อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วันเฉลิมฉลองของคนต่างศาสนิก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วันเฉลิมฉลองของคนต่างศาสนิก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ข้อตัดสินของการเฉลิมวันแม่ (อีดดุลอุม)


ตอบโดย ชัยคฺศอลิฮฺ อัลเฟาซาน

.....................................
ไม่อนุญาตให้บรรดามุสลิมมีเฉลิมฉลองใดๆ
วันอีด(ที่อัลลอฮฺบัญญัติไว้)นั้นมีแค่สองอีดเท่านั้น คืออีดิลฟิตร์ละอีดิลอัฎฮา
แต่ละอีดนั้นคือการกระทำเสร็จสิ้นจากรุกนฺอิสลาม
อีดิลฟิตรฺหลังจากรุกนฺถือสิลอด
และอีดิลอัฎฮาหลังจากรุกนฺการทำฮัจญ์
แค่นี้เท่านั้น ไม่มีอีดอื่นๆ ไม่มีอีดของแม่หรือของพ่อ
แม้กระทั่งท่านรสูลก็ไม่มีอีดสำหรับวันเกิดของท่าน
ไม่มีบทบัญญัติใช้ให้ฉลองเมาลิด (วันเกิด) ให้ท่านรสูล  นี่เป็นบิดอะฮฺ
ไม่มีบัญญัติให้เฉลิมแลองเมาลิด(วันเกิด) ให้ท่านรสูล
หรือเมาลิดผู้คนต่างๆ เมาลิดของวลี
หรือผู้ที่ถูกยกย่องให้ความยิ่งใหญ่ หรือวันเกิดของผู้นำ ไม่อนุญาตทั้งสิ้น






วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2557

การเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่สากล แอบแฝงด้วยประวัติศาสตร์



1.  เมื่อปี  คศ.1492  ณ  ดินแดนอัลอันดะลุส  (Andalucia)  ในสเปน  สูญเสียที่มั่นสุดท้ายของชาวมุสลิมในอาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ  (Granada)  แก่อาณาจักรคริสเตียนสเปน      การลงนามในสนธิสัญญาระหว่างสองฝ่ายเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการในวันที่  2  ร่อบีอุลเอาวัล  ฮ.ศ.897  ตรงกับวันที่  2  มกราคม  คศ.1492  ซึ่งในวันเดียวกันนั้น  กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่  5  กับพระราชินี  อิซาเบลล่าก็ได้เสด็จเข้าสู่พระราชวัง  อัลฮัมรออฺ  (Alhambra)  อันเป็นที่ประทับของกษัตริย์  อบูอับดิลลาฮฺ  และมีการนำไม้กางเขนเงินขึ้นสู่ยอดโดมของมัสญิดในพระราชวัง  กษัตริย์อบูอับดิลลาฮฺได้จุมพิตพระหัตถ์ของกษัตริย์คริสเตียนแห่งสเปนและดำเนินออกจากพระราชวัง  ความจริงชาวมุสลิมได้สูญเสียฆอรนาเฏาะฮฺมาตั้งแต่วันที่  1  มกราคมของปีนั้น  (1492)  แล้ว เพียงแต่การสูญเสียอย่างเป็นทางการนั้นเกิดขึ้นในวันถัดมา  คือ  วันที่  2  มกราคม  1492      การเฉลิมฉลองของชาวคริสเตียนในช่วงเวลานั้นโดยเฉพาะในปี  คศ.1492  จึงเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะที่มีต่อชาวมุสลิม

2.  ชะรอยไก่งวงมีสัญลักษณ์แอบแฝง   พวกฝรั่งเรียกไก่งวงว่า  เทอคิ  (Turkey)  ซึ่งหมายถึง  ไก่แขกตุรกีและตุรกีในชั้นหลังก็หมายถึง  พวกมุสลิมที่ต่อสู้ขับเคี่ยวกับพวกฝรั่งชาวคริสเตียนในการทำสงครามศาสนา  (ครูเสด)  การฆ่าไก่งวงเพื่อรับประทานเป็นอาหารในช่วงคริสต์มาสอีฟก็คือสัญลักษณ์ในการพิฆาตพวกเติร์กหรือพวกคนต่างศาสนาที่หมายถึง "มุสลิม "

3.  เทศกาลปามะเขือเทศในสเปนนั้น คือการรำลึกถึงเหตุการณ์ ”การอพยพของชาวมุสลิมออกจากบรรดาหัวเมืองที่ตกเป็นของฝ่ายคริสเตียนสเปน” เมื่อชาวมุสลิมละทิ้งบ้านเรือนของพวกตนและพากันอพยพออกจากเมือง  ในระหว่างทางนั้นต้องเดินผ่านบ้านเรือนและชุมชนของชาวคริสเตียนซึ่งพวกนั้นก็จะขว้างปาสิ่งของประดามีเข้าใส่กลุ่มชาวมุสลิมไม่เว้นแม้แต่มะเขือเทศที่พวกเขาหยิบฉวยได้จากก้นครัว นี่คือที่มาของเทศกาลปามะเขือเทศในสเปน




สุขสันต์วันคริสมาสต์ แต่คำอวยพรในวันอีดพูดไม่เป็น



ผู้ใดทำการเลียนแบบคล้ายกับชนกลุ่มหนึ่ง แน่นอนเขาย่อมเป็นส่วนหนึ่งจากพวกเขา” หะดีษ
เจอมมาเยอะ

เด็กมุสลิมเราพอถึงวันที่ 25 ธันวาที่ไร ก็จะติดปากกันว่า "Merry cristmas"

สุขสันต์วันคริสมาสต์

 แต่ " ﺗﻘﺒﻞ ﺍﻟﻠﻪ ﻣﻨﺎ ﻭﻣﻨﻜﻢ " คำดุอาอฺ คำอวยพรในวันอีด พูดไม่เป็น ไม่กล้าพูด
((ซะงั้น!!))

คริสมาสต์ คือวันคล้ายวันประสูตของพระเยซู (ไบเบิ้ลเองก็ไม่มีหลักฐานเรื่องวันเกิดของเยซู) ซึ่งมัน
ไม่เกี่ยวอะไรกับการเป็นมุสลิมอย่างเราๆเลย

ต้นคริสมาสต์ที่เยาวชนมุสลิมบางคนก็ชอบกันนักกันหน้า มันคืออะไรรู้กันไหม

ต้นคริสมาสต์คือต้นมะกอกยิว ที่ยิวใช้หลบซ่อนตัว ต่อมาเป็นต้นไม้ที่หาได้ยากจึงใช้ต้นสนแทน
และต้นสนคือต้นไม่ชนิดเดียวที่ใช้สุมไฟนบีอิบรอฮีม

ซานตาครอสซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของวันคริสมาสต์ก็คือนักบวชนิโคลรัส เยาวชนของเราก็ปลื้มกับการ
ได้สวมหมวกซานต้ากันซะจัง แต่ฮิญาบที่เป็นสัญลักษณ์ของความดีงามในอิสลามนั้นกลับทิ้งกันได้ลง
อัลลอฮฺก็สั่งห้ามการปฎิบัติ และการแต่งตัวที่เลียนแบบศาสนาใดๆ

จากหะดีษข้างต้น ลองพิจรณาคำว่า"เขาย่อมเป็นส่วนหนึ่งจากพวกเขา" ((อันตรายไหมกับชาฮาดะห์ของเรา))
อิสลามเรานั้นเป็นศาสนาที่สวยงามและปลอดภัยที่สุดแล้ว อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงกับชาฮาดะห์ที่เรา
ได้มากันโดยง่ายดายนักเลย





วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วันไหนๆของต่างศาสนิกมุสลิมบางคนร่วมหมด



วาเลนไทน์ ก็ร่วม
สงกรานต์ ก็ร่วม
ฮาโลวีน ก็ร่วม
ลอยกระทง ก็ร่วม
ปีใหม่ ก็ร่วม
ที่ไม่ค่อยร่วม คือ งานบวชนาค...
หากประเพณีเดินแห่ บวชนาค
แล้วให้ มีขบวนอาเซียนด้วย
ต้องมีมุสลิม ไปถืออะไรสักอย่าง ก็คงจะมีภาพเหล่านี้ อีกตามเคย เพราะอ้างไปว่า โปรโมท เรื่องอาเซียน จึงต้องให้มุสลิมอยู่ด้วย
จะโทษเราเอง หรือกาเฟร เนี่ยยย
มุสลิมเอง ไม่เคยเชิญชวน ให้กาเฟร มา่ร่วมวันอีดทั้ง 2 ของเรา
และกาเฟรเอง ก็ไม่ได้ เขิญชวน ให้มุสลิม ไปร่วมงานของเขา
แต่เราเองต่างหาก ที่เอาด้วยกับเขา เพราะอะไร ??
@@ ชะบ๊าบ ก๊อลบุนสะลีม
ปล...
มีมุชริกเคยเชิญชวนให้ท่านรอซูลุลลอฮ กราบไหว้บูชาในสิ่งที่เขาบูชา
คือ ให้สลับกัน ฉันบูชาของท่านในวันนี้ และท่านบูชาของเราในพรุ่งนี้
อัลลอฮตะอาลา จึงประทานซูเราะฮฺ อัลกาฟิรูน ดังนี้
จงกล่าวเถิด มุฮัมมัดว่า โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเอ๋ย
ฉันจะไม่เคารพภักดีสิ่งที่พวกท่านเคารพภักดีอยู่
และพวกท่านก็ไม่ใช่เป็นผู้เคารพภักดีพระเจ้าที่ฉันเคารพภักดี
และฉันก็มิใช่เป็นผู้เคารพภักดีสิ่งที่พวกท่านเคารพภักดี
และพวกท่านก็มิใช่เป็นผู้เคารพภักดีพระเจ้าที่ฉันเคารพภักดี
สำหรับพวกท่านก็คือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันก็คือศาสนาของฉัน
ปล...ประเด็นคือ เดินเพื่องานลอยกระทง
(ซึ่งเป้นพฺิธีกรรมทางปรเพณี ความเชื่อทางศาสนาของเขา)



วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ไปเที่ยวงานลอยกระทง ไม่ได้คิดอะไร ผิดไหม?


ผมไม่คิดอะไร ผมแค่ลอยเฉยๆ แค่กิจกรรมหนึ่งๆ
และผมก็ใส่เฉยๆ เท่านั้น...
ไม่คิดไรที ไม่ได้เชื่อแบบเขา
มีเจตนาดี แต่การกระทำ มันไปผิดหลักการแล้ว
แบบนี้ อ้างเรื่องเจตนาได้ไหม ??
พิจารณาครับ..สำหรับพี่น้องที่มักจะอ้างเรื่อง เจตนาดี...
การเลียนแบบผู้ปฏิเสธด้วยการกระทำเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายและคำพูด ฯลฯ
การทำเลียนแบบดังกล่าว บ่งชี้ให้เห็นถึงความรัก ชอบในผู้ที่ถูกเลียนแบบ

ด้วยเหตุนี้ท่านนะบี จึงกล่าวว่า
قال النبي (( مَنْ تَشَبَّهَ بِقَوْمٍ فَهُوَ مِنْهُمْ ))
“ ใครที่เลียนแบบชนกลุ่มใด ดังนั้น เขาก็เป็นเช่นชนกลุ่มนั้น”
(บันทึกโดย อบูดาวูด)

อัลลอฮฺทรงตรัสในอัลกุรอานว่า ความว่า...."ละกุม ดีนุกุม วะ-ลิยะดีน"
สำหรับพวกท่านคือศาสนาของพวกท่าน
และสำหรับฉันคือศาสนาของฉัน.*(อัลกาฟิรูน:6)

แบบนี้ เราจะอ้างเรื่องเจตนาดีได้ไหม ??
**** หรือเราจะอ้างว่า เจตนาใส่เฉยๆนะ ไม่คิดอะไรที ..
(เช่น กลุ่มเบี่ยงเบนทางเพศ ทอม ดี้ ตุ๊ด แต๊ว
ทั้งๆที่มีรายงานจากอิบนิ อับบาส เล่าว่า ท่านร่อซูล กล่าวว่า
“อัลลอฮฺ ทรงสาปแช่งผู้หญิงที่ทำตัวเลียนแบบผู้ชาย และผู้ชายที่ทำตัวเลียนแบบผู้หญิง”
(ดูมัญมัวอฺอัลฟะตาวาอิบนุตัยมียะฮฺ : 22/156 อัลญามิอุศเศาะฆีรอัซซุญูตียฺ : 7265 เศาะเหี๊ยะหุลญามิอฺอัลบานียฺ : 5100 มัญมัวอฺอันนะวาวียฺ : 4/469)

รายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า
“ท่านร่อซูล ได้สาปแช่งผู้ชายที่สวมเสื้อผ้าแบบผู้หญิง และผู้หญิงที่สวม เสื้อผ้าแบบผู้ชาย”
(บันทึกโดยอบูดาวุด : 4098 เศาะเหี๊ยะหฺอบูดาวุด : 4098 มัญมัวอฺอันนะวาวียฺ : 4/469)
วัลลอฮฮุอะลัม

ปล..ผู้โพสเพียงนำเสนอให้รู้ถึงข้อเท็จจริงในประเด็นที่มุสลิมร่วมไม่ได้ และไม่สามารถนำเรื่องเจตนามาประกอบการกระทำที่มันสวนทางกันได้เท่านั้น
และไม่ได้มีเจตนาที่จะส่อภาพประจานการกระทำของมุสลิมโดยเฉพาะเจาะจง เพียง แค่ย้ำเตือนว่า ทุกๆปี ยังมีนักศึกษาที่ร่วมประเพณีความเชื่อของคนไทยนี้อยู่
ผู้ใด นำเสนอข้อความที่หยาบคาย และไร้สาระ แอดมินขอลบทันที

.............................
ชะบ๊าบ ก๊อลบุนสะลีม






วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อิสลามไม่มีวันฮาโลวีน



เห็นภาพการร่วมของมุสลิมบางคนแต่งตัวที่จินตนาการว่าเป็นผี เนื่องในวันฮาโลวีน ซึ่งเป็นเทศกาลของพวกศาสนาคริสต์ แล้วรู้สึกหดหู่เศร้าใจยิ่งนัก ทั้งที่อิสลามไม่มีหลักความเชื่อเรื่องผีๆ หรือดวงวิญญาณของผู้ตายที่มาปะปนกับชีวติความเป็นอยู่ของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกนี้เลย

 วันฮาโลวีน ( Halloween)กร่อนเสียงจาก "ออลแฮโลอีฟนิง" หมายถึง "เย็นนักบุญทั้งหลาย" เป็นเทศกาลประจำปีเฉลิมฉลองในหลายประเทศทุกวันที่ 31 ตุลาคม อันเป็นวันก่อนวันสมโภชนักบุญทั้งหลายของศาสนาคริสต์ตะวันตก เป็นวันสมโภชที่ศาสนาคริสต์รับมาซึ่งเดิมได้รับอิทธิพลจากเทศกาลเก็บเกี่ยวของเคลต์ โดยอาจมีเหง้าเพเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซาวิน (Samhain) ของชาวเกล (Gaels) ฮาโลวีนกำเนิดขึ้นแยกกับซาวินและมีเหง้าศาสนาคริสต์อย่างเดียว

กิจกรรมฮาโลวีนตรงแบบมีทริกออร์ทรีต (trick-or-treating) ร่วมงานเลี้ยงเครื่องแต่งกาย ประดับตกแต่ง แกะสลักฟักทองเป็นแจ็กโอแลนเทิร์น (jack-o'-lantern) จุดคบเพลิง ไปบ้านผีสิงที่จัดขึ้น เล่นตลก เล่าเรื่องสยองขวัญและดูภาพยนตร์สยองขวัญ พวกเขา นิยมแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจและพาเพื่อนฝูงไปงานเลี้ยงฉลองกัน โดยในวันฮาโลวีนนั้น จะมีการประดับแสงไฟ ต่างๆ ให้คล้ายกับเมืองภูตผีปีศาจ โดยสัญลักษณะของวันฮาโลวีน คือ โคมไฟฟักทองแกะสลัก

 วันฮาโลวีน หรือวันปล่อยผี มีความเชื่อว่าพวกเขาได้อยู่บนสวรรค์ และพวกที่ยังต้องชดใช้โทษบาปในไฟชำระ รากความเชื่อแท้จริงของคาทอลิกอันเกี่ยวกับความตาย, นักบุญผู้ศักดิ์สิทธิ์ และวิญญาณในไฟชำระอันเป็นความเชื่อสำคัญอันหนึ่งของพวกเขา

ไม่เห็น คนกาเฟร สักคนมาร่วมงานปีใหม่ของอิสลามที่ผ่านพ้น
หรือแม้กระทั่ง วันอีัด วันรื่นเริงของอิสลามก็ตาม ทั่งที่ไม่มีข้อห้ามสำหรับพวกเขา
แต่เห็นแต่ มุสลิมนี่แหละ มักจะร่วมงานปีใหม่ของกาเฟรที่จะถึง
และแม้กระทั่ง ปีใหม่ของเทพเจ้าแห่งความตาย (ฮาโลวีน) 31 ตุลา ที่ผ่านมา ทั้งที่มันเป็นข้อห้ามสำหรับมุสลิม


ซุบฮานัลลอฮ

เป็นถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
อยากฝากให้พี่น้องช่วยกันเตือนๆและนำเสนอๆกันหน่อย

ไม่ใช่แค่มาตำหนิพี่น้องที่เอามาโพส มาบอกกล่าวว่า
ประจานเขาทำไม ก็ไปเตือนเขาซิ ศาสนาคือการตักเตือนเขาไม่ใช่หรอ
เอิ่มมม!! เพราะเรามัวแต่โลกสวยกับข้อแนะนำดีดี แต่งอมือ งอเท้าอะไรนีั้ซิ
เราถึงเห็นสังคม วิบัติ ขึ้นทุกวัน... อัลลอฮุอักบัร

เราหวังว่า พี่น้องที่อยู่ในรูป คงจะเตาบัตตัว และทำสิ่งเหล่านี้ ครั้งสุดท้ายในชีวิตนะครับ อินชาอัลลอฮ
ปล..ไม่ว่าจะเป็นเพราะกิจกรรมในโรงเรียนที่ครูสอน แต่นี้ คือการจัดกิจกรรมเลียนแบบที่เป็นความเชื่อของเขา

และอย่าไปอ้างว่า ทุกสิ่งอยู๋ที่เจตนา เพราะเจตนา ก็ต้องอยู่ที่การกระทำว่าอิสลามห้ามหรือไม่ด้วย ไม่ใช่แค่อ้างว่า หนูไม่คิดอะไร หนูแต่งตัวเท่านั้น

งั้นหนูก็ใส่ ชุดแม่ชี ชุดจีวรพระได้ซิ ...

อัลลอฮฺทรงตรัสในอัลกุรอานว่า ความว่า...."ละกุม ดีนุกุม วะ-ลิยะดีน"
สำหรับพวกท่านคือศาสนาของพวกท่าน
และสำหรับฉันคือศาสนาของฉัน.*(อัลกาฟิรูน:6)
...
*สิ่งที่ได้รับจากซูเราะฮฺนี้
1. เป็นการจำแนกระหว่างพวกศรัทธากับพวกปฏิเสธการศรัทธา
และพวกมุชริกีนอย่างชัดเจน คือการศรัทธาและการปฏิบัติที่แตกต่างกัน
2. ห้ามมิให้มุสลิมนำการปฏิบัติของศาสนิกอื่นมาปฏิบัติหรือเข้าร่วมอย่างเด็ดขาด
3.ผู้ใดนำการปฏิบัติของศาสนิกอื่นมาปฏิบัติหรือเข้าร่วมถือว่าเขาเป็นกาเฟร (ผู้ปฏิเสธ )

ท่านรอซูลฯกล่าวว่า ความว่า...
" บุคคลใดที่เลียนแบบชนกลุ่มหนึ่ง
เขาก็เป็นเสมือนส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้นด้วย "
(บันทึกโดยอบูดาวูด)

“ แน่นอนพวกเจ้าจะปฏิบัติตามกลุ่มชนที่มาก่อนพวกเจ้า คืบเป็นคืบ ศอกเป็นศอก ถึงแม้พวกเขาจะเข้ารูแย้ แน่นอนพวกเจ้าก็จะเข้าตามไป”
พวกเขา(บรรดาศอฮาบะฮ์ )ได้ถามว่า : ชาวยิวและชาวนาซอรอ (คริสต์)ใช่ไหม?
ท่านนะบีได้กล่าวว่า : จะมีใครอีกหรือ?
(บันทึกโดยบุคอรีและมุสลิม)









วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อิสลามกับวันรื่นเริงของศาสนิกอื่น





ภายหลังที่อิสลามได้ถูกอุบัติขึ้น อิสลามได้ทดแทนวันที่อนุญาตให้บรรดามุสลิมสนุกสนานรื่นเริงได้เพียงแค่สองวันเท่านั้น นั่นคือ วันอีดิลฟิฏริ และวันอีดิลอัฎหา


                  หลักฐานจากท่านอนัส บุตรของมาลิกเล่าว่า " كان لأهل الجاهلية يومان في كل سنة يلعبون فيهما  فلما قدم النبي صلى الله عليه وسلم  المدينة قال كان لكم يومان يلعبون فيهما وقد أبدلكم الله فيهما خيرا منهما يوم الفطر ويوم الأضحى " ความว่า "ปรากฏว่ากลุ่มชนญาฮิลียะฮฺ (กลุ่มชนที่อิสลามยังไม่อุบัติขึ้นแก่พวกเขา) สำหรับพวกเขามีอยู่สองวันในทุกๆ ปีซึ่งเป็นวันที่พวกเขารื่นเริงสนุกสนานในสองวันดังกล่าว, ครั้นเมื่อท่านรสูลุลลอฮฺ  เดินทางไปยังเมืองมะดีนะฮฺ ท่านรสุล  ก็กล่าวว่า สำหรับพวกท่านมีวันรื่นเริงสนุกสนานอยู่สองวัน ทว่าพระองค์อัลลอฮฺทรงเปลี่ยนให้ดีกว่าวันทั้งสองดังกล่าว นั่นคือวันอีดิลฟิฏริ และวันอีดิลอัฎหา" (บันทึกโดยนะสาอีย์ หะดีษที่ 1538) 


ครั้นเมื่อหลักการของศาสนาอนุมัติให้มุสลิมฉลอง หรือรื่นเริงได้เพียงสองวันในรอบปีเท่านั้น  บรรดามุสลิมจะแสวงหาวันรื่นเริง หรือวันฉลองอื่นจากวันอีดิลฟิฏริ (عيد الفطر) หรืออีดิลอัฎหา (อ่านว่า อัด-ฮา عيد الأضحى  ) ไม่ได้ เพราะเมื่อท่านรสูล   ยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่ามุสลิมมีวันรื่นเริงเพียง 2 วันเท่านั้น มุสลิมที่ศรัทธามั่นคงก็ต้องปฏิบัติคำสั่งของท่านรสูลุลลอฮฺ    อย่างเคร่งครัด


อีกทั้งท่านรสูลุลลอฮฺยังกำชับให้ออกห่างจากการเลียนแบบแนวคิด,วิถีชีวิต และพฤติกรรมของพวกยะฮูดีย์ และพวกนัศรอนีย์อีกด้วย ดั่งที่ท่านรสูลุลลอฮฺ  กล่าวไว้ว่า " و لا تشبهوا باليهود ولا بالنصارى  " ความว่า "พวกท่านอย่าเลียนแบบพวกยะฮูดีย์ (พวกยิว) และพวกนัศรอนีย์ (พวกคริสเตียน) " (บันทึกโดยอะหฺมัด หะดีษที่ 8230)


บริเวณใด หรือสถานที่ใดที่อดีตเคยจัดงานเฉลิมฉลองของกลุ่มชนที่มีความเชื่อ หรือศาสนาอื่นจากอิสลาม ท่านรสูลุลลอฮฺ  ก็ยังสั่งห้ามมิให้มุสลิมเข้าไปร่วมกิจกรรมยังบริเวณ หรือสถานที่แห่งนั้นอีกต่างหาก 


ท่านษาบิต บุตรของเฎาะฮากเล่าว่า " ชายผู้หนึ่งบนบาน (นะซัร) ว่าจะเชือดอูฐหนึ่งตัว ณ บริเวณ (ที่เรียกว่า) บุวานะฮ, ท่านรสูลุลลอฮจึงถามเขาว่า ณ สถานที่แห่งนั้นเคยมีรูปเจว็ดหนึ่งจากบรรดารูปเจว็ดที่เคยถูกเคารพภักดีในสมัยญาฮิลียะฮ์ (หมายถึงสมัยก่อนที่ท่านรสูล  ถูกแต่งตั้งให้เป็นนบี) หรือไม่ ? บรรดาเศาะหาบะฮ์ตอบว่า ไม่เคยมีการกระเช่นนั้นครับ, ท่านรสูลถามต่ออีกว่า สถานที่แห่งนั้นเคยมีการจัดงานวันรื่นเริงของพวกเขาหรือไม่ ? บรรดาเศาะหาบะฮ์ก็ตอบว่า ไม่เคยมีการกระทำกันครับ, ท่านรสูล  จึงกล่าวขึ้นว่า เช่นนั้นท่านจงทำให้สิ่งที่ท่านบนบานให้ครบถ้วนสมบูรณ์เถิด แท้จริงไม่มีการทำบนบานที่ครบถ้วนสมบูรณ์ในเรื่องของการฝ่าฝืนพระองค์อัลลอฮ์ " (บันทึกโดยอบูดาวูด หะดีษ 2881)


วัลลอฮูอาลัม

ปีใหม่ มุสลิมกำลังฉลองความปราชัย



การเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่สากล




         1 มกราคม การเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่สากล กับเงื่อนงำที่แอบแฝงในประวัติศาสตร์ระหว่างมุสลิมกับคริสเตียน

               ในทุก ๆ ปี  พลเมืองโลกทั่วไปจะเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ในวันที่  1  มกราคมกันอย่างเอิกเกริก  ในคืนสุดท้ายของปีซึ่งเรียกกันว่า  “คืนส่งท้ายปีเก่า”  จะมีการเตรียมการสำหรับนับถอยหลัง  (Countdown)  ในช่วงการเปลี่ยนวัน  ณ  เวลา  0  นาฬิกา  (เที่ยงคืน)  ซึ่งถือเป็นการขึ้นวันใหม่ตามอย่างสากล  ผู้คนที่ร่วมเฉลิมฉลองในวันขึ้นปีใหม่นั้นต่างก็รู้เพียงว่านั่นคือวันที่  1  ของปีใหม่ที่ควรจะยินดีและต้อนรับด้วยการเฉลิมฉลอง 
                ทว่าคงไม่มีผู้ใดรับรู้หรือฉุกคิดหรอกว่า  ทำไมหนอ  พวกฝรั่งตะวันตกจึงกำหนดเอาวันที่  1  มกราคมของทุกปีเป็นวันเฉลิมฉลองขึ้นปีใหม่  ทั้ง ๆ  ที่ผู้นั้นอาจเป็นคนไทยที่ถือเอาช่วงวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตาม ธรรมเนียมปฏิบัติ  หรือผู้นั้นอาจจะเป็นผู้มีเชื้อสายจีน  ซึ่งก็มีวันขึ้นปีใหม่ตามคติจีนและมิใช่วันที่  1  มกราคมแต่อย่างใด  กระนั้นพวกเขาก็ร่วมเฉลิมฉลองในวันที่  1  มกราคม  ตามสากล  (หรือตามฝรั่งตะวันตก)  ได้อย่างสนิทใจ 
                ที่ น่าเศร้าใจก็คือมีชาวมุสลิมเป็นจำนวนมิใช่น้อยที่เข้าร่วมในการเฉลิมฉลอง นั้นด้วย  ซึ่งนั่นก็ไม่น่าเศร้าใจเท่ากับการที่ชาวมุสลิมเหล่านั้นขาดภูมิความรู้ทาง ประวัติศาสตร์แห่งประชาชาติของตน  จะด้วยเพราะไม่รู้หรือมิได้ฉุกคิดก็ตามทีจึงได้เผลอไผลเห็นดีเห็นงามจนเอา เป็นเหตุแห่งการเฉลิมฉลองร่วมกับเหล่าชนอื่น  ทั้ง ๆ  ที่ชาวมุสลิมนั้นมีวันรื่นเริงตามหลักการของศาสนาเป็นของตนเองอยู่แล้ว  คือวันอีดอีดิลฟิฏริ  และช่วงวันอีดิลอัฎฮา  ตลอดจนมีปฏิทินทางจันทรคติในการกำหนดวันเดือนปีและมีศักราชเป็นของเฉพาะตนซึ่งเรียกกันว่า  ฮิจเราะฮฺศักราช




                ต่อคำถามที่ว่า  ทำไมหนอ  พวกฝรั่งมังค่าจึงกำหนดเอาวันที่  1  มกราคม  ของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่  อาจกล่าวได้ว่า  เรื่องนี้น่าจะมีเงื่อนงำที่แอบแฝง  กล่าวคือ  หากย้อนเวลากลับไปในอดีต  เมื่อปี  คศ.1492  ณ  ดินแดนอัลอันดะลุส  (Andalucia)  ในสเปน  ได้เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของชาวมุสลิม  คือ  เหตุการณ์สูญเสียที่มั่นสุดท้ายของชาวมุสลิมในอาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ  (Granada)  แก่อาณาจักรคริสเตียนสเปนซึ่งถูกรวบรวมให้เป็นหนึ่งภายหลังการอภิเษกสมรสของ เฟอร์ดินานด์  หรือ  เฟอร์นานโดที่  5  แห่งแคว้นอรากอน  (Aragon)  กับพระนางอิซาเบลล่า  แห่งแคว้นกิชตาละฮฺ  (Castile) 
                ในช่วงเวลานั้น  อาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ  (Granada)  มีกษัตริย์นามว่า  อบูอับดิลลาฮฺ  มุฮำหมัด  อัซซ่อฆีร  หรือที่ฝรั่งเรียกว่า  อบูอับดิล  (Abuabdi,  Bodillah)  เป็นผู้ปกครอง  พวกคริสเตียนสเปนได้ยกทัพเข้าปิดล้อมนครฆอรนาเฏาะฮฺตั้งแต่ปี  คศ.1491  การปิดล้อมเป็นไปอย่างหนักและต่อเนื่อง  จนกระทั่ง  อบูอับดิลลาฮฺ  ยอมจำนนต่อฝ่าย คริสเตียนสเปนด้วยการยอมทำข้อตกลงกับฝ่ายคริสเตียนในการส่งมอบเมืองเป็น จำนวนถึง  67  ข้อซึ่งนับเป็นสนธิสัญญาที่ยืดยาวที่สุดฉบับหนึ่งในช่วงสิ้นสุดยุคกลางของ ยุโรป 
                การลงนามในสนธิสัญญาระหว่างสองฝ่ายเสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการในวันที่  2  ร่อบีอุลเอาวัล  ฮ.ศ.897  ตรงกับวันที่  2  มกราคม  คศ.1492  ซึ่งในวันเดียวกันนั้น  กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่  5  กับพระราชินี  อิซาเบลล่าก็ได้เสด็จเข้าสู่พระราชวัง  อัลฮัมรออฺ  (Alhambra)  อันเป็นที่ประทับของกษัตริย์  อบูอับดิลลาฮฺ  และมีการนำไม้กางเขนเงินขึ้นสู่ยอดโดมของมัสญิดในพระราชวัง  กษัตริย์อบูอับดิลลาฮฺได้จุมพิตพระหัตถ์ของกษัตริย์คริสเตียนแห่งสเปนและ ดำเนินออกจากพระราชวัง 
                กษัตริย์อบูอับดิลลาฮฺได้หยุดทอดพระเนตรนครฆอรนาเฏาะฮฺเป็นครั้งสุดท้าย  ณ  เนินแห่งหนึ่งที่เรียกกันว่า  เนินอัลบันดูล  และร่ำไห้พร้อมสะอึกสะอื้น  พระนางอาอิชะฮฺผู้เป็นพระมารดาจึงตะโกนบอกกับอบูอับดิลลาฮฺว่า  “เจ้าจงร่ำไห้เยี่ยงอิสตรีต่ออำนาจที่สูญสิ้น  เจ้าหาได้รักษามันไว้ได้ไม่เยี่ยงเหล่าบุรุษ”  ชาวสเปนเรียกขานเนินแห่งนี้ว่า  “การสะอื้นร่ำไห้ครั้งสุดท้ายของชาวอาหรับ”  (el ultimo  suspiro  del  Moro) 
                อาณาจักรฆอรนาเฏาะฮฺ  หรือ  แกรนาดา  ที่มั่นสุดท้ายของชาวมุสลิมในอัลอันดะลุส  (สเปน)  ปิดฉากลงพร้อมกับชัยชนะของฝ่ายคริสเตียนที่ขับเคี่ยวต่อสู้กับชาวมุสลิมหรือ พวกมัวร์มาตลอดระยะเวลาร่วม  800  ปี  ความจริงชาวมุสลิมได้สูญเสียฆอรนาเฏาะฮฺมาตั้งแต่วันที่  1  มกราคมของปีนั้น  (1492)  แล้ว เพียงแต่การสูญเสียอย่างเป็นทางการนั้นเกิดขึ้นในวันถัดมา  คือ  วันที่  2  มกราคม  1492 
                และการสูญเสียนครฆอรนาเฏาะฮฺในปีดังกล่าวก็หาใช่เป็นโศกนาฏกรรมที่แท้จริง ไม่ หากแต่ว่าโศกนาฏกรรมที่แท้จริงได้เริ่มขึ้นหลังจากนั้น  เพราะเพียง  7  ปีให้หลัง  (คศ.1499)  เงื่อนไขอันเป็นข้อตกลงในสนธิสัญญาส่งมอบเมืองนั้นก็ถูกละเมิดอย่างไม่แยแส จากฝ่าย คริสเตียน  บรรดามัสญิดถูกสั่งปิด  การประกอบพิธีกรรมถูกสั่งห้าม  การตั้งศาลพิเศษเพื่อตรวจสอบชาวมุสลิมที่ตกค้างอยู่ในฆอรนาเฏาะฮฺโดยฝ่าย ศาสนจักรก็มีขึ้น 
                มุสลิม ถูกบังคับให้เข้ารีตในคริสต์ศาสนา  ตำรับตำราทางวิชาการถูกเผาทำลายไม่เว้นแม้แต่พระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน  มีการสั่งห้ามชาวมุสลิมพูดภาษาอาหรับและห้ามอาบน้ำ  ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนอิสลามกลับกลายมาเป็นดินแดนแห่งการปฏิเสธ โดยสิ้นเชิงบรรดามัสญิดที่สง่างามด้วยสถาปัตยกรรมอิสลามถูกแปรเปลี่ยนเป็น โบสถ์วิหารในคริสตศาสนาจนหมดสิ้น  มุสลิมจำนวนหลายล้านคนจึงจำต้องอพยพละทิ้งถิ่นฐานของตนซึ่งเคยอาศัยและ รังสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองเอาไว้ตลอดระยะเวลาร่วม  8  ศตวรรษ 
                สงครามครูเสดในดินแดนตะวันออก  (เยรูซาเล็ม  ปาเลสไตน์)  พวก คริสเตียนอาจจะพ่ายแพ้ต่อชาวมุสลิมนับแต่ชัยชนะของสุลตอน  ซ่อลาฮุดดีน  อัลอัยยูบีย์หรือสลาดินในการปลดปล่อยแผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์  แต่สงครามครูเสดในดินแดนอัลอันดะลุส  มุสลิมเป็นฝ่ายปราชัย 
                อีกทั้งในปีเดียวกันนั้น  (1492)  คริสโตเฟอร์  โคลัมบัส  ผู้ได้รับการอุปถัมภ์จากพระราชินีอิซาเบลล่าของสเปนก็สามารถค้นพบโลกใหม่ หรือทวีปอเมริกาได้สำเร็จ  ศักราชแห่งการล่าอาณานิคมและความยิ่งใหญ่ของกองเรือ  อมาด้าของสเปน  และการผงาดขึ้นของมหาอำนาจทางทะเลอย่างโปรตุเกสก็เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการ ล่มสลายของการผูกขาดทางการค้าและการควบคุมเส้นทางการค้าทั้งทางบกและทางทะเล ของประชาคมมุสลิม 
                นี่กระมังเป็นสาเหตุที่พวกฝรั่งตะวันตกได้ถือเอาวันที่  1  มกราคมเป็นวันเฉลิมฉลองชัยชนะในสงครามครูเสดที่มีต่อพวกนอกศาสนาอันหมายถึง ชาวมุสลิมโดยรวม  ซึ่งช่างเหมาะเจาะกับช่วงเวลาก่อนหน้านั้นราว  1  สัปดาห์  ที่พวกเขาเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสในวันที่  25  ธันวาคมต่อเนื่องจนถึงวันที่  1  มกราคม 
                การเฉลิมฉลองของชาวคริสเตียนในช่วงเวลานั้นโดยเฉพาะในปี  คศ.1492  จึงเป็นการเฉลิมฉลองชัยชนะที่มีต่อชาวมุสลิมอย่างมิต้องสงสัย  ถึงแม้ว่าเมื่อกาลเวลาผ่านล่วงเลยไปผู้คนในสมัยหลังจะหลงลืมไปแล้วว่า  เพราะอะไรพวกฝรั่งชาวคริสต์จึงถือเอาวันที่  1  มกราคมเป็นวันสำคัญของพวกเขาก็ตาม  ในช่วงคริสต์มาสอีฟ  ทำไมฝรั่งจึงมีธรรมเนียมกินไก่งวง  ในทุกปีทำเนียบขาวจะจัดประเพณีการกินไก่งวงเพื่อขอบคุณพระเจ้า  มีการปล่อยไก่งวงผู้โชคดีให้เป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลก 




                ชะรอยไก่งวงที่ว่านี้ก็มีสัญลักษณ์แอบแฝงอยู่   พวกฝรั่งเรียกไก่งวงว่า  เทอคิ  (Turkey)  ซึ่งหมายถึง  ไก่แขกตุรกีและตุรกีในชั้นหลังก็หมายถึง  พวกมุสลิมที่ต่อสู้ขับเคี่ยวกับพวกฝรั่งชาวคริสเตียนในการทำสงครามศาสนา  (ครูเสด)  การฆ่าไก่งวงเพื่อรับประทาน เป็นอาหารในช่วงคริสต์มาสอีฟก็คือสัญลักษณ์ในการพิฆาตพวกเติร์กหรือพวกคน ต่างศาสนาที่หมายถึง "มุสลิม " นั่นเอง

                ย้อนกลับไปยังอัลอันดะลุส  (Andalucia)  อีกครั้ง  ในยุคที่ชาวมุสลิมหรือพวกมัวร์  (Moor)  ปกครองสเปนและมีการสู้รบกับพวกคริสเตียนทางตอนเหนือนั้น  มีการประกาศจากพระสันตะประปาแห่งกรุงโรมให้ชาวคริสเตียนทำสงครามครูเสดกับ ชาวมุสลิมในสเปนมาโดยตลอด  นับตั้งแต่ครั้งกษัตริย์ชารล์  มาร์แตง  ของพวกแฟรงก์  (ฝรั่งเศส)  ทำศึกกับกองทัพของชาวมุสลิมที่ข้ามเทือกเขาพิเรนีสไปยังตอนใต้ของฝรั่งเศสใน สมรภูมิตูร  บูวาติเยร์  (Tour-Poitiers)  เมื่อปี  ฮ.ศ.114  ตรงกับปี  คศ.732  เป็นต้นมา 
                ดังนั้นการสู้รบของพวกคริสเตียนทางตอนเหนือของคาบสมุทรไอบีเรีย  (สเปน)  กับชาวมุสลิมในอัลอันดะลุส  จึงเป็นการทำสงครามครูเสดอย่างไม่ต้องสัย  บ่อยครั้งที่พวกคริสเตียนในสเปนได้รับการสนับสนุนจากกองเรือรบของพวกครูเสด ซึ่งมีทั้งฝรั่งเศส,อังกฤษ,เยอรมันและอิตาลี  (เวนิส-เจนัวร์)  ในการศึกเพื่อเข้ายึดครองหัวเมืองชายทะเลในอัลอันดะลุส   พวกคริสเตียนในยุโรปมิเคยละความพยายามในการร่วมมือกันทำการศึกกับชาวมุสลิมเลยนับแต่ยุคกลางจวบจนทุกวันนี้ 
                ฉะนั้นชัยชนะของคริสเตียนในสเปนที่สามารถขับไล่ชาวมุสลิมออกจากอัลอันดะลุ สได้สำเร็จ  จึงเป็นชัยชนะร่วมกันของคริสเตียนทั่วยุโรป  เหตุนี้จึงไม่แปลกอันใดในการที่พวกเขาจะเฉลิมฉลองกันอย่างเอิกเกริกในวัน ที่  1  มกราคมของทุกปี  แต่สำหรับประชาคมมุสลิมแล้ววันที่  1  มกราคมของทุกปีหาใช่เป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองไม่แต่เป็นวันแห่งโศกนาฏกรรมและ ความสูญเสียที่ไม่มีวันคืนกลับ 
         เราอาจจะสูญเสียอัลอันดะลุสไปแล้ว  แต่ที่สำคัญขออย่าให้มุสลิมได้สูญเสียจิตวิญญาณและความเป็นอัตลักษณ์ของตน  เพราะนั่นย่อมหมายถึงความอัปยศและความปราชัยอย่างที่สุดซึ่งจะไปโทษใครมิได้เลยนอกจากตัวเอง


(لاحول ولاقوة إلابا لله )
อะลี  อะฮฺหมัด  อบูบักร  มุฮำหมัด  อะมีน  อัลอัซฮะรีย์
10  มกราคม  2551 / 1  มุฮัรรอม  1429