อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การพนัน สิ่งมึนเมาและอื่นๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การพนัน สิ่งมึนเมาและอื่นๆ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2558

การเบี่ยงเบนทางเพศ และประชาติที่ถูกทำลาย


จากข่าวที่ชายมุสลิมคนหนึ่งที่เบี่ยงเบนทางเพศเรียนแบบความเป็นหญิง ได้แต่งตัวโดยเอาคลุมผม (อย่างฮิญาบ) เข้าประกวดทิฟฟานี่ (ประกวดกระเทย) อันสร้างความอัปยศเสื่อมเสียต่ออิสลามแล้ว ยังมีชายมุสลิมอีกคนที่ได้กระทำตัวเบี่ยงเบนทางเพศ ได้แต่งกายเอาผ้าคลุมผม มาคัดเลือกเกณฑ์ทหาร สร้างความเสื่อมเสียต่ออิสลามอีกครั้ง ซึ่งการเรียนแบบเพศตรงข้ามเช่นนี้เป็นที่ต้องห้ามอย่างเด็ดขาดในอิสลาม หน่ำซ้ำยังแต่งกายคลุมผ้าคลุมผม ซึ่งบัญญัติใช้สำหรับหญิงมุสลิม ถือเป็นการดูถูกเยียดหยามอิสลามเป็นอย่างยิ่ง

ซึ่งปัจจุบัน การเบี่ยงเบนทางเพศ จากชายเป็นหญิง ( المخنث ) จากหญิงเป็นชาย ( المتر جلة) โดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่ยิ่งเพิ่มทวีคูณ ทั้งในสถาบันการศึกษา และกลุ่มวัยรุ่นทั่วไป ด้วยการจับกลุ่มของคนเบงเบนทางเพศด้วยกัน และออกอาการความเป็นกระเทยอย่างออกหน้าออกตา โดยที่ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชนผู้นำโรงเรียน หรือผู้นำศาสนา มิได้สนใจ ว่ากล่าวตักเตือน หรือแก้ปัญหามันแต่อย่างใดเลย


หากยังปล่อยเยาวชนมุสลิม ทำตัวเบี่ยงเบนเลียนแบบเพศตรงข้ามต่อไปเช่นนี้ สังคมมุสลิมย่อมเกิดวิกฤติการณ์ที่นำไปสู่ความเสื่อมถ่อย สร้างความอัปยศด้านจริยธรรม มีการรักร่วมเพศกันดาษดื่น และไม่สนใจต่อบทบัญญัติอิสลาม


การห้ามเบี่ยงเบนเลี่ยแบบเพศตรงข้างในอิสลาม

รายงานจากอิบนุ อับบาส  กล่าวว่า
"ท่านนะบี  ได้สาปแช่งบรรดากะเทยที่เดิมเป็นชาย และบรรดาชายเทียมที่เดิมเป็นหญิง โดยท่านได้กล่าวว่า พวกท่านจงไล่พวกเขาออกจากบ้านของพวกท่านและท่านนะบี  ได้ไล่นายคนหนึ่งออกไป และท่านอุมัรได้ไล่นายคนหนึ่งออกไป"
(บันทึกโดย บุคอรีย์)

  จากอบูฮุรอยเราะฮ์ รายงานว่า
"ท่านนะบี  ได้มีผู้พากะเทยมาหาท่าน โดยที่เขาได้ย้อมมือและเท้าทั้งสองข้างของเขาด้วยใบเทียนท่านนะบี  จึงกล่าวว่า นี่มันเกิดอะไรขึ้น ? มีผู้กล่าวขึ้นว่า โอ้ท่านเราะซูล  เขาเลียนแบบผู้หญิงครับท่านเราะซูล  จึงสั่งให้เนรเทศเขาออกไปอยู่ทีนะเกี๊ยะอ์เหล่าซอฮาบะฮ์กล่าวว่า โอ้ท่านเราะซูล  ให้พวกเราฆ่ามันหรือไม่ ?ท่านเราะซูล  กล่าวว่า แท้จริงฉันถูกห้ามไม่ให้ฆ่าบรรดาผู้ละหมาด""อบูอุซามะฮ์ กล่าวว่า นะเกี๊ยะอ์เป็นชื่อสถานที่ ที่ห่างจากมะดีนะฮ์ ไม่ใช่บะเกี๊ยะอ์"
(บันทึกโดยอบูดาวูด)

รายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนิ อัมรฺ อิบนิ อาศ เล่าว่า ฉันได้ยิน ท่านร่อซูล กล่าวว่า
“ไม่ถือว่าเป็นประชาชาติของฉัน ผู้ชายที่ทำตัวเป็นผู้หญิง และผู้หญิงที่ทำตัวเป็นผู้ชาย”
(บันทึกโดยอะหฺมัด : 6836 อัลญามิอุศเศาะฆีรอัซซุญูตียฺ : 7678 เศาะเหี๊ยะหุลญามิอฺอัลบานียฺ : 5433)

การทำลายล้างพวกรักร่วมเพศในประชาชาติยุคก่อน


เหตุการณ์ในลักษณะการสมสู่ผู้ชายด้วยกันนั้น ได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคสมัยของนบีลูฏ อะลัยฮิสลาม ในเมืองสะดูม ซึ่งขณะนั้นพระองค์อัลลอฮฺ ทรงส่งท่านนบีลูฏ อะลัยฮิสลาม มาประกาศศาสนา โดยที่ท่านนบีลูฏ ได้เรียกร้องไปสู่การภักดีต่ออัลลอฮฺ และให้ระวังการลงโทษที่ยิ่งใหญ่จากอัลลอฮฺ  เนื่องด้วยกับพฤติกรรมอันโสมมนี้ ที่ทำลายกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติที่พระองค์อัลลอฮ์  ทรงสร้าง ผู้ชายคู่กับผู้หญิง
 ต่ปรากฏว่าการเรียกร้องและตักเตือนของนบีลูฏ อะลัยฮิสลาม นั้นไร้ผล เมื่อกลุ่มชนชาวสะดูมไม่เลิกพฤติกรรมอันโสมมนี้

พระองค์ อัลลอฮฺ  ทรงเล่าเหตุการณ์ในอดีตว่า

“และจงรำลึกถึงลูฏ ขณะที่เขาได้กล่าวแก่ประชาชาติของเขาว่า
ท่านทั้งหลายจะประกอบสิ่งชั่วช้าน่า รังเกียจ ซึ่งไม่มีคนใดในหมู่ประชาชาติทั้งหลายได้ประกอบมันมาก่อนพวกท่านกระนั้น ?

แท้จริง พวกท่านจะสมสู่เพศชายด้วยตัณหาราคะอื่นจากเพศหญิง ยิ่งกว่าพวกท่านยังเป็นพวกที่ละเมิดขอบเขตด้วย”
(อัลอะอฺรอฟ : 80-81)

“และ (จงรำลึกถึง) ลูฏ เมื่อเขากล่าวแก่หมู่ชนของเขาว่า พวกท่านกระทำการลามกทั้งๆ ที่พวกท่าน รู้เห็นอยู่กระนั้นหรือ ?

แท้จริง พวกท่านสมสู่พวกผู้ชายด้วยตัณหา แทนพวกผู้หญิงกระนั้นหรือ ? ยิ่งกว่านั้นพวกท่านเป็นหมู่ชนที่โง่เขลา”
(อันนัมลฺ : 54-55)

        ในเมื่อคำตักเตือนของนบีลูฏ ไม่สามารภทำให้ชาวเมืองสะดูมเชื่อฟังได้ และยังคงฝ่าฝืน อีกทั้งมีพฤติกรรมอันโสมมนี้ ดังนั้นสุดท้ายการลงโทษครั้งยิ่งใหญ่ของ อัลลอฮฺ  ต่อชาวสะดูมก็มาถึง

“และเราได้ให้ฝน ตกลงมาบนพวกเขาแล้วเจ้า จงดูเถิดว่า ผลสุดท้ายของบรรดาผู้กระทำผิดนั้นเป็น อย่างไร?”
(อัลอะอฺรอฟ : 84)

“หมู่ชนของลูฏได้ปฏิเสธต่อการตักเตือน  แท้จริง เราได้ส่งพายุหินจากท้องฟ้าลงบนพวกเขา นอกจากวงศ์วานของลูฏ เราได้ช่วยพวกเขาให้รอดพ้นในยามรุ่งสาง”
(อัลกอมัร : 3-4)


บทเรียนจากประวัติศาสตร์จากอัลกุรอ่านว่าด้วยจุดจบชาวปอมเปอี (Pompeii)

ตัดตอนและเรียบเรียงจากบางส่วนของหนังสือแปลเรื่อง ประชาชาติที่ถูกทำลาย- Perished Nation โดย ฮารูน ยะฮยา

ทำไมต้องศึกษาประวัติศาสตร์

นี่ คือส่วนหนึ่งจากเรื่องราวของประชาชาติต่างๆที่เราได้บอกเล่าเรื่องราวของพวก เขาแก่เจ้า ส่วนหนึ่งพวกเขายังคงอยู่ และอีกส่วนหนึ่งก็สูญสลายไปแล้ว และเราไม่ได้อธรรมต่อพวกเขา แต่ทว่าพวกเขาอธรรมต่อพวกเขาเอง และพระเจ้าที่พวกเขาวอนขออื่นจากอัลลอฮฺ นั้น จะไม่อำนวยประโยชน์อันใดแก่พวกเขาเลย เมื่อพระบัญชาจากพระผู้เป็นเจ้าของเจ้ามาถึง และพระเจ้าเหล่านั้นมิได้เพิ่มพูนอันใดแก่พวกเขานอกจากความพินาศ (ซูเราะฮฺ ฮูด: 100- 101)

การบรรยายถึงประชาชาติก่อนๆมีระบุไว้ในอัลกุรอานเป็น สัดส่วนที่มากสุด ซึ่งแน่นอนอย่างยิ่งในประเด็นนี้จึงจำเป็นที่เรานำมาขบคิด พิจารณาใคร่ครวญ เห็นได้ชัดว่าหลักๆแล้วประชาชาติเหล่านี้ปฏิเสธบรรดาศาสนทูตที่พระผู้เป็น เจ้าได้ประทานลงมายังหมู่ชนของพวกเขา ยิ่งกว่านั้นหมู่ชนเหล่านั้นยังแสดงความเป็นปรปักษ์ต่อเหล่าบรรดาศาสนทูตอีก ด้วย เนื่องจากความอหังการ์ของพวกเขาจึงกล้าท้าทายต่ออำนาจของอัลลอฮฺ พระองค์จึงทำลายล้างหมู่ชนเหล่านี้ให้หมดไปจากหน้าแผ่นดิน

อัลกุรอานได้บอกให้เรารู้ว่าทุกๆกรณีที่ความหายนะกำลังจะประสบแก่หมู่ชนใด หมู่ชนหนึ่ง หมู่ชนนั้นจะได้รับคำเตือนไว้ล่วงหน้า เพื่อให้คนในหมู่ชนนั้นได้สำนึก ตัวอย่างเช่น สิทธิหลังจากโองการที่ว่าด้วยการทำลายล้างแก่ยิวกลุ่มหนึ่งที่ทำการต่อต้าน อัลลอฮฺ ซึ่งมีระบุไว้ในอัลกุรอานว่า “ดังนั้น เราได้ทำให้จุดจบของพวกเขา เป็นการเตือนแก่บรรดาผู้คนในเวลานั้น และแก่คนรุ่นหลัง และเป็นข้อตักเตือน สำหรับผู้ที่สำรวมตนจากความชั่ว (ซูเราะฮฺ อัลบากอเราะฮ:66)”



ทะเลสาบแห่งลูฏ

บทความนี้ เราได้ฉายภาพสังคมในยุคโบราณที่ถูกทำลายลงไปเนื่องจากพวกเขาทำการท้าทายต่อ อำนาจของอัลลอฮฺ จุดประสงค์ของเราก็เพื่อชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้นั้น เป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนทุกยุคสมัย เพื่อให้พวกเขาได้ตระหนักถึงคำเตือนจากพระผู้เป็นเจ้า

เหตุผลประการ ถัดมาเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าการทำลายล้างเหล่านั้นได้รับการบันทึกไว้ในอัล กุรอานอย่างชัดแจ้ง แสดงให้เห็นว่าอัลกุรอานนั้นสัจจริงตลอดกาล อีกทั้งเป็นคัมภีร์ที่ได้รับการรักษาไม่ให้มีการปลอมปน เปลี่ยนแปลง หรือการแก้ไขใดๆ

ในคัมภีร์อัลกุรอานได้รับรองไว้ว่าโองการต่างๆของพระองค์นั้นจะได้รับการ รักษาและเป็นความจริงตลอดกาล สัญญาณต่างๆจะเริ่มปรากฏมาให้มนุษย์ได้เห็น “และจงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) บรรดาการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ พระองค์จะทรงให้พวกเจ้าเห็นสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ แล้วพวกเจ้าก็จะรู้จักกัน และพระเจ้าของเจ้ามิได้เป็นผู้ทรงเพิกเฉย ต่อสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ” (ซูเราะฮฺ อัลนัมลุ์-93)

อีกทั้งเพื่อเป็นการให้ได้รู้และจำแนกพวกเขาเหล่านั้นว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ยึดถือแนวทางใดมาใช้ในการดำเนินชีวิต
แทบ ทุกมหันตภัยที่ทำลายล้างหมู่ชนต่างๆจะมีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่อัลกุรอาน ได้ “ระบุไว้” และ “ได้จำแนกไว้” เนื่องจากการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีในยุคสมัยใหม่

ในการศึกษานี้ เราได้ทำการเชื่อมโยงกับอีกบางหมู่ชนที่ได้อยู่ในกรณีศึกษาเดียวกันตามที่ ระบุไว้ในอัลกุรอานถึงการทำลายล้างหมู่ชนนั้นๆในลักษณะเดียวกัน (จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกล่าวถึงบางสังคม ชุมชน ที่เชื่อมโยงกันกับเหตุการณ์ในอัลกุรอาน

แต่อัลกุรอานไม่ได้กล่าวถึงสังคมหรือชุมชนนั้นๆโดยตรง หนังสือเล่มนี้จะครอบคลุมในสังคมดังกล่าวเช่นกัน อัลกุรอานไม่ได้ระบุเวลาและสถานที่อย่างเจาะจงเฉพาะให้แก่หมู่ชนนั้นๆ แต่อัลกุรอานได้กล่าวถึงพฤติกรรมของหมู่ชนนั้นๆที่แสดงออกถึงการปฏิเสธและ ตั้งตนเป็นศัตรูต่อพระผู้เป็นเจ้าและศาสนทูตของพระองค์ มหันตภัยต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นการทำลายล้างประชาชาติเหล่านี้จากหน้าแผ่นดิน

ดังนั้น เราจึงจำเป็นที่จะต้องนำคำตักเตือนดังกล่าวมาขยายผลถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับหมู่ชนต่างๆ)
จุด ประสงค์หลักของเราเพื่อฉายภาพที่อัลกุรอานได้นำเสนอสัจธรรมเกี่ยวกับหมู่ชน เหล่านั้นโดยผ่านการคิดใคร่ครวญจนเกิดการค้นพบ และดังนั้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าศาสนาของอัลลอฮฺ นั้นเป็นสัจธรรมแก่มนุษย์ทุกคนทั้งที่เป็นผู้ศรัทธาและปฏิเสธศรัทธา


จุดจบชาวปอมเปอี (Pompeii) ที่คล้ายกับประชาชาติลูฏ





อารยธรรมอันรุ่งเรืองของเมืองปอมเปอีก่อนภัยพิบัติ

  อัลกุรอานบอกให้เรารู้ว่าคำดำรัสในอัลกุรอานนั้นเป็นจริงอยู่เสมอไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงกฎหมายของอัลลอฮฺ ได้ ดังอายะฮที่ว่า
และ พวกเขาได้สาบานต่ออัลลอฮฺ ด้วยการสาบานอย่างแข็งขันว่า หากมีผู้ตักเตือนมายังพวกเขา แน่นอนพวกเขาก็จะเป็นประชาชาติหนึ่งที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้องยิ่ง (กว่าประชาชาติอื่นๆ) ครั้นเมื่อได้มีผู้ตักเตือนมายังพวกเขา มันมิได้เพิ่มสิ่งใดแก่พวกเขานอกจากการเตลิดหนี *

ด้วยการหยิ่งยะ โสในแผ่นดิน และการวางแผนชั่ว แต่แผนชั่วนั้นจะไม่ห้อมล้อมผู้ใด นอกจากเจ้าของของมันเท่านั้น พวกเขาจะคอยอะไรอีกเล่า นอกจากแนวทางของบรรพชน ดังนั้น เจ้าจะไม่พบการเปลี่ยนแปลงในแนวทางของอัลลอฮฺ และเจ้าจะไม่พบการบิดเบือนในแนวทางของอัลลอฮฺ แต่ประการใด * (ซูเราะฮฺ อัลฟาฏิร 42-43)

แน่นอนที่สุดว่า “ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ การบิดเบือนใดๆ ในแนวทางหรือกฎหมายของอัลลอฮฺ”

ไม่ว่าใครก็ตามที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกฎหมายของพระองค์และทำการต่อต้าน พระองค์ แน่นอนอย่างยิ่งพวกเขาต้องได้รับจุดจบเช่นเดียวกัน ชาวปอมเปอีก็เช่นกัน พวกเขาเป็นตัวแทนของความเสื่อมของอาณาจักรโรมัน พวกเขาลุ่มหลงในการสมสู่แบบวิปริต จุดจบของชาวปอมเปอีจึงมีลักษณะคล้ายกับประชาชนของลูฏ

มหันตภัยภูเขาไฟฟิสยูเฟียส (Vesuvius)ระเบิดแก่ชาวปอมเปอี




ภาพฝาผนังปอมเปอี

สภาพชาวเมืองโดนลาวาครอกในลักษณะร่วมเพศ

  ภูเขาไฟฟิสยูเฟียสเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอิตาลี ในเมืองเนพลัส (Naples) เป็นภูเขาไฟที่สงบมากว่าสองพันปี คำว่า ฟิสยูเฟียสมีความหมายว่า “ภูเขาแห่งคำตักเตือน” ซึ่งสมเหตุสมผลแล้วที่กล่าวเช่นนั้น มหันตภัยที่ประสบกับชาวโซดอมและโกโมรอฮ (Sodom and Gomorrah) มีความคล้ายคลึงกับมหันตภัยที่ทำลายชาวปอมเปอี

ทางขวาของแนวภูเขาไฟฟิสยูเฟียสนั้นเป็นที่ตั้งของเมืองเนพลัส และทางตะวันออกของภูเขาไฟเป็นที่ตั้งของเมืองปอมเปอี

เมื่อภูเขาไฟระเบิดลาวาและเถ้าถ่านจำนวนมหาศาลไหลท่วมบริเวณโดยรอบ เหตุการณ์การระเบิดของภูเขาไฟฟิสยูเฟียสเกิดขึ้นเมื่อสองพันปีที่ผ่านมา ไหลท่วมคร่าชีวิตชาวเมืองดังกล่าว มหันตภัยครั้งนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนชาวเมืองไม่ทันตั้งตัว

ผู้ คนในเมืองดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติในขณะที่เกิดลาวาไหลท่วมโดยที่ไม่ทัน รู้ตัว ทำให้เราสามารถเห็นวิถีชีวิตการเป็นอยู่ของพวกเขาเมื่อสมัยสองพันปีก่อนที่ อยู่ภายใต้การห่อหุ้มของลาวาราวกับว่าพวกเขาได้รับการแช่แข็งไว้ในสภาพดัง กล่าว

การศึกษาสภาพสังคมของชาวปอมเปอีที่ถูกฝังไว้ใต้ลาวาที่ แข็งตัวนั้นจะเห็นว่ามันเต็มไปด้วยสารัตถะ จากบันทึกทางประวัติศาสตร์แสดงให้เราทราบว่า เมืองดังกล่าวเป็นศูนย์กลางของความบันเทิงเริงรมย์และความวิตถาร เมืองดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันในนามเมืองแห่งโสเภณี ซึ่งมีซ่องจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วเมืองอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายเพศชายตาม ขนาดจริงจะถูกแขวนไว้ที่ประตูของซ่องโสเภณี วัฒนธรรมของชาวปอมเปอีมีพื้นฐานความเชื่อแบบ มิเธอิก (Mithraic) อวัยวะเพศและการร่วมประเวณีจะไม่มีการปิดบังแต่เป็นเรื่องเปิดเผย ธรรมดาทั่วไป
แต่ทว่าลาวาแห่งภูเขาไฟฟิสยูเฟียสได้ไหลท่วมไปทั้งเมืองทำให้เมืองทั้งเมือง ถูกลบออกไปจากแผนที่โลกโดยใช้เวลาเพียงประเดี๋ยวเดียว ประเด็นที่น่าสนใจอย่างมากในเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คือไม่มีผู้ใดหลบหนีพ้น จากลาวาของภูเขาไฟฟิสยูเฟียสได้แม้เพียงคนเดียว ราวกับว่าพวกเขาไม่ทันได้สังเกตความหายนะที่กำลังจะมาประสบเลย

มีบางครอบครัวกำลังนั่งรับประทานอาหารถูกลาวาครอกกลายเป็นสุสานหินในบัดดล สุสานหินจำนวนมากที่ค้นพบมีลักษณะการร่วมเพศของร่างสองร่างเป็นเพศเดียวกัน อีกทั้งมีคู่ของเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงจำนวนหนึ่งอยู่ในลักษณะร่วมเพศกัน อีกด้วย ศพมนุษย์ปอมเปอีที่ถูกทำให้เป็นหินด้วยลาวาภูเขาไฟเหล่านี้มีสภาพสมบูรณ์มาก

ใบหน้าของศพบางศพแสดงออกว่าเขารู้สึกงงงวงและตกใจอย่างมาก
ประเด็นที่ยาก จะเข้าใจต่อหายนะของชาวปอมเปอีในครั้งนี้ก็คือ ทำไมคนเป็นพันๆคนจึงรอให้เกิดมหันตภัยถึงแก่ชีวิตโดยไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ต่อสิ่งผิดปกติใดๆก่อนเลย
ประเด็นการหายสาบสูญไปของชาวปอมเปอีคล้ายกันกับที่ได้นำเสนอไว้ในอัลกุรอาน เกี่ยวกับการทำลายล้างเพราะอัลกุรอานได้ชี้เฉพาะลงไปด้วยการใช้คำว่า “การทำล้างอย่างทันทีทันใด” ต่อการเกิดขึ้นของมหันตภัยดังกล่าว ตัวอย่างเช่น ในอัลกุรอานได้อธิบายไว้ในซูเราะฮฺยาซีนถึงการตายของ “ชาวเมือง” หมดสิ้นภายในครั้งเดียว ปรากฎการณ์ดังกล่าวได้บอกไว้ในอายะฮต่อมา ดังนี้

มันไม่ใช่อื่นใดเลย นอกจากเสียงกัมปนาทเพียงครั้งเดียว แล้วเมื่อนั้นพวกเขาก็ดับเงียบ
ในอายะฮที่31 ซูเราะฮฺ อัลเกาะมัร ได้กล่าวเรื่องดังกล่าวไว้อีกครั้งถึง “การทำลายล้างอย่างทันทีทันใด” ในการทำลายล้างชาวษะมูต
แท้จริง เราได้ส่งเสียงกัมปนาทเพียงครั้งเดียวลงบนพวกเขา แล้วพวกเขากลายเป็นเช่นเศษไม้แห้ง

การตายของชาวปอเปอีเป็นการตายแบบทันทีทันใดเช่นเดียวกันกับที่อัลกุรอานได้อธิบายไว้ก่อนหน้านี้
ทั้ง หมดที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบันกลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งที่ชาวปอมเป อีในอดีตได้ประสบแม้แต่น้อย หมู่บ้านของชาวเนบลัสได้กลายเป็นสถานบันเทิงอยู่ในปัจจุบัน โดยไม่ได้นำบทเรียนที่ชาวปอมเปอีในอดีตได้ประสบ

บนเกาะแคปรี (Capri) ได้กลายเป็นสวรรค์ของชาวรักร่วมเพศ อันเป็นธุรกิจการท่องเที่ยวที่เลื่องชื่อ ไม่เพียงแต่เกาะแคปรีและประเทศอิตาลีเพียงเท่านั้น แต่ทว่าเกือบทั้งโลกกลับให้การยอมรับการเสื่อมโทรมทางศีลธรรมเช่นนี้

อีกทั้งผู้คนต่างไม่ยอมนำบทเรียนจากประชาชาติโบราณมาคิดใคร่ครวญ
และ เสียงกัมปนาทได้คร่าบรรดาผู้อธรรม แล้วพวกเขาได้กลายเป็นผู้นอนพังพาบตายในบ้านของพวกเขา ประหนึ่งว่า พวกเขามิได้เคยอยู่ในนั้นมาก่อน

พึงทราบเถิด! แท้จริงษะมูตนั้นปฏิเสธศรัทธาพระเจ้าของพวกเขา พึงทางเถิด! จงห่างไกลจากความเมตตาเถิดสำหรับษะมูต (ซูเราะฮฺ ฮูด: 67-68)






วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

ไม่อนุญาตให้ทำ(หรือฟัง)เสียงทีเลียนเเบบเสียงของเครื่องดนตรี




الشيخ ابن عثيمين :قال الشيخ ابن عثيمين رحمه الله : " الأناشيد الإسلامية كثُرَ الكلام حولها و أنا لم أستمع إليها منذ مدة طويلةٍ ، و هي أول ماظهرت كانت لابأس بها ، ليس فيها دفوف ، و تُؤدَّى تأديةً ليس فيها فتنة ، و ليست على نغمات الأغاني المحرمة ، لكن ...تطورت و صارَ يُسمع منها قرع يُمكن أن يكون دُفاً ، و يمكن أن يكون غيرَ دُفٍّ. كما ... تطورت باختيار ذوي الأصوات الجميلة الفاتنة ، ثم تطورت أيضاً ... حتى أصبحت تؤدى على صفة الأغاني المحرمة ،لذلك : أصبح في النفس منها شيء وقلق ، و لايمكن للإنسان أن يفتي بإنها جائزة على كل حال و لا بإنها ممنوعة على كل حال ، لكن إن خلت من الأمور التي أشرت إليها فهي جائزة ، أما إذا كانت مصحوبة بدُفٍ ، أو كانت مختاراً لها ذوو الأصوات الجميلة التي تَفتِن ، أو أُدِّيَت على نغمات الأغاني الهابطة ، فإنّه لايجوز الاستماع إليها
[ الصحوة الإسلامية ، ص : 185]
ชัยค มูหัมมัด ศอลิห์ อัลอูษัยมีน รอหิมาฮุลลอฮ ได้กล่าวว่า
. สำหรับอนาชีดอิสลามียะห์ มีคำพูดมากมายที่กล่าวถึง สำหรับตัวของฉันนั้นไม่ได้ฟังมันมานานแล้ว อนาชีดยุคแรกๆ ที่มีการนำมาขับร้องนั้นไม่มีการนำกลองมาใช้ตี เนื้อหาไม่เป็นสิ่งที่นำไปสู่ความวุ่นวายแต่อย่างใด และไม่มีเสียงทำนองดนตรีเข้าไปปะปน แต่ระยะหลังได้มีการนำเสียงกลองเขามาปะปน หรือไม่มีเสียงกลอง แต่มีการนำผู้ที่มีน้ำเสียงไพเราะมาเป็นผู้ขับร้อง จนกระทั่งมันได้กลายเป็นเสียงเพลงที่ต้องห้าม ด้วยเหตุดังกล่าว สำหรับตัวฉันเกี่ยวกับอนาชีดนั้นมีข้อกังขา และมีความวิตกกังวล
ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่จะ ทำการชี้ขาดว่าเป็นที่อนุญาตในทุกกรณี หรือว่าเป็นที่ต้องห้ามโดยเด็ดขาด หากอนาชีดนั้นไม่มีสิ่งที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เช่น การนำเสียงกลอง หรือเสียงดนตรี หรือการนำผู้ที่มีน้ำเสียงไพเราะที่อาจจะนำไปสู่ความวุ่นวาย (ฟิตนะห์ได้ ) หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่เป็นที่อนุญาตให้ฟัง
จากหนังสือ อัศศอฮวะฮ อัลอิสลามียะฮ/185




วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2557

อนาชีด ทอล์คโชว์ การเเสดงละคร อุตริกรรมในเรื่องดะอฺวะหฺ.


การเรียกร้องเชิญชวนผู้คนสู่เเนวทางอิสลามโดยใช้วิธีการเหล่านี้ ไม่ใช่เเนวทางของท่านรอซูล(ซ.ล.)
ในเรื่องนี้ อิหม่ามเเห่งชาวซุนนะห์ อะหมัด อิบนุ ฮัมบัล ได้ถูกถามเกี่ยวกับเรื่องการร่ายกลอนซึ่งมีดนตรีประกอบ ท่านตอบว่า"มันคือบิดอะหฺ พวกเขาที่ทำสิ่งเหล่านั้นคือ อะลุลบิดอะห์ ท่านจงอย่านั่งร่วมกับพวกเขา"

เเละท่าน ฟะฎีละตุชชัยคฺ มูฮัมหมัด อัล-อุษัยมีน รอหิมาฮุลลอฮฺ ถูกถามเกี่ยวกับเรื่องเพลงที่มีเนื้อหาอิสลาม(อัล-อนาชีด) ท่านตอบว่า"มันเป็นบิดอะหฺ ที่นำเข้ามาโดยกลุ่มซูฟีย์ ในการอิบาดะหฺ ท่านจงละทิ้งสิ่งเหล่านั้น เเละจงกลับไปสู่อัล-กุรอานเเละซุนนะหฺ"

เเละอุลามาอฺผู้โด่งดังเเห่งประเทศซาอุดิอารเบีย ชัยคฺ ดร.ศอลิหฺ อัล-เฟาซาน หะฟิซอฮุลลอฮฺ ได้ฟัตวาเกี่ยวกับเรื่องอนาชีดว่า"เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มซูฟีย์ เเละพวกฮิซบียูน"
(ฟ่าต่าวา-01-1436 )





อัล-อนาชีด ได้หรือไม่??


หรือจะเถียงอุลามาอฺ

อัล-อนาชีด ได้หรือไม่??

อิหม่ามเเห่งชาวซุนนะห์ อะหมัด อิบนุ ฮัมบัล ได้ถูกถามเกี่ยวกับเรื่องการร่ายกลอนซึ่งมีดนตรีประกอบ ท่านตอบว่า"มันคือบิดอะหฺ พวกเขาที่ทำสิ่งเหล่านั้นคือ อะลุลบิดอะห์ ท่านจงอย่านั่งร่วมกับพวกเขา"
เเละท่าน ฟะฎีละตุชชัยคฺ มูฮัมหมัด อัล-อุษัยมีน รอหิมาฮุลลอฮฺ ถูกถามเกี่ยวกับเรื่องเพลงที่มีเนื้อหาอิสลาม(อัล-อนาชีด) ท่านตอบว่า"มันเป็นบิดอะหฺ ที่นำเข้ามาโดยกลุ่มซูฟีย์ ในการอิบาดะหฺ ท่านจงละทิ้งสิ่งเหล่านั้น เเละจงกลับไปสู่อัล-กุรอานเเละซุนนะหฺ"

เเละอุลามาอฺผู้โด่งดังเเห่งประเทศซาอุดิอารเบีย ชัยคฺ ดร.ศอลิหฺ อัล-เฟาซาน หะฟิซอฮุลลอฮฺ ได้ฟัตวาเกี่ยวกับเรื่องอนาชีดว่า"เป็นสัญลักษณ์ของกลุ่มซูฟีย์ เเละพวกฮิซบียูน"

(ฟ่าต่าวา-01-1436 )http://www.sahab.net/forums/index.php?showtopic=148249







วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ห้ามประทับตราสัญลักษณ์บนใบหน้าของสัตว์



การประทับตราสัญลักษณ์บนใบหน้าของสัตว์เลี้ยงนั้นเป็นที่ต้องห้าม และเป็นบาปใหญ่ เป็นการทำร้าย ทรมานสัตว์ และพระองค์อัลลอฮฺตะอาลา และท่านรสูลของพระองค์ทรงสาปแช่งผู้ที่ประทับตราสัญลักษณ์บนใบหน้าสัตว์นั้น

ท่านญาบิร (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า
ลาตัวหนึ่งได้เดินผ่านท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยที่มันถูกประทับตราสัญลักษณ์บนใบหน้า ท่านนบีจึงกล่าวว่า : อัลลอฮฺทรงสาปแช่งผู้ที่ประทับตราสัญลักษณ์มัน (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม เลขที่ 2117)

ท่านญาบิร (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า

ลาตัวหนึ่งถูกจูงผ่านท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) โดยที่มันถูกประทับตราสัญลักษณ์บนใบหน้า ท่านนบีจึงกล่าวว่า : ฉันไม่ไดแจ้งแก่พวกท่านหรอกหรือว่า แท้จริงฉันได้สาปแช่งผู้ประทับตราสัญลักษณ์บนใบหน้าของปศุสัตว์ หรือตบตีบนใบหน้าของมัน แล้วท่านนบีก็ได้ห้ามจากการกระทำเช่นนั้น (บันทึกหะดิษโดยอิมามอบูดวุด เลขที่ 2564 ชัยคฺอัล-อัลบานี กล่าวว่าเป็นหะดิษที่เศาะเฮียะฮฺ)

 




วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อย่าสาปแช่งผู้อื่น



โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าด่าทอ อย่าสาปแช่งผู้อื่น การด่าทอ หรือสาปแช่งนั้น มันเป็นการละเมิด เป็นที่ต้องห้ามและเป็นบาปใหญ่ มันเป็นผลให้เขาถูกปฏิเสธจากผู้ศรัทธา และพระองค์อัลลอฮฺจะไม่ทรงให้เขาเป็นผู้ประกันและพยานแก่ผู้อื่นในวันกิยามะฮฺ

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้กล่าวว่า
และใครก็ตามที่สาปแช่งผู้ศรัทธา ก็ประหนึ่งว่าเขาได้ฆ่าผู้ศรัทธาคนนั้น (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ เลขที่ 6047 และอิมามมุสลิม เลขที่ 110)

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้กล่าวว่า
การด่าทอผู้ศรัทธานั้นถือเป็นการละเมิด (ฟาสิก) และการต่อสู้รบราฆ่าฟันกับเขานั้นถือเป็นการปฏิเสธศรัทธา (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรียื เลขที่ 6044 และมุสลิม เลขที่ 64)

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้กล่าวว่า
ผู้ที่ชอบสาปแช่งคนอื่น จะไม่ได้เป็นผู้ประกันและพยานแก่คนอื่นในวันกิยามะฮฺ (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม เลขที่ 2598)

 ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้กล่าวว่า
ไม่ใช่ผู้ศรัทธา (มุอ์มิน) ผู้ซึ่งด่าทอผู้อื่น ผู้ที่ชอบสาปแช่ง ผู้ที่หยาบคาย ผู้ที่ลามก (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัตติรมีซีย์ เลขที่ 1977 ชัยคฺอัล-อัลบานี กล่าวว่าเป็นหะดิษที่เศาะฮีหฺ)










วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การเล่นพนันขันต่อ



การละเล่นหรือการแข่งขันทุกชนิดที่มีการพนันหรือขันต่อเข้าไปเกี่ยวข้องถือเป็นสิ่งที่ต้องห้าม(หะรอม) และถือเป็นการปรพพฤติผิดบาปใหญ่ (กะบาอิรฺ) ซึ่งจำเป็นที่ผู้นั้นจะต้องเตาบะฮฺ(สำนึกผิด) ตามเงื่อนไขที่ศาสนาได้กำหนด เพียงแค่คำพุดจาชักชวนผู้อื่นให้เล่นการพนันก็ถือว่าผู้นั้นจำต้องเสียค่าปรับ (กัฟฟาเราะฮฺ)

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا إِنَّمَا الْخَمْرُ وَالْمَيْسِرُ وَالْأَنصَابُ وَالْأَزْلَامُ رِجْسٌ مِّنْ عَمَلِ الشَّيْطَانِ فَاجْتَنِبُوهُ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ ( 90 )

"ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! ที่จริงสุราและการพนันและแท่นหินสำหรับเชือดสัตว์บูชายัญ และการเสี่ยงติ้ว นั้นเป็นสิ่งโสมมอันเกิดจากการกระทำของชัยฏอน ดังนั้นพวกเจ้าจงห่างไกลจากมันเสียเพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ"

إِنَّمَا يُرِيدُ الشَّيْطَانُ أَن يُوقِعَ بَيْنَكُمُ الْعَدَاوَةَ وَالْبَغْضَاءَ فِي الْخَمْرِ وَالْمَيْسِرِ وَيَصُدَّكُمْ عَن ذِكْرِ اللَّهِ وَعَنِ الصَّلَاةِ فَهَلْ أَنتُم مُّنتَهُونَ ( 91 )


"ที่จริงชัยฏอนนั้นเพียงต้องการที่จะให้เกิดการเป็นศัตรูกันและการเกลียดชังกันระหว่างพวกเจ้าในสุราและการพนัน เท่านั้น และมันจะหันเหพวกเจ้าออกจากการรำลึกถึงอัลลอฮ์ และการละหมาด แล้วพวกเจ้าจะยุติใหม่"
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ :90-91)

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า


مَنْ قَالَ لِصَاحِبِه تَعَالَ أُقَامِرْكَ فَلْيَتَصَدَّقْ
ผู้ที่กล่าวกับเพื่อนของเขาว่า มาเถิด ฉันจะเล่นพนันกับท่าน ดังนั้น เขาจงบริจาคทานเสีย (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ เลขที่ 4860 และมุสลิม เลขที่ 1647)

การพนัน หมายถึง การเล่นเอาเงินหรือสิ่งอื่นโดยอาศัยความฉลาด ความชำนาญ เล่ห์เหลี่ยม ไหวพริบและฝีมือรวมทั้งโชคด้วย การแพ้ชนะกัน โดยคู่สัญญาจะต้อง มีส่วนเกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์อันเป็นเงื่อนไขแห่งการแพ้ชนะกัน
เช่น นาย ก กับนาย ข ตกลงวิ่งแข่งกัน หากใครถึงเส้นชัย ก่อนเป็นฝ่ายชนะ

ขันต่อ หมายถึงการต่อรองซึ่งได้เสียกันโดยอาศัยเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนเป็นข้อแพ้ชนะ เช่น นาย ก กับนาย ข วิ่งแข่งขันกัน แต่มีนาย ค กับนาย ง เป็นคนดู นาย ค กับนาย ง ตกลงกันว่า จะจ่ายเงินให้แก่กันหากมีใคร ถึงหลักชัยก่อน โดยนาย ค  ตกลงว่า นาย ก ถึงหลักชัยก่อน นาย ค ก็ได้รับเงินในฐานะที่เป็นฝ่ายชนะ หากสัญญาใด มีฝ่ายได้ฝ่ายเดียว โดยไม่มีฝ่ายเสีย หรือมีฝ่ายเสียฝ่ายเดียว โดยไม่มีฝ่ายได้เลย ก็ไม่ใช่การพนันและขันต่อ ทั้งการพนันและขันต่อมีลักษณะดียวกันที่เป็นที่ต้องห้าม

ลักษณะของการพนันและขันต่อ

-มีคู่สัญญาสองฝ่ายขึ้นไปฝ่ายแพ้และฝ่ายชนะ

-ไม่มีแบบในการทำสัญญา วาจาตกลงกันก็สมบูรณ์ได้

- เป็นลักษณะของการเสี่ยงโชคหรือใช้ฝีมือ

-ต้องอาศัยเหตุการณ์ในอนาคตที่ไม่แน่นอนเป็นข้อแพ้ชนะ

-คู่สัญญาต้องมีโอกาสได้และเสียในการเสี่ยงโชคนั้น หากคู่สัญญาฝ่ายใดมีแต่ได้ไม่มีเสีย หรือมีแต่เสียไม่มีได้ ก็ไม่ใช่การพนันและขันต่อ

-ฝ่ายแพ้ต้องจ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้ฝ่ายที่ชนะตามข้อตกลง

อาทิเช่น การพนันในการเล่นหมากรุก การเล่นไฮโล การเล่นถั่ว การเล่นน้ำเต้าปูปลา การทอยลูกเต๋า การพนั้นที่เกี่ยวข้องกับกีฬา ได้แก่ มวยตู้ การพนันมวยฟุตบอล นอกจากนี้การเล่นหวย ลอตเตอรี่ หรือสลากกินแบ่งรัฐบาล ทั้งที่ถูกฏหมายและผิดกฎหมายถือเป็นที่ต้องห้ามเช่นกัน และยังรวมถึงการพนันชนไก่ วัวชน การพนันแข่งนกกรงหัวจุก นกเขาชวาเสียง ฯลฯ ไม่ว่าเงินที่เสี่ยงพนันจะเรียกชื่อประการใดก็ตามแต่



والله ولي التوفيق



วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การร่วมเพศกับสัตว์



การที่ผู้ใดมีการร่วมเพศกับสัตว์ มันเป็นสิ่งที่วิตถารผิดธรรมชาติของมนุษย์ปกติ นักวิชาการมีมติเห็นพ้องว่าเป็นสิ่งต้องห้าม และนักวิชาการส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ผู้กระทำผิดในโทษฐานร่วมเพศกับสัตว์ต้องถูกลงโทษตามดุจพินิจของผูพิพากษาหรือผู้มีอำนาจ  โดยบทลงโทษนั้นต้องไม่ถึงขั้นต่ำสุดของบทลงโทษสถานหนักที่ศาสนากำหนดเอาไว้ ส่วนสัตว์ที่ถูกกระทำชำเรานั้น นักวิชาการบางส่วนมีทัศนะว่าไม่ต้องเชือดสัตว์นั้น ในขณะที่นักวิชาการบางส่วนระบุว่า ให้ฆ่าสัตว์นั้นเสีย


ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า

ผู้ใดก็ตามที่พวกท่านทั้งหลายพบว่า เขาได้ร่วมเพศกับสัตว์ ดังนั้น จงประหารชีวิตเขา และจงฆ่าสัตว์ตัวนั้น (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัตติรมีซีย์ เลขที่ 1455 ชัยค์อัล-อัลบานี กล่าวว่าเป็นหะดิษหะซันเศาะฮีหฺ)

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การรักร่วมเพศระหว่างหญิงกับหญิง



การรักร่วมเพศระหว่างหญิงกับหญิง หรืออัส-สิหาก (اَلسِّحَاقُ) หรือที่เรยกกันว่าพวกเลสเบี้ยน

การรักร่วมเพศระหว่างหญิงกับหญิง หรืออัส-สิหาก ถือเป็นสิ่งต้องห้ามโดยการเห็นพ้องของบรรดานักปราชญ์ และเนื่องจากมีหะดิษที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า

لاَيَنْظُرُالرَّجُلُ إِلَى عَوْرَةِالرَّجُلِ ، وَلاَالْمَرْأَةُإِلَى عَوْرَةِالْمَوْ أَةِ ولاَيُفْضِى الرَّجُلُ إِلَى الرَّجُلِ فِى ثَوْبٍ وَاحِدٍ ، وَلاَتُفْضِى المَرْأةُ إِلَى المَرْأَةِفِى ثَوْبٍ وَاحِدٍ 

ชายจะต้องไม่มองไปยังอวัยวะพึงปกปิดของชาย และหญิงจะต้องไม่มองไปยังอวัยวะพึงปกปิดของหญิง และชายจะต้องไม่สัมผัสเสีดผิวกายยังชายในผึคลุมผืนเดียว และหญิงจะต้องไม่สัมผัสเสียดสีผิวกายยังหญิงในผ้าคลุมผืนเดียวกัน(บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม เลขที่ 338)


ดังนั้นการสัมผัสกายโดยตรงระหว่างหญิงด้วยการเสียดสี เล้าดลม กอดฟัด รัดเหวี่ยงเยี่ยงการกระทำของพวกเลสเบี้ยนนั้น จึงเป็นสิ่งต้องห้าม และมีโทษตามดุลยพินิจของผู้พิพากษาหรือผู้มีอำนาจ แต่ไม่ถึงขั้นของโทษในคดีความผิดว่าด้วยการผิดประเวณี หรือการรักร่วมเพศระหว่างชายกับชายทางทวารหนัก

الله أعلم بالصواب








รักร่วมเพศ หรือลิวาฏ


ลิวาฏ(اَللِّوَاطُ ) หรือรักร่วมเพศ คือการสมสู่ระหว่างชายกับชาย หรือระหว่างชายกับหญิงที่มิใช่ภรรยาของตนทางทวารหนัก การกระทำเช่นนี้อิสลามถือว่าเป็นที่ต้องห้าม(หะรอม)อย่างเด็ดขาดและถือเป็นบาปใหญ่ ผุูที่ฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษสถานหนัก เช่นเดียวกับความผิดประเวณี

พระองค์องค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

أَتَأْتُونَ الذُّكْرَانَ مِنَ الْعَالَمِينَ 

"พวกท่านเข้าหาผู้ชายในหมู่ผู้คนทั้งหลายกระนั้นหรือ?"

وَتَذَرُونَ مَا خَلَقَ لَكُمْ رَبُّكُم مِّنْ أَزْوَاجِكُم بَلْ أَنتُمْ قَوْمٌ عَادُونَ 

"และพวกท่านปล่อยทิ้ง สิ่งที่พระเจ้าของพวกท่านทรงบังเกิดมาสำหรับพวกท่าน คือภรรยาของพวกท่าน แน่นอนพวกท่านเป็นหมู่ชนผู้ฝ่าฝืน" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัช-ชุอะรออ์, :165-166)

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า

مَنْ وَجَدْتُمُوْهُ يَعْمَلُ عَمَلَ قَوْمِ لُوْطٍ فَاقْتُلُواالْفَاعِلَ وَالْمَفْعُوْلَ بِهِ

ผู้ใดก็ตามที่พวกท่านทั้งหลายพบว่า เขาไดกระทำเหมือนการกระทำของกลุ่มชนนบีลูฏ (นั้นคือลิวาฏ) ดังนั้น จงประหารชีวิตผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัตติรมีซีย์ เลขที่ 1456 อิบนุมาญะฮฺ เลขที่ 2561 ชัยคฺอัล-อัลบานี กล่าวว่าเป็นหะดิษที่เศาะฮีหฺ)

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า

อัลลอฮฺทรงสาปแช่งผู้ที่กระทำเหมือนกลุ่มนบีลูฏ (นั้นคือลิวาฏ) ท่านกล่าวย้ำ 3 ครั้ง (บันทึกหะดิษโดยอิมามอิบนุหิบบาน เลขที่ 4417 ชัยคฺอัล-อัลบานี กล่าวว่าเป็นหะดิษที่เศาะฮีหฺ)
ในส่วนของผู้กระทำ (อัลฟาอิลฺ) นั้นหากมีพยานยืนยันหรือผู้กระทำผิดได้สารภาพ ถ้าผู้กระทำผิดเป็นมุฮฺซอน (ผ่านการสมรสแล้ว) ก็จะถูกขว้างจนตาย แต่ถ้าผู้กระทำผิดมิใช่มุฮฺซอน (ยังไม่เคยผ่านการสมรสมาก่อน) ก็จะถูกเฆี่ยน 100 ที และเนรเทศเป็นเวลา 1 ปี ส่วนผู้ถูกกระทำ (อัลมัฟอูลุบิฮี) ซึ่งมิใช่ภรรยาของผู้กระทำผิดก็จะถูกเฆี่ยนและถูกเนรเทศเช่นเดียวกับกรณีของคนโสด ถึงแม้ว่าผู้ถูกกระทำจะเคยผ่านการสมรสมาแล้วก็ตาม (มุฮฺซอน) และไม่ว่าผู้ถูกกระทำจะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม

มีบางทัศนะระบุว่า ให้ขว้างหญิงที่ผ่านการสมรสแล้วจนตายในกรณีนี้ และในคำกล่าวหนึ่งของอิหม่าม อัชชาฟีอีย์ (ร.ฮ.) ระบุว่า ผู้ที่กระทำผิดในคดีรักร่วมเพศนี้จะต้องถูกประหารชีวิต


الله أعلم بالصواب




วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เมื่อมุสลิมถูกหวย






เมื่อมุสลิมถูกหวย ประกาศโชว์โฉมหน้าแต่งกายมุสลิมให้ชาวมุสลิมและคนต่างศาสนิกทราบกันไปทั่วราชอาณาจักรไทย ว่าตนเองถูกหวย กว่าสี่สิบล้าน

เมื่อการซื้อหวย หรือลอตเตอรี่ เป็นส่วนหนึงของการพนัน(อัล-กิม๊ารฺ  (اَلْقِمَارُ)) ซึ่งเป็นที่ต้องห้าม (หะรอม) แล้วเหตุไฉน มุสลิมยังคงฝ่าฝืน และภาคภูมิใจที่ตนได้ถูกหวย เป็นเศรษฐีเงินล้าน ทั้งที่มันเป็นบาป และเงินเหล่านั้นมันไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับเขา ที่จะนำไปจ่ายใช้สอย ลงทุนธุรกิจการค้า หรือนำไปใช้ในหนทางใดก็ตามแต่ นอกจากละทิ้งมันเสียเท่านั้น

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

وَلاَ تَأْكُلُواْ أَمْوَالَكُم بَيْنَكُم بِالْبَاطِلِ

“และสูเจ้าทั้งหลายอย่าได้กินทรัพย์สินของหมู่สูเจ้า ระหว่างหมู่สูเจ้าด้วยกันโดยมิชอบ” (อัล-บะกอเราะฮฺ  อายะฮฺที่  188)


يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ إِنَّمَا الْخَمْرُ وَالْمَيْسِرُ وَالأَنصَابُ وَالأَزْلاَمُ رِجْسٌ مِّنْ عَمَلِ الشَّيْطَانِ فَاجْتَنِبُوهُ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ

“โอ้บรรดาศรัทธาชน  อันที่จริงสุรา,  การพนัน,  สัตว์ที่ถูกเชือด  ณ  แท่นบูชาและการเสี่ยงทายนั้นคือความสกปรกโสมมอันมาจากงานของมารร้าย ดังนั้นสูเจ้าทั้งหลายจงหลีกห่างมันเถิด  หวังว่าสูเจ้าทั้งหลายจะได้รับความสัมฤทธิผล”  (อัล-มาอิดะฮฺ  อายะฮฺที่  90)

และมีอัล-หะดีษระบุว่า

إِنَّ رِجَالاً يَتَخَوَّضُوْنَ فِى مَالِ اللهِ بِغَيْرِحَقٍّ فَلَهُمُ النَّارُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ

“แท้จริงบรรดาบุคคลที่ล่วงล้ำเข้าไปในทรัพย์สินของพระองค์อัลลอฮฺโดยมิชอบนั้น สำหรับพวกเขาคือนรกอเวจีในวันกิยามะฮฺ”  (อ้างจากอัล-กะบาอิรฺ, อัซซะฮฺบีย์)


مَنْ قَالَ لِصَاحِبِه تَعَالَ أُقَامِرْكَ فَلْيَتَصَدَّقْ

“ผู้ใดกล่าวกับเพื่อนของเขาว่า  “มาเถิด!  ฉันจะพนันกับท่าน”  ผู้นั้นจงบริจาคทานเสีย!”  (รายงานโดยบุคอรี)

เมื่อเงินที่ได้มาจากการซื้อหวยซึ่งเป็นการพนัน  เงินเหล่านั้นจึงเป็นเงินที่หะรอม เขาไม่มีสิทธิที่จะนำไปใช้จ่าย หรือลงทุนใด หรือจะนำไปบำรุงศาสนาอิสลาม หากเงินเหล่านั้นนำไปจับจ่ายใช้สอย หรือซื้ออาหาร หรือเครื่องดื่ม อาหารเครื่องดื่มเหล่านั้นก็เป็นสิ่งหะรอม หากเขารับประทานหรือดื่มมันเข้าไปสู่ร่างกาย ไปสูบฉีดผสมในเส้นเลือด และกลายเป็นพลังงานให้กับกร้ามเนื้อ มันสมอง หรือทุกส่วนของร่างกาย เท่ากับร่างกายได้เสพสิ่งที่หะรอมลงไปนั้นเอง เขาเสพสุขเงินเหล่านั้นเพียงชั่วคราวเฉพาะในโลกนี้เท่านั้น แต่จะได้รับทุกข์ทรมานในโลกหน้าที่แสนสหัส ธุรกิจการค้าที่เขาเอาเงินเหล่านั้นไปลงทุน ก็ไม่ได้รับความจำเริญจากพระองค์อัลลอฮฺตะอาลา

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า


﴿وَكُلُواْ مِمَّا رَزَقَكُمُ اللّهُ حَلاَلاً طَيِّباً وَاتَّقُواْ اللّهَ الَّذِيَ أَنتُم بِهِ مُؤْمِنُونَ﴾ (المائدة : 88 )

ความว่า "และจงบริโภคจากสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงให้เครื่องยังชีพแก่สู่เจ้าซึ่งสิ่งที่อนุมัติและที่ดีมีประโยชน์และจงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ผู้ซึ่งพวกเจ้าศรัทธาในพระองค์" (อัลมาอิดะฮฺ : 88)

ท่านนบีศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้กล่าวความว่า

"แท้จริงอัลลอฮฺทรงโปรดสิ่งที่ดี ดังนั้นพระองค์จะไม่ทรงตอบรับ ยกเว้นสิ่งที่ดีเท่านั้น"
(บันทึกโดยมุสลิม ในกิตาบอัซซะกาต บาบเกาะบูลเศาะดะเกาะฮฺมินัลกัสบิฏฏ็อยยิบ)

ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า

         لا يَدْخُلُ الْجَنَّةَ لَحْمٌ نَبَتَ مِنْ سُحْتٍ، وَكُلُّ لَحْمٍ نَبَتَ مِنْ سُحْتٍ فَالنَّارُ أَوْلَى بِهِ

“ก้อนเนื้อที่เติบโตจากของหะรอมจะไม่ได้เข้าสวรรค์, และทุกๆ ก้อนเนื้อที่เติบโตจากของหะรอม ไฟนรกเหมาะสมแล้วสำหรับเนื้อก้อนนั้น"
(หะดีษเศาะหี้หฺลิฆ็อยลิฮี, บันทึกโดยเฏาะบะรอนีย์ หะดีษที่ 15629)

ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า

ثُمَّ ذَكَرَ الرَّجُلَ يُطِيلُ السَّفَرَ أَشْعَثَ أَغْبَرَ يَمُدُّ يَدَيْهِ إِلَى السَّمَاءِ يَا رَبِّ يَا رَبِّ وَمَطْعَمُهُ حَرَامٌ وَمَشْرَبُهُ حَرَامٌ وَمَلْبَسُهُ حَرَامٌ وَغُذِىَ بِالْحَرَامِ فَأَنَّى يُسْتَجَابُ لِذَلِكَ

“จากนั้นท่านรสูลุลลอฮฺเอ่ยถึงชายผู้หนึ่งเดินทางมาอย่างยาวไกล จนผมเผ้ายุ่งเหยิงเคล้าฝุ่น ยกมือทั้งสองขึ้นสู่ท้องฟ้า พลางกล่าวว่า โอ้..พระผู้อภิบาลของฉัน โอ้...พระผู้อภิบาลของฉัน, ขณะที่เขากินอาหารที่หะรอม, ดื่มเครื่องดื่มที่หะรอม, สวมใส่เสื้อผ้าที่หะรอม และยังชีพด้วยสิ่งหะรอม เช่นนี้ดุอาอ์ของเขาจะถูกตอบรับได้อย่างไรกัน?” (หะดีษเศาะหี้หฺ, บันทึกโดยมุสลิม หะดีษที่ 2393)

หยุดภาคภูมิใจ หยุดดูหมิ่นศาสนาของตัวเอง หยุดที่จะซื้อมันอีก และนำเงินที่ถูกหวยนั้นคือเขาไป แน่แท้พระองค์อัลลอฮฺตะอาลาก็จะทรงพอพระทัย และทรงอภัยให้ท่านอย่างแน่นอน


الله أعلم بالصواب


วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

ดนตรีเป็นที่ต้องห้าม





อัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า

﴿ وَمِنَ ٱلنَّاسِ مَن يَشۡتَرِي لَهۡوَ ٱلۡحَدِيثِ لِيُضِلَّ عَن سَبِيلِ ٱللَّهِ بِغَيۡرِ عِلۡم  وَيَتَّخِذَهَا هُزُوًاۚ أُوْلَٰٓئِكَ لَهُمۡ عَذَاب مُّهِين ٦  ﴾    لقمان :  6 

ความว่า “และในหมู่มนุษย์นั้นมีผู้ซื้อคำพูดที่ไร้สาระเพื่อทำให้ผู้คนหลงไปจากทางของอัลลอฮฺ และถือเอาอัลกุรอานเป็นเรื่องขำขัน สำหรับพวกเหล่านี้คือการลงโทษอันอัปยศยิ่ง” (สูเราะฮฺลุกมาน โองการที่ : 6 )

มีสายรายงานที่ถูกต้องจากอิบนิมัสอูดและอิบนิอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมาว่า ท่านทั้งสองได้อธิบายคำว่า “คำพูดที่ไร้สาระ“ หมายถึง การร้องรำทำเพลง และท่านอิบนุมัสอูด ยังได้สาบานถึงสามครั้งว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺผู้ซึ่งไม่มีผู้เป็นเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ คำพูดที่ไร้สาระ คือการร้องเพลง“ แล้วยังกล่าวอีกว่า “การร้องเพลงทำให้การกลับกลอกเจริญงอกงามขึ้น ประดุจดั่งน้ำที่ทำให้การเพาะปลูกเจริญงอกงามขึ้นมา”

มีรายงานหะดีษจากอบีมาลิก อัล-อัชอะรียฺ เล่าว่า ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«لَيَكُونَنَّ مِنْ أُمَّتِي أَقْوَامٌ يَسْتَحِلُّونَ الْحِرَ وَالْحَرِيرَ وَالْخَمْرَ وَالْمَعَازِفَ، وَلَيَنْزِلَنَّ أَقْوَامٌ إِلَى جَنْبِ عَلَمٍ يَرُوحُ عَلَيْهِمْ بِسَارِحَةٍ لَهُمْ يَأْتِيهِمْ،  يَعْنِي الْفَقِيرَ، لِحَاجَةٍ فَيَقُولُونَ ارْجِعْ إِلَيْنَا غَدًا فَيُبَيِّتُهُمْ اللَّهُ لَيْلًا، وَيَضَعُ الْعَلَمَ عَلَيْهِمْ، وَيَمْسَخُ آخَرِينَ قِرَدَةً وَخَنَازِيرَ إِلَى يَوْمِ الْقِيَامَةِ» [البخاري برقم 5590]

ความว่า “จะมีกลุ่มหนึ่งจากประชาชาติของฉันโดยที่พวกเขาจะทำให้เรื่องซินา ผ้าไหม สุรา และเครื่องดนตรีกลายเป็นสิ่งถูกอนุมัติ และเมื่อกลุ่มชนต่างๆ ได้รวมตัวกันที่ภูเขา คนเลี้ยงปศุสัตว์ของพวกเขาเดินออกมา (เพื่อนำปศุสัตว์กลับเข้าคอกในตอนเย็น) มีคนยากจนได้มาหาพวกเขาอันเนื่องจากมีความจำเป็น (เพื่อขอความช่วยเหลือ) พวกเขากลับพูดว่า “ให้กลับมาหาพวกเราใหม่ในวันพรุ่งนี้” อัลลอฮฺจึงได้ให้พวกเขาพบกับความพินาศในตอนกลางคืน โดยให้ภูเขาพังทลายร่วงลงมาทับพวกเขา และได้สาปคนที่เหลือให้กลายเป็นลิงและสุกรตราบจนถึงวันกิยามะฮฺ” (บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ หน้า : 1101 หะดีษเลขที่ : 5590)

หะดีษนี้บ่งบอกถึงเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ บอกถึงการทำลายล้างชนบางกลุ่มด้วยรูปแบบการทำลายที่หลากหลาย อันเนื่องจากพวกเขาฝ่าฝืนข้อห้ามอันชัดแจ้ง หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ การทำให้เครื่องดนตรีอันต้องห้ามตามบทบัญญัติเป็นสิ่งที่ถูกอนุมัติ เครื่องดนตรีที่มีอยู่ในยุคปัจจุบันอันได้แก่ ไวโอลิน กีตาร์ กลอง  เปียโน ซอ ขลุ่ย และอื่นๆ .


หลักฐานการห้ามเสียงเพลงจากหะดีษมีอยู่สองแง่สองมุมมอง

ประการที่หนึ่ง วจนะของท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่มีความหมายว่าว่า “ทำให้เป็นสิ่งที่ถูกอนุมัติ” คือ ทำสิ่งเหล่านั้นให้เป็นที่ถูกอนุมัติ หลังจากเคยเป็นสิ่งที่ต้องห้าม ความชัดเจนในเรื่องนี้ชี้ชัดว่า สิ่งที่ถูกกล่าวไว้ในหะดีษนั้นเป็นที่ต้องห้ามอย่างไร้ข้อสงสัย หนึ่งในนั้นก็คือเครื่องดนตรี
ประการที่สอง เครื่องดนตรีถูกกล่าวรวมกับการผิดประเวณี การดื่มสุรา และการสวมใส่ผ้าไหม ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องห้ามตามความเห็นพ้องกันของมุสลิมทั้งปวง และนั่นคือหลักฐานชี้ชัดด้วยว่าเครื่องดนตรีก็เป็นสิ่งต้องห้ามเช่นกัน

รายงานจากอิมรอน บิน หุศัยนฺ เล่าว่า แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«فِي هَذِهِ الأُمَّةِ قَذْفٌ وَخَسْفٌ وَمَسْخٌ ، فَقَالَ رَجُلٌ مِنَ الْمُسْلِمِيْنَ : مَتَى ذَاْكَ يَا رَسُولَ اللهِ ؟ قَالَ : إَذَا ظَهَرَتْ القَيْنَاتُ وَالْمَعَازِفُ ، وَشُرِبَتِ الْخُمُوْرُ» [رواه الترمذي برقم 2212]

ความว่า “ในประชาชาตินี้ จะได้รับการลงโทษด้วยก้อนหินที่ถูกขว้างลงมาจากฟากฟ้า การลงโทษด้วยการสาป และการลงโทษด้วยการให้ธรณีสูบ” ชายคนหนึ่งลุกขึ้นกล่าวว่า “โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮฺ สิ่งเหล่านั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่หรือ?” ท่านกล่าวว่า “เมื่อเครื่องดนตรีและนักร้องปรากฎตัวให้เห็นอย่างแพร่หลาย และเมื่อมีการดื่มสุรา” (บันทึกโดยอัต-ติรมิซียฺ ในหนังสือสุนัน หน้า : 367 หมายเลข : 2212 )

อิบนุล ก็อยยิม ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยสรุปได้ดังนี้ “แท้จริงแล้วอัลลอฮฺ สุบหานะฮุวะตะอาลา ได้คาดโทษผู้ที่ทำให้เครื่องดนตรีเป็นที่อนุมัติ ด้วยสัญญาการลงโทษโดยให้พวกเขาถูกธรณีสูบและสาปพวกเขาให้เป็นลิงและสุกร หากว่าการคาดโทษสำหรับพฤติกรรมที่กล่าวมาทั้งหมด แต่ละคนมีส่วนในการรับโทษตามที่อัลลอฮฺทรงสัญญา (อิฆอษะตุลละฮฺฟาน มิน มะศออิดิชชัยฏอน เล่มที่ : 1 หน้า : 220)

นักกวีท่านหนึ่งได้กล่าวว่า
“นี่คือสัจธรรมอันเด่นชัด  จงอย่าผูกมัดฉันจากเส้นทางอันมัวหมอง”

ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมิยะฮฺ ได้กล่าวโดยสรุปได้ดังนี้ “เรื่องดังกล่าวนั้นเมื่อพวกเขาทำสิ่งที่ต้องห้ามให้เป็นที่อนุมัติด้วยการตีความผิดๆ หากพวกเขาได้กระทำมันทั้งที่มั่นใจว่าท่านเราะสูลได้ห้ามอย่างชัดเจน แน่นอนพวกเขาก็จะกลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา และไม่ถูกนับว่าเป็นคนหนึ่งจากประชาชาติของท่าน” (อิฆอษะตุลละฮฺฟาน เล่มที่ : 1  หน้า : 346)

บรรดาอิหม่ามทั้งสี่มัซฮับมีความเห็นพ้องกันว่า เครื่องดนตรีเป็นสิ่งที่ต้องห้าม หากใครได้ทำให้เกิดความเสียหายเขาก็ไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายแต่อย่างใด อีกทั้งการครอบครองเครื่องดนตรีก็ถือว่าเป็นเรื่องต้องห้าม มีคนมาถามอิหม่ามมาลิก ถึงการขับร้องที่ศาสนาผ่อนผันหรืออนุญาตให้ชาวมะดีนะฮฺสามารถกระทำได้ ท่านตอบว่า “คนที่ทำสิ่งนั้นคือคนชั่วในทัศนะของเรา” (อิฆอษะตุลละฮฺฟาน เล่มที่ : 1 หน้า : 195)

และมีผู้ถามอิหม่ามอะหฺมัด เกี่ยวกับการร้องเพลง ท่านตอบว่า “การร้องเพลงทำให้การกลับกลอกเจริญงอกงามขึ้นในหัวใจ“

ส่วนทัศนะของอิหม่ามอบูหะนีฟะฮฺ เป็นทัศนะที่หนักหน่วงกว่าทัศนะอื่น ซึ่งสานุศิษย์ของท่านได้ห้ามอย่างชัดเจนถึงการฟังเสียงที่นำมาซึ่งความครื้นเครงทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นขลุ่ย กลอง แม้นกระทั่งการเคาะไม้ กล่าวอย่างชัดเจนว่ามันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติ นับว่าเป็นคนชั่วช้าและจะไม่รับการเป็นพยานของเขา (อิฆอษะตุลละฮฺฟาน เล่มที่ : 1 หน้า : 229)

เป็นที่น่าเศร้าใจยิ่งนักที่เสียงเพลงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในสังคมของเรา ทั้งในโทรทัศน์ วิทยุ เทป และอื่นๆ อีกมากมาย ยะซีด อิบนุ อัล-วะลีด ได้กล่าวไว้ว่า “พวกท่านพึงระวังเสียงเพลง เพราะมันทำให้ความละอายลดลง  มันมาปลุกเร้าอารมณ์ ลดความเป็นวีรบุรุษ เหมือนกับการดื่มสุรา และจะแสดงพฤติกรรมเช่นคนเมา“ และยังกล่าวต่ออีกว่า “จงให้เสียงเพลงห่างจากสตรี เพราะมันจะเรียกร้องเธอให้ถลำสู่การผิดประเวณี มันเปรียบดั่งคาถาแห่งการผิดประเวณี”

อิบนุลก็อยยิม เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทุกคนที่มีความหึงหวงที่จะให้ครอบครัวของพวกเขาห่างไกลจากเสียงเพลง เหมือนกับการที่เขาให้ห่างไกลจากความสงสัยเคลือบแคลง และใครก็ตามที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวของเขาฟังคาถาแห่งการผิดประเวณี เขาเองย่อมรู้ดีถึงความผิดที่เขาควรได้รับ และย่อมเป็นที่รู้กันอย่างแพร่หลายว่า เมื่อภรรยาคนใดที่ไม่ยอมร่วมประเวณีด้วย เขาก็จะกล่อมนางด้วยเสียงเพลงจนนางต้องคล้อยตามในที่สุด”

ขอสาบานด้วยกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺว่า มากต่อมากแล้วที่หญิงบริสุทธิ์กลายเป็นโสเภณีด้วยกับเสียงเพลง และมากต่อมากแล้วที่ชายบริสุทธิ์กลายเป็นทาสของเกย์ มีจำนวนมากที่ผู้หึงหวงศาสนาต้องเปลี่ยนไปใช้ชื่ออันอัปยศท่ามกลางหมู่ชนด้วยกับเสียงเพลง มีจำนวนมากที่ผู้มีความเป็นอยู่ที่ดีกลับกลายเป็นผู้ที่ประสบทุกข์ภัยต่างๆ นานา และมีอีกมากที่เสียงเพลงทำให้ต้องกล้ำกลืนความเศร้าโศกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความโปรดปรานต้องสูญสิ้นจนเป็นเหตุแห่งภัยพิบัติ และมีอีกจำนวนมากได้เตรียมความเจ็บปวดอันทรมานแก่ครอบครัวของเขา ตระเตรียมความทุกข์ที่คาดว่าต้องมีขึ้นจริง เตรียมซึ่งความลำบากใจที่จะมาถึง” (อิฆอษะตุลละฮฺฟาน มิน วะสาอิลิชชัยฏอน เล่มที่ : 1 หน้า : 209 – 210)
หลักฐานจากอัลกุรอาน อัลหะดีษ และถ้อยคำของบรรดาปวงปราชญ์ที่กล่าวมาข้างต้น ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการห้ามการขับร้องเพลง และมันคือบาปใหญ่ที่บรรดามุอฺมินพึงหลีกห่าง และแน่นอนยิ่งที่คำดำรัสแห่งอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาจะไม่รวมอยู่กับเสียงขลุ่ยแห่งชัยฏอนมารร้ายมาปรากฏอยู่ในหัวใจของคนเราเป็นอันขาด

คำเตือน 
ในปัจจุบันนี้มีสิ่งหนึ่งที่นักผลิตแผ่นเสียงได้เรียกกันอย่างแพร่หลายว่า “อัลอนาชีดอัลอิสลามียะฮฺ“ เชคนาศิรุดดีน อัล-อัลบานียฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่าน ว่าด้วยการห้ามเครื่องดนตรี  หลังจากที่ได้ยกหลักฐานที่ห้ามการร้องเพลงแล้วว่า “ในเมื่อเป็นที่ปรากฏชัดแล้วว่าไม่อนุญาตให้ทำความใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ (การอิบาดะฮฺ) เว้นแต่ด้วยกับสิ่งที่พระองค์ได้บัญญัติลงมาเท่านั้น แล้วจะใกล้ชิดกับพระองค์ด้วยกับสิ่งที่พระองค์ต้องห้ามได้เช่นไร ดังกล่าวนี้เองที่บรรดาปวงปราชญ์ได้ห้ามการขับร้องเพลงของพวกศูฟีย์ และได้โต้แย้งอย่างรุนแรงต่อผู้บอกว่าเสียงดนตรีเป็นที่อนุมัติ เมื่อผู้อ่านได้รำลึกถึงกฎเกณฑ์ที่ชัดแจ้งอันนี้ในสามัญสำนึกของเขา ก็จะมีความชัดเจนเลยทีเดียวว่า ไม่มีข้อแตกต่างอันใดระหว่างการขับร้องของศูฟีย์และอัลอนาชีดอัลอิสลามียะฮฺ มิหนำซ้ำมันอาจเป็นสิ่งที่ร้ายแรงยิ่งกว่า เพราะในบางครั้งอาจเล่นท่วงทำนองดั่งเสียงเพลงที่ปลุกเร้าอารมณ์ใฝ่ต่ำ ตรงตามท่วงทำนองเสียงดนตรีของประเทศทางฝั่งตะวันออกและตะวันตก ซึ่งทำให้ผู้ฟังเกิดอาการอยากโลดเต้นและเปลี่ยนท่าทาง มีเป้าหมายในการขับร้องและบรรเลงเสียงเพลงไม่ใช่อนาชีดแต่อย่างใด ซึ่งเป็นลักษณะการฝ่าฝืนอีกรูปแบบหนึ่งที่ลอกเลียนแบบมาจากพวกปฏิเสธศรัทธาและกลุ่มชนที่ใช้ชีวิตอย่างไร้สาระ แล้วอาจเป็นเหตุทำให้เกิดการฝ่าฝืนเป็นรูปแบบอื่นอีก กล่าวคือการเลียนแบบพวกที่ผินหลังและหลีกห่างจากอัลกุรอาน สุดท้ายก็ตกอยู่ภายใต้สิ่งที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เคยถูกร้องทุกข์จากกลุ่มชนของท่าน ดังที่ปรากฏในดำรัสของอัลลอฮฺตะอาลา ว่า

﴿ وَقَالَ ٱلرَّسُولُ يَٰرَبِّ إِنَّ قَوۡمِي ٱتَّخَذُواْ هَٰذَا ٱلۡقُرۡءَانَ مَهۡجُورٗا ٣٠ ﴾ [الفرقان: ٣٠]

ความว่า “และเราะสูลได้กล่าวว่า ข้าแด่พระเจ้าของข้าพระองค์ แท้จริงกลุ่มชนของข้าพระองค์ได้ทอดทิ้งอัลกรุอานเสียแล้ว” (สูเราะฮฺอัล-ฟุรกอน โองการที่ : 30)

والحمد لله رب العالمين ،
وصلى الله وسلم على نبينا محمد وعلى آله وصحبه أجمعين .



..............................................

ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์

แปลโดย :  อิสมาอีล ซุลก็อรนัยน์
ตรวจทานโดย : ยูซุฟ อบูบักรฺ
ที่มา : หนังสือ อัด-ดุรอร อัล-มุนตะกอฮฺ มิน อัล-กะลีมาต อัล-
มุลกอฮฺ





วันพุธที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อิสลามถือว่าสุราเจ้าแห่งความโสมมทั้งมวล



                     สุราก็คือของเหลวที่ถูกบรรจุโดยกรรมวิธีการหมักเมล็ดพืชบางชนิด หรือผลไม้ แล้วแปรสภาพจากแป้ง หรือน้ำตาลซึ่งเป็นโมเลกุลในพืชชนิดนั้นไปสู่แอลกอฮอล์

                     ผลการดื่มสุรานั้น มันสร้างความปั่นป่วน สร้างความมึนหัวให้กับผู้ดื่ม และก็ทำให้สูญเสียสติสัมปชัญญะไป ด้วยเหตุนี้ หลักการอิสลามจึงประนามสุราว่ามันเป็น "เจ้าแห่งความโสมมทั้งมวล"

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงตรัสว่า
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا إِنَّمَا الْخَمْرُ وَالْمَيْسِرُ وَالْأَنصَابُ وَالْأَزْلَامُ رِجْسٌ مِّنْ عَمَلِ الشَّيْطَانِ فَاجْتَنِبُوهُ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ ( 90 )
"ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! ที่จริงสุราและการพนันและแท่นหินสำหรับเชือดสัตว์บูชายัญ และการเสี่ยงติ้ว นั้นเป็นสิ่งโสมมอันเกิดจากการกระทำของชัยฏอน ดังนั้นพวกเจ้าจงห่างไกลจากมันเสียเพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ"
إِنَّمَا يُرِيدُ الشَّيْطَانُ أَن يُوقِعَ بَيْنَكُمُ الْعَدَاوَةَ وَالْبَغْضَاءَ فِي الْخَمْرِ وَالْمَيْسِرِ وَيَصُدَّكُمْ عَن ذِكْرِ اللَّهِ وَعَنِ الصَّلَاةِ فَهَلْ أَنتُم مُّنتَهُونَ ( 91 )
"ที่จริงชัยฏอนนั้นเพียงต้องการที่จะให้เกิดการเป็นศัตรูกันและการเกลียดชังกันระหว่างพวกเจ้าในสุราและการพนัน เท่านั้น และมันจะหันเหพวกเจ้าออกจากการรำลึกถึงอัลลอฮ์ และการละหมาด แล้วพวกเจ้าจะยุติใหม่" (อัลกุรอาน สูเราะฮิอัล-มาอิดะฮฺ 5:90-91)

รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ บิน อัมรฺ เล่าว่า ท่านนบีมุอัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"สุราเป็นแม่แห่งสิ่งโสมมทั้งมวล" 
และรายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ บิน อัมรฺ ก็ได้กล่าวว่า
"สุรานั้นเป็นเจ้าแห่งความชั่วช้า และก็เป็นบาปที่ใหญ่ที่สุดจากบรรดาบาปใหญ่ต่างๆ และใครก็ตามที่เขาดื่มสุราแล้ว เขาทิ้งการละหมาด(บาปนั้น) จะตกอยู่กับแม่ของเขา น้าสาวของเขา และป้าของเขา"

รายงานจากท่านอิบนุ อับบาส ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม ในคำว่า
 "ใครก็ตามที่เขาดื่มสุรา เขาก็ทำไม่ดีแก่แม่ของเขาได้"(บันทึกหะดิษโดยอัฏฏ็อบรอนี)

รายงานจากท่านอนัส ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม เล่าว่า ท่านนบีมุอัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ได้สาปแช่งในเรื่องของสุราไว้ 10 ประการ คือ ผู้กลั่นสุรา ผุูนำวัตถุดิบมาให้กลั่น ผู้ดื่ม ผู้ถือมา หรือหิ้วมา ผู้รับสุราจากผู้อื่นมา คนบริการ คนขาย คนที่ได้ผลประโยชน์จากสุรา คนซื้อให้ และคนถูกซื้อให้" (บันทึกหะดิษโดยอิบนุมาญะฮ์ และอัตติรฺมีซีย์)

รายงานจากท่านอบีอุร็อยเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม เล่าว่า ท่านนบีมุอัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"ผู้ทำซีนาจะไม่ทำซีนาขณะที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ขโมยจะไม่ลักขโมยขณะที่เขาเป็นผู้ศรัทธา เขาจะไม่ดื่มสุรา ขณะเขาเป็นผู้ศรัทธา"(บันทึกหะดิษโดยอัลบุคอรีย์ มุสลิม อะหฺมัด อบุดาวูด อัตติรมีซีย์ และอันนะซาอี)

والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿



วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

กรณีการแข่งขันนกเขาชวาหรือนกกรงหัวจุกที่เข้าข่ายการพนันขันต่อ



การแข่งขันนั้นถูกเป็นข้อบัญญัติ โดยถือว่า เป็นกีฬาที่ดี ความจริงแล้วการแข่งขันกันนั้น บางทีถือเป็นการส่งเสริม (มุสตะฮับบะฮ์) หรือบางทีก็เป็นเรื่องที่อนุญาต (มุบาฮะฮ์) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา และจุดมุ่งหมาย

การแข่งขันโดยไม่มีการต่อรองกันนั้น เป็นที่อนุญาต ทั้งที่เป็นมตินักปราชญ์ ส่วนการแข่งโดยมีการต่อรอง ก็เป็นที่อนุญาตในรูปแบบต่อไปนี้
****อนุญาตให้เอาเงินในการแข่งขันได้ ถ้าปรากฏว่าการแข่งขันมาจากเจ้าเมือง หรือจากคนอื่น เช่น เขากล่าวแก่ผู้ที่เข้าแข่งขันว่า “ผู้ใดในหมู่พวกท่านได้ชัยชนะ เขาจะได้เงินจำนวนนี้ไป”

****หรือคนหนึ่งในจำนวนผู้เข้าแข่งขันได้ออกเงินจำนวนหนึ่ง แล้วกล่าวแก่ผู้เข้าร่วมแข่งขันว่า “หากท่านชนะฉัน เงินจำนวนนี้ก็เป็นของท่าน และหากฉันชนะ ท่านก็จะไม่ได้อะไรจากฉัน และฉันจะไม่ได้อะไรจากท่าน

*****ถ้าปรากฏว่าเงินมาจากผู้แข่งขันทั้งสอง หรือเอามาจากผู้เข้าร่วมแข่งขัน โดยที่พวกเขากำหนดให้มีคนกลางเป็นผู้เอาเงินถ้าคนหนึ่งชนะ ส่วนคนที่แพ้ก็ไม่ปรับเงินแต่ประการใด

รายงานจากอนัส ว่า ในสมัยท่านรสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอาลัยฮิวะซันลัม พวกท่านเคยต่อรองกันไหม? และท่านรสูลเองเคยต่อรองไหม ?
เขาตอบว่า “มีการต่อรอง ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ได้มีการต่อรองกันในเรื่องม้าตัวหนึ่ง ชื่อ สัฟฮะฮ์ ผู้คนได้ชัยชนะกัน เรื่องดังกล่าวนั้นได้มีการกล่าวขวัญกันมาก และเป็นที่ประหลาดใจของผู้คน”
(บันทึกหะดิษโดย อิมามอะหฺมัด)

++++++!!!!!ไม่อนุญาตให้มีการต่อรองกันในกรณ๊ที่เมื่อแต่ละคนได้ชัยชนะก็จะได้เงินไป ส่วนผู้แพ้ก็จะเสียเงิน ก็จะถูกปรับเงิน ในกรณีนี้ถือว่าเป็นการพนันที่เป็นที่ต้องห้าม (หะรอม)

{จากหนังสือฟิกฮุซซุนนะฮฺ เล่มที่5 โดยสมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ}




----->  จากข้อความข้างต้น การแข่งขันนกเขาที่จะถือเป็นการพนันขันต่อ นั้น ต้องเป็นกรณีต่อไปนี้

......... ))) การแข่งขันนกเขาชวาหรือนกกรงหัวจุก ที่ผู้แข่งขันต้องมีการต่อรอง และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการแข่งขั้นนั้น หากตนชนะ ผู้นั้นจะได้รับเงิน หรือสิ่งของ(หรือที่เรียกว่ารางวัล) หากแพ้ ผู้นั้นจะเสียเงินที่ตนได้จ่ายไป ไม่ว่าเงินที่จ่ายไปนั้นจะเรียกว่าค่าเสา หรือเรียกชื่ออย่างอื่นก็ตาม เพราะถือว่าเป็นการแข่งขันกันโดยมีการลงทุนเพื่อให้ได้รางวัลที่มากมาย นั่นถือว่าเป็นการพนันขันต่อ เงินที่ได้มานั้นถือเป็นสิ่งหะรอม ห้ามนำเงินนั้นไปใช้จ่าย หรือบริจาค(แม้แต่บริจาคมัสยิด) เช่น การสมัครแข่งขันนกเขาชวาเสียง หรือนกกรงหัวจุกโดยเสียค่าสมัคร 400 บาท แต่ครั้นพอได้รับรางวัลจะได้ จักรยาน, พัดลม, ตู้เย็น หรืออื่นๆ เช่นนี้ถือว่าเป็นการพนัน


ท่านรสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า "ก้อนเนื้อทุกชิ้นที่เติบโตมาจากสิ่งฮะรอม(ก้อนเนื้อนั้น) ไฟนรกจะเผาผลาญเป็นเบื้องแรก " (รายงานโดย:ฎ็อบเราะนีย์)



กฏนิติศาสตร์อิสลาม ระบุว่า
ما حرم أخذه حرم إعطاؤه
"สิ่งที่ต้องห้ามเอามา ย่อมต้องห้ามให้มันด้วย(เช่นกัน)


๑๑๑สำหรับเงินหรือรางวัลที่ได้มาจากสิ่งที่หะรอม เช่น ที่เป็นดอกเบี้ย จากการพนัน การขายสิ่งที่ห้าม นักวิชาการเค้าอนุญาตให้ทำได้เพียงกรณีเดียวเท่านั้น นั่นคือ การนำไปทำสาธารณะประโยชน์ เช่น สะพาน, ที่พักริมทาง หรือส้วมสาธารณะ เป็นต้น ส่วนส้วมของมัสญิด ไม่อนุญาตให้นำเงินที่ได้จากสิ่งหะรอมไปสร้าง เพราะเรื่องของเงินหะรอมนำไปสร้างสิ่งที่สาธารณะก็จริงอยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ฉะนั้นหากห้องส้วมมัสญิดพังก็ประกาศให้สัปบุรุษของมัสญิดนั้นช่วยกันบริจาคสร้าง เพราะเป็นของมัสญิด ซึ่งหน้าที่ของมุสลิมจะต้องทำนุบำรุงดูแล

พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสว่า

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا إِنَّمَا الْخَمْرُ وَالْمَيْسِرُ وَالْأَنْصَابُ وَالْأَزْلَامُ رِجْسٌ مِنْ عَمَلِ الشَّيْطَانِ فَاجْتَنِبُوهُ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ

"โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย แท้จริงสิ่งมึนเมา, การพนัน, การบูชายัญ และการเสี่ยงติ้วเป็นสิ่งโสมมจากการงานของชัยฏอน ดังนั้นสูเจ้าจงออกห่างมันเสีย หวังว่าสูเจ้าจะประสบความสำเร็จ"
(สูเราะฮฺมาอิดะฮฺ อายะฮฺที่ 90)

ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า

وَمَنْ قَالَ لِصَاحِبِهِ تَعَالَ أُقَامِرْكَ ، فَلْيَتَصَدَّقْ

"และบุคคลใดที่กล่าวแก่เพื่อนของเขาว่า มานี่สิ...ฉันจะพนันกับท่าน เช่นนั้นให้เขา (ผู้พูด) จงบริจาคทานเถิด" (บันทึกโดยบุคอรีย์).



}}}} สำหรับกรณีที่ไม่ถือว่าการแข่งขันนกเขาชวาเสียง หรือนกกรงหัวจุก เป็นการพนันขันต่อ

1.กรณีการแข่งขันนกเขาชวาเสียง หรือนกกรงหัวจุก โดยผู้แข่งขันไม่ต้องเสียค่าสมัครแต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่มีผู้อื่นสนับสนุนรางวัลให้ เช่น นายอำเภอ ผูว่าราชการจังหวัด ส.ส. นายก.อบต. เป็นผู้สนับสนุนรางวัล

2.กรณีการแข่งขันนกเขาชวาเสียง หรือนกกรงหัวจุก โดยคนหนึ่งในจำนวนผู้เข้าแข่งขันได้ออกเงินจำนวนหนึ่ง เป็นเงินรางวัลแข่งขันนั้น หากผู้ที่ออกเงินชนะ เขาผู้นั้นไม่ได้เงินหรือรางวัลจากผู้แข่งขั้นอีกคนหนึ่ง กล่าวคือเขายอมเป็นผู้ออกเงินโดยไม่หวังเงินรางวัลในการแข่งขันใดๆทั้งสิ้น

3.กรณีการแข่งขันนกเขาชวาเสียง หรือนกกรงหัวจุก โดยนำเงินมาจากผู้แข่งขันทั้งสอง หรือเอามาจากผู้เข้าร่วมแข่งขัน โดยที่พวกเขากำหนดให้มีคนกลางเป็นผู้เอาเงินถ้าคนหนึ่งชนะ ส่วนคนที่แพ้ก็ไม่ปรับเงินแต่ประการใด เช่น วางเงื่อนไขว่า หากทีมใดชนะเงินก้อนนี้จะเป็นขององค์กรเด็กกำพร้า เมื่อทีมใดเป็นฝ่ายชนะ เงินก้อนนี้ก็นำไปให้กับองค์กรเด็กกำพร้า ส่วนทีมที่แพ้ก็ไม่ต้องมีค่าปรับ หรือค่าชดเชยอะไรทั้งสิ้น


+++แต่สำหรับกรณีที่แข่งขันนกเขาชวาเสียง หรือนกกรงหัวจุก โดยเจ้าของนกทุกคนเสียค่าสมัครจำนวนหนึ่ง และหากนกตัวใดชนะก็มีของรางวัลให้ลดหลั่นกันลงมาตามลำดับคะแนน แม้นำเงินส่วนหนึ่งไปบริจาคมัสยิดก็ตาม ยังถือเป็นการพนันขันต่อ ศาสนาไม่อนุญาตให้กระทำเช่นกัน ซึ่งต่างไปจากกรณีข้างต้น ที่ผู้แข่งขันได้ออกเงินแข่งขัน แต่เมื่อชนะตนไม่ได้เงินรางวัลตอบแทนแต่อย่างใด


!!!!! แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการแข่งขันนกเขาชวาเสียง หรือนกกรงหัวจุกจะไม่เข้าเงื่อนไขการพนันขันต่อก็ตาม หากเข้าเงื่อนไขการทรมานสัตว์อิสลามก็ห้ามเด็ดขาดเช่นเดียวกัน

ท่านรสูลกล่าวว่า“หญิงนางหนึ่งต้องเข้านรกเพราะทรมานแมวตัวหนึ่งด้วยการจับขังและไม่ให้อาหารมัน จนกระทั่งแมวตัวนั้นตายเพราะความหิว” 
( รายงานโดยบุคอรีและมุสลิม)

ท่านรสูลกล่าวว่า“ใครก็ตามที่ฆ่านกตัวหนึ่งโดยเปล่าประโยชน์ นกตัวนั้นจะร้องตะโกนประท้วงในวันกิยามะฮ์ พร้อมกล่าวว่า โอ้อัลลอฮ์ ชายคนนั้นได้ฆ่าฉันโดยไม่มีวัตถุประสงค์อื่นใด เขาฆ่าฉันโดยมิได้หวังประโยชน์อันใดจากฉันเลย”
(โดยอันนะสาอีย์และอิบนุหิบบาน)

%%%% สำหรับการเลี้ยงนกเขา นกกรงหัวจุกเพื่อเลี้ยงไว้ดูเล่น หรือเพื่อการจำหน่ายนั้นศาสนาอนุญาต ไม่มีข้อห้ามจากศาสนาแต่อย่างใด

 والسلام