อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฮาลาล ฮารอม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฮาลาล ฮารอม แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ข้อชี้ขาดของการรับประทานสัตว์ที่กินมูลเป็นอาหาร


ข้อชี้ขาดของการรับประทานอัล-ญัลลาละฮฺ

อัล-ญัลลาละฮฺ (สัตว์ที่กินมูลหรือขี้เป็นอาหาร) ไม่ว่าจะเป็นปศุสัตว์ ไก่ และอื่นๆ คือสัตว์ที่ชอบกินของสกปรกเป็นอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อนุญาตให้ใช้ขับขี่ หรือกินเนื้อเป็นอาหาร หรือดื่มนมของมัน แม้แต่กินไข่ของมันจนกว่าจะกักขังมันไว้และให้กินแต่อาหารที่สะอาด และแน่ใจว่าเป็นสัตว์สะอาดแล้ว

......................................................
มุหัมมัด บิน อิบรอฮีม อัต-ตุวัยญิรีย์
แปลโดย : ริซัลย์ สะอะ
ผู้ตรวจทาน : ซุฟอัม อุษมาน


...........................

นักวิชาการสายมัซฮับมาลีกีย์ ปัสสาวะของสัตว์ที่เรากินเนื้อมันได้ เช่น อูฐ วัว แพะ แกะ ไก่ นกพิราบ นกทั้งหลาย และมูลของมันเป็นสิ่งสะอาด (อาศัยหะดิษที่นบีอนุญาตให้พวกอุรอนียีนดื่มปัสสาวะอูฐ และท่านอนุญาตให้ละหมาดในคอกแกะและคอกแพะได้) แต่ยกเว้นสัตว์ที่มันกินและดื่มนะญิส เนื้อของมันจึงเป็นนะญิสด้วย และเช่นเดียวกันมีสิ่งที่น่าเกลียด ปัสสาวะและอุจจาระของมันจึงน่าเกลียดด้วย

........................
(อัลฟิกฮุลอิสลามี)




การบริโภคเต่าและสุนัขทะเลทราย




ถาม
การบริโภคเต่าและสุนัขทะเลทราย มีข้อตัดสินว่าอย่างไร?
الفتوى

الحمد لله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد:
فالصحيح عند أهل العلم -إن شاء الله - جواز أكل السلحفاة بحرية كانت أو برية لأن الله جل وعلا يقول : (كلوا مما في الأرض حلالاً طيباً ).[ البقرة: 168]. مع قوله : (وقد فصل لكم ما حرم عليكم ). [الأنعام: 119]. ولم يفصل لنا تحريم السلحفاة فهي حلال كلها، وهذا مذهب فقهاء المدينة وكثير من أهل العلم، ومنهم من أجاز أكل البحرية دون البرية، ومن العلماء من منع أكلها مطلقاً. وأما الضبع فالصحيح عند أهل العلم أنها مباحة الأكل وهو الصحيح من مذهب الشافعية والحنابلة، وكره المالكية أكلها ولم يحرموه ، وقال الحنفية بالتحريم. ودليل الإباحة: ما رواه أحمد وأبو داود والنسائي وابن ماجه والترمذي من حديث جابر بن عبد الله أنه سئل عن الضبع فأمر بأكلها فقيل له : أصيد هي؟ فقال : نعم، فقيل له : أسمعته من رسول الله صلى الله عليه وسلم ؟ قال: نعم .[ وقال الترمذي حسن صحيح] . والله تعالى أعلم

ตอบ 

มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ และขอให้พรและควาสันติสุขจงประสบแด่รซูลุลลอฮ และดังนั้น

ที่ถูกต้องในทัศนะของนักวิชาการ – อินชาอัลลอฮ
อนุญาตให้รับประทานเต่า ไม่ว่าจะเป็นเต่าทะเลหรือเต่าบก เพราะอัลลอฮ ผู้ทรงเกรียงไกร ผู้ทรงสูงส่ง ตรัสว่า
(พวกเจ้าจงจงบริโภคสิ่งอนุมัติที่ดี ๆ จากสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน) – อัลบะเกาะฮเราะ/168 ,พร้อมกับคำตรัสของพระองค์ที่ว่า (ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงแจกแจงแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งสิ่งที่พระองค์ได้ทรงห้ามแก่พวกเจ้า) และพระองค์ไม่ได้ทรงแจกแจงแก่เราว่าเตาเป็นที่ต้องห้าม เพราะฉะนั้น มันเป็นสิ่งที่หะลาล ทั้งหมด และนี้คือ มัซฮับฟุเกาะฮาอฺ(นักนิติศาสตร์อิสลาม)แห่งมะดีนะฮ และบรรดานักวิชาการส่วนมาก และส่วนหนึ่งจากพวกเขา คือ ผู้ที่อนุญาตให้บริโภคเต่าทะเลได้แต่ไม่อนุญาตเต่าบก และส่วนหนึ่งจากอุลามาอฺ ห้ามบริโภคมันทั้งหมดโดยไม่มีข้อแม้ และสำหรับสุนัขทะเลทรายนั้น ที่ถูกต้อง(เศาะเฮียะ)ในทัศนะของนักวิชาการ นั้นอนุญาตให้บริโภคได้ และมันเป็นทัศนะที่ถูกต้องจากมัซฮับของนักวิชาการสายชาฟิอียะฮและหะนาบะฮละฮ และนักวิชาการสายมาลิกียะฮ กล่าวว่าเป็นมักรูฮ และพวกเขาไม่ได้ถือว่ามันเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม)และนักวิชาการสายหะนะฟียะฮ กล่าวว่า หะรอม(ห้ามบริโภค) และหลักฐานที่แสดงว่า อนุญาต(ให้บริโภคเนื้อสุนัขทะเลทรายได้)คือ หะดิษรายงานโดย อิหม่ามอะหมัด,อบูดาวูด,นะสาอีย์อิบนุมาญะฮและอัตติรมิซีย์ จากญาบีร บิน อับดุลลอฮว่า “เขาถูกถามเกี่ยวกับสุนัขทะเลทราย แล้วเขาใช้ให้บริโภคมัน และมีผู้ถามเขาว่า “ท่านได้ล่ามันเองหรือ ? เขา(ญาบีร)ตอบว่า “ครับ”และมีผู้ถามเขาว่า “ท่านได้ยินมันจากรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมหรือ? เขา(ญาบีร บิน อับดุลลอฮ) กล่าวตอบว่า “ครับ”(อิหม่ามอัตติรมิซีย์กล่าวว่า เป็นหะดิษหะซัน อีกทั้งเศาะเฮียะ) - วัลลอฮุอะลัม


يقول الدكتور عبد الله الفقيه مشرف شبكة الفتوى الفقهية : 
السلحفاة نوعان: بحرية، وبرية 
فأما البحرية منها، فيجوز أكلها لعموم قوله تعالى: (أُحِلَّ لَكُمْ صَيْدُ الْبَحْرِ) المائدة:96 . 
ولقوله صلى الله عليه وسلم: "هو الطهور ماؤه، الحل ميتته" رواه أصحاب السنن . 
قال البخاري في كتاب الذبائح والصيد: باب قول الله تعالى: (أُحِلَّ لَكُمْ صَيْدُ الْبَحْرِ)، ثم قال رحمه الله: ولم ير الحسن بالسلحفاة بأساً. والأحوط أن تذبح خروجا من الخلاف 
وأما السلحفاة البرية، فلا يجوز أكلها، إلا بعد ذبحها . 
قال ابن قدامة: كل ما يعيش في البر من دواب لا يحل بغير ذكاة، كطير الماء، والسلحفاة... وقال أحمد: كلب الماء يذبح، ولا أرى بأساً بالسلحفاة إذا ذبح ، والرق يذبح. (والرق: السلحفاة العظيمة، كما جاء في فقه اللغة للثعالبي 

والله أعلم 

ดร. อับดุลลอฮ อัลฟะกีฮ มุชัรรอฟ แห่งเว็บ อัลฟัตวาอัลฟิกฮียะฮ กล่าวว่า 
เตานั้น แบ่งออกเป็นสองชนิด คือ เต่าทะเล และเต่าบก สำหรับ เต่าทะเลนั้น อนุญาตให้บริโภคมันได้ เพราะคำตรัสของอัลลอฮ ที่ตรัสเอาไว้แบบกว้างๆว่า (ได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้า ซึ่งสัตว์ล่าในทะเล) – อัลมาอิดะฮ/96 

และเพราะท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า (น้ำทะเลนั้นสะอาด,สัตว์ทะเลที่ตายนั้นหะลาล” –รายงานโดย บรรดาเจ้าของสุนัน 

อัลบุคอรีย์ ได้กล่าวเอาไว้ใน เรื่อง อัซซะบาเอียะหฺวัศศอ็ยดุ บทว่า ด้วยคำตรัสของอัลลอฮตะอาลาที่ว่า(ได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้า ซึ่งสัตว์ล่าในทะเล) หลังจากนั้นท่านอิหม่ามบุคอรีกล่าวว่า “ อัลหะซัน(อัลบัศรีย์) ไม่เห็นว่าเต่านั้น เป็นสิ่งเลวร้าย (หมายถึงเป็นสิ่งต้องห้าม) และที่ปลอดภัยที่สุด ควรเชือดเสียก่อน เพื่อให้ออกจากกรณีการขัดแย้งของนักวิชาการ(คิลาฟ) และสำหรับ เต่าที่อยู่บนบกนั้น ไม่อนุญาตให้บริโภคมัน นอกจากหลังจากเชือดมันเท่านั้น 

อิบนุกุดามะฮ กล่าวว่า “ ทุกสิ่งที่ดำรงชีวิตอยู่บนบก จากบรรดาสัตว์ ไม่อนุญาต(ให้บริโภค)โดยปราศจากการเชือด เช่น นกน้ำ และเต่า.... 

อิหม่ามอะหมัด กล่าวว่า “หมาน้ำ นั้น ต้องเชือดเสียก่อน และข้าพเจ้าไม่เห็นว่าเต่านั้น เลวร้าย(ต้องห้าม) เมื่อมันได้ถูกเชือดแล้ว และ อัรรอ็ก นั้น ต้องเชือดเสียก่อน (อัรรอ็ก คือ เต่าทะเลขนาดใหญ่)(1) ดังปรากฏใน หนังสือฟิกฮุลลุเฆาะฮ ของ อัษษะอาละบีย์ – วัลลอฮุอะอฺลัม 
(1)ดู รายละเอียดจาก อัลมุฆนีย์ เล่ม 7 หน้า 338






หลักการต่างๆ และเงื่อนไขของสัตว์ที่จะนำมารับประทาน




หลักการต่างๆ เกี่ยวกับอาหารฮาลาล 

ฮาลาลด้วยตัวของมันเอง ลักษณะฮาลาล ณ ที่นี้ หมายถึง

- ต้องไม่เป็นนะญิส(สิ่งสกปรก) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

1) นะญิส มุค็อฟฟะฟะฮฺ (เบา) ได้แก่ ปัสสาวะเด็กชายอายุไม่เกินสองปีที่กินแต่นมแม่
2) นะญิส มุตะวัสสิเฏาะฮฺ (ปานกลาง) ได้แก่ อุจจาระ ปัสสาวะ เลือด มูลสัตว์ ซากสัตว์ และอื่นๆ
3) นะญิส มุฆ็อลละเซาะฮฺ (หนัก) ได้แก่ สุกรและสุนัข

- ต้องไม่เป็นสัตว์ที่มีเขี้ยว งา และกรงเล็บที่แข็งแรง และใช้อวัยวะดังกล่าวนั้นในการหาอาหาร เช่น สิงโต เสือ หมี ช้าง และสัตว์อื่น ๆที่มีลักษณะคล้ายกันนี้รวมถึงนกทุกชนิดที่มีกรงเล็บ เช่น แร้ง เหยี่ยว เป็นต้น
- ต้องไม่เป็นสัตว์ที่ไม่อนุญาตให้ฆ่าตามหลักการศาสนาอิสลาม เช่น มด และนกหัวขวาน
- ต้องไม่เป็นสัตว์ที่พิจารณาโดยทั่วไปแล้วว่าเป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจ เช่น เหา แมลงวัน หนอน ค้างคาว และสัตว์อื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน
- ต้องไม่เป็นสัตว์เลื้อยคลานหรือมีพิษร้าย เช่น กิ้งก่า งู และและสัตว์อื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน
- ต้องไม่เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

อัลลอฮฺได้ตรัสในบทที่ 2 อัลบะเกาะเราะฮฺ โองการที่ 173 ว่า
﴿إِنَّمَا حَرَّمَ عَلَيْكُمُ الْمَيْتَةَ وَالدَّمَ وَلَحْمَ الْخِنزِيرِ وَمَا أُهِلَّ بِهِ لِغَيْرِ اللهِ﴾ (البقرة : 173)
ความว่า แท้ริงพระองค์ทรงห้ามรับประทานซากสัตว์ เลือด เนื้อสุกร และสัตว์ที่เชือดเพื่อสิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวความว่า ท่านรอซูลศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้ห้ามรับประทานสัตว์ที่มีเขี้ยวและนกที่มีกรงเล็บ (บันทึกโดยมุสลิม 3574)

สัตว์ที่อยู่ในทะเลกินได้ทั้งหมดจริงหรือ เช่นปลาฉลาม จระเข้น้ำเค็มในทะเล

هو طهور ماؤه الحل ميتتة
ทะเลนั้นน้ำของมันสะอาดสัตว์ทะเลที่ตาย(ซากสัตว์) ก็เป็นที่อนุมัติ
เพราะฉนั้นสัตส์ที่ตายในทะเลถือว่าอนุญาติให้รับประทานได้
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวความว่า ท่านรอซูลศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้ห้ามรับประทานสัตว์ที่มีเขี้ยวและนกที่มีกรงเล็บ (บันทึกโดยมุสลิม 3574)

ดังนั้นปลาฉลามและจรเข้ใช้เขี้ยวหาอาหาร จึงไม่อนุญาติให้รับประทานแม้จะอยู่ในทะเลก็ตาม


เงื่อนไขของสัตว์ที่จะนำมารับประทาน

อาหารชนิดต่างๆ ที่เป็นสิ่งที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติอิสลาม มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ดังต่อไปนี้

ก. อาหารต้องห้ามที่มีบทบัญญัติในอัลกุรอาน กล่าวไว้คือ 

1. อาหารของบุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่อาหารของตนเอง โดยเขาไม่มีสิทธิ์ใดๆเลยในอาหารนั้น ดังที่อัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ ความว่า "สูเจ้าทั้งหลายอย่าได้รับประทาน ทรัพย์สินของสูเจ้าทั้งหลาย โดยมิชอบธรรม" และท่านนบียังได้กล่าวอีกว่า "บุคคลหนึ่งบุคคลใดอย่าได้รีดนมสัตว์ของอีกบุคคลหนึ่ง นอกจากจะได้รับอนุญาติจากเขาเสียก่อน"

2. ซากสัตว์ที่ตาย โดยมิได้เชือดอย่างถูกต้องตามศาสนบัญญัติ เช่น ถูกรัดคอตาย ถูกตีตาย ตกจากที่สูง ถูกสัตว์ที่มีเขาแทงตาย หรือถูกสัตว์ดุร้ายกัดกิน เป็นต้น

 3. เลือดของสัตว์ที่พุ่งออกมาขณะทำการเชือด หรือการเจาะคอ ไม่ว่าเลือดนั้นมากหรือน้อยก็ตาม

4. เนื้อสุกร ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดๆของตัวสุกรทั้งหมดนั้นเป็นที่ต้องห้าม 5. สัตว์ที่เชือดโดยกล่าวสิ่งอื่นนอกจากพระนามของอัลลอฮ์

6. สิ่งที่ถูกเชือดเพื่อการบูชายันต์ เป็นสิ่งต้องห้ามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเชือดที่กุโบร์ หรือการเชือดเพื่อเป็นสื่อ (ตะวัซซุ้ล) ติดต่อกับอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ก็ตาม หลักฐานสิ่งต้องห้ามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น อัลลอฮ์ได้ทรงตรัสไว้ในอายะห์ที่ 3 ซูเราะห์อัลมาอิดะห์ ความว่า "เป็นสิ่งที่ต้องห้ามสำหรับสูเจ้าทั้งหลาย คือซากสัตว์ที่ตายแล้ว เลือดสุกร สัตว์ที่ถูกเชือดโดยมิได้กล่าวนามของอัลลอฮ์ สัตว์ที่ถูกเขาของสัตว์อื่นแทงตาย สัตว์ที่ถูกสัตว์ดุร้ายกันกัดกิน นอกจากเจ้าจะเชือดมัน (หรือกล่าวพระนามของอัลลอฮ์ขณะปล่อยไปล่าเหยื่อ) และสัตว์ที่ถูกเชือดเพื่อการบูชายันต์"

ข. อาหารต้องห้ามที่มีตัวบทจากท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิว่าซัลลัม กล่าวไว้คือ 

1. "ลาบ้าน" (ลาที่อาศัยอยู่กับคนเลี้ยงไว้เพื่อใช้งาน) โดยมีรายงานท่านญาบิร ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุว่า "ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิว่าซัลลัม ได้ห้ามมิให้รับประทานเนื้อของลาบ้าน ในวันคอยบัร (สงครามคอยบัร) และอนุญาตให้รับประทานเนื้อของม้าได้"

2. "ล่อ" ซึ่งกิยาสมาจากลาบ้านที่มีหลักฐานห้ามรับประทานจากฮะดิษในข้อ1 และในอัลกุรอานได้กล่าวไว้ในอายะห์ที่ 8 ซูเราะห์อันนะฮล์ ความว่า "และม้า ล่อ และลานั้น เผื่อสูเจ้าจะใช้โดยสารมัน และเป็นเครื่องประดับ (สำหรับสูเจ้า)"

3. สัตว์ที่ใช้เขี้ยวจับสัตว์อื่นเป็นอาหาร เช่น สิงโต หมี เสือ ช้าง หมาป่า หมาจิ้งจอก เป็นต้น

4. สัตว์ที่ใช้กรงเล็บจับสัตว์อื่นเป็นอาหาร เช่น เหยี่ยว อินทรี นกเค้าแมว เป็นต้น ดังที่ท่านอิบนิอับบาสรายงานว่า "ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิว่าซัลลัม ห้ามมิให้รับประทานสัตว์ที่มีเขี้ยวเล็บดุร้าย และนกที่ใช้กรงเล็บในการหาเหยื่อ"

5. สัตว์ที่กินสิ่งสกปรกเป็นอาหาร โดยไม่อนุญาตให้รับประทานมันได้นอกจากขังมันไว้สักระยะหนึ่งแ และเช่นกัน น้ำนมของสัตว์นั้นๆ ดังมีฮะดิษจากอิบนุอุมัรได้กล่าวไว้ว่า ว่าท่านนบีทรงห้ามกินเนื้อของมันและนมของมัน จนกว่าจะขังมันไว้ให้ปลอดภัยจากนะยิสเสียก่อน


วันเสาร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2557

มุมมองอิสลามเกี่ยวกับการแสดงละคร



การแสดงละครนอกจากไม่มีข้อดีแล้ว มันกลับเป็นโทษอย่างมหาศาล โดยที่คนบางคนอาจจะคิดไม่ถึง

ซึ่งการแสดงละครนี้ไม่ได้ปรากฎในวิธีการดะวะฮ์ของท่านนบีมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และจากบรรดาเศาะหาบะฮ์ และรุ่นสลัฟเรื่อยมา รวมบรรดาอิมามทั้งสี่เลย แต่มันเพิ่งมีขึ้นในยุคใหม่นี้ หลังจากโลกอาหรับได้ถูกรุมกินโต๊ะโดยชาติตะวันตกที่เป็นยิวและคริสต์ มุสลิมมีความคิดที่จะมีการลอกเลียนแบบวัฒนธรรมจากศาสนาอื่นมาใช้ในศาสนาอิสลาม

และการแสดงละครเดิมที่เป็นการแสดงละครในเชิงศาสนาของพวกยูนาน เป็นละครเวที ที่พวกเขาแสดงเกี่ยวกับเรื่องราวศาสนาของพวกเขา และได้รับอิทธิพลนี้โดยยิวและคริสต์ สุดท้ายการแสดงละครก็กลายเป็นประเพณีของพวกเขา และเมื่ออิสลามได้ปรากฏโดยท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)มาประกาศนั้น และบรรดาชาวสลัฟเรื่อยมา ก็ไม่ได้ไปเลียนแบบชนเหล่านั้น และเอามาใช้ในศาสนาอิสลามแต่อย่างใดเลย เพราะมันเป็นประเพณีของพวกปฏิเสธศรัทธา และเป็นการอิบาดะฮ์ของพวกเขา

ทั้งการแสดงละคร ไม่ใช่ของจริง เป็นเรื่องที่ถูกสมมุติขึ้น การสอนให้ผู้อื่นเป็นนักแสดง ก็เหมือนได้สอนการโกหก การหลอกลวง ซึ่งมันจะนำไปสู่ความชั่วอื่นๆตามมาอีก การแสดงละครอาจเป็นการแสดงเกี่ยวกับเรื่องที่จินตนาการขึ้น ซึ่งไม่มีจริงในอดีตหรือปัจจุบัน ถือเป็นการโกหก หรือกุขึ้น และการโกหกเป็นสิ่งที่ต้องห้ามในศาสนา ไม่ว่าการโกหกโดยตั้งชื่อผู้แสดงที่ไม่ใช่ชื่อพวกเขา การสืบเชื่อสายไปยังผู้ที่ไม่ใช่พ่อจริง การแสดงเป็นสภาพหรือสถานะที่ไม่ใช่ของผู้แสดง การแกล้งทำเป็นคนเจ็บไม่สบาย เป็นคนโง่ หรือเป็นการแสดงตนเป็นคนดีอย่างสมบูรณ์เป็นการยกย่องตัวเอง ซึ่งการโกหกนั้นเป็นนิสัยของคนสองหน้า หรือพวกมูนาฟิก


ส่วนการแสดงละครที่เป็นเรื่องเล่าประวัติศาสตร์ในอดีตกาล ที่ได้แสดงด้วยคนใดคนหนึ่งให้เห็นถึงเหตุการณ์ในอดีต ถือเป็นการโกหกด้วยการบอกชื่อ คนนั้น บุตรของคนนั้น ทั้งที่ไม่ใช่ชื่อของเขา การปลอมหรือแสดงตัวเป็นบุคคลอื่น เช่นแสดงเป็นซาลาฮุดดีน อัลอัยยูบี แสดงเป็นคนนี้โดยไม่รู้ว่าเขามีหน้าอย่างไร หากมีผู้ชมการแสดงได้ยินคนกล่าวชื่อของพวกเขาขึ้นมา ผู้ชมเหล่านั้นจะนึกถึงหน้าตาคนที่แสดง เป็นการแฉความชั่วของที่ตายไปแล้ว ทั้งที่ศาสนาได้ห้ามทำในสิ่งเหล่านี้ โดยการแสดงความไม่ดีของคนหนึ่งที่ตายไป การแสดงท่าทาง หรือลักษณะที่ไม่ดีของคนที่ตายไปแล้ว ถือเป็นการดูถูกดูแคลน

รวมทั้งการแสดงละครนั้นส่วนมากแล้วจะใกล้เคียงกับความตลก เพื่อให้ดึงดุดผู้ชมให้สนใจ และให้ติดตาม ซึ่งจะต้องแสดงท่าทางตลกหรือพูดในสิ่งที่ตลกทั้งที่รู้ว่าเป็นสิ่งโกหก

และการแสดงละครยังเป็นการล้อเล่นต่อศาสนา แสดงเป็นคนกาเฟรที่ดูถูกศานา เป็นคนยุญาฮิลียะหฺ แล้วกราบไหว้รุปปั้น หรือกราบไหว้คนตายที่หลุมศพ ทั้งที่รู้ว่าสิ่งดังกล่าวเป็นความเลวร้ายที่สุด  และเป็นบาปใหญ่ถึงตกศาสนาได้


การแสดงละครยังทำให้มีการทำสิ่งชั่วร้าย และเป็นการสอนให้คนชั่วในทางอ้อม ไม่ว่า สอนให้ลักขโมย การจีบสาว การหลอกลวง หรือการพูดลามก เลวทราม และเมื่อผู้ชมที่ดูก็ชอบและเอาไปทำตาม และสาเหตุหนึ่งที่คนปัจจุบันพูดหยาบก็เนื่องมาจากการดูละครนั่นเอง

และการแสดงละคร ทำให้ในอิสลามเกิดมีดาราชาย และดาราหญิง พระเอกหรือดาวร้าย ตามมาก็จะมีแฟนคลับ ซึ่งไม่แตกต่างอะไรกับคนกาเฟร ที่ไร้ความอาย มีรูปภาพ หรืออลัมบั้มนักแสดงละครมุสลิมขึ้น
ซึ่งจะทำให้เป็นฟิตนะฮ์ต่อนักแสดงเหล่านั้น เกิดความหลงไหลในตัวเอง มีการโอ้อวด และอาจเข้าใจผิดว่านักแสดงนั้นเป็นนักดาอีผู้เผยแพร่ศาสนา ทั้งที่บางคนก็เป็นคนโง่ในเรื่องศานา หรือมีอิหม่านที่อ่อนแอ หรืออาจเป็นคนชั่วเสียอีก กลายเป็นความเข้าใจที่ผิดเพื้ยนมองผิดเป็นถูก

และกาารแสดงละครยังเป็นฟิตนะฮ์แก่ผู้ชม หากนักแสดงเป็นชาย มันก็เป็นฟิตนะฮ์แก่ผู้หญิง และหากเป็นนักแสดงหญิง มันก็เป็นฟิตนะฮ์แก่ผู้ชาย การที่ผู้ชมชายได้มองสัดส่วนของนักแสดงหญิง  มีการปะปนระหว่างชายหญิง เป็นการทำลายเกลียดศักดิ์ศรีของผู้หญิง

"การมอง(ไปยังเพศตรงข้ามที่ไม่อนุมัติแก่เขา) คือธนูลูกหนึ่งจากบรรดาลูกธนูของอิบลิส(ที่แทงเข้าไปในหัวใจ) ส่วนผู้ใดที่ละทิ้งมัน (การมองนั้น) เนื่องจากการกลัว(ต่อการลงโทษของ)อัลลอฮฺ์ พระองค์จะตอบแทนให้เขาได้รับความอีหม่าน โดยเขาจะได้พบกับความหอมหวานของมันในหัวใจของเขา" (บันทึกหะดิษโดยอิมามต็อบรอนี และฮากิม ด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง)


ด้วยเหตุนี้ การแสดงละคร มีสิ่งต้องห้ามอยู่ในตัวของมันอยู่หลายประการตามที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นทางออกของเรื่องนี้ คือ การกลับไปยังอัลกุรอาน และสุนนะฮฺ เผยแพร่ด้วยกับอัลกุรอาน และสุนนะฮ์ เผยแพร่ศาสนาให้ถูกต้องและตรงกับวิธีการของท่านนบี  (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และเศาะหาบะฮ์และผู้ติตามพวกเขาด้วยความดี ซึ่งผู้ที่เข้าอิสลามในอดีตจนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่ใช่ด้วยการแสดงละครแต่อย่างใด นอกจากอัลกุรอานกับสุนนะฮฺ และด้วยความสัจจริง ใช้วิถีทางที่ถูกต้อง หรือที่ไม่มาขัดกับหลักการอิสลาม

พระองค์อัลลอฮ์ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า


يَا أَيُّهَا الرَّسُولُ بَلِّغْ مَا أُنزِلَ إِلَيْكَ مِن رَّبِّكَ وَإِن لَّمْ تَفْعَلْ فَمَا بَلَّغْتَ رِسَالَتَهُ وَاللَّهُ يَعْصِمُكَ مِنَ النَّاسِ إِنَّ اللَّهَ لَا يَهْدِي الْقَوْمَ الْكَافِرِينَ

"ร่อซูลเอ๋ย ! จงประกาศสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้าจากพระเจ้าของข้า และถ้าเจ้ามิได้ปฏิบัติ เจ้าก็มิได้ประกาศสารของพระองค์ และอัลลอฮ์นั้นจะทรงคุ้มกันเจ้าให้พ้นจากมนุษย์ แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงแนะนำพวกที่ปฏิเสธศรัทธา" (อัลกุรอาน สูเราะฮ์อัล-มาอิดะฮฺ 5: 67)

الر كِتَابٌ أَنزَلْنَاهُ إِلَيْكَ لِتُخْرِجَ النَّاسَ مِنَ الظُّلُمَاتِ إِلَى النُّورِ بِإِذْنِ رَبِّهِمْ إِلَىٰ صِرَاطِ الْعَزِيزِ الْحَمِيدِ

"อะลิฟ ลาม รอ คัมภีร์ที่เราได้ประทานลงมาแก่เจ้า เพื่อให้เจ้านำมนุษย์ออกจากความมืดมนทั้งหลาย สู่ความสว่าง ด้วยอนุมัติของพระเจ้าของพวกเขา สู่ทางของพระผู้เดชานุภาพ ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ" (อัลกุรอาน สูเราะฮ์ อิบรอฮีม 14: 1)

لَّقَدْ كَانَ لَكُمْ فِي رَسُولِ اللَّهِ أُسْوَةٌ حَسَنَةٌ لِّمَن كَانَ يَرْجُو اللَّهَ وَالْيَوْمَ الْآخِرَ وَذَكَرَ اللَّهَ كَثِيرًا

"โดยแน่นอน ในร่อซูลของอัลลอฮฺมีแบบฉบับอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้ว สำหรับผู้ที่หวัง (จะพบ) อัลลอฮฺและวันปรโลกและรำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมาก" (อัลกุรอาน สูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ 33:21)


الله أعلم بالصواب


อนึ่ง อูลามาอ์ผู้ที่ฟัตวาชี้ขาด ว่า การแสดงละครเป็นสิ่งหะรอม(ต้องห้าม) มีดังนี้

-ท่นเชค อับดุลอาซีซ บิน บาซ (ร่อหิมาฮุลลฮ์)

-ท่านเชคนาซีรุดดีน อัลอัลบานี (ร่อหิมาฮุลลออ์)

-ท่านเชคอับดุรรอซซาก อัลอาฟีฟี (ร่อหิมาฮุลลอฮ์)

-ท่านเชคฮัมมาด อัลอันศอรี (ร่อหิมาฮุลลอฮ์)

-ท่านเชคบักร อาบูเซด (ร่อหิมาฮุลลอฮ์)

-ท่านเชครอเบียะอฺ บิน ฮาดีย์ อัลมัดคอลี (ฮาฟิศอฮุลลอฮ์)

-ท่านเชคศอและหฺ เฟาซาน อัลเฟาซาน (ฮาฟิศอฮุลลอฮ์)

-ท่านเชคอับดุลมุหซิน อัลอับบาด (ฮาฟิศอฮุลลอฮ์)

-ท่านเชคอับดุลมุหซิน อัลกอเซ็ม (ฮาฟิศอฮุลลอฮ์)

-ท่านเชค ศอและหฺ บิน ซอัด อัสสูฮัยมีย์ (ฮาฟิศอฮุลลอฮ์)











วันเสาร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2557

นี่หรืองานฮาลาล




"มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัล ลอฮฺ (สุบหานะฮูวะตะอาลา) ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลกขอความจำเริญและสันติจงประสบแด่ศาสนฑูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน"



ภาพไวนิลติดทั่วเมืองปัตตานี สร้างการวิพากษ์วิจารณ์คนโลกอินเตอร์เน็ต ดูการแสดงความคิดเห็นที่ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10204650739488827&set=a.3589519657067.169151.1245604111&type=1&theater

ผู้เขียนไปประขุมสัมมนาที่อำเภอเมืองปัตตานีพบว่ามีไวนิล เขียนว่า มหกรรมสินค้าฮาลาล 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีคำกำกับภาษาอังกฤษว่า Halal Expo ข้างบนมีสัญลักษณ์จันทร์เสี้ยวซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นสัญลักษณ์ที่หมายถึงศาสนาอิสลามแต่ ข้างล่างข้อความ

เต็มไปด้วยนักร้องดังๆ มีทั้งชายและหญิง (ไม่สวมหิญาบ)ซึ่งจะจัดในวันที่ 19-23 กันยายน 2557 ก่อนวันอีดิลอัฎฮาประมาณ สองอาทิตย์  สร้างการวิพากษ์วิจารณ์แก่ผู้พบเห็นและในโซเซียนมีเดยถึงความไม่เหมาะสมเป็นอย่างมาก เช่นเสนอให้กรรมการอิสลามปัตตานี หรือผู้รู้ศาสนาออกมาจัดการกับป้ายที่สับสนใช้คำว่าฮาลาลโน้มน้าวชาวบ้านร่วมงานและข้อเสนอแนะอื่นๆอีกมากมาย

เป็นที่ทราบกันดีว่าคำว่า  "ฮาลาล" เป็นคำมาจากภาษาอารบิก แปลว่า อนุมัติ , อนุญาตในหมายว่า อาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งอนุมัติตามบัญญัติศาสนาอิสลามให้มุสลิมบริโภคหรือใช้ประโยชน์ได้ หรือกล่าวอีกในหนึ่งว่าการผลิต การให้บริการ หรือการจำหน่ายใด ๆ ที่ไม่ขัดต่อบัญญัติของศาสนาฮาลาลในอิสลามจึงมิได้หมายความเพียงการบริโภคอาหารเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงวิถีการดำเนินชีวิตในทุกด้าน เพราะอิสลามคือระบอบแห่งการดำเนินชีวิตของมนุษย์เช่นการแสดงวงดนตรีที่ไร้ขอบเขต

จริงอยู่ในป้ายจะมีการจัดมหกรรมมหกรรมสินค้าฮาลาล 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีคำกำกับภาษาอังกฤษว่า Halal Expo อยู่บนหัวงาน แต่ข้างล่างมีการจัดขับร้องเพลงของนักร้องดังที่มีส่วนเบี่ยงแบนไปสู่ไม่ฮาลาล

ผู้เขียนจึงเรียกร้องผู้จัดและผู้สนับสนุนที่มีโลโก้ (ศอ.บตหากผมดูไม่ผิด)และภาคีข้างบนป้ายให้นำป้ายนี้พิจารณาเอาลงซึ่งถ้าไม่เอาลงคงค้านกับพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวว่า เข้าใจ เข้าถึง   พัฒนา เละอาจจะนำไปสู่การปะทะทางวัฒนธรรมอาจจะนำไปสู่เหตุความรุนแรงที่มุคาดฟันก็เป็นไปได้




.......................................................................................
โดย อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บิน ชาฟิอีย์  (อับดุลสุโก ดินอะ)
อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยทักษิณ
ผู้ช่วยผู้จัดการโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ  อ.จะนะ  จ.สงขลา      
Shukur2003@yahoo.co.uk
http://www.oknation.net/blog/shukur






วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ทำไมมาม่าถึงไม่ได้รับตราฮาล้าล



พี่ๆน้องหลายท่านหรือเกือบจะทุกท่านเลยก็ว่าได้คงจะเคยรับประทาน “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” กันมาแล้ว โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษา เป็น อาหารยอดฮิตของเด็กหอพัก ก็ว่าได้โดยเฉพาะช่วงสิ้นเดือน
( เหมือนที่หลายคนพูดบ่อยๆว่า สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ ) เพราะนอกจากจะรสชาติถูกปากถูกใจ แล้วราคาก็ถูกมากด้วย....แต่ทุกท่านเคยนึก สงสัยบ้างไหมว่าทำไม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หลายๆยี่ห้อในบ้านเรา (เมืองไทย) ถึงไม่ได้รับตราฮาลาล ทั้งๆที่มันก็เป็นแค่รสซีฟูด รสต้มยำทะเล (รสยอดฮิต) รสต้มโคล้ง....ฯลฯ และอีกเยอะแยะมากมาย นับไม่ถ้วน ทั้งๆที่มันก็เป็นรชาติที่ไม่น่าจะมีส่วนผสมที่ฮะรอม เพราะเป็นรสชาติที่มีส่วนประกอบของอาหารทะเล ก็เป็นความเมตตาและพระประสงค์ของพระองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ) อีกนั้นแหละที่ทำให้ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมกระบวนการผลิตของโรงงานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่มียอดขายอันดับต้นๆของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ นั้นคือโรงงานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป (ใครที่มีอยู่ในบ้านหรือกำลังทานอยู่ในระหว่างที่อ่านบทความนี้ผู้เขียนแนะนำให้หยุดทานและสำนึกผิดกันทันทีเลยทีเดียว) ในกระบวนการผลิตของเขาก็เริ่มจากการทำเส้นบะหมี่ เมื่อได้เส้นบะหมี่แล้ว เขาก็นำไปทอดเพื่อไล่ความชื้นและทำให้เส้นเก็บไว้ได้นาน ซึ่งหัวใจสำคัญ ก่อนนำเส้นลงทอดนั้น ก็คือ น้ำซุปที่ราดลงบนตัวเส้นบะหมี่ก่อนนำไปทอด โดยขณะที่วิทยากรอธิบายอยู่นั้น ผู้เขียนได้รับการดลใจจากพระองค์อัลลอฮฺ(ซ.บ) ให้ยกมือถามวิทยากรท่านนั้นขึ้นทันทีทันใด ว่า“น้ำซุปอะไรหรอค่ะที่นำมาใช้ราดตัวเส้นบะหมี่ก่อนที่จะนำลงไปทอด” วิทยากรท่านนั้นก็ตอบด้วยหน้าตายิ้มแย้มกลับมาว่า “น้ำซุปกระดูกหมูครับเพื่อให้ Textureของผลิตภัณฑ์นั้นมีรสชาติที่ดี ครับ”

*คำตอบที่ได้รับทำให้ผู้เขียนหายสงสัยเลยว่าทำไมเขาจึงไม่อนุมัติเครื่องหมายฮาลาลให้กับผลิตภัณฑ์เหล่านี้

จากนั้นวิทยากรก็ยังบอกอีกว่า นอกจากในเส้นบะหมี่แล้วในผงปรุงรสที่อยู่ในซองบะหมี่นั้นก็มีส่วนผสมของน้ำ ซุปกระดูกหมูด้วย (เป็นการตอกย้ำ ความอร่อยของเขา) ไม่ว่า จะเป็น ม่าม่า ไวไวควิก (ยี่ห้อยอดฮิต)หรือ ยำยำ .... เมื่อนึกแล้วก็ใจหายเหมือนกันที่พี่น้องของเรารับประทานของฮารอมเข้าไปโดยไม่รู้ตัวจึงอยากจะขอเตือนพี่น้องทุกท่านว่าผลิตภัณฑ์บางอย่างที่ไม่ได้รับตราฮาลาล ไม่ควรที่จะไปรับประทานเลย ถึงแม้ว่ามันจะดูแล้วไม่น่าจะมีส่วนผสมที่เป็นของฮะรอมก็ตาม และที่สำคัญคุณค่าทางอาหารของอาหารเหล่านี้ก็น้อยมากแถมยังมีโมโนโซเดียม ลูตาเมต หรือ ผงชูรสนั้นเอง เป็นส่วนประกอบที่มีเยอะใช่น้อย ซึ่งผงชูรสนี้จะส่งผลให้ไตทำงานหนัก ในบางรายที่แพ้อาจจะถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้นอยากจะเตือนพี่น้อง ก่อนที่จะรับประทานอะไรก็ควรคิดไตร่ตรองกันนิดหนึ่งซึ่งอัลกุรอ่านเองก็ได้บอกกับเราไว้ตั้งนานแล้ว (สมกับเป็นทางนำของชีวิตจริงๆ) และตักเตือนสำทับในเรื่องของการรับประทานอาหาร โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงอย่าทำสิ่งที่ดีทั้งหลายที่พระเจ้า(อัลลอฮฺ)ได้ทรงฮาลาล(อนุมัติ)ให้แก่สูเจ้าเป็นของฮะรอม(ต้องห้าม) และสูเจ้าจงอย่าละเมิด แท้จริงอัลลอฮฺไม่รักบรรดาผู้ละเมิดทั้งหลายและพวกเจ้าทั้งหลายจงบริโภคสิ่งที่อนุมัติที่ดี(มีคุณค่า)จากสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงให้เป็นปัจจัยชีพแก่พวกเจ้าและพึงยำเกรงอัลลอฮฺผู้ซึ่งพวกเจ้าศรัทธาต่อพระองค์เถิด

โอ้มนุษย์ทั้งหลาย ! จงกินและจงดื่มสิ่งที่อนุมัติ (ฮาลาล) และดี(ตอยยิบ)จากสิ่งที่มีอยู่บนหนแผ่นดินและพวกท่านจงอย่าตามแนวทางของชัยฏอน(มารร้าย)แท้จริงชัยฏอนนั้นเป็นศัตรูอันชัดแจ้งสำหรับสูเจ้า

สุดท้ายนี้ผู้เขียนหวังว่าพี่น้องที่ได้อ่านบทความนี้คงจะเลิกรับประทานบะหมี่ กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อเหล่านั้นถึงแม้ว่ารสชาติของมันจะอร่อยกว่ายี่ห้อที่มีตราฮาลาลอยู่(ได้รับคำบอกเล่าจากพี่น้องที่เคยลิ้มรสมาแล้ว) แต่มันก็ไม่คุ้มเลยกับการที่จะฝ่าฝืนกับผู้ทรงสร้างเรา ไม่คุ้มเลย กับการฝ่าฝืนเพื่อแลกกับการรับประทานอาหารที่มีความอร่อยเพียงเล็กน้อย กับการลงโทษที่สาหัสยิ่ง และ ที่สำคัญพี่น้องอย่าลืมน่ะว่าอาหารที่รับประทานเข้าไปนั้นจะเข้าไปเป็นส่วน ประกอบที่สำคัญของเลือดที่หมุนเวียนหล่อเลี้ยงร่างกายและหัวใจของเรา ถ้าหัวใจของเราถูกหล่อเลี้ยงด้วยอาหารที่ฮะรอมมันคงส่งผลต่อความนึกคิดและจิตใจของเราด้วย
ดังกับฮะดีษของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล) ที่ได้บอกเอาไว้ว่า

اِنَّ فِي الْجَسَدِ مُضْغَةً اِذَا صَلَحَتْ صَلََ الْجَسَدُ كُلُّهُ وَاِذَا فَسَدَتْ فَسَدَ الْجَسَدُ كُلُّهُ اَلاَ وَهِيَ الْقَلْبُ .

“ร่างกายของเรามีก้อนเนื้ออยู่ก้อนหนึ่งถ้าก้อนเนื้อก้อนนั้นดีร่างกายก็จะดีไป
ด้วยแต่ถ้าก้อนเนื้อก้อนนั้นไม่ดีร่างกายก็จะไม่ดีไปด้วย..ก้อนเนื้อนั้นคือ หัวใจ ” 

และ ที่สำคัญสุดๆๆ พระองค์อัลลอฮฺจะไม่รับดุอาอ์ของคนที่รับประทานของที่ ฮะรอม ผู้เขียนหวังว่าต่อไปนี้ก่อนที่พี่น้องจะรับประทานอาหารอะไร ควรคิดไตร่ตรองให้มากขึ้น คิดสักนิด


..........................
Hawar Laeh-yoh



วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557

โรงฆ่าสัตว์ทั่วๆไป (ที่ไม่ฮาลาล)


เรามาดูโรงห่าสัตว์ ที่ไม่ฮาลาล

คลิก https://www.facebook.com/photo.phpv=298514853650024&set=vb.261833123984864&type=2&theater



แต่กลับกล่าวว่าการเฉือดตามบทบัญญัติอิสลามเป็นการทรมานสัตว์ แล้วจากภาพที่เห็นมันคืออะไรกัน???!!!









วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

รู้ได้ไงว่า "มุสลิมทานได้"


มีร้านค้าคนต่างศาสนิกหลายร้านที่สังเกตเห็น โดยมีข้อความติดหน้าร้าน ตู้กับข้าว ก๋วยเตี๋ยว หรือรถขายสินค้า ว่า "อิสลามทานได้" หรือมุสลิมทานได้"  เป็นการโฆษณาชวนเชื่อให้มุสลิมหลงเชื่อว่า สินค้าที่ขาย ไม่เป็นที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติอิสลาม แล้วเขารู้ได้ไงว่าสินค้าเหล่านั้นถูกต้องตามบทบัญญัติอิสลาม เขาจะรู้ดีกว่ามุสลิมผู้นับถือศาสนาอิสลามได้อย่างไร ถึงมายืนยันว่ามุสลิมทานได้ มีหลักฐานใดๆบ้างไหมว่า สิ้นค้าที่นำเสนอขายถูกเชื้อดหรือมีกรรมวิธีที่ถูกต้องตามบทบัญญัติอิสลาม มีอะไรมายืนยันว่าสิ้นค้าที่ว่ามุสลิมทานได้ เป็นสิ้นค้าที่หะลาลตามบทบัญญัติศาสนา ไม่เลย นอกจากการยืนยันของพวกเขาเองต่างหาก เพียงเพื่อหาทางในการทำมาหากิน เขาไม่สนใจว่าจะถูกต้องตามหลักการหรือไม่ เพียงให้ได้กำไรก็พอ พวกเขาเพียงแค่รู้ว่ามุสลิมไม่กินหมูเท่านั้นเอง  ซึ่งมุสลิมบางคนเมื่อเห็นข้อความทีว่า ก็มีการตอบรับ ยอมซื้อสินค้าที่เขาได้นำเสนอ สงผลให้เขาได้มีลูกค้าและได้กำไรอันงดงาม 

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

خَالِدِينَ فِيهَا لَا يُخَفَّفُ عَنْهُمُ الْعَذَابُ وَلَا هُمْ يُنظَرُونَ

"มนุษย์เอ๋ย! จงบริโภคสิ่งอนุมัติที่ดี ๆ จากสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล - บะเกาะเราะฮ - 2: 168)


มุสลิมนั้นต้องเลือกซื้อบริโภคอาหารที่หะลาล  สิ้นค้าที่คนต่างศาสนิกได้เสนอขาย ไม่ว่าสินค้านั้นจะติดป้ายว่ามุสลิมทานได้ หรือไม่มีหะลาลเลย สินค้าเหล่านี้อยู่ในสิ่งสงสัยคลุมเครือ อย่างเช่น เคเอฟซี ไก่ย่างห้าดาว หรือฟาร์มเฮาส์ไม่รู้ว่าเขามีการเชือดหรือไม่ ใช้น้ำมันหมูหรือไม่ และถึงแม้คนต่างศาสนิกจะเป็นผู้เชือดเองและกล่าวนามของอัลลอฮฺก็ตามทีก็ห้ามรับประทาน

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

وَلَا تَأْكُلُوا مِمَّا لَمْ يُذْكَرِ اسْمُ اللَّهِ عَلَيْهِ وَإِنَّهُ لَفِسْقٌ 121 )

และพวกเจ้าจงอย่าบริโภคจากสิ่งที่พระนามของอัลลอฮ์มิได้ถูกกล่าวบน มัน และแท้จริงมัน เป็นการละเมิดแน่ๆ"  (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-อันอาม - :121)

ท่านนบีมุหัมมัด (ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"ท่านจงละทิ้งสิ่งที่สงสัยไปสู่สิ่งที่ท่านไม่สงสัย" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัตติรมีซี)




والله أعلم بالصواب



วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ทัศนะของนักวิชาการเกี่ยวกับบุหรี่หรือยาสูบ




                       ภายหลังจากที่มีการศึกษาวิจัยทางการแพทย์และการค้นพบสารพิษต่าง ๆ ในบุหรี่ ตลอดจนโทษภัยที่เกิดจากควันบุหรี่ในปัจจุบัน ส่งผลให้การชี้ขาดศาสนบัญญัติต่อกรณีการบริโภคยาสูบของนักวิชาการร่วมสมัยแตกต่างจากการชี้ขาดของนักวิชาการในยุคก่อนหน้า กล่าวคือส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีความเห็นว่าเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) อย่างไรก็ตามยังมีนักวิชาการร่วมสมัยบางท่านเห็นว่าเป็นเพียงสิ่งที่น่ารังเกียจ (มักรูฮฺ) และบางท่านยังเห็นว่าเป็นสิ่งอนุมัติ (มุบาฮฺ) กล่าวโดยรวมจึงยังมีลักษณะคล้ายคลึงกับความคิดเห็นของบรรดานักปราชญ์ในอดีต เพียงแต่ปัจจุบันนักวิชาการส่วนใหญ่มีความเห็นโน้มเอียงไปด้านที่เห็นว่า บุหรี่เป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) เพิ่มมากขึ้น ดังนี้

          1 นักวิชาการร่วมสมัยที่มีความเห็นว่าการบริโภคยาสูบเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม)  เช่น อิมาม มุฮัมมัด อิบนุ ญะอฺฟัร อัลกุตตานีย์ [الإمام محمد بن جعفر الكتاني] โดยอ้างหลักฐานและเหตุผลถึง 17 ประการไว้ในหนังสือของท่าน ชื่อ เอี๊ยะลานุ้ลหุจญะฮฺ วะอิกอมะตุ้ลบุรฮาน อะลา มันอิ มา อัมมะ วะฟะชา มินิสติอฺมาลิ อุชบะติดดุคอน”

 «إعلان الحجة وإقامة البرهان على منع ما عمَّ وفشا من استعمال عُشبة الدخان»

            ชัยคฺ ญาดุลหัก อาลี ญาดุลหัก  [الشيخ جاد الحق علي جاد الحق][1] อดีตชัยคฺอัลอัซฮัร กล่าวว่า “ภายหลังจากข้าพเจ้าได้อ่านเอกสารทางการแพทย์หลายฉบับที่เปิดเผยถึงผลกระทบจากการสูบบุหรี่ ภยันตรายต่าง ๆ ทั้งภัยต่อสุขภาพและต่อสังคม ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่ามันเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาดแน่นอน มุสลิมที่สูบบุหรี่จะต้องเลิกสูบ”

            ชัยคฺ อับดุลอะซีซ อิบนุ อับดุลลอฮฺ อิบนุบาซ [الشيخ عبد العزيز بن عبد الله بن باز][2] กล่าวว่า “สาเหตุที่ทำให้ยาสูบเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะด้านหนึ่งมันเป็นสิ่งที่ก่อภยันตราย และอีกด้านหนึ่งเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความมึนเมา โดยพื้นฐานแล้วยาสูบจึงเป็นสิ่งที่ก่อภยันตรายอย่างกว้างขวาง...”

            ชัยคฺ มุฮัมมัด นาศิรุดดีน อัลอัลบานีย์ [الشيخ محمد ناصر الدين الألباني] [3]  ได้กล่าวตอบคำถามถึงกรณีที่บุหรี่หรือยาสูบเป็นสิ่งต้องห้ามโดยให้เหตุผลว่า “ยาสูบก่อภยันตรายต่อตัวผู้สูบเองและผู้อื่นในสังคม สมมุติท่านนั่งรถประจำทางหรือรถไฟ แล้วท่านไม่สูบบุหรี่ แต่ท่านก็ได้รับผลกระทบจากการสูบบุหรี่ของคนข้างเคียง บางทีรถทั้งคันหรือทั้งห้องก็จะเต็มไปด้วยควันหรือกลิ่นบุหรี่ สร้างความเดือดร้อนให้กับทุกคนรอบข้าง ยาสูบอันน่ารังเกียจจึงกลายเป็นสิ่งที่หากจะให้พูดถึงรายละเอียดอาจต้องใช้เวลาเพื่อนำหลักฐานและเหตุผลต่าง ๆ มาประกอบยืนยันว่าการสูบบุหรี่เป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) โดยไม่แบ่งแยกระหว่างคนยากจนหรือมั่งมี...”[4]

            ชัยคฺ อะฏียะห์ ศ็อกรฺ [الشيخ عطية صقر]   กล่าวว่า “การเสพบุหรี่จะโดยเหตุผลใดก็ตาม ทำให้เกิดโรคร้ายต่าง ๆ ตามมามากมายไม่ช้าก็เร็ว ที่สำคัญ  เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง ทั้งยังเป็นการใช้จ่ายทรัพย์สินไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร จึงเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) ทั้งในทางศาสนาและในทางสติปัญญา…”[5]

            ชัยคฺ มุฮัมมัด อัฏฏอยยิบ อัลนัจญาร [ الشيخ الدكتور محمد الطيب النجار]  มีความเห็นว่า “บุหรี่” เป็นสิ่งต้องห้าม(หะรอม) เนื่องจากอัลลอฮฺ ตรัสว่า[...وَيُحِلُّ لَهُمُ الطَّيِّبَاتِ وَيُحَرِّمُ عَلَيْهِمُ الْخَبَائِثَ... الآية]  ความว่า “และจะอนุมัติให้แก่พวกเขาซึ่งสิ่งดี ๆ ทั้งหลาย และจะให้เป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเขาซึ่งสิ่งเลวทั้งหลาย” (บทอัลอะอฺรอฟ อายะห์ที่ 157) ประกอบกับความเห็นพ้องของบรรดานักการแพทย์ว่าบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อัลลอฮฺตรัสว่า     [...وَلَا تُلْقُوا بِأَيْدِيكُمْ إِلَى التَّهْلُكَة...]   ความว่า  “และจงอย่าโยนตัวของพวกเจ้าสู่ความพินาศ”    (บทอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะห์ที่ 195) และแท้จริงอัลลอฮฺ ทรงห้ามการ การสุรุ่ยสุร่ายหรือฟุ่มเฟือย [التبذير] หมายถึงการใช้จ่ายไปในหนทางที่ไม่สมควรคือไม่ก่อเกิดประโยชน์ พระองค์ตรัสว่า   [إِنَّ الْمُبَذِّرِينَ كَانُوا إِخْوَانَ الشَّيَاطِينِ] ۖ  ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้สุรุ่ยสุร่ายนั้นเป็นพวกพ้องของเหล่าชัยฏอน” (อัลอิสรออฺ : 27)

            ชัยคฺ อับดุลญะลีล ชะละบีย์  [الشيخ عبد الجليل شلبي] กล่าวว่า “ศาสนบัญญัติอิสลามเกี่ยวกับบุหรี่ที่น่าจะถูกต้องที่สุด คือ การสูบบุหรี่เป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) ทั้งนี้ เนื่องจากการสูบบุหรี่เป็นสิ่งน่ารังเกียจ [الخبائث] เพราะมีรสขม มีกลิ่นเหม็น ก่อภัยร้ายแรง สุดท้ายคือความหายนะ จึงเป็นสิ่งต้องห้าม”[6]

            ชัยคฺ มุศฏอฟา มุฮัมมัด อัลหะดีดีย์ อัฏฏอยรฺ  [الشيخ مصطفى محمد الحديدي الطير]  กล่าวว่า “โดยเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการสูบบุหรี่ และการเสพสิ่งเสพติดทั้งหลาย เป็นอันตรายต่อชีวิต สติปัญญา และทรัพย์สิน ซึ่งอาจนำไปสู่ความตายได้ หากหยุดหรือลดปริมาณการใช้ จึงต้องถือเป็นสิ่งต้องห้ามโดยเด็ดขาด และต้องกำหนดโทษแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้นำเข้า ผู้ให้ ผู้ขาย และผู้เสพ หนักเบาตามปริมาณมากน้อยของการเข้าไปเกี่ยวข้อง” [7]

            ชัยคฺ อุษัยมีน [الشيخ ابن عثيمين]   มีความเห็นว่า : การสูบบุหรี่เป็นสิ่งต้องห้าม(หะรอม) ตลอดจนการซื้อขาย การให้เช่าร้านค้าเพื่อขายบุหรี่ก็ต้องห้ามเช่นเดียวกัน เพราะเป็นการส่งเสริมในสิ่งที่เป็นความชั่ว หลักฐานที่บ่งชี้ว่าบุหรี่ต้องห้าม เช่น โองการอัลกุรอานที่ว่า     [وَلَا تُؤْتُوا السُّفَهَاءَ أَمْوَالَكُمُ الَّتِي جَعَلَ اللَّهُ لَكُمْ قِيَامًا]   ความว่า “และจงอย่าให้แก่บรรดาผู้ที่โง่เขลา ซึ่งทรัพย์(ที่อยู่ในการครอบครอง)ของพวกเจ้า ซึ่งอัลลอฮฺได้ทรงให้เป็นสิ่งค้ำจุนแก่พวกเจ้า” (ซูเราะห์อัลนิซาอฺ อายะห์ที่ 5) ในโองการนี้อัลลอฮฺ ทรงห้ามมิให้มอบทรัพย์สินให้แก่ผู้โง่เขลาหรือสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ เพราะเขาจะนำไปใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ อัลลอฮฺทรงแจ้งว่าทรัพย์สินทั้งหลายนั้นเป็นสิ่งค้ำจุนมวลมนุษย์ เพื่อประโยชน์ทั้งในกิจการทางศาสนาและกิจการทางโลก การนำไปใช้ในการสูบบุหรี่มิใช่หนทางที่จะก่อประโยชน์ไม่ว่าทางโลกหรือทางศาสนา จึงเป็นการใช้จ่ายในลักษณะที่ฝ่าฝืนเจตนารมณ์แห่งพระเจ้า” [8]

            ชัยคฺ อับดุลเญาวาด อัลอาชิก [الشيخ عبد الجواد العاشق] กล่าวถึงความเป็นมาและโทษภัยของบุหรี่ที่นักวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ค้นพบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์การอนามัยโลก จนเป็นที่ทราบและยอมรับอย่างแพร่หลายในปัจจุบันว่า ควันบุหรี่ประกอบด้วยสารพิษมากมาย และเป็นสาเหตุของโรคร้ายต่าง ๆ เช่น มะเร็ง และได้นำทัศนะความเห็นของนักปราชญ์มุสลิมในสมัยอดีตจากมัซฮับต่าง ๆ หลายท่านที่มีความเห็นว่าการบริโภคยาสูบเป็นสิ่งต้องห้าม เช่น ชัยคฺ อัลนัจม์ อัลเฆาะซีย์  [الشيخ النجم الغزي] ชัยคฺ อัลกอลยูบีย์ [الشيخ القليوبي] ชัยคฺ อัลบุญัยรีมีย์  [الشيخ اليجيرمي]  และท่านอื่น ๆ ซึ่งในสมัยนั้นภยันตรายยังไม่เป็นที่ประจักษ์ ดังนั้นในปัจจุบันจึงไม่ต้องสงสัยว่าการสูบบุหรี่เป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาด (หะรอม)[9]          

ชัยคฺ มะหฺมูด ชันตูต อดีตชัยคฺอัลอัซฮัร [الشيخ محمود شلتوت] กล่าวว่า “หากแม้นว่ายาสูบไม่ทำให้เกิดความมึนเมา ไม่ทำให้เสียสติสัมปะชัญญะ แต่มันก็ส่งผลกระทบที่เป็นอันตรายซึ่งผู้สูบหรือผู้ไม่สูบสามารถสัมผัสได้ กอปรกับนักการแพทย์ได้ศึกษาวิเคราะห์วิจัยถึงองค์ประกอบและประจักษ์ถึงสารพิษที่ทำลายสุขภาพของมนุษย์ จึงไม่ต้องสงสัยว่ามันเป็นโทษและเป็นภัย และโทษภัยคือสิ่งน่ารังเกียจที่ต้องห้ามในอิสลาม

เมื่อมองในแง่ของทรัพย์สินที่เขาได้ใช้จ่ายเพื่อการบริโภคยาสูบแล้ว ก็จะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นทรัพย์สินที่ผู้สูบยังมีความต้องการอยู่ หรือหากเขาได้นำไปใช้จ่ายอย่างอื่นก็จะเกิดประโยชน์และเป็นผลดีมากกว่า ดังนั้นการมองในแง่นี้ ก็จะเห็นว่าเป็นการใช้จ่ายทรัพย์สินไปในทางที่ต้องห้ามหรือไม่อนุมัติอีกเช่นเดียวกัน

            ด้วยข้อมูลทางวิชาการที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับผลร้ายของยาสูบทั้งต่อสุขภาพและต่อทรัพย์สินเช่นนี้ ทำให้เรารู้ได้ว่ายาสูบเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ และไม่พึงประสงค์ในอิสลาม การที่จะตัดสิน(หุกมฺ)สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นสิ่งต้องห้าม(หะรอม)หรือน่ารังเกียจ(มักรูฮฺ) นั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีหลักฐานตัวบทเฉพาะเสมอไป บางทีหลักศาสนบัญญัติ หรือกฎศาสนบัญญัติทั่วไปก็สามารถนำมาอนุมานเพื่อทราบถึงหุกมฺสำหรับกรณีดังกล่าวนั้นได้ โดยอาศัยหลักแห่งเหตุผลเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์เปรียบเทียบ และด้วยหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้อิสลามจึงมีความครบถ้วนสมบูรณ์ในการกำหนดหุกมฺหรือศาสนบัญญัติในทุก ๆ กรณีที่เกิดขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ในการหุกมฺจะต้องทราบถึงสาระสำคัญและผลกระทบของสิ่งดังกล่าวอย่างแน่ชัดเสียก่อน หากทราบแน่ว่าเป็นสิ่งที่ก่อภยันตราย สิ่งนั้นก็ถือเป็นสิ่งต้องห้ามในอิสลาม หรือถ้าหากเป็นสิ่งที่มีแต่จะสร้างคุณประโยชน์หรือให้คุณมากกว่าโทษ ก็จะถือเป็นสิ่งอนุมัติ และถ้าหากเท่าเทียมกันระหว่างการให้คุณและโทษ เช่นนี้การป้องกันไว้ก่อนย่อมประเสริฐกว่าการติดตามแก้ไขในภายหลัง”[10]

ดร. นัศรฺ ฟะรีด มุฮัมมัด วาศิล [الدكتور نصر فريد محمد واصل]  กล่าวว่า : “การสูบบุหรี่เป็นสิ่งที่ต้องห้ามเด็ดขาด (หะรอม) ในหลักศาสนบัญญัติอิสลาม เพราะเป็นสิ่งอันตรายร้ายแรง ดังนั้น มุสลิมที่สูบบุหรี่จึงต้องเลิกสูบ ตลอดจนการขายบุหรี่ การผลิตบุหรี่ และปลูกยาสูบล้วนเป็นสิ่งต้อง ห้าม จำเป็นจะต้องเปลี่ยนไปเพาะปลูกหรือผลิตสิ่งอื่นที่เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ แบบค่อยเป็นค่อยไปเท่าที่สามารถ แต่ต้องตระหนักว่าการเกี่ยวข้องกับบุหรี่นั้นเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด แม้จะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ในสุดท้ายต้องมีเป้าหมายที่จะขจัดออกไปให้หมดสิ้น[11]

ดร. ยุซุฟ อัลกอรอฎอวีย์ [الدكتور يوسف القرضاوي]  กล่าวว่า : “เราขอยืนยันที่จะให้คำวินิจฉัยว่า บุหรี่เป็นสิ่งที่ต้องห้าม (หะรอม) ในหลักศาสนบัญญัติอิสลาม เพราะบุหรี่คือสิ่งอันตรายทั้งต่อสุขภาพ ทรัพย์สมบัติ และอารมณ์ สิ่งใดก็ตามที่เป็นอันตรายต่อร่างกายสิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งต้องห้ามในทัศนะของอิสลาม” ดังปรากฏหลักฐานมากมายทั้งจากอัลกุรอานและซุนนะฮฺ เช่น

            อัลลอฮฺ ตรัสว่า     [...وَلَا تُلْقُوا بِأَيْدِيكُمْ إِلَى التَّهْلُكَة...]   ความว่า  “และพวกเจ้าจงอย่าโยนตัวของพวกเจ้าสู่ความพินาศ”  (บทอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะห์ที่ 195)

อัลลอฮฺตรัสว่า [وَلَا تَقْتُلُوا أَنْفُسَكُمْ ۚ إِنَّ اللَّهَ كَانَ بِكُمْ رَحِيمًا] ความว่า "และพวกท่านอย่าทำลายตัวของพวกเจ้าเอง เพราะอัลลอฮฺทรงปรานีพวกเจ้าเสมอ”    (ซูเราะห์อัลนิซาอฺ อายะห์ที่ 29)

 [وَلَا تُسْرِفُوا ۚ إِنَّهُ لَا يُحِبُّ الْمُسْرِفِينَ]                        อัลลอฮฺ  ตรัสว่า

ความว่า “เจ้าอย่าได้สุรุ่ยสุร่าย แท้จริงอัลลอฮฺทรงไม่รักผู้สุรุ่ยสุร่าย” (อัลกุราอน 6 : 141)

อัลลอฮฺ  ตรัสว่า

 [...وَلَا تُبَذِّرْ تَبْذِيرًا  إِنَّ الْمُبَذِّرِينَ كَانُوا إِخْوَانَ الشَّيَاطِينِ ۖ وَكَانَ الشَّيْطَانُ لِرَبِّهِ كَفُورًا]

             ความว่า “และพวกเจ้าจงอย่าสุรุ่ยสุร่าย เพราะแท้จริงบรรดาผู้สุรุ่ยสุร่ายนั้นเป็นพวกพ้องของเหล่าชัยฏอน และชัยฏอนนั้นเนรคุณต่อพระเจ้าของมัน”  (อัลอิสรอฮฺ : 27)



            ชัยคฺ มุฮัมมัด อิบนุ อิบรอฮีม [الشيخ محمد بن إبراهيم]  กล่าวว่า บรรดานักวิชาการ ผู้อาวุโส ผู้เผยแผ่ศาสนธรรมอิสลามแห่งเมืองนัจดียะห์ และเมืองอื่น ๆ มีความเห็นสอดคล้องกันว่าการสูบบุหรี่เป็นสิ่งต้องห้าม(หะรอม) เป็นเวลานานมาแล้วกระทั่งถึงยุคสมัยของเราก็มีความเห็นตรงกันเหมือนเดิมเพราะไม่เป็นที่สงสัยถึงความน่ารังเกียจของมัน กลิ่นของมัน ภยันตราย การทำให้มึนซึม อันเนื่องมาจากการสูบบุหรี่ จึงต้องห้ามทั้งหลักฐานอัลกุรอาน ซุนนะฮฺ และเหตุผลทางสติปัญญา รวมถึงความเห็นของแพทย์ที่เชื่อถือได้[12]

            ชัยคฺ อับดุรเราะฮฺมาน นาศิร อัสสะอฺดีย์ [عبد الرحمن ناصر السعدي]  กล่าวว่า การสูบบุหรี่ การค้าบุหรี่ หรือการมีส่วนสนับสนุนส่งเสริมเพื่อการดังกล่าวเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) ไม่อนุญาตให้มุสลิมเข้าไปเกี่ยวข้อง สำหรับผู้ที่เคยเกี่ยวข้องไม่ว่าด้วยการสูบ การค้า หรือสนับสนุนส่งเสริม จะต้องเตาบะฮฺต่ออัลลอฮฺ I คือเลิกและไม่หวนกลับไปกระทำเช่นนั้นอีก เช่นเดียวกับการเลิกจากการกระทำชั่วอื่น ๆ เนื่องจากการสูบบุหรี่เป็นสิ่งต้องห้ามภายใต้หลักฐานตัวบทที่กล่าวไว้โดยกว้าง ๆ อยู่ภายใต้ถ้อยคำที่มีความหมายรวม เพราะมันเป็นภยันตรายทั้งในด้านศาสนา ด้านร่างกาย และด้านทรัพย์สิน ซึ่งหากเพียงด้านหนึ่งด้านใดก็เพียงพอที่จะถือเป็นสิ่งต้องห้าม แต่สำหรับบุหรี่เข้าไปอยู่ภายใต้หลักฐานต้องห้ามต่าง ๆ มากมาย[13]

            ดร. อะห์มัด อุมัร ฮาชิม [الدكتور أحمد عمر هاشم]  กล่าวว่า : “ด้วยประการทั้งปวง เรามีความเห็นว่า การสูบบุหรี่เป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) และจำเป็น(วายิบ)เหนือมุสลิมทุกคนที่จะร่วมกันต่อต้านพฤติกรรมการทำลายและมีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหาย เช่นนี้”[14]

            นอกจากคำวินิจฉัยชี้ขาดของบรรดานักวิชาการแต่ละท่านแล้ว ยังมีคำวินิจฉัยชี้ขาดของสำนักฟัตวาต่าง ๆ ในโลกมุสลิม ตลอดจนสำนักจุฬาราชมนตรีในประเทศไทย ได้อธิบายคำตอบไปในทิศทางเดียวกัน คือ บุหรี่เป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาด “หะรอม” เช่น

            คณะกรรมการฟัตวาแห่งอัลอัซฮัร อัชชะรีฟ   [لجنة الفتوى بالأزهر الشريف] มีมติว่า “การสูบบุหรี่ เป็นที่ประจักษ์แน่ชัดจากผู้เชี่ยวชาญและองค์การอนามัยโลกว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นสาเหตุของการเป็นโรคมะเร็งปอด และหลอดลม ทั้งส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินเพราะเป็นการใช้จ่ายที่ไม่ก่อประโยชน์ใด ๆ  การสูบบุหรี่จึงเป็นพฤติกรรมชั่วที่ต้องห้าม(หะรอม)”[15]

            สำนักฟัตวาแห่งอียิปต์ [ دار الإفتاء المصرية] อธิบายว่า “ปัจจุบันข้อมูลทางวิชาการยืนยันชัดเจนถึงภยันตรายของการใช้ยาสูบที่มีต่อชีวิตและทรัพย์สินจึงเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาด เพราะอิสลามมุ่งพิทักษ์รักษาสิ่งทั้งสอง อัลลอฮฺตรัสว่า [وَلَا تَقْتُلُوا أَنْفُسَكُمْ ۚ إِنَّ اللَّهَ كَانَ بِكُمْ رَحِيمًا] ความว่า "และจงอย่าฆ่าตัวของพวกเจ้าเอง แท้จริงอัลลอฮฺทรงเมตตาต่อพวกเจ้าเสมอ”    (ซูเราะห์อัลนิซาอฺ อายะห์ที่ 29)   และอัลลอฮฺตรัสว่า      [...وَلَا تُلْقُوا بِأَيْدِيكُمْ إِلَى التَّهْلُكَة...]  ความว่า “และจงอย่าโยนตัวของพวกเจ้าสู่ความพินาศ”  (บทอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะห์ที่ 195)[16]

            คณะกรรมการถาวรเพื่อการศึกษาวิจัยและฟัตวาแห่งประเทศซาอุดิอารเบีย  [اللجنة الدائمة للبحوث العلمية والإفتاء بالمملكة العربية السعودية]  ชี้ขาดว่า การบริโภคยาสูบต้องห้ามเด็ดขาด(หะรอม) การปลูกยาสูบต้องห้ามเด็ดขาด และการค้ายาสูบก็ต้องห้ามเด็ดขาด เนื่องจากมีภยันตราย ซึ่งต้องห้ามตามนัยแห่งหะดีษของท่านนบี ที่ว่า  [لا ضرر ولا ضرار] ความว่า "ไม่มีการก่อความเสียหายต่อตนเองและผู้อื่น[17] และเนื่องจากเป็นสิ่งเลวหรือน่ารังเกียจ  [الخبائث] ตามนัยแห่งอัลกุรอานที่ว่า [...وَيُحِلُّ لَهُمُ الطَّيِّبَاتِ وَيُحَرِّمُ عَلَيْهِمُ الْخَبَائِثَ... الآية]  ความว่า “และจะอนุมัติให้แก่พวกเขาซึ่งสิ่งดี ๆ ทั้งหลาย และจะให้เป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเขาซึ่งสิ่งเลวทั้งหลาย”[18] (บทอัลอะอฺรอฟ อายะห์ที่ 157)

สำนักจุฬาราชมนตรี ได้ออกคำวินิจฉัยทางศาสนา (ฟัตวา) ที่ 02/2549
เรื่อง บุหรี่ โดยระบุว่า “หลักการหนึ่งที่ศาสนาอิสลามให้การยอมรับคือ ไม่อนุญาติให้มุสลิมรับประทาน หรือ ดื่มและเสพสิ่งใด ๆ ที่จะทำให้เสียชีวิตโดยเร็วหรือช้าก็ตาม เช่น ยาพิษทุกชนิด และสิ่งที่ให้โทษหรือที่จะทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่น โดยอาศัยหลักฐานจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานที่ว่า

[وَلَا تَقْتُلُوا أَنْفُسَكُمْ ۚ إِنَّ اللَّهَ كَانَ بِكُمْ رَحِيمًا]

ความว่า "และท่านทั้งหลายอย่าทำลายชีวิตตนเอง เพราะอัลลอฮฺทรงปราณีพวกท่าน”    (ซูเราะห์อัลนิซาอฺ อายะห์ที่ 29)  

อัลลอฮฺตรัสว่า      [...وَلَا تُلْقُوا بِأَيْدِيكُمْ إِلَى التَّهْلُكَة...]   ความว่า  “และจงอย่าโยนตัวของพวกเจ้าสู่ความพินาศ”    (บทอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะห์ที่ 195)

                        ประกอบกับหลักฐานจากอัลหะดีษที่ว่า  [لا ضرر و لا ضرار]   ความว่า " จะต้องไม่ทำความเสียหายต่อตนเองและผู้อื่น "

                        ดังนั้น อาศัยหลักการดังกล่าวเราถือว่าการสูบบุหรี่เป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) เพราะเป็นที่ปรากฏแน่ชัดว่า การสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อผู้สูบและบุคคลใกล้ชิด ประกาศ ณ วันที่ 6 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2549 ตรงกับปฏิทินอิสลามวันที่ 6 เดือน ซอฟัร ฮ.ศ. 1427 [19]



2. นักวิชาการร่วมสมัยที่มีความเห็นว่าการบริโภคยาสูบเป็นสิ่งอนุมัติ (อัลมุบาหฺ)  เช่น ท่านอายาตุ้ลลอฮฺ อัลอุซมา อัลคูอีย์  [آيات الله العظمى أبو القاسم الخوئي] เป้นนักวิชาการที่ได้รับความนับถือของชาวชีอะฮฺอิมามียะฮฺ โดยท่านได้ตอบข้อคำถามเกี่ยวกับการสูบบุหรี่ที่ว่าเมื่อแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ ยืนยันว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆ มากมาย เช่น มะเร็งปอด หลอดลม และสมอง เช่นนี้จำเป็นหรือไม่ที่จะชี้ขาดว่าการสูบบุหรี่เป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาด(หะรอม) ในปัจจุบันทั้งนี้ไม่ว่ากรณีเริ่มสูบใหม่ครั้งแรกและการสูบครั้งถัดต่อไป ท่านคูอี้ย์ตอบว่า หากมีอันตรายที่ก่อผลร้ายได้ด้วยเพียงตัวมันเองจริงบุหรี่ก็เป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาด ทั้งกรณีเริ่มต้นสูบและการสูบครั้งต่อไป แต่ตามที่ปรากฏนั้นเห็นควรว่ายังไม่ถึงขั้นก่ออันตรายร้ายแรงได้ด้วยสารพิษที่มีอยู่ในตัวของมันเอง[20]        

ชัยคฺ หะสะนัยน์ มุฮัมมัด มัคลูฟ อดีตมุฟตีย์แห่งอียิปต์ กล่าวว่า “การบริโภคยาสูบ ตลอดจนการเพาะปลูก และการค้ายาสูบเป็นสิ่งอนุมัติ (มุบาหฺ) ยกเว้นในกรณีที่มีเหตุแทรกซ้อนผันแปรที่ทำให้หุกมฺเปลี่ยนแปลงไป กรณีเช่นว่านี้อาจทำให้การบริโภคยาสูบกลายเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) หรือเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ (มักรูฮฺ)ได้ เช่น กรณีเกิดภยันตรายต่อชีวิต หรือต่อทรัพย์สิน หรือส่งผลกระทบต่อการอุปการะเลี้ยงดูครอบครัว และผู้อยู่ภายใต้การปกครอง ในกรณีนี้ การสูบบุหรี่ก็จะกลายเป็นสิ่งต้องห้าม หรือเป็นสิ่งน่ารังเกียจได้แล้วแต่กรณี อยู่ที่ความรุนแรงมากน้อยของผลกระทบ แต่หากไม่มีผลกระทบหรือผลร้ายใด ๆ การบริโภคยาสูบก็ยังคงเป็นสิ่งอนุมัติ เพราะไม่มีหลักฐานตัวบทดังคำธิบายของอิบนุอาบิดีน และนักปราชญ์อีกหลายท่าน[21] (ในสมัยอดีต)


3. นักวิชาการร่วมสมัยที่มีความเห็นว่าการบริโภคยาสูบเป็นสิ่งน่ารังเกียจ(มักรูหฺ)

นักวิชาการร่วมสมัยที่มีความเห็นว่าการบริโภคยาสูบเป็นสิ่งน่ารังเกียจ (มักรูฮฺ) อาทิ ชัยคฺ หะสะนัยน์ มุฮัมมัด มัคลูฟ อดีตมุฟตีย์แห่งอียิปต์ โดยเฉพาะในกรณีที่ที่มีเหตุแทรกซ้อนที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย ต่อทรัพย์สิน หรือต่อการอุปการะเลี้ยงดูครอบครัวและผู้อยู่ภายใต้อุปการะเลี้ยงดู ไม่รุนแรงนัก การสูบบุหรี่ก็จะเป็นสิ่งน่ารังเกียจ” [22] กล่าวคือเป็นการน่ารังเกียจเฉพาะรายหรือกรณีที่ตกอยู่ในสภาพดังกล่าวเท่านั้น

ชัยคฺ หาซิม นายิฟ อะบู ฆอซาละฮฺ [الشيخ حازم نايف ابو غزالة]  ผู้อำนวยการดารุ้ลกุรอานอัลกะรีม แห่งจอร์แดน มีความเห็นว่าการบริโภคยาสูบเป็นเพียงสิ่งน่ารังเกียจ (มักรูฮฺ)เนื่องจากไม่ตัวบทอัลกุรอานหรือซุนนะฮฺบัญญัติไว้โดยตรง ส่วนโองการอัลกุรอานที่ว่า [...وَيُحَرِّمُ عَلَيْهِمُ الْخَبَائِثَ... الآية]  ความว่า “และจะให้เป็นที่ต้องห้ามสำหรับพวกเขาซึ่งสิ่งเลวทั้งหลาย” คำว่า “อัลเคาะบาอิษ” (สิ่งเลว)  เป็นคำที่มีความหมายกว้าง มิได้บ่งชี้ถึงการสูบบุหรี่เป็นการเฉพาะ แต่จะชี้ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องห้ามดังปรากฏในตัวบทที่ชัดเจน เช่น การดื่มสุราหรือสิ่งมึนเมา การเล่นการพนัน การผิดประเวณี การกินดอกเบี้ย และอื่น ๆ เราจึงไม่อาจตัดสินได้ว่าการบริโภคยาสูบหรือสูบบุหรี่เป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) เพียงแต่เราขอเตือนพี่น้องผู้เสพติดบุหรี่ทั้งหลายให้เลิกบุหรี่และให้ออกห่างไกลจากยาสูบ เพราะมันก่อให้เกิดผลเสียหายและภัยอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง[23]


4. นักวิชาการร่วมสมัยบางท่านเห็นว่าการบริโภคยาสูบไม่เป็นสิ่งต้องห้าม(หะรอม) หรือน่ารังเกียจ(มักรูฮฺ) แต่เป็นสิ่งชั่วร้าย (มุงกัร)

อะหมัด ศุบฮิ มันศูร [ أحمد صبحي منصور] มีความเห็นที่แตกต่างจากบรรดานักวิชาการที่กล่าวมาข้างต้น โดยเห็นว่าการกำหนดศาสนบัญญัติอิสลามหรือหุกมฺต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นเอกสิทธิ์แห่งอัลลอฮฺ I เท่านั้น มนุษย์ไม่มีสิทธิ์ที่จะกำหนดหรือแม้แต่ใช้ความคิดเห็นว่าสิ่งใดเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาด (หะรอม) เป็นสิ่งต้องห้ามไม่เด็ดขาด (มักรูฮฺ) หรือสิ่งใดเป็นสิ่งอนุมัติ(มุบาหฺ) ตราบเท่าที่ยังไม่มีตัวบทระบุไว้โดยเฉพาะ แม้ว่ามนุษย์จะได้รับอนุญาตให้กระทำในส่วนที่เกี่ยวกับศาสบัญญัติบ้าง เช่น การอนุญาตให้ถือปฏิบัติตามหลักจารีตประเพณีอันดีงาม [العرف]  การให้รณรงค์กระทำในสิ่งที่เป็นความดี [المعروف] และยับยั้งสิ่งที่เป็นความชั่ว [المنكر] ซึ่งทั้งสิ่งที่ดี และชั่ว ตลอดจนจารีตประเพณีนั้นอยู่ในขอบข่ายที่มนุษย์ต่างเห็นพ้องต้องกัน และศาสนบัญญัติส่วนหนึ่งก็ได้ถูกกำหนดไปตามนั้น แต่ดังกล่าวนี้มิได้เลยเถิดไปถึงการอนุญาตให้มนุษย์กำหนดสิ่งใดเป็นสิ่งต้องห้าม หรือสิ่งใดเป็นสิ่งอนุมัติด้วยลำพังความคิดเห็นของมนุษย์เอง มนุษย์จึงต้องจำกัดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นอยู่ในขอบเขต “ความดี” และ “ความชั่ว” เท่านั้น ส่วนจะเป็นสิ่งต้องห้าม [الحرام] หรืออนุมัติ [المباح] นั้น เป็นเอกสิทธิ์แห่งอัลลอฮฺ I

อย่างไรก็ตาม ท่านอะหมัด ศุบฮิ มันศูร มีความเห็นว่า  “เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องตรากฎหมายห้ามปรามเรื่องบุหรี่ โดยเพียงถือว่าเป็นสิ่งชั่วช้าที่น่ารังเกียจ [المنكر] มิใช่ถือเป็นสิ่งต้องห้าม [الحرام]  และในขณะเดียวกันกฎหมายต้องวางอยู่บนรากฐานของความเป็นกลางและความยุติธรรม เพื่อป้องกันภยันตรายและสร้างประโยชน์สุขแก่สังคมส่วนรวม ทั้งจะต้องไม่ลิดรอนสิทธิส่วนบุคคล” [24]



[1] ดู http://web.macam.ac.il/~tawfieq/smoking.htm   (18 กรกฎาคม 2552).

[2] อิบนุ อับดุลลอฮฺ อิบนุบาซ. مجموع فتاوى ومقالات متنوعة   เล่ม 6 หน้า 30 (ออนไลน์) สืบค้นได้จาก http://www.binbaz.org.sa/books/list (18 กรกฎาคม 2552).

[3] ดู http://audio.islamweb.net/audio/index.php?page=FullContent&audioid=109270 (18 กรกฎาคม 2552)”

[4] ดู http://www.almenhaj.net/makal.php?linkid=1742 (18 กรกฎาคม 2552).

[5] ชัยคฺ อะฏียะห์ ศ็อกรฺ.  สืบค้นได้จาก http://www.islamset.com/arabic/ahip/adict/smoking.html (18 กรกฎาคม 2552).

[6] ชัยคฺ อับดุลญะลีล ชะละบีย์.  สืบค้นได้จาก http://www.islamset.com/arabic/ahip/adict/smoking.html (18 กรกฎาคม 2552).

[7] ชัยคฺ มุศฏอฟา มุฮัมมัด อัลหะดีดีย์ อัฏฏอยรฺ.  สืบค้นได้จาก http://www.islamset.com/arabic/ahip/adict/smoking.html   (18 กรกฎาคม 2552).

[8] กระทรวงศาสนสมบัติและกิจการอิสลาม. ولا تقتلوا أنفسكم   หน้า 29-31. ประเทศกาตาร์ : อิดาเราะตุดดะวะฮฺ  2006.  ดู

    http://www.ibnothaimeen.com/all/noor/article_7804.shtml .  (19 กรกฎาคม 2552).

[9] ดู http://www.alkeltawia.com/vb/showpost.php?p=1489&postcount=1 (18 กรกฎาคม 2552).

[10] ชัยคฺ มะหฺมูด ชัลตูต. فتاوى شرعية.  หน้า 354. อ้างโดย อัลกอรอฎอวีย์ ยูซุฟ.فتاوى معاصرة  . เล่ม 1 หน้า 661. พิมพ์ครั้งที่ 7.

[11] http://www.islamonline.net/iol-arabic/dowalia/alhadath2000-may-18/alhadath3.asp.

[12] ชัยคฺ มุฮัมมัด อิบนุ อิบรอฮีม. فتوى في حكم شرب الدخان  . หน้า 1-15. กรุงริยาฎ : มักตะบะฮฺอัลมะอาริฟ. 1985.

[13] ชัยคฺ อับดุรเราะห์มาน นาศิร อัสสะอฺดีย์ .فتوى في حكم شرب الدخان .  หน้า 24-31  กรุงริยาฎ .มักตะบะฮฺอัลมะอาริฟ. 1985.

[14] อะห์มัด อุมัร ฮาชิม.  الحكم الشرعي في التدخين  (ออนไลน์) สืบค้นได้จาก http://www.islamset.com/arabic/ahip/adict /smoking2.html (10 กรกฎาคม 2552).

[15] ดู หนังสือพิมพ์ الجمهورية  . ฉบับวันที่  22 เมษายน ค.ศ. 1979.   สืบค้นได้จากhttp://www.gulfson.cm,jkkkkkkiiiiom /vb/f19/t91128/ (18 กรกฎาคม 2552).

[16] ดู  http://www.nosmoke.20m.com/r6/2.htm.

[17] บันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ

[18] http://www.new7ob.com/smoking/5.php.

[19] ดู http://www.timawing.org/forum/index.php?topic=101.0.

[20] ดู http://www.al-khoei.us/fatawa1/index.php?id=385. (ออนไลน์) (21 กรกฎาคม 2552).

[21] หะสะนัยนฺ มุฮัมมัด มัคลูฟ. .فتاوى شرعية وبحوث إسلامية   เล่ม 2. หน้า 112-113. กรุงไคโร : ดารุ้ลกิตาบอัลอะรอบีย์,  1951.

[22] หะสะนัยนฺ มุฮัมมัด มัคลูฟ. .فتاوى شرعية وبحوث إسلامية   เล่ม 2. หน้า 112-113. กรุงไคโร : ดารุ้ลกิตาบอัลอะรอบีย์,  1951.

[23] ชัยคฺ หาซิม นายิฟ อะบู ฆอซาละฮฺ. (ออนไลน์)  http://www.addustour.com/ViewTopic.aspx?ac=%5COpinionAndNotes%5C2008%5C01%5 CopinionAndNotes_issue107_day25_id20772.htm    (13 พฤษภาคม 2552).

[24] ดู http://www.ssrcaw.org/ar/show.art.asp?aid=151595. (ออนไลน์) (7 เมษายน  2552).

คำสำคัญ (keywords): การสูบบุหรี่ในมุสลิมของนักวิชาการมุสลิม, บุหรี่, ยาสูบ
· เลขที่บันทึก: 334672
· สร้าง: 08 กุมภาพันธ์ 2553 07:02 · แก้ไข: 18 มิถุนายน 2555 16:47
· ผู้อ่าน: แสดง · ดอกไม้: 0 · ความเห็น: 3 · สร้าง: มากกว่า 2 ปี ที่แล้ว
· สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน

อิสลามในเรื่องยาเสพติด


                     แน่นอนไม่มีความขัดแย้งใดๆว่ายาเสพติดและการเสพยาเสพติด ว่ามันดป็นสิ่งต้องห้าม(หะรอม) และเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นประเภทเครื่องดื่มเช่น สุรา น้ำกระท่อม หรือไม่ได้เป็นประเภทเครื่องดื่ม เช่น ยาสลบ กัญชา ยาบ้า  และสิ่งอื่นๆที่เป็นยาเสพติดให้โทษทั้งหลาย เพราะยาเสพติดเหลานี้จะนำไปสู่อันตรายต่อร่างกาย และสร้างความเสียหายเกิดขึ้นอย่างมากมาย และมันเป้นตัวทำลายประสาท และทำรายร่างกาย รวมทั้งทำลายทุกอย่างด้วย

รายงานจากท่านอิบนุ อุมัร ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม เล่าว่า ท่านนบมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"ทุกๆสิ่งที่มึนเมาเป็นสุรา และทุกๆสิ่งมึนเมาก้เป็นที่ต้องห้าม" (บันทึกหะดิษโดยมุสลิม)

รายงานจากท่านหยิงอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา เล่าว่า ท่านนบมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"ทุกๆสิ่งมึนเมาเป็นที่ต้องห้าม และสิ่งที่ทำให้เมาแม้จะมีมากหรือน้อย หรือแค่กอบมือเดียว ก็ถือเป็นสิ่งที่ต้องห้าม" (บันทึกหะดิษโดยอัตตัรมีซีย์ ท่านกล่าวว่าเป้นหะดิษหะซัน)

รายงานจากท่านอิบนุซซุนนี เล่าว่า ท่านนบมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"สิ่งที่ส่วนมากของมันทำให้เมาแล้ว ส่วนน้อยของมันก็เป็นที่ต้องห้าม"(บรรดานักท่องจำหะดิษ ถือว่าหะดิษนี้เศาะเฮี๊ยะฮฺ)

ท่านชัยคุ้ลอิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของเขาชื่อ "อัลวิยาซะฮฺ อัชชัรอียะฮฺ สรุปว่า "แท้จริงกัญชา ฝิ่น เป็นที่ต้องห้าม ผู้ใดเสพมันจะต้องถูกลงโทษเช่นเดียวกับสุรา แต่มันเลวร้ายมากกว่าสุราในแง่ที่ว่ามันทำลาย สติปัญญา และบุคลิก นิสัย ....."

นักวิชาการสานมัซฮับหะนะฟีย์บางท่านได้กล่าวว่า "ใครก็ตามที่เขาพูดว่ากัญชาเป็นที่อนุมัติ เขาผู้นั้นเป็นพวกที่ไม่มีศาสนา นักอุตรกรรม"



والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

การบริโภคเต่าและสุนัขทะเลทราย




الفتوى 


الحمد لله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد: 
فالصحيح عند أهل العلم -إن شاء الله - جواز أكل السلحفاة بحرية كانت أو برية لأن الله جل وعلا يقول : (كلوا مما في الأرض حلالاً طيباً ).[ البقرة: 168]. مع قوله : (وقد فصل لكم ما حرم عليكم ). [الأنعام: 119]. ولم يفصل لنا تحريم السلحفاة فهي حلال كلها، وهذا مذهب فقهاء المدينة وكثير من أهل العلم، ومنهم من أجاز أكل البحرية دون البرية، ومن العلماء من منع أكلها مطلقاً. وأما الضبع فالصحيح عند أهل العلم أنها مباحة الأكل وهو الصحيح من مذهب الشافعية والحنابلة، وكره المالكية أكلها ولم يحرموه ، وقال الحنفية بالتحريم. ودليل الإباحة: ما رواه أحمد وأبو داود والنسائي وابن ماجه والترمذي من حديث جابر بن عبد الله أنه سئل عن الضبع فأمر بأكلها فقيل له : أصيد هي؟ فقال : نعم، فقيل له : أسمعته من رسول الله صلى الله عليه وسلم ؟ قال: نعم .[ وقال الترمذي حسن صحيح] . والله تعالى أعلم 



มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ และขอให้พรและควาสันติสุขจงประสบแด่รซูลุลลอฮ และดังนั้น 


ที่ถูกต้องในทัศนะของนักวิชาการ – อินชาอัลลอฮ 
อนุญาตให้รับประทานเต่า ไม่ว่าจะเป็นเต่าทะเลหรือเต่าบก เพราะอัลลอฮ ผู้ทรงเกรียงไกร ผู้ทรงสูงส่ง ตรัสว่า 
(พวกเจ้าจงจงบริโภคสิ่งอนุมัติที่ดี ๆ จากสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน) – อัลบะเกาะฮเราะ/168 ,พร้อมกับคำตรัสของพระองค์ที่ว่า (ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงแจกแจงแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งสิ่งที่พระองค์ได้ทรงห้ามแก่พวกเจ้า) และพระองค์ไม่ได้ทรงแจกแจงแก่เราว่าเตาเป็นที่ต้องห้าม เพราะฉะนั้น มันเป็นสิ่งที่หะลาล ทั้งหมด และนี้คือ มัซฮับฟุเกาะฮาอฺ(นักนิติศาสตร์อิสลาม)แห่งมะดีนะฮ และบรรดานักวิชาการส่วนมาก และส่วนหนึ่งจากพวกเขา คือ ผู้ที่อนุญาตให้บริโภคเต่าทะเลได้แต่ไม่อนุญาตเต่าบก และส่วนหนึ่งจากอุลามาอฺ ห้ามบริโภคมันทั้งหมดโดยไม่มีข้อแม้ และสำหรับสุนัขทะเลทรายนั้น ที่ถูกต้อง(เศาะเฮียะ)ในทัศนะของนักวิชาการ นั้นอนุญาตให้บริโภคได้ และมันเป็นทัศนะที่ถูกต้องจากมัซฮับของนักวิชาการสายชาฟิอียะฮและหะนาบะฮละฮ และนักวิชาการสายมาลิกียะฮ กล่าวว่าเป็นมักรูฮ และพวกเขาไม่ได้ถือว่ามันเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม)และนักวิชาการสายหะนะฟียะฮ กล่าวว่า หะรอม(ห้ามบริโภค) และหลักฐานที่แสดงว่า อนุญาต(ให้บริโภคเนื้อสุนัขทะเลทรายได้)คือ 
หะดิษรายงานโดย อิหม่ามอะหมัด,อบูดาวูด,นะสาอีย์อิบนุมาญะฮและอัตติรมิซีย์ จากญาบีร บิน อับดุลลอฮว่า “เขาถูกถามเกี่ยวกับสุนัขทะเลทราย แล้วเขาใช้ให้บริโภคมัน และมีผู้ถามเขาว่า “ท่านได้ล่ามันเองหรือ ? เขา(ญาบีร)ตอบว่า “ครับ”และมีผู้ถามเขาว่า “ท่านได้ยินมันจากรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมหรือ? เขา(ญาบีร บิน อับดุลลอฮ) กล่าวตอบว่า “ครับ”
(อิหม่ามอัตติรมิซีย์กล่าวว่า เป็นหะดิษหะซัน อีกทั้งเศาะเฮียะ) - 





السلحفاة نوعان: بحرية، وبرية 
فأما البحرية منها، فيجوز أكلها لعموم قوله تعالى: (أُحِلَّ لَكُمْ صَيْدُ الْبَحْرِ) المائدة:96 . 
ولقوله صلى الله عليه وسلم: "هو الطهور ماؤه، الحل ميتته" رواه أصحاب السنن . 
قال البخاري في كتاب الذبائح والصيد: باب قول الله تعالى: (أُحِلَّ لَكُمْ صَيْدُ الْبَحْرِ)، ثم قال رحمه الله: ولم ير الحسن بالسلحفاة بأساً. والأحوط أن تذبح خروجا من الخلاف 
وأما السلحفاة البرية، فلا يجوز أكلها، إلا بعد ذبحها . 
قال ابن قدامة: كل ما يعيش في البر من دواب لا يحل بغير ذكاة، كطير الماء، والسلحفاة... وقال أحمد: كلب الماء يذبح، ولا أرى بأساً بالسلحفاة إذا ذبح ، والرق يذبح. (والرق: السلحفاة العظيمة، كما جاء في فقه اللغة للثعالبي 


والله أعلم 


ดร. อับดุลลอฮ อัลฟะกีฮ มุชัรรอฟ แห่งเว็บ อัลฟัตวาอัลฟิกฮียะฮ กล่าวว่า 
เตานั้น แบ่งออกเป็นสองชนิด คือ เต่าทะเล และเต่าบก สำหรับ เต่าทะเลนั้น อนุญาตให้บริโภคมันได้ เพราะคำตรัสของอัลลอฮ ที่ตรัสเอาไว้แบบกว้างๆว่า (ได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้า ซึ่งสัตว์ล่าในทะเล) – อัลมาอิดะฮ/96 


และเพราะท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า (น้ำทะเลนั้นสะอาด,สัตว์ทะเลที่ตายนั้นหะลาล” –รายงานโดย บรรดาเจ้าของสุนัน 


อัลบุคอรีย์ ได้กล่าวเอาไว้ใน เรื่อง อัซซะบาเอียะหฺวัศศอ็ยดุ บทว่า ด้วยคำตรัสของอัลลอฮตะอาลาที่ว่า(ได้ถูกอนุมัติแก่พวกเจ้า ซึ่งสัตว์ล่าในทะเล) หลังจากนั้นท่านอิหม่ามบุคอรีกล่าวว่า “ อัลหะซัน(อัลบัศรีย์) ไม่เห็นว่าเต่านั้น เป็นสิ่งเลวร้าย (หมายถึงเป็นสิ่งต้องห้าม) และที่ปลอดภัยที่สุด ควรเชือดเสียก่อน เพื่อให้ออกจากกรณีการขัดแย้งของนักวิชาการ(คิลาฟ) และสำหรับ เต่าที่อยู่บนบกนั้น ไม่อนุญาตให้บริโภคมัน นอกจากหลังจากเชือดมันเท่านั้น 


อิบนุกุดามะฮ กล่าวว่า “ ทุกสิ่งที่ดำรงชีวิตอยู่บนบก จากบรรดาสัตว์ ไม่อนุญาต(ให้บริโภค)โดยปราศจากการเชือด เช่น นกน้ำ และเต่า.... 


อิหม่ามอะหมัด กล่าวว่า “หมาน้ำ นั้น ต้องเชือดเสียก่อน และข้าพเจ้าไม่เห็นว่าเต่านั้น เลวร้าย(ต้องห้าม) เมื่อมันได้ถูกเชือดแล้ว และ อัรรอ็ก นั้น ต้องเชือดเสียก่อน (อัรรอ็ก คือ เต่าทะเลขนาดใหญ่)(1) ดังปรากฏใน หนังสือฟิกฮุลลุเฆาะฮ ของ อัษษะอาละบีย์ – 


วัลลอฮุอะอฺลัม 



หลักการต่างๆ เกี่ยวกับอาหารฮาลาล




ฮาลาลด้วยตัวของมันเอง ลักษณะฮาลาล ณ ที่นี้ หมายถึง 
- ต้องไม่เป็นนะญิส(สิ่งสกปรก) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท 
1) นะญิส มุค็อฟฟะฟะฮฺ (เบา) ได้แก่ ปัสสาวะเด็กชายอายุไม่เกินสองปีที่กินแต่นมแม่ 
2) นะญิส มุตะวัสสิเฏาะฮฺ (ปานกลาง) ได้แก่ อุจจาระ ปัสสาวะ เลือด มูลสัตว์ ซากสัตว์ และอื่นๆ 
3) นะญิส มุฆ็อลละเซาะฮฺ (หนัก) ได้แก่ สุกรและสุนัข 
- ต้องไม่เป็นสัตว์ที่มีเขี้ยว งา และกรงเล็บที่แข็งแรง และใช้อวัยวะดังกล่าวนั้นในการหาอาหาร เช่น สิงโต เสือ หมี ช้าง และสัตว์อื่น ๆที่มีลักษณะคล้ายกันนี้รวมถึงนกทุกชนิดที่มีกรงเล็บ เช่น แร้ง เหยี่ยว เป็นต้น 
- ต้องไม่เป็นสัตว์ที่ไม่อนุญาตให้ฆ่าตามหลักการศาสนาอิสลาม เช่น มด และนกหัวขวาน 
- ต้องไม่เป็นสัตว์ที่พิจารณาโดยทั่วไปแล้วว่าเป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจ เช่น เหา แมลงวัน หนอน ค้างคาว และสัตว์อื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน 
- ต้องไม่เป็นสัตว์เลื้อยคลานหรือมีพิษร้าย เช่น กิ้งก่า งู และและสัตว์อื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน 
- ต้องไม่เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 


อัลลอฮฺได้ตรัสในบทที่ 2 อัลบะเกาะเราะฮฺ โองการที่ 173 ว่า 
﴿إِنَّمَا حَرَّمَ عَلَيْكُمُ الْمَيْتَةَ وَالدَّمَ وَلَحْمَ الْخِنزِيرِ وَمَا أُهِلَّ بِهِ لِغَيْرِ اللهِ﴾ (البقرة : 173) 
ความว่า แท้ริงพระองค์ทรงห้ามรับประทานซากสัตว์ เลือด เนื้อสุกร และสัตว์ที่เชือดเพื่อสิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ 


ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวความว่า ท่านรอซูลศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้ห้ามรับประทานสัตว์ที่มีเขี้ยวและนกที่มีกรงเล็บ (บันทึกโดยมุสลิม 3574) 


สัตว์ที่อยู่ในทะเลกินได้ทั้งหมดจริงหรือ เช่นปลาฉลาม จระเข้น้ำเค็มในทะเล 


هو طهور ماؤه الحل ميتتة 
ทะเลนั้นน้ำของมันสะอาดสัตว์ทะเลที่ตาย(ซากสัตว์) ก็เป็นที่อนุมัติ 
เพราะฉนั้นสัตส์ที่ตายในทะเลถือว่าอนุญาติให้รับประทานได้ 
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวความว่า ท่านรอซูลศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้ห้ามรับประทานสัตว์ที่มีเขี้ยวและนกที่มีกรงเล็บ (บันทึกโดยมุสลิม 3574) 


ดังนั้นปลาฉลามและจรเข้ใช้เขี้ยวหาอาหาร จึงไม่อนุญาติให้รับประทานแม้จะอยู่ในทะเลก็ตาม 




ขอถามว่าสัตว์ที่จะนำมารับประทานนั้นมีเงื่อนไนอะไรบ้างครับ 
อาหารชนิดต่างๆ ที่เป็นสิ่งที่ต้องห้ามตามบทบัญญัติอิสลาม มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ดังต่อไปนี้ 


ก. อาหารต้องห้ามที่มีบทบัญญัติในอัลกุรอาน กล่าวไว้คือ 1. อาหารของบุคคลอื่น ซึ่งไม่ใช่อาหารของตนเอง โดยเขาไม่มีสิทธิ์ใดๆเลยในอาหารนั้น ดังที่อัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ ความว่า "สูเจ้าทั้งหลายอย่าได้รับประทาน ทรัพย์สินของสูเจ้าทั้งหลาย โดยมิชอบธรรม" และท่านนบียังได้กล่าวอีกว่า "บุคคลหนึ่งบุคคลใดอย่าได้รีดนมสัตว์ของอีกบุคคลหนึ่ง นอกจากจะได้รับอนุญาติจากเขาเสียก่อน" 2. ซากสัตว์ที่ตาย โดยมิได้เชือดอย่างถูกต้องตามศาสนบัญญัติ เช่น ถูกรัดคอตาย ถูกตีตาย ตกจากที่สูง ถูกสัตว์ที่มีเขาแทงตาย หรือถูกสัตว์ดุร้ายกัดกิน เป็นต้น 3. เลือดของสัตว์ที่พุ่งออกมาขณะทำการเชือด หรือการเจาะคอ ไม่ว่าเลือดนั้นมากหรือน้อยก็ตาม 4. เนื้อสุกร ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดๆของตัวสุกรทั้งหมดนั้นเป็นที่ต้องห้าม 5. สัตว์ที่เชือดโดยกล่าวสิ่งอื่นนอกจากพระนามของอัลลอฮ์ 6. สิ่งที่ถูกเชือดเพื่อการบูชายันต์ เป็นสิ่งต้องห้ามทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเชือดที่กุโบร์ หรือการเชือดเพื่อเป็นสื่อ (ตะวัซซุ้ล) ติดต่อกับอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ก็ตาม หลักฐานสิ่งต้องห้ามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น อัลลอฮ์ได้ทรงตรัสไว้ในอายะห์ที่ 3 ซูเราะห์อัลมาอิดะห์ ความว่า "เป็นสิ่งที่ต้องห้ามสำหรับสูเจ้าทั้งหลาย คือซากสัตว์ที่ตายแล้ว เลือดสุกร สัตว์ที่ถูกเชือดโดยมิได้กล่าวนามของอัลลอฮ์ สัตว์ที่ถูกเขาของสัตว์อื่นแทงตาย สัตว์ที่ถูกสัตว์ดุร้ายกันกัดกิน นอกจากเจ้าจะเชือดมัน (หรือกล่าวพระนามของอัลลอฮ์ขณะปล่อยไปล่าเหยื่อ) และสัตว์ที่ถูกเชือดเพื่อการบูชายันต์" 


ข. อาหารต้องห้ามที่มีตัวบทจากท่านร่อซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิว่าซัลลัม กล่าวไว้คือ 


1. "ลาบ้าน" (ลาที่อาศัยอยู่กับคนเลี้ยงไว้เพื่อใช้งาน) โดยมีรายงานท่านญาบิร ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุว่า "ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิว่าซัลลัม ได้ห้ามมิให้รับประทานเนื้อของลาบ้าน ในวันคอยบัร (สงครามคอยบัร) และอนุญาตให้รับประทานเนื้อของม้าได้" 


2. "ล่อ" ซึ่งกิยาสมาจากลาบ้านที่มีหลักฐานห้ามรับประทานจากฮะดิษในข้อ1 และในอัลกุรอานได้กล่าวไว้ในอายะห์ที่ 8 ซูเราะห์อันนะฮล์ ความว่า "และม้า ล่อ และลานั้น เผื่อสูเจ้าจะใช้โดยสารมัน และเป็นเครื่องประดับ (สำหรับสูเจ้า)" 


3. สัตว์ที่ใช้เขี้ยวจับสัตว์อื่นเป็นอาหาร เช่น สิงโต หมี เสือ ช้าง หมาป่า หมาจิ้งจอก เป็นต้น 


4. สัตว์ที่ใช้กรงเล็บจับสัตว์อื่นเป็นอาหาร เช่น เหยี่ยว อินทรี นกเค้าแมว เป็นต้น ดังที่ท่านอิบนิอับบาสรายงานว่า "ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิว่าซัลลัม ห้ามมิให้รับประทานสัตว์ที่มีเขี้ยวเล็บดุร้าย และนกที่ใช้กรงเล็บในการหาเหยื่อ" 


5. สัตว์ที่กินสิ่งสกปรกเป็นอาหาร โดยไม่อนุญาตให้รับประทานมันได้นอกจากขังมันไว้สักระยะหนึ่งแ และเช่นกัน น้ำนมของสัตว์นั้นๆ ดังมีฮะดิษจากอิบนุอุมัรได้กล่าวไว้ว่า ว่าท่านนบีทรงห้ามกินเนื้อของมันและนมของมัน จนกว่าจะขังมันไว้ให้ปลอดภัยจากนะยิสเสียก่อน