อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครอบครัว แต่งงาน และการหย่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ครอบครัว แต่งงาน และการหย่า แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

การแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องมีโอกาสสูงมากที่เด็กเกิดมาจะพิการ ทำไม?..ถีงเป็นที่อนุญาติในศาสนาอิสลาม



หนุ่มวิศวกร..ถาม/ดร.ซากิร ไนค์..ตอบ
# หนุ่มวิศวกร : "ผมชื่อราหุล.ผมเป็นวิศวกรโทรคมนาคม ทำงานอยู่ที่ประเทศดูไบตั้งแต่ปี 2002 ผมมีคำถามสองสามคำ"
"ในความคิดของผมฯว่าการนับถือศาสนาเนี่ย เรานับถือเนื่องจากเป็นการป้องกัน การประสบปัญหาในชีวิต"
"คำถามแรกก็คือ ผมได้อ่านบทความที่เขียนโดยหมอว่า ด้วยการแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้อง มีโอกาสสูงมากที่เด็กจะเกิดมาพิการ มันจะมีโอกาสสูงที่จะทำให้เด็ก เกิดมาไม่มีแขนมีขาบ้าง"
"ถ้าสิ่งนี้เรียกได้ว่าเป็นอันตราย มันด็ไม่ควรเป็นที่อนุมัติในอิสลาม"
"อีกอย่างนึง คือผมได้ประสบกับโรคความดันโลหิตสูง แล้วผมไปหาหมอ สิ่งแรกที่หมอบอกก็คือ ให้หยุดรับประทานเนื้อ สิ่งนี้ก็เป็นที่อนุญาติในศาสนาอิสลามอีกเหมือนกัน"
"ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นอันตรายต่อร่างกานมนุษย์ มันไม่ควรเป็นที่อนุมัติจากผู้ที่สร้างเรามา"
"ช่วยตอบคำถามผมหน่อยนะครับ"
‪#‎ดร‬.ซากิร ไนค์ : "คุณถามมาสองคำถาม คำถามแรกคือการแต่งงานในเครือญาติ"
"การแต่งงานในเครือญาติ หมายถึงการแต่งงานระหว่างญาติที่ ใกล้ชิดกัน ในภาษาอังกฤษเรียกว่า tradition of cousin marriages"
"และการแต่งงานในเครือญาติเนี่ย ในวงการแพทย์บอกเราว่า มันจะมีโอกาสสูง ที่จะเกิดปัญหาทางพันธุกรรม..ผมเห็นด้วยกับคุณ"
"แล้วทำไมอิสลามจึงอนุญาติล่ะ"
"อัลกรุอานกล่าวไว้ใน ซูเราะห์ อันนิสาอฺ 22-24 ว่า" ผู้หญิงที่เราแต่งงานได้และผู้หญิงที่เราแต่งงานไม่ได้มีใครบ้าง"
"คุณไม่สามารถแต่งงานกับพี่สาว,น้องสาว,และผู้หญิงก็ไม่สารถแต่งงานกับพี่ชาย,น้องชาย ไม่ว่าจะเป็นพ่อหรือแม่หรือลุง,ป้า,น้า,อา"
นั่นคืออัลกรุอานได้บอกว่า ญาติสนิทที่ใกล้มากฯมีใครบ้าง"
"พี่น้องแต่งงานไม่ได้ ลูกชายกับแม่,ลูกสาวกับพ่อ,หลานชายกับป้า,น้าสาว,อาสาว,และหลานสาวกับลุง,อา,น้าชาย แต่งงานกันไม่ได้"
"ฉนั้น..การแต่งงานในเครือญาติ ปัญหาทางพันธุกรรมจะตามมาเมื่อคุณแต่งงานกับพี่น้องแท้ฯ หรือแม้กระทั่ง พ่อแต่งกับลูกสาวหรือแม่แต่งกับลูกชาย หรือ ลุง ป้า น้า อา โอกาสมันก็ยังมีอยู่"
"แต่ถ่าคุณแต่งกับลูกพี่ลูกน้อง โอกาสมันยังมีน้อย"
‪#‎หนุ่มวิศวกร‬ : "นั่นไม่ใช่ตามที่บทความบอกไว้ บทความบอกว่าแต่งกับลูกพี่ลูกน้อง ไม่ใช่แต่งกับพี่น้อง"
#ดร.ซากิร ไนค์ : ให้ผมตอบให้จบก่อนนะครับ!! ผมเองก็เป็นหมอแล้วผมก็เป็นด็อกเตอร์ด้วย นั่นหมายถึงเป็นด็อกเตอร์ทางการแพทย์
"ถ้าพี่น้องร่วมพ่อ ร่วมแม่แต่งงานกัน โอกาสมันก็มีสูง พ่อกับลูกแต่งงานกัน มีโอกาสสูง"
"คุณอ่านมาแค่บทความเดียว หรือได้อ่านบทความอื่นมาบ้างด้วย"
"คุณอ่านแต่บทความหนังสือพิมพ์ ผมอ่านตำราทางการแพทย์"
"บทความในหนังสือพิมพ์ น่าเชื่อถือกว่า ตำราทางการแพทย์รึเปล่าครับ?"
#หนุ่มวิศวกร: "ที่คุณจะบอกก็คือ การแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้อง โอกาสเกิดโรคทางพันธุกรรมมีน้อยใช่ไหมขึ้นอยู่กับพ่อแม่เจ้าบ่าว เจ้าสาว"
#ดร.ซากิร ไนค์ : คุณให้ผมตอบให้จบก่อนไม่ได้เหรอ"
#หนุ่มวิศวกร : "ครับฯ..ผมขอโทษ"
ดร.ซากิร ไนค์ : "คุณคงเชื่อในบทความที่อ่านซิน่ะ"
#หนุ่มวิศวกร : "ไม่..ผมแค่อยากหาว่าความจริงเป็นยังไง"
#ดร.ซากิร ไนค์ : "ถ้าคุณบอกว่าการแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องมีโอกาสเกิด..ผมเห็นด้วย ไม่ได้บอกว่าไม่มีโอกาส แต่เมื่อมาเทียบกับการแต่งงานกับพี่น้องกันเองมันมีโอกาสเกิดน้อยกว่า "
"ทีนี้...ผมเห็นด้วยกับคุณ ที่ว่ามันจะเกิดโรคทางพันธุกรรมหลายฯโรค..แต่บทความที่คุณอ่าน มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ได้มีการแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องแล้วรุ่นหนึ่ง"
"และท่านศาสดามุฮัมมัด(ซล.) ได้บอกไว้ว่า"อย่าแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องหลังจากที่มีการแต่งแบบนี้มาแล้วรุ่นหนึ่ง"
"ถ้าผ่านไปแล้วสองรุ่นไม่มีปัญหา และถึงแม้ว่าคุณไม่ได้แต่งกับญาติ โอกาสทางการเกิดโรคพันธุกรรม(ด้วยสาเหตุอื่น)มันก๊มีคุณรู้รึเปล่า"
"นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องไม่ได้"
#หนุ่มวิศวกร : มีหะดีษที่พูดถึงเนื่องนี้ใช่ไหมครับ"
#ดร.ซากิร ไนค์ : "ใช่ถ้าเป็นรุ่นแรกไม่มีปัญหา"
"ทีนี้มาสู่คำถามที่สอง คุณไปหาหมอมาเพราะความดันขึ้นสูง หมอบอกว่าคุณได้กินเนื้อมา แล้วทำไมอิสลามจึงอนุญาติให้กินเนื้อ"
"เพื่อนผมแกไปหาหมอมา แล้วหมอบอกว่าแกเป็นเบาหวาน ให้หยุดกินน้ำตาล ทำไมคุณถึงยังกินน้ำตาล"
"ทำไมยังกิน.....หยุดกินน้ำตาลซิ"
"คุณกินน้ำตาลรึเปล่า?(ดร.ซากิร ถามหนุ่มวิศวกร)
#หนุ่มวิศวกร : "กินครับ"
ดร.ซากิร ไนค์ : "ทำไมยังกินอยู่ล่ะ...หยุดกินซิ"
#หนุ่มวิศวกร : "มันอาจมีประโยชน์ในหลายฯทาง"
#ดร.ซากิร ไนค์ : "คุณอยู่ได้โดยไม่มีน้ำตาลเหรอ
ขนาดมังสิวิรัตยังมีน้ำตาลเลย คุณได้อ่านเรื่องนี้บ้างไหม"
"มาชาอัลลอฮ...เพื่อนผมคนนั้นมีปัญหาเกี่ยวกับระบบอาหาร ในระบบอาหารมันมีต่อมหนึ่งที่คอยกำจัดน้ำตาลอยู่
เนื่องจากเพื่อนผมแกมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร เขาจึงกำจัดน้ำตาลในเลือดไม่ได้ หมอจึงให้เขาหยุดกินน้ำตาล"
"คุณมีปัญหากับการกินเนื้อ คุณก็ไม่ต้องกินเนื้อ คนอื่นก็กินได้ตามปกติ"
"อัลกรุอานบอกไว้ในซูเราะห์ อัลมาอิดะหฺ 88 ว่า " จงบริโภคสิ่งที่อนุมัติและดีต่อเจ้า"
"ดังนั้นถ้าอิงจากอัลกรุอาน สำหรับคนที่เป็นเบาหวานแล้ว น้ำตาลจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีแก่เขา "
"อัลกรุอานบอกไว้ในซูเราะห์ อัลมาอิดะหฺ 88 ว่า " จงบริโภคสิ่งที่อนุมัติและดีต่อเจ้า"
"นั่นแสดงว่ามันต่องมีทั้งสิ่งที่ดีต่อคุณและไม่ดีต่อตัวคุณ
แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ดีต่อทุกคน....เหล้า
เหล้าเป็นอันตรายต่อทุกคน เหล้าจึงเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับทุกคน "
"เนื้อหมูเป็นอันตรายต่อทุกคน เนื้อหมูจึงเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับทุกคน "
"อาหารที่กินไปของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เพราะวิธีการสร้างเมตาบอลริซึ่ม แต่ละคนไม่เหมือนกัน"
"ดังนั้น..เนื้อเป็นปัญหาต่อคุณ มันไม่ได้หมายความว่า มันจะเป็นปัญหาต่อคนอื่นด้วย"
"หวังว่านี่คงจะตอบคำถามของคุณ"

ที่มายูทูป : Ghani Pasha

ชมคลิป https://m.youtube.com/watch?v=qMNDJxFR6oA

Credit..ดาบแห่งอัลลอฮฺ แอนตี้ไซออนิสต์

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การแอบไปนิกาห์



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
อยากถามว่ากรณีที่ทั้งคู่เป็นแม่ม่ายแล้วจะนิกะใหม่แต่ที่บ้านไม่รู้ไปนิกะกันต่างจังหวัดอยู่สงขลาแต่ไปนิกะที่สตูล การนิกะจะสมบูรณ์มั้ยอาจารย์

ตอบ
วิธีการแอบไปนิกาห์กันต่างจังหวัด ผมไม่สนับสนุนและไม่เห็นด้วย กลัวเผลอๆจะได้เสียกันก่อนที่จะทันนิกาห์ การนิกาห์ก็จะใช้ไม่ได้เว้นแต่ทั้งคู่ต้องเตาบะฮ์ให้ถูกต้องก่อนเท่านั้น

และยังเป็นการไม่ให้เกียรติพ่อแม่ฝ่ายหญิงอีกด้วย

 แต่ถ้าถามว่า การนิกาห์ในลักษณะนี้จะใช้ได้หรือไม่ ?

 ผมขอตอบว่า นักวิชาการมีทัศนะว่า กรณีฝ่ายหญิงอยู่ห่างไกลจากบ้านหรือบิดา (วะลีย์) มาเป็นระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ก็สามารถให้ผู้นำในท้องที่นั้นๆ อาทิเช่น ประธานกรรมการจังหวัดทำการนิกาห์ให้ได้ แต่ถ้าท่านประธานฯ เรียกร้องเงินทองในการนิกาห์ให้ ก็อนุโลมให้ชายหญิงคู่นั้น แต่งตั้งผู้ชายที่มีคุณธรรมสักคนในท้องที่นั้นเป็นวะลีย์เฉพาะกิจ เพื่อทำการนิกาห์ให้กับเขาทั้งสอง (เรียกว่า นิกาห์แบบตะห์กีม)ก็ใช้ได้เช่นเดียวกันครับ

วัลลอฮุ อะอฺลัม ...


ขออธิบายเพิ่มเติมอีกนิดว่า กรณีหญิงชายที่แอบได้เสียกัน (ซินา) แล้วพากันไปนิกาห์ต่างจังหวัดนั้น

 การนิกาห์จะใช้ไม่ได้เลยถ้าทั้งคู่ไม่เตาบะฮ์ให้ถูกต้องเสียก่อน

แล้วการเตาบะฮ์น่ีอย่านึกว่าเป็นของง่าย คือแค่กล่าวว่า อัสตัฆฟิรุ้ลลอฮัลอะซีม ก็ใช้ได้แล้ว อย่างนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ เพราะถ้อยคำดังกล่าวไม่ใช่การเตาบะฮ์ แต่เป็นดุอาชนิดหนึ่งเรียกว่า ดุอาอิสติฆฟารฺ ซึ่งเมืื่อเป็นดุอา พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.จะทรงตอบรับหรือไม่ตอบรับก็ได้

 แต่การเตาบะฮ์ถ้าปฏิบัติถูกต้องจริงๆพระองค์ก็จะทรงตอบรับอย่างแน่นอน

ซึ่งการเตาบะฮ์นั้นจะมีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 ประการคือ
 1. ต้องยุติความชั่วดังกล่าวโดยเด็ดขาด
2. ต้องตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่หวนกลับไปทำความชั่วนั้นซ้ำอีก และ
3 (ข้อนี้สำคัญที่สุดเพราะปฏิบัติยาก) คือ จะต้องเสียใจ, เศร้าใจอย่างแท้จริงในความชั่ว (ซินา) ที่เรากระทำลงไป
เพราะมันเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อห้ามของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.อย่างร้ายแรงที่สุด ..

ขอเรียนว่า มีหลายคู่แล้วที่พากันมาหาผมเพื่อให้ช่วยนิกาห์ให้ ซึ่งผมก็ไม่เคยนิกาห์ให้คู่ใดเลย เพราะแต่ละคู่ที่พากันมา ต่างหัวเราะกระซิกกระซี้ต่อกันอย่างสบายใจ

พอผมอธิบายหลักการนิกาห์คนซินาให้ทราบ เขาก็บอกว่า เขาเตาบะฮ์กันมาเรียบร้อยแล้ว แล้วลักษณะหัวเราะต่อกระซิกกันมาอย่างนี้หรือครับการเตาบะฮ์ของพวกเขา ?

อย่าปฏิเสธความจริงที่ว่า การซินาเป็นความสุข, เป็น "บาปหวาน" ..
 ดังนั้นผู้กระทำซินาส่วนมากจึงมักจะ "เสียดาย" ความสุขที่เคยได้รับ แทนที่จะสำนึกผิดและรู้สึก "เสียใจ" อันถือเป็นหัวใจของการเตาบะฮ์จริงๆดังกล่าวมาแล้ว

การนิกาห์คนซินาทำได้หรือไม่



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
อัสสลามุอะลัยกุม
มีคำถาม ซึ่งเกิดบ่อยในสังคม
๑.ชายหญิงคู่หนึ่ง ทำซินากันมา ภายหลังผู้หญิงได้ตั้งครรภ์ พ่อแม่เลยต้องจัดให้มีการนิกาห์ ถามว่าจะนิกาห์กันได้เลยหรือต้องรอให้คลอดก่อน
๒.เด็กที่คลอด(ลูกซินา) จะสืบเชื้อสายจากใคร (พ่อหรือแม่) มีระยะเวลา ๖ เดือนกับ ๒ กระพริบตา หลังจากอะกัด แล้วคลอด จะถือเป็นเชื้อสายทางพ่อใช่หรืไม่

ตอบ
 วะอลัยกุมุสสลามครับ ..
ปัญหาที่ถามมาเป็นปัญหาขัดแย้งระหว่างนักวิชาการตั้งแต่อดีตแล้วครับ
ในทัศนะของผมเห็นว่า ถ้าคู่ซินา (ขอย้ำว่า คู่ที่ทำซินากัน ไม่ใช่ผู้ชายอื่น) เตาบะฮ์ตัวถูกต้องตามหลักเตาบะฮ์จริงๆ ก็สามารถนิกาห์ให้ได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องรอให้คลอดเสียก่อนอย่างความเข้าใจของนักวิชาการบางท่าน และทั้งคู่ก็มีสิทธิ์ร่วมหลับนอนกันได้หลังจากนิกาห์เสร็จแล้ว ..

แต่ในกรณีซินากันแล้วและไม่แน่ใจว่าฝ่ายหญิงจะติดครรภ์มาจากการซินาหรือไม่ ก็ให้รอการนิกาห์ไว้สัก 1 หรือ 2 เดือนหลังจากซินาครั้งสุดท้าย
 เพื่อจะได้แน่ใจว่า ลูกที่เกิดมาหลังจากนิกาห์เป็นลูกที่ถูกต้อง มิใช่ลูกที่ติดค้างมาจากซินา

แต่ถ้านำทั้งคู่มานิกาห์กันเลยโดยไม่ผ่านการเตาบะฮ์ที่ถูกต้องเสียก่อน การนิกาห์นั้นก้เป็นเพียง "นิกาห์หลอก" เท่านั้น เพราะขาดเงื่อนไขสำคัญคือการเตาบะฮ์ ...

ส่วนเรื่องลูก หากแน่ใจว่าเป็นลูกที่ติดมาจากการซินา ไม่ว่าจะคลอดตอนไหน ก็ถือว่าเป็นเพียงลูกของแม่ มิใช่ลูกของพ่อครับ ..

 รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ หาอ่านได้จากหนังสือของผมชื่อ "การนิกาห์คนซินาทำได้หรือไม่"

ซึ่งเขียนวิเคราะห์หลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะครับ...

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

หะดิษที่ท่านนบีทำการสู่ขอท่านหญิงอาอิชะฮ์



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย


ถาม
อาจารย์ครับ ผมเคยได้ยินพี่น้องตับลีฆบอกว่า ท่านนะบีเคยหมั้นกับท่านหญิงอาอีชะห์ตอนที่ท่านหญิงอายุได้ 9 ชวบ จริงเท็จยังไงฝากอาจารย์ช่วยชี้แนะด้วยครับ ญะซากั้ลลอฮุคอยรอน.

ตอบ

พี่น้องตับลีฆอาจจะเข้าใจผิดครับ เพราะข้อเท็จจริงก็คือ ท่านรอซุ้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ "นิกาห์" กับท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ. ขณะที่ท่านหญิงอาอิชะฮ์อายุยังไม่ครบ 7 ขวบ แต่เป็นการนิกาห์กันเฉยๆยังไม่มีอะไรกัน ส่วนตอนทีท่านมีอายุ 9 ขวบ หมายถึงปีที่ท่านศาสดาได้เป็นสามีของท่านอย่างถูกต้องตามสิ่งที่สามีภรรยาจะพึงมีต่อกันครับ ...

สำหรับเรื่องการหมั้นนั้น ผมก็มิได้กล่าวเลยว่าอิสลามห้าม เพราะผมกล่าวว่า .. แต่ถ้าไม่ใช่ (คือไม่ใช่มีที่มาจากหลักการศาสนาพุทธหรือศาสนาใดก็ตาม) ก็คงไม่มีปัญหา (คือเรารับมาปฏิบัติได้) ตามกฎวิชาอุศู้ลุลฟิกฮ์ที่ว่า العادة محكمة مالم تخالف الشرعية (ประเพณีนิยมหรือค่านิยมใด เราสามารถปฏิบัติตามได้ ตราบใดที่มันไม่ขัดต่อบทบัญญัติ) ก็ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ทักท้วงมา ขออัลลอฮ์ตอบแทนความดีแก่คุณมากๆครับ ...


حَدَّثَنَا عَبْدُ اللَّهِ بْنُ يُوسُفَ حَدَّثَنَا اللَّيْثُ عَنْ يَزِيدَ عَنْ عِرَاكٍ عَنْ عُرْوَةَ أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ خَطَبَ عَائِشَةَ إِلَى أَبِي بَكْرٍ فَقَالَ لَهُ أَبُو بَكْرٍ إِنَّمَا أَنَا أَخُوكَ فَقَالَ أَنْتَ أَخِي فِي دِينِ اللَّهِ وَكِتَابِهِ وَهِيَ لِي حَلالٌ
( صحيح البخاري )

ถ้าเราพิจารณาข้อความของหะดีษบทนั้นจากคำพูดของท่านอบูบักรฺให้ดีจะเห็นว่า ท่านนบีย์มิได้ไป "หมั้น" ท่านหญิงอาอิชะฮ์ แต่ท่านไป "ทาบทามหรือสู่ขอ" ท่านหญิงฯจากท่านอบูบักรฺครับ ซึ่งคำว่า خطب ไม่จำเป็นต้องแปลว่า "หมั้น" อันหมายถึงการ "นำทรัพย์สินไปวางมัดจำเจ้าสาว" ตามค่านิยมสมัยนี้หรอกครับ แต่ในทางปฏิบัติสมัยท่านนบีย์ จะหมายถึง "การสู่ขอ" โดยตรงครับ และเมื่อสู่ขอตกลงกันแล้ว ก็นัดวันนิกาห์กันเลย ุจึงเป็นเรื่องถูกต้องที่ว่า การ خطب หรือการสู่ขอ ถือเป็นสิ่งที่ชอบตามหลักการอิสลาม.. และผมไม่เคยเจอว่าในสมัยนั้น จะมีการหมั้น คือการวางเงินมัดจำเหมือนการหมั้นสมัยนี้ื่แต่ประการใดครับ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านเจอหลักฐานการหมั้นดังลักษณะค่านิยมปัจจุบัน กรุณาแจ้งให้ผมทราบบ้าง จะขอบคุณมาก เพื่อผมจะได้จดจำไว้เป็นข้อมูลต่อไปครับ ...

ถ้าคำว่า "หมั้น" หมายถึงการสู่ขออย่างเดียว ข้อนี้ผมคิดว่าคงไม่มีความขัดแย้งหรอกครับเพราะมีหะดีษชัดเจนแล้ว แต่ในทางปฏิบัติทั่วไปในประเทศไทยจนเป็นประเพณีก็คือ การหมั้นอันหมายถึงการนำเงินหรือทองไปมัดจำฝ่ายหญิง จะเป็นขั้นตอนที่สองซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากการสู่ขอแล้ว ซึ่งจุดนี้แหละครับคือสิ่งที่ผมตอบไปว่าไม่เคยเจอในอิสลาม ก็ขอขอบคุณอีกครั้งครับที่มีข้อเสนอแนะมา ทำให้ความเข้าใจในปัญหานี้ชัดเจนยิ่งขึ้น ญะซากุมุ้ลลอฮุ ค็อยร็อนครับ ...

การหมั้น และการสวมแหวนหมั้น มีในอิสลามหรือไม่




ตอบโดย อ.ปรโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
เท่าที่รู้ระบบการหมั้นสาว โดยที่ยังไม่นิกะห์กันในอิสลามไม่มี
แต่อิสลามบางกลุ่มยังนำไปปฏิบัติ
อย่างนี้ผิดมากไหม? ในระบบอิสลามครับ

ตอบ

 การหมั้นหรือการ "มัดจำ" สาว ไม่มีในหลักการอิสลามอย่างคุณว่าครับ
เพราะอิสลามนั้นเมื่อมีการทาบทามตกลงปลงใจกันแล้วก็จะนัดวันนิกาห์เลย

การมัดจำหรือการหมั้นดังกล่าวจึงเป็นรูปแบบที่พวกเราลอกเลียนแบบค่านิยมของคนไทยพุทธมา

ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าค่านิยมนี้มาจากพิธีกรรมศาสนาของเขาหรือไม่ ถ้าใช่ก็ห้ามพวกเราปฏิบัติตาม แต่ถ้าไม่ใช่ก็คงไม่มีปัญหา

นอกจากในกรณีเดียวที่เราทำไม่ได้อย่างชัดเจนก็คือ การสวมแหวนหมั้น เพราะเรื่องนี้เป็นการรับมาจากชาวคริสต์เขา ..

 แต่ปัญหาใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นจากการหมั้นก็คือ เงินหรือทองหมั้นที่ฝ่ายชายมอบให้กับฝ่ายหญิงนั้น ต้อง "ตกลงให้ชัดเจน" ว่า เป็นส่วนหนึ่งของมะฮัรฺที่ฝ่ายชายมอบให้ล่วงหน้า หรือเป็นการให้โดยเสน่หาที่ไม่เกี่ยวกับมะฮัรฺ

 เพราะสมมุติว่าถ้าทั้งคู่ไม่ได้แต่งงานกัน แล้วฝ่ายชายเกิดทวงของหมั้นคืนก็อาจเป็นเรื่องราวใหญ่โตได้

หากฝ่ายชายอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของมะฮัรฺจึงมีสิทธิเอาคืนเพราะยังไม่ได้นิกาห์กัน ขณะที่ฝ่ายหญิงอ้างว่า เป็นการให้โดยเสน่หา ฝ่ายชายจึงขอคืนไม่ได้อีก ..

นี่คือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการหมั้นครับ ...



การกำหนดให้มีการอบรมก่อนนิกาห์(สมรส)



ตอบโดย อ.ปรโมทย์  ศรีอุทัย

ถาม
เรื่องนิกาห์ ขอถามอาจารย์อีกเรื่องหนึ่งนะ ค่ะ คือเรื่องอบรมก่อนนิกาห์ ค่ะ

-สำหรับการกำหนดเงื่อนไขให้อบรมก่อนนี้ไม่เป็นไรใช่ไหมค่ะ

-หากมะฮัร วะลี พร้อม แต่ยังไม่อบรม พ่อของฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงเห็นว่าอบรมเองได้ หรือเห็นว่าลูกชายมีความรู้ มีความรับผิดชอบ จึงทำการนิกาห์ให้แทนอีหม่าม การนิกาห์นี้ใช้ได้ไหม?

-หากทั้งฝ่ายชายและหญิงพร้อมจะนิกาห์ทุกอย่าง ยกเว้นยังไม่อบรม เมื่อไปหาอีหม่าม อีหม่ามปฏิเสธ โดยอ้างว่ายังไม่ได้อบรม ภายหลังแต่นั้น ชายหญิงคู่นั้นได้ทำซีนากัน ความผิดจากการทำซีนานั้น อีหม่ามที่ปฏิเสธนิกาห์ให้ได้รับผลบาปด้วยไหม?

-ปกติจะมีค่าอบม และหากใครยังไม่อบรม(ยังไม่อบรมทั้งชายและหญิงหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง) แต่จะนิกาห์ก่อน ทางอีหม่ามจะเอาเงินจากคู่นิกาห์ยึดไว้ แล้วจะให้คืนเมื่อได้อบรมแล้ว (ซึ่งที่จังหวัดดิฉัน 3,000บาท) หากภายหลังนิกาห์แล้ว กลับไม่ไปอบรม แล้วไม่ได้รับเงินดังกล่าวคืน เงินดังกล่าวถือเป็นค่าปรับหรือไม่ และเป็นเงินที่ฮาลาลหรือไม่ค่ะ


ตอบ
ผม "เห็นด้วย" กับ "หลักการ" ที่ว่า คู่สมรสทุกคนควรจะเรียนรู้วิธีใช้ชีวิตคู่ร่วมกันตามบัญญัติอิสลามให้เข้าใจก่อนจะถึงวันนิกาห์ เพื่อชีวิตคู่ของเขาจะได้มีความราบรื่นและมีบะรอกะฮ์ตามหลักการศาสนา แต่ผม "ไม่เห็นด้วย" กับ "วิธีการ" การกำหนดเงื่อนไขให้คู่สมรสต้องมารับการอบรมเพื่อรับ "ใบรับรอง" ก่อนการนิกาห์ แถมคู่ใดไม่ผ่านการอบรมก็จะเรียกเก็บเงินมัดจำ 3000 บาทก่อนอิหม่ามจะทำการนิกาห์ให้ เพราะ ..

(1). ตามปกติ วะลีย์ในการนิกาห์ตัวจริงก็คือผู้ปกครองของเจ้าสาว เขาจึงย่อมมีสิทธิ์จะนิกาห์เจ้าสาวให้กับใครก็ได้ที่เขาชอบ เพราะฉะนั้น หากเขาจะทำการนิกาห์ลูกสาวของเขาด้วยตัวเอง ให้กับผู้ชายสักคนหนึ่ง โดยที่ทั้งลูกสาวของเขาและว่าที่ลูกเขยของเขาไม่เคยผ่านการอบรมมาทั้งคู่ หรือเขามอบหมายให้ใครก็ได้ทำการนิกาห์แทนเขาโดยไม่ใช่โต๊ะอิหม่าม ขอถามว่า แล้วโต๊ะอิหม่ามเอากฎเกณฑ์ที่ไหนมาบังคับว่า จะต้องมอบหมายให้โต๊ะอิหม่ามนิกาห์ให้เท่านั้น นิกาห์จึงจะใช้ได้ ? และจะเอาอะไรไปบังคับให้เขาจ่ายเงินค่าปรับ 3000 บาท ? ....

 (2) การกำหนดเงื่อนไขบังคับดังกล่าวเป็นการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคล (ซึ่งในที่นี้คือวะลีย์ที่เป็นผู้ปกครองเจ้าสาว) อันเป็นเรื่องต้องห้ามและฝ่าฝืนคำสั่งท่านศาสดา เพราะท่านศาสดาได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า ُوَأَعْطِ كُلَّ ذِىْ حَقٍٍّ حَقَّه "และท่านจงมอบแก่ให้ทุกๆเจ้าของสิทธิ ซึ่งสิทธิของเขา" ..

 (3).อิสลามมีบทบัญญัติบังคับ (ฟัรฺฎู) ให้มุสลิมทุกคนต้องศึกษา แต่อิสลามไม่เคยมีบทบัญญัติ "ลงโทษ" ผู้ที่ไม่ยอมศึกษา ดังนั้นการออกกฎไม่ยอมนิกาห์ให้ผู้ที่ไม่มีใบประกาศนียบัตรรับรองการอบรมก็เท่ากับเป็นการลงโทษพวกเขา ..

(4). กฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ ทราบว่าครอบคลุมคู่สมรสทุกคน ไม่ยกเว้นแม้กระทั่งผู้ที่จบการศึกษามาจากต่างประเทศหรือเคยเรียนปอเนาะมาแล้ว ถ้าเป็นจริงดังที่ได้รับทราบมา ผมถือว่ากฎข้อนี้เป็นเรื่องไร้สาระ สะเปะสะปะ ไม่มีเป้าหมายที่ถูกต้อง

(5). กฎข้อนี้ยังระบุอีกว่า ผู้ที่อายุครบ 15 ปีจะต้องเข้ารับการอบรมเพื่อให้ได้รับใบประกาศนียบัตรไว้รับรองการนิกาห์ด้วย ผมจึงสงสัยว่า เมื่อวัยรุ่นอายุที่อายุ 15 ปีเข้ารับการอบรมจนได้รับใบประกาศนียบัตรแล้ว แต่กว่าเขาจะนิกาห์ก็ต่อเมื่ออายุ 25 ปี 30 ปี ซึ่งแน่นอนว่าเนื้อหาที่เคยเรียนมาเมื่อ 10 หรือ 15 ปีก่อนย่อมจะลืมเลือนไปหมดสิ้นแล้ว อย่างนี้ขอถามว่า ตกลงเจตนาที่ให้เขาเข้ารับการอบรม ก็แค่เพื่อให้เขาได้ใบประการศนียบัตรอันเป็นแค่กระดาษแผ่นหนึ่งไว้สำหรับให้อิหม่ามนิกาห็ให้ หรือเพื่อให้เขาเข้าใจการใช้ชีวิตคู่ตามหลักการอิสลามกันแน่ ?

(6). เรามีอะไรเป็นบรรทัดฐานหรือว่า ผู้ที่ไม่มีประกาศนียบัตรรับรองของท่าน จะเป็นสามีที่ดี, รับผิดชอบครอบครัว น้อยกว่าผู้ที่มีใบประกาศนียบัตรรับรองของท่าน ? ..


(7). การนิกาห์ให้ผู้ไม่มีใบประกาศนียบัตรรับรอง แต่เรียกเงินค่าปรับแทน (แม้จะคืนให้ภายหลังสำหรับผู้ที่เรียนมาจนผ่านการรับรอง) ถือเป็นเรื่องน่าเกลียดที่สุดอันแสดงถึงว่า การออกกฎข้อนี้ มิใช่มีเป้าหมายเพื่อให้คู่สมรสได้ศึกษาจนเข้าใจการใช้ชีวิตคู่อย่างแท้จริง เพราะเท่าที่ทราบ มีมากมายหลายคู่ที่ยอมสละเงินค่าปรับก้อนนี้โดยไม่ไปรับการอบรม

 เพราะฉะนั้น "วิธีการ" ที่ดีที่สุดในทัศนะของผมก็คือ ให้อิหม่าม หมั่นสอนบ่อยๆเรื่องหลักการการแต่งงาน การใช้ชีวิตคู่ การหย่าร้าง ฯลฯ ในคุฎบะฮ์วันศุกร์ ซึ่งดูจะได้ประโยชน์มากกว่าและตรงเป้าหมายกว่า เพราะสัปปุรุษทุกคน ทั้งผู้ที่แต่งงานแล้วและไม่ค่อยเข้าใจในเรื่องนี้, ผู้ที่ยังไม่แต่งงาน, วัยรุ่น, วัยแก่จะได้รับรู้เรื่องนี้อย่างทั่วถึงกัน

สรุปแล้ว ในสิ่งที่ถามมา ผมเห็นด้วยกับ "หลักการ" แต่ไม่เห็นด้วยกับ "วิธีการ" ครับ วัลลอฮุ อะอฺลัม ...





วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สามีภรรยาที่มีการหย่ามากกว่าสามครั้ง



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ถาม
หากการหย่ากันระหว่างสามี-ภรรยาคู่หนึ่งมีมากกว่า3ครั้ง (หย่าแล้วคืนดีสมมุติว่า 5 ครั้ง) แต่การหย่านั้นบุคคลทั้ง 2 ไม่เคยรู้ฮุก่มมาก่อนเลยว่าศาสนาอนุญาติแค่ไหน และเพิ่งจะมาทราบฮุก่มภายหลัง ในขณะที่อยู่ในช่วงของการคืนดี การคืนดีนี้ใช้ได้หรือไม่ ฮุก่มเป็นอย่างไรครับ (อัลเลาะฮฺจะไม่เอาโทษกับบุคลใดที่เขาไม่รู้ การนำฮาดิษต้นนี้มาใช้เป็นที่ถูกต้องหรือไม่)

ตอบ
ปัญหาข้างต้นนี้ เป็น "ปัญหาสมมุติ" ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้สำหรับยุคปัจจุบัน เพราะผมเชื่อว่า คงไม่มีมุสลิมคนไหนอีกแล้วที่ไม่รู้ว่า อิสลามกำหนดการหย่าที่จะคืนดีกันได้แค่ 2 ครั้งเท่านั้น ดังนั้น หากใครหย่าแล้วคืนดี, หย่าแล้วคืนดีกันถึง 4-5 ครั้งอย่างที่ถาม ผมว่าเขาเจตนามากกว่าไม่รู้แล้วละครับ เพราะอย่างน้อยถึงเขาเองจะไม่รู้ แต่พ่อแม่พี่น้องหรือเพื่อนฝูงของเขาที่ทราบข่าวการหย่า ไม่มีบ้างเลยเชียวหรือครับที่จะรับรู้หุก่มการหย่าร้างนี้ แล้วแจ้งให้เขาทราบถึงจำนวนครั้งการหย่าที่เขามีสิทธิ์จะทำได้ ?? ...

ถ้าเป็นจริงตามที่คุณเล่ามา ผมก็ไม่แน่ใจเลยครับว่า พฤติการณ์ดังกล่าวนี้จะจัดเข้าอยู่ในข่ายการทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ที่ได้รับการอภัยหรือเปล่า ? แต่ผมกลัวว่า มันจะจัดเข้าอยู่ในข่ายการละเมิดคำสั่งเรื่องข้อบังคับให้ศึกษาเล่าเรียนเสียมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีครอบครัวทุกคนจะอ้างว่าไม่รู้เรื่องนี้ไม่ได้ เพราะมันจะแสดงให้รู้ถึงความสะเพร่าอย่างรุนแรงของเขา แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะสาเหตุใดก็ตาม การขอกลับคืนดีหลังจากการหย่าครั้งที่ 3 แล้ว ถือเป็นโมฆะแน่นอนครับ ...

การห้ามมีเพศสัมพันธ์กับหญิงตั้งครรภ์ภายหลังนิกาห์

นิกาห์กับสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินาทำได้หรือไม่ ?
โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย
(ตอนจบ)
ผมขออธิบายเพิ่มเติมจากจุดนี้นิดหนึ่งว่า ...
บรรดานักวิชาการตัฟซีรฺได้อธิบายสอดคล้องกันว่า แม้โองการนี้จะถูกกล่าวเกี่ยวกับสตรีที่มีครรภ์และถูกสามีหย่า แต่มันก็ครอบคลุมถึง “สตรีที่มีครรภ์และสามีเสียชีวิตด้วย” เพราะทั้งคู่เป็น “ภรรยา” เหมือนกัน, ถูกพรากจากสามีเหมือนกัน ...
ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมานี้ ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์นักวิชาการหะดีษระดับ “ตำนาน” ที่มุสลิมทั่วโลกยอมรับจึงกล่าวอรรถาธิบายความหมายของอายะฮ์ข้างต้นนี้ในหนังสือ “ฟัตหุ้ลบารีย์” เล่มที่ 9 หน้า 474 ว่า ...
وَقَوْلُهُ تَعَالَى : (وَأُولاَتُ اْلأَحْمَالِ أَجَلُهُنَّ أَنْ يَضَعْنَ حَمْلَهُنَّ) عَامٌّ أَيْضًا، يَشْمَلُ الْمُطَلَّقَةَ وَالْمُتَوَفَّى عَنْهَا
และคำดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ที่ว่า “และบรรดาสตรีที่มีครรภ์ กำหนดของพวกนางก็คือการคลอดบุตรที่อยู่ในครรภ์ของพวกนาง” ก็มีความหมายกว้างๆเช่นเดียวกัน ซึ่งมันจะ “ครอบคลุม” สตรีที่ถูกสามีหย่าและสตรีที่สามีสิ้นชีวิต ...
จะเห็นได้ว่า ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ได้กล่าวถึง “การครอบคลุม” ของโองการนี้ซึ่งถูกประทานลงมาเกี่ยวกับอิดดะฮ์ของสตรีที่สามีหย่าขณะตั้งครรภ์ว่า อิดดะฮ์ดังกล่าวมีขอบเขตกินกว้างถึงสตรีที่สามีสิ้นชีวิตขณะนางตั้งครรภ์ด้วย ...
แต่ท่านมิได้กล่าวว่า มันครอบคลุมถึงสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินาแต่ประการใด
แม้แต่ท่านเช็คอัช-ชันกีฏีย์เอง ก็ได้อธิบายความ “ครอบคลุม” ของโองการนี้ไว้อย่างเดียวกันนี้ในหนังสือตัฟซีรฺ “อัฎวาอุ้ลบะยาน” เล่มที่ 8 หน้า 179 ...
และนักวิชาการผู้เขียนหนังสืออรรถาธิบายอัล-กุรฺอานเล่มอื่นๆอาทิเช่น ท่านอัช-เชากานีย์ในหนังสือตัฟซีรฺ “ฟัตหุ้ลกอดีรฺ” เล่มที่ 5 หน้า 339-340, ท่านอัล-กุรฺฏุบีย์ในหนังสือตัฟซีรฺ “อัล-ญามิอฺ ลิอะห์กามิ้ลกุรฺอาน” เล่มที่ 9 หน้า 303, ท่านอัล-มะรอฆีย์ในหนังสือตัฟซีรฺ “อัล-มะรอฆีย์” เล่มที่ 28 หน้า 143 เป็นต้น .. ก็อธิบายตรงกันในลักษณะเดียวกันนี้ทั้งหมด ...
อัล-กุรฺอานอายะฮ์ที่ 4 จากซูเราะฮ์อัฏ-ฏอล้าก จึงมิใช่เป็นหลักฐานเรื่องการมีอิดดะฮ์ของสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินา และมิใช่เป็นหลักฐานห้ามนิกาห์กับสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินา ก่อนการคลอดบุตร ...
สรุปแล้ว - ตามทัศนะของผม - เห็นด้วยกับญุมฮูรฺหรือนักวิชาการส่วนใหญ่ที่ว่า โองการนี้คือหลักฐานอิดดะฮฺของสตรีที่ตั้งครรภ์กับสามีแล้วสามีหย่าหรือสามีตายเท่านั้น, มิได้ครอบคลุมสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินาด้วย ...
หรือหากจะพูดกันในแง่ของการ (قِيَاسٌ) หรือการอนุมานเปรียบเทียบ .. การนำเอาสตรีที่ “ตั้งครรภ์กับสามี” ซึ่งเป็นเรื่องหะล้าล ไปปรับใช้หุก่มเดียวกันกับสตรีที่ “ตั้งครรภ์จากการซินา”ซึ่งเป็นบาปใหญ่ว่า อิดดะฮ์ของทั้งคู่คือคลอดบุตรเหมือนกัน! มันก็เหมือนหรือไม่ต่างอันใดกับการเอาคนที่ขาดนมาซเพราะนอนหลับซึ่งไม่บาป ไปเทียบกับคนที่ขาดนมาซโดยเจตนาซึ่งเป็นบาปใหญ่ว่า หุก่มของทั้งคู่เป็นหุก่มเดียวกัน คือวาญิบจะต้องนมาซชดใช้ (กอฎอ) เหมือนกัน! ...
การกิยาสดังกล่าวนี้ขัดกับหลักการและข้อเท็จจริง เพราะสตรีที่มีเพศสัมพันธ์จากการนิกาห์กับสตรีที่มีเพศสัมพันธ์จากการซินาก็ดี, คนขาดนมาซเพราะนอนหลับกับคนขาดนมาซโดยเจตนาก็ดี ...
หุก่มของอิสลามจะแยกกันไว้คนละซีกโลก ไม่มีทางจะบรรจบกันได้ ...
(4). ส่วนการที่ท่านอัช-ชันกีฏีย์กล่าวว่า การนิกาห์กับสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินาเป็นเรื่องต้องห้ามและจะกระทำมิได้จนกว่านางจะคลอดบุตร โดยอ้างว่าการนิกาห์กับสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินาก็คือการรดพืชผักด้วยน้ำของผู้อื่น(คือการร่วมเพศกับสตรีที่ตั้งครรภ์กับผู้อื่น)ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามนั้น ...
ผมขอชี้แจงกรณีนี้ดังต่อไปนี้ ...
คำกล่าวข้างต้นเป็นการอ้างถึงหะดีษบทหนึ่งซึ่งรายงานมาจากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมที่กล่าวว่า ...
لاَ يَحِلُّ ِلإمْرِأٍ يُؤْمِنُ بِاللهِ وَالْيَوْمِ اْلآخِرِ أَنْ يَسْقِىَ مَاءَهُ زَرْعَ غَيْرِهِ
“ไม่อนุญาตแก่บุคคลใดที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันอาคิเราะฮ์ จะรดน้ำของเขาให้แก่พืชผักของผู้อื่น”...
หะดีษนี้เป็นหะดีษหะซันในภาพรวม, บันทึกโดยท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 2158 และท่านอะห์มัด เล่มที่ 4 หน้า 108 โดยรายงานจากท่านรุวัยฟิอฺ บินษาบิต ร.ฎ. ...
อีกสำนวนหนึ่งของหะดีษนี้จากการบันทึกของท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 1131 จากหนังสือ “อัส-สุนัน”ของท่าน มีข้อความว่า ...
مَنْ كَانَ يُؤْمِنُ بِاللهِ وَالْيَوْمِ اْلآخِرِ فَلاَ يَسْقِ مَاءَهُ وَلَدَ غَيْرِهِ
“ผู้ใดที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันอาคิเราะฮ์ ก็อย่ารดน้ำของเขาให้ลูกของผู้อื่น”
หะดีษทั้งสองสำนวนนี้มีความหมายเดียวกัน คือห้ามศรัทธาชนที่เป็นผู้ชาย ร่วมเพศกับสตรีที่ตั้งครรภ์กับคนอื่น ...
โปรดสังเกตด้วยว่า การห้ามร่วมเพศจากหะดีษบทนี้คือ หากนางตั้งครรภ์กับคนอื่น ...
เพราะฉะนั้นความหมายในมุมกลับ (مَفْهُوْمُ) ของหะดีษนี้ก็คือ หากนางตั้งครรภ์กับเขา ก็ไม่มีข้อห้ามในการที่เขาจะร่วมหลับนอนกับนาง ...
ที่สำคัญที่สุด หะดีษบทนี้มิใช่เป็นหลักฐานห้าม “นิกาห์” กับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ แต่เป็นหลักฐานห้าม “ร่วมเพศ” กับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์กับผู้อื่นจนกว่านางจะคลอดบุตร ...
ผมได้เคยกล่าวมาแล้วว่า การนิกาห์กับการมีเพศสัมพันธ์ เป็นคนละเรื่องกัน ...
แม้หะดีษบทนี้จะเป็นเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์กับเชลยศึกสตรี แต่เนื้อหาก็พอจะเกี่ยวโยงไปถึงการมีเพศสัมพันธ์กับสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินาด้วยในบางลักษณะ
เพื่อความกระจ่าง ผมจึงขออธิบายหะดีษนี้ ดังต่อไปนี้ ...
จากสิ่งที่ได้อธิบายมาแล้วตั้งแต่ต้นพอจะสรุปได้ว่า ผู้ชายทำซินานั้นหลังจากได้เตาบะฮ์อย่างถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ก็อนุญาตให้นิกาห์กับสตรีใดก็ได้ และหากเป็นสตรีที่ซินาก็ไม่จำเป็นต้องมีอิดดะฮ์ คือไม่ว่านางจะตั้งครรภ์หรือไม่ และไม่ว่าจะนิกาห์กับอดีตคู่ซินาของนางหรือกับผู้ชายอื่น นิกาห์ดังกล่าวถือว่า เศ๊าะห์ (ใช้ได้) ทั้งนั้น ...
ที่กล่าวมานี้ คือเรื่องของการนิกาห์ ...
ส่วนเรื่องการมี “เพศสัมพันธ์” หลังการนิกาห์ ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งซึ่งจะต้องพิจารณาหลักฐานอื่นๆประกอบว่า “ต้องมี” หรือ “ควรจะมี” เงื่อนไขอย่างไรหรือไม่..
สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาก็คือหะดีษต่างๆ ..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หะดีษบทข้างต้น และหะดีษอีกบทหนึ่งที่ผ่านมาแล้วอันมีข้อความว่า ...

لاَ تُوْطَأُْ حَامِلٌ حَتىَّ تَضَعَ، وَلاَ غَيْرُ حَامِلٍ حَتىَّ تَحِيْضَ حَيْضَةً

“สตรีที่กำลังตั้งครรภ์จะต้องไม่ถูกร่วมเพศ (คือห้ามร่วมเพศกับนาง)จนกว่านางจะคลอดบุตร และสตรีที่มิได้ตั้งครรภ์(จะต้องไม่ถูกร่วมเพศ)จนกว่านางจะมีประจำเดือนหนึ่งครั้ง” ...
หะดีษบทนี้ก็เป็นหะดีษที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการห้ามร่วมเพศกับเชลยศึกสตรีก่อนนางอิสติบรออ์เช่นเดียวกัน ...
การห้ามร่วมเพศกับเชลยสตรีในหะดีษทั้งสองบทนี้ แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะด้วยกัน คือ ...
กรณีแรก ถ้าเชลยสตรีคนนั้นมิได้ตั้งครรภ์ ก็ห้ามร่วมเพศกับนางจนกว่านางจะอิสติบรออ์ คือมีประจำเดือน 1 ครั้งเสียก่อน ...
ข้อห้ามนี้เป็นข้อห้ามที่ تَعَقُّلٌ .. คือสามารถเข้าใจเหตุผลได้ว่า ที่ท่านศาสดาได้ห้ามร่วมเพศกับเชลยสตรีจนกว่านางจะมีประจำเดือน ก็เพื่อพิสูจน์ว่านางมิได้มีครรภ์มาจากสามีก่อนถูกจับเป็นเชลย ...
เพราะฉะนั้น เมื่อผ่านการพิสูจน์ด้วยการมีประจำเดือนของนางและมั่นใจแล้วว่านางไม่ตั้งครรภ์จากสามี เจ้านายของนางก็จะได้แน่ใจว่า หากนางตั้งครรภ์หลังจากร่วมหลับนอนกับเขา ลูกในท้องคือลูกของเขาอย่างแท้จริง ...
บทพิสูจน์นี้ สามารถนำมาใช้กับสตรีที่ซินาได้เช่นเดียวกันตามทัศนะของท่านอิหม่ามอบูหะนีฟะฮ์ ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับทัศนะของท่านในกรณีนี้ ...
คือหลังจากผ่านการนิกาห์กับสตรีที่ซินา(และผ่านการเตาบะฮ์อย่างถูกต้อง) เรียบร้อยแล้ว สามีของนางก็ต้องพิสูจน์นางด้วยการรอให้นางมีประจำเดือน 1 ครั้งก่อนจะร่วมหลับนอนกับนาง เพื่อรอดูว่านางติดท้องมาจากการซินาหรือไม่ ...
การพิสูจน์ดังกล่าวนี้ ไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่าสามีของนางจะเป็นอดีตคู่ซินาของนางเองหรือผู้ชายอื่น ...
เพราะลูกที่ติดมาจากการซินา - ถ้ามี - แม้จากผู้ชายที่เป็นคู่ซินาของนางก็ตาม ย่อมมีผลแตกต่างกับลูกที่เกิดมาจากการนิกาห์ที่ถูกต้องภายหลังในด้านหลักการของศาสนาอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าในด้านการนับความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับผู้เป็นบิดา, การสืบมรดกระหว่างกัน และอื่นๆ ...
กรณีที่สอง ถ้าเชลยสตรีนั้นตั้งครรภ์มาจากสามีของนางก่อนถูกจับเป็นเชลย ก็ไม่อนุญาตให้เจ้านายของนางร่วมเพศกับนางจนกว่านางจะคลอดบุตรเสียก่อน ...
ข้อห้ามข้อนี้ในทัศนะของผมถือว่า เป็นข้อห้ามแบบ تَعَبُّدٌ .. คือ ให้ปฏิบัติตามโดยดุษฎี - ไม่ใช่ไม่มีเหตุผล - แต่ไม่ทราบเหตุผลว่า ห้ามเพราะอะไร ? ...
จะอ้างเหตุผลว่า ห้ามร่วมเพศเพราะเกรงจะสับสนเรื่องสายเลือดของทารกในครรภ์ว่าจะเป็นลูกติดจากสามีของนางหรือลูกของเจ้านายก็เป็นไปไม่ได้ เพราะการร่วมเพศหลังจากนางตั้งครรภ์กับสามีแล้ว ไม่มีผลด้านสายเลือดกับทารกที่อยู่ในครรภ์ทั้งสิ้น และลูกในครรภ์ของนางก็เป็นลูกจากสามีของนางแน่นอน ...
ผมจึงไม่เข้าใจเหตุผลของข้อห้ามดังกล่าวนี้ นอกจากว่าเมื่อเป็นการห้ามของท่านศาสดา ก็จำเป็นที่มุสลิมทุกคนที่มีอีหม่านจะต้องปฏิบัติตาม โดยไม่ต้องไปเกี่ยงว่าจะต้องรู้เหตุผลการห้ามก่อนจึงจะปฏิบัติ ...
ข้อห้ามข้อนี้ หากนำมาปรับใช้กับสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินา ก็ต้องมีการจำแนก ว่าผู้ชายที่นิกาห์กับนางคือใคร ...
หากผู้ชายที่นิกาห์กับนางเป็นผู้ชายอื่นไม่ใช่อดีตคู่ซินาของนาง หลังจากผ่านการนิกาห์แล้วก็ห้ามเขาร่วมเพศกับนางจนกว่านางจะคลอดบุตร ตามนัยของหะดีษทั้งสองบทข้างต้นที่ห้ามผู้ชาย ร่วมเพศกับสตรีที่ตั้งครรภ์กับบุคคลอื่น ...
ในกรณีนี้ ผมจึงเห็นด้วยกับทัศนะที่ว่า ผู้ชายที่ต้องการจะนิกาห์กับสตรีที่ทำซินากับคนอื่นมา - ไม่ว่านางจะตั้งครรภ์หรือไม่ก็ตาม - ทางที่ดีเขาไม่ควรรีบด่วนนิกาห์กับนางจนกว่านางจะอิสติบรออ์ .. คือมีประจำเดือน 1 ครั้งหรือคลอดบุตรเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อป้องกันความผิดพลาดด้านสายเลือดหากไม่ปรากฏแน่ชัดว่านางตั้งครรภ์จากการซินาหรือไม่ .. หรือป้องกันความผิดบาปจากการร่วมหลับนอนกับสตรีที่ตั้งครรภ์กับผู้อื่นหากเขาอดใจรอเวลาให้นางคลอดบุตรไม่ไหว ...
แต่หากผู้ชายที่นิกาห์กับนางเป็นอดีตคู่ซินาของนางเอง ก็ไม่มีข้อห้ามอันใดที่เขาจะร่วมหลับนอนกับนางได้ทันทีหลังจากนิกาห์แล้วโดยไม่จำเป็นต้องรอให้คลอดบุตร เพราะนางซินากับเขาและตั้งครรภ์กับเขา ไม่ใช่ตั้งครรภ์กับผู้อื่นซึ่งเป็นประเด็นห้ามจากการมีเพศสัมพันธ์กับสตรีที่ตั้งครรภ์ ตามข้อความอันชัดเจนของหะดีษทั้งสองบทนั้น ...
สรุป
1. การนิกาห์ของผู้ที่ทำซินาเป็นเรื่องต้องห้าม(หะรอม)และการนิกาห์นั้นใช้ไม่ได้ (ไม่เศาะห์) จนกว่าเขาและนางจะผ่านการเตาบะฮ์ให้ถูกต้องเสียก่อน ...
2. เมื่อผ่านการเตาบะฮ์เรียบร้อยแล้ว ก็อนุญาตให้สตรีที่ทำซินา นิกาห์กับใครก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีอิดดะฮ์ ไม่ว่านางจะตั้งครรภ์หรือไม่ตั้งครรภ์ ...
3. กฎเกณฑ์ที่เป็นสากลในการกำหนดว่าสตรีจะต้องมีอิดดะฮ์หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 2 ประการคือ ...
ก. การร่วมเพศระหว่างสตรีกับผู้ชายที่ทำให้นางมีอิดดะฮ์ จะต้องเป็นการร่วมเพศที่หะล้าล คือไม่มีการลงโทษผู้กระทำและ/หรือผู้ถูกกระทำ อันเนื่องมาจากการเป็นสามีภรรยาหรือเป็นเจ้านายกับทาสหญิง เป็นต้น ...
ข. มีการ “พราก” หรือ “แยก” จากกัน ระหว่างสตรีกับผู้ชายที่ทำให้นางมีอิดดะฮ์(คือสามีหรือเจ้านาย) ไม่ว่าการพรากจากกันนั้นจะเกิดจากการหย่า, การตาย, การถูกขายให้ผู้อื่น(กรณีสตรีที่เป็นทาส) หรือเพราะถูกจับเป็นเชลย ...
ส่วนข้อยกเว้นบางประการจากเงื่อนไข 2 ประการนี้ ก็ดังตัวอย่างที่ผ่านมาแล้วตอนต้น ...
4. หลังจากนิกาห์เรียบร้อยแล้ว หากสตรีที่เคยทำซินาไม่ปรากฏหลักฐานว่าตั้งครรภ์ ก็ห้ามสามีของนางร่วมหลับนอนกับนางจนกว่านางจะมีประจำเดือน 1 ครั้ง ไม่ว่าสามีของนางจะเป็นผู้ชายอื่นหรือเป็นอดีตคู่ซินาของนางก็ตาม ทั้งนี้เพื่อความมั่นใจว่าบุตรที่เกิดมามิใช่เป็นบุตรจากการซินา ...
5. หากนางตั้งครรภ์จากการซินาและสามีผู้นิกาห์กับนางเป็นผู้ชายอื่น ก็ไม่อนุญาตให้เขาร่วมหลับนอนกับนางจนกว่านางจะคลอดบุตรเสียก่อน เพราะมีหะดีษห้ามไว้อย่างชัดเจนในเรื่องนี้ ...
6. แต่หากสามีของนางเป็นอดีตคู่ซินาของนาง ก็อนุญาตให้เขาร่วมหลับนอนกับนางได้ทันทีหลังจากนิกาห์ แม้ว่านางจะกำลังตั้งครรภ์จากการซินากับเขาก็ตาม เพราะไม่มีหลักฐานห้ามในเรื่องนี้ ...
وَاللهُ أَعْلَمُ بِالصَّوَابِ، وَإِلَيْهِ الْمَرْجِعُ وَالْمَآبِ، وَصَلَّى اللهُ عَلَى سَيِّدِنَا مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِهِ وَصَحْبِهِ وَسَلَّمَ ...

อ. มะห์มูด (ปราโมทย์) ศรีอุทัย
โทร 086-6859660

การเปิดเผยส่วนที่เป็นปมด้อยแก่ผู้ที่มาสู่ขอ



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ถาม
กรณีชาย หญิง จะแต่งงานกัน เมื่อสาวนางหนึ่ง มีชายมาสู่ขอ ถ้าหญิงสาวมีความบกพร่องอยู่บ้าง สิ่งไหนที่ควรบอกให้เจ้าบ่าว(ว่าที่ เจ้าบ่าว)ได้รับรู้ ได้รับทราบ เพื่อการตัดสินใจในการแต่งงาน หรือว่าไม่จำเป็นต้องบอกอะไรเลยครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ เช่น เจ้าสาวรู้ตัวเองดีว่า ไม่สามารถมีบุตรได้ อันนี้ จำเป็นต้องบอกมั้ยครับ หรือกรณีบกพร่องเล็กๆน้อยๆ เช่น หญิงสาวมีโรคประจำตัว หรือมีความผิดปกติทางร่างกาย เช่น ประจำเดือน หรือรอบเดือน มา 2 ครั้ง ในหนึ่งเดือน ซึ่งโดยปกติ ในรอบหนึ่งเดือนสตรี จะมีประจำเดือน 1 ครั้ง อย่างนี้เป็นต้น ผมเข้าใจว่า ถ้าไม่บอกกล่าวตั้งแต่ต้น จะเป็นปัญหา ในการขอหย่า เมื่อสามีรู้ความจริง นะครับ.

ตอบ
 ชีวิตคู่ เป็นสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายตั้งใจจะอยู่กันอย่างถาวร เพราะฉะนั้นความจริงใจของทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับการบรรลุสู่เป้าหมายข้อนี้ ดังนั้น จึงสมควรสำหรับทั้งสองฝ่ายควรจะเปิดเผยความจริงของตน โดยเฉพาะในส่วนที่อาจจะเป็นปมด้อย ให้อีกฝ่ายได้รับทราบเสียก่อน จะได้ไม่เป็นการหลอกลวงหรือทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาทีหลัง และผู้ใดที่ถูกขอคำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องการจะไปสู่ขอผู้หญิงในสิ่งที่ตนเองทราบความจริง ก็ควรบอกไปตามความเป็นจริงต่อผู้ปรึกษา ซึ่งจะไม่ถือว่าเป็นการนินทา ข้อนี้ ต่างกับหากเราวิ่งแจ้นไปเปิดเผยปมด้อยของเขาให้ญาติของอีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ ทั้งๆที่เขายังไม่ทันมาขอคำปรึกษาใดๆกับเราเลย แบบนี้ เข้าข่ายการนินทาที่ต้องห้ามครับ ..



วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2558

กรณีผู้ทำนิกาห์ไม่ทราบว่าอีกฝ่ายหนึ่งเคยทำซีนาและยังไม่เตาบัตตัว



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม

อาจารย์ ค่ะ หากชายที่ทำซีนา แต่ยังไม่เตาบัต และได้ทำการนิกะฮ์กับหญิงคนหนึ่งที่ไม่ใช่คู่ซีนา และหญิงนั้นไม่ทราบถึงการทำซีนานั้น การนิกะฮ์ดังกล่าวใช้ได้ไหม?

ตอบ

คนที่ทำซินา ไม่ว่าจะนิกาห์กับคู่ซินาหรือกับผู้หญิงอื่น จะต้องเตาบะฮ์ก่อนเสมอ
หากนิกาห์กับคู่ซินาก็ต้องเตาบะฮ์ทั้ง 2 คน
หากนิกาห์กับผู้หญิงอื่น เขาก็ต้องเตาบะฮ์ฝ่ายเดียวถึงจะนิกาห์ได้
 ทีนี้หากเขามิได้เตาบะฮ์ก่อนและฝ่ายหญิงก็ไม่ได้รับรู้พฤติการณ์ซินาของเขา นิกาห์นั้นก็ไม่ถูกต้องอยู่ดี
แต่ฝ่ายหญิงถือว่ามิได้มีความผิดแต่อย่างใด
 ส่วนผู้ชาย หากเขาไม่รู้มาก่อนว่ามีเงื่อนไขให้มีการเตาบะฮ์ก่อนนิกาห์ การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองหลังจากนิกาห์นั้นเรียกว่า وطء الشبهة คือ มีเพศสัมพันธ์โดยเข้าใจผิดว่านิกาห์เศาะฮ์ ซึ่งไม่ถือว่า มีความผิดหรือเป็นบาปเช่นเดียวกัน และลูกที่เกิดมาก็ถือว่าเป็นลูกของเขาทั้งสองตามหลักการ
 แต่หากผู้ชายรู้ก่อนแล้ว แล้วยังเจตนาฝ่าฝืน ผู้ชายคนนั้นก็มีความผิดฐานเจตนาทำซินา และหากมีลูก ก็ไม่ถือว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของเขา แต่ถือว่า เป็นลูกของแม่เพียงฝ่ายเดียวครับ

 วัลลอฮุ อะอฺลัม ...


หญิงตั้งครรภ์เนื่องจากการทำซีนามีอิดดะฮ์ไหม?



นิกาห์กับสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินาทำได้หรือไม่ ?


โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

(ตอนที่ 5)

หลักฐานที่ 2. พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงกล่าวในซูเราะฮ์อัฏ-ฏอล้าก อายะฮ์ที่ 4 มีข้อความว่า ...
وَأُولاَتُ اْلأَحْمَالِ أَجَلُهُنَّ أَنْ يَضَعْنَ حَمْلَهُنَّ
“และบรรดาสตรีที่มีครรภ์ กำหนด(อิดดะฮ์)ของพวกนางก็คือการคลอดบุตรที่อยู่ในครรภ์ของพวกนาง”
แล้วมีคำอธิบายในลักษณะว่า โองการนี้มีความหมาย “ครอบคลุม” ถึงทุกๆสตรีที่ตั้งครรภ์(แม้กระทั่งจากการซินา) ว่า ก่อนจะนิกาห์สตรีที่กำลังตั้งครรภ์จากการซินากับผู้ใด นางจะต้องมีอิดดะฮ์ คือต้องคลอดบุตรก่อนจึงจะนิกาห์ได้ ...
ท่านเช็คอัช-ชันกีฏีย์ ได้กล่าวในหนังสือตัฟซีรฺ “อัฎวาอุ้ลบะยาน” เล่มที่ 6 หน้า 55 ว่า ...
أَنَّ أَظْهَرَ قَوْلَيْ أَهْلِ الْعِلْمِ عِنْدِيْ أَنَّهُ لاَيَجُوْزُ نِكَاحُ الْمَرْأَةِ الْحَامِلِ مِنَ الزِّنَا قَبْلَ وَضْعِ حَمْلِهَا، ........ ِلأَنَّ نِكَاحَ الرَّجُلِ امْرَأَةً حَامِلاً مِنْ غَيْرِهِ فِيْهِ سَقْىُ الزَّرْعِ بِمَاءِ الْغَيْرِ وَهُوَ لاَ يَجُوْزُ ............ وَقَدْ صَرَّحَ اللهُ بِأَنَّ الْحَوَامِلَ أَجَلُهُنَّ أَنْ يَضَعْنَ حَمْلَهُنَّ، فَيَجِبُ اسْتِصْحَابُ هَذَاالعُّمُوْمِ ....
“ที่ชัดเจนที่สุดสำหรับฉันจากสองทัศนะของนักวิชาการ(ที่ขัดแย้งกัน)ก็คือ ไม่อนุญาตให้นิกาห์กับสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินาก่อนนางจะคลอดบุตร ...... เนื่องจากการนิกาห์ของผู้ชายกับสตรีที่ตั้งครรภ์กับผู้อื่น เป็นการรดพืชผักด้วยน้ำของผู้อื่น(คือมีเพศสัมพันธ์กับสตรีที่ตั้งครรภ์กับผู้อื่น)ซึ่งไม่เป็นที่อนุญาต ....... และแน่นอน พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงระบุอย่างชัดเจนแล้วว่า บรรดาสตรีที่มีครรภ์นั้น กำหนดของพวกนางก็คือการคลอดบุตรในครรภ์ของพวกนาง เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องยึดถือตามความหมายครอบคลุมกว้างๆนี้ ........”
ชี้แจง
แต่ผมมีความเห็นแย้งกับท่านอัช-ชันกีฏีย์ในกรณีนี้ครับ ...
คือผมเห็นว่า โองการนี้มิได้มีความหมาย “ครอบคลุมกว้างๆ” ถึงสตรีที่ตั้งครรภ์เพราะทำซินาด้วย .. อย่างที่ท่านเช็คอัล-ชันกีฏีย์กล่าวอ้าง ...
แต่โองการนี้มีความหมายจำกัดเฉพาะ “สตรีที่มีครรภ์กับสามีแล้วสามีหย่า” อันเป็นสิ่งที่เข้าใจได้จากอายะฮ์แรกๆของซูเราะฮ์อัฏ-ฏอล้าก ...
ซูเราะฮ์อัฏ-ฏอล้าก แปลว่า ซูเราะฮ์เรื่องการหย่าร้าง อันบ่งบอกถึงวัตถุประสงค์ของซูเราะฮ์นี้แล้วว่า จะอธิบายหุก่ม "สตรีที่ถูกสามีหย่าร้าง" ในบริบทต่างๆ ...
ก่อนอื่น ก็จะขอทำความเข้าใจกับผู้อ่านทุกท่านเกี่ยวกับพื้นฐานและที่มาที่ไปของซูเราะฮ์อัฏ-ฏอล้ากเสียก่อนดังนี้ ...
(1). ซูเราะฮ์อัฏ-ฏอล้ากอันเป็นซูเราะฮ์ที่ 65 ของอัล-กุรฺอานนั้น .. ตอนต้นของซูเราะฮ์นี้จะแนะนำสามีที่ต้องการหย่าภรรยาว่า การหย่าที่ถูกต้องจะกระทำได้เมื่อไร ...
ตอนต่อมา กล่าวถึงสามีภรรยาที่หย่าร้างกันและต้องการกลับคืนดีกันว่า จะกลับคืนดีกันได้อย่างไร ...
ต่อมาก็กล่าวถึงอิดดะฮ์ของสตรีที่ถูกสามีหย่าว่า จะมี 3 ลักษณะ และอิดดะฮ์ของพวกนางแต่ละลักษณะเป็นอย่างไร ...
และในตอนท้ายซูเราะฮ์ก็จะกล่าวถึงค่าใช้จ่าย, ค่าที่พัก, ค่าจ้างแม่นม และอื่นๆของสตรีที่ถูกหย่านั้น ...
สรุปแล้ว เรื่องของอิดดะฮ์, เรื่องของค่าใช้จ่าย, ค่าที่พัก, ค่าจ้างแม่นม ฯลฯ ดังที่มีกล่าวไว้ในซูเราะฮ์นี้ ล้วนมีผลมาจากการ “หย่า” ของสามีทั้งสิ้น ...
และในเรื่องของอิดดะฮ์สตรีที่ถูกสามีหย่า .. ตอนเริ่มต้นอายะฮ์ที่ 4 จะกล่าวถึงอิดดะฮ์ของสตรีวัยทองก่อน, ต่อมาก็กล่าวถึงอิดดะฮ์สตรีที่ยังไม่มีประจำเดือน แล้วสุดท้ายก็กล่าวถึง “อิดดะฮ์สตรีมีครรภ์” ซึ่งตอนที่สองและตอนที่สาม จะเป็นการเชื่อมประโยค (عَطْفٌ) อย่างต่อเนื่องกับตอนแรก .. ดังที่จะได้อธิบายต่อไป ...
(2). ทีนี้ ให้เรามาดูโองการเกี่ยวกับเรื่องอิดดะฮ์ของสตรีตั้งแต่ต้นอายะฮ์ที่ 4 ของซูเราะฮ์อัฏ-ฏอล้ากพร้อมด้วยการอธิบายความหมายที่แท้จริงว่า หมายถึงอิดดะฮ์ของสตรีลักษณะใด ...
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงดำรัสว่า ...

وَاْللاَئِىْ يَئِسْنَ مِنَ الْمَحِيْضِ مِنْ نِسَآءِكُمْ إِنِ ارْتَبْتُمْ فَعِدَّتَهُنَّ َثَلاَثَةُ أَشْهُرٍ وَاْللاَئِىْ لَمْ يَحِضْنَ وَأُولاَتُ اْلأَحْمَالِ أَجَلُهُنَّ أَنْ يَضَعْنَ حَمْلَهُنَّ
“และบรรดาสตรีจากภรรยาของพวกเจ้าที่(ถูกหย่าและ)สิ้นหวังจากประจำเดือน (คือวัยทอง) หากพวกเจ้าสงสัย (ในเรื่องอิดดะฮ์ของพวกนาง) ก็ (พึงรู้เถิดว่า) อิดดะฮ์ของพวกนางคือสามเดือน, และบรรดาสตรี(จากภรรยาของพวกเจ้าที่ถูกหย่า) ที่ไม่เคยมีประจำเดือน (อิดดะฮ์ของพวกนางก็คือสามเดือนเช่นเดียวกัน), และบรรดาสตรี (จากภรรยาของพวกเจ้าที่ถูกหย่า) ที่ตั้งครรภ์ กำหนด(อิดดะฮ์) ของพวกนางก็คือ ให้พวกนางคลอดสิ่งที่อยู่ในครรภ์ของพวกนาง ....”
(คำในวงเล็บทั้งหมดเป็นคำอธิบาย เพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจเจตนารมณ์และการเชื่อมต่อของทั้งสามประโยคที่กล่าวถึงอิดดะฮ์ของสตรีทั้งสามลักษณะอย่างกระจ่างแจ้งที่สุด) ...
จะเห็นได้ว่า โองการข้างต้นนี้มีอยู่ 3 วรรคหรือสามประโยค เป็นการอธิบายอิดดะฮ์ของสตรีที่ถูกสามีหย่าร้าง โดยอธิบายว่า พวกนางมีสามลักษณะคือ ...
1. สตรีที่สิ้นหวังจากการมีประจำเดือน อิดดะฮ์ของพวกนางคือ สามเดือน ...
2. สตรีที่ยังไม่เคยมีประจำเดือน อิดดะฮ์ของพวกนางคือสามเดือนเช่นเดียวกัน ...
3. สตรีที่กำลังตั้งครรภ์ อิดดะฮ์ของพวกนางคือคลอดบุตร ...
อธิบาย
จากประโยคแรกที่ว่า وَاْللاَئِىْ يَئِسْنَ مِنَ الْمَحِيْضِ مِنْ نِسَآءِكُمْ (และบรรดาสตรีจากภรรยาของพวกเจ้าที่สิ้นหวังจากประจำเดือน....................) ...
จะเห็นได้ว่า ประโยคนี้, ข้อความเพียงเท่านี้, หากไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า “ที่ถูกหย่าร้าง” ดังที่ผมเขียนไป ก็จะมีความหมาย “ครอบคลุม” ถึงสตรี “ทุกคน” ที่มีสามีและอยู่ในวัยทองว่า ให้พวกนางมีอิดดะฮ์ 3 เดือน และเมื่อครบอิดดะฮ์สามเดือนแล้ว นางก็สามารถนิกาห์ใหม่กับใครก็ได้ โดยไม่ได้กล่าวถึงเลยว่าสามีของนางจะหย่าหรือไม่หย่านางก็ตาม ...
ซึ่งความหมายครอบคลุมนี้ลักษณะนี้ ขัดกับข้อเท็จจริงที่ว่า สตรีคนใด -ไม่ว่าจะอยู่ในวัยไหน, สภาวะใดก็ตาม - หากสามียังไม่หย่า นางจะนิกาห์กับใครไม่ได้ ...
แสดงว่า ประโยคนี้หรือวรรคนี้ (และอีก 2 วรรคถัดมา) พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ได้ทรงตัด (مَحْذُوْفٌ) บางข้อความอันเป็นที่เข้าใจได้จากตอนเริ่มต้นซูเราะฮ์ที่พระองค์กล่าวถึงเรื่องการหย่าของสามีต่อภรรยา ...
ดังนั้น ความหมายหรือเจตนารมณ์ที่แท้จริงของประโยคนี้ก็คือ ...
وَاْللاَئِىْ يَئِسْنَ مِنَ الْمَحِيْضِ مِنْ نِسَآءِكُمْ (الْمُطَلَّقَةِ)
(และบรรดาสตรีที่สิ้นหวังจากประจำเดือนจากภรรยาของพวกเจ้า “ที่ถูกหย่า” หากพวกเจ้าสงสัย (ในอิดดะฮ์ของพวกนาง) ................................)
นี่คือความจริงที่ใครๆก็ปฏิเสธไม่ได้ ...
ประโยคต่อมาที่ว่า وَاْللاَئِىْ لَمْ يَحْضِنَ (และบรรดาสตรีซึ่งไม่เคยมีประจำเดือน) และประโยคสุดท้ายที่ว่า وَأُولاَتُ اْلأَحْمَالِ (บรรดาสตรีที่มีครรภ์) อันถูกเชื่อมโยง (مَعْطُوْفٌ) กับประโยคแรก ก็อยู่ในลักษณะเดียวกัน คือมีการตัดข้อความที่ว่า “จากภรรยาของพวกเจ้าที่ถูกหย่า” ออกทั้งสิ้น ...
นี่คือสิ่งปกติในภาษาอาหรับที่จะมีการตัด(مَحْذُوْفٌ) บางข้อความของประโยคหลังเพราะเป็นที่เข้าใจแล้วจากประโยคตอนต้นเพื่อความสละสลวยด้านภาษาและไม่เป็นการใช้คำพูดคำเดียวกันซ้ำซากหรือฟุ่มเฟือยจนเกินไป ...
ด้วยเหตุนี้ บรรดานักวิชาการ - ทั้งหมด - จึงไม่มีใครขัดแย้งกันเลยว่า อิดดะฮ์ของสตรีทั้งสามประเภทนี้ - จากโองการนี้ - ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ...
แต่มีผลมาจากการ “หย่า” ของ “สามี” ...
เพราะฉะนั้น ข้ออ้างของท่านเช็คอัช-ชันกีฏีย์ที่ว่า ...
“ไม่อนุญาตให้นิกาห์กับสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินาก่อนนางจะคลอดบุตร” และ ..“และแน่นอน พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงระบุอย่างชัดเจนแล้วว่า บรรดาสตรีที่มีครรภ์นั้น กำหนดของพวกนางก็คือการคลอดบุตรในครรภ์ของพวกนาง เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องยึดถือตามความหมายครอบคลุมกว้างๆนี้ ........”
ในทัศนะของผมจึงรับฟังไม่ขึ้น ...
เพราะเมื่อพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. กล่าวว่า أُولاَتُ اْلأَحْمَالِ (บรรดาสตรีที่มีครรภ์) พระองค์จะหมายถึง “สตรีมีครรภ์ที่มีสามีแล้วถูกสามีหย่า” ดังที่ได้อธิบายมาแล้ว ...
แล้วมันจะไปครอบคลุมถึงสตรีมีครรภ์ แต่ไม่มีสามีและไม่มีใครหย่าได้อย่างไร ?
นี่คือสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ และนักวิชาการ “ส่วนใหญ่” ก็ไม่ได้เข้าใจอย่างนี้อย่างนี้
แต่ถ้ามีผู้ใดกล้ายืนยันว่าโองการนี้ครอบคลุม “ทุกสตรี” ที่มีครรภ์ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ เพราะพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. “ทรงกล่าว” ไว้อย่างกว้างๆ จึงไม่จำเป็นต้องไปคำนึงถึง “เจตนารมณ์” ของพระองค์ดังที่กล่าวมา ...
ก็แสดงว่า ความหมายของโองการนี้ ครอบคลุมสตรีที่มีครรภ์ทุกคน ไม่ว่าสตรีมีครรภ์ที่ถูกสามีหย่า, สตรีมีครรภ์ที่สามีมิได้หย่า, สตรีมีครรภ์ที่สามีตาย และสตรีมีครรภ์จากการซินา ...
เพราะทุกคนคือ أُولاَتُ اْلأَحْمَالِ (สตรีมีครรภ์) อันเป็นคำกล่าวที่ครอบคลุมกว้างๆไม่มีขอบเขต .. ดังการอธิบายของท่านเช็คอัช-ชันกีฏีย์ ดังนั้นอิดดะฮ์ของพวกนางทุกคนคือคลอดบุตร! .. และเมื่อคลอดบุตรแล้วพวกนางก็หมดอิดดะฮ์ .. สามารถนิกาห์กับใครก็ได้ ...
ถ้าจะเอาความหมายครอบคลุมกันอย่างนี้ ผมก็อยากจะถามว่า ...
สตรีที่ “มีครรภ์” กับสามีโดยสามียังไม่หย่าและยังไม่ตาย นางจะต้องมีอิดดะฮ์ด้วยใช่หรือไม่ ? .. เพราะนางจัดเข้าอยู่ในความหมายกว้างๆของ “สตรีมีครรภ์” จากโองการนี้ด้วยตามคำกล่าวของท่าน ...
และหลังจากคลอดบุตรแล้ว นางก็สามารถนิกาห์กับผู้ชายอื่นได้(แม้สามีจะไม่หย่าและไม่ตาย) เพราะนางหมดอิดดะฮ์ (ตามนัยกว้างๆของโองการนั้น) แล้ว ใช่หรือไม่ ? ...
ถ้าปฏิเสธหรือตอบว่า ไม่ใช่และไม่ได้! .. ก็เท่ากับเรายอมรับความจริงว่า คำว่า “สตรีที่มีครรภ์” ในโองการนี้มิได้ครอบคลุม “ทุกๆสตรีที่มีครรภ์” อย่างที่เราเข้าใจ ..
ขนาดสตรีมีครรภ์, มีสามี, แต่สามียังไม่หย่า โองการนี้ยังครอบคลุมไปไม่ถึง ...
แล้วสตรีมีครรภ์ แต่ไม่มีสามี และไม่มีใครหย่า อย่างสตรีทำที่ซินา ...
โองการนี้จะไปครอบคลุมได้อย่างไร ?...
สิ่งที่พอจะเทียบเคียงและอยู่ในกรอบการ “ครอบคลุม” ของโองการนี้คล้ายกับสตรีมีครรภ์ที่สามีหย่าก็คือ สตรีมีครรภ์แล้วสามีตาย เพราะทั้งสองถูกพรากจากสามีเหมือนกัน ...
เพราะฉะนั้น สตรีมีครรภ์ที่สามีหย่า และสตรีมีครรภ์ที่สามีตาย อิดดะฮ์ของพวกนางจึงเหมือนกัน คือการคลอดบุตร ...
นี่คือคำอธิบายของนักอรรถาธิบายอัล-กุรฺอานแทบทุกท่านดังตัวอย่างที่จะถึง ...
ส่วนความขัดแย้งของนักวิชาการฟิกฮ์เกี่ยวกับอิดดะฮ์ของสตรีที่สามีตายขณะนางตั้งครรภ์ว่า จะเลือกนับระยะเวลาอิดดะฮ์อย่างไรระหว่างการคลอดบุตรกับสี่เดือนสิบวัน ผมจะไม่อธิบายรายละเอียด ณ ที่นี้ ...
เพราะฉะนั้น ...
ก. สตรีมีครรภ์ที่ “มีสามี” แต่ยังไม่มีการแยกหรือพรากจากกัน คือสามียังไม่หย่าและสามียังไม่ตาย ...
ข. สตรีที่มีครรภ์ แต่“ยังไม่มีสามี” (ก็หมายถึงสตรีที่มีครรภ์จากการซินานั่นแหละ .. ส่วนการหย่าไม่ต้องพูดถึงเพราะไม่มีสามีที่จะหย่าให้) ...
สตรีทั้ง 2 ประเภทนี้ไม่จัดเข้าอยู่ในความหมายครอบคลุมของโองการนี้เพราะขาดเงื่อนไขร่วม 2 ประการของอิดดะฮ์ที่เข้าใจได้จากโองการนี้ คือต้อง “มีสามี” และต้อง “แยก” หรือพรากจากสามีด้วยการหย่า(หรือการตาย ดังได้กล่าวมาแล้ว) ...
(3). พยัญชนะวาว ( وَ : แปลว่า “และ”) ตอนเริ่มต้นโองการนี้ ไม่ใช่เป็น وَاوُاسْتِئْنَافِ الْبَيَانِ หรือวาวที่บ่งบอกว่าเป็นการเริ่มต้นประโยคใหม่เพื่อชี้แจงหุก่มอิดดะฮ์ของสตรีที่ ตั้งครรภ์เป็นการเฉพาะว่า “สตรีทุกคนที่ตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะตั้งครรภ์จากสามีหรือตั้งครรภ์จากการซินา จะต้องมีอิดดะฮ์ และอิดดะฮ์ของพวกนางคือคลอดบุตร” ..
แต่ตามข้อเท็จจริง พยัญชนะวาวตัวนี้เป็น حَرْفُ الْعَطْفِ (คำสันธานหรือ Conjunction) .. คือพยัญชนะที่ใช้เชื่อมประโยคหลังกับประโยคหน้าหรือเชื่อมคำหลังกับคำหน้า เพื่อให้มีความหมายต่อเนื่องกันหรือมีหุก่มเดียวกัน ...
และ - ตามหลักวิชาไวยากรณ์ - ประโยคที่ว่า وَأُولاَتُ اْلأَحْمَالِ أَجَلُهُنَّ أَنْ يَضَعْنَ حَمْلَهُنَّ ก็เป็นโองการที่เกี่ยวพันและเชื่อมโยง (عَطْفٌ) กับประโยคในโองการเดียวกันก่อนหน้านี้ อันได้แก่ประโยคแรกที่ว่า ..
وَاْللاَئِىْ يَئِسْنَ مِنَ الْمَحِيْضِ مِنْ نِسَآءِكُمْ
“และบรรดาสตรีที่สิ้นหวังจากประจำเดือนจาก “ภรรยาของพวกเจ้า(ที่ถูกหย่า)” .. ดังที่อธิบายผ่านมาแล้ว ...
ดังนั้น ข้อความจริงๆและความหมายที่สมบูรณ์ของโองการนี้ตามหลักการกำหนดรูปประโยค (تَقْدِيْرُ الْكَلاَمِ) ของวิชาไวยากรณ์อาหรับ ก็คือ ...
وَأُولاَتُ اْلأَحْمَالِ مِنْ نِسَآءِكُمْ أَجَلُهُنَّ أَنْ يَضَعْنَ حَمْلَهُنَّ
“และบรรดาสตรีจากภรรยาของพวกเจ้า (ที่ถูกหย่า) ที่ตั้งครรภ์ กำหนด (อิดดะฮ์) ของพวกนางก็คือ ให้พวกนางคลอดสิ่งที่อยู่ในครรภ์ของพวกนาง ....”
ความหมายของโองการนี้จึงจำกัดเฉพาะสตรีตั้งครรภ์ที่มีสามีและสามีหย่าเท่านั้น
รวมความแล้ว โองการที่ 4 จากซูเราะฮ์อัฏ-ฏอล้ากจึงเป็นโองการที่กล่าวถึงเรื่องอิดดะฮ์ “ทั้ง 3 ลักษณะ” ของ “สตรีที่มีสามีแล้วถูกสามีหย่า” .. มิได้ครอบคลุมถึงสตรีที่มีสามีแต่สามีมิได้หย่า หรือสตรีที่ยังไม่มีสามี(สตรีที่ทำซินา) ไม่ว่าจะตั้งครรภ์หรือไม่ก็ตาม .. ดังความเข้าใจของนักวิชาการบางท่าน ...




วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558

สตรีที่ทำซินาต้องมีอิดดะฮ์ก่อนนิกาห์หรือไม่ ?

นิกาห์กับสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินาทำได้หรือไม่ ?

โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

(ตอนที่ 4)

(8). สตรีที่ทำซินาต้องมีอิดดะฮ์ก่อนนิกาห์หรือไม่ ?

อันเนื่องมาจากอิดดะฮ์ของสตรีที่ทำซินา ไม่มีปรากฏทั้งในอัล-กุรอานและอัล-หะดีษ นักวิชาการอิสลามจึงมีทัศนะขัดแย้งกันในเรื่องนี้ ...
นักวิชาการส่วนใหญ่ตั้งแต่ยุคเศาะหาบะฮ์ อาทิเช่น ท่านอบูบักรฺ ร.ฎ., ท่านอุมัรฺ ร.ฎ., และยุคหลังจากเศาะหาบะฮ์ เช่นท่านซูฟยานอัษ-เษารีย์, ท่านอบูหะนีฟะฮ์, ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ ฯลฯ ถือว่า สตรีที่ซินา สามารถนิกาห์ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีอิดดะฮ์ ไม่ว่านางจะกำลังตั้งครรภ์หรือไม่ก็ตาม ...
ท่านอบูฎ็อยยิบ มุหัมมัด อัล-อาบาดีย์ นักวิชาการหะดีษยุคหลัง ก็เป็นนักวิชาการอีกท่านหนึ่งที่มีทัศนะดังกล่าวนี้ ดังที่ท่านได้เขียนฟุตโน้ตไว้ในหนังสือ “สุนัน อัด-ดารุกุฏนีย์” เล่มที่ 3 หน้า 269 ซึ่งผมได้เน้นย้ำไว้แล้วตั้งแต่ตอนต้น ...
ส่วนท่านอิหม่ามมาลิกและท่านอิหม่ามอะห์มัดถือว่า นางจะต้องหมดอิดดะฮ์เสียก่อนจึงจะนิกาห์ได้ ...
อีกทัศนะหนึ่งของท่านอิหม่ามอะห์มัดกล่าวว่า นางจะต้องผ่านการอิสติบรออ์เสียก่อนจึงจะนิกาห์ได้ ดังกล่าวมาแล้ว ...
ในทัศนะส่วนตัวของผม - หลังจากที่ได้ตรวจสอบหลักฐานของทั้งสองฝ่ายอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว - ผมเห็นด้วยกับทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ในเรื่องนี้ ...
เพราะนอกจากอิดดะฮ์ของสตรีที่ทำซินาจะไม่มีปรากฏทั้งในอัล-กุรฺอานและอัล-หะดีษดังกล่าวมาแล้ว การกำหนดให้สตรีที่ทำซินาต้องมีอิดดะฮ์ก่อนนิกาห์ ยังขัดแย้งกับหลักเกณฑ์ในการกำหนด “กรอบ” อิดดะฮ์ของสตรีอีกด้วย ...
คำอธิบายในเรื่องนี้ มีดังต่อไปนี้ ...
ท่านอับดุรฺเราะห์มาน อัล-ญะซีรีย์ ได้กล่าวในหนังสือ “อัล-ฟิกฮ์ อะลัลมะษาฮิบ อัล-อัรฺบะอะฮ์” หรือหนังสือฟิกฮ์ 4 มัษฮับ เล่มที่ 4 หน้า 119 ไว้ดังนี้ ...
إِعْلَمْ أَنَّ كُلَّ وَطْءٍ لاَ يَجِبُ بِهِ الْحَدُّ عَلَى الْفَاعِلِ يُوْجِبُ الْعِدَّةَ ............. وَإِلاَّ كَانَ زِنًا وَلاَ يَثْبُتُ بِهِ شَىْءٌ وَيُوْجِبُ الْحَدَّ ..
“พึงทราบเถิดว่า ทุกๆเพศสัมพันธ์ที่ผู้กระทำ (และ/หรือผู้ถูกกระทำ)ไม่ต้องถูกลงโทษ เพศสัมพันธ์นั้นก็ทำให้จำเป็นต้องมีอิดดะฮ์ ........ ถ้ามิฉะนั้น ก็จะถือว่าเป็นการซินาซึ่งไม่มีสิ่งใด (เช่นอิดดะฮ์, การสืบสายเลือด, การจ่ายมะฮัรฺ) เป็นภาระผูกพันด้วยกับการซินานั้น และจำเป็นจะต้องถูกลงโทษด้วย” ...
อธิบาย
ความหมายจากคำกล่าวข้างต้นก็คือ การร่วมเพศใดๆที่ผู้ชาย(และ/หรือผู้หญิงที่ถูกร่วมเพศ) ไม่ต้องถูกลงโทษจากการร่วมเพศนั้น(เช่นการร่วมเพศระหว่างสามีภรรยา หรือการร่วมเพศระหว่างเจ้านายกับทาสหญิง) การร่วมเพศดังกล่าวจะทำให้ผู้หญิงต้องมีอิดดะฮ์! .. แตกต่างจากการร่วมเพศที่ผู้กระทำและ/หรือผู้ถูกกระทำต้องถูกลงโทษ(เช่นซินา) การร่วมเพศดังกล่าวก็ไม่มีผลทำให้เกิดอิดดะฮ์, ไม่มีผลด้านการสืบสายเลือดระหว่างบิดากับบุตร และไม่มีผลด้านมะฮ์ฮัรฺ ...
อธิบายสั้นๆให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ...
ก. ถ้าเป็นเพศสัมพันธ์ที่หะล้าล ผู้หญิงก็ต้องมีอิดดะฮ์ ...
ข. ถ้าเป็นเพศสัมพันธ์ที่หะรอม ผู้หญิงก็ไม่ต้องมีอิดดะฮ์ ...
เมื่อเราตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของอิดดะฮ์ (และอิสติบรออ์) ของสตรีจากอัล-กุรฺอานและอัล-หะดีษทั้งหมดแล้ว ...
ผมถือว่ากฎเกณฑ์ข้อนี้ เป็นเรื่องถูกต้อง ...
ตัวอย่างเช่น ...
ก. กรณีสามีภรรยา .. การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง เป็นเพศสัมพันธ์ที่หะล้าลและไม่ต้องถูกลงโทษ ภรรยาจึงต้องมีอิดดะฮ์ ...
ข. กรณีของทาสหญิง .. แม้นายทาสจะมิใช่เป็นสามี แต่ก็เปรียบเสมือนสามีของนาง การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจึงหะล้าลและไม่ต้องถูกลงโทษ ทาสหญิงคนนั้นจึงต้องมีอิดดะฮ์ ...
ค. กรณีเชลยศึกหญิง .. การมีเพศสัมพันธ์ของนางกับสามีก่อนถูกจับเป็นเชลย ก็เป็นเพศสัมพันธ์ที่หะล้าลและไม่ต้องถูกลงโทษ เชลยหญิงคนนั้นจึงต้องมีการอิสติบรออ์ ซึ่งก็คล้ายๆกับการมีอิดดะฮ์ ...
เพราะฉะนั้น หลังจากสามีหย่า, หลังจากสามีตาย, หลังจากถูกขายแก่ผู้อื่น หรือหลังจากถูกจับเป็นเชลยแล้ว สตรีเหล่านี้ก็จำเป็นต้องมี “อิดดะฮ์” ในกรณีหญิงที่เป็นอิสรชนหรือเป็นทาส, หรือต้องมี “อิสติบรออ์” ในกรณีหญิงเชลย ก่อนที่จะแต่งงานใหม่ หรือก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์กับเจ้านายคนใหม่ ...
กฎเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นอาจจะมีข้อยกเว้นบ้างในบางกรณี อย่างเช่นกรณีที่สตรีซึ่งบรรลุศาสนภาวะแล้ว สมัครใจทำซินากับคนวิกลจริตหรือเด็กผู้ชายที่อายุยังไม่ครบเกณฑ์ เป็นต้น ...
กรณีนี้ถือว่า การกระทำของสตรีผู้นั้นเป็นสิ่งหะรอมเพราะทำซินาด้วยความสมัครใจและนางจะต้องถูกลงโทษด้วย .. และหากนางมีบุตรจากเพศสัมพันธ์นั้นก็ให้มีการสืบสกุลระหว่างบิดาที่วิกลจริตหรือบิดาที่ยังเยาว์กับบุตรได้ ...
ส่วนคู่กรณีหรือตัว “ผู้กระทำ” ซินากับนาง เป็นคนวิกลจริตและยังเยาว์ จึงถูกยกเว้นจากการถูกลงโทษฐานทำซินา ตามบทบัญญัติของศาสนา ...
เมื่อผู้กระทำไม่ต้องถูกลงโทษและไม่มีผิดบาป นางจึงจำเป็นต้องมีอิดดะฮ์จากการกระทำนั้น ...
หรือกรณีที่สตรีคนใดถูกข่มขืน ไม่ว่าจะทำให้นางตั้งครรภ์หรือไม่ก็ตาม นางก็ไม่มีความผิดและไม่ต้องถูกลงโทษจากการถูกร่วมเพศในลักษณะนี้ ...
ดังนั้น หากสตรีผู้นั้นต้องการนิกาห์กับผู้ชายสักคนหนึ่งหลังจากถูกข่มขืน นางก็ต้องมีอิดดะฮ์ก่อนนิกาห์ ...
คือหากนางไม่ตั้งครรภ์ก็ต้องมีประจำเดือน 3 ครั้งหลังจากถูกข่มขืน, หรือหากตั้งครรภ์ก็ต้องรอให้คลอดบุตรเสียก่อน ...
จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 กรณีในตัวอย่างข้างต้นนี้ อิสลามจะให้น้ำหนักกับผู้ที่อิสลามถือว่าไม่ต้องถูกลงโทษและไม่มีผิดบาปจากการซินา (อันได้แก่เด็กหรือคนวิกลจริตในกรณีที่หนึ่ง และสตรีที่ถูกข่มขืนในกรณีที่สอง) ...
การมีเพศสัมพันธ์ทั้ง 2 กรณีข้างต้นจึงทำให้สตรีต้องมีอิดดะฮ์ ...
แต่ .. ตามข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ผู้ชายและผู้หญิงที่ทำซินากัน - ทุกคู่ - จะไม่ถูกจัดเข้าอยู่ในข้อยกเว้นดังการสมมุติข้างต้น เพราะล้วนเป็นการซินาของผู้ที่บรรลุศาสนภาวะแล้ว และสมยอมด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ...
ทั้งสองจึงร่วมกันทำบาปหนักและจะต้องถูกลงโทษเนื่องจากทำซินาตามหลักการศาสนา ...
เพราะฉะนั้น เมื่อการร่วมเพศของผู้ที่ทำซินาในปัจจุบันเป็นความผิดและจะต้องถูกลงโทษ นางจึงไม่จำเป็นต้องมีอิดดะฮ์ก่อนนิกาห์แต่ประการใด ...
สรุปแล้ว มูลเหตุที่ทำให้สตรีต้องมีอิดดะฮ์ก่อนนิกาห์ใหม่ หรือต้องมีอิสติบรออ์ก่อนมีเพศสัมพันธ์กับเจ้านายใหม่ จะต้องประกอบขึ้นจากปัจจัยหลัก 2 ประการคือ ...
1. การร่วมเพศระหว่างสตรีกับผู้ชายที่ทำให้นางมีอิดดะฮ์ จะต้องเป็นการร่วมเพศที่ไม่ผิดหลักการ .. คือ ผู้กระทำและ/หรือผู้ถูกกระทำไม่ต้องถูกลงโทษ อันเนื่องมาจากการเป็นสามีภรรยาหรือเป็นเจ้านายกับทาสหญิง ...
2. มีการ “พราก” หรือ “แยก” จากกัน ระหว่างสตรีกับผู้ชายที่ทำให้นางมีอิดดะฮ์(คือสามีหรือเจ้านาย) ไม่ว่าการพรากจากกันนั้นจะเกิดจากการหย่า, การตาย, การถูกขายให้ผู้อื่น(กรณีสตรีที่เป็นทาส) หรือเพราะถูกจับเป็นเชลย ...
หากขาดมูลเหตุข้อใดข้อหนึ่งจาก 2 ข้อนี้ สตรีก็ไม่จำเป็นต้องมีอิดดะฮ์ก่อนนิกาห์ทั้งสิ้น ...
(9). หลักฐานของผู้กล่าวว่าสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินาจำเป็นต้องมีอิดดะฮ์และข้อโต้แย้ง

ตอนที่ 9 นี้ คือหัวใจหรือไฮท์ไลท์ของข้อเขียนเรื่องนี้ของผมครับ ...
ผู้ที่กล่าวว่าสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินาจำเป็นต้องมีอิดดะฮ์ก่อนนิกาห์ จะอ้างหลักฐานสนับสนุน 2 บทดังนี้ ...
หลักฐานที่ 1. จากหะดีษของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมที่ว่า

لاَ تُوْطَأُْ حَامِلٌ حَتىَّ تَضَعَ، وَلاَ غَيْرُ حَامِلٍ حَتىَّ تَحِيْضَ حَيْضَةً

“สตรีที่กำลังตั้งครรภ์จะต้องไม่ถูกร่วมเพศจนกว่านางจะคลอดบุตร และสตรีที่มิได้ตั้งครรภ์(จะต้องไม่ถูกร่วมเพศ)จนกว่านางจะมีประจำเดือนหนึ่งครั้ง” ...
(หะดีษบทนี้ในภาพรวมถือเป็นหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ บันทึกโดยท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 2157, ท่านอัด-ดาริมีย์ หะดีษที่ 2295, ท่านอะห์มัด เล่มที่ 3 หน้า 62, ท่านอัล-บัยฮะกีย์ เล่มที่ 7 หน้า 449 และผู้บันทึกท่านอื่นๆจากท่านอบูสะอีด อัล-คุดรีย์ ร.ฎ.) ...
ท่านอิบนุกุดามะฮ์ได้กล่าวในหนังสือ “อัล-มุฆนีย์” เล่มที่ 7 หน้า 515 ว่า หะดีษบทนี้มีความหมายอาม (คือครอบคลุมสตรีทุกคนที่ตั้งครรภ์ ไม่ว่าตั้งครรภ์จากสามีหรือจากนายทาสหรือตั้งครรภ์จากซินา จึงห้ามนิกาห์กับนางจนกว่านางจะคลอดบุตร) ...

ชี้แจง
(1). ไม่ว่าจะอ่านสักกี่สิบเที่ยวก็จะเห็นชัดเจนว่า หะดีษบทนี้เป็นหลักฐานเรื่อง “ห้ามร่วมเพศ” .. มิใช่เป็นหลักฐานเรื่อง “ห้ามนิกาห์ .. ดังที่ท่านอิบนุกุดามะฮ์อ้าง ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ เป็นคนละกรณีกันดังได้อธิบายผ่านมาแล้ว ...
(2). การมีความหมายครอบคลุม(عَامٌّ) ของหะดีษบทใดหรืออัล-กุรฺอานอายะฮ์ใด มิได้มีความหมายว่า มันจะต้องกินความรวมสิ่งนั้นๆไปเสียทั้งหมดโดยไม่มีขอบเขต ...
ตรงกันข้าม ทุกๆข้อความที่ “อาม” จะต้องมี “ขอบเขต” และ “กรอบ” ของมันเสมอ ซึ่งจะต้องพิจารณาจากเจตนารมณ์ของคำกล่าวและผู้ที่กล่าวด้วยว่า เจตนารมณ์จากคำกล่าวนั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องอะไร และมีขอบเขตแค่ไหน ...
ตัวอย่างเช่น ...
ก. หะดีษบทหนึ่งจากการบันทึกของท่านอัฏ-ฏ็อบรอนีย์ที่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมกล่าวว่า .. اَلصَّلاَةُ خَيْرُ مَوْضُوْعٍ (การนมาซคือสิ่งดีที่สุดที่ถูกบัญญัติ) ...
แม้คำว่า “ اَلصَّلاَةُ (นมาซ)” ในหะดีษบทนี้มีความหมาย عَامٌّ (ครอบคลุม)ทุกๆคำพูดและทุกๆการกระทำที่เริ่มต้นด้วยตักบีรอตุ้ลเอี๊ยะห์รอมและสิ้นสุดด้วยการให้สลามอันเป็นคำนิยามของคำว่า اَلصَّلاَةُ ก็จริง แต่การนมาซดังที่ระบุในหะดีษบทนี้มันมีกรอบว่า “หมายถึงการนมาซที่มีแบบอย่างมาจากท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม” เท่านั้นถึงจะเรียกว่าเป็นบทบัญญัติที่ดี .. ไม่ใช่หมายถึงทุกๆนมาซที่ไม่มีแบบอย่างด้วย ...
เพราะฉะนั้น ถ้าเราจะถือตามความเข้าใจที่ว่า การครอบคลุม(عَامٌّ) ของหะดีษนี้จะรวมเข้าหมดของทุกอย่างที่มีลักษณะเป็น اَلصَّلاَةُ ข้างต้นโดยไม่มีขอบเขต, ไม่มีกรอบ ...
แล้วทำไมนักวิชาการจึงไปหุก่มว่า การนมาซเราะฆออิบ(นมาซ 12 ร็อกอะฮ์ในคืนศุกร์แรกของเดือนรอญับด้วยรูปแบบเฉพาะที่ถูกกำหนดขึ้นมาเอง) เป็นบิดอะฮ์ ? ทำไมจึงไม่กล่าวว่ามันเป็นบทบัญญัติที่ดี ตามความหมาย “عَامٌّ”ของหะดีษบทนี้ ?...
ข. คำพูดของท่านศาสดาที่ว่า كُلُّ بِدْعَةٍ ضَلاَلَةٌ(ทุกๆบิดอะฮ์เป็นความหลงผิด) ก็เช่นเดียวกัน ...
คำว่า “ทุกๆบิดอะฮ์” เป็นคำพูดที่อาม คือครอบคลุมถึงทุกๆสิ่งที่ถูกกระทำขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าในเรื่องศาสนาหรือเรื่องทางโลก ...
แต่เจตนารมณ์ของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจากคำพูดข้างต้นของท่าน จะหมายถึง ทุกๆสิ่งที่ “เป็นความเชื่อ” ซึ่งบังเกิดขึ้นมาใหม่ในเรื่องอะกีดะฮ์, หรือ “ถูกกระทำ” ขึ้นมาใหม่ในเรื่องอิบาดะฮ์อันไม่มีแบบอย่างมาจากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม (ที่เรียกกันว่า บิดอะฮ์ชัรฺอียะฮ์) เท่านั้นจึงจะหลงผิด ..
คำว่า “ทุกๆบิดอะฮ์คือความหลงผิด” จึง'ไม่ได้อามหรือครอบคลุมถึงบิดอะฮ์ทางโลกหรือการประดิษฐ์สิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อชาวโลกด้วย ซึ่งไม่มีความขัดแย้งในข้อนี้ ...
(3). หะดีษข้างต้น มีเนื้อหาเกี่ยวกับสตรีที่เป็นเชลยศึกซึ่งท่านศาสดาห้ามมิให้เศาะหาบะฮ์ของท่านร่วมเพศกับสตรีที่ตกเป็นเชลยในทันที ยกเว้นนางจะต้องอิสติบรออ์ คือมีประจำเดือนหนึ่งครั้งหรือจนกว่านางจะคลอดบุตรหากนางตั้งครรภ์มาจากสามีของนางก่อนถูกจับเป็นเชลย ...
มิได้มีเป้าหมายถึงทุกๆสตรีที่ตั้งครรภ์ไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม ...
เพราะสมมุติ .. หากหะดีษบทนี้มีความหมายครอบคลุมว่า ห้ามร่วมเพศกับ“ทุกๆสตรีที่ตั้งครรภ์” ในทุกๆกรณีไม่มีข้อยกเว้น ผมก็อยากจะถามว่า ...
ถ้าภรรยาของเราตั้งครรภ์ การร่วมหลับนอนของเรากับภรรยาที่ตั้งครรภ์ก็เป็นที่ต้องห้ามตามความหมาย “ครอบคลุม” ของหะดีษบทนี้ด้วยกระนั้นหรือ ? ...
ถ้าตอบว่าไม่ใช่ ก็แสดงว่า การครอบคลุมดังกล่าวมีขอบเขตตามเจตนารมณ์ของหะดีษ คือหมายถึงสตรีซึ่งตกเป็นเชลยโดยตั้งครรภ์มาจากสามี ...
ไม่ได้หมายถึงสตรีที่ตั้งครรภ์ทุกคน - ไม่ว่าตั้งครรภ์จากสามีหรือตั้งครรภ์จากซินา - อย่างที่อ้าง ...
เพราะฉะนั้นสรุปแล้ว หะดีษบทนี้จึงมิใช่หลักฐาน “ห้ามนิกาห์” กับสตรีที่มีครรภ์จากการซินา ...
แต่เป็นหลักฐาน “ห้ามร่วมหลับนอน” กับสตรีที่เป็นเชลยและกำลังตั้งครรภ์กับสามีจนกว่านางจะคลอดบุตร ...


วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558

นิกาห์กับสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินาทำได้หรือไม่ ?(การเตาบะฮ์คืออย่างไร)

นิกาห์กับสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินาทำได้หรือไม่ ?

โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

(ตอนที่ 3)

(6). การเตาบะฮ์คืออย่างไร

มีคนจำนวนมากเข้าใจว่า การเตาบะฮ์คือการกล่าวว่า أَسْتَغْفِرُاللهَ الْعَظِيْمَ .. อันมีความหมายว่า ฉันขออภัยโทษต่อพระองค์อัลลอฮ์ผู้ยิ่งใหญ่ .. ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด ...
เพราะคำว่า أَسْتَغْفِرُاللهَ الْعَظِيْمَ มิใช่เตาบะฮ์ แต่เป็นดุอา .. เรียกว่า ดุอาอิสติฆฟารฺ คือดุอาขออภัยโทษ ซึ่งเราไม่อาจทราบได้ว่าพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.จะทรงตอบรับและอภัยโทษให้ตามที่เราขอหรือไม่ ...
แตกต่างกับการเตาบะฮ์หรือการลุกะโทษต่อพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ซึ่งหากเราปฏิบัติได้ถูกต้อง พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ก็จะทรงอภัยโทษให้อย่างแน่นอน ...
ท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ...
اَلتَّائِبُ مِنَ الذَّنْبِ كَمَنْ لاَ ذَنْبَ لَهُ
“ผู้ที่เตาบะฮ์จากบาป ก็เปรียบเสมือนผู้ที่ไม่มี (คือมิได้ทำ)บาปเลย” ...
(บันทึกโดยท่านอิบนุมาญะฮ์ หะดีษที่ 4250, ท่านอัล-บัยฮะกีย์ เล่มที่ 10 หน้า 154 โดยสืบสายรายงานไปถึงท่านอบูอุบัยดะฮ์, จากบิดาของท่านคือท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ. จากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ...
หะดีษนี้สายรายงานขาดตอนเพราะนักวิชาการหะดีษจำนวนมากกล่าวว่า ท่านอบูอุบัยดะฮ์ไม่เคยได้รับฟังหะดีษบทใดมาจากท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ. ซึ่งเป็นบิดาของท่าน ...
หะดีษนี้, จากกระแสนี้ จึงถือว่าเป็นรายงานที่เฎาะอีฟ ...
แต่หะดีษด้วยข้อความข้างต้นนี้ยังมีชาฮิด คือการรายงานจากเศาะหาบะฮ์อื่นอีกหลายท่าน อาทิเช่น ท่านอบูสะอีด อัล-อันศอรีย์ และท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. เป็นต้น มาสนับสนุนให้มีน้ำหนักขึ้น ...
ดังนั้น ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์จึงกล่าวว่าในภาพรวมแล้วหะดีษนี้เป็นหะดีษหะซัน หรือหะดีษที่สวยงามพอจะเชื่อถือได้ ดังการบันทึกของท่านอัส-สะคอวีย์ในหนังสือ “อัล-มะกอศิดุ้ลหะสะนะฮ์” หน้า 158 ...

พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงกล่าวในซูเราะฮ์อัต-ตะห์รีม อายะฮ์ที่ 8 ว่า ...
يَا أَيُّهَاالَّذِيْنَ آمَنُوْا تُوْبُوْا إِلَى اللهِ تَوْبَةً نَصُوْحًا
“ศรัทธาชนทั้งหลาย พวกเจ้าจงเตาบะฮ์ (ลุกะโทษ) ต่อพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. อย่างบริสุทธิ์ใจ, จริงใจและจริงจังเถิด”
คำว่า تَوْبَةً نَصُوْحًا นี้ ท่านเช็คสะลีม บินอุบัยด์ อัล-ฮิลาลีย์ ได้กล่าวในหนังสือ “บะฮ์ญะตุ้ลนาศิรีน” เล่มที่ 1 หน้า 51 ว่า นักวิชาการได้อธิบายความหมายของคำๆนี้แตกต่างกันกว่า 20 สำนวน แต่สรุปแล้วทุกสำนวนมีเป้าหมายเดียวกันดังที่ได้แปลไปนั้น คือการเตาบะฮ์ด้วยความบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ., จริงใจ, จริงจังและมุ่งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ว่า จะไม่หวนกลับไปทำบาปนั้นอีกแล้วตลอดไป ...
รุก่นการเตาบะฮ์

องค์ประกอบหลัก (รุก่น) การเตาบะฮ์ มี 3 ประการคือ ...
1. أَنْ يَقْلَعَ عَنِ الْمَعْصِيَةِ คือ ต้องถอนตัวหรือยุติการทำบาปนั้นอย่างสิ้นเชิง ...
2. أَنْ يَعْزِمَ أَنْ لاَ يَعُوْدَ إِلَيْهَا أَبَدًا คือ ต้องตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า จะไม่หวนกลับไปทำบาปนั้นอีกแล้วตลอดไป ...
3. أَنْ يَنْدَمَ نَدَمًا شَدِيْدًا عَلَى فِعْلِهَا คือ ต้องเศร้าใจและเสียใจอย่างแท้จริงในความผิดบาปที่กระทำลงไป ...
การเตาบะฮ์ใดๆที่ขาดองค์ประกอบหลักข้อใดข้อหนึ่งจาก 3 ประการนี้ ถือว่าการเตาบะฮ์นั้นไม่มีผลอะไรหรือเป็นโมฆะ ซึ่งดูเหมือนข้อสุดท้ายจะทำยากที่สุด ...
มีเด็กวัยรุ่นมุสลิมบางคู่ที่ทำซินากันแล้วผู้ปกครองนำมาหาผมเพื่อให้ช่วยนิกาห์ให้ ...
เมื่อผมอธิบายให้ทราบว่า คงจะนิกาห์ให้ไม่ได้ เพราะเงื่อนไขการนิกาห์คนทำซินาคือ ทั้งคู่ต้องเตาบะฮ์ให้ถูกต้องเสียก่อน ...
แทบทุกคู่ก็จะตอบตรงกันว่า พวกเขาเตาบะฮ์กันเรียบร้อยแล้ว (ซึ่งก็คงหมายถึงการกล่าวว่า أَسْتَغْفِرُ اللهَ الْعَظِيْمَ .. คือ ฉันขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ผู้ยิ่งใหญ่ นั่นเอง) ...
เมื่อผมถามว่า พวกคุณเตาบะฮ์กันอย่างไร ก็ตอบให้ไม่ได้ แถมหลายคู่ที่พากันมา ต่างก็หัวเราะกระซิกกระซี้ต่อกันอย่างมีความสุขใน “บาป” ที่พวกเขากระทำลงไปโดยไม่มีอาการเศร้าเสียใจใดๆเลย ซึ่งมันขัดแย้งกับรุก่นการเตาบะฮ์ข้อที่ 3 อย่างสิ้นเชิง ...
เรียกว่า ไม่ได้ “เสียใจ” แม้แต่นิดเดียวในบาปซินาที่กระทำลงไป แต่คง “เสียดาย” มากกว่าหากจะต้องให้เลิกซินากัน ...
หรือนักศึกษาบางคู่ที่ยอมรับโดยดุษฎีว่า ยังไม่ได้เตาบะฮ์และขอเวลาเพื่อจะเตาบะฮ์ให้ถูกต้องดังที่ผมอธิบายไป แต่มีเงื่อนไขด้วยการขอร้องผมว่า ระหว่างรอเวลาทำใจในการเตาบะฮ์ จะอนุญาตให้พวกเขากลับไปอยู่ร่วมบ้านเช่าหลังเดียวกันสองคนเหมือนเดิมจะได้หรือไม่ แถมรับรองอย่างแข็งขันว่าจะไม่มี “อะไร” กันอีกเด็ดขาด ...
แต่ผมไม่เชื่อวัวเคยขาม้าเคยขี่เหล่านี้ และไม่เชื่ออีกด้วยว่าหากโอกาสเปิดให้ดังที่ขอร้องมา พวกเขาจะไม่หวนกลับไปทำ “บาปแสนสุข” ที่เคยลิ้มรสมาได้อีก ...
ผมจึงไม่เคยนิกาห์ให้กับคู่ซินารายใดเลยแม้แต่รายเดียว ...

(7). อิดดะฮ์และอิสติบรออ์
คำว่า “อิดดะฮ์” ตามบทบัญญัติ หมายถึงระยะเวลาที่สตรีซึ่งถูกสามีหย่าหรือสามีเสียชีวิต จะต้องยับยั้งตัวเองจากการนิกาห์ครั้งใหม่จนกว่าจะหมดระยะเวลานั้นเสียก่อน ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่ามดลูกของนางสะอาดและปราศจากการตั้งครรภ์กับสามีเก่า
คำว่าอิดดะฮ์ตามหลักการ จะนำมามาใช้กับสตรีมุสลิมที่เป็นอิสรชนหรือสตรีมุสลิมที่เป็นทาสเท่านั้น ...
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ได้ทรงกล่าวถึงลักษณะและระยะเวลาของอิดดะฮ์สตรีไว้ในอัล-กุรฺอานหลายตอน คือ ...
ก. ในซูเราะฮ์อัล-บะกอเราะฮ์ อายะฮ์ที่ 228 กล่าวถึงอิดดะฮ์ของสตรีที่สามีหย่าโดยนางมีประจำเดือนตามปกติว่า อิดดะฮ์ของนางคือ 3 กุรูอ์หรือมีประจำเดือน 3 ครั้งหลังการหย่า ...
ข.ในซูเราะฮ์อัล-บะกอเราะฮ์ อายะฮ์ที่ 234 กล่าวถึงอิดดะฮ์ของสตรีที่สามีสิ้นชีวิตว่า อิดดะฮ์ของนางคือ สี่เดือนกับสิบวัน ...
ค. ในซูเราะฮ์อัล-อะห์ซาบ อายะฮ์ที่ 49 กล่าวถึงสตรีที่สามีหย่าหลังจากนิกาห์และก่อนมีเพศสัมพันธ์กันว่า นางไม่ต้องมีอิดดะฮ์แต่ประการใด ...
ง. ในซูเราะฮ์อัฏ-ฏอล้าก ตอนต้นอายะฮ์ที่ 4 กล่าวถึงอิดดะฮ์ของสตรีที่สามีหย่าหลังมีเพศสัมพันธ์กันแล้ว แต่นางยังเป็นผู้เยาว์ที่ไม่เคยมีประจำเดือนหรืออยู่ในวัยทองที่หมดประจำเดือนแล้วว่า อิดดะฮ์ของพวกนางคือ สามเดือน (ตามปฏิทินจันทรคติ) ...
จ. ในซูเราะฮ์อัฏ-ฏอล้ากอายะฮ์ที่ 4 กล่าวถึงสตรีที่สามีหย่าขณะนางกำลังตั้งครรภ์ว่า อิดดะฮ์ของนางก็คือ คลอดบุตร ...
ส่วนคำว่า “อิสติบรออ์” ตามหลักการจะหมายถึงระยะเวลาที่สตรีซึ่งมิใช่มุสลิมและตกเป็นเชลยจากการทำสงคราม จะต้องยับยั้งตนเองจากการมีเพศสัมพันธ์กับเจ้านายผู้พิชิตและครอบครองตัวนาง เป็นระยะเวลาอย่างน้อยต้องมีประจำเดือนหนึ่งครั้งหรือมากกว่านั้น ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องอิสติบรออ์นี้ ผมจะไม่กล่าวถึง ณ ที่นี้ ...
ที่น่าสังเกตก็คือ “สาเหตุ” ของอิดดะฮ์สตรีที่อัล-กุรฺอานระบุเอาไว้ในทุกลักษณะอิดดะฮ์ จะมีอยู่ 2 สาเหตุเท่านั้นคือ ...
1. สามีหย่า ...
2. สามีสิ้นชีวิต ...
ไม่มีปรากฏสาเหตุที่สาม ไม่ว่าจะเป็นการซินาหรืออื่นใดอีกทั้งสิ้น ...
ส่วนอิดดะฮ์ของนางทาสและอิสติบรออ์ของเชลยหญิงไม่มีปรากฏในอัล-กุรฺอาน แต่มีระบุในอัล-หะดีษของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ...



วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ผู้ชายที่ทำซีนากับหญิงที่ทำซีนาด้วยกัน..โดยที่เขาไม่รู้ว่าจะต้องเตาบัรก่อนนิกาห์



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม
ผู้ชายที่ทำซีนากับหญิงที่ทำซีนาด้วยกัน..โดยที่เขาไม่รู้ว่าจะต้องเตาบัรก่อนนิกะเขาจะบาปไม่ค่ะแล้วจะใหเขาแก....ปัญหานี้อย่างไร้

คำตอบ

ส่วนใหญ่ก็เป็นอย่างที่ถามมาทั้งนั้นแหละครับ คือเป็นการนิกาห์โดยขาดเงื่อนไขเตาบะฮ์ก่อนทุกคู่ ซึ่งผู้ที่รับผิดชอบเต็มๆก็คือผู้ที่นิกาห์ให้อย่างที่บอกมาแล้ว ส่วนสามีภรรยาคู่นั้น ผมมั่นใจว่า พวกเขาคงเข้าใจผิดว่าการนิกาห์ของพวกเขาคงถูกต้องแล้ว จึงร่วมชีวิตกันตามปกติ สิ่งนี้แหละครับที่เรียกกันว่า นิกาห์ชุบฮะฮ์ หรือเข้าใจผิดว่านิกาห์ของพวกเขาถูกต้อง พวกเขาจึงไม่มีความผิดในการอยู่ร่วมกันหลังจากการนิกาห์ที่ผิดพลาดนั้น และหากพวกเขามีลูกระหว่างนั้นก็ถือเป็นลูกที่ถูกต้องตามหลักการครับ แต่เมื่อใดก็ตามที่ทั้งคู่รู้ว่าการนิกาห์ที่ผ่านมาของตนไม่ถูกต้อง ก็วายิบจะต้องแยกจากกัน จะอยู่ร่วมกันไม่ได้อีก จนกว่าจะเตาบะฮ์แล้วนิกาห์กันใหม่ครับ ...

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การนิกาห์ของผู้ทำซีนาต้องเตาบะฮ์กลับตัวก่อนหรือไม่

นิกาห์กับสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินาทำได้หรือไม่ ?

โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย


(3). โองการจากอัล-กุรฺอานเกี่ยวกับเรื่องผู้ทำซินา
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงดำรัสในซูเราะฮ์อัน-นูรฺ อายะฮ์ที่ 3 ว่า ...
اَلزَّانِىْ لاَ يَنْكِحُ إِلاَّ زَانِيَةً أَوْ مُشْرِكَةً وَالزَّانِيَةُ لاَ يَنْكِحُهَا إِلاَّ زَانٍ أَوْ مُشْرِكٌ وَحُرِّمَ ذَلِكَ عَلَى الْمُؤْمِنِيْنَ
“ชายซินานั้นจะไม่นิกาห์กับใครนอกจากกับหญิงซินาหรือหญิงมุชริก และหญิงซินานั้นจะไม่มีใครนิกาห์กับนางนอกจากชายซินาหรือชายมุชริก และสิ่งนั้น เป็นสิ่งต้องห้ามต่อบรรดาผู้ศรัทธา” ...
อธิบาย
ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจความหมายของคำว่า “นิกาห์” ในทั้งสองตำแหน่งของโองการนี้ กับคำกล่าวตอนท้ายที่ว่า “สิ่งนั้น” ให้ดีก่อนครับ ...
ปกติ คำว่า “นิกาห์” ในอัล-กุรฺอานจะมีความหมายหลายนัย คือ ...
ก. หมายถึง “การทำพิธีนิกาห์” .. อย่างเช่นในอายะฮ์ที่ 221 ซูเราะฮ์อัล-บะกอเราะฮ์,
ข. หมายถึง “การร่วมเพศ” .. อย่างเช่นในอายะฮ์ที่ 230 ซูเราะฮ์อัล-บะกอเราะฮ์,
ค. หมายถึง “การเสนอตัวให้” .. อย่างเช่นในอายะฮ์ที่ 50 ซูเราะฮ์อัล-อะห์ซาบ และ ...
ง. หมายถึง “การบรรลุวัยฝันเปียกหรือวัยสมรส” .. อย่างเช่นในอายะฮ์ที่ 6 ซูเราะฮ์อัน-นิซาอ์ เป็นต้น ...
เพราะฉะนั้น บรรดานักวิชาการจึงมีความเห็นขัดแย้งกันเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “นิกาห์” และคำว่า “สิ่งนั้น” จากโองการข้างต้นเป็น 2 ทัศนะใหญ่ๆ คือ ...
ทัศนะที่ 1. คำว่า “นิกาห์” ในโองการนี้หมายถึง “การร่วมเพศ” และคำว่า “สิ่งนั้น” ในโองการนี้ หมายถึงการซินาหรือผิดประเวณี ...
ตามทัศนะนี้ โองการข้างต้นจึงมีความหมายว่า “ชายที่ซินานั้นจะไม่ร่วมเพศนอกจากกับหญิงซินาหรือหญิงมุชริก และหญิงซินานั้น จะไม่มีใครมีร่วมเพศกับนางนอกจากชายซินาหรือชายมุชริก และสิ่งนั้น (คือการซินาหรือผิดประเวณี) เป็นสิ่งต้องห้ามต่อบรรดาผู้ศรัทธา” ...
ท่านอิบนุ้ลก็อยยิม อัล-ญูซียะฮ์ (สิ้นชีวิตปีฮ.ศ. 751) ได้กล่าวในหนังสือ “ซาดุ้ลมะอาด” เล่มที่ 4 หน้า 9 ว่า ทัศนะนี้คือทัศนะที่อ่อนด้อย ...
แต่ท่านอิบนุญะรีรฺ อัฏ-ฏ็อบรีย์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 210) ได้กล่าวในหนังสือตัฟซีรฺ “ญามิอุ้ลบะยาน” เล่มที่ 18 หน้า 75 ว่า ทัศนะนี้เป็นทัศนะที่มีน้ำหนักมากที่สุด ...
ไม่ว่าคำอธิบายดังข้างต้นนี้จะอ่อนด้อยหรือมีน้ำหนัก แค่ถ้าหากยึดถือตามคำอธิบายดังข้างต้น โองการบทนี้ก็เป็นเพียงหลักฐาน “ห้ามร่วมเพศ” กับผู้ทำซินา, แต่มิใช่เป็นหลักฐาน “ห้ามนิกาห์” กับผู้ชายหรือผู้หญิงที่ซินา ...
หรืออีกนัยหนึ่ง การทำพิธีนิกาห์ (عَقْدُ النِّكَاحِ ) กับผู้หญิงหรือผู้ชายที่ซินาจะทำได้หรือไม่ ? .. ไม่มีการกล่าวถึงในโองการบทนี้แต่ประการใด ...
นักวิชาการบางท่านที่ยึดถือตามทัศนะนี้ ได้อ้างหะดีษบางบทมาสนับสนุนแนวคิดนี้ เช่นหะดีษซึ่งอ้างรายงานมาจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ. ว่า ...
سُئِلَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَنْ رَجُلٍ زَنَا بِامْرَأَةٍ، فَأَرَادَ أَنْ يَتَزَوَّجَهَا أَوِابْنَتَهَا، فَقَالَ : لاَ يُحَرِّمُ الْحَراَمُ الْحَلاَلَ .........
“ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมถูกถามเรื่องผู้ชายคนหนึ่งซินากับผู้หญิงคนหนึ่ง แล้วเขาต้องการที่จะนิกาห์กับนางหรือกับบุตรสาวของนาง, ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจึงตอบว่า “สิ่งหะรอม(คือซินา)จะห้าม(คือขัดขวาง)สิ่งหะล้าล(คือการนิกาห์)ไม่ได้หรอก .........”
(บันทึกโดยท่านอัด-ดารุกุฏนีย์ในหนังสือ “อัส-สุนัน” ของท่าน เล่มที่ 3 หน้า268 และท่านอื่นๆ) ...
ความหมายหะดีษบทนี้ก็คือ ผู้ชายที่ซินากับผู้หญิงคนใด เขายังสามารถนิกาห์กับหญิงที่เป็นคู่ซินาของเขาก็ได้, หรือจะนิกาห์กับลูกสาวของนางก็ยังได้ ...
แต่หะดีษบทนี้เป็นหะดีษเฎาะอีฟ(อ่อนหลักฐานหรือขาดความน่าเชื่อถือ) เพราะในสายรายงานของมันมีชื่อ ...
ก. อับดุลลอฮ์ บินชะบีบ ...
ข. อุษมาน บินอับดุรฺเราะห์มาน อัซ-ซุฮ์รี่ย์ ...
ทั้งสองท่านนี้เป็นผู้รายงานที่ขาดความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก ...
(ดูหนังสือ “มีซานอัล-เอี๊ยะอฺติดาล” ของท่านอัษ-ษะฮะบีย์ เล่มที่ 2 หน้า 438 หมายเลข 4376, และเล่มที่ 3 หน้า 43 หมายเลข 5531, และหนังสือ “ตักรีบอัต-ตะฮ์ซีบ” เล่มที่ 2 หน้า 11 หมายเลข 87) ...
หะดีษบทนี้จึงเป็นหะดีษเฎาะอีฟมากจนนำมาอ้างเป็นหลักฐานไม่ได้ ...
จะอย่างไรก็ตาม ญุมฮูรฺหรือนักวิชาการส่วนใหญ่ 3 จาก 4 มัษฮับได้ยึดถือความหมายอัล-กุรฺอานจากอายะฮ์ข้างต้นตามทัศนะนี้ และถือว่า การนิกาห์กับคนที่ทำซินาเป็นที่อนุญาต .. เพียงแต่ยังมีความขัดแย้งในเงื่อนไขบางประการเท่านั้น ดังต่อไปนี้ ...
ก. ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์มีทัศนะว่าอนุญาตให้นิกาห์กับผู้ที่ทำซินาได้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ .. คือไม่ว่ากับคู่ซินาด้วยกันหรือกับผู้อื่น, ไม่จำเป็นต้องเตาบะฮ์, ไม่จำเป็นต้องมีอิดดะฮ์ก่อนนิกาห์ ไม่ว่านางจะตั้งครรภ์หรือไม่ และอนุญาตให้สามีของนางร่วมหลับนอนกับนางได้ทันที แม้นางจะกำลังตั้งครรภ์จากการซินาก็ตาม ...
ข. ท่านอบูหะนีฟะฮ์ก็มีทัศนะเช่นเดียวกับท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ทุกประการ ยกเว้นในด้านการมีเพศสัมพันธ์หลังจากนิกาห์แล้ว ท่านอิหม่ามอบูหะนีฟะฮ์มีทัศนะว่า ถ้าสตรีที่ซินานั้นตั้งครรภ์ ก็ห้ามสามีของนางร่วมหลับนอนกับนางจนกว่านางจะคลอดบุตรเสียก่อน ...
ค. ส่วนท่านอิหม่ามมาลิก มีทัศนะว่าการนิกาห์กับสตรีที่ทำซินาสามารถทำได้ แม้นางจะยังไม่ได้เตาบะฮ์ก็ตาม แต่มีเงื่อนไขว่าให้นิกาห์หลังจากนางหมดอิดดะฮ์ คือมีเม็นส์ครบ 3 ครั้งหรือคลอดบุตรเสียก่อน ...
สรุปแล้วทั้ง 3 มัษฮับข้างต้นไม่มีเงื่อนไขให้ผู้ทำซินาต้องเตาบะฮ์ หรือการลุกะโทษต่อพระผู้เป็นเจ้าก่อนการนิกาห์เอาไว้เลย ...
ทัศนะที่ 2. คำว่านิกาห์ในโองการนี้ หมายถึงการทำพิธีนิกาห์ (عَقْدُالنِّكَاحِ) ...
ตามทัศนะนี้ โองการข้างต้นจึงมีความหมายว่า .. “ชายซินานั้นจะไม่ทำพิธีนิกาห์นอกจากกับหญิงซินาหรือกับหญิงมุชริก และหญิงซินานั้น จะไม่มีใครนิกาห์กับนางนอกชายซินาหรือชายมุชริก และสิ่งนั้น (การนิกาห์กับชายซินาหรือหญิงซินา) เป็นสิ่งต้องห้ามต่อบรรดาผู้ศรัทธา ...
นี่คือทัศนะของท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัล ...
ตามทัศนะนี้ การนิกาห์กับผู้ที่ทำซินา - ไม่ว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง - จึงเป็นเรื่องต้องห้ามและจะกระทำมิได้ ..
แต่หากผู้ใดที่ต้องการจะนิกาห์กับคนทำซินา ท่านอิหม่ามอะห์มัด ได้วางเงื่อนไขไว้ 2 ประการคือ ...
1. เขาหรือนางจะต้องเตาบะฮ์ก่อนการนิกาห์ เพราะเมื่อเขาหรือนางเตาบะฮ์ถูกต้องตามหลักเตาบะฮ์แล้ว ถือว่าเขาได้หลุดพ้นจากสภาวะ “การเป็นผู้ทำซินา” ที่ “ห้ามนิกาห์” จากโองการข้างต้นและเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว จึงสามารถนิกาห์กับใครก็ได้ ไม่ว่ากับคู่ซินาของนางหรือกับผู้อื่น ...
2. สตรีที่ทำซินาจะต้อง “หมดอิดดะฮ์” เสียก่อน จึงจะนิกาห์ได้ ...
(แต่อีกรายงานหนึ่งจากท่านอิหม่ามอะห์มัดคือ นางจะต้อง “อิสติบรออ์”เสียก่อน จึงจะนิกาห์ได้ .. ซึ่งความแตกต่างระหว่าง “อิดดะฮ์” กับ “อิสติบรออ์” ผมจะอธิบายในตอนต่อไป) ...
เมื่อเราได้พิจารณาดูทัศนะที่ขัดแย้งกันของอิหม่ามทั้งสี่ท่านข้างต้นในเรื่องนี้ รวมทั้งนำเอาหลักฐานและข้อมูลอื่นๆมาพิจารณาร่วมแล้ว ขอเรียนว่า ...
ในมุมมองส่วนตัวของผม เห็นด้วยกับทัศนะของท่านอิหม่ามอะห์มัดในแง่ที่ว่า ผู้ที่ทำซินา จะนิกาห์กับใครเลยไม่ได้ นอกจากจะต้องเตาบะฮ์เสียก่อน ...
แต่ทว่า ผมเห็นแย้งกับท่านอิหม่ามอะห์มัด (แต่สอดคล้องกับท่านอิหม่ามชาฟิอีย์และท่านอิหม่ามอบูหะนีฟะฮ์) ในแง่ที่ว่า การนิกาห์กับสตรีที่ทำซินา (หลังจากเตาบะฮ์แล้ว) สามารถกระทำได้ โดยไม่จำเป็นให้นางต้องมีอิดดะฮ์ก่อนนิกาห์ ไม่ว่านางจะตั้งครรภ์หรือไม่ก็ตาม ...
ทั้งนี้ เพราะเรื่อง “อิดดะฮ์” ของสตรีที่ทำซินา เป็นสิ่งที่ไม่มีหลักฐานใดๆมายืนยัน นอกจากความเข้าใจจากหลักฐานกว้างๆบางบท ดังที่จะได้อธิบายต่อไป ...
ส่วนการมีเพศสัมพันธ์หลังนิกาห์ (หากนางตั้งครรภ์) ถือเป็นอีกกรณีหนึ่งซึ่งต้องแยกแยะระหว่างผู้ที่นิกาห์กับนางว่า เป็นผู้ชายอื่นหรือเป็นคู่ซินาของนาง .. ดังจะได้อธิบายในตอนหลังเช่นเดียวกัน ...
ทั้งนี้ เพราะ “การนิกาห์” กับ “การมีเพศสัมพันธ์” แม้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกันในทางทฤษฎี แต่ในแง่หลักฐานถือเป็นคนละกรณีกัน จะนำมารวมกันไม่ได้ ดังหลักฐานที่จะถึงต่อไป ...
(4). หลักฐานจากหะดีษเรื่อง การนิกาห์กับผู้ทำซินาเป็นเรื่องต้องห้าม
ก. ท่านอัมร์ บินชุอัยบ์, ได้รายงานจากบิดาของท่าน, จากปู่ของท่าน (ซึ่งสำนวนในที่นี้เป็นสำนวนจากการบันทึกของท่านอบูดาวูด) ว่า ...
أَنَّ مَرْثَدَ بْنَ أَبِىْ مَرْثَدٍ الْغَنَوِيَّ كَانَ يَحْمِلُ اْلأُسَارَي بِمَكَّةَ، وَكَانَ بِمَكَّةَ بَغِىٌّ يُقَالُ لَهَا عَنَاقُ، وَكَانَتْ صَدِيْقَتَهُ، قَالَ : جِئْتُ النَّبِىَّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقُلْتُ : أَنْكِحُ عَنَاقَ ؟ قَالَ : فَسَكَتَ عَنِّىْ، فَنَزَلَتْ (وَالزَّانِيَةُ لاَ يَنْكِحُهَا إلاَّ زَانٍ أَوْ مُشْرِكٌ) فَدَعَانِىْ، فَقَرَأَهَا عَلَىَّ وَقَالَ : لاَ تَنْكِحْهَا!..
“ท่านมัรฺษัด บินอบีย์มัรฺษัด อัล-ฆอนะวีย์ เป็นผู้ควบคุมเชลยชาวมักกะฮ์ และที่นครมักกะฮ์ ก็มีโสเภณีนางหนึ่งชื่ออะนากซึ่งเคยเป็นคู่ขาของเขามาก่อน(คือก่อนรับอิสลาม) ท่านมัรฺษัดกล่าวว่า : ฉันจึงไปหาท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมแล้วกล่าวว่า โอ้ ท่านรอซูลุลลอฮ์ ฉันจะนิกาห์กับอะนากได้ไหม ? .. ท่านนบีย์ได้นิ่งจากคำถามของเขา แล้วโองการที่ว่า ...
“สตรีที่ซินานั้น จะไม่มีผู้ใดนิกาห์กับนางนอกจากชายที่ซินา(เหมือนกัน)หรือชายมุชริกเท่านั้น” .. ก็ถูกประทานลงมา ...
ท่านนบีย์จึงเรียกฉัน (มัรษัด) แล้วอ่านโองการนี้แก่ฉัน และกล่าวว่า .. “ท่านอย่านิกาห์กับนางเลย” ...
(บันทึกโดย ท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 2051, ท่านอัน-นซาอีย์ หะดีษที่ 3228, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 3177 และท่านอื่นๆด้วยสายรายงานซึ่งท่านอัล-อัลบานีย์ได้กล่าวในหนังสือ “เศาะเหี๊ยะฮ์อบูดาวูด เล่มที่ 2 หน้า 386 ว่า حَسَنٌ صَحِيْحٌ คือสวยงาม, ถูกต้อง) ...
ข. ท่านอับดุลลอฮ์ บินอัมร์ ร.ฎ. ได้รายงานมาว่า ...
أَنَّ رَجُلاً مِنَ الْمُسْلِمِيْنَ إسْتَأْذَنَ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فِىْ (تَزَوُّجِ) امْرَأَةٍ يُقَالُ لَهَا : أُمُّ مَهْزُوْلٍ، كَانَتْ تُسَافِحُ، وَتَشْتَرِطُ لَهُ أَنْ تُنْفِقَ عَلَيْهِ، فَاسَتَأْذَنَ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَوْ ذَكَرَ لَهُ أَمْرَهَا، فَقَالَ : فَقَرَأَ عَلَيْهِ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ
وَسَلَّمَ (اَلزَّانِىْ لاَ يَنْكِحُ إِلاَّ زَانِيَةً أَوْ مُشْرِكَةً وَالزَّانِيَةُ لاَ يَنْكِحُهَا إِلاَّ زَانٍ أَوْ مُشْرِكٌ)
“ผู้ชายมุสลิมคนหนึ่งได้ขออนุญาตต่อท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเพื่อนิกาห์กับสตรีนางหนึ่งชื่ออุมมุมะฮ์ซูล โดยที่นางเป็นหญิงรักสนุก(ชอบผิดประเวณี)และนางกำหนดเงื่อนไขแก่เขาว่า (หากเขายอมนิกาห์กับนาง) นางจะจ่ายเงินให้เขาด้วย .. (ท่านอับดุลลอฮ์กล่าวต่อไปว่า) ดังนั้นเขา (ผู้ชายคนนั้น) จึงขออนุญาตต่อท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมหรือเล่าเรื่องของนางให้ท่านฟัง ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจึงอ่านโองการที่ว่า .. “ชายซินานั้นจะไม่นิกาห์นอกจากกับหญิงซินาหรือกับหญิงมุชริก และหญิงซินานั้น จะไม่มีใครนิกาห์กับนางนอกชายซินาหรือชายมุชริก” ให้เขาฟัง ...
(บันทึกโดย ท่านอิหม่ามอะห์มัดในหนังสือ “อัล-มุสนัด” เล่มที่ 2 หน้า 159, 225และผู้บันทึกอื่นๆอีกหลายท่าน) ...
ท่านอัล-ฮัยษะมีย์ได้กล่าวในหนังสือ “มัจญมะอฺ อัซ-ซะวาอิด” เล่มที่ 7 หน้า 176 ว่า .. وَرِجَالُ أَحْمَدَ ثِقَاتٌ .. คือผู้รายงาน(หะดีษนี้)ของท่านอะห์มัดล้วนเชื่อถือได้ ...
ค. ท่านอิบนุหัสม์ได้บันทึกในหนังสือ “อัล-มุหั้ลลา” เล่มที่ 6 หน้า 465 จากเศาะหาบะฮ์ 3 ท่านคือ ท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด, ท่านหญิงอาอิชะฮ์ และท่านอัล-บะรออ์ บินอาซิบ ร.ฎ. ที่กล่าวสั้นๆเกี่ยวกับชายผู้หนึ่งที่นิกาห์กับสตรีนางหนึ่งหลังจากเขาได้ซินากับนางแล้ว ..โดยทั้งสามท่านกล่าวตรงกันว่า ...
لاَ يَزَالاَنِ زَانِيَيْنِ (أَبَدًا)
“เขาทั้งคู่ยังคงซินากันตลอดไปนั่นแหละ” (หมายความว่า นิกาห์ของเขาทั้งสองหลังจากซินาเป็นโมฆะและใช้ไม่ได้) ...
ข้อมูลจากหะดีษเหล่านี้ เป็นหลักฐานชัดเจนเกี่ยวกับการนิกาห์กับคนซินาว่า เป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับมุสลิม ...
และการนิกาห์กับคนที่ทำซินา(หากมีขึ้น) ก็ถือว่าเป็นโมฆะ.. ดังคำกล่าวของเศาะหาบะฮ์ทั้งสามท่านข้างต้น ...
ทว่า .. ท่านผู้อ่านโปรดสังเกตด้วยว่า หลักฐานข้างต้นทั้งหมดนั้น แม้จะถูกต้อง แต่ไม่มีหลักฐานบทใดจะกล่าวถึงเรื่อง “การเตาบะฮ์” หรือการลุกะโทษต่อพระผู้เป็นเจ้าก่อนการนิกาห์เอาไว้เลย ...
แต่ขณะเดียวกัน มีหลักฐานหลายบทยืนยันว่า ถ้าผู้ทำซินาได้ทำการเตาบะฮ์อย่างถูกต้องก่อนการนิกาห์ การนิกาห์ของเขาก็ถือว่าใช้ได้ ..
หลักฐานเหล่านั้น มีดังต่อไปนี้ ...
(5). หลักฐานว่า ผู้ซินาที่เตาบะฮ์แล้ว จะกลายเป็นผู้บริสุทธิ์
ก. พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงดำรัสในซูเราะฮ์อัล-ฟุรฺกอน อายะฮ์ที่ 68-70 มีข้อความว่า ...
وَالَّذِيْنَ لاَ يَدْعُوْنَ مَعَ اللهِ إِلَهًا آخَرَ وَلاَ يَقْتُلُوْنَ النَّفْسَ الَّتِىْ حَرَّمَ اللهُ إلاَّ بِالْحَقِّ وَلاَ يَزْنُوْنَ وَمَنْ يَفْعَلْ ذَلِكَ يَلْقَ أَثَامًا * يُضَاعَفْ لَهُ الْعَذَابُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ وَيَخْلُدْ فِيْهِ مُهَانًا * إلاَّ مَنْ تَابَ وَآمَنَ وَعَمِلَ صَالِحًا فَاُولَئِكَ يُبَدِّلُ اللهُ سَيِّآتِهِمْ حَسَنَاتٍ وَكَانَ اللهُ غَفُوْرًا رَحِيْمًا
(68) “และบรรดาผู้ซึ่งไม่วิงวอนขอต่อพระเจ้าอื่นพร้อมกับอัลลอฮ์ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิตซึ่งอัลลอฮ์ทรงห้าม นอกจาก(การฆ่า)โดยชอบธรรม และพวกเขาไม่ทำซินา และผู้ใดกระทำสิ่งดังกล่าวเขาก็จะพบกับบาปมหันต์ ...
(69) การลงโทษในวันกิยามะฮ์จะถูกเพิ่มเป็นสองเท่าสำหรับเขา และเขาจะอยู่ในนั้นอย่างอัปยศ ...
(70) เว้นแต่ผู้ที่เตาบะฮ์ และศรัทธา และประกอบความดี พวกเขาเหล่านั้นแหละที่อัลลอฮ์จะทรงเปลี่ยนความชั่วของพวกเขาให้เป็นความดี และอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ให้อภัย ทรงเมตตาเสมอ” ...
โองการข้างต้นนี้เป็นหลักฐานว่า ผู้ที่ทำซินา, ผู้ที่ตั้งภาคี, และผู้ที่ฆ่าชีวิตอื่นโดยไม่ชอบธรรม หากพวกเขาเตาบะฮ์, มีศรัทธาและประกอบคุณงามความดีแล้ว พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ก็จะทรงให้อภัยแก่พวกเขา และทรงเปลี่ยนความชั่วของพวกเขาให้เป็นความดีซึ่งเท่ากับเป็นการบ่งบอกว่า การเตาบะฮ์จากการซินาจะลบล้างร่องรอยและสภาพการซินาของเขาให้หมดสิ้นไป จนเขากลายเป็นผู้บริสุทธิ์เหมือนผู้บริสุทธิ์คนอื่นๆ ...
นอกจากนี้ ยังมีรายงานมาจากเศาะหาบะฮ์หลายท่านเกี่ยวกับเรื่องผู้ซินาที่เตาบะฮ์ สามารถนิกาห์กับอดีตคู่ซินาด้วยกันหรือกับใครก็ได้หลังจากเตาบะฮ์แล้ว เช่น ...
ข. มีรายงานจากท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุมัสอูด ร.ฎ. (ผู้ซึ่งเคยกล่าวว่าผู้ที่ทำซินาก่อนแล้วนิกาห์กันทีหลังก็คือผู้ทำซินาตลอดไป .. ดังข้อมูลที่ผ่านมาแล้ว) เมื่อถูกถามถึงปัญหาเรื่องการนิกาห์ผู้ที่ซินาอีกคราวหนึ่ง ท่านก็กล่าวอ้างถึงโองการที่ว่า ...
وَهُوَالَّذِيْ يَقْبَلُ التَّوْبَةَ عَنْ عِبَادِهِ (الشوري أية 25)
“และพระองค์(อัลลอฮ์) คือผู้ซึ่งทรงรับการเตาบะฮ์จากบ่าวของพระองค์เสมอ”
(บันทึกโดยท่านอิบนุหัสม์ ในหนังสือ “อัล-มุหั้ลลา” เล่มที่ 6 หน้า 465) ...
แสดงว่าเจตนารมณ์ของท่านอิบนุมัสอูดที่เคยกล่าวว่า “เป็นผู้ทำซินาตลอดไป” ท่านหมายถึงการนิกาห์ของผู้ซินาก่อนการเตาบะฮ์ ...
ค. มีรายงานจากท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุอุมัรฺและท่านญาบิรฺ บินอับดุลลอฮ์ ร.ฎ. เมื่อท่านทั้งสองถูกถามเรื่องการนิกาห์ของผู้ที่ทำซินาด้วยกัน ทั้งสองท่านตอบตรงกันว่า ...
إِنْ تَابَا وَأَصْلَحَا (فَلاَ بَأْسَ)
“ก็ถ้าเขาทั้งสองเตาบะฮ์แล้ว และประพฤติดี(ก็ไม่เป็นไร คือสามารถนิกาห์กันได้)” ...
(จากหนังสือ อัล-มุหั้ลลา” ของท่านอิบนุหัสม์ เล่มที่ 6 หน้า 475 และหนังสือ “ฟิกฮุสซุนนะฮ์” ของท่านซัยยิดซาบิกเล่มที่ 2 หน้า 86) ...
ง. ท่านอัล-หะซัน อัล-บัศรีย์รายงานว่า ท่านคอลีฟะฮ์อุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ. เคยกล่าวว่า : ฉันตั้งใจว่าจะไม่ปล่อยให้ผู้ที่ทำซินาในอิสลามคนใด นิกาห์กับสตรีที่ดีเป็นอันขาด .. แล้วท่านอุบัยย์ บินกะอฺบิน ร.ฎ. ก็กล่าวแย้งท่านว่า ...
يَا أَمِيْرَ الْمُؤْمِنِيْنَ! اَلشِّرْكُ أَعْظَمُ مِنْ ذَلِكَ، وَقَدْ يُقْبَلُ مِنْهُ إِذَا تَابَ ..
“โอ้ท่านผู้เป็นประมุขแห่งศรัทธาชน การตั้งภาคี(ชิริก)นั้น เป็นเรื่องใหญ่กว่าเรื่องดังกล่าวนี้(ซินา)เสียอีก แล้วบางครั้งเตาบะฮ์ของเขาก็ยังถูกรับ(มิใช่หรือ?)” ...
(จากหนังสือ อัล-มุหั้ลลา” ของท่านอิบนุหัสม์ เล่มที่ 6 หน้า 475 และ หนังสือ “ฟิกฮุสซุนนะฮ์” เล่มที่ 2 หน้า 86) ...
จ. ท่านอิบนุอบีย์ชัยบะฮ์ ได้บันทึกรายงานจากท่านฏอริก บินชิฮาบว่า ...
أَنَّ رَجُلاً أَرَادَ أَنْ يُزَوِّجَ ابْنَتَهُ، ُ فَقَالَتْ : إِنِّىْ أَخْشَى أَنْ أُفْضِحَكَ، إِنِّىْ قَدْ بَغَيْتُ، فَأَتَى عُمَرَ، فَقَالَ : أَلَيْسَتْ قَدْ تَابَتْ ؟ قَالَ : نَعَمْ، قَالَ : فَزَوِّجْهَا
“ชายผู้หนึ่งประสงค์จะนิกาห์บุตรสาวของเขา(ให้แก่ผู้ชายคนหนึ่ง) นางจึงกล่าว(แก่บิดา)ว่า :ฉันเกรงว่าฉันจะทำให้พ่อขายหน้านะ เพราะฉันเคยทำชั่ว(คือซินา)มาแล้ว .. เขาจึงไปหาท่านอุมัรฺ (อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ. แล้วเล่าเรื่องนี้ให้ท่านฟัง) ท่านอุมัรฺจึงกล่าวว่า : ก็นางเตาบะฮ์แล้วมิใช่หรือ? .. เขาตอบว่า : ขอรับ, ท่านจึงกล่าวว่า : งั้นท่านก็จัดการนิกาห์ให้นางเถอะ” ...
(บันทึกโดย ท่านอิบนุอบีย์ชัยบะฮ์ในหนังสือ “อัล-มุศ็อนนัฟ” เล่มที่ 3 หน้า 377 ด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง) ...
ข้อมูลข้างต้นทั้งหมดจึงเป็นหลักฐานว่า การเตาบะฮ์ คือเงื่อนไขสำคัญสำหรับการนิกาห์ให้คนทำซินา ...
เพราะฉะนั้น คนทำซินาจะนิกาห์กับใครเลยไม่ได้ นอกจากจะต้องเตาบะฮ์เสียก่อน ...
และเมื่อผ่านการเตาบะฮ์ถูกต้องแล้ว เขาหรือหล่อนจึงสามารถนิกาห์ -ไม่ว่ากับอดีตคู่ซินาหรือกับผู้อื่น - ได้ ...
เพราะฉะนั้น การนิกาห์ให้คู่ซินาใดๆดังที่อิหม่ามหลายท้องที่กระทำกันก่อนที่ทั้งคู่จะทำการเตาบะฮ์ - เพียงเพื่อป้องกันความอับอาย - จึงเป็นเพียง “นิกาห์หลอก” ที่ส่งผลให้คู่ซินาคู่นั้น ยังคง “ซินากันตลอดไป” .. ดังคำกล่าวของท่านอับดุลลอฮ์ บินมัสอูด ร.ฎ. ที่ผ่านมาแล้ว ...
ซึ่ง .. ผู้ที่ต้องรับผิดชอบเต็มๆในเรื่องนี้ก็คือ อิหม่ามหรือใครก็ตามที่จัดการนิกาห์ให้คู่ซินานั่นแหละ ...



วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2558

นิกาห์กับสตรีที่ตั้งครรภ์จากการซินาทำได้หรือไม่ ?


โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

(ตอนที่ 1)

คำนำ
بِسْـمِ اللهِ الرَّحْمَـنِ الرَّحِـيْمِ
اَلْحَمْدُ للهِ وَحْدَهُ، وَالصَّلاَةُ وَالسَّلاَمُ عَلَى مَنْ لاَ نَبِيَّ بَعْدَهُ أَمَّا بَعْدُ ...

การซินาหรือการผิดประเวณีอันหมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายและผู้หญิงโดยไม่ผ่านการนิกาห์ ถือเป็นความผิดร้ายแรงสำหรับมุสลิม เพราะจะส่งผลเสียต่อสถาบันครอบครัวและต่อสังคมโดยรวม อิสลามจึงมีบทลงโทษผู้ที่ทำซินา - ทั้งผู้ชายและผู้หญิง - อย่างเฉียบขาด ...
ปัญหาการนิกาห์ของคนที่ทำซินาหรือคนที่ผิดประเวณี เป็นปัญหาที่นักวิชาการมีความเห็นขัดแย้งกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันว่า การนิกาห์ดังกล่าวใช้ได้หรือไม่ ? ถ้าใช้ได้จะต้องมีเงื่อนไขหรือไม่มีเงื่อนไขอย่างไร ? สตรีที่ซินาและตั้งครรภ์จะต้องผ่านการมีอิดดะฮ์ – คือคลอดบุตร - ก่อนนิกาห์หรือไม่ ? และผู้ชายที่นิกาห์กับสตรีที่ตั้งครรภ์จากการทำซินาสามารถร่วมหลับนอนกับนางได้เลยหรือไม่ ? ฯลฯ ...
เมื่อก่อนผมมองว่า ปัญหานี้เป็นปัญหา سَدُّ الْبَابِ คือ .. ไม่สมควรนำมาฟัตวากันอย่างเปิดเผย เพื่อป้องกันความเสื่อมเสียในลักษณะชี้โพรงให้กระรอก แต่ควรทำความเข้าใจกับผู้ที่มีปัญหานี้เป็นรายบุคคลและส่วนตัวมากกว่า ...
ทว่าในปัจจุบันนี้ การซินามีการระบาดอย่างแพร่หลายจนกลายเป็นเรื่องปกติในกลุ่มวัยรุ่นของผู้ที่มิใช่มุสลิม (รวมทั้งมุสลิมและมุสลิมะฮ์บางกลุ่มที่ขาดความรู้เรื่องศาสนาก็มีพฤติกรรมลักษณะนี้ด้วย) .. ประกอบกับมีช่องทีวีดาวเทียมมุสลิม 4 ช่องที่พร้อมจะตอบสดๆต่อทุกปัญหาที่มีผู้ถามมา ...
และปัญหาข้างต้นนี้ - เท่าที่ทราบ - ก็มีการถามการตอบกันอย่างเปิดเผยแล้ว ...
เพราะฉะนั้นไม่ว่าผลการตอบจะออกมาในรูปใด แต่สรุปแล้วหุก่มเรื่องการนิกาห์คนทำซินาก็ไม่ใช่เป็นความลับหรือสิ่งที่ต้องปกปิดกันต่อไป แต่จำเป็นจะต้องชี้แจงข้อเท็จจริงให้พวกเขาได้รับทราบเพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้ ...
อันเนื่องมาจากปัญหานี้เป็นปัญหาขัดแย้งกันมาตั้งยุคอิหม่ามทั้ง 4 ท่านแล้ว ข้อเขียนนี้จึงมิใช่เป็นข้อชี้ขาดของความขัดแย้งของพวกท่าน แต่เป็นการเขียนตามมุมมองของผม - ผู้เขียน - ซึ่งเห็นว่าน่าจะใกล้เคียงต่อความถูกต้องของหลักฐานมากที่สุด ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับทัศนะใดทัศนะหนึ่งของอิหม่ามทั้ง 4 ในปัญหานี้เป็นการเฉพาะ ...
จะอย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยืนยันได้ว่า ข้อเขียนนี้ - ในเรื่องนี้ - ไม่ได้ออกนอกกรอบจากทัศนะของบรรดาอิหม่ามทั้ง 4 ท่านเหล่านั้นแน่นอน ...

وَبِاللهِ التَّوْفِيْقُ وَالْهِدَايَةُ
(1). ซินา (اَلزِّنَى) คืออะไร ?
คำว่าซินาตามหลักภาษาหมายถึง اَلْوَطْءُ الْمُحَرَّمُ .. คือการมีเพศสัมพันธ์ที่ต้องห้าม ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า การมีชู้หรือการผิดประเวณี ...
ส่วนความหมายซินาตามบทบัญญัติ หมายถึง ...

وَطْ ءُ الرَّجُلِ امْرَأَةً فِىْ فَرْجِهَا مِنْ غَيْرِ نِكَاحٍ وَلاَ شُبْهَةِ نِكَاحٍ ِبُمَطَاوَعَتِهَا
“การที่ผู้ชาย ร่วมเพศกับผู้หญิงใดทางอวัยวะเพศ(หรือทวารหนัก)ของนาง, ..โดยปราศจากการนิกาห์, .. และมิใช่สิ่งซึ่งเป็น شُبْهَةُ نِكَاحٍ, .. ด้วยการยินยอมและสมัครใจของนาง” ...
(จากหนังสือตัฟซีรฺ “อัล-กุรฺฏุบีย์” เล่มที่ 6 หน้า 286) ...
จะเห็นได้ว่า นิยามของคำว่า ซินา จะประกอบขึ้นจากเงื่อนไขหลัก 4 ประการคือ ...
1. เป็นการร่วมเพศกับสตรีทางอวัยวะเพศ (หรือทวารหนัก) ของนาง ...
2. ไม่ได้ผ่านการนิกาห์กันก่อน ...
3. ไม่ใช่เป็น شُبْهَةُ نِكَاحٍ .. คือ เข้าใจผิดว่าเป็นการนิกาห์อย่างถูกต้อง...
4. ด้วยการยินยอมพร้อมใจของผู้หญิง ...
หมายเหตุ
ก. คำว่า فَرْجٌ .. แม้โดยทั่วไปจะหมายถึงอวัยวะเพศ แต่ตามหลักภาษาอาหรับจริงๆจะหมายถึงอวัยวะเพศและทวารหนัก, ซึ่งในกรณีการซินา จะมีความหมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักด้วย ดังคำอธิบายความหมายซินาในหนังสือ “หาชิยะฮ์ อิอานะฮ์ อัฏ-ฏอลิบีน” เล่มที่ 4 หน้า 143 ...
ข. คำว่า شُبْهَةُ نِكَاحٍ، หรือ شُبْهَةُ عَقْدٍ (สิ่งที่คลุมเครือกับการนิกาห์) หมายถึง ...
مَا وُجِدَ فِيْهِ الْعَقْدُ صُوْرَةً، لاَ حَقِيْقَتَهُ، كَالزِّوَاجِ بِغَيْرِ شُهُوْدٍ
“สิ่งซึ่งเป็นการนิกาห์โดยรูปแบบ แต่ข้อเท็จจริงไม่ถือว่าเป็นการนิกาห์” .. เช่นการนิกาห์โดยไม่มีพยาน เป็นต้น ...
(จากหนังสือ “มุอฺญัมลุเฆาะติลฟุเกาะฮาอ์” หน้า 224) ...
จากคำนิยามของซินาข้างต้น จึงทำให้เกิดหุก่มเกี่ยวกับซินาหลายอย่างคือ ...
1. การมีเพศสัมพันธ์ทางปากกับสตรีที่ยังมิได้นิกาห์กัน ไม่เรียกว่าเป็นการซินา แม้จะเป็นบาปก็ตาม ...
2. การที่สามีร่วมเพศกับภรรยาที่นิกาห์กับเขาอย่างถูกต้อง แม้นางจะไม่สมัครใจ ไม่ถือว่าเป็นการซินา ...
3. การที่สามี ร่วมเพศกับภรรยาที่นิกาห์กับเขาอย่างถูกต้องทางทวารหนัก ไม่ว่านางจะสมัครใจหรือไม่ก็ตาม ไม่เรียกว่าการซินา แต่จะเรียกว่า การลิวาฏ (لِوَاطٌ) คือ การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก ...
การลิวาฏ เป็นเรื่องต้องห้ามตามหลักการอิสลาม และจะมีบทลงโทษหนักเช่นเดียวกัน ...
4. ถ้าผู้ชายร่วมเพศกับผู้หญิงซึ่งผ่านการนิกาห์กับเขาโดยไม่ถูกต้องเพราะขาดเงื่อนไขบางประการของการนิกาห์ แต่เขาเข้าใจว่านิกาห์ของเขาถูกต้องจึงร่วมเพศกับนาง การร่วมเพศดังกล่าวก็ไม่เรียกว่าซินา แต่จะเรียกว่า شُبْهَةُ نِكَاحٍ ...
5. ผู้หญิงที่ถูกบังคับขืนใจ ไม่ถือว่านางทำซินา แม้ว่าผู้ชายที่ขืนใจนางจะเรียกว่าเป็นผู้ทำซินาก็ตาม ...
(2). ผลกระทบบางประการจากการซินา
อิสลามถือว่า การซินาเป็นความผิดร้ายแรงทั้งทางศาสนา, สังคม, คุณธรรม และจริยธรรม จึงบัญญัติการลงโทษผู้ทำซินาไว้อย่างรุนแรงและเฉียบขาด ซึ่งจะไม่ขอกล่าวรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ณ ที่นี้ แต่จะขอพูดถึงผลกระทบบางประการอันเป็นผลพวงมาจากการซินา ...
ท่านอบูฏ็อยยิบ มุหัมมัด อัล-อาบาดีย์ ได้กล่าวอธิบายกรณีผู้ชายที่ซินากับสตรีคนใด ซึ่งท่านอิหม่ามอบูหะนีฟะฮ์และนักวิชาการบางท่านมีทัศนะว่า มารดาของสตรีคนนั้นหรือบุตรสาวของนางก็ห้ามนิกาห์กับเขาตลอดไป .. โดยท่านอัล-อาบาดีย์กล่าวว่า ...
وَأَبَى ذَلِكَ الْجُمْهُوْرُ، وَحُجَّتُهُمْ أَنَّ النِّكَاحَ فِى الشَّرْعِ إِنَّمَا يُطْلَقُ عَلَى الْمَعْقُوْدِ عَلَيْهَا، لاَ عَلَى مُجَرَّدِ الْوَطْءِ، وَأَيْضًا فَالزِّنَا لاَ صَدَاقَ لَهُ وَلاَ عِدَّةَ وَلاَ مِيْرَاثَ ..
“นักวิชาการส่วนใหญ่ได้ปฏิเสธทัศนะดังกล่าวนี้ ซึ่งหลักฐานชี้ขาดของพวกเขา(นักวิชาการส่วนใหญ่)ก็คือ คำว่า “นิกาห์” ตามบทบัญญัติจะถูกนำมาใช้แก่สตรีที่เข้าพิธีนิกาห์เท่านั้น มิได้หมายถึงการร่วมเพศกันเฉยๆ(โดยไม่มีพิธีนิกาห์) .. อีกอย่างหนึ่ง การซินาจะไม่มีผลด้านมะฮัรฺ, ด้านอิดดะฮ์ และด้านการสืบมรดกแต่ประการใด ...
(จากฟุตโน้ตของท่านอบูฏ็อยยิบ มุหัมมัด อัล-อาบาดีย์ในหนังสือสุนัน “อัด-ดารุกุฏนีย์” เล่มที่ 3 หน้า 269) ...
ความหมายคำกล่าวข้างต้นก็คือ ในทัศนะญุมฮูรฺหรือนักวิชาการส่วนใหญ่ถือว่า ผู้ชายคนใดที่ซินากับสตรีคนใด มารดาของนางหรือบุตรสาวของนางก็ยังเป็นที่อนุมัติสำหรับเขาที่จะนิกาห์กับพวกหล่อนได้ เพราะการที่เขาเคยร่วมเพศกับบุตรสาวของนาง หรือกับมารดาของนาง ก็เป็นแค่การร่วมเพศกันเฉยๆระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง ไม่ใช่เป็นการร่วมเพศที่เกิดจากการนิกาห์ จนทำให้มารดาหรือบุตรสาวของนางเป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา ...
ยิ่งไปกว่านั้น การซินาในทัศนะญุมฮูรฺ ไม่วาญิบต้องให้มะฮัรฺแก่ผู้หญิงที่ซินา, นางไม่จำเป็นต้องมีอิดดะฮ์ และลูกจากการซินาจะไม่มีการสืบมรดกกับผู้เป็นพ่อด้วย ..
จำข้อความตรงนี้ที่ว่า .. นาง (สตรีที่ซินา) ไม่จำเป็นต้องมีอิดดะฮ์ ..ให้ดี เพราะจะเป็นตัวเฉลยคำตอบปัญหาที่ว่า “สตรีที่ซินาและตั้งครรภ์ จะต้องมีอิดดะฮ์ – คือคลอดบุตร – ก่อนนิกาห์หรือไม่ ?” .. ดังที่จะมีอธิบายรายละเอียดในตอนท้ายด้วย ...