาวเว้นเสียแต่เพื่อที่เขาจะกระทำความดี” (หะดิษมุสลิม #6485)


          ท่านอนัสฺ (บิน มาลิก) รายงานวจนะของ ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมว่า : ไม่พึงมีในหมู่พวกท่านร้องขอเพื่อที่จะตาย อันเนื่องมาจากความยากลำบากในสิ่งที่พวกท่านเกี่ยวข้องด้วย แต่ผิว่าหาได้มีความช่วยเหลือใดๆ ตกถึงแก่ท่านไซร้ จงกล่าวเถิดว่า : โอ้ อัลเลาะฮฺ ขอให้ข้าฯ มีชีวิตอยู่ต่อไปตราบใดที่ชั่วชีวิตนี้ยังจะมีความดีเพื่อข้าฯอยู่อีก และขอได้โปรดนำความตายมาสู่ข้าฯ เถิด หากว่ามีความดีดำรงอยู่ในความตายของข้าฯ (หะดิษมุสลิม #6480)


          “แน่แท้ผู้ใด (จงใจ) ฆ่าตัวตาย ดังนั้นแน่นอนเขาจะถูกลงโทษด้วยเปลวไฟจากขุมนรก ที่ซึ่งเขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล” (หะดิษบุคอรี : 5778 และมุสลิม : 109 และ 110)

ละหมาดญานาซะฮฺ (ศพ) ให้คนฆ่าตัวตายได้หรือไม่?

รายงานโดยท่านญาบิรฺ บิน ซามาราฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ  ความว่า มีผู้ชายคนหนึ่งนอนป่วยอยู่ คนในครอบครัวพากันร้องไห้คร่ำครวญ เพื่อนบ้านของเขาจึงไปหา ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมและเล่าว่า มีชายคนหนึ่งได้ตายไปแล้ว  ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมถามว่า ท่านรู้ได้ยังไงว่าชายคนนั้นตายไปแล้ว เขาตอบว่าข้าฯเห็นเขา  ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมพูดว่าเขายังไม่ตาย ชายคนนั้นจึงกลับไปและเขาก็ได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญนั้นอีก ภรรยาของเขาจึงให้เขากลับไปบอก ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม (เรื่องการร้องคร่ำครวญ) นั้นอีก ชายคนนั้นลั่นวาจาว่าขอให้อัลเลาะฮฺทรงสาปแช่งเขา จากนั้นเขาก็เดินไปที่บ้านของเพื่อนบ้านจึงพบว่า เขาคนนั้นได้ใช้มีดปาดคอตัวเองจนกระทั่งเขาตาย ชายคนนั้นจึงกลับไปเล่าให้ ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมว่าเขาคนนั้นได้ตายไปแล้วจริงๆ  ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมถามว่าแล้วท่านรู้ได้อย่างไร ชายคนนั้นตอบว่าข้าฯ เห็นเขาใช้มีดที่เขามีอยู่ปาดคอตัวเองจนตาย  ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมถามว่าท่านเห็นเขาทำเช่นนั้นหรือ? ชายคนนั้นก็ตอบว่าข้าฯ เห็น (ด้วยตาข้าฯเอง) ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจึงกล่าวว่า “ฉันจะไม่ละหมาดญานาซะฮฺให้แก่เขา” (บันทึกโดย มุสลิม, อบูดาวุด และคนอื่นๆ)



والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


โลกนี้เกิดขึ้นมาเองจริงหรือ?



السلام عليكم ورحمة الله وبركاته




                 ที่ประเทศเลบานอน ณ ออฟฟิศแห่งหนึ่งมีชายสองคนเป็นเ​พื่อนกันแต่คนละศาสนาอีกคนหนึ่ง​ศาสนาคริสต์ชื่อ โรเจอร์ อีกคนนับถือศาสนาอิสลามชื่อ ฟัยซอลในทุกๆวันเขาจะเถียงกันใน​เรื่องที่ว่าโลกนี้เกิดขึ้นมาเอ​งหรือมีคนสร้าง?ฝ่ายโรเจอร์ก็บอ​กว่าโลกนี้เกิดขึ้นมาเองตามธรรม​ชาติ ส่วน ฟัยซอลก็บอกว่าอัลลอฮ์เป็นผู้สร้าง ซึ่งทั้งสองคิดว่าต้องให้อีกฝ่า​ยหนึ่งยอมรับคำพูดของตนให้ได้อย​ู่มาวันหนึ่งในวันเวลาทำงานซึ่ง​วันนี้โรเจอร์ก็มาทำงานตามปกติ แต่แปลกอยู่ที่ว่า ทำไมฟัยซอล ถึงมาช้า ปกติ เขาจะมาก่อนโรเจอร์ประจำ ผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ฟัยซอล ก็โผล่มาที่ออฟฟิศ และฉากสนทนาก็เริ่มขึ้น

โรเจอร์ : เห้ย ทำไมคุณมาทำงานสายจังรถเสียหรอ

ฟัยซอล : ใช่รถฉันเสียฉันเลยต้องมาทางเรื​อ แต่ฉันรอแล้วรออีกจนาทราบว่าวัน​นี้เรือหยุดให้บริการ

โรเจอร์ : อ้าวแล้วคุณมาได้อย่างไร

ฟัยซอล : เหตุการณ์แปลกประหลาดมากเลย ในวันนี้

โรเจอร์ : อะไรหรอ ..?

ฟัยซอล : คือในขณะที่ฉันรอเรือ ฉันเห็นต้นไม้ต้นใหญ่ข้างแม่น้ำ​หักลงมาบนน้ำ ขณะที่มันลอย มันก็ได้แตกออกเป็น3ส่วน และขณะเดียวกันไม้ตรงกลางก็ได้แ​ตกออกมาอีกหลายส่วน แล้วมันก็ประกอบขึ้นมาเป็นเรือข​ึ้น และแล้วมันก็ผ่านมาหน้าฉันและฉั​นก็นั่งมันมาที่ออฟฟิศ จึงมาสายไง

โรเจอร์ : คุณบ้าหรือปล่าว?อยู่ดีๆไม้จะมา​เป็นเรือมันจะเป็นขึ้นมาเองได้อ​ย่างไรมันต้องมีช่างทำและประกอบ​มันซิ คุณเนี่ยแกล้งผมหรือปล่าว เฮ้อ !!!

ฟัยซอล : แล้วโลกนี้เกิดขึ้นมาเองได้อย่า​งไร?

โรเจอร์ : (เงียบ) อยู่ชั่วครู่

โรเจอร์ : ลาอิลาฮาอิลลัลลอฮ์มุฮัมมาดุรรอ​ซอลุ้ลลอฮ์

หลังจากวันนั้นโรเจอร์ก็ได้รับอ​ิสลามมาจากการใช้ฮิกมะห์ของฟัยซ​อลในเรื่องการเกิดของโลกใบนี้ สิ่งเล็กๆยังมีคนสร้าง ไม่ต้องไปพูดถึงสิ่งใหญ่ๆ มันมีผู้สร้างแน่นอน


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿