อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฮัจญ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฮัจญ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

การมอบหมายให้แซะฮ์ทำฮัจญ์แทน



ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย


ถาม

พี่น้องมุสลิมในหมู่บ้านคนหนึ่ง เขาเหนียตจะไปทำฮัจญ์ แต่ปรากฎว่าเขาได้เสียชีวิตก่อนการทำฮัจญ์ในปีถัดไป ภรรยาของท่านจึงมอบหมายให้แซะห์ที่รับคนไปทำฮัจญ์ ทำฮัจญ์แทนท่าน โดยมอบ
เงินค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามที่แซะห์ตกลง และแซะห์ยังรับทำฮัจญ์ให้คนอื่นๆในเวลาและทำนองเดียวกันนี้อีกหลายคน อยากทราบว่าการทำฮัจญ์ดังกล่าวใช้ได้ไหม ค่ะ

ตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม ..

 ขออภัยที่ตอบช้า ผมเพิ่งกลับจากสงขลาครับ

 หากแซะฮ์ที่รับทำหัจญ์แทนผู้ตายเป็นพี่หรือน้องผู้ตาย ผมก็จะตอบได้ด้วยความมั่นใจว่า ไม่น่าจะมีปัญหาครับ

 แต่ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันก็คือ แซะฮ์ที่รับจ้างไปทำหัจญ์แทนผู้ตาย ไม่มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องด้านสายเลือดกับผู้ตายเลย

ไม่เหมือนดังที่ปรากฏในหะดีษที่อนุญาตให้พี่หรือน้องทำหัจญ์แทนกันได้

 ด้วยเหตุนี้ แม้นักวิชาการบางมัษฮับจะมองว่า อนุญาตให้ญาติผู้ตาย "วะเกล" คือ มอบหมายให้ใครก็ได้ที่เคยทำหัจญ์ของตัวเองแล้วไปทำหัจญ์แทนผู้ตายได้

แต่ในมุมมองส่วนตัว ผมไม่เห็นด้วยกับทัศนะดังกล่าวนี้
 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "รูปแบบ" ที่เป็นอยู่จริงในปัจจุบัน
 เพราะมันไม่ใช่การ "วะเกล" ดังที่นักวิชาการในอดีตอนุญาต
แต่เป็นลักษณะการ "ว่าจ้างและรับจ้าง" ทำหัจญ์ - ซึ่งเป็นอิบาดะฮ์อย่างหนึ่ง - แทนกันเสียมากกว่า

 จึงเป็นเรื่องของธุรกิจที่แฝงเข้ามาในรูปแบบการทำหัจญ์แทนกัน

 นอกจากนั้น การที่แซะฮ์รับเงินค่าจ้างจากผู้ว่าจ้างหลายต่อหลายรายในปีหนึ่งๆทั้งๆที่ตัวเองมีสิทธิ์ทำแทนได้แค่คนเดียว (ตามสมมุติฐานที่ว่าอนุญาตให้รับจ้างทำแทนกันได้)

ย่อมแสดงว่า รายอื่นๆที่เหลือ แซะฮ์จะนำไป "จ้าง" คนอื่นทำแทนต่อๆกันไป(ด้วยค่าจ้างที่ "ต่ำ" กว่าราคาจากที่รับมาจากญาติผู้ตายโดยแซะฮ์จะเบียดบังเงินค่าจ้างส่วนหนึ่งไว้เป็นกำไรของตน)

 ซึ่งหากจะมองว่าเป็นการวะเกลจากญาติผู้ตายให้แซะฮ์คนนั้นทำหัจญ์แทนญาติของตน
แต่แซะฮ์ก็ไปวะเกลคนอื่นทำแทนอีกต่อหนึ่ง
จึงกลายเป็น "วะเกลซ้อนวะเกล" ที่ไม่ปรากฏว่าจะญาติผู้ตายคนใดจะรับรู้หรือยินยอม
จึงเป็นเรื่องต้องห้ามตามหลักการวะเกล

สรุปแล้ว หากจะถามว่า การรับจ้างทำหัจญ์แทนกันลักษณะดังกล่าวนี้เศาะห์หรือไม่ ผมจึงขอตอบว่า ไม่ทราบ

 แต่บอกได้เพียงว่า เป็นการรับจ้างทำอิบาดะฮ์แทนกันโดยไม่เคยปรากฏหลักฐานหรือแบบอย่างมาจากหะดีษบทใดครับ

วัลลอฮุ อะอฺลัม ...


วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การเสียดัมในเรื่องการทำหัจญ์




ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย
คำถาม
รบกวนอาจารย์ ตอบข้อสงสัยเรื่อง การเสียดัม จากการทำฮัจย์ด้วยครับ สาเหตุ และรายละเอียด ด้วยครับ

ตอบ
นักวิชาการได้แยกแยะดัมในเรื่องการทำหัจญ์ออกเป็นข้อปลีกย่อยมากมายหลายลักษณะ ซึ่งผมคงไม่มีเวลาพอที่จะชี้แจงรายละเอียดทั้งหมดในนี้ได้

แต่สรุปแล้ว ดัมที่ผู้ทำหัจญ์ส่วนใหญ่จะต้องจ่ายกัน ตามปกติเท่าที่เห็นจะแบ่งออกเป็นลักษณะใหญ่ๆ 2 ลักษณะคือ
 ประเภทแรกเป็นดัมญับรอนหรือดัมชดเชยความบกพร่อง ได้แก่การเสียดัมจากการละทิ้งสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากสิ่งที่เรียกกันว่า วายิบหัจญ์
คือ ละทิ้งการเนียตที่มีกอต, หรือละทิ้งการนอนค้างคืนที่มุซดะลิฟะฮ์, หรือละทิ้งการนอนค้างคืนที่มินา, หรือละทิ้งการขว้างญัมเราะฮ์ ซึ่งดัมที่จะต้องเสียก็คือ เชือดแพะหนึ่งตัว หากไม่สามารถก็ให้ถือศีลอดขณะทำหัจญ์ 3 วันแล้วกลับมาถือศีลอดที่บ้านเกิดอีก 7 วัน..

ดัมประเภทที่สองคือ ดัมชุกรอนหรือดัมขอบคุณอัลลอฮ์ ได้แก่ดัมที่ผู้ทำหัจญ์แบบตะมัตตัวะอฺทุกคนจะต้องกระทำด้วยการเชือดแพะหนึ่งตัวเพื่อขอบคุณอัลลอฮ์ที่อนุญาตให้เขาได้ทำหัจญ์แบบสะดวกสบาย (คือหัจญ์ตะมัตตัวะอฺ) หากไม่สามารถเชือดแพะได้ ก็ให้ถือศีลอด ลักษณะเดียวกับดัมประเภทแรกครับ วัลลอฮุ อะอฺลัม ...

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557

วาญิบต้องทำหัจญ์






อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า

﴿وَلِلَّهِ عَلَى ٱلنَّاسِ حِجُّ ٱلۡبَيۡتِ مَنِ ٱسۡتَطَاعَ إِلَيۡهِ سَبِيلٗاۚ وَمَن كَفَرَ فَإِنَّ ٱللَّهَ غَنِيٌّ عَنِ ٱلۡعَٰلَمِينَ ٩٧ ﴾ [آل عمران: ٩٧]
“เป็นสิทธิสำหรับอัลลอฮฺที่มีอยู่เหนือมนุษย์ ที่พวกเขาต้องไปทำหัจญ์ ณ บ้านหลังนั้น สำหรับผู้ที่สามารถหาทางไปถึงมันได้ และผู้ใดปฏิเสธ ดังนั้น แท้จริง อัลลอฮฺนั้นเป็นผู้มั่งมีไม่จำเป็นต้องพึ่งสรรพสิ่งใดๆ (พวกเขาเสียอีกต่างหากที่ต้องพึ่งพระองค์)” (สูเราะฮฺ อาลิ อิมรอน:97)

ท่านอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
» بُنِيَ الْإِسْلَامُ عَلَى خَمْسٍ، عَلَى أَنْ يُعْبَدَ اللهُ، وَيُكْفَرَ بِمَا دُونَهُ، وَإِقَامِ الصَّلَاةِ، وَإِيتَاءِ الزَّكَاةِ، وَحَجِّ الْبَيْتِ، وَصَوْمِ رَمَضَانَ» [متفق عليه[
“อิสลามถูกสถาปนาบนหลักห้าประการ คือ การปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺและมุหัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์ และดำรงการละหมาด และจ่ายซะกาต และการทำหัจญ์ที่บ้าน(ของอัลลอฮฺ)หลังนั้น และการถือศีลอดเราะมะฎอน” บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ และมุสลิม

ท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า
» خَطَبَنَا رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، فَقَالَ: «أَيُّهَا النَّاسُ قَدْ فَرَضَ اللهُ عَلَيْكُمُ الْحَجَّ، فَحُجُّوا»، فَقَالَ رَجُلٌ: أَكُلَّ عَامٍ يَا رَسُولَ اللهِ؟ فَسَكَتَ حَتَّى قَالَهَا ثَلَاثًا، فَقَالَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ: " لَوْ قُلْتُ: نَعَمْ لَوَجَبَتْ، وَلَمَا اسْتَطَعْتُمْ "، ثُمَّ قَالَ: «ذَرُونِي مَا تَرَكْتُكُمْ، فَإِنَّمَا هَلَكَ مَنْ كَانَ قَبْلَكُمْ بِكَثْرَةِ سُؤَالِهِمْ وَاخْتِلَافِهِمْ عَلَى أَنْبِيَائِهِمْ، فَإِذَا أَمَرْتُكُمْ بِشَيْءٍ فَأْتُوا مِنْهُ مَا اسْتَطَعْتُمْ، وَإِذَا نَهَيْتُكُمْ عَنْ شَيْءٍ فَدَعُوهُ» [أخرجه مسلم[
“ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ได้ให้โอวาทพวกเรา ท่านกล่าวว่า “ผู้คนทั้งหลาย การทำหัจญ์ได้ถูกบัญญัติแก่พวกท่านแล้ว ดังนั้นพวกท่านจงไปทำหัจญ์เถิด” แล้วชายคนหนึ่งก็กล่าวว่า “ทุกปีเลยกระนั้นหรือ ท่านเราะสูลุลลอฮฺ?” ท่านก็นิ่งเงียบ จนเขากล่าวถึงสามครั้ง แล้วท่านก็กล่าวว่า “หากฉันบอกว่าใช่ มันก็จะกลายเป็นวาญิบ และพวกท่านก็ไม่สามารถจะทำได้” หลังจากนั้นท่านก็กล่าวว่า “ปล่อยฉันเท่าที่ฉันทิ้งไว้ให้พวกท่านเถิด เพราะแท้จริงผู้ที่อยู่ก่อนหน้าพวกท่านได้พินาศไปด้วยเพราะการที่พวกเขาช่างถาม และช่างโต้แย้งกับบรรดานบีของพวกเขา ดังนั้น เมื่อฉันใช้พวกท่านในคำสั่งใด พวกท่านก็จงทำมันเท่าที่พวกท่านสามารถ และเมื่อฉันห้ามพวกท่านในประการใด พวกท่านก็จงละทิ้งมัน”  บันทึกโดยมุสลิม

อธิบาย
หัจญ์เป็นหนึ่งในหลักการปฏิบัติทั้งห้าอันยิ่งใหญ่ อัลลอฮฺทรงบังคับผู้ที่มีความสามารถให้ทำสักครั้งหนึ่งในชีวิต และทรงทำให้การทำหัจญ์นั้นเกิดประโยชน์อย่างมากมายแก่บรรดามุสลิมทั้งทางด้านศาสนาและทางโลก

ประโยชน์ที่ได้รับ
• การทำหัจญ์เป็นวาญิบสำหรับผู้ที่มีความสามารถ
• มันเป็นรุก่นอิสลามประการหนึ่ง
• หัจญ์นั้นวาญิบเพียงครั้งเดียวในชีวิตเท่านั้น



..................................................
ดร.รอชิด บิน หุเสน อัล-อับดุลกะรีม
แปลโดย : สะอัด วารีย์
ตรวจทานโดย : ทีมงานภาษาไทยเว็บอิสลามเฮ้าส์
ที่มา : หนังสือ อัด-ดุรูส อัล-เยามียะฮฺ มิน อัส-สุนัน วะ อัล-อะห์กาม อัช-ชัรอียะฮฺ, เว็บ al-islam.com








วันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2557

ชีอะฮ์ในไทยไม่ได้ตามการดูจันทร์เสี้ยว(หิล้าล)ของสำนักจุฬาฯ




ชีอะรอฟีเฎาะฮฺในอินโดนิเซียดูจันทร์เสี้ยวในวันที่ 25 กันยายน 2557 ปรากฎว่าเห็นจันทร์เสีี้ยว ชีอะฮฺในไทยจึงกำหนดวันอีดเป็นเป็นวันที่ 5 ตุลาคม (ซึ่ีงตรงกับวันที่สำนักจุฬาฯ กำหนดวันอีด) มิได้ตามการดูจันทร์เสึ้ยวของสำนักจุฬาฯแต่อย่างใด ซ้ำเป็นการกำหนดดูจันทร์เสี้ยวต่างวันกันอีก (สำนักจุฬาราชมนตรีกำหนดดูจันทร์เสี้ยว 24 กันยายน) แล้วยังมากล่าวหามุสลิมที่ถูกอุตริวาฮะบีว่าบังคับให้สำนักจุฬาฯว่ามีการเห็นจัทร์เสี้ยวออกบวชครั้งที่แล้วอีก พวกเขาจึงไม่ออกอีดตามสำนักจุฬา (หมายความว่าที่สำนักจุฬาประกำหนดวันอีดิลฟิตรีที่ผ่านมา เนื่องจากถูกบังคับ) นี้คือนิสัยพวกรอฟีเฎาะฮ์...


ประกาศการเห็นจันทร์เสียวของประเทศซาอุดิอาระเบี้ย เมื่อวันที่ 24 กันยายน ผลปรากฎว่าเห็นจันทร์เสี้ยว วันอีดจึงตรงกับวันที่ 4 ตุลาคม


สำนักจุฬาประกาศให้วันที่ 5 ตุลาคม เป็นวันอิดิลอัฎาฮา

ชีอะฮฺในประเทศไทยประกาศวันที่ 5 เป็นวันอิดิลอัฎฮา เนื่องจากการเห็นจันทร์เสี้ยวในประเทศอินโดนิเซีย เมื่อวันที่ 25 กันยายน


คำพูดของชีอะฮ์รอฟีเฎาะฮ์โดย Lovenabi Islamlibnet ว่า
"ดังนั้นเมื่อสำนักจุฬาฯประกาศออกบวชของเดือนรอมฏอนที่ผ่านมาโดยถูกพวกวะบีกดดันสร้างพยานเท็จขึ้นมาว่ามีคนเห็นเดือนบนภูเขาที่ อ.ยะหาทั้งที่ว่าทีมคนหาจันทร์เสี้ยวนับสิบคนและประชาชนอีกนับพันก็อยู่ในจุดดูเดือนด้วยเช่นกัน ซึ่งเมื่อเวลาล่วงไปก็ไม่มีใครเห็นเดือนเสี้ยวแม้ต่คนเดียว แต่หลังจากที่ลงมาจากเขาสำนักจุฬาก็ประกาศว่ามีคนเห็นเดือนที่ยะหาซึ่งกลุ่มวะบีที่ตองการออกอีดให้ตรงกับซาอุเป็นผู้ให้ข้อมูลว่ามีคนเห็นเดือน

จากจุดนี้เองที่ทำให้ชีอะรู้ทันทีว่าสำนักจุฬาฯประกาศออกอีดโดยวะบีสร้างพยานเท็จขึ้นมา เพราะจะเป็นไปได้อย่างไรในจำนวนคนนับพันมีเพียงคนเดียวที่เห็นเดอืน ซึ่งโดยปรกติหากมีใครเห็นจริงเขาก็จะตักบีรและชี้ให้คนอื่นได้เห็นอย่างดีอกอีใจ และประการที่สามนั่นก็คือสมาคมดาราศาสตร์มุมลิมก็ประกาศล่วงหน้าแล้วว่าไม่มีทางจะเห็นเดือนได้เลยในวันดังกล่าว เพราะอยู่ในช่วง”จันทร์ดับ” นอกจากนั้นเมื่อสมาคมนักดารศาสตร์มุสลิม(ถ้าจำไม่ผิด)ขอให้กลุ่มวะบีที่แจ้งสำนักจุฬาไปว่ามีคนเห็นเดือนได้เปิดเผยข้อมมูลการสัมภาษสอบสวนชายที่เห็นเดือนก็กลับไม่สามารถให้ข้อมูลหรือระบุใด้ว่าชายคนดังกล่าวเป็นใครชื่ออะไร?
ดังนั้นชีอะจึงออกชวชไม่ตรงกับสำนักจุฬาฯ เนื่องด้วยการไม่ชัดเจนในข้อมูลว่าสำนักจุฬาฯเห็นเดือนเสี้ยวจริงหรือไม่ และนี่คือจุดยืนว่าเหตุใดชีอะจึงออกบวชไม่ตรงกับสำนักจุฬาฯแต่คราวนี้กลับออกอีดตรงกัน" (แต่ยึดตามการดูจันทร์เสี้ยวของพวกตนในอินโดนิเซีย)



วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557

คำฟัตวาของท่านอิบนุตัยมิยะฮฺเกี่ยวกับวันอะรอฟะห์‬



ท่านชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ (ร.ฮ.) ได้ตอบว่า

وصوم اليوم الذي يشك فيه هل هو تاسع ذي الحجة أو عاشر ذي الحجة جائز بلا نزاع بين العلماء لأن الأصل عدم العاشر

และการถือศีลอดของวันซึ่งสงสัยว่าวันนั้นเป็นวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮฺหรือวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ? 
เป็นที่อนุญาตโดยไม่มีข้อขัดแย้งระหว่างบรรดานักปราชญ์ เพราะเดิมนั้นไม่มีวันที่ 10 (มัจมูอะฮฺ อัลฟะตาวา 25/111)

มุสลิมที่ถือศีลอดในวันเสาร์ ซึ่งนับเป็น วันที่ 9 ซุลฮิจญะฮฺตามจุฬา แต่ไปตรงกับวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ วันอีดของชาวซาอุดีย์นั้นย่อมเป็นที่อนุญาตโดยไม่มีข้อโต้แย้งระหว่างนักปราชญ์ และไม่เข้าข่ายในข้อห้ามของหะดีษข้างต้น เพราะคนที่ถือศีลอดในวันเสาร์ถือศีลอดบนพื้นฐานที่ว่า วันเสาร์คือวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮฺ
ไม่มีผู้ใดถือศีลอดในวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺซึ่งเป็นวันอีดอัฎฮา อันจะเป็นเหตุนำมาอ้างว่า ฝ่าฝืนคำสั่งของท่านร่อซู้ล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ที่ห้ามถือศีลอดในวันอีดได้
ทั้งนี้เพราะเขาถือศีลอดในวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮฺไม่ได้ถือในวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮฺ ซึ่งเป็นอีดอัฎอาแต่อย่างใด
ชัยคุลอิสลาม อับนุตัยมียะฮฺ (ร.ฮ.)

--------------------

ชี้แจงคำฟัตวาของท่านอิบนุตัยมิยะฮฺโดย

อาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้

ส่วนคำของอิบนุตัยมียะห์ ตามที่โพ้สในบทความนั้น
เป็นกรณีของคนที่ไม่ทราบข้อมูลกำหนดวันที่ชัดเจน คือสงสัยว่าจะเป็นวันที่เก้าหรือวันที่สิบ
กรณีนี้เอามาอ้างไม่ถูกต้องเนื่องจาก ขณะนี้รับรู้กันโดยทั่วไปแล้วว่าคนทำฮัจญ์เขาจะวุกูฟกันวันไหน
หรือยังมีคนที่ไม่รู้ข้อมูลอยู่อีกและยังสงสัยว่าเขาจะวุกูฟกันวันไหน จึงไปเอาคำของอิบนุตัยมียะห์มาอ้างในกรณีนี้

......................................

‎ชี้แจงโดยอาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้







วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

ทุ่งอารอฟะฮ์มีที่เดียว และวันอารอฟะฮฺมีวันเดียว






ทุ่งอารอฟะฮ์มีที่เดียว และวันอารอฟะฮฺมีวันเดียว คือวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮ์ เป็นวันที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ ประกอบพิธีที่ทำการวุกูฟ(หยุดอยู่) ณ ทุ่งอารอฟะฮ์ และเป็นวันที่มุสลิมทั่วโลกถือศิลอดสุนนะฮ์วันอารอฟะฮ์ (หะดิษระบุถือศิลอดในวันอาราฟะฮฺ ไม่ใช่ถือศิลอดวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮ์ ดังนั้นวันที่ 9 ซุลฮิจญะฮ์ต้องกับวันอารอฟะฮ์) และวันที่ 10 เป็นวันอีดตามลำดับ วันอาเราะฟะฮฺและวันอีดจึงต้องต้องตรงกันกับวันที่ผู้ประกอบบพิธีฮัจญ์ ณ ทุ่งอารอฟะฮฺ อาราเบีย เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ประกอบพิธี ณ ทุ่งอารอฟะฮ์วันหนึ่ง และมุสลิมทั่วโลกที่ไม่ประกอบพิธีฮัจญ์ถือศิลอดสุนนะฮ์วันอารอฟะฮ์อีกวันหนึ่ง หรือผู้ประกอบพิธีฮัจญ์กับมุสลิมทั่วโลกกำหนดวันอารอฟะฮ์ตรงกันแต่วันอีดกลับคนละวันกันเช่นนี้ มันไม่ใช่สูตรของศาสนา วันอารอฟะฮ์กับวันอีด ต้องติดตามกันตามลำดับ คือวันที่ 9 และวันที่ 10 ซุลฮิจญะฮ์ และต้องเชื่อมต่อกันกับวันที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์  ถึงแม้เวลาแต่ละประเทศจะต่างกันไปบ้าง ก็ยังอยู่ในช่วงวันเวลาเดียวกัน เพราะวันตามปฏิทินอิสลามจะนับแต่เวลามักริบค่ำหนึ่งไปอีกเวลามักริบของอีกค่ำหนึ่งเป็นหนึ่งวัน และบางประเทศที่มีพื้นที่กว้างขวางอย่างประเทศจีนแคนาดา สหรัฐอเมริกา แต่ละพื้นที่เวลาอาจต่างกันแต่ก็กำหนดวันอีดพร้อมกันได้

ส่วนการดูจันทร์เสี้ยวมุสลิมทุกมุมโลกก็ต่างดูกัน หากมุสลิมที่ใดเห็นก่อนก็ถือว่าวันนั้นเห็นจันทร์เสี้ยวแล้ว หากประเทสไทยเห็นจันทร์เสียว ประเทศอื่นก็ต้องตามประเทศไทย ดั่งที่ท่านนบีกล่าวว่าเมื่อมุสลิมคนใดเห็นจันทร์เสี้ยว คือให้ถือว่าวันนั้นเป็นวันที่ 1 ของเดือนซุลฮิจญะฮ์ หากประเทศไทยไม่เห็น ก็ให้ดูผลการดูจันทร์เสี้ยวประเทศอื่นต่อไป เช่น ดูผลการดูดวงจันทร์ของประเทศอิยิปต์ ประเทศซาอุดิอาราเบียเป็นต้น ซึ่งปัจจุบันการรับดูผลการดูดวงจันทร์ของต่างประเทศมันไม่ยากใดเลย ต่างกับเมื่อก่อนที่มีการสื่อสารไม่ดีเช่นปัจจุบัน จะทราบว่าวันที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ทำการวุกุฟ ณ ทุ่งอารอฟะฮ์วันใด  ก็เมื่อผู้ประกอบพิธีฮัจญ์กลับมาหลังจากนั้นเป็นแรมเดือน

วัลลอฮุอะลัม   



ท่านอบูฮุรอยเราะห์ ได้รายงานว่า

أَنَّ رَسُوْلَ اللهِ صَلى اللهُ عَليْهِ وَسَلَّمَ نَهَى عَنْ صِيَامِ يَوْمَيْنِ يَوْمِ الأضْحَى وَيَوْمِ الفِطْرِ

“แท้จริงท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ห้ามถือศีลอดสองวันนี้คือ วันอีดิ้ลอัฏฮา และวันอีดิ้ลฟิตร์” บันทึกโดยอิหม่ามมุสลิม ฮะดีษเลขที่ 1921


 وَسُئِلَ عَنْ صَوْمِ يَوْمِ عَرَفَةَ فَقَالَ يُكَفِّرُ السَّنَةَ المَاضِيَّةَ وَاليَاقِيَّةَ

“ท่านนบีถูกถามเกี่ยวกับการถือศีลอดวันอะรอฟะห์ ท่านตอบว่า จะได้รับการอภัยโทษในปีที่ผ่านมาและปีถัดไป” (ศอเฮียะห์มุสลิม กิตาบุศศิยาม ฮะดีษเลขที่ 1977)


ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า

ما من يوم أكثر من أن يعتق فيه عبدا من النار  من يوم عرفة

"ไม่มีวันใดที่อัลลอฮฺจะปลดปล่อยบ่าวของพระองค์จากไฟนรก ที่จะมากไปกว่าวันอะร่อฟะฮ์" (บันทึกหะดิษโดยมุสลิม)

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  กล่าวว่า

 صِيَامُ يَوْمِ عَرَفَةَ أحْتَسِبُ عَلى اللهِ أنْ يُكَفِّرَ السَنَةَ الَّتِي قَبْلَهُ وَالسَّنَةَ الَّتِي بَعْدَهُ

“การถือศีลอดวันอะรอฟะห์นั้น หวังว่าอัลลอฮ์จะอภัยโทษปีก่อนหน้านี้และปีถัดไป” (ศอเฮียะห์มุสลิม กิตาบุศศิยาม ฮะดีษเลขที่  1976)


 عَنْ أُمِّ الفَضْلِ بِنْتِ الحَارِثِ أنَّ نَاسًا تَمَارَوْا عِنْدَهَا يَوْمَ عَرَفَةَ فِي صِيَامِ رَسُوْلِ اللهِ صَلى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ  فَقَالَ بَعْضُهُمْ : هُوَ صَائِمٌ وَقَالَ بَعْضُهُمْ : لَيْسَ بِصَائِمٍ فَأرْسَلْتُ إلَيْهِ بِقَدَّحِ لَبَنٍ وَهُوَ وَاقِفٌ عَلى بَعِيْرِهِ بِعَرَفَةَ فَشَرِبَهُ

“รายงานจากอุมมุลฟัศล์ บินติลฮาริษ ว่า บรรดาผู้คน (หมายถึงศอฮาบะห์ที่ทำการวุกูฟอยู่ที่ทุ่งอะรอฟะห์) ต่างถกเถียงกัน ณที่เธอในวันอะรอฟะห์ เกี่ยวกับการถือศีลอดของท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม โดยที่บางคนกล่าวว่า ท่านนบีถือศีลอด และบางคนก็กล่าวว่า ท่านไม่ได้ถือศีลอด ดังนั้นฉันจึงส่งเหยือกนมให้แก่ท่าน ขณะที่ท่านวุกูฟอยู่บนอูฐของท่านที่ทุ่งอะรอฟะห์ แล้วท่านก็ดื่มมัน”  (ศอเฮียะห์บุคอรี กิตาบุศเศาม์ ฮะดีษเลขที่ 1852)

           ท่านอิหม่ามนะวาวีย์ กล่าวไว้ในบทที่ว่าด้วยเรื่อง “สมควรงดถือศีลอดสำหรับผู้ทำฮัจญ์ ที่ทุ่งอะรอฟะห์ในวันอะรอฟะห์” ดังนี้

 مذهب الشافعي ومالك وأبي حنيفة وجمهور العلماء استحباب فطر يوم عرفة بعرفة للحاج

“มัซฮับชาฟีอี, มาลิกี, ฮานะฟีย์ และบรรดาญุมฮูรุ้ลอุลามาอ์ ถือว่าสมควรงดการถือศีลอดวันอะรอฟะฮฺที่ทุ่งอะรอฟะฮฺสำหรับผู้ทำฮัจญ์” อธิบายศอเฮียะห์มุสลิม โดยอิหม่ามนะวาวีย์ เล่มที่ 8 หน้าที่ 3





วุกูฟตรงกับวันศุกร์เป็นฮัจญีอักบัรจริงหรือ?


คำว่าฮัจญีอักบัร แปลว่า ฮัจญ์ที่ยิ่งใหญ่

พวกเราในอดีตมักจะกล่าวกันว่า ถ้าปีไหนวันศุกร์ตรงกับวันวุกูฟ ปีนั้นจะเป็นฮัจญีอักบัร ใครที่ไปทำฮัจญ์ในปีนั้นจะได้ภาคผลเท่ากับทำฮัจญ์พร้อมท่านท่านนบี 70 ครั้ง

ความเข้าใจเช่นนี้เป็นที่โจษขานกันมาเนิ่นนาน แต่หาหลักฐานทางศาสนามายืนยันไม่ได้ การที่กล่าวอ้างว่า ทำอย่างนี้ได้เท่านั้น หรือทำอย่างนั้นได้เท่านี้ ไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาทึกทักกันเอง และถ้าอ้างว่าท่านนบีเป็นคนกล่าว ก็ต้องหาตัวบทหลักฐานที่ศอเฮียะห์ (ฮะดีษศอเฮียะห์) มายืนยันให้ได้ หากไม่มีหรือหาไม่ได้ก็ต้องหยุดกล่าว ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการแอบอ้างโกหกมดเท็จต่อท่านนบี

จริงอยู่..แม้ว่าในปีที่นบีไปทำฮัจญ์ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายนั้น วันวูกุฟของท่านจะตรงกับวันศุกร์ก็ตามแต่ก็มิใช่เป็นกรณีพิเศษ ท่านมิได้สั่งการหรือบอกกล่าวเรื่องนี้ไว้อย่างหนึ่งอย่างใดตามที่พวกเราเข้าใจ

ส่วนข้อความในอัลกุรอาน ซูเราะห์อัตเตาบะห์ อายะห์ที่ 3 ที่พระองค์อัลลอฮ์ได้กล่าวว่า

وَآذَانٌ مِنَ اللهِ وَرَسُوْلِهِ اِلىَ النَاسِ يَوْمَ الحَجِّ الأكبَرِ اِنَّ اللهَ بَرِئٌ مِنَ المُشْرِكِيْنَ وَرَسُوْلُهُ

“และนี่เป็นประกาศจากอัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์ที่มีต่อมนุษยชาติ ณ วันฮัจญ์ที่ยิ่งใหญ่ แท้จริงอัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์ได้พ้นจากข้อสัญญาที่มีต่อบรรดามุชรีกีน”

ผู้ที่กล่าวอ้างเรื่องฮัจญีอักบัรก็จะใช้อายะห์ข้างต้นนี้เป็นหลักฐาน แต่ข้อความในอายะห์ข้างต้นนี้ แม้จะมีคำว่า ฮัจญีอักบัร (ฮัจญ์ใหญ่) อยู่จริง แต่ก็ไม่ปรากฏรายละเอียดว่าเป็นเช่นไร จึงมีบางคนทึกทักเอาว่า น่าจะเป็นกรณีที่วันศุกร์ตรงกับวันวุกูฟมั้ง เพราะวันวุกูฟของท่านนบีตรงกับวันศุกร์ นี่เป็นการนำเอา 2 เรื่องมาประกบกันเอง และทึกทักกันเอาเอง

แต่ในหนังสือตัฟซีรทั้งหลายได้อรรถาธิบายคำว่า เยาว์มัลฮัจญิลอักบัร (วันฮัจญ์ใหญ่) ก็คือ วันอะรอฟะห์ หมายถึงวันวุกูฟที่ทุ่งอะรอฟะห์ และบางท่านก็อธิบายว่า คือวันนะฮัร หมายถึงวันเชือดวันแรกหรือวันอีดิ้ลอัฏฮานั่น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวว่าวันอะรอฟะห์ หรือวันนะฮัร จะตรงกับวันศุกร์หรือไม่ ฉะนั้นฮัจญีอักบัรจึงหมายถึงการทำฮัจญ์ที่มีทุกปี ส่วนฮัจญ์เล็ก ก็คือการทำอุมเราะห์นั่นเอง

และเมื่อเราเข้าใจเรื่องนี้ผิดพลาด ก็จึงไปกล่าวหาซาอุดี้ว่าเลื่อนวันวุกูฟเพราะกลัวจะตรงกับวันศุกร์ เราผิดยังไม่พอ ยังต้องไปกล่าวหาผู้อื่นว่าผิดอีกด้วย

ที่สำคัญก็คือ บรรดาแซะห์ที่พาคนไปทำฮัจญ์มักจะเอาเรื่องฮัจญีอักบัร ตามนิยายปรัมปราเป็นจุดขาย แต่..

ท่านมีรายได้จากการขายศาสนา มันจะคุ้มกันหรือ?


........................................
โดยอาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้
Sulaimarn Darakai โพสต์





วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

หั๊จญฺ ที่พิเศษ เหนือกว่าพันพันหั๊จญฺ




ณ สนามบินญิดดะฮฺ คณะหั๊จญฺชาวอียิปต์หลายคณะกำลังรอเครื่องเพื่อบินกลับประเทศหลังเสร็จพิธีหั๊จญฺแล้ว ตรงนั้นผู้รับเหมาก่อสร้างกำลังนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่กายภาพบำบัดเรื่องการทำหั๊จญฺ

ผู้รับเหมา – ทุกครั้งที่ผมได้กำไรก้อนใหญ่จากการรับเหมาก่อสร้าง ผมจะเดินทางมาทำหั๊จญฺเสมอ นี่เป็นครั้งที่สิบแล้วที่ผมมาทำหั๊จญฺ แล้วคุณล่ะทำอะไร และมาทำหั๊จญฺกี่ครั้งแล้ว

เจ้าหน้าที่กายภาพบำบัด – ตั้งแต่ผมจบมาทางกายภาพบำบัดและเริ่มทำงานเป็นนักกายภาพบำบัดเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ผมตั้งใจและเริ่มเก็บเงินเพื่อมาทำหั๊จญฺ จนปีนี้ผมเก็บเงินพอที่จะมาทำหั๊จญฺได้ ผมไม่รีรอเลยที่จะไปบริษัทบริการเรื่องหั๊จญฺ วันที่ผมจะนำเงินที่เก็บมาตลอด 30 ปีไปจ่ายแก่บริษัท วันนั้นแม่ของผู้ป่วยของผมคนหนึ่งเดินมาทักผมด้วยสีหน้าเศร้าว่า “วันนี้คงเป็นวันสุดท้ายแล้ว ที่ฉันจะพาลูกชายมารักษาทำกายภาพบำบัดกับคุณ พ่อเขาตกงาน เราไม่มีเงินค่ารักษาเขาอีกแล้ว” ผมฟังเช่นนั้น ผมบอกนางว่า “เด๋วผมจะไปขอให้ทางโรงพยาบาลรับลูกคุณเป็นคนไข้อนาถา” ผมรีบไปพบท่านผู้อำนวยการ แต่ได้รับการปฏิเสธ ผมตื้ออย่างไร ท่านก็ไม่ตอบรับ ท่านบอกว่า “ทางโรงพยาบาลของเราไม่มีนโยบายเรื่องนี้เลย” ผมสงสารนางและลูกชายของนางมาก ผมเดินออกมาจากห้องผอ.ด้วยความผิดหวัง ผมครุ่นคิดว่า จะช่วยนางและลูกอย่างไร เพราะลูกของนาง หากได้รับการกายภาพอีกไม่กี่เดือนก็น่าจะหายเป็นปกติ ด้วยความสงสารนางและลูก ผมจึงตัดสินใจนำเงินที่เก็บมา 30 ปีไปจ่ายเป็นค่ารักษาให้ลูกของนางล่วงหน้าหกเดือน แล้วผมกลับมาบอกนางว่า “ผมติดต่อให้คุณเรียบร้อยแล้วนะ คุณสามารถพาลูกชายมารักษาได้อีกหกเดือน โดยไม่ต้องเสียค่ารักษาแต่อย่างใด” นางดีใจมากๆ นางดุอาให้ผมอย่างมากมายด้วยความปีติยินดี

ผู้รับเหมา – แล้วคุณเอาเงินที่ไหนมาทำหั๊จญฺละครับ
เจ้าหน้าที่กายภาพบำบัด – วันนั้นผมเดิมกลับบ้านพร้อมน้ำตา รู้สึกผิดต่ออัลลอฮฺที่เสมือนว่าตัวเองผิดสัญญาต่อพระองค์ว่า จะไปทำหั๊จญฺที่บ้านของพระองค์ปีนี้ ผมกลับถึงบ้านคิดแต่เรื่องหั๊จญฺจนผมเผลอหลับไป คืนนั้นผมฝันว่า “มีคนเรียกผมว่า คุณหัจญีสะอี๊ด คุณได้หั๊จญฺที่ดีงามแล้ว คุณได้ทำหั๊จญฺบนฟากฟ้าก่อนที่คุณจะได้ทำหั๊จญฺบนพื้นดิน” ผมตกใจตื่น ผมรู้ตัวว่า ตัวเองคงหมดโอกาสไปทำหั๊จญฺแล้ว แต่ผมก็ดีใจนะ ที่ในฝันมีคนเรียกผมว่า หัจญีสะอี๊ด เช้าวันนั้นมีเสียงโทรศัพท์จากท่านผอ. ท่านบอกผมว่า หุ้นส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลจะไปทำหั๊จญฺ แต่เขาต้องมีเจ้าหน้าที่กายภาพบำบัดไปด้วย คุณไปกับเขานะ ผมไม่รีรอเลยที่จะตอบตกลงท่านไป ขณะทำหั๊จญฺผมดูแลเขาอย่างดี จนเขาชื่นชมผมมาก ให้เงินผมมาส่วนหนึ่ง ผมจึงเล่าเรื่องของผมให้เขาฟัง เขาจึงตัดสินใจตั้งกองทุนอนาถาแก่ผู้ป่วยที่ยากจน และรับบุตรชายของสตรีคนนั้นเป็นคนไข้พิเศษ โดยเขาเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด และยิ่งกว่านั้นเขารับสามีของสตรีคนนั้นเป็นพนักงานในบริษัทของเขาอีกด้วย

ผู้รับเหมา – จึงลุกขึ้นมาหอมหน้าผากของเจ้าหน้าที่กายภาพบำบัดอย่างให้เกียรติ พร้อมบอกเขาว่า “ผมทำหั๊จญฺติดต่อกันมาสิบปี ผมเคยคิดว่า หั๊จญฺของผมคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับตัวเองมากๆ แต่วันนี้ ผมรู้สึกละอายต่อคุณมาก หั๊จญฺของคุณครั้งเดียวดีกว่าพันพันหั๊จญฺของผมเสียอีก ผมเดินทางไปบ้านของอัลลอฮฺ แต่สำหรับคุณ อัลลอฮฺทรงเชิญคุณไปที่บ้านของพระองค์”

...” หั๊จญฺ อิบาดะฮฺสำคัญยิ่งสำหรับผู้มีความสามารถทุกคน ความทุ่มเทอย่างมุ่งมั่น ความบริสุทธิ์ใจในการบำเพ็ญหั๊จญฺ และการควบคุมกายใจให้มุ่งสู่พระองค์อย่างแท้จริง คือสิ่งวัดคุณค่าของมัน มิใช่จำนวนครั้งแต่อย่างใดเลย “....


...........................
Abdulloh Nhoorag







วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

คำแนะนำก่อนทำหัจญ์


] ไทย – Thai – تايلاندي [



 





            พี่น้องผู้ทำหัจญ์ที่มีเกียรติ  –ขออัลลอฮฺทรงโปรดปรานให้เราและท่านทั้งหลายได้รับความพึงพอพระทัยของพระองค์ และขอให้เราและท่านทั้งหลายห่างไกลจากความกริ้วโกรธของพระองค์- พึงทราบเถิดว่า จำเป็นสำหรับท่านก่อนที่จะทำหัจญ์จะต้องได้รับการอบรมเรียนรู้ในเรื่องราวต่างๆ อันได้แก่

หนึ่ง ท่านต้องเรียนรู้วิธีการทำหัจญ์ เงื่อนไข(ชุรูฎ)ของการทำหัจญ์ หลักปฏิบัติที่สำคัญ(รุก่น)ของการทำหัจญ์ สิ่งที่จำเป็นต้องปฏิบัติและสิ่งที่เป็นสุนัต ทั้งที่เป็นคำกล่าวและอิริยาบถต่างๆ รวมถึงข้อควรระวังต่างๆ ของการทำหัจญ์ ดังที่ชัยคฺอิบนุ อัล-อุษัยมีน ได้กล่าวว่า “คงจะเป็นสิ่งที่ดียิ่ง ถ้าคนที่จะทำหัจญ์ได้เรียนรู้หุกุ่มต่างๆ ของการทำหัจญ์ก่อนที่เขาจะทำหัจญ์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เขาได้ทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺด้วยความรู้ที่ถูกต้อง และจะได้ปฏิบัติตามแบบฉบับของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ดีที่สุด หากคนคนหนึ่งต้องการที่จะเดินทางไปยังเมืองหนึ่ง ท่านก็จะพบว่าเขาจะถามถึงเส้นทางของมัน จนกระทั่งไปยังเป้าหมายตามคำแนะนำนั้น แล้วจะเป็นเช่นไรสำหรับคนที่ต้องการเดินทางไปสู่อัลลอฮฺ ตะอาลา และสวนสวรรค์ของพระองค์  มันไม่ใช่สิ่งที่คู่ควรกว่าดอกหรือ ที่เขาจะต้องถาม(และเรียนรู้ข้อมูลต่างๆ) ก่อนที่เขาจะเดินทางไปหา ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้บรรลุถึงเป้าหมายที่ได้วางไว้” (หนังสือ “อัคฏออ์ ยัรตะกิบุฮา บะอฺฎุลหุจญาจญ์” หน้า 25)

สอง เตาบะฮฺหรือกลับเนื้อกลับตัวต่ออัลลอฮฺด้วยความจริงใจ และให้ครบเงื่อนไขต่างๆ ของมัน ส่วนหนึ่งก็คือ การเสียใจในสิ่งที่เคยทำความผิดบาป และตั้งใจที่จะไม่หวนคืนไปทำความผิดนั้นอีก และให้คืนสิทธิต่างๆ ของผู้เป็นเจ้าของ และให้ผู้ที่มีสิทธิ์นั้นให้อภัย รวมถึงคืนของที่รับฝากหรือให้ฝากกับคนที่น่าเชื่อถือจนกว่าจะกลับมา

สาม ขออภัยและไม่เอาโทษแก่กัน โดยเฉพาะจากบิดามารดา จากคนในครอบครัว ลูกๆ และมิตรสหายทุกคน และให้เขียนคำสั่งเสีย(วะศียะฮฺ)ก่อนที่ท่านจะเดินทาง เพราะท่านไม่รู้ว่าอัลลอฮฺได้กำหนดชีวิตของท่านอย่างไรบ้าง และให้เขียนอย่างชัดเจนในสิทธิ์ของท่านและสิทธิ์ที่ท่านจะต้องปฏิบัติ และให้มีพยานในสิ่งนั้นด้วย

สี่ จงเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับภรรยาและลูกๆ ในช่วงเวลาที่ท่านไม่อยู่กับพวกเขาให้ครบถ้วน ดังที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า
«كَفَى بِالْمَرْءِ إِثْمًا أَنْ يُضَيِّعَ مَنْ يَقُوتُ» [أخرجه أبوداود  رقم 1692] 
ความว่า “เพียงพอแล้วที่คนคนหนึ่งจะมีความผิด เนื่องด้วยเขาได้ละเลยในการดูแลคนในครอบครัวของเขา” (บันทึกโดยอบูดาวูด หมายเลข 1692)

          ห้า พยายามทำให้เสบียงและทรัพย์สินที่จะใช้ในการเดินทางเป็นสิ่งที่หะลาลและดีที่สุด ดังที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า
« إِنَّ اللَّهَ  طَيِّبٌ لَا يَقْبَلُ إِلَّا طَيِّبًا » [أخرجه مسلم (رقم (1015).]    
ความว่า “แท้จริงอัลลอฮฺทรงดี และจะไม่ตอบรับสิ่งใดนอกจากเป็นสิ่งที่ดี” (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 1015)

ท่านอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า “คนที่ทำหัจญ์ที่ดีเลิศที่สุดคือคนที่มีความบริสุทธิ์ใจมากที่สุด และมีทรัพย์สินเพื่อการใช้จ่ายที่สะอาดที่สุด และมีความเชื่อมั่นที่งดงามที่สุด” (หนังสือ “อิหฺยาอ์ อุลูม อัดดีน” โดยท่านอัล-เฆาะซาลีย์ เล่ม 1 หน้า 262)
แต่ถ้าการทำหัจญ์ของท่านนั้นมาจากทรัพย์สินที่หะรอม สิ่งที่ท่านจะได้รับเป็นผลตอบแทนนั้นก็คือความยากลำบากและความเหนื่อยล้า กวีท่านหนึ่งได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า
إِذَا حَجَجْتَ بِمَالٍ أَصْلُهُ سُحُتٌ  *  فَمَا حَجَجْتَ وَلَكِنْ حَجَّتِ الْعِيرُ
لا يَقْبَلُ اللهُ إِلاَّ كُلَّ طَيِّبَةٍ   *  مَا كُلُّ مَنْ حَجَّ بَيْتَ اللهِ مَبْرُورُ
เมื่อท่านทำหัจญ์ด้วยกับทรัพย์สินที่หะรอม นั้นไม่ใช่การทำหัจญ์ของท่านแต่เป็นการทำหัจญ์ของเจ้าอูฐต่างหาก
อัลลอฮฺจะไม่รับสิ่งใดนอกจากเป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่ทุกคนที่ทำหัจญ์ทำ ณ บัยตุลลอฮฺ จะถูกตอบรับเสียทั้งหมด

            กวีอีกท่านหนึ่งได้กล่าวว่า  
يَحُجُّونَ بِالمَالِ الذي يَجْمَعُونَهُ  *  حَرَامًا إلى البَيْتِ العَتِيقِ المُحَرَّمِ
وَيَزْعُمُ كُلٌّ مِنْهُمُ أَنَّ وِزْرَهُ  *  يُحَطُّ وَلَكِنْ فَوْقَهُ فِي جَهَنَّمِ
พวกเขาได้ทำหัจญ์ด้วยทรัพย์สินที่พวกเขาเก็บสะสมจากสิ่งที่หะรอม เพื่อไปยังบัยตุลลลอฮฺที่ศักดิ์สิทธิ์
พวกเขาทุกคนต่างกล่าวอ้างว่า จะบาปของแต่ละคนจะได้รับการลบล้าง แต่ความจริงแล้วเบื้องบนของเขานั้นคือญะฮันนัมต่างหาก  

มีคำถามถึงคณะกรรมการถาวรเพื่อการวินิจฉัยปัญหาศาสนาว่า “อะไรคือหุกุ่มของการทำหัจญ์ด้วยทรัพย์สินที่หะรอม หมายถึง ทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด หลังจากนั้นก็เอาทรัพย์สินส่วนนี้ซื้อตั๋วเดินทางให้แก่บิดามารดาของพวกเขาเพื่อไปทำหัจญ์ ทั้งๆ ที่พวกเขารู้ดีว่าทรัพย์สินส่วนนั้นได้มาจากการค้ายาเสพติด ถามว่าการทำหัจญ์นี้จะถูกตอบรับหรือไม่ ?” คณะกรรมการถาวรฯ ได้ตอบว่า “การทำหัจญ์ด้วยทรัพย์สินที่หะรอมนั้นไม่ทำให้การทำหัจญ์โมฆะ แต่ก็ยังคงมีบาปเนื่องจากเป็นการใช้ทรัพย์สินที่ขวนขวายจากสิ่งที่หะรอม และผลบุญของการทำหัจญ์นั้นก็จะบกพร่องไป แต่ก็ไม่ทำให้การทำหัจญ์เป็นโมฆะ” (ฟะตาวา อัลลัจญ์นะฮฺ อัด-ดาอิมะฮฺ ลิลบุหูษ อัล-อิลมียะฮฺ วัล-อิฟตาอ์ เล่ม 11 หน้า 43)

            หก พยายามเดินทางกับคนที่ดี คือคนที่จะคอยตักเตือนเมื่อท่านลืม และจะคอยสอนในสิ่งที่ท่านไม่รู้ และจะคอยช่วยเหลือเมื่อท่านไม่มีความสามารถ และจะคอยกระตุ้นให้ทำความดีเมื่อท่านอ่อนล้า ท่านอิบนุ ญะมาอะฮฺ ได้กล่าวในหนังสือของท่านว่า “มีความจำเป็นที่ต้องมีจรรยามารยาทที่ดีงามต่อคู่หูของเขา และให้ทุ่มเทความพยายามในการช่วยเหลือพวกเขาตราบเท่าที่ไม่เกิดผลเสียใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้น้ำต่อผู้ที่หิวกระหาย”

            เจ็ด มีความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺ และมุ่งตรงไปยังพระองค์แต่เพียงผู้เดียว ในเรื่องนี้อัลลอฮฺได้สั่งใช้ไว้ว่า
﴿ وَأَتِمُّواْ ٱلۡحَجَّ وَٱلۡعُمۡرَةَ لِلَّهِۚ ١٩٦ ﴾ [البقرة: ١٩٦] 
ความว่า “และพวกเจ้าจงทำให้สมบูรณ์ซึ่งการทำหัจญ์และการทำอุมเราะฮฺเพื่ออัลลอฮฺเถิด” (สูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ : 196)

ท่านอัส-สะอฺดีย์ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “ในอายะฮฺนี้มีคำสั่งใช้ให้มีความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺในการทำหัจญ์และอุมเราะฮฺ” (ตัยสีร อัล-กะรีม อัร-เราะหฺมาน ฟี ตัฟสีร กะลาม อัล-มันนาน หน้า 90)
และอัลลอฮฺได้กำหนดให้ตัลบียะฮฺต่อพระองค์ด้วยคำกล่าวที่ว่า
«لَبَّيْكَ اللَّـهُـمَّ لَبَّيْكَ، لَبَّيْكَ لا شَرِيكَ لَكَ لَبَّيْكَ، إنَّ الحَـمْدَ وَالنِّعْمَةَ لَكَ وَالمُلْكَ، لا شَرِيكَ لَكَ»  [رواه البخاري (1475) ومسلم (1218) من حديث جابر - رضي الله عنه.]    
ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ ฉันตอบสนองคำเรียกร้องของพระองค์ ฉันตอบสนองพระองค์ ฉันตอบสนองพระองค์ ไม่มีสิ่งใดมาเป็นภาคีกับพระองค์ แท้จริงมวลการสรรเสริญ ความโปรดปราน และอำนาจเป็นสิทธิของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดมาเป็นภาคีกับพระองค์” (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ หมายเลข 1475 และมุสลิม หมายเลข 1218 จากหะดีษที่รายงานโดยท่านญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ)

            และระวังจากการทำให้ผลบุญของทำหัจญ์ได้บกพร่องไป เช่นการริยาอ์(การโอ้อวด)และสุมอะฮฺ(หวังชื่อเสียง) ใช่แต่เท่านั้น เมื่อท่านมีเจตนาในการทำหัจญ์ ก็จงขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺตามที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ขอไว้ นั้นคือ
«اللَّهُمَّ هَذِهِ حِجَّةٌ لاَ رِيَاءَ فِيْهَا وَلاَ سُمْعَةَ»  [رواه ابن ماجه (2890)، وصحَّحه الألباني في "صحيح الترغيب والترهيب" (1122).]    
ความว่า “โอ้อัลลอฮฺ นี่คือหัจญ์ซึ่งปราศจากการริยาอ์(โอ้อวด)หรือสุมอะฮฺ(หวังชื่อเสียง)” (บันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ หมายเลข 2890 ท่านชัยคฺอัล-อัลบานีย์กล่าวว่าเป็นหะดีษที่เศาะฮีหฺ ใน “เศาะฮีหฺ อัต-ตัรฆีบ วัต-ตัรฮีบ” หน้า 1122)

            ความบริสุทธิ์ใจในการทำหัจญ์นั้นเป็นสิ่งที่ได้มายากและไม่ใช่ง่ายนัก มีรายงานว่าชายคนหนึ่งได้กล่าวแก่ท่านอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า “หุจญาจญ์(คนที่มาทำหัจญ์)เยอะมาก” ท่านอิบนุอุมัร ได้กล่าวว่า “หุจญาจญ์น้อยมาก” แล้วเขาก็เห็นชายคนหนึ่งอยู่บนหลังอูฐในสภาพของคนเดินทางที่มีเสื้อผ้าขาดวิ่น แล้วเขา (อิบนุอุมัร) ก็กล่าวว่า “น่าจะเป็นคนนี้” (ที่อยู่ในจำนวนน้อยนิด) ท่านชุรอยห์กล่าวว่า “คนมาทำหัจญ์ (ด้วยความจริงใจต่ออัลลอฮฺ) นั้นน้อย ส่วนผู้เดินทางมานั้นมาก ผู้ที่ทำความดีช่างมากมายนักแต่ผู้ที่ทำดีเพื่อพระพักตร์ของพระองค์นั้นน้อยเหลือเกิน"
خَلِيلَيَّ قُطَّاعُ الفَيَافِي إلى الحِمَى * كَثِيرٌ وَأمَّا الواصِلُونَ قَلِيلُ
โอ้เพื่อนรัก คนที่เดินทางข้ามทะเลทรายเพื่อไปหาทุ่งหญ้านั้น มีมากมาย ส่วนผู้ที่ไปถึงจุดหมายจริงๆ นั้นมีน้อยยิ่ง (ละฏออิฟ อัล-มะอาริฟ โดยอิบนุเราะญับ หน้า 236)

            แปด พยายามให้การทำหัจญ์ของท่านเสมือนการทำหัจญ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยให้ปฏิบัติตามท่านในการกระทำ คำกล่าว และอิริยาบถต่างๆ ดังที่ท่าน นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า
«لِتَأْخُذُوا مَنَاسِكَكُمْ ، فَإِنِّي لا أَدْرِي لَعَلِّي لا أَحُجُّ بَعْدَ حَجَّتِي هَذِهِ»   [رواه مسلم (1297).]    
ความว่า “พวกเจ้าจงเอาแบบอย่างการทำหัจญ์จากฉัน เพราะฉันไม่รู้ว่าบางทีฉันอาจจะไม่มีโอกาสทำหัจญ์หลังจากการทำหัจญ์ในครั้งนี้ก็เป็นได้” (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 1297)
            ประหนึ่งว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวแก่คนทำหัจญ์ทุกคนว่า “พวกท่านจงปฏิบัติตามฉันเถิด พวกท่านจงครองอิหฺรอมจากมีกอตเฉกเช่นที่ฉันได้ครอง จงกล่าวตัลบียะฮฺเฉกเช่นที่ฉันได้กล่าว จงเฏาะวาฟบัยตุลลอฮฺเจ็ด รอบเฉกเช่นที่ฉันได้เฏาะวาฟ และจงวุกูฟที่ทุ่งอะเราะฟะฮฺเฉกเช่นที่ฉันได้วุกูฟ และให้ปฏิบัติเช่นนั้นในทุกขั้นตอนของการทำหัจญ์
            และนี่คือตัวอย่างจากท่านอุมัร บิน อัล-ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ผู้ซึ่งเจริญรอยตามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในทุกเรื่อง แม้กระทั่งในครั้นที่ท่านได้ไปยังหินดำท่านก็ได้จูบมันเฉกเช่นที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้จูบ พร้อมกับกล่าวว่า
«إِنِّي أَعْلَمُ أَنَّكَ حَجَرٌ لَا تَضُرُّ وَلَا تَنْفَعُ وَلَوْلَا أَنِّي رَأَيْتُ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يُقَبِّلُكَ مَا قَبَّلْتُكَ»  [رواه البخاري (1597).]    
ความว่า “แท้จริงฉันรู้ดีว่าเจ้านั้นเป็นหิน ซึ่งไม่ก่อโทษหรือประโยชน์ใดๆ หากแม้นว่าฉันไม่เห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จูบเจ้า ฉันจะไม่จูบเจ้าอย่างแน่นอน” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หมายเลข 1597)

            บรรดานักวิชาการได้ถอดบทเรียนที่มีคุณค่ายิ่งจากเรื่องนี้อย่างมากมาย ส่วนหนึ่งจากนั้นคือ ให้น้อมรับบทบัญญัติต่างๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศาสนา และให้ปฏิบัติตามคำสั่งใช้แม้ว่ายังไม่สามารถเล็งเห็นถึงประโยชน์ของมันก็ตาม ซึ่งนั่นคือกฎหลักที่ยิ่งใหญ่ในการเจริญรอยตามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในสิ่งที่ท่านได้ทำเป็นแบบอย่างไว้ แม้ว่ายังไม่สามารถรู้ถึงเหตุผล(หิกมะฮฺ)ของการกระทำนั้นก็ตาม (ฟัตหุลบารีย์ เล่ม 3 หน้า 463)
            และนี่คือท่านอับดุลลอฮฺ บิน อุมัร ผู้ที่เจริญรอยตามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในทุกเรื่อง ท่านจะปฏิบัติตามเฉกเช่นที่ท่านนบีได้ปฏิบัติ ซึ่งในครั้งที่ท่านได้ยกมือสลามต่อหินดำ ท่านก็ได้เน้นย้ำการเจริญรอยตามแบบอย่างของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม โดยการกล่าวว่า
«اللَّهُمَّ إيمَانًا بِك ، وَتَصْدِيقًا بِكِتَابِك ، وَاتِّبَاعًا لِسُنَّةِ نَبِيِّك» [رواه الطبراني في "الأوسط" (5/ 79).]    
ความว่า “ข้าแด่อัลลอฮฺ ข้าพระองค์(ตอวาฟ) ด้วยความมีใจศรัทธาต่อพระองค์ และเชื่อในคัมภีร์ของพระองค์ และเจริญรอยตามแบบอย่างท่านนบีของพระองค์” (บันทึกโดยอัฏ-ฏ็อบรอนีย์ ใน “อัล-เอาสัฏ” เล่ม 5 หน้า 79)

            การปฏิบัติตามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม นั้นย่อมประสบกับความสำเร็จ ส่วนการสวนทางกับแบบอย่างของท่านนั้นย่อมประสบกับเคราะห์กรรม(ฟิตนะฮฺ) มีรายงานว่าชายคนหนึ่งได้ไปหาท่านอิมามมาลิก บิน อะนัส พลันกล่าวกับท่านว่า “โอ้อบู อับดิลลาฮฺ ฉันจะต้องเริ่มครองอิหฺรอมจากที่ใด ?” ท่านจึงตอบว่า “จากซุลหุลัยฟะฮฺ ซึ่งเป็นที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ครองอิหฺรอม” ชายคนนั้นจึงกล่าวว่า “แต่ฉันต้องการครองอิหฺรอมจากมัสญิด(อัน-นะบะวีย์)” ท่านจึงกล่าวว่า “ท่านอย่าปฏิบัติเช่นนั้น”  ชายคนนั้นได้กล่าวว่า “แท้จริงฉันต้องการครองอิหฺรอมจากมัสญิดตรงกุบูรของท่านนบี” ท่านจึงกล่าวว่า “ท่านอย่าปฏิบัติเช่นนั้น เพราะฉันเกรงว่าเคราะห์กรรมร้ายอาจจะประสบกับท่าน” ชายคนนั้นจึงถามว่า “เคราะห์กรรมนั้นคืออะไรกระนั้นหรือ ? ก็ในเมื่อการปฏิบัติเช่นนั้นเป็นการเพิ่มระยะทางเพิ่มขึ้น(มันไม่ดีกว่าดอกหรือ?)” ท่านจึงกล่าวว่า “จะมีเคราะห์กรรมใดที่ใหญ่หลวงยิ่งกว่าการที่ท่านเห็นว่าตัวท่านนั้นได้ล้ำหน้าความประเสริฐที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ปฏิบัติไว้” และแท้จริงฉันได้ยินคำดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่า
﴿ فَلۡيَحۡذَرِ ٱلَّذِينَ يُخَالِفُونَ عَنۡ أَمۡرِهِۦٓ أَن تُصِيبَهُمۡ فِتۡنَةٌ أَوۡ يُصِيبَهُمۡ عَذَابٌ أَلِيمٌ ٦٣ ﴾ [النور : ٦٣] 
ความว่า “ดังนั้น บรรดาผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของนบี จงระวังว่าฟิตนะฮฺจะเกิดกับพวกเขา หรือการลงโทษอันเจ็บปวดจะโดนลงมายังพวกเขาได้” (สูเราะฮฺอัน-นูร : 63) (อัล-อิอฺติศอม โดยอัช-ชาฏิบีย์ หน้า 174)

            ดังนั้น หากท่านมุ่งเจตนาของท่านเพื่ออัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว และมีความบริสุทธิ์ใจในการงานของท่านเพื่อพระองค์ และได้ปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในการทำหัจญ์ อัลลอฮฺก็จะทรงตอบรับการทำหัจญ์ของท่าน ดังที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ดำรัสว่า
﴿ لِيَبۡلُوَكُمۡ أَيُّكُمۡ أَحۡسَنُ عَمَلٗاۚ ٢ ﴾ [الملك: ٢] 
“เพื่อจะทดสอบพวกเจ้าว่า ผู้ใดบ้างในหมู่พวกเจ้าที่มีผลงานดียิ่ง” (สูเราะฮฺอัล-มุลกฺ : 2)
            ท่านอิบนุกะษีร เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “การงานหนึ่งไม่สามารถจะเป็นสิ่งที่ดีได้ จนกว่ามันจะเป็นไปด้วยความบริสุทธ์ใจต่ออัลลอฮฺ และวางอยู่บนแบบฉบับของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ดังนั้นเมื่อการงานใดๆ ปราศจากหนึ่งในเงื่อนไขทั้งสอง การงานนั้นก็จะสูญเสียและเป็นโมฆะไป” (ตัฟสีรอิบนุกะษีร เล่ม 4 หน้า 266)  
            ท่านอัล-ฟุฎ็อยลฺ บิน อิยาฏ ได้อธิบายอายะฮฺ
﴿ لِيَبۡلُوَكُمۡ أَيُّكُمۡ أَحۡسَنُ عَمَلٗاۚ ٢ ﴾ [الملك: ٢] 
“เพื่อจะทดสอบพวกเจ้าว่า ผู้ใดบ้างในหมู่พวกเจ้าที่มีผลงานดียิ่ง” (สูเราะฮฺอัล-มุลกฺ : 2)
ผลงานที่ดียิ่งในที่นี้คือ “การงานที่มีความบริสุทธิ์ใจและมีความถูกต้องมากที่สุด” มีคนถามว่า “โอ้อบู อะลี อะไรคือการงานที่มีความบริสุทธิ์ใจและมีความถูกต้องมากที่สุด” ท่านได้กล่าวว่า “การงานที่มีความบริสุทธิ์ใจแต่ไม่มีความถูกต้องการงานนั้นย่อมไม่ถูกตอบรับ และหากว่าการงานนั้นมีความถูกต้องแต่เป็นการงานที่ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ การงานนั้นก็ย่อมไม่ถูกตอบรับเช่นเดียวกัน จนกว่าการงานนั้นจะต้องมีความบริสุทธิ์ใจและมีความถูกต้อง”  ท่านได้กล่าวเสริมอีกว่า “ความบริสุทธิ์ใจคือ การทำการงานเพื่ออัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว และความถูกต้องคือ การทำการงานที่มีความสอดคล้องกับแบบฉบับของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม” (อิกติฎออ์ อัศ-ศิรอฏ อัล-มุสตะกีม โดยอิบนุตัยมียะฮฺเล่ม 2 หน้า 373)

          เก้า พยายามให้เกิดประโยชน์มากที่สุดจากการเดินทางไปทำหัจญ์เท่าที่จะทำได้ โดยให้นั่งร่วมอยู่คนดีๆ และหลีกห่างจากกลุ่มคนที่เกียจคร้าน และให้เติมเต็มเวลาของท่านไปด้วยกับการฏออะฮฺต่ออัลลอฮฺผู้ทรงเมตตา การอ่านอัลกุรอาน การรำลึกถึงอัลลอฮฺผู้ทรงสิทธิ์ในการตอบแทน(อัล-มะลิก อัด-ดัยยาน) การแนะนำให้ทำความดี และตักเตือนหักห้ามในเรื่องความชั่ว และคุณงามความดีที่คล้ายคลึงกันนี้ที่ทำให้ได้รับความพึงพอพระทัยจากพระองค์ และกลับจากการทำหัจญ์เสมือนกับวันที่ท่านคลอดออกจากท้องมารดา ในสภาพที่บริสุทธิ์จากมลทินแห่งความผิดต่างๆ
เราขอต่ออัลลอฮฺให้เราและท่านได้อยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องและถูกตอบรับ เพราะมันคือความหวังที่ยิ่งใหญ่และเป็นการวอนขอที่มีเกียรติที่สุด
ขอพรอันประเสริฐและความศานติของอัลลอฮฺจงมีแด่ท่านนบีมุหัมมัด บรรดาเครือญาติและเศาะหาบะฮฺของท่านทุกคน
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
อับดุฮฺ กอยิด อัซ-ซุร็อยบีย์ 
แปลโดย : แวมูฮัมหมัดซาบรี แวยะโก๊ะ
ตรวจทานโดย : ซุฟอัม อุษมาน
ที่มา : เว็บไซต์อัลอะลูกะฮฺ www.alukah

ที่มา
http://www.alukah.net/spotlight/0/45452/

http://www.saaid.net/mktarat/hajj/248.htm