อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ณิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ณิน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ทำไมถึงห้ามเด็กๆ ออกนอกบ้านในขณะดวงตะวันลับขอบฟ้า หรือในเวลามักริบ?




 มักริบคือเวลาของการละหมาดฟัรดู 3 รอกาอัต ในขณะแผ่นดินกำลังจะเปลี่ยนช่วงเวลาจากกลางวันไปสู่กลางคืน เมื่อเข้าเวลามักริบ ผู้ใหญ่ คนเฒ่าคนแก่ ก็มักจะใช้ให้ลูกหลานเลิกเล่นและรีบกลับเข้าบ้านทันที เพราะพวกเขามีความเชื่อว่า ในช่วงเวลามักริบนั้น ชัยตอนและญินกำลังเพ่นพล่านอยู่ตามสถานที่ต่างๆ และหลังจากมักริบพวกเขาถึงจะปล่อยให้ลูกหลานออกจากบ้านได้ ข้อห้ามนี้ได้ถูกห้ามกันมาตั้งแต่โบราณในอดีตกาลจากคนเฒ่าคนแก่จากรุ่นสู่รุ่น โดยที่เราหารู้ไม่ว่า ข้อห้ามเหล่านี้

 แท้จริงแล้วได้มีระบุในฮาดีษของท่านร่อซูลุลลอฮ์ ดังที่ท่านร่อซูลุลลอฮ์ได้กล่าวไว้ว่า
 “ท่านทั้งหลายอย่าได้ปล่อยให้ลูกหลานของท่านอยู่นอกบ้านในขณะที่ดวงตะวันลับขอบฟ้าจนกระทั่งมืดเข้าสู่ยามค่ำคืน เพราะชัยตอนจะแตกเป็นเสี่ยง เมื่อดวงอาทิตย์จะตกจนกระทั่งมืดมิดของเวลากลางคืน” (รายงานโดย มุสลิม)

และท่านร่อซูลุลลอฮ์ยังได้กล่าวไว้ในซอเฮียะห์มุสลิมอีกว่า
 “หากช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์จะตกและเริ่มมืด จงดูแลทารกน้อยให้ดี เพราะอิบลีสจะเริ่มการหลอกหลอนในช่วงเวลานั้น หากช่วงเวลาที่ช่วงเวลานั้นผ่านไป ก็จงปล่อยพวกเขา, จงใส่กลอนประตูบ้าน และกล่าวพระนามของอัลลอฮ์ เพราะชัยตอนไม่สามารถเปิดประตูที่ปิดไว้ได้ และจงปิดภาชนะใส่น้ำของท่านทั้งหลายให้สนิท และกล่าวพระนามของอัลลอฮ์ และจงปิดภาชนะอาหารของท่านทั้งหลายพร้อมกับกล่าวพระนามของอัลลอฮ์ แม้ว่าท่านต้องการได้สิ่งนั้นก็ตาม”

 ท่าน ศ.ดร. Osly Rachman ได้เขียนไว้ในหนังสือของท่านที่มีชื่อว่า “The Science Of Solat” โดยท่านได้ชี้แจงไว้ว่า ในช่วงเวลามักริบ โลกจะเปลี่ยนเป็นแสงสเปกตรัมเป็นสีแดง แสงนี้จะมีคลื่นรังสี EM (electromagnet) ซึ่งประกอบไปด้วย สเปคตรัมสีต่างๆ และในแต่ละสีของสเปคตรัม ก็จะมีพลังงานคลื่นความถี่ที่แตกต่างกัน โดยในช่วงเวลามักริบ หรือช่วงเวลาที่ดวงตะวันจะลับขอบฟ้านั้น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสเปคตรัมคลื่นความถี่ ตามคลื่นความถี่ของอิบลีสและญิน นั่นก็คือ คลื่นความถี่ของสเปคตรัมสีแดง ในช่วงเวลานี้ ญินและอิบลีส จะมีพลังงานมากเนื่องจากมีได้รับคลื่นความถี่ตรงตามสเปคตรัมของแสงสีแดง  ดังนั้นในช่วงเวลามักริบจึงเกิดคลื่นความถี่ที่เป็นสัญญาณทับซ้อน จนบางครั้งอาจก่อให้เกิดภาพหลอนหรือภาพลวงตาได้ในช่วงเวลานั้น

ในอิสลาม ช่วงเวลามักริบ คือ ช่วงเวลาที่ชัยตอนกำลังมาพร้อมกับความมืดกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป เพื่อหาสถานที่พักพิงและหลบซ่อน เพราะมีชัยตอนบางตัว ก็จะเกิดความกลัวต่อความชั่วร้ายของชัยตอนตัวอื่น จนทำให้พวกมันต้องวิ่งหาสิ่งคุ้มกันหรือเกราะป้องกันพวกมันจากชัยตอนที่ร้ายกาจตัวอื่น ดังนั้น พวกมันจึงได้คลื่นไหวด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ ชัยตอนบางตัวก็จะหลบซ่อนอยู่ในภาชนะที่ว่างเปล่า หลบซ่อนอยู่ในบ้านร้าง บางตัวก็จะหลบซ่อนอยู่กับกลุ่มคนที่นั่งกระจัดกระจายอยู่ในเวลานั้น เฉพาะผู้ที่มีพลังความเข้มแข็งเท่านั้นที่จะปลอดภัยจากการหลบซ่อนของชัยตอนในร่างกาย

ดังนั้น ทารกและ เด็กๆที่ยังอ่อนแอ จึงง่ายต่อการที่อิบลีสชัยตอนจะเข้าหลบซ่อนในร่างกาย จึงทำให้เด็กที่ถูกรบกวนจากชัยตอนเกิดอาการต่างๆต่าง ไม่ว่าจะร้องไห้งองแงโดยไม่ทราบสาเหตุ ในช่วงเวลามักริบ เรายังถูกใช้ให้ห่างไกลจากสัตว์เลี้ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแมว, นก หรือในขณะขับรถ ก็ควรลดความเร็วลง เนื่องจากในเวลานั้น อาจจะมีสุนัขหรือสัตว์อื่นๆกำลังถูกชัยตอนเข้าสิง จนทำให้พวกมันวิ่งกระจัดกระจายด้วยความกลัว และเช่นกัน ก็ไม่ควรเดินอยู่ตามลำพัง หรือนั่งอยู่คนเดียวในสถานที่เปลี่ยว หรือขว้างปาก้อนหิน เข้าในห้องน้ำ หรือในสวน หรือในทะเล



ชัยฏอน รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของชัยฏอน ที่มุสลิมทุกคนควรรู้



งานใหญ่ของมัน(ชัยฏอน)คือ ทำทุกวิธีไม่ให้มนุษย์ กราบไหว้พระผู้สร้าง อยากให้อ่านเเล้วปรับเเผนให้ทันเลห์เหลี่ยมมัน ชัยฏอน หรือ อิบลีส เป็นนามของญินตนหนึ่งที่หลอกลวงให้อาดัมและเฮาวาอ์ภรรยา ต้องออกจากสวนสวรรค์ และสาบานว่าจะตามล้างตามผลาญลูกหลานมนุษย์จนถึงวันโลกาวินาศ ในไบเบิลเรียกว่า ซาตาน ชัยฏอน อาจจะหมายถึง มารร้ายตนอื่น ๆ ที่เป็นพรรคพวกของอิบลีสก็ได้ คำว่า "ซาตาน" ในภาษายุโรปเป็นคำที่ยืมมาจากคำว่า "ชัยฏอน" ในภาษาอาหรับ
ช่องทางที่ทำให้ชัยฏอนสมความปรารถนา 1. ความโกรธและกระทำตามอารมณ์
ความโกรธจะทำลายความรับผิดชอบชั่วดี เมื่อมนุษย์มีความโกรธ เขาจะกลายเป็นของเล่นของชัยฏอน เสมือนฟุตบอลที่เป็นของเด็กเล่น 2. ความอิจฉาริษยา และความตระหนี่ (ละโมภ)
เมื่อบ่าวของพระองค์คนใดมีความตระหนี่ ตาของเขาจะมืดบอดและหูหนวกต่อการรักษาทรัพย์สินนั้น ถึงแม้จะทำให้ผู้เป็นเจ้าของต้องตกอยู่ในความผิดก็ตาม

การตระหนี่ การอิจฉาริษยา เเละการหยิ่งยะโส ซึ่งการหยิ่งยะโสนั้น เป็นสาเหตุที่ห้ามไม่ให้อิบสิสก้มสุญุดต่อท่านอาดัม ความตระหนี่เป็นเหตุให้อาดัมต้องถูกอัปเปหิออกจากสวรรค์ ความอิจฉาเป็นสาเหตให้บุตรชายของอาดัมต้องฆ่าน้องชายตัวเอง

3. ความอิ่มจากการทานอาหาร ถึงแม้อาหารนั้นจะเป็นอาหารที่ฮาลาล แต่เนื่องจากความอิ่ม จะทำให้ความต้องการทางเพศมากขึ้น และความต้องการทางเพศเป็นอาวุธสำคัญของชัยฏอน
ท่านวาฮีบ บิน อัลวัรด กล่าวว่า พวกเราได้ยินว่า แท้จริงอิบลิสผู้สกปรกได้เข้าหาท่านนาบียะห์ยา บิน ซาการียา عليهما السلام และกล่าวกับท่านว่า แท้จริงฉันต้องการจะตักเตือนท่าน ท่านนาบีกล่าวว่า เจ้าโกหก ไม่ต้องมาเตือนอะไรฉัน แต่จงเล่าเรื่องราวของลูกหลานอาดัมให้ฉันฟัง
อิบลิสกล่าวว่า ในสายตาของพวกเราแล้ว จะแบ่งลูกหลานอาดัมออกเป็น 3 จำพวก
จำพวกที่หนึ่ง คือ พวกที่เรารับมามากที่สุด ซึ่งพวกนี้คือพวกที่เราหลอกลวงจนกระทั่งพวกเขาหลงผิด และเรามั่นใจว่าพวกเขาจะไม่กลับไปสู่แนวทางที่ถูกต้องอีก.. แต่ต่อมาพวกเขาก็ขออภัยโทษและกลับเนื้อกลับตัว พวกเขาจึงทำลายความพยายามของพวกเราจนสิ้นเชิง ซึ่งต่อมา เราก็จะเข้าหาเขาอีกครั้ง แต่อนิจจาเราไม่สามารถหลอกลวงเขาได้อีก พวกเขามิทำให้พวกเราสมความปรารถนาอีกต่อไป พวกเราจึงท้อแท้ที่จะพยายามหลอกลวงพวกเขาอีก

ส่วนจำพวกที่สอง คือ พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่อยู่ในกำมือของพวกเรา เป็นเสมือนลูกฟุตบอลสำหรับเด็กๆ ของพวกเรา เราจะชี้ทางให้เขาทำตามที่เราปรารถนา พวกเขาจึงกลายเป็นผู้ปฏิเสธเนื่องจากการหลอกลวงของพวกเรา

อีกจำพวกที่สาม คือ พวกเขาเหมือนๆ กับท่าน คือ เป็นกลุ่มชนที่ไม่มีบาป พวกเราไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้ ท่านนาบียะห์ยาจึงถามชัยฏอนว่า ดังนั้น เจ้าเคยยุแหย่อะไรฉันได้บ้าง? อิบลีส ตอบว่า ไม่เคย ยกเว้นเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น นั่นคือท่านเคยรับประทานอาหารที่ท่านชื่นชอบจนเกินอิ่ม และเข้านอนในค่ำคืนนั้นอย่างเต็มที่ จนไม่สามารถตื่นมาละหมาดเสมือนกับที่ท่านเคยปฏิบัติอยู่เสมอ
ท่านนาบียะห์ยากล่าวกับชัยตอนว่า ฉันจะไม่รับประทานอาหารจนอิ่มหนำอีกต่อไป จนกระทั่งชีวิตฉันจะหาไม่
อิบลีสผู้สกปรกจึงกล่าวกับท่านว่า ฉันจะไม่ตักเตือนลูกหลานอาดัมหลังจากท่านอีก

4. ความละโมภและความอยากได้สิ่งของจากผู้อื่น
เพราะเมื่อมนุษย์มีความละโมบและอยากได้สิ่งของจากผู้อื่น ชัยฏอนจะประดับประดาและยกย่องผู้ที่เขาอยากได้ ให้เขามีความรักต่อผู้ที่เขามีความหวัง ด้วยการเอาอกเอาใจ ยกย่องบูชาเพื่อหวังจะได้รับความดีความชอบ จนเป็นเสมือนบ่าวทาส

5. ความรีบเร่ง จนขาดความตั้งใจ
เนื่องจากความรีบเร่ง เป็นการเปิดโอกาสให้ชัยฏอนเข้าสู่มนุษย์ได้ง่ายดายขึ้นโดยที่เขาไม่รู้ตัว ทั้งนี้เนื่องจากความรีบเร่งมาจากชัยฏอน การพิเคราะห์พิจารณามาจากพระองค์อัลลอฮ์

6.การยึดมั่นในผู้รู้เพียงกลุ่มเดียว ทำตามอารมณ์ และทะเลาะเบาะแว้งกับบุคคลอื่นที่มีความคิดแตกต่างไปจากตน

7. เข้าใจมุสลิมด้วยกันอย่างผิดๆ
อัลลอฮ์ทรงตรัสว่า (ผู้ที่มีอีหม่านทั้งหลาย จงห่างไกลจากส่วนใหญ่ของการสงสัย แท้จริงการสงสัยบางอย่างนั้นเป็นบาป (จะได้รับการลงโทษ)...) อัลหุญุรอต อายะห์ที่ 12

8. การตระหนี่ และวิตกต่อความยากจน ท่านซุฟยานกล่าวว่า ชัยฏอนไม่มีอาวุธใดๆ เสมือนกับการกลัวความยากจน เมื่อผู้ใดรับมันเข้าไป ก็จะตกอยู่ในความผิดพลาด และหวงห้ามมิให้ผู้อื่นได้รับในสิทธิที่เขาพึงได้ พูดจาตามอารมณ์ และสงสัยในเรื่องของพระเจ้าในทางที่ไม่ดี
ท่านฮาติม อาซ็อม กล่าวว่า ไม่มีตอนเช้าวันไหน ยกเว้นชัยฏอนจะพูดกับฉันว่า ท่านจะรับประทานอาหารอะไร? จะสวมเสื้อผ้าตัวไหน? และจะอาศัยอยู่ที่ใด? ฉันตอบว่า ฉันจะกินอาหารเหมือนกับคนที่กำลังจะตาย จะใช้ผ้าที่ห่อศพเป็นเสื้อผ้าห่อหุ้มร่างกาย และจะใช้สุสานเป็นที่พักอาศัย

การสัมผัสของญินและชัยตอน
คำว่า المس ซึ่งมีความหมายว่า สัมผัสนั้นถูกนำมาใช้กับผู้ที่ถูกญิน ชัยตอน หรือมนต์ดำทำร้าย โดยการที่ญินหรือชัยตอนนั้นจะเข้าสิงสถิตอยู่ในร่างมนุษย์ และแน่นอนคำนี้ได้ถูกนำมาใช้ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านที่ว่า.... บรรดาผู้กินดอกเบี้ยนั้นจะไม่ทรงตัวยืนขึ้นได้ นอกเสียจากพวกเขาจะทรงตัวยืนประดุจดังผู้ที่ชัยตอนมารร้ายสิงสู่จากการสัมผัส (สิงสถิต) ได้รายงานมาจากท่านอิบนุอับบาสว่า แท้จริงมีหญิงคนหนึ่งมาพร้อมลูกชายของนาง แล้วนางก็ได้กล่าวว่า โอ้ท่านร่อซูลุ้ลลอฮฺ แท้จริงลูกชายของฉันคนนี้เป็นคนบ้า เขาจะมีอาการบ้าในตอนรับประทานอาหารกลางวัน และตอนรับประทานอาหารกลางคืน แล้วเขาก็ได้สร้างความเสียหายให้แก่เรา แล้วท่านร่อซู้ล (ศ็อลฯ) ก็ได้ลูบไปที่ตัวเด็กคนนั้นและขอดุอาให้กับเขา แล้วเด็กคนนั้นก็อาเจียนออกมาอย่างมาก สิ่งที่ออกมาจากท้องของเขาคล้ายกับลูกสัตว์สีดำ สาเหตุที่ญินจะมาสำผัสมนุษย์นั้นมีอยู่หลายสาเหตุ ซึ่งบางทีอาจเป็นเพราะญินนั้นมีความรักใคร่ต่อมนุษย์ผู้นั้น หรือไม่ก็เพราะต้องการที่จะล่อลวงให้หลงผิด และเนื่องจากดังกล่าวนี้ญินจะทำการล่อลวงมนุษย์ด้วยการสัมผัส(สิงสู่)ในร่างกายมนุษย์ พฤติกรรมอันชั่วร้ายของญินนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ นอกเสียจากมนุษย์จะต้องอยู่ในสภาพดังต่อไปนี้ โกรธจัด - กลัวจัด - ปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ - ห่างไกลจากแนวทางของอัลลอฮฺ - หลงลืมอัลลอฮฺ - หวีดร้อง - ตบหน้าตัวเอง - การเข้าไปในกุโบร์ในยามค่ำคืน การสิงสู่ของญินนั้นมีขึ้นหลายรูปแบบ ซึ่งบางทีมันจะสิงสู่โดยการควบคุมประสาททั้งหมดของร่างกายมนุษย์ นั่นหมายถึงมันได้ควบคุมร่างกายทั้งหมด บางทีมนุษย์อาจถูกสิงสู่ในอวัยวะเพียงบางส่วน บางทีอาจจะสิงสถิตอยู่เป็นระยะเวลานาน หรือเพียงไม่กี่นาทีซึ่งจะมาในรูปของฝันร้าย...

ฝันดี มาจากอัลลอฮฺ ฝันร้าย มาจากชัยฏอน

 ขอขอบคุณข้อมูลจาก อิศรา โต๊ะการิม


วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ดุอาอ์จากอัลกุรอาน เมื่อโดนญิน

1. ซูเราะห์ ฟาติฮะห์


ความว่า
1- ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
2- การสรรเสริญทั้งหลายนั้น เป็นสิทธิของอัลลอฮฺผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก
3- ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
4- ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งวันตอบแทน
5- เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์เคารพอิบาดะฮฺ  และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์ขอความช่วยเหลือ
6- ขอพระองค์ทรงแนะนำพวกข้าพระองค์ซึ่งทางอันเที่ยงตรง
7- (คือ) ทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงโปรดปราณแก่พวกเขา มิใช่ในทางของพวกที่ถูกกริ้ว และมิใช่ทางของพวกที่หลงผิด


2. ซูเราะห์ บากอเราะห์  อายะห์ 102



ความว่า
102- และพวกเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่บรรดาชัยฏอน ในสมัยสุลัยมานอ่านให้ฟัง และสุลัยมานหาได้ปฏิเสธการศรัทธาไม่ แต่ทว่าชัยฏอนเหล่านั้นต่างหากที่ปฏิเสธการศรัทธา โดยสอนประชาชนซึ่งวิชาไสยศาสตร์และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่มะลาอิกะฮ์ทั้งสอง คือ ฮารูต และมารูต ณ เมืองบาบิล และเขาทั้งสองจะไม่สอนให้แก่ผู้ใดจนกว่าจะกล่าวว่า แท้จริงเราเพียงเป็นผู้ทดสอบเท่านั้น ท่านจงอย่าปฏิเสธการศรัทธาเลย แล้วเขาเหล่านั้นก็ศึกษาจากเขาทั้งสอง สิ่งที่พวกเขาจะใช้มันยังความแตกแยกระหว่างบุคคลกับภรรยาของเขา และพวกเขาไม่อาจทำให้สิ่งนั้นเป็นอันตรายแก่ผู้ใดได้ นอกจากด้วยการอนุมัติของอัลลอฮฺเท่านั้น และพวกเขาก็เรียนสิ่งที่เป็นโทษแก่พวกเขา และมิใช่เป็นคุณแก่พวกเขา และแท้จริงนั้นพวกเขารู้แล้วว่าแน่นอนผู้ที่ซื้อมันไว้นั้น ในปรโลกก็ย่อมไม่มีส่วนได้ใด ๆ และแน่นอนเป็นสิ่งที่ชั่วช้าจริง ๆ ที่พวกเขาขายตัวของพวกเขาด้วยสิ่งนั้น หากพวกเขารู้


3. อายะห์ กุรซียฺ  (ซูเราะห์ บากอเราะห์  อายะห์ 255)


ความว่า
255- อัลลอฮ์นั้น คือ ไม่มีผู้ที่เป็นที่เคารพสักการะใด ๆ นอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงมีชีวิต ผุ้ทรงบริหารกิจการทั้งหลายโดยที่การง่วงนอน และการนอนหลับใด ๆ จะไม่เอาพระองค์ สิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นของพระองค์ ใครเล่าคือผู้ที่จะขอความช่วยเหลือให้แก่ผู้อื่น ณ ที่พระองค์ได้ นอกจากด้วยอนุมัติของพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขา และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขา และพวกเขาจะไม่ล้อมสิ่งใด จากความรู้ของพระองค์ไว้ได้ นอกจากสิ่งที่พระองค์ประสงค์เท่านั้น เก้าอี้พระองค์นั้นกว้างขวางทั่วชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและการรักษามันทั้งสองก็ไม่เป็นภาระหนักแก่พระองค์ และพระองค์นั้นคือผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่


4. ซูเราะห์ อัลอะอฺรอฟ  อายะห์ 117-119


ความว่า
117- และเราได้มีโองการแก่มูซาว่า จงโยนไม้เท้าของเจ้า แล้วทันใด มันก็กลืนสิ่งที่พวกเขาลวงตาไว้
118- และความจริงก็ได้เกิดขึ้น และสิ่งที่พวกเขากระทำกันขึ้นก็ตกไป
119- แล้วที่นั่นแหละพวกเขาก็ได้รับความพ่ายแพ้ และกลายเป็นผู้ต่ำต้อย


5. ซูเราะห์ ยูนุส  อายะห์  79 – 82


ความว่า
79-  และฟิรเอาน์ได้กล่าวว่า “พวกท่านจงนำมาให้ฉัน นักวิทยากลผู้เชี่ยวชาญทุกคน”
80-  เมื่อนักวิทยากลมาแล้ว มูซาได้กล่าวกับพวกเขาว่า “พวกท่านจงโยนสิ่งที่พวกท่านนำมาเพื่อจะโยนเถิด”
81- เมื่อพวกเขาได้โยนไปแล้ว มูซาได้กล่าวว่า “สิ่งที่พวกท่านนำมานั้นคือวิทยากล แท้จริงอัลลอฮ์จะทรงทำลายมัน แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงทำให้การงานของบรรดาผู้บ่อนทำลายดีขึ้น”
82- และอัลลอฮ์จะทรงให้สัจธรรมยืนหยัดอยู่ ด้วยคำกล่าวของพระองค์ และแม้ว่าบรรดาคนชั่วจะเกลียดชังก็ตาม

6. ซูเราะห์ ตอฮา  อายะห์  65 – 69


ความว่า
65- พวกเขากล่าวว่า “โอ้ มูซาเอ๋ย ! ท่านจะเป็นผู้โยนหรือว่าพวกเราจะเป็นผู้โยนก่อน”
66- มูซากล่าวว่า “แต่ว่าพวกท่านจงโยนก่อนเถิด” ณ บัดนั้น เชือกและไม้เท้าของพวกเขาดูประหนึ่งว่ามันเลื้อยคลานไปมาเพราะเล่ห์กลของพวกเขา
67- มูซาจึงรู้สึกกลัวขึ้นในตัวของเขา
68- เรากล่าวว่า “เจ้าอย่ากลัว แท้จริง เจ้าอยู่ในสภาพที่เหนือกว่า”
69- “และเจ้าจงโยนสิ่งที่อยู่ในมือขวาของเจ้า มันจะกลืนสิ่งที่พวกเขาทำขึ้น แท้จริงสิ่งที่พวกเขาทำขึ้นนั้นเป็นแผนของนักมายากล และนักมายากลนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าเขาจะมาจากทางไหนก็ตาม”

7. ซูเราะห์  อัลกาฟีรูน (กุลยา)

بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْمِِ

ความว่า
 ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
1- จงกล่าวเถิด มุฮัมมัดว่า โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเอ๋ย
2- ฉันจะไม่เคารพภักดีสิ่งที่พวกท่านเคารพภักดีอยู่
3- และพวกท่านก็ไม่ใช่เป็นผู้เคารพภักดีพระเจ้าที่ฉันเคารพภักดี
4- และฉันก็มิใช่เป็นผู้เคารพภักดีสิ่งที่พวกท่านเคารพภักดี
5- และพวกท่านก็มิใช่เป็นผู้เคารพภักดีพระเจ้าที่ฉันเคารพภักดี
6- สำหรับพวกท่านก็คือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันก็คือศาสนาของฉัน

8. ซูเราะห์  อัล-อิคลาศ 

بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْمِِ

ความว่า
   ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
1- จงกล่าวเถิด มุฮัมมัด พระองค์คืออัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ
2- อัลลอฮฺนั้นทรงเป็นที่พึ่ง
3- พระองค์ไม่ประสูติ และไม่ทรงถูกประสูติ
4- และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์


9. ซูเราะห์  อัล-ฟาลัก

بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْمِِ


ความว่า
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
1- จงกล่าวเถิด มุฮัมมัด ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งรุ่งอรุณ
2- ให้พ้นจากความชั่วร้ายที่พระองค์ได้ทรงบันดาลขึ้น
3- และจากความชั่วร้ายแห่งความมืดของเวลากลางคืนเมื่อมันแผ่คลุม
4- และจากความชั่วร้ายของบรรดาผู้เสกเป่าในปมเงื่อน
5- และจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉาเมื่อเขาอิจฉา

10. ซูเราะห์  อันนาซ

بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْمِِ

ความว่า
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
1- จงกล่าวเถิด มุฮัมมัด ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งมนุษย์ชาติ
2- พระราชาแห่งมนุษย์ชาติ
3- พระเป็นเจ้าแห่งมนุษย์ชาติ
4- ให้พ้นจากความชั่วร้ายของผู้กระซิบกระซาบที่หลอกล่อ
5- ที่กระซิบกระซาบในหัวอกของมนุษย์
6- จากหมู่ญินและมนุษย์



การรักษานั้นมาจากพระองค์  หน้าที่เราคือต้องเชื่อมั่นต่ออัลลอฮฺ ไม่ท้อแท้สิ้นหวัง มีความบริสุทธิ์ใจ  พยายามอย่างดีที่สุด และถูกต้องตามหลักการศาสนา  ส่วนจะหายหรือไม่อยู่ที่พระประสงค์ของพระองค์
ให้นำใบพุทรามา 7 ใบ   ตำให้ละเอียด  เทใส่ในภาชนะบรรจุน้ำสำหรับอาบและดื่ม
ให้อ่านอายะห์ต่าง ๆ ข้างต้นนี้ ต้นละ 3 หรือ 7 รอบ แล้วเป่าลงในน้ำ
ให้ดื่มไปส่วนหนึ่ง ที่เหลือให้ใช้อาบ
ทำครั้งเดียวหรือมากว่านั้น  อินชาอัลลอฮฺ หวังว่าพระองค์จะทรงรักษาให้หายจากการโดนญิน โดนของ และโดนสายตาที่อิจฉา



วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

มันคือญิน



ผีที่ว่า คือญินไม่ใช่วิญญาณคนที่ตายแล้ว ไม่ใช่ผีไทย ไม่ใช่ผีแขก ไม่ใช่ผีจีน แต่เป็นญิน ที่เรียกว่าชัยฎอน ญิงสามารถแปลงกายได้
ญินคือสิ่งถูกสร้างประเภทหนึ่งที่อยู่ต่างมิติไปจากมนุษย์เฉกเช่นมะลาอิกะห์แต่ก็มิใช่มะลาอิกะห์ ญินและมนุษย์มีส่วนคล้ายกันบ้างเช่นมีปัญญารับรู้และได้รับสิทธิในการเลือกเฟ้น แต่ก็ต่างกันหลายประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุของแต่ละฝ่าย

คำว่า “ญิน” มีความหมายในเชิงปกปิดซ่อนเร้นจากสายตามนุษย์ กล่าวคือมนุษย์ไม่สามารถมองเห็น “ญิน”ได้ (หากเขามิได้จำแลงให้เห็น) อัลลอฮ์กล่าวว่า

(إِنَّهُ يَرَاكُمْ هُوَ وَقَبِيلُهُ مِنْ حَيْثُ لاَ تَرَوْنَهُمْ) سورة الأعراف / 27

“แท้จริงเขาเห็นพวกเจ้า ทั้งเขาและผู้ที่เป็นประเภทเดียวกับเขา โดยที่พวกเจ้าไม่เห็นพวกเขา” อัลอะอ์ร๊อฟ / 27

คำว่า " ผี" ไม่ใช่วิญญานคนตายตามที่บางคนเข้าใจ แต่เป็น ญิน คำว่า ผี ก็ตรงกับคำว่า ญิน ไม่ได้หมายถึงวิญญาณของผู้ตายอย่างที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน เพราะตามคำสั่งสอนของอิสลาม คนที่ตายไปแล้ว ก็จะถูกนำไปพักรออยู่ในโลกแห่งบัรซัค ไม่สามารถออกมาเพ่นพ่านอย่างที่คนเขาอุปาทานกัน ส่วนการที่บอกกันว่า วิญญาณนายคนนั้น วิญญาณนางคนนี้ มาเข้าทรงเข้าสิง หรืออะไรก็แล้วแต่ สิ่งนั้นพอจะสรุปได้สามอย่างคือ

การที่หมอทรงแกล้งหลอกเพื่อหาเงินใช้
การสะกดจิตตนเองแล้วเสนอข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในส่วนลึกของสมอง (เป็นการอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์)
การที่ญินเข้าสิงจริงๆ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่บ่อยเท่าข้อแรก

ชัยฏอนคือใคร ?

ชัยฏอนหมายถึงผู้ชั่วร้ายไม่ว่าจะมาจากมนุษย์หรือญินก็ตาม เพราะอัลลอฮ์ทรงตรัสว่า

(وَكَذَلِكَ جَعَلْنَا لِكُلِّ نَبِيٍّ عَدُوًّا شَيَاطِينَ اْلإِنْسِ وَالْجِنِّ) الأنعام / 112

“และทำนองเดียวกันนั้น เราได้ทำให้นะบีทุกคนมีศัตรูคือชัยฏอนจากมนุษย์และญิน” อัลอันอาม / 112

ประเภทของญิน

ญินแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ ญินที่ศรัทธาซึ่งมีความดีเลวแตกต่างกันไปเฉกเช่นมนุษย์ และญินที่ไม่ศรัทธา ซึ่งมีความชั่วร้ายแตกต่างกันไป อิบลีสคือญินที่ชั่วร้ายและไม่ศรัทธา ส่วนญินและ มนุษย์ที่ชั่วร้ายทั้งหลายคือพลพรรคของมัน ความรู้นี้เป็นที่ทราบดีจึงขอเว้นไม่กล่าวถึงหลักฐาน

แต่หากแบ่งตามสภาพของญินแล้ว มีปรากฏในฮะดีษบทหนึ่งดังนี้

وقال النبي صلى الله عليه وسلم ( الجن ثلاثة أصناف : صنف لهم أجنحة يطيرون في الهواء وصنف حيات وعقارب وصنف يحلون ويظعنون - أي يقيمون ويرتحلون ) رواه الطبراني والحاكم وغيرهما بإسناد صحيح

ท่านนะบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า “ญินนั้นมีสามประเภท ประหนึ่งมีปีกและบินไปในอากาศ ประเภทหนึ่งอยู่ในคราบของงูและแมลงป่อง (บางกระแสระบุว่าเป็นสุนัข) และอีกประเภทหนึ่งประจำอยู่ (ในสถานสถานที่ต่างๆ) และโยกย้ายสถานที่” บันทึกโดยอัฏฏ๊อบรอนี, อัลฮาเก่ม, และท่านอื่นๆ ด้วยสายรายงานที่ศ่อเฮี๊ยห์

หลักฐานที่แสดงว่า ญินสามารถเข้าสิงสู่ในร่างคนได้

ญินสามารถเข้าครอบงำมนุษย์ และเข้าในร่างมนุษย์ได้

 ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า :

إِنَّ الشَّيْطَانَ يَجْرِىْ مِنِ ابْنِ آدَمَ مَجْرى الدَّمِ

“แท้จริงชัยฏอน จะวิ่งอยู่ตามเส้นเลือด จากลูกหลานอาดัม” (รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ 4/282 มุสลิม 14/155)

และในอีกรายงานหนึ่งระบุว่า

إِنَّ الشَّيْطَانَ يَبْلُغُ مِنِ ابْنِ آدَمَ مَبْلَغَ الدَّمِ

“แท้จริงชัยฏอน จะไปถึงที่สุดของเลือด จากลูกหลานอาดัม” (รายงานโดย อัล-บุคอรียฺ 4/278 , มุสลิม 14/157)


قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ( إِنَّ الشَّيْطَانَ يَجْرِي مِنَ اْلإِنْسَانِ مَجْرَى الدَّمِ) رواه البخاري ومسلم

ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า “แท้จริงชัยฏอนวิ่งแล่นจากมนุษย์ (ในตัวเขา) ตามกระแสเลือด” (บันทึกอัลบุคอรีและมุสลิม)

การป้องกันจากความชั่วร้ายของญิน

ความจริงท่านนบี ศอ็ลฯ สอนไว้แล้วเรื่องการป้องกัน เช่นให้อ่าน ซูเราะฮ อิคลาศ ,ซูเราะอัลฟะลัก ซูเราะอันนาส และอายะฮกุรซีก่อนนอน และอื่นๆ ถ้าปฏิบัติตามนบี ก็ปลอดภัย

ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«لَا تَجْعَلُوْا بُيُوْتَكُمْ مَقَابِر، إِنَّ الشَيْطَانَ يَنْفِر مِنَ البَيْتِ الّذِيْ تُقْرَأُ فِيْهِ سُوْرَةُ البَقَرَة» [أخرجه مسلم]

“พวกท่านจงอย่าทำให้บ้านของพวกท่านเป็น(เสมือน)สุสาน แท้จริงชัยตอนจะหนีไปจากบ้านที่มีการอ่านซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ” บันทึกโดยมุสลิม





วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

เมื่อมนุษย์บางคนขอความคุ้มครองจากญิน


พระองค์อัลลอฮฺตะอาลา ตรัสว่า

وَأَنَّهُ كَانَ رِجَالٌ مِّنَ الْإِنسِ يَعُوذُونَ بِرِجَالٍ مِّنَ الْجِنِّ فَزَادُوهُمْ رَهَقًا ( 6 )
และแท้จริงมนุษย์บางคนเคยขอความคุ้มครองจากญินบางคน ดังนั้นพวกเขา (มนุษย์) จึงทำให้พวกเขา (ญิน)เพิ่มการหยิ่งจองหองยิ่งขึ้น (อัลกุรอาน สูเราะฮ์อัลญิณ อายะที่ 6)

การที่มนุษย์ได้วิงวอนขอจากญินซึ่งมันไม่ให้คุณให้โทษหรือมีอำนาจใดๆ มันไม่แตกต่างจากมนุษย์ เพียงแต่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นมันได้เท่านั้น แต่มนุษย์กลับไปวิงวอนขอสิ่งโน้สิ่งนี้จากมัน และขอความคุ้มครองให้ตัวเองปลอดภัยจากมัน เช่น วอนขอเลขเด็ด วอนขอให้สอบติด วอนขอให้ได้รับสิ่งที่ต้องการ แล้วจะเอาของมาถวายให้พวกมัน

หรือเมื่อย้ายไปสถานที่แห่งใด หรือเมื่อเกิดภัยพิบัติแก่ตนก็จะขอให้พวกญินปกป้องคุ่มครองตนนอกจากอัลลอฮฺ เมื่อพวกญินเห็นการกระทำการของมนุษย์ที่เห็นพวกมันเป็นผู้วิเศษทั้งที่พวกมันไม่มีอำนาจใด พวกมันก็ยิ่งเพิ่มความพยองตน ให้มนุษย์เห็น เช่นหากไม่มีของมาถวายก็แสดงให้มนุษย์กลัวมัน หรือทำให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆ

ดั่งท่านอิบนุอับบาสกล่าวว่าในยุคคนโง่เขลาก่อนอิสลาม เมื่อพวกอาหรับจะต้องค้างคืนในสถานที่ที่ไม่มีผู้คนหรือในหุบเขาที่ห่างไกล พวกเขาจะตะโกนออกมาว่า "เราขอความคุ้มครองจากญินที่เป็นเจ้าของหุบเขานี้" ถ้าหากสถานที่ห่งหนึ่งไม่มีน้ำและฟางหญ้า พวกอาหรับเร่ร่อนก็จะให้คนหนึ่งออกไปยังสถานที่แห่งอื่นเพื่อดูว่ามีน้ำและฟางหญ้าหรือไม่ หลังจากนั้น เมื่อพวกเขาไปถึงสถานที่แห่งใหม่ พวกเขาก็จะตะโกนออกมาก่อนที่จะปักกระโจมว่า "เราขอความคุ้มครองต่อผู้ดูลหุบเขานี้ เพื่อที่เราจะได้อยู่ที่นี่ในความสงบจากภัยพิบัติต่างๆ"

ซึ่งความเป็นจริงนั้นพวกญินไม่มีอำนาจใดๆเลย แม้แต่การรู้สิ่งเร้นลับที่เกินวิสัยของมนุษย์จะยั่งรู้ได้ พวกมันก็ไม่สามารถรู้ได้เช่นเดียวกัน และในยุคท่านนบีสุไลมาน มีพวกญินมากมายรับใช้ท่าน ขณะที่ท่านเสียชีวิตในสภาพที่ร่างกายของท่านยังคงยืนอยู่โดยมีไม้เท้าค้ำไว้ แต่พวกญินกลับไม่ทราบว่าท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว จนเมื่อสัตว์จำพวกมอดและปลวกกัดกินไม้เท้าของท่านจนข้างในกลวง ร่างของท่านก็ล้มลง พวกมันถึงรู้ความจริงนั้น

فَلَمَّا قَضَيْنَا عَلَيْهِ الْمَوْتَ مَا دَلَّهُمْ عَلَىٰ مَوْتِهِ إِلَّا دَابَّةُ الْأَرْضِ تَأْكُلُ مِنسَأَتَهُ فَلَمَّا خَرَّ تَبَيَّنَتِ الْجِنُّ أَن لَّوْ كَانُوا يَعْلَمُونَ الْغَيْبَ مَا لَبِثُوا فِي الْعَذَابِ الْمُهِينِ ( 14 )

"ครั้นเมื่อเราได้กำหนดความตายแก่เขา มิได้มีสิ่งใดบ่งชี้แก่พวกเขาถึงความตายของเขา นอกจากปลวกใต้ดินแทะกินไม้เท้าของเขา ดังนั้น เมื่อเขาล้มลงพวกญินก็รู้อย่างชัดแจ้งว่า หากพวกเขารู้ในสิ่งพ้นญาณวิสัยแล้ว พวกเขาจะไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานที่น่าอดสูเช่นนี้" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺสะบะอ์ 34:14)

ท่านนบีสุไลมานเสียชีวิติลงในสภาพที่ร่างกายของท่านยังคงยืนอยู่โดยมีไม้เท้าค้ำไว้ และพวกญินก็ยังคงทำหน้าที่ของมันอยู่ โดยคิดว่าท่านยังคงมีชีวิต แต่ในที่สุด เมื่อสัตว์จำพวกมอดและปลวกกัดกินไม้เท้าของท่านจนข้างในกลวง ร่างของท่านนบีสุไลมานจึงล้มลง พวกญินจึงพึ่งรู้ว่าท่านนบีสุไลมานเสียชีวิตแล้ว โดยพวกญินได้ตระหนักคำกล่าวอ้างที่พวกมันรู้เรื่องสิ่งที่มองไม่เห็นนั้นผิดโดยสิ้นเชิง

ปัจจุบันเราได้วิงวอนขอและขอความครองจากญินโดยไม่รู้ตัว บางที่เราเรียกญินว่าผีบ้าง เจ้าที่บ้าง เทวดาบ้าง พวกมันไม่มีอำนาจอะไรหรอก นอกจากมนุษย์ไปขอความคุ้มครองจากพวกมันเอง มันก็เป็นมัคลูคสิ่งถูกสร้างเหมือนมนุษย์ มีกิน มีนอน มีการสืบพันธุ์เหมือนมุษย์ แต่มันต่างมนุษย์ที่ว่าจุดเริ่มของมันคือไฟ โดยปกติมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นพวกมันได้ ญินสามารถเข้าร่างมนุษย์ ที่เรียกว่าผีเข้า

และนอกจากนี้ญินมันจะรับใช้เจ้านายมนูษย์ของมัน ที่เลี่ยงดูมัน โดยเฉพาะโต๊ะหมอ ไม่ว่าโต๊ะหมอแขก หรือเขมร พวกมันจะคอยรับใช้อย่างใกล้ชิด และทำตามเจ้านายสั่งอย่างว่าง่าย เช่นเมือโต๊ะหมอ จะทายทักดวงชะตา หรือเมื่อของหาย หรือค้าขายไม่ได้ หากมีคนมารับจ้างดูให้ พวกมันที่รับใช้ก็จะบอกเจ้านายของมัน มันก็บอกถูกบ้างผิดบ้าง  แต่ส่วนใหญ่บอกผิดเสียมากกว่า เมื่อมีการจ้างให้ดูดวง ทายทัก หรือรับรักษาสิ่งใดจากโต๊ะหมอ ก็ต้องชำระค่าสงคลาด หรือค่าลาด ซึ่งมันก็คือค่าครู ครูในที่นี้ก็คือญินที่ได้สอนวิชาอาคมนั้นให้กับเจ้านายของมันนั้นเอง ก่อนที่เจ้านายของมันตายก็ต้องมีการสืบวิชา หรือมอบภาระที่ปลูกปักษ์ดเลี้ยงดูพวกญินให้กับลูกหลานที่มีความน่าไว้เนื้อเชื่อใจต่อไป

เราจึงต้องหลีกห่างจากการวิงวอนขอหรือขอความครองจากมัน เพื่อให้หลีกพ้นจากการทำชิริก การก่อเกิดอันตรายจากญิน และมิให้พวกญินเกิดการจองหองในตัวตนของ และจงขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺตะอาลาให้พ้นจากความชั่วร้ายของพวกมัน


โดยเฉพาะให้กล่าวดุอาอ์ประโยคต่อไปนี้ให้มากๆ

أَعُوْذُ بِاللهِ مِنَ الشَّيْطَانِ الرَّجِيْمِ
 
 “อาอูซุ บิลลาฮฺ มินัช ชัยฏอนิร รอญีม”

“ข้าขอให้อัลลอฮฺช่วยคุ้มครองให้พ้นจากการล่อลวงของชัยฏอน”





วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ญินเข้าร่าง



อัลลอฮุอักบัร วัลหัมดุลิลละฮฺ .... วะลาอิลาฮะอิลัลลอฮฺ

นักศึกษาชาวอินโดนิเซีย มหาวิทยาลัย Imam Muhammad ibn Saud Islamic University ชั้นปีเตรียม ถูกญินเข้าเมื่อสองชั่วโมงก่อน เพิ่งจะถูกไล่ออกไปด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ และความร่วมมือของ ชัยคฺ สองท่าน ท่านหนึ่งจาก ซาอุ อีกท่านนึงจากอิยิปย์ ได้มีการพูดถึงตัวผู้ถูกญินเข้ากันว่า ก่อนหน้านี้ผู้ถูกญินเข้า พ่อของเขาเคยเป็นชีอะฮฺ และหลังจากนั้นเขาก็รับอิสลาม โดยเป็นไปได้ว่า ฝ่ายชีอะฮฺ ทำการเล่นของใส่ตัวผู้เป็นลูก
ในเหตุการนี้ ญินที่เข้าได้สาธยายถึงจำนวนของพวกตนที่เข้าไปโดยจำนวนที่เข้าไปในร่างของผู้ถูกอัลลอฮฺทดสอบนี้ มีญินทั้งหมดประมาณ 600 ตัว พูดได้ว่ามากันเป็นเผ่า และแบ่งกลุ่มกันเป็นสามกลุ่มฝ่ายในจำนวน 600 นั้น ซุบฮานัลลอฮฺ โดยที่ตัวหัวหน้าญิน อยู่ข้างบนหัว และพวกตัวลูกน้องอยู่ขด่านล้างลงไปตามลำดับ
ในขณะที่ญินกำลังถูกไล่ญินอุซตาซทั้งสอง พยามอ่าน รุกยะฮฺ ชัรอียะฮฺ ( อายะฮฺตั้งๆ และบรรดาดุอาอฺ ที่เอาไว้ไล่ญิน ) มีาการอ่านดุอาอฺแล้วเป่าลงไปในน้ำซึ่งก็สามารถสังเกตุได้ว่า ส่วนต่างๆทีู่ฏน้ำเป่าลงไปนั้นผู้ถูกญินเข้าจะดิ้นทันทีเมื่อน้ำไปกระทบกับร่างกายส่วนนั้น........


ทั้งนี้ทั้งนั้น อยากจะแนะนำพี่น้องเกี่ยวกับ รุกยะฮฺชัรอียะฮฺในการไล่ญิน ดังต่อไปนี้
1. อัรรุกยะตุชชัรอียะฮ (อายะฮฺและดุอาอฺไล่ญิน)
2. ซูเราะตุลฟาติหะฮฺ (0:14:15)
3. ซูเราะตุลบะเกาะเราะฮ (0:14:45)
4. อายะตุลกุรซีย (1:49:39)
5. ซูเราะฮฺยาซีน (1:50:27)
6. ซูเราะฮฺอัศศอฟฟาต (2:02:30)
7. ซูเราะฮฺอัลมุลกฺ(ตะบา) (2:18:01)
8. ซูเราะตุลญิน (2:22:46)
9. ซูเราะตุชชัรห (2:26:52)
10. ซูเราะตุลกาฟิรูน (2:27:18)
11. ซูเราะตุลอิคลาศ (2:27:44)
12. ซูเราะตุลฟะลัก (2:27:54)
13. ซูเราะตุนนาส (2:28:14)
14. ดุอาอฺไล่ญินออกจากบ้าน (2:28:37)
http://musliminthai.blogspot.com/2012/12/blog-post_5886.html
คำกล่าวป้องกันการอิจฉาริษยา (สำหรับตนเอง ลูกหลาน หรือสิ่งของ)
- مَا شَاءَ اللَّـهُ لَا قُوَّةَ إِلَّا بِاللَّـهِ
คำอ่าน "มาชาอัลลอฮุ ลากูวะตะอิลลาบิลลาฮฺ"
ความมหาย "นี่คือพระประสงค์ของอัลลอฮฺ(ที่ให้สิ่งนี้เกิดขึ้น) ไม่มีอำนาจใดๆ (ประสงค์ของใคร)ที่จะมาหักล้างพระประสงค์ของอัลลอฮฺ)"
- ดุอาอฺป้องกันลูกหลานจากการอิจฉาริษยา
أعيذك بكلمات الله التامة من كل شيطان وهامة ومن كل عين لامة
คำอ่าน "อุอีซุกะ (คนเดียว) บิกะลิมาติลลาฮิตตามมะฮฺ มินกุลลิ ชัยฏอนิน วะฮามมะฮฺ วะมินกุลลิ อัยนิน ลามมะฮฺ"
ความหมาย "ฉันขอความคุ้มครองแก่ท่าน ด้วยพระดำรัสของอัลลอฮฺอันสมบูรณ์ ให้พ้นจากชัยฏอนมารร้าย เชื้อโรคทุกชนิด และให้พ้นจาก(อันตรายของ)ตาของผู้อิจฉาริษยา"
- ซูเราะฮฺอัลฟะลัก
- ดุอาอฺป้องกันอิจฉาให้ตนเอง
أَعُوْذُ بِكَلِمَاتِ اللهِ التَّامَّاتِ مِنْ شَرِّمَا خَلَقَ
[อะอูซุบิกะลิมาติลลาฮิตตามมาติ มินชัรริมาเคาะลัก]
ความว่า : “ฉันขอความคุ้มครองด้วยพจนารถอันสมบูรณ์ของอัลลอฮฺ ให้พ้นจากความเลวร้ายของทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงสร้างไว้"..


.................................................
Hamzah Assalafy Thailand Sabi