อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวติหลังความตายและวันฟื้นคืนชีพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีวติหลังความตายและวันฟื้นคืนชีพ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การเดินทางของวิญญาณในทัศนะอิสลาม





(ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ)

*_วิญญาณเป็นสิ่งเร้นลับที่มนุษย์มองไม่เห็น แต่มนุษย์รู้ว่าตัวเองมีวิญญาณอยู่ก็เพราะว่าตัวเองมีชีวิต เมื่อวิญญาณออกจากร่างกายมนุษย์ไป ก็หมายถึงวาระของวิญญาณในโลกนี้จบสิ้นลง การตายจึงเป็นแค่การสิ้นสุดขั้นตอนการเดินทางของมันโลกนี้เท่านั้น วิญญาณเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนืออาณาจักรวิทยาศาสตร์ นานมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์พยายามจะศึกษาว่าวิญญาณเป็นอะไร ? เป็นคลื่นไฟฟ้าหรือว่าคลื่นแม่เหล็ก ? เป็นคลื่นพลังงาน หรือคลื่นความร้อน หรือคลื่นแสง ? หรืออะไรต่อมิอะไรมากมายหลายข้อสันนิษฐาน นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะค้นหาความจริงในเรื่องนี้จนถึงกับเอาคนไข้ใกล้เสียชีวิตมานอนในโลงแก้วที่ปิดผนึกอย่างดีและให้อากาศแก่คนไข้หายใจจนวินาทีสุดท้าย แต่เมื่อคนไข้เสียชีวิต เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์นานาชนิดที่ตั้งอยู่ในห้องทดลองก็ไม่สามารถจับได้ว่าวิญญาณเป็นอะไรจนกระทั่งทุกวันนี้

*_ในระหว่างสมัยของนบีมุฮัมมัด ชาวยิวแห่งมะดีนะฮฺได้ส่งคนมาถามท่านเกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ ดังนั้น อัลลอฮฺจึงได้ประทานคัมภีร์กุรอานตอนหนึ่งลงมายังท่านเพื่อเป็นคำตอบว่า :?พวกเขาถามเจ้า (มุฮัมมัด)เกี่ยวกับเรื่องวิญญาณ จงบอกพวกเขาว่า ?วิญญาณนั้นมาโดยคำบัญชาของพระผู้อภิบาลของฉัน และความรู้ที่พวกท่าน(มนุษย์)ได้รับนั้นมีน้อยมาก?? (กุรอาน 17:85)

สรุปก็คือ ไม่ว่ามนุษย์จะมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มากเท่าใด มนุษย์ก็มีความรู้เรื่องวิญญาณน้อยมากเพราะมนุษย์ไม่ได้สร้างวิญญาณ วิญญาณมาโดยคำบัญชาของพระเจ้าต่างหาก มนุษย์จะรู้เรื่องของวิญญาณก็โดยทางศาสดาของพระองค์เท่านั้น การหมกมุ่นศึกษาเรื่องวิญญาณไม่อาจทำให้มนุษย์ได้รับความรู้อะไรมากกว่าที่พระเจ้าเปิดเผยให้ แต่สิ่งสำคัญและเป็นการดีกว่าที่มนุษย์ควรจะทำก็คือการหาวิธีรักษาวิญญาณซึ่งเป็นชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์ให้สะอาดหมดจดขณะที่อยู่ในโลกนี้เพื่อความรอดพ้นจากการถูกลงโทษในโลกหน้า

วิญญาณมีอยู่ก่อนมนุษย์จะเกิดเราทราบจากคัมภีร์กุรอานว่าเมื่อพระเจ้าสร้างมนุษย์คนแรกขึ้นมาในอาณาจักรของพระองค์นั้น พระองค์ได้ทรงเป่าวิญญาณเข้าไปในดินซึ่งทำให้ชีวิตของอาดัมกำเนิดขึ้นมา และพระเจ้าได้ทรงเตรียมวิญญาณของมนุษย์ทั้งหมดที่จะมาจุติบนโลกนี้ตั้งแต่คนแรกจนถึงคนสุดท้ายไว้แล้วซึ่งเราไม่รู้ว่ามีจำนวนเท่าใด เมื่ออาดัมและอีฟมาอยู่ในโลกนี้ การส่งวิญญาณมาจุติบนโลกก็ทำในช่วงหลังจากที่สเปิร์มของผู้ชายปฏิสนธิกับก้อนเลือดในครรภ์ของผู้หญิงแล้ว โลกที่สองของวิญญาณจึงเป็นโลกในครรภ์ของมารดาซึ่งมีช่วงเวลาประมาณ 9 เดือน ครรภ์มารดา : โลกที่สอง

*_นบีมุฮัมมัดได้เคยพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับวิญญาณในครรภ์ของมารดาไว้เมื่อประมาณ 1,400 ปีที่แล้วว่า?แท้จริงแล้ว การสร้างพวกท่านแต่ละคนถูกนำมารวมกันในท้องของแม่เขาเป็นเวลา 40วันในรูปของก้อนเล็กๆก้อนหนึ่ง หลังจากนั้นเขาก็เป็นก้อนเลือดในระยะเวลาเท่าๆกัน หลังจากนั้นก็เป็นก้อนเนื้อก้อนหนึ่งในระยะเวลาเท่าๆกัน หลังจากนั้น ทูตสวรรค์(มลาอิก๊ะฮฺ)องค์หนึ่งก็ถูกส่งมายังเขาเพื่อเป่าลมหายใจแห่งชีวิตเข้าไปในตัวเขา....?ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการอิสลามจึงได้สรุปจากคำพูดดังกล่าวข้างต้นว่าเนื่องจากทูตสวรรค์ได้เป่าวิญญาณเข้าไปในตัวอ่อนเมื่อมีอายุได้ 120 วัน ดังนั้น การทำแท้งโดยมีเหตุผลทางการแพทย์ที่เข้มงวดจะเป็นที่อนุญาตก็ต่อเมื่อตัวอ่อนมีอายุยังไม่ถึง 4 เดือน ทันทีที่วิญญาณได้ถูกเป่าเข้าไปในตัวอ่อนแล้ว มันก็กลายเป็นสิ่งมีชีวิต การทำลายชีวิตมันจึงเป็นการฆาตกรรม โลกที่สาม โลกชั่วคราว
*_เมื่อวิญญาณถูกเป่าเข้าไปในตัวอ่อนและมีพัฒนาการเป็นรูปร่างมนุษย์แล้ว วิญญาณก็จะอาศัยเรือนร่างของมนุษย์เป็นพาหนะเดินทางผ่านโลกที่สองออกมาสู่โลกที่สามโดยการคลอด ขณะที่สมองของทารกยังพัฒนาไปไม่ถึงวุฒิภาวะที่จะสามารถแยกผิดแยกถูกได้ หากทารกนั้นเสียชีวิตไป ชีวิตนั้นก็ไม่ต้องรับบาป เพราะอิสลามถือว่ามนุษย์ทุกชีวิตเกิดมาในสภาพที่สะอาดบริสุทธิ์ พ่อแม่ของเด็กต่างหากที่เป็นผู้หล่อหลอมให้ลูกของตัวเองเป็นอะไร ต่อเมื่อบรรลุถึงวัยผู้ใหญ่แล้ว ความรับผิดชอบในบาปบุญคุณโทษจึงจะเริ่มต้น วัยผู้ใหญ่สำหรับเด็กผู้ชายตามหลักการอิสลามเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อเด็กผู้ชายเริ่มมีความรู้สึกทางเพศ และสำหรับเด็กผู้หญิงเริ่มต้นเมื่อมีประจำเดือนครั้งแรก ก่อนที่วิญญาณจะเข้ามาสู่ร่างกาย วิญญาณไม่กินไม่ดื่ม ไม่มีความต้องการทางเพศ แต่เมื่อวิญญาณเข้ามาอยู่ในเนื้อหนังร่างกายมนุษย์ที่มีความต้องการเยี่ยงสัตว์ การต่อสู้ของชีวิตที่ประกอบไปด้วยร่างกายและวิญญาณจึงเริ่มขึ้น เมื่อลิ้นสัมผัสรสก็อยากกิน เมื่อมือสัมผัสของสวยงามหรือของมีค่าก็อยากได้ เมื่อตาเห็นของสวยงามก็อยากมอง โลกนี้ซึ่งเป็นโลกชั่วคราวจึงเป็นเวทีแห่งการทดสอบมนุษย์ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไร สิ่งใดเป็นที่ต้องห้ามและสิ่งใดเป็นที่อนุมัติ อะไรเป็นความจริงและความเท็จ อะไรดีอะไรชั่วนั้นเป็นที่เปิดเผยเฉลยให้แล้วโดยบรรดาศาสดาต่างๆของพระเจ้า มนุษย์มีหน้าที่เพียงใช้สติปัญญาและเสรีภาพในการตัดสินใจ ดังนั้น เมื่อรู้ข้อสอบแล้ว แต่กลับไม่เลือกทำข้อที่ถูก มนุษย์ก็ต้องรับผิดชอบเอง โลกนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์จะต้องรักษาวิญญาณของตนให้สะอาดโดยการใช้ชีวิตไปตามคำสอนของศาสดาเพราะมันสิ่งที่จะกำหนดชะตากรรมของมนุษย์ในโลกหลังความตาย โลกที่สี่ โลกแห่งสุสาน

*_ความตายคือการที่วิญญาณออกจากร่างมนุษย์ แต่ความตายมิได้หมายถึงการสิ้นสุดของชีวิต หากแต่มันเป็นจุดที่วิญญาณสิ้นสุดการเดินทางของมันบนโลกนี้โดยทิ้งเนื้อหนังร่างกายที่เป็นพาหนะของมันไว้เบื้องหลัง วิญญาณจะผ่านมิติแห่งโลกวัตถุไปสู่โลกอันเร้นลับอีกโลกหนึ่งซึ่งเรียกว่า ?โลกแห่งสุสาน? ในภาษาอาหรับเรียกว่า ?บัรซัค? ซึ่งหมายถึงสิ่งที่คั่นกลาง นั่นคือคั่นกลางระหว่างโลกนี้กับโลกหน้า โลกแห่งสุสานเป็นโลกแห่งการพักชั่วคราว พักจนกว่าวาระสุดท้ายของโลกจะสิ้นสุดเพื่อรอมนุษย์ทุกคนถูกฟื้นคืนชีพขึ้นมารับการพิพากษาจากพระเจ้า ระหว่างที่รอคอยอยู่นี้ ทุกดวงวิญญาณจะถูกสอบถามว่ารู้จักพระเจ้าผู้ส่งมันมาหรือไม่เพราะก่อนที่มันจะถูกส่งมา วิญญาณทุกดวงได้ยืนยันแล้วว่าผู้ส่งมันมาคือพระเจ้า หลังจากนั้น ทุกดวงวิญญาณก็จะได้เห็นชะตากรรมของตัวเองในโลกสุดท้ายทุกเช้าเย็นเป็นการให้ความสุขตาสบายใจแก่วิญญาณที่บงการเนื้อหนังร่างกายของตนให้ทำดี และเป็นการทรมานใจสำหรับวิญญาณที่บงการเนื้อหนังของตนให้ทำความชั่วขณะที่อยู่ในโลก โลกสุดท้าย โลกอันนิรันดร
*_เมื่อถึงวันอวสานของโลก ทุกสรรพสิ่งและทุกชีวิตบนโลกจะถูกทำลาย หลังจากนั้น ทุกชีวิตที่รออยู่ในโลกสุสานก็ถูกทำให้ฟื้นคืนชีพขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อรอรับการพิพากษาต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า คัมภีร์กุรอานซึ่งเป็นวจนะของพระเจ้ากล่าวไว้ว่าใครก็ตามที่ทำความดีแม้เพียงอณูหนึ่งก็จะได้เห็นความดีของตนและใครที่ทำความชั่วไว้แม้แต่เพียงอณูหนึ่งก็จะได้เห็นความชั่วของตน ในวันแห่งการพิพากษาของพระเจ้านั้น ชีวิตแต่ละชีวิตจะไม่มีทนายมาแก้ต่างให้เหมือนกับในโลกนี้ อวัยวะของมนุษย์และแม้แต่แผ่นดินจะเป็นพยานยืนยันการกระทำของมนุษย์เอง เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ด้วยความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน แถบบาร์โค้ดบนหีบห่อสามารถบันทึกรายละเอียดของสินค้าภายในได้ฉันใด เซลล์ประสาทสัมผัสทั้งห้าไม่ว่าจะเป็นหู ตา ลิ้น จมูกและผิวหนังที่ส่งผ่านความรู้สึกที่มันสัมผัสไปยังหน่วยความจำในสมองก็สามารถบันทึกรายละเอียดการกระทำของมนุษย์ได้ฉันนั้น

ดังนั้น มนุษย์จะได้เห็นบันทึกการกระทำของตนขณะที่อยู่ในโลกเหมือนกับที่เขาได้เห็นภาพกิจกรรมของเขาที่ถูกบันทึกไว้ด้วยกล้องวีดีโออย่างชัดเจนจนเขาไม่สามารถปฏิเสธได้ สุดท้าย ชะตากรรมของเขาจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและการพิพากษาของพระเจ้าผู้ทรงยุติธรรม หลังจากนั้น ชีวิตของเขาก็จะเป็นชีวิตนิรันดร และการเดินทางของวิญญาณก็จะมาถึงที่สิ้นสุดในภพนี้

[ บทความโดย อาจารย์บรรจง บินกาซัน ]

Credi articlet:www.oknation.net/blog/islam/Posted by chalof
Credit Foto:www. Anwarsuran.com และ Marowee Tuanmaeroh


วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ความดีเท่านั้นที่จะตามเราไป‬




จากอนัส บิน มาลิก(ร.ด) กล่าวว่า แท้จริงท่านนบีมุฮัมมัด(ซ.ล) กล่าวว่า
“จะติดตามผู้เสียชีวิตไปสามประการ โดยที่สองประการจะกลับหลัง และอีกหนึ่งประการจะยังคงอยู่กับเขา สิ่งที่จะติดตามเขาไป
สมาชิกในครอบครัวของเขา ทรัพย์สินของเขา และการงานของเขา ดังนั้นสมาชิกในครอบครัว ทรัพย์สินของเขาจะกลับหลัง และการงานจะคงอยู่กับเขา”
(บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ และมุสลิม)

แท้จริงลูกหลานอาดัม ในการมีชีวิตอยู่ในโลกดุนยาจำเป็นต้องมีภรรยาและลูกที่ใช้ชีวิตร่วมกัน และต้องมีทรัพย์สินเพื่อการดำเนินชีวิต ทั้งสองประการนี้จะแยกจากเขาและเขาเองจะต้องแยกจากมันทั้งสอง ดังนั้นคนที่มีความสุขคือผู้ที่ได้นำมันมาเพื่อเป็นสิ่งที่ช่วยให้เขาได้รำลึกถึงอัลลอฮและเขาได้ใช้จ่ายมันไปเพื่อโลกอาคิเราะฮ

ในบันทึกของ อัลหากิม รายงานจากสะฮ์ลฺ บิน สะอฺด์ กล่าวว่า แท้จริงท่านนบีมุฮัมมัด(ซ.ล)ได้กล่าวว่า
“ญิบรีลได้มาหา แล้วกล่าวว่า โอ้มุหัมมัด จงใช้ชีวิตในโลกนี้ตามที่ท่านต้องการเถิด เพราะท่านจะต้องตาย และท่านจงรักกับบุคคลที่ท่านจะรักเถิด เพราะท่านจะต้องแยกจากเขา และจงทำในสิ่งที่ท่านต้องการเถิด เพราะท่านจะถูกตอบแทนในสิ่งที่กระทำ"

ครั้นเมื่อลูกหลานอาดัมได้เสียชีวิตลงแล้ว สมาชิกในครอบครัวและทรัพย์สินจะไม่ยังประโยชน์อันใดแก่เขา นอกจากดุอาอ์ของสมาชิกในครอบครัวที่ขอให้กับเขา การขออภัยโทษของพวกเขา สิ่งอื่นๆ ที่ศาสนาได้บัญญัติไว้ และสิ่งที่เขาได้ใช้จ่ายไปเพื่อตัวของเขา
อัลลอฮ(ซ.บ)ได้ตรัสว่า “วันที่ทรัพย์สมบัติและลูกหลานจะไม่ยังประโยชน์อันใดเลย นอกจากผู้ที่กลับมายังอัลลอฮฺด้วยกับหัวใจอันบริสุทธิ์”
(อัช-ชุอะรออ์ อายะฮที่ 88-89)

และพระองค์ตรัสอีกว่า
“และแน่นอนพวกเจ้าได้มายังเราโดยลำพัง เฉกเช่นที่เราได้บังเกิดเจ้ามาในครั้งแรก และพวกเจ้าได้ละทิ้งสิ่งที่เราได้ให้แก่พวกเจ้าไว้เบื้องหลังของพวกเจ้า“
(ซูเราะฮ อัลอันอาม อายะฮที่ 94)

จากอบูฮุรอยเราะฮ(ร.ด) เล่าว่า ท่านนบีมุฮัมมัด(ซ.ล) ได้กล่าวว่า

“เมื่อมนุษย์ได้เสียชีวิตลง การงานของเขาจะถูกตัดขาด นอกจากการงานสาม ประการ
1..การบริจาคทานที่ถาวร
2..ความรู้ซึ่งเป็นประโยชน์ และ
3..ลูกที่ดีซึ่งขอดุอาอ์ให้กับเขา”
(บันทึกโดยมุสลิม )


............
Mdf Cht




วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ตาชั่งในวันปรโลก




ส่วนหนึ่งจากหลักศรัทธาที่ถูกต้องของอะฮฺลุสสุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ คือ การศรัทธาต่อตาชั่ง คำว่าตาชั่งในที่นี้หมายถึง ตาชั่งที่จะใช้ชั่งน้ำหนักการงานที่ดีและชั่วของบ่าวในวันกิยามะฮฺ อัลลอฮฺตะอาลา ตรัสว่า

﴿ وَنَضَعُ ٱلۡمَوَٰزِينَ ٱلۡقِسۡطَ لِيَوۡمِ ٱلۡقِيَٰمَةِ فَلَا تُظۡلَمُ نَفۡسٞ شَيۡ‍ٔٗاۖ وَإِن كَانَ مِثۡقَالَ حَبَّةٖ مِّنۡ خَرۡدَلٍ أَتَيۡنَا بِهَاۗ وَكَفَىٰ بِنَا حَٰسِبِينَ ٤٧ ﴾ [الأنبياء: ٤٧]
 
ความว่า “และเราตั้งตาชั่งที่เที่ยงธรรมสำหรับวันกิยามะฮฺ ดังนั้นจะไม่มีชีวิตใดถูกอธรรมเลย และแม้ว่ามันเป็นเพียงน้ำหนักเท่าเมล็ดพืชเล็ก ๆ เราก็จะนำมันมาแสดง และเป็นการพอเพียงแล้วสำหรับเราที่เป็นผู้ชำระสอบสวน” (อัลอันบิยาอ์: 47)

และพระองค์ตรัสอีกว่า

﴿ فَمَن ثَقُلَتۡ مَوَٰزِينُهُۥ فَأُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلۡمُفۡلِحُونَ ١٠٢ وَمَنۡ خَفَّتۡ مَوَٰزِينُهُۥ فَأُوْلَٰٓئِكَ ٱلَّذِينَ خَسِرُوٓاْ أَنفُسَهُمۡ فِي جَهَنَّمَ خَٰلِدُونَ ١٠٣ ﴾ [المؤمنون : ١٠٢-  ١٠٣]

ความว่า “ดังนั้นผู้ใดตาชั่งของเขาหนัก ชนเหล่านั้นก็เป็นผู้ประสบชัยชนะ และผู้ใดตาชั่งของเขาเบา ชนเหล่านั้นคือบรรดาผู้ที่ทำให้ตัวของพวกเขาขาดทุน พวกเขาจะพำนักอยู่ในนรกตลอดกาล” (อัลมุอ์มินูน: 102-103)

มีบันทึกของอัล-บุคอรีย์และมุสลิม รายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

« كَلِمَتَانِ حَبِيْبَتَانِ إِلى الرَّحْمَنِ، خَفِيْفَتَانِ عَلَى اللِّسَانِ، ثَقِيْلَتَانِ فِي الْمِيْزَانِ: سُبْحَانَ اللهِ وَبِحَمْدِهِ، سُبْحَانَ اللهِ الْعَظِيْمِ » [رواه البخاري برقم 7563 ومسلم برقم 2694]
 
ความว่า “คำสองคำที่เป็นที่รัก ณ พระผู้ทรงเมตตา น้ำหนักเบาสำหรับลิ้น แต่หนักสำหรับตาชั่ง นั้นคือ ‘สุบหานัลลอฮฺ วะบิหัมดิฮี สุบหานัลลอฮิลอะซีม’ (มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์อัลลอฮฺ และมวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่)" (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หะดีษเลขที่ 7563 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 2694)

อุละมาอ์กล่าวไว้ว่า ภายหลังเสร็จสิ้นจากการสอบสวนแล้ว จะมีการชั่งน้ำหนักการงาน เนื่องจากการชั่งนั้นมีขึ้นเพื่อจะให้การตอบแทน ดังนั้นจึงจะต้องเกิดขึ้นหลังจากการสอบสวน การสอบสวนนั้นมีขึ้นเพื่อรายงานการงาน และการชั่งนั้นมีขึ้นเพื่อแจ้งจำนวนการงานเหล่านั้น ทั้งนี้เพื่อจะให้การตอบแทนตามจำนวนการงานนั้นเอง ดังที่มีหะดีษกล่าวถึงตาชั่งว่า มีลักษณะเป็นจานสองจานที่สามารถจับต้องและมองเห็นได้

มีบันทึกของอิมามอะหฺมัด รายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนฺ อัมรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

« إِنَّ اللهَ تَعَالَى يَسْتَخْلِصُ رَجُلًا مِنْ أُمَّتِيْ عَلَى رُؤُوْسِ الخَلَائِقِ يَوْمَ الْقِيَامَةِ، فَيَنْشُرُ عَلَيْهِ تِسْعَةً وَتِسْعِيْنَ سِجِلًّا، كُلُّ سِجِلٍّ مَدُّ الْبَصَرِ، ثُمَّ يَقُوْلُ لَهُ : أَتُنْكِرُ مِنْ هَذَا شَيْئاً؟ أَظَلَمَكَ كَتَبَتِي الْحاَفِظُوْنَ؟ قَالَ : لَا يَارَبِّ. فَيَقُوْلُ : أَلَكَ عُذْرٌ أَوْ حَسَنَةٌ؟ فَيُبْهَتُ الرَّجُلُ، فَيَقُوْلُ : لَا يَارَبِّ فَيَقُوْلُ : بَلَى إِنَّ لَكَ عِنْدَنَا حَسَنَةً وَاحِدَةً، لَا ظُلْمَ الْيَوْمَ عَلَيْكَ، فَتُخْرَجُ لَهُ بِطَاقَةٌ، فِيْهَا : أَشْهَدُ أَنْ لَا إِلَهَ إِلَّا اللهُ وَأَنَّ مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَرَسُوْلُهُ؛ فَيَقُوْلُ : أَحْضِرُوْهُ، فَيَقُوْلُ : يَارَبِّ مَا هَذِهِ الْبِطَاقَةُ مَعَ هَذِهِ السِّجِلَّاتِ؟! فَيُقَالُ : إِنَّكَ لَا تُظْلَمُ، قَالَ : فَتُوْضَعُ السِّجِلَّاتُ فِي كِفَّةٍ، قَالَ : فَطَاشَتِ السِّجِلَّاتُ، وَثَقُلَتِ الْبِطَاقَةُ، وَلَا يَثْقُلُ شَيْءٌ بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْمِ » [مسند الإمام أحمد برقم 6994]

ความว่า “ในวันกิยามะฮฺ อัลลอฮฺตะอาลาจะทรงแยกชายคนหนึ่งจากประชาชาติของฉันมาอยู่ต่อหน้ามวลมนุษยชาติทั้งหมด และเขาก็จะได้รับบันทึกจำนวนเก้าสิบเก้าฉบับ แต่ละฉบับยาวสุดสายตา จากนั้นพระองค์ก็จะตรัสแก่เขาว่า “เจ้ามีข้อโต้แย้งใด ๆ หรือไม่? ผู้บันทึกของข้าได้อธรรมต่อเจ้าหรือไม่?” เขาจึงตอบว่า “ไม่เลย โอ้พระผู้เป็นเจ้าของฉัน” พระองค์จึงตรัสแก่เขาว่า “เจ้ามีข้อแก้ต่างหรือความดีใด ๆ หรือไม่?” ชายคนนั้นจึงกล่าวอย่างผิดหวังว่า “ไม่มีเลย โอ้พระผู้เป็นเจ้าของฉัน” พระองค์จึงตรัสว่า “หามิได้ แท้จริงแล้วเจ้ามีอยู่หนี่งความดี ณ ที่เรานี้ และจะไม่มีการอธรรมใด ๆ แก่เจ้าในวันนี้” จากนั้นจึงมีแผ่นหนังแผ่นหนึ่งบันทึกว่า “อัชฮะดุอันลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วะอัชฮะดุอันนะมุหัมมะดันอับดุฮูวะเราะสูลุฮฺ” (ข้าพเจ้าขอปฏิญานตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และข้าพเจ้าขอปฏิญานตนว่ามุหัมมัดเป็นบ่าวและเราะสูลของพระองค์) แล้วพระองค์จึงสั่งแก่บรรดามลาอิกะฮฺว่า “เจ้าทั้งหลายจงนำตัวชายคนนี้มา" และชายผู้นั้นก็กล่าวแก่พระองค์ว่า “โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน แผ่นหนังเพียงหนึ่งนี้หาเปรียบกับบันทึกอันมากมายเหล่านี้ได้ไม่?!” ทันใดนั้นจะมีผู้กล่าวแก่ชายคนนั้นว่า “แท้จริงเจ้าจะไม่ถูกอธรรม” จากนั้นบันทึกทั้งหมดก็จะถูกวางลงในจานของตาชั่งข้างหนึ่ง และบันทึกเหล่านั้นก็ลอยขึ้นจากน้ำหนักของแผ่นหนังแผ่นนั้น และไม่มีสิ่งใดที่จะมีน้ำหนักมากกว่าพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณา ผู้ทรงเมตตา“ (มุสนัด อิมาม อะหฺมัด หะดีษเลขที่ 6994)

ผู้ที่เอาอารมณ์เป็นที่ตั้งอาจจะกล่าวว่า “การงานนั้นเป็นนามธรรม ไม่สามารถชั่งน้ำหนักได้ สิ่งที่จะชั่งน้ำหนักได้จะต้องมีรูปร่างจับต้องได้”

คำตอบสำหรับคำกล่าวนั้นคือ “อัลลอฮฺจะทรงทำให้การงานมีรูปร่าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับพระปรีชาสามารถของพระองค์ ดังมีตัวอย่างเช่น การที่พระองค์ทำให้ความตายมาในรูปของแกะที่นำมาเชือดระหว่างสวรรค์และนรก ซึ่งความตายก็เป็นนามธรรมและไม่มีรูปร่างเช่นเดียวกัน

ดังมีบันทึกของอัล-บุคอรีย์และมุสลิม จากรายงานของ อบูสะอี๊ด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮอันฮฺ ว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
« يُجَاءُ بِالْمَوْتِ يَوْمَ الْقِيَامَةِ كَأَنَّهُ كَبْشٌ أَمْلَحُ (زَادَ أَبُوْ كُرَيْبٍ : «فَيُوْقَفُ بَيْنَ الْجَنَّةِ وَالنَّارِ»، وَاتَّفَقَا فِيْ بَاقِي الْحَدِيْثِ) فَيُقَالُ : يَا أَهْلَ الْجَنَّةِ! هَلْ تَعْرِفُوْنَ هَذَا؟ قَالَ : فَيَشْرَئِبُّوْنَ وَيَنْظُرُوْنَ وَيَقُوْلُوْنَ : نَعَمْ، هَذَا الْمَوْتُ، قَالَ فَيُؤْمَرُ بِهِ فَيُذْبَحُ، قَالَ : ثُمَّ قَالَ : يَا أَهْلَ الْجَنَّةِ! خُلُوْدٌ فَلَا مَوْتَ، وَيَا أَهْلَ النَّارِ! خُلُوْدٌ فَلَا مَوْتَ » قَالَ : ثُمَّ قَرَأَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : ﴿ وَأَنذِرۡهُمۡ يَوۡمَ ٱلۡحَسۡرَةِ إِذۡ قُضِيَ ٱلۡأَمۡرُ وَهُمۡ فِي غَفۡلَةٖ وَهُمۡ لَا يُؤۡمِنُونَ ٣٩ ﴾ [مريم: ٣٩] وَأَشَارَ بِيَدِهِ إِلَى الدُّنْيَا. [رواه البخاري برقم 3336 ومسلم برقم 2638]

ความว่า “ในวันกิยามะฮฺ ความตายจะถูกนำมาในรูปของแกะสีขาวผสมดำ (อบูกุร็อยบฺกล่าวรายงานเสริมว่า “มันจะถูกนำมายืนอยู่ระหว่างสวรรค์และนรก” ส่วนอื่นของหะดีษนั้นมีรายบันทึกตรงกันทั้งอัล-บุคอรีย์และมุสลิม) จากนั้นก็จะมีเสียงกล่าวว่า “โอ้บรรดาชาวสวรรค์ เจ้าทั้งหลายรู้จักสิ่งนี้หรือไม่?” พวกเขาก็ชะโงกศีรษะมองดูสิ่งนั้น แล้วกล่าวว่า “รู้จักครับ สิ่งนั้นคือความตาย” จากนั้นก็จะมีเสียงกล่าวว่า “โอ้บรรดาชาวนรก เจ้าทั้งหลายรู้จักสิ่งนี้หรือไม่?” พวกเขาก็ชะโงกศีรษะมองดูสิ่งนั้น แล้วกล่าวว่า “รู้จักครับ สิ่งนั้นคือความตาย” จากนั้นจึงมีคำสั่งให้นำมันไปเชือด แล้วมันก็ถูกเชือด และมีเสียงกล่าวว่า “โอ้บรรดาชาวสวรรค์ ความเป็นนิรันดรซึ่งไม่มีความตายอีกต่อไป โอ้บรรดาชาวนรก ความเป็นนิรันดรซึ่งไม่มีความตายอีกต่อไป” จากนั้นท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็อ่านอายะฮฺดังนี้ “และเจ้าจงเตือนสำทับพวกเขาถึงวันแห่งความเสียใจเมื่อกิจการนั้นถูกตัดสิน ในขณะที่พวกเขาอยู่ในความหลงลืม และพวกเขาไม่ศรัทธา” (มัรยัม: 39) จากนั้นท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ใช้มือของท่านชี้ไปที่ดุนยา” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หะดีษเลขที่ 3336 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 2638)
อาจมีคนกล่าวถามว่า แล้วตาชั่งจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่ออัลลอฮฺทรงรอบรู้การงานของบ่าวทั้งดีและชั่วอยู่แล้ว?

ท่าน อิบนุ อบิลอิซ อัลหะนะฟียฺได้กล่าวตอบไว้ว่า “หากแม้ว่าไม่มีหิกมะฮฺอื่นใดสำหรับการชั่งการงานนอกจากการแสดงความเที่ยงธรรมของพระองค์อัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ต่อบ่าวของพระองค์ก็เป็นการเพียงพอแล้ว ทั้งนี้ พระองค์ทรงเลือกที่จะแสดงหลักฐานต่าง ๆ ให้ชัดเจนเพื่อที่จะได้ไม่มีข้ออ้างหรือข้อแก้ตัวใด ๆ และไม่มีผู้ใดชอบที่จะให้อภัยมากไปกว่าพระองค์ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงส่งบรรดาเราะสูลเพื่อเป็นผู้กล่าวชักชวนและตักเตือน ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังมีหิกมะฮฺอื่น ๆ อีกมากมายที่เราไม่สามารถล่วงรู้ได้” (คำอธิบาย อัลอะกีดะฮฺ อัฏเฏาะหาวิยะฮฺ หน้า 475)

ท่านกุรฏุบียฺกล่าวว่า บ่อน้ำนั้นอยู่ก่อนตาชั่ง และสะพาน (อัศศิรอฏ) นั้นอยู่หลังตาชั่ง (คำอธิบาย อัลอะกีดะฮฺ อัฏเฏาะหาวิยะฮฺ หน้า 475)

ดังกล่าวนี้คือลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในวันกิยามะฮฺ

ส่วนหนึ่งของผลพวงจากการศรัทธาต่อตาชั่งการงานต่าง ๆ นั้น มีดังนี้
ประการที่หนึ่ง ความขะมักเขม้นในการทำอิบาดะฮฺและรีบเร่งในการทำความดีต่าง ๆ หากผู้ใดที่ความดีของเขามีมากกว่าความชั่ว เขาก็ถือว่าเป็นผู้ที่สำเร็จและได้รับชัยชนะ

อัลลอฮฺตะอาลาตรัสว่า

﴿فَأَمَّا مَن ثَقُلَتۡ مَوَٰزِينُهُۥ ٦ فَهُوَ فِي عِيشَةٖ رَّاضِيَةٖ ٧ وَأَمَّا مَنۡ خَفَّتۡ مَوَٰزِينُهُۥ ٨ فَأُمُّهُۥ هَاوِيَةٞ ٩ وَمَآ أَدۡرَىٰكَ مَا هِيَهۡ ١٠ نَارٌ حَامِيَةُۢ ١١﴾ [القارعة: 6-11]

ความว่า “ดังนั้น ผู้ใดตาชั่งของเขาหนัก เขาก็จะมีชีวิตที่ผาสุข และส่วนผู้ที่ตาชั่งของเขาเบา ที่พำนักของเขาก็คือเหวลึก (ฮาวิยะฮฺ) และอะไรเล่าที่ทำให้เจ้ารู้ได้ว่าเหวลึกนั้นคืออะไร? มันคือไฟอันร้อนแรง” (อัลกอริอะฮฺ : 6-11)

ประการที่สอง มีการงานมากมายที่มีน้ำหนักมาก ณ ตาชั่งของอัลลอฮฺ ดังปรากฎในหะดีษ

« كَلِمَتَانِ حَبِيْبَتَانِ إِلى الرَّحْمَنِ، خَفِيْفَتَانِ عَلَى اللِّسَانِ، ثَقِيْلَتَانِ فِي الْمِيْزَانِ: سُبْحَانَ اللهِ وَبِحَمْدِهِ، سُبْحَانَ اللهِ الْعَظِيْمِ » [رواه البخاري برقم 7563 ومسلم برقم 2694]

ความว่า “คำสองคำที่เป็นที่รัก ณ ผู้ทรงเมตตา น้ำหนักเบาสำหรับลิ้น แต่หนักสำหรับตาชั่ง นั้นคือ สุบหานัลลอฮฺ วะบิหัมดิฮี สุบหานัลลอฮิลอะซีม (มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์อัลลอฮฺ และมวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์อัลลอฮฺผู้ทรงยิ่งใหญ่)" (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ หะดีษเลขที่ 7563 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 2694)

และในบันทึกของมุสลิม รายงานจากอบูมาลิก อัลอัชอะรียฺ เราะฎิยัลลลอฮุอันฮฺ ว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

« الطُّهُوْرُ شَطْرُ الْإِيْمَانِ، وَالْحَمْدُ للهِ تَمْلَأُ الْمِيْزَانِ » [رواه مسلم برقم 223]

ความว่า “ความสะอาดนั้นเป็นครึ่งหนึ่งของการศรัทธา และคำกล่าว อัลหัมดุลิลลาฮฺ (มวลการสรรเสริญเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ) นั้น ทำให้ตาชั่งเต็ม” (บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขที่ 223)

และในบันทึกของอัลบุคอรีย์และมุสลิม รายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลลอฮุอันฮฺ ว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

«مَنْ شَهِدَ الْجَنَازَةَ حَتَّى يُصَلِّيَ فَلَهُ قِيْرَاطٌ، وَمَنْ شَهِدَ حَتَّى تُدْفَنَ كاَنَ لَهُ قِيْرَاطَانِ » قِيْلَ : وَمَا الْقِيْرَاطَانِ؟ قَالَ : « مِثْلُ الْجَبَلَيْنِ الْعَظِيْمَيْنِ » [رواه البخاري برقم 1325 ومسلم برقم 946]

ความว่า “ผู้ใดที่ร่วมส่งคนตายจนกระทั่งละหมาดญะนาซะฮฺ เขาจะได้รับหนึ่งกีรอฏ และผู้ใดร่วมส่งคนตายจนกระทั่งฝัง เขาจะได้รับสองกีรอฏ” มีผู้ถามท่านเราะสูลว่า สองกีรอฏคืออะไร? ท่านตอบว่า “เปรียบเท่ากับภูเขาลูกใหญ่สองลูก” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ หะดีษเลขที่ 1325 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 946)
ประการที่สาม ผู้รู้บางท่านกล่าวว่า ผู้ปฏิบัติการงานเหล่านั้นจะถูกชั่งบนตาชั่งร่วมกับการงานต่าง ๆ ของเขา
ดังปรากฎในบันทึกของอัลบุคอรีย์ รายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า ท่านเราะสูลลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

« إِنَّهُ لَيَأْتِي الرَّجُلُ الْعَظِيْمُ السَّمِيْنُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ، لَا يَزِنُ عِنْدَ اللهِ جَنَاحَ بَعُوْضَةٍ» وَقَالَ : اقْرَؤُوْا إِنْ شِئْتُمْ  ﴿ فَلَا نُقِيمُ لَهُمۡ يَوۡمَ ٱلۡقِيَٰمَةِ وَزۡنٗا ١٠٥ ﴾ [الكهف: ١٠٥]  [رواه البخاري برقم 4729]

ความว่า “ในวันกิยามะฮฺ จะมีชายที่ร่างการอ้วนท้วนสูงใหญ่ ซึ่ง ณ อัลลอฮฺนั้นเขาไม่ได้มีน้ำหนักมากไปกว่าปีกหนึ่งของแมลง” แล้วท่านเราะสูลก็กล่าวว่า หากท่านทั้งหลายประสงค์ก็จงอ่านอายะฮฺดังนี้ “และในวันกิยามะฮฺ เราจะไม่ให้มันมีค่าใด ๆ แก่พวกเขาเลย” (อัลกะฮฟฺ: 105) (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ หะดีษเลขที่ 4729)

และในบันทึกของอิมามอะหฺมัด รายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนฺ มัสอู๊ด เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า

« إِنَّهُ كَانَ يَجْتَنِي سِوَاكًا مِنَ الْأَرَاكِ وَكَانَ دَقِيْقَ السَّاقَيْنِ فَجَعَلَتِ الرِّيْحُ تَكْفَؤُهُ، فَضَحِكَ الْقَوْمُ مِنْهُ، فَقَالَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : « مِمَّ تَضْحَكُوْنَ؟ » قَاَلُوْا : يَا نَبِيَّ اللهِ مِنْ دِقَّةِ سَاقَيْهِ، فَقَالَ : « وَالَّذِيْ نَفْسِيْ بِيَدِهِ، لَهُمَا أَثْقَلُ فِي الْمِيْزَانِ مِنْ أُحُدٍ » [رواه الإمام أحمد برقم 3991]

ความว่า “ครั้งหนึ่งท่านอับดุลลอฮฺ อิบนฺ มัสอู๊ด ปีนต้นไม้เพื่อตัดกิ่งไม้ที่ใช้ทำความสะอาดฟัน โดยท่านนั้นเป็นคนที่มีขาเรียวเล็ก ครั้นเมื่อมีลมพัดมาก็ทำให้ท่านส่ายไปมาตามลม ผู้คนเห็นดังนั้นก็พากันหัวเราะเยาะท่าน ดังนี้ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงถามพวกเขาว่า “พวกท่านหัวเราะอะไรกันรึ?” พวกเขาตอบว่า “โอ้ท่านนบี เราหัวเราะที่เขามีขาที่เรียวเล็ก” ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงกล่าวว่า “ฉันขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า ขาทั้งสองของเขานั้นมีน้ำหนักบนตาชั่งมากกว่าภูเขาอุหุดเสียอีก” (บันทึกโดยอิมามอะหฺมัด หะดีษเลขที่ 3991)

ประการที่สี่ การรักษาความดีต่าง ๆ ให้พ้นจากสิ่งที่จะทำให้มันเป็นโมฆะหรือบกพร่องได้
มีบันทึกของมุสลิมรายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

« أَتَدْرُوْنَ مَنِ الْمُفْلِسُ؟ » قَالُوْا : الْمُفْلِسُ فِيْنَا مَنْ لَا دِرْهَمَ لَهُ وَلَا مَتَاعَ، فَقَالَ : « ِنَّ الْمُفْلِسَ مِنْ أُمَّتِي، يَأْتِيْ يَوْمَ الْقِيَامَةِ بِصَلَاةٍ وَصِيَامٍ وَزَكَاةٍ، وَيَأْتِيْ قَدْ شَتَمَ هَذَا، وَقَذَفَ هَذَا، وَأَكَلَ مَالَ هَذَا، وَسَفَكَ دَمَ هَذَا، وَضَرَبَ هَذَا، فَيُعْطَى هَذَا مِنْ حَسَنَاتِهِ وَهَذَا مِنْ حَسَنَاتِهِ، فَإْنْ فَنِيَتْ حَسَنَاتُهُ، قَبْلَ أَنْ يُقْضَى مَا عَلَيْهِ، أُخِذَ مِنْ خَطَايَاهُمْ فَطُرِحَتْ عَلَيْهِ، ثُمَّ طُرِحَ فِي النَّارِ » [رواه مسلم برقم 2581]
ความว่า “ท่านทั้งหลายรู้หรือไม่ว่าผู้ล้มละลายคือใคร?” พวกเขากล่าวว่า “ผู้ล้มละลายในหมู่พวกเรา คือ ผู้ที่ไม่มีเงินทองและทรัพย์สินใด ๆ เลย” ท่านเราะสูลจึงกล่าวว่า “แท้จริงผู้ล้มละลายจากประชาชาติของฉันคือ ผู้ที่ในวันกิยามะฮฺเขามีการงานต่าง ๆ ทั้งการละหมาด การถือศีลอด การจ่ายซะกาต แต่เขาเคยด่าทอ นินทาว่าร้าย หยิบฉวยทรัพย์สิน เข่นฆ่า หรือทุบตีผู้อื่นด้วย ดังนั้น ความดีต่าง ๆ ของเขาจึงถูกนำไปชดใช้ให้แก่คนเหล่านั้น และเมื่อความดีของเขาไม่เหลือให้ชดใช้แก่ใครได้อีก เขาก็จะต้องรับความชั่วของคนเหล่านั้นมาแทน และเขาก็จะถูกลากลงไปในนรก” (บันทึกโดยมุสลิม หะดีษเลขที่ 2581)

มีบันทึกของอิบนมาญะฮฺ รายงานจากเษาบาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ ว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

« لَأَعْلَمَنَّ أَقْوَامًا مِنْ أُمَّتِيْ يَأْتُوْنَ يَوْمَ الْقِيَامَةِ بِحَسَنَاتِ أَمْثَالِ جِبَالِ تِهَامَةَ بِيضًا، فَيَجْعَلُهَا اللهُ عَزَّ وَجَلَّ هَبَاءً مَنْثُوْرًا » قَالَ ثَوْبَانُ : يَا رَسُولَ الله صِفْهُمْ لَنَا، جَلِّهِم لنا أَنْ لَا نَكُوْنَ مِنْهُمْ، وَنَحْنُ لَا نَعْلَمُ، قَالَ : « أَمَا إِنَّهُمْ إِخْوَانُكُمْ، وَمِنْ جِلْدَتِكُمْ، وَيَأْخُذُوْنَ مِنَ اللَّيْلِ كَمَا تَأخُذُوْنَ، وَلَكِنَّهُمْ أَقْوَامٌ إِذَا خَلَوْا بِمَحَارِمِ اللهِ انْتَهَكُوْهَا » [رواه ابن ماجه برقم 4245، وصصحه الألباني برقم 505]

ความว่า “แท้จริงฉันรู้ว่าจะมีกลุ่มคนมากมายจากประชาชาติของฉัน ซึ่งในวันกิยามะฮฺพวกเขาเหล่านั้นมีความดีมากมายประหนึ่งเทือกเขาติฮามะฮฺ (แนวเขาทางทิศตะวันตกของคาบสมุทรอาหรับ) ที่สูงตระหง่านและขาวโพลน แต่อัลลอฮฺตะอาลาทรงทำให้ความดีเหล่านั้นเป็นเพียงฝุ่นที่ปลิวไปตามสายลม” เษาบานกล่าวว่า โอ้ เราะสูลุลลอฮฺ ท่านช่วยบอกลักษณะของคนเหล่านั้นแก่เราด้วยเถิด เพื่อเราจะได้ไม่เป็นคนหนึ่งจากพวกเขาโดยที่เราไม่รู้ตัว ท่านเราะสูลกล่าวว่า “พวกเขาเหล่านั้นก็เป็นพี่เป็นน้องของพวกท่าน มีสายเลือดเดียวกับพวกท่าน ทำอิบาดะฮฺในยามค่ำคืนเหมือนกับพวกท่าน แต่เมื่อพวกเขาเหล่านั้นอยู่เพียงลำพังในที่ลับตาคน พวกเขาก็ฝ่าฝืนข้อห้ามต่าง ๆ ของอัลลอฮฺ” (บันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ หะดีษเลขที่ 4245 โดยอัลอัลบานียฺ ระบุในอัสสิลสิละฮฺ อัศเศาะฮีหะฮฺ เลขที่ 505 ว่าเป็นหะดีษเศาะฮีหฺ)

ประการที่ห้า ประกาศความยุติธรรมของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา ที่พระองค์ได้ทรงให้มีตราชั่งที่เที่ยงตรงเพื่อแจกแจงน้ำหนักของกิจการงานต่าง ๆ ของบ่าวทั้งความดีและความชั่ว

ดังที่พระองค์ตรัสว่า
﴿ وَنَضَعُ ٱلۡمَوَٰزِينَ ٱلۡقِسۡطَ لِيَوۡمِ ٱلۡقِيَٰمَةِ فَلَا تُظۡلَمُ نَفۡسٞ شَيۡ‍ٔٗاۖ وَإِن كَانَ مِثۡقَالَ حَبَّةٖ مِّنۡ خَرۡدَلٍ أَتَيۡنَا بِهَاۗ وَكَفَىٰ بِنَا حَٰسِبِينَ ٤٧ ﴾ [الأنبياء: ٤٧]

ความว่า “และเราตั้งตาชั่งที่เที่ยงธรรมสำหรับวันกิยามะฮฺ ดังนั้นจะไม่มีชีวิตใดถูกอธรรมเลย และแม้ว่ามันเป็นเพียงน้ำหนักเท่าเมล็ดพืชเล็ก ๆ เราก็จะนำมันมาแสดง และเป็นการพอเพียงแล้วสำหรับเราที่เป็นผู้ชำระสอบสวน” (อัลอันบิยาอ์: 47)

ในอายะฮฺดังกล่าว ประโยคที่ว่า
﴿وَإِن كَانَ مِثۡقَالَ حَبَّةٖ مِّنۡ خَرۡدَلٍ ﴾

ความว่า “และแม้ว่ามันเป็นเพียงน้ำหนักเท่าเมล็ดพืชเล็ก ๆ“

หมายถึง แม้ว่าความดีหรือความชั่วนั้นจะเล็กและต่ำต้อยที่สุดก็ตาม มันก็จะถูกนำมาแสดงโดยไม่มีข้อยกเว้น

ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า

﴿ فَمَن يَعۡمَلۡ مِثۡقَالَ ذَرَّةٍ خَيۡرٗا يَرَهُۥ ٧ وَمَن يَعۡمَلۡ مِثۡقَالَ ذَرَّةٖ شَرّٗا يَرَهُۥ ٨﴾ [الزلزلة: ٧،  ٨]

ความว่า “ดังนั้น ผู้ใดกระทำความดีหนักเพียงละอองธุลี เขาก็จะได้เห็นมัน และผู้ใดกระทำความชั่วหนักเพียงละอองธุลี เขาก็จะได้เห็นมัน” (อัซซัลซะละฮฺ : 7-8)

والحمد لله رب العالمين، وصلى الله وسلم على نبينا محمد،
وعلى آله وصحبه أجمعين.


...............................................

ดร.อะมีน บิน อับดุลลอฮฺ อัช-ชะกอวีย์
แปลโดย : ฟารีด พุกมะหะหมัด
ตรวจทานโดย : อัสรัน นิยมเดชา
ที่มา : หนังสือ อัด-ดุร็อรฺ อัล-มุนตะกอฮฺ มิน อัล-กะลีมาต
อัล-มุลกอฮฺ






วันอาทิตย์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2557

คนตาย และสุสาน (การเยี่ยมอย่างเป็นทางการ)




ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"แท้จริงสุสาน (กุโบรฺ) คือสถานที่พักแห่งแรกหลังความตาย ดังนั้น ถ้าหากเขารอดพ้นจากการทรมานในหลุมฝังศพ สิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้น (ในวันกิยามะฮฺ) ก็ย่อมง่ายดายขึ้น แต่ถ้าหากเขาไม่รอดพ้นจากมัน สิ่งที่จะเจอในภายหลังจากนั้นก็ย่อมหนักกว่า" (หะซัน เศาะเฮียะฮฺสุนัน อัตตัรมีซี, จากอุษมาน บินอัฟฟาน, หะดิษเลขที่ 1878)

มีในหะดีษบทหนึ่งกล่าวว่า

"ท่านอุษมาน บินอัฟฟาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮู ครั้งหนึ่งท่านได้ยืนอยู่บนหลุมกุโบรฺ แล้วท่านก็ร้องไห้อย่างมากมาย จนกระทั่งเคราของท่านเปียกโชกด้วยน้ำตา มีคนถามท่านว่า "แม้ตอนที่กล้าวถึงสวรรค์ท่านยังไม่ร้องไห้ แต่ท่านจะมาร้องไห้เพราะกุโบรฺหลุมนี้กระนั้นหรือ ?"

ท่านจึงได้ตอบโดยยกคำกล่าวของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมข้างต้นมาเป็นเหตุผล

หนึ่งในวิธีการอบรมขัดเกลา (ตัรบียะฮฺ) ของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ต่อบรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่านก็คือ ท่านจะอบรมพวกเขาให้เห็นความสำคัญของการร่วมนมาซให้กับศพ (มัยยิด) ไปเยี่ยมศพ ตลอดจนการไปร่วมฝังที่สุสานด้วย ทั้งนี้นอกจากรางวัลอันยิ่งใหญ่ที่จะได้รับจากอัลลอฮฺ ตะอาลา แล้ว ยังเป็นการสอนให้มนุษย์ฝึกฝนจิตใจตนเองให้สูงขึ้นด้วยการระลึกถึงความตายซึ่งทุกคนล้วนจะต้องประสบ ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สอนไว้ว่า

"ผู้ใดไปเยี่ยมศพและได้นมาซให้กับมัยยิดนั้น เขาจะได้รับผลบุญเท่า 1 กีรอต ส่วนผู้ใดที่มาเยี่ยม (ร่วมนมาซแล้วจึง) ฝังมัยยิด เขาจะได้รับผลบุญเท่า 2 กีรอต เมือ่ถูกถามว่า 2 กีรอตนั้นคืออะไร ? ท่านตอบว่า "เท่ากับภูเขาขนาดใหญ่ 2 ลูก" (1)

และในอีกหะดีษหนึ่งท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"พวกท่านทั้งหลายจงไปเยี่ยมสุสานเถิด เพราะแท้จริงมันทำให้ท่านระลึกความตาย" (2)

(1) ดู มุตตะศ็อรฺ เศาะเฮียะฮฺอัลบุคอรี, บทอัลญะนาอิช, หะดีษเลขที่ 666
(2) ดู มุตตะศ็อรฺ เศาะเฮียะฮฺมุสลิม, บทอัลญะนาอิช, จากอบูฮุร็อยเราะฮฺ หะดีษเลขที่ 495
.................................................

**** การเยี่ยมอย่างเป็นทางการ ****

รายการจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮูอันฮู กล่าวว่า

ครั้งหนึ่งท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ไปเยี่ยมกุโบรฺผู้เป็นมารดาของท่าน (คือ นางอามินะฮฺ) ดังนั้นท่านก็ร้องไห้จนทำให้ (บรรดาศอฮาบะฮฺ) ผู้ที่อยู่รอบ ๆ พลอยร้องไห้ไปด้วย และท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงกล่าวว่า

"ฉันได้ขออนุญาตจากองค์อภิบาล ให้ฉันได้ขออภัยโทษให้แก่นาง แต่พระองค์ไม่ทรงอนุญาตแก่ฉัน และฉันได้ขออนุญาตอีกเพื่อจะได้เยี่ยมเยียนหลุมฝังศพของนาง ดังนั้นพระองค์ก็ได้ทรงอนุญาตให้แก่ฉัน ดังนั้นพวกท่านทั้งหลายจงไปเยี่ยมเยียนสุสานเถิด เพราะมันทำให้ระลึกถึงความตาย" (1)

การรักในดุนยาซึ่งเป็นโลกมายาอันแสนสั้น ย่อมทำให้มนุษย์นั้นตามืดบอด เขาถูกมอมเมาให้แสวงหามัน ทำทุกอย่างเพื่อมันจนลืมสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น

บางครั้งการเกลียดกลัวความตาย อาจทำให้มนุษย์เกิดความรู้สึกอยากจะลืมมันไปเสีย ซึ่งมันตรงข้ามกับคำสั่งเสียของท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า

"พวกท่านจงระลึกสิ่งมาทำลายความหรรษาทั้งหลายให้มากเถิด (นั่นคือ ความตายนั่นเอง)" (2)

ตัวอย่างที่บรรดาคนดีมีคุณธรรมได้ทำไว้ ส่งเสริมให้เรายึดเอาเป็นอุทธาหรณ์และเกิดความตระหนัก นั่นก็คือแบบอย่างแห่งการเยี่ยมสุสาน ทั้งนี้เพราะมันเป็นวิธ๊หนึ่งที่จะทำให้หัวใจของมนุษย์เกิดความอ่อนโยน และได้ตระหนักถึงวาระสุดท้ายของอายุขัย เป็นจุดจบของความอุตสาหะของมนุษย์ทุกคน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนยุคปัจจุบันนี้อาจลืมไปว่า ในที่สุดก็เป็นบั้นปลายที่กลับสภาพไปสู่ความสูญสลายเน้าเปื่อยนั่นเอง

สิ่งที่บรรพชนอิสลามยุคต้นได้ปฏิบัติ ดูช่างน่าแปลกประหลาดและไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เลยแม้แต่น้อยในความรู้สึกของเรา แต่ทั้งนี้เพราะในจิตใจของพวกเขามีความตระหนัก และเข้าใจในเป้าหมายของมัน พร้อมยำเกรงต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากความตายนั่นเอง

การเยี่ยมสุสาน ในทัศนะของชาวบ้านส่วนใหญ่ บางทีก็เป็นเพียงประเพณีที่ปฏิบัติกันเพื่อมารยาททางสังคม เช่น เมื่อญาติพี่น้องหรือคนรู้จักนับถือเสียชีวิตลงก็ไปเยี่ยม ส่วนโอกาสอื่นจากนี้แทบไม่มีเลย เมื่อวันเวลา เดิือน ปีผ่านพ้นไป ความรู้สึกต่าง ๆ นั้นก็ลบเลือนหายไปหมดสิ้น และกลับไปสู่ความเผลอเรอเช่นเดิมอีก

ท่านอิบรอฮีม อัลบะคออีย์ กล่าวว่า

"เมื่อมีญะนาซะฮฺ (ศพ) หนึ่งมา หรือเราได้ยินข่าวการตายของผู้ใด เหตุการณ์นั้นจะถูกพูดคุยตักเตือนกันอยู่ในหมู่พวกเราเป็นเวลาหลายวัน ทั้งนี้เพราะเราตระหนักแก่ใจอยู่ว่าการตายที่เกิดขึ้นกับเรานั้นคือการไปสู่สวรรค์ หรือไม่ก็ไปสู่นรกในขณะที่พวกท่านเมื่อมีญะนาซะฮฺฺเกิดขึ้นกลับมัวพูดคุยกันอยู่แต่เรื่องราวของดุนยา"

ฉะนั้นในทุกญะนาซะฮฺ หรือการตายที่เกิดึ้น ย่อมเป็นบทเรียนสอนใจและเตือนสติแก่ทุกคน ให้พวกเขาเข้าใจว่าสักวันหนึ่งชีวิตของตนเองก็ต้องเป็นไปเช่นเดียวกัน ให้เขามีความรู้สึกว่าวันนั้นตนเองก็จะถูกนำไปยังสุสานและฝังอยู่ในนั้นเหมือนกับญานะซะฮฺของคนอื่น ๆ เพื่อว่าเราจะได้ไม่เป็นดั่งคำกลอนอาหรับที่ว่า

"เรากลัวก็ต่อเมื่อเห็นญะนาซะฮฺเท่านั้น
แต่เมื่อมันผ่านลับไปเราก็เริงร่า
เช่นแกะที่กลัวการปรากฏตัวของหมาป่า
ครั้นเมื่อมันไม่มา ก็แทะเล็มหญ้าอย่างเพลิดเพลิน"

และคำกลอนอีกบทหนึ่งที่สอนไว้ว่า

"มนุษย์ช่างอยู่ในความเผลอเรอ ความตายเท่านั้นคือผู้ปลุก
เพราะเขาจะไม่ยอมตื่นจนกว่าวิญญาณจะออกจากร่าง
ทุกคนต่างมาเยี่ยมเยียนญะนาซะฮฺของญาติมิตรที่จากลา
ล้วนพาให้คิดอาลัยในร่างที่จะถูกกลบดิน
แต่ครั้งเมื่อเสร็จสิ้นต่างก็กลับไปสู่การเผลอเรอต่อไป
เสมือนหนึ่งว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อสักครู่ก่อนหน้านี้"

(1) ดู มุตตะศ็อรฺ เศาะเฮียะฮฺมุสลิม, บทอัลญะนาอิช, จากอบูฮูร็อยเราะฮฺ, หะดีษเลขที่ 666
(2) หะดีษหะซัน เศษะเฮียะฮฺ, เศาะเฮียะฮฺ หะสัน อัตติรมีซีย์ จากอบูฮูร็อยเราะฮฺ หะดีษเลขที่ 1877

...................................................

(จากหนังสือ : เมื่อผู้ศรัทธาร้องไห้)

เขียน : อับดุรเราะฮฺมาน บินอับดิลลาฮฺ อัลละอฺบูน
แปล : นัศรุลลอฮฺ ต็อยยิบ
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส




คนตาย และสุสาน (ข้อคิดจากสุสาน)



**** ข้อคิดจากสุสาน ****

ท่านอิบรอฮิม อิบนุอัลอัชอัษ กล่าวว่า

"ฉันไม่เคบเห็นผู้่ใดถืออัลลอฮฺยิ่งใหญ่ ความรู้สึกของท่านอัลฟุฏัยลฺ คือเมื่อท่านระลึกถึงอัลลอฮฺเพียงลำพังหรือร่วมอยู่กับบุคคลอื่นหรือได้ยินเสียงอ่านอัลกุรอานก็ตาม ท่านจะเกิดความรู้สึกกลัวและเสียใจ จนกระทั่งน้ำตาเอ่อคลอเบ้า และท่านจะร้องไห้อย่างมากมาย จนกระทั่งบรรดาผู้ที่เห็นรู้สึกสงสารจับใจ โดยปกติท่านเป็นบุคคลทีี่มักเศร้าสร้อย เจ้าความคิด ฉันไม่เคยเห็นใครเลยที่ถืออัลลอฮฺเป็นเป้าหมายสำคัญในทุกเรื่อง เช่น ความรู้และการปฏิบัติ การได้และการรับ การเก็บไว้และการใช้ไป การโกรธและการรักและในทุก ๆ เรื่องเหมือนเช่นท่าน (อัลฟุฏัยลฺ) และครั้งหนึ่งขณะที่เราได้เดินทาง เพื่อเยี่ยมญานะซะฮฺ ท่านก็สอนผู้คนอยู่ แล้วท่านก็ร้องไห้ ดุจดังเหมือนจะพรากจากกัน ท่านคือผู้เดินทางสู่อาคิเราะฮฺอยู่ตลอดเวลา

จนกระทั่่งวาระสุดท้าย ขณะที่ท่านนั่งอนู่ในสุสานท่านแสดงความเสียใจและร้องไห้กระทั่งยืนขึ้น และกลับไปบอกเรื่องราวเสมือนหนึ่งว่า ท่านเพิ่งกลับจากโลกอาคิเราะฮฺเลยทีเดียว

ภายในขบวนรถไฟแห่งกาลเวลา ที่ขับเคลื่อนแต่ละวงล้อออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อมุ่งหน้าสู่ "จุดหมายร่วม (สุสาน)" จอดรับบรรดาผู้โดยสาน ไม่เว้นแต่ละสถานี มนุษย์ต่างเดินทางสู่จุดหมายอันนั้น ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเขาอยากจะหนีออกห่างจากมันก็ตาม ดั่งคำกล่าวของท่านอัล รอฟิอีย์ ที่ว่า

"สิ่งใดที่มนุษย์หนีจากมัน เขาย่อมละทิ้งมันไว้เบื้องหลังยกเว้นสุสาน (กุโบรฺ) เพราะไม่มีผู้ใดหนีจากมันพ้น นอกจากต้ัองพบกับมันเบื้องหน้ามันเฝ้ารอคอยทุกคนอยู่เสมอโดยไม่เบื่อหน่าย และท่านก็คนหนึ่งที่มุ่งหน้าไปหามันอยู่เสมอ โดยไม่มีโอกาสกลับหลังเช่นกัน"

รายงานจากอัลบัรฺรอฮฺ กล่าวว่า

"ครั่งหนึ่งเราได้อยู่กับท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในการเยี่ยมญะนาซะฮฺของคนหนึ่ง ดังนั้นท่านก็นั่งอยู่ปากหลุมศพและร้องไห้จนกระทั่งน้ำตานองหน้า หลังจากนั้น (ท่านหันมาทางเราและ) กล่าวว่า "โอ้พี่น้องเอ๋ย...พวกท่านจะต้องเหมือนเช่นชายผู้นี้แหละ ดังนั้น จงเตรียมตัวไว้เถิด" (หะดีษหะซัน เศาะเฮียะฮฺ สุนันอิบนุมาญะฮฺ, บาบอัลหุซนุ วัลยุกาอฺ, หะดีษเลขที่ 3383)

โอ น่าอนาถแท้ ชาวสุสานผู้ที่หมดโอกาสจากการกระทำคุณงามความดีเพิ่มเติมแล้ว

แต่กระนั้นยังมีผู้ที่น่าเวทนายิ่งกว่านั้นอีกก็คือ ผู้ที่รู้อยู่แก่ใจว่าจะต้องตายสักวันหนึ่งไม่เร็วก็ช้า แต่ขณะนี้ตัวเองกลับเถลไถลไม่ยอมสร้างสมเสบียง (อะมั้ล) เอาไว้ใช้ เมื่อตอนที่ถูกปล่อยให้นอนอยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพัง ไร้ญาติขาดมิตรในหลุมสุสานที่มีแต่ความว่างเปล่าเปลี่ยวมืดมิด น่าสะพรึงกลัวและน่าสยดสยอง ในสภาพที่พวกเขาไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้อีกเลย

การเยี่ยมสุสาน ทำให้ใเรามีสติขึ้นมาจากสภาพความหลงใหลดุนยาและได้ตระหนักถึงวาระสุดท้าย (อะญัล) ของชีวิตที่กำลังใกล้เข้ามา และจะได้รีบเร่งสะสมความดีเตรียมพร้อมเอาไว้เพื่อ ณ วันนั้น ตามที่ชาวสลัฟท่านหนึ่งชื่ออุมัรฺ บินอุตบะฮฺ เข้าใจ คือ ในค่ำคืนหนึ่งท่านได้เดินทางออกจากบ้านพร้อมด้วยม้าตัวหนึ่ง เมื่อผ่านสุสานท่านก็หยุดยืนอยู่หน้าปากหลุมและกล่าวว่า

"โอ้ชาวสุสานเอ๋ย สมุดบันทึกนั้นได้ถูกปิดแล้ว และการกระทำทั้งหลายก็ถูกยกไปแล้ว"

พลางท่านก็ร้องไห้ และยืนอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งรุ่งสาง จึงเดินกลับไปนมาซศุบฮฺ
.................................................

**** สัจจะแห่งความยำเกรง ****

ครั้งหนึ่งท่านอัลหะซัน อัลบัศรีย์ ได้ไปเยี่ยมศพของชายผู้หนึ่งท่านนั่งอยู่บนปากหลุมและกล่าวว่า

"แท้จริงชายผู้นี้ ชีวิตตอนต้นของเขาสมควรที่ต้องกลัวตอนบั้นปลาย แท้จริงชายผู้นี้ ตอนบั้นปลายของเขาควรมักน้อยกว่าตอนแรก และวันนี้พกพาร่างอันไร้วิญญาณเอาไว้ ช่วงเวลาของอายุขัยได้หมดไปแล้วอย่างสมบูรณ์ แม้โลกจะให้สิ่งทั้งหมดเพื่อต่อเวลาแล้วสักวินาทีเดียว ก็ย่อมไม่ได้อีกแล้ว และวันพรุ่งนี้ผู้ที่หามอาจเป็นฝ่ายถูกหามอีก ท่ามกลางญาติมิตรที่ไปส่งอย่างอาลัย"

วันนั้นท่านมาลิก บินดีนารฺ ได้เข้าไปในสุสาน ท่านได้ยืนอยู่ที่ปากหลุมดู ขณะที่ศพของชายตนหนึ่งกำลังถูกดินกลบ ท่านจึงกล่าวกับตัวเองว่า

"โอ้มาลิกเอ๋ย พรุ่งนี้เจ้าอาจเป็นเช่นนี้ไม่มีสิ่งใด ๆ ติดมือไปแม้แต่หมอนสักใบในหลุมฝังศพ"

ท่านกล่าวอยู่เช่นนั้น จนกระทั่งเป็นลมตกลงไปในหลุมนั้่นด้วยจนผู้พบเห็นต้องรีบนำขึ้นมา และช่วยกันหามไปส่งที่บ้านทั้งขณะที่หมดสติอยู่

...................................................

(จากหนังสือ : เมื่อผู้ศรัทธาร้องไห้)

เขียน : อับดุรเราะฮฺมาน บินอับดิลลาฮฺ อัลละอฺบูน
แปล : นัศรุลลอฮฺ ต็อยยิบ
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส

คนตาย และสุสาน (บ้านแห่งดุนยาและบ้านแห่งอาคิเราะฮฺ)



**** บ้านแห่งดุนยาและบ้านแห่งอาคิเราะฮฺ ****

ผู้ที่ลุ่มหลงกับชีวิตนี้เขาย่อมพอใจกับมัน เขาจะไม่สำนึกและเตือนสติตนเองบ้างเลยหรือว่า เขากำลังแลกเปลียนความสุขชั่วคราวแห่งบ้านดุนยาที่นับวันกำลังจะย้ายจากมันไปสู่ความหายนะแห่งบ้านในอาคิเราะฮฺทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเขาพึงต้องบุรณะบ้านทั้ง 2 แห่งของเขานั้นให้ดี

เรามาสังเกตดูซิว่า ผู้คนมากมายรอบข้างล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญแข่งขันกันคิดแข่งขันกันวางแผนเพื่อสร้างที่อยู่อาศัยของตน ซึ่งพวกเขาคำนึงถึงประโยชน์ที่จะได้เสวยสุขในสถานที่แห่งนั้น เพื่อการมีชีวิตที่เพียบพร้อมสมบูรณ์กว่า

สิ่งที่พวกเขาต่างมีความวิตกกังวลในตอนเริ่มแรกของการสร้างบ้านในฝันก็คือ เราจะเห็นว่าทุกคนต่างพยายามรวบรวมกำลังความสามารถที่มีอยู่ ทุ่มเทให้กับมัน นับตั้งแต่การเสาะแสวงหาแบบแปลนที่คิดว่าสวยที่สุด ขนาดความสูง การเลือกวัสดุก่อสร้าง และการต่อรองราคาสินค้าที่หามาอย่างละเอียดยิบ

ส่วนเฟอร์นิเจอร์ สิ่งตกแต่งภายในบ้านนั้นเล่า ก็พยายามเลือกเฟ้นกนหลายสไตล์ รูปกรอบหน้าต่าง บานประตู ต้องพิถีพิถันกันแทบทุกชิ้นถึงแม้นวัสดุบางชิ้นนั้นจำเป้นต้องสั่งซื้อมาจากสถานที่ห่างไกล ต่างเมืองหรือต่างประเทศก็ยอม ทั้งนี้เพื่อต้องการแข่งขันให้บ้านของตนเองนั้นออกมาสวยงามและถูกใจที่สุด

จนบางครั้ง หากไปเยี่ยมเพื่อนเก่าสักคน ทั้งที่เข้าไปในบ้านแล้วก็ยังแทบจำไม่ได้เลยว่า บ้านนี้คือบ้านของเพื่อนสนิทของเราที่จากกันมาหลายปี เพราะสิ่งพบเห็นอยู่ภายในบ้านนั้นล้วนมีแต่สิ่งตกแต่ง ทั้งหรูหราราคาแพง สวยงามตกแต่งจนแปลกหูแปลกตาไปจากเดิม

ที่เรากล่าวมามิได้หมายความว่า เรากำลังอธิบายว่าสิ่งข้างต้นนั้นทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่ผิดแต่อย่างใด ทั้งนีั้เพราะแต่ละคนย่อมมีมุมมองที่จะคิดต่างกันไป ภายในกรอบของความสะดวกสบายที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงอนุโลมให้ แต่ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตือนใจแก่เราและท่านทั้งหลายว่า อะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เป็นประโยชน์ที่สุด หรือมีคุณค่าที่แท้จริงสำหรับสารัตถะของชีืวิตเรา เท่านั้นเอง

ซึ่งแน่่นอนชีวิตที่เที่ยงแท้และถาวรกว่า ก็คือชีวิตในบ้านแห่งอาคิเราะฮฺ ดังนั้นตอนนี่เรามาทำให้ชีวิตของเราตอนนี้เป็นไปในสภาพที่เอื้ออำนวย สำหรับการอพยพหรือเดินทางสู่ปรโลกกันเถิด เพื่อเราจะได้ผ่านไปอย่างมั่นคงไม่พะวงและไม่พลาดพลั้งดั่งที่ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งเสียเอาไว้ จงอยู่ในโลกแห่งนี้ในสภาพเตรียมพร้อม เพื่อการเดินทางที่ต้องเพียงผ่านไปสู่สถานที่พำนักอันถาวร

แน่นอน ผู้เดินทางย่อมจะไม่ปักหลักตั้งถิ่นฐานอาศัยถาวรอยู่ ณ ที่แห่งนี้ได้ เพราะสถานที่อยู่เดิมของเราก็คือสถานที่ ๆ บิดาท่านแรกของเราคือท่านนบีอาดัม อะลัยฮิสลาม เคยพำนักอยู่ในสวรรค์ ซึ่งเราคงไม่เหมาะที่จะใช้ชีวิตอยู่ในที่แห่งใด ๆ นอกจากสถานที่นั้น

เช่นกัน ขณะที่ผู้คนทั้งหลายต่างพากันตกแต่งดุนยา บูรณะสร้างอาคารบ้านเรือนของตนเอง ก็จงอย่าให้พวกเขาได้ละเลยต่อสิ่งที่ต้องกระทำเพืื่ออาคิเราะฮฺด้วยเพื่อกุโบรฺจะได้สูงขึ้น ด้วยการปฏิบัติคุณงามความดีทั้งหลาย

เพราะหลังจากนั้น เราจะต้องเตรียมเดินทางสู่อาคิเราะฮฺ และสวนสวรรค์อันบรมสุขและสถาพร ดั่งที่ทุกคนมุ่งหวัง

ท่านอิบรอฮีม อนนะคออีย์ กล่าวว่า

"น่าแปลกเหลือเกิน ผู้คนทั้งหลายต่างพากันสร้างบ้านเรือนที่นับวันพวกเขาเองกำลังจะจากมันไป แต่กลับละทิ้งการสร้างบ้านเรือนที่ตนเอง จะต้องเดินทางไปอาศัยอยู่ (ชั่วนิรันดร์) ในไม่ช้า"

...................................................

(จากหนังสือ : เมื่อผู้ศรัทธาร้องไห้)
เขียน : อับดุรเราะฮฺมาน บินอับดิลลาฮฺ อัลละอฺบูน
แปล : นัศรุลลอฮฺ ต็อยยิบ
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส





คนตาย และสุสาน (ใครคือผู้ที่มีความสุขที่สุด)





*** ใครคือผู้ที่มีความสุขที่สุด ***

ท่านอัลนัฏรฺ บินอิสมาอีล กล่าวว่า

"ฉันได้ไปเยี่ยมญะนาซะฮฺหนึ่ง พบกับท่านอุมัรฺ บินซัรฺ พร้อมด้วยบรรดาผู้คนมากมายนั่งอยู่รอบ ๆ ตัวท่าน และหลังจากที่ศพได้ถูกวางบนปากหลุม ท่านอุมัรฺก็ได้ร้องไห้ และกล่าวออกมาว่า "โอ้ผู้ตายเอ๋ย สำหรับท่านนั้น ได้สิ้นสุดการเดินทรงในดุนยานี้ไปแล้ว ดังนั้น ท่านช่างโชคดีเหลือเกินที่จะได้มีโอกาสเอาความดีที่กระทำเอาไว้เป็นหนึ่งหมอน นอนพักผ่อนในสุสานขอท่านต่อไป"

ใช่ ช่างโชคดีแท้ สำหรับบุคคลที่เตรียมที่นอนพักผ่อนของเขาเอาไว้อย่างดีในหลุมที่ถูกขุดเอาไว้ในดิน และญาติพี่น้องที่รักของเขา ได้หย่อนเขาลงไปนอนในนั้น ดังนั้น ผู้ใดที่ชีวิตของเาหมดไปด้วยการสร้างสมความดีเอาไว้เขาก็จะได้รับมัน และมันจะให้ความสุขแก่เขาเมื่อถึงวันนั้นอย่างแน่นอน

ส่วนมนุษย์บางคนที่ทะนงตนอยู่บนหน้าแผ่นดิน โดยไม่เคยสนใจคุณค่าของความดีที่จะเป็นหมอน เป็นสื่อให้แก่เขา ดังนั้นเมื่อไปอยู่ใต้ดินจะต้องถูกทรมานด้วยความชั่วที่เขามาก่อเอาไว้ เขาจะทำเช่นใด ? ดังนั้น บุคคลที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงชี้นำให้เขาเห็นคุณค่าของความดีในตอนนี้เท่านั้นย่อมีความสุขในบั้นปลาย

ท่านมัยนูน บินมะฮฺรอม กล่าวว่า

"ฉนัออกไปพร้อมกับท่านเคาะลิฟะฮฺอุมัรฺ บินอัลดุลอะซีซ ยังสุสานและหลังจากที่ท่านมองเห็นหลุมฝังศพนั้น ท่านก็ร้องไห้ ต่อมาก็ได้หันมาทางฉันและกล่าว่า

"โอ้ อบูอัยยูบ...ประหนึ่งว่าในอดีตนั้นมนุษย์ทั้งหลายไม่เคยมีโอกาสได้ร่วมสุขสบายกับพวกเขาเลย เจ้าไม่ทราบดอกหรือว่าพวกเขามอมเมาเหมือนโดนลมบ้าหมูเป็ฯตัวอย่างที่ไม่ดีเอาไว้ ปกครองประชาชนด้วยความทุกข์ทรมาน โรคร้ายแห่งความหลงใหลได้แผ่คลุมไปทั่วร่างของพวกเขา "หลังจากนั้นท่านก็ร้องไห้อย่างมากมายจนกระทั้งเป็นลมหมดสติล้มฟุบไ ครั้นเมื่อฟื้นขึ้นมา ท่านก็สั่งแก่ฉันว่า "จงรีบนำเราออกไปจากที่นี่ ขอสาบานซิ ฉันไม่เคยทราบว่ามีผู้ใดอีกแล้วจะที่จะมีความสุขยิ้งไปกว่าผู้ที่สามารถหลุดพ้นไปจากสุสานแห่งนี้ได้ และสามารถปลอดภัยจากการลงโทษของอัลลอฮฺ"

ผู้ครกลุ่มหนึ่งได้นั่งพูดกันถึงเรื่องความสุขต่าง ๆ ที่มนุษย์พึงได้รับ จนกระทั่งมีคำถามว่า

"แล้วใครล่ะ คือผู้ที่ถือว่ามีความสุขที่สุด ?"

ซึ่งแต่ละคนก็ตอบว่า

คนโน้น คนนี้ ไม่เหมือนกัน

ดังนั้นท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ อัลมัซบูฮฺ จึงตอบว่า

"ฉันจบอกแก่พวกท่านว่า ใครค้ือผู้ที่มีความสุขที่สุดกว่าบุคคลที่พวกเท่านกล่าวมาเสียอีก ก็คือเรือนร่างที่อยู่ในดิน แต่ปลอดภัยจากการลงโทษและรอคอยเพียงการรับรางวัล"

...................................................

(จากหนังสือ : เมื่อผู้ศรัทธาร้องไห้)
เขียน : อับดุรเราะฮฺมาน บินอับดิลลาฮฺ อัลละอฺบูน
แปล : นัศรุลลอฮฺ ต็อยยิบ
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส





วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การฟื้นคืนชีพและชีวิตในจักรวาลใหม่



หลัักศรัทธาสำคัญขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งของมุสลิมก็คือเรื่องการฟื้นคืนชีพหลังความตาย ชีวิตหลังการฟื้นคืนชีพเป็นช่วงเวลาของการขัดเกลา เป็นช่วงเวลาของการได้รับรางวัลตอบแทนหรือการลงโทษ ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพของการพัฒนาทางด้านจิตใจที่วิญญาณมนุษย์ไปถึงในตอนสิ้นสุดชีวิตในโลกนี้ นี่เป็นตัวตัดสินสถานะของเขาและระดับของการเ้าไปในจักรวาลใหม่ สำหรับวิญญาณทีี่มีความสงบกับพระผู้ทรงสร้างมันขึ้นมานั้นมีสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งถูกเรียกว่า "สวรรค์" (ญันนะฮฺ) ซึ่งเป็นสถานที่แห่งความสำเร็จและความพึงพอใจ แค่เพียงปรารถนาเท่านั้นก็จะได้เข้าใกล้พระผู้ทรงสร้างมากขึ้น ๆ และตลอดไป

พร้อมกันไปกับสภาพของสวรรค์ก็คือสิ่งตรงข้ามที่เรียกว่า "นรก" (ญะฮันนัม) ซึ่งเป็นสถานที่แห่งการขัดเกลาโดยการเผา เป็นหม้อเดือดสำหรับการทำให้วิญญาณสะอาดผ่องแผ้ว ในนั้น ถึงแม้จะเป็นกระบวนการอันเจ็บปวดแสนสาหัส แต่วิญญาณจะได้รับการขัดเกลาให้สะอาดหมดจดจากมลทินต่าง ๆ ที่ปิดกั้นแสงสว่างของพระผู้ทรงสร้างที่ส่องมายังวิญญาณเหล่านั้นคนบาปจะอยู่ที่นั่นเป็นเวลายาวนานต่างกันตามคำบัญชาของอัลลอฮฺ ส่วนจะได้ย้ายไปอยู่ในสวรรค์เมื่อใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับพระประสงค์ของพระองค์อีกเช่นกัน

ระหว่างสองสภาวะดังกล่าวนี้มีสภาวถตรงกลางอยู่เป็นสภาวะของการเตรียมเข้าสวรรค์ สภาวะนี้ถูกเรียกว่า "อะอฺรอฟ" (ที่สูง) คนที่อยู่ในที่นี้จะได้รับความทุกข์ทรมานของนรก และความสงบของสวรรค์ในเวลาเดียวกัน

ชีวิตในจักรวาลใหม่จะเป็นชีวิตที่มีกิจกรรมและเต็มไปด้วยวัตถุประสงค์ แต่ละคนจะมีแผนการอันสูงส่งอยู่ต่อหน้าเขาเพื่อทำไปตามนั้นในโลกปัจจุบันของเรา เราคิดและแข่งขันกันแต่เรื่องที่จะได้รับความร่ำรวบและชื่อเสียง แต่ในโลกหน้า สิ่งที่วิญญาณถวิลหาคือการได้เข้าใกล้อัลลอฮฺ ท่านนบีมุฮัมมัดกล่าวว่า "สภาวะสูงสุดของความพึงพอใจในสวรรค์ก็คือ การได้เข้าไปในอยู่ในรัศมีของอัลลอฮฺที่เป็นปฐมสาเหตุที่แท้จริงของชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและของทุกสิ่งที่อยู่ในนั้น" ดังนั้น ความพยายาม การดิ้นรนต่อสู้ และแรงกระตุ้นเพื่อสิ่งที่ดีกว่า จึงยังคงมีอยู่ต่อไปในตัวมนุษย์ทั้งในนรกและในสวรรค์

จุดสุดยอดของวันอวสานก็คือวันแห่งการฟื้นคืนชีพ วันแห่งการสอบสวน วันนี้จะเริ่มต้นด้วยเสียแตร (ซู้รฺ) อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นสัญญาณให้คนตายลุกขึ้นจากหลุมศพซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ถูกเรียกว่า "บััรฺซัค" (โลกที่คั่นกลางระหว่างโลกนี้กับโลกหน้า) ในตอนเสียชีวิต เราได้เข้าไปอยู่ในขั้นตอนนี้ ในบัรฺซัคยังไม่มีการให้รางวัลตอบแทนหรือการลงโทษที่แท้จริง แต่เป็นช่วงของการคิดถึงสิ่งที่ทำมาในอดีตและคิดถึงโชคชะตาที่รออยู่ในอนาคต แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้วิญญาณของเรามีความสุขหรือไม่มีความสุขตามที่ตัวเองได้ทำไว้ มีการกล่าวไว้ด้วยว่าหลุมศพจะกว้างขวางและสว่างไสวสำหรับผู้ศรัทธา แต่จะคับแคบและมืดทึบสำหรับผู้ปฏิเสธพระเจ้า ผู้อยู่ในที่กว้างและสว่างไสวก็จะมีความสุข ส่วนผู้อยู่ในที่แคบและมืดทึบก็จะอยู่ในสภาพทรมาน สภาวะความเป็นอยู่เช่นนี้จะสิ้นสุดทันทีเมื่อมีการเรียกให้ฟื้นคืนชีพด้วยเสียงแตร (ซู้รฺ) ครั้งที่สองซึ่งเป็นการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นจากการระเบิดเข้าครั้งใหญ่ของจักรวาล คัมภีร์กุรอานพูดถึงเรื่องนี้ว่า : -

"ในณะที่แค่ตะโกนเพียงครั้งเดียว พวกเขาก็จะออกมาปรากฏในทุ่งโล่ง" (กุรอาน 79 : 13 - 14)

ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ มนุษยชาติทั้งหมดจากทุกหมู่เหล่า ทุกกาลเวลาและจากทุกแห่งในจักรวาลจะรีบพากันออกมายังสถานที่แห่งการพิพากษาครั้งสุดท้าย คัมภีร์กุรอานได้พูดถึงภาพเหตุการณ์นี้ไว้ว่า : -

"วันที่มนุษย์จะเป็นเหมือนแมลงเม่าที่กระจาย" (กุรอาน 101 : 4)

วันนี้คือการรอคอยในศาลของผู้พิพากษาที่ไม่มีใครสามารถติดสินบนได้ ผู้ทรงรอบรู้ทุกสิ่ง ผู้ทรงอำนาจสูงสุด ผู้ทรงสร้างเวลาและสถานที่และผู้ทรงเมตตายิ่ง ในตอนนั้น มนุษยช่ติจะนึกถึงชีวิตในอดีตของตนและการพิพากษาที่ตัวเองได้รับอย่างเจ็บปวด เมื่อคิดถึงความผิดที่ตัวเองทำมาก็จะรู้สึกหวาดผวาและเกิดความละอายใจ คัมภีร์กุรอานได้สะท้อนภาพการสิ้นสุดวันแห่งการพิพากษาให้เราได้เห็นดังนีั้ : -

"หัวใจบางดวงในวันนั้นจะสั่นสะท้านด้วยความกลัว พวกเาจะมองเห็นแต่สิ่งที่หวานหวั่น" (กุรอาน 79 : 8 - 9)

"และพระผู้อภิบาลของเจ้ามาพร้อมกับมลาอิกะฮฺที่เรียงรายกันเป็นแถว และนรกในวันนั้นได้ถูกนำมาให้เห็น" (กุรอาน 89 : 22-23)

"และเมื่อสวรรค์ได้ถูกนำมาใกล้ หลังจากนั้น แต่ละชีวิตจะได้รู้ว่าเขาได้นำอะไรมา" (กุรอาน 81 : 13-14)

"ดังนั้น ใครก็ตามที่ได้ทำความดีไว้แม้เพียงอณูหนึ่งก็จะได้เห็นมา และใครก็ตามที่ได้ทำความชั่วไว้แม้เพียงอณูหนึ่งก็จะได้เห้นมัน" (กุรอาน 99 : 7-8)

และหลังจากนั้น : -

"ใครที่ตาชั่งของเขาหนัก เขาก็จะอยุ่ในสภาพของความสุข และใครที่ตาชั่งของเขาเบา เขาก็จะได้อยู่ในเหวลึก และเจ้ารู้อะไรไหมว่ามันคืออะไร ? ก็ไฟที่ลุกโชตช่วงไง" (กุรอาน 101 : 6-11)

ด้วยสภาพการลงโทษอันน่าสยดสยองในนรกและการตอบแทนในสวรรค์นี้เองที่คัมภีร์กุรอานได้แนะนำมนุษย์ให้เตรียมตัวไว้เพื่อผลดีแก่ตัวเอง สำหรับชีวิตนิรันดร
ที่จะเกิดขึ้นและเข้าสู่ชีวิตใหม่ด้วยวิญญาณที่ได้รับการพัฒนาแล้ว ซึ่งจะทำให้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ง่ายขึ้น ในการเดินทางอันยาวไกลของวิญญาณนั้น ช่วงชีวิตในโลกนี้คือช่วงเวลาการเตรียมตัวเพื่อโลกหน้าสำหรับวิญญาณ

เป็นเรื่องน่าแปลกที่ขณะเราวางแผนเพื่ออนาคตในโลกนี้ เรากลับลืมวางแผนสำหรับอนาคตหลังความตาย ในขณะที่เราพยายามทุกอย่างเพื่อสร้างความสะดวกสบายทางด้านร่างกาย แต่เรากลับลืมวิญญาณซึ่งเป็นตัวตนที่แท้จริงของเรา คนที่เกิดมาทุกคนรู้ว่าความตายคือชะตากรรมสุดท้ายของตน แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ก็ให้ความสำคัญกับชีวิตชั่วคราวแห่งโลกนี้มากกว่าชีวิตถาวรในโลกหน้า ดังนั้น เราเองต่างหากที่ทรยศต่อต่อตัวเราเอง และทำในสิ่งที่ต่อต้านผลประโยชน์อันนิรันดรของเราเอง ลองคิดดูว่าถ้าเราจะเดินทางไกลออกจากบ้าน เราต้องวางแผนการเดินทางล่วงหน้า แต่เมื่อต้องเดินทางไปสู่ความเป็นนิรันดร เ รากลับไม่แยแส เป็นไปได้อย่างไร ?

เหตุผลง่าย ๆ ก็อาจเพราะว่าเราไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเรา แต่นั่นเป็นข้อแก้ตัวที่ยอมรับได้ไหม โดยเฉพาะในปัจจุบันเราใช้เวลา เงินทอง และความพยายามอย่างมากมายในการให้การศึกษาแก่ตัวเราเองในเรื่องโลกวัตถุ แต่เราแทบไม่ได้เผื่อเวลาไว้เลยแม้แต่เพียงเล็กน้อยเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับโลกหน้า ? หลายคนเชื่อถืออย่างจริงจังในตัวศาสตราจารย์ทางวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ แต่กลับสงสัยในบรรดานบีผู้ปรารถนาให้เรามีความเป็นอยู่ที่ดีและใช้เวลาทั้งชีวิตในการค้นคว้า่หาสัจธรรมอันนิรันดรแห่งชีวิตมาสอนให้เรา นี่เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับสามัญสามัญสำนึกไหม ?

พวกเขาเชื่อในกฎของการเก็บรักษาวัตถุและพลังงาน แต่เมื่อมาถึงเรื่องตัวจฃองพวกเาเอง พวกเขากลับปฏิเสธ ถ้าวัตถุมีชีวิต นั่นก็หมายความว่าอะตอมของร่างกายของเราไม่ถูกทำลาย ถ้าพลังงานเป็นสิ่งที่คงอยู้่ตลอดไปแล้วเป็นไปได้อย่างไรที่วิญญาณของเราจะสิ้นสุด

ผู้ที่ต้องการจะรู้ความจริงภายในตัวตนของเขาและผู้ศรัทธาในพระเจ้าเท่านั้นคือผู้โชคดีที่มีคัมภีร์กุรอานอันเป็นวจนะของพระเจ้าที่ยังคงอยู้ในรูปแบบเดิมเหมือนเมื่อตอนที่ถูกประทานลงมาเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 1,400 ปีที่แล้ว เป็นผู้ชี้นำมาสู่หนทางนำไปสู่พระผู้ทรงสร้าง คัมภีร์ใบเบิลเป็นคัมภีร์ทางศาสนาอีกเล่มหนึ่ง แต่มันได้ถูกมนุษย์หลังสมัยนบีอีซาเปลี่ยนแปลงแก้ไขไปจนไม่อาจเชื่อถือได้อีกต่อไปแล้ว

ไม่เพียงแต่คัมภีร์กุรอานเท่านั้น เรายังมีการดำเนินชีวิตของท่านนบีมุฮัมมัดเป็นแบบอย่างให้แก่เราในทุกรายละเอียดอีกด้วย คนที่ปฏิบัติตามรอยเท้าของท่านจะไม่ต้องกลัวว่าตัวเองจะผิด แต่บรรดาผู้ปฏิบัติตามใจของตัวเองนั้นมีโอกาสหลงผิดตลอดเวลา พวกเขาต้องการจะประดิษฐ์ล้อขึ้นมาใหม่ แต่พวกเขาไม่มีเวลาแล้ว คัมถีร์กุรอานกล่าวว่า : -

"จงรู้ไว้เถิดว่าชีวิตแห่งโลกนี้ไมใช่อะไรนอกไปจากการละเล่นและการสนุกสนานและการอวดเครื่องประดับและการโอ้อวดกันในหมู่สูเจ้าและการแ่ข่งันกันในความมั่งคั่งและลูกหลานอุปมาของมันก็เหมือนกับพืชพันธ์ุที่งอกเงยขึ้นมาหลังจากได้รับน้ำฝนสร้างความดีใจให้แก่ชาวนาชาวไร่ หลังจากนั้นมันก็นเหี่ยวเฉา แล้วสูเจ้าจะเห็นมันกลายเป็นสีเหลือง หลังจากนั้นมันก็จะกลายเป็นซากแห้ง แต่ในปรโลกนั้นมีการลงโทษอันแสนสาหัสและมีการอภัยโทษจกาอัลลอฮฺและความโปรดปรานของพระองค์ และชีวิตแห่งโลกนี้มิใช่อะไรนอกไปจากการหลอกลวง

จงแข่งขันกันไปสู่การอภัยโทษจากพระผู้อภิบาลของสูเจ้าและสวนสวรรค์ที่ความกว้างใหญ่ไพศาลของมันเหมือนกับความกว้างใหญ่ไพศาลของชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ซึ่งถูกเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาในอัลลอฮฺและในบรรดารอซูลของพระองค์ นี่คือความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่พระองค์ประทานแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮฺทรงเป็นเจ้าแห่งความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่" (กุรอาน 57 : 20-21)

สำหรับคำถามที่ว่าชีวิตจะเริ่มต้นขึี้นมาอีกอย่างไร คนตายจะกลับฟื้นขึ้นมามีชีวิตได้อย่างไร การฟื้นคืนชีพจะเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น คัมภีร์กุรอานได้กล่าวครั้งแล้วครั้งเล่าว่าทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกับการสร้างครั้งแรก ถ้าระเบียบปัจจุบันเกิดมาจากที่ไม่มีอะไร ทำไมการเริ่มต้นครั้งที่สองจะเกิดขึ้นไม่ได้ ? คัมภีร์กุรอานได้ให้คำตอบต่อคำถามนี้ว่า : -

"การสร้างสูเจ้าและการทำให้สูเจ้าฟื้นขึ้นมาเป็นเรื่องง่ายสำหรับพระองค์เหมือนกับการสร้างชีวิตเดียว แท้จริง อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงได้ยินทุกสิ่งและทรงเห็นทุกสิ่ง" (กุรอาน 31 : 28)

มนุษย์ในวันแห่งการฟื้นคืนชีพจะคิดว่าพวกเขาได้นอนหลับไปเพียงชั่วขณะได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น และพวกเขาจะถกเถียงกันด้วยความสงสัย ตัวอย่างของสิ่งนี้มีอยู่ในชีวิตทางโลกของเราเมื่อเราเหลียวมองกลับไปข้างหลังเราะจะรู้สึกว่ามันเพิ่งผ่านมาเมื่อไม่นานนี้เอง

คัมภีร์กุรอานได้ให้เราเห็นภาพการสนทนาของมนุษย์ในวันแห่งการฟื้นคืนชีพดังนี้ : -

"และเมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้ บรรดาผู้ทำผิดก็จะสาบานว่าพวกเขาได้อยู่เพียงชั่วยามเดียวเท่านั้น ในทำนองนี้แหละที่พวกเขาได้ถูกหลอกลวงในชีวิตโลกนี้ แต่บรรดาผู้ได้รับความรู้และความศรัทธาจะกล่าวว่า 'ตามคัมภีร์ของอัลลอฮฺ พวกท่านได้อยู่จนกระทั่งถึงวันแห่งการฟื้นคืนชีพ ดังนั้น นี่คือวันแห่งการฟื้นคืนชีพ แต่พวกท่านไม่รู้' " (กุรอาน 30 : 55-56)

วันแห่งการฟื้นคืนชีพคือวันแห่งการชุมนุมครั้งใหญ่ของมนุษย์ทั้งหมดในทุกเวลาและจากโลกทั้งหมด มันเป็นวันแห่งการพิพากษาด้วยในคัมภีร์กุรอานแทบจะไม่มีหน้าใดเลยที่ไม่เตือนมนุษย์ในเรื่องการฟื้นคืนชีพและการสอบสวนพวกเขา คัมภีร์กุอานบทที่ 77 เป็นบทที่ตักเตือนให้มนุษย์ได้เห็นภาพของวันแห่งการฟื้นคืนชีพและชีวิตหลังความตายได้ดีที่สุด



.....................................................................................................................................
(จากหนังสือ : วันอวสานและชีวิตหลังความตาย วาระสุดท้ายของจักรวาล จากมุมมองของคัมภีร์กุรอาน)
โดย : เอส. บะชีรุดดีน มะฮฺมูด
บรรจง บินกาซัน : แปล
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส





วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สัญญาณก่อนวันสิ้นโลก (การมาของนบีอีซา)



<<<< การมาของนบีอีซา >>>>

หลังจากนั้น นางก็ได้ตั้งครรภ์เด็กผู้นั้นและนางได้อุ้มครรภ์ไปยังสถานที่ห่างไกล แล้วความเจ็บครรภ์อย่างรุนแรงได้ทำให้นางต้องไปพักอยู่ใต้ต้นอินทผลัม นางได้ร้องออกมาว่า "โอ ถ้าฉันตายไปก่อนหน้านี้และไม่ต้องมีใครจำฉันได้ก็จะดี"

ดังนั้น มลาอิกะฮฺที่อยู่ปลายเท้าของนางจึงได้กล่าวปลอบน่างว่า "จงอย่าเสียใจเลย เพราะพระผู้อภิบาลของเธอได้ทรงจัดตาน้ำไว้ให้ใต้ตัวเธอแล้ว

ส่วนอาหารนั้่นเธอจงเย่าต้นอินทผลัมนี้ แล้วอินทผลัมสุกก็จะหล่นลงมาบนตัวเธอ

ดังนั้น จงกินและจงดื่ม และจงทำให้ดวงตาของเธอสดชื่นและถ้าหากเธอเห็นใคร ก็จงบอกเขาว่า "เนื่องจากฉันได้บนไว้ว่าจะถือศีลอดเพือ่พระผู้ทรงกรุณา ดังนั้น วันนี้ฉันจะไม่พูดกับใครเลย" (กุรอาน 19 : 22-26)

ข้อความจากคัมภีร์กุรอานดังกล่าวข้างต้นแสดงให้เห็นถึงลักษณะการเกิดอันมหัศจรรย์ของนบีอีซา การจัดเตรียมเป็นพิเศษที่เกิดขึ้นก่อนหน้าและหลังจากการเกิดของท่านนั้นแสดงให้เห็นว่าพระผู้เป็นเจ้าได้ให้ความเอาใจใส่ในเหตุการณ์นี้เป็นพิเศษ การเกิดของนบีอีซาโดยไม่มีพ่อที่เป็นมนุษย์นี้สะท้อนถึงวิธีการที่ใช้ในการให้กำเนิดอาดัมผู้ถูกสร้างมาโดยไม่มีพ่อและแม่ เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ที่พระผู้เป็นเจ้าต้องการจะให้รู้ว่าเป็นที่ีมาของการเกิด ประสบการณ์ของมนุษย์ยากที่จะเข้าใจความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติในการสร้างนบีอีซาและนำท่านมายังโลกนี้

คัมภีร์กุรอานได้กล่าวต่อไปว่า : -

หลังจากนั้น นางก็ได้นำลูกของนางมายังผู้คร พวกเขากล่าวว่า "โอ มัรฺยัม นี่เป็นบาปชั่วช้าที่เธอได้ทำไป

น้องสาวองฮารูนเอ๋ย พ่อของเธอก็มิได้เป็นคนชั่วและแม่ของเธอก็มิใช่หญิงส่ำส่อน"

นางจึงได้ชี้ไปยังทารก ผู้คนจึงกล่าวว่า "เราจะพูดกับเด็กที่อยู่ในเปลได้อย่างไร ?"

แล้วเด็กคนนั้นก็ได้พูดออกมาว่า "ฉันเป็นบ่าวของอัลลอฮฺ พระองค์ได้ทรงประทานคัมภีร์แก่ฉันและได้ทรงแต่งตั้งฉันให้เป็นนบี

และพระองค์ได้ทรงทำให้ฉันเป็นที่ได้รับความจำเริญไม่ว่าฉันจะอยู่ที่ใด พระองค์ได้ทรงสั่งฉันให้นมาซและจ่ายซากาตตราบใดที่ฉันยังมีชีวิต

และได้ทรงให้ฉันปฏิบัติรับใช้แม่ของฉัน และมิได้ทรงทำให้ฉันเป็นผู้ก้าวร้าวและจิตใจแ็งกระด้าง

สันติได้มีแก่ฉันในวันที่ฉันเกิดและสันติจะมีแก่ฉันในวันที่ฉันตายและวันที่ฉันถูกทำให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง"
(กุรอาน 19 : 27-33)

ที่กล่าวมานั้นคือถ้อยคำที่นบีอีซาพูดในขณะที่อยู่ในเปล ท่านได้ปกป้องเกียรติของแม่ของท่านและยังได้ประกาศภารกิจของท่านต่อหน้าผู้คนด้วย สิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งที่จะต้องจำก็คืออัลลอฮฺได้ทรงประทานความจำเริญแก่นบีอีซาในทั้งสามขั้นตอนของชีวิตที่แตกต่างกันของมนุษย์

ฮะดีษเกี่ยวกับมะซีฮฺฺฺอีซา บุตรของมัรฺฺยัม

....นางมัรฺยัมและลูกของนางไม่เคยถูกชัยฏอนสัมผัส....

อบูฮุร็อยเราะฮฺได้กล่าวว่า : ฉันได้ยินท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า "ไม่มีใครที่เกิดมาในหมู่ลูกหลานของอาดัมจะไม่ถูกชัยฏอนสัมผัส ดังนั้นเด็กจะร้องเสียงดังในตอนเกิดเพราะชัยฏอนได้สัมผัสเขา ยกเว้นนางมัรฺยัมและลูกของนาง" ฮะดีษนี้มีอยู่ในหนังสือรวมฮะดีษของบุคอรี

อะลีได้เล่าว่าเขาได้ยินท่านรอซูลุลอฮฺกล่าวว่า "นางมัรฺยัมลูกสาวของอิมรอนเป็นหญิงที่ดีที่สุดในบรรดาผู้หญิง (ของโลกในสมัยของเธอ) และนางเคาะตีญะฮฺ (ภรรยาของท่านนบีมุฮัมมัด) ก็เป็นหญฺงที่ดีที่สุดในบรรดาผู้หญิง (ของชาตินี้ิ)

ความเป็นเลิศของนางอาอิชะฮฺ (ภรรยาของท่านนบีมุฮัมมัด)

อบูมูซา อัลอัชอารีได้เล่าว่าท่านนบีได้กล่าวว่า : "ความเป็นเลิศของนางอาอิชะฮฺเหนือผู้หญิงอื่นนั้นเหมือนกับความเป็นเลิศของษะรีด (นั่นคืออาหารที่ประกอบด้วยแป้งและเนื้อ) เหนืออาหารอื่น ผู้ชายหลายคนได้ไปถึงระดับของความสมบูรณ์ แต่ไม่มีผู้หญิงคนใดไปถึงระดับนั้นยกเว้นนางมัรฺยัมลูกสาวของอิมรอมและนางอาซียะฮฺฺภรรยาของฟาโรห์" ฮะดีษดังกล่าวนี้มีอยู่ในหนังสือรวมฮะดีษของบุคอรี

นบีมุฮัมมัดใกล้ชิดกับนบีอีซาที่สุด

ครั้งหนึ่ง ท่านนบีมุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ได้กล่าวว่า : "ฉันใกล้ชิดกับลูกของนางมัรฺยัมมากที่สุดกว่าทุกคน และนบีทุกคนเป็นพี่น้องทางพ่อ...แต่แม่ต่างกัน แต่ศาสนาของบรรดานบีนั้นเหมือนกัน" ฮะดีษนี้รายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ

ผลประโยชน์สองชั้น

ท่านรอซุลุลลอฮฺได้กล่าวว่า : "ถ้าหากใครสอนมารยาททีี่ดีแก่ทาสหญิงของตนและให้การศึกษาแก่นางอย่างถูกต้อง หลังจากนั้นก็ปล่อยให้นางเป็นอิสระและแต่งงานกับนาง เขาจะได้รับรางวัลสองชั้น (จากพระผู้เป็นเจ้า) และหากใครศรัทธาในนบีอีซาแล้วศรัทธาในฉัน เขาจะได้รับรางวัลสองชั้น (จากพระผู้เป็นเจ้า) และถ้าหากบ่าวเกรงกลัวอัลลอฮฺพระเจ้าของเขาและเชื่อฟังนายของเขา เขาก็จะได้รับรางวัลสองชั้น (จากพระผู้เป็นเจ้า)" ฮะดีษนี้เล่าโดย อัลอัชอารี



............................................................
(จากหนังสือ : สัญญาณก่อนวันสิ้นโลก)

เชค มะฮฺมูด เอช. รอชีด : เขียน
บรรจง บินกาซัน : แปล
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส






วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สัญญาณก่อนวันสิ้นโลก (นบีอีซาเผชิญหน้าดัจญาล)



<<<< นบีอีซาเผชิญหน้าดัจญาล >>>>

ในขณะที่ดัจญาลตั้งค่ายพักอยู่ที่นอกเมืองมะดีนะฮฺและคอยจับคนที่หนีออกจากเมืองเพราะแผ่นดินไหวอยู่นั้น มะฮฺดีได้เคลื่อนกำลังไปยังดามัสกัสซึ่งท่านเตรียมไว้เพื่อเป็นที่มั่นป้องกัน ดัจญาลจะยกกำลังของมันไปโจมตีมะฮฺดีที่นั่น

ในตอนนี้เองที่นบีอีซาจะกลับมายังโลกมนุษย์อีกครั้งหนึ่งอย่างปาฏิหาริย์พร้อมกับมลาอิกะฮฺสององค์ มีฮะดีษของท่านนบีมุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่านฉ กล่าวว่า : "ขอสาบานด้วยพระองค์ผู้ที่วิญญาณของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ อีซาบุตรของมัรฺยัมะลงมาในหมู่พวกท่านและจะตัดสินมนุษย์โดยกฎหมายของกุรอานในฐานผู้ปกครองที่ยุติธรรม" (รายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ) ฮะดีษยังได้กล่าวต่อไปว่านบีอีซาจะปฏิบัติหน้าที่บางอย่างซึ่งถูกกล่าวไว้เป็นสัญลักษณ์ แต่เป็นเรื่องง่ายที่จะทำให้ผู้่คนเข้าใจศาสนา ฮะดีษนี้ย้ำว่านบีอีซาจะปฏิบัติตามแนวทางการดำเนิินชีวิตที่สอดคล้องกับโลกวัตถุและการพัฒนาทางด้านจิตวิญญาณ

ในตอนที่นบีอีซากลับมายังโลกนี้ การปกครองของดัจญาลได้ทวีความน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงขีดสุดแล้ว ดัจญาลจะนำห้องทรมานเคลื่อนที่ไปกับมันทุกแห่งเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้ที่ต่อต้านมัน ทั้งโลกจะอยู่ในสภาพที่สิ้นหวังและปั่นป่วนสับสน นบีอีซาจะมาเป็นผู้นำกองกำลังต่อต้านดัจญาล การต่อสู่้จะเป็นไปอย่างรุนแรงเกินกว่าที่เราจะนึกคิด แน่นอนกองทหารส่วนใหญ่ของนบีอีซาจะถูกฆ่้า การต่อสู้ไม่เียงแต่จะใช้อาวุธที่มีอยู่ในยุคนั้นเท่านั้น แต่ยังใช้พลังเหนือธรรมชาติที่แต่ละฝ่ายนึกไม่ถึงด้วย

ดังนั้น ทั่วโลกจะถูกครอบคลุมไปด้วยความน่าหวาดกลัว ความตายและการทำลายล้าง อย่างไรก็ตาม ในที่สุด กองกำลังของนบีอีซาถึงแม้ว่าจะได้รับความเสียหายอย่างหนัก แต่ก็จะได้เปรียบ อำนาจทางด้านจิตวิญญาณของนบีอีซาจะได้รับชัยชนะ ดัจญาลจะถูกบีบให้ต้องล่าถอยจนกระทั่งในที่สุดการทำสงครามครั้งสุดท้ายจะมีขึ้นที่กรุงเยรูซาเล็ม ในการทำสงครามครั้งสุดท้ายนี้ ดัจญาลจะถูกฆ่าและกองกำลังของมันจะได้รับความพ่ายแพ้ หลังจากสงครามสิ้นสุดแล้วก็จะมีการพิจารณาไต่สวนการทำสงครามโดยนบีอีซาจะทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาด้วยความยุติธรรมและความเมตตา

มะฮฺดีจะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้นำโลกชั่วคราว การปกครองของมะฮฺดีมีเวลานานประมาณ 7 - 9 ปี หลังจากนั้น ท่านก็จะเสียชีวิตเหมือนกับคนทั่วไปและนบีอีซาจะมาเป็นผู้นำในการวิงวอนของพรให้แก่ศพของท่าน

นบีอีซาถึงแม้จะเป็นมนุษย์คนหนึ่ง แต่ก็ได้รับอำนาจปาฏิหาริย์จากพระเจ้ามาตั้งแต่เกิดดังที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์กุรอาน เช่น ท่านสามารถพูดได้ตั้งแต่อยู่ในเปล สามารถรักษาคนป่วยและคนตาบอด สามารถทำให้นำที่ปั้นจากดินมีชีวิต สามารถทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง สามารถมองเห็นสถานที่ที่คนซ่อนสิ่งใดไว้และสามารถเห็นอะไรซุกซ่อนในร่างกายของผู้คน ด้วยการใช้พลังอำนาจเหนือธรรมชาติเหล่านี้เองที่นบีอีซาสามารถทำให้ดัจญาลต้องประสบความพ่ายแพ้ อำนาจเหล่านี้มิใช่เป็นของนบีอีซา แต่เป็นอำนาจของพระผู้เป็นเจ้าที่พระองค์ทรงประทานแก่ท่าน

ช่วงเวลาชีวิตของดัจญาลได้ถูกอธิบายไว้ด้วยคำพูดที่เป็นปริศนาว่าเป็นเวลา 40 วัน ความเข้มแข็งของดัจญาลจะตกต่ำตามวันเวลาที่หมดไป "วันแรกมีระยะเวลาหนึ่งปี ระยะที่สองจะเป็นเวลาหนึ่งเดือน ระยะที่สามจะเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์และหลังจากนั้นแต่ละวันก็จะเป็นเวลาตามปกติ"

สาวกของท่านนบีมุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ได้ถามว่า การนมาซที่มุสลิมปฏิบัติในหนึ่งวันจะพอเพียงสำหรับวันอันเป็นปริศนาที่มีช่วงเวลาเป็นปีหรือไม่ ท่านนบีได้ตอบว่าการปกิบัตินมาซโดยปกติในหนึ่งปีจะต้องปฏิบัติในวันนั้นโดยการประมาณถ้าหากจำเป็น

หลังจากที่ดัจญาลพ่ายแพ้แล้ว นบีอีซาจะใช้เวลาไปกับการเยียวยารักษาความแตกแยกที่เกิดขึ้นระหว่างประชาคมมนุษย์ ท่านจะขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ที่กีดขวางมนุษย์มิให้เคารพภักดีอัลลอฮฺและจะสร้างกฎหมายของพระองค์ขึ้นมาในลักษณะที่ผู้คนทั้งหมดจะเข้าใจและยอมรับกฎหมายของพระองค์ ดังนั้น ประชาคมมนุษย์จะอยู่ภายใจ้การปกครองและความศรัทธาอย่างเดียวกัน

มีสัญญาณหลายอย่างที่จะทำให้คนรู้ว่าใครคือนบีอีซาเมื่อตอนที่ท่านมายังโลกนี้ เช่น ใบหน้าของท่านจะเปล่งประกายรัศมีแห่งความสันติและความสงบสุขซึ่งจะเป็นที่ประทับใจแก่ผู้ที่มาใกล้ชิดติดต่อกับท่าน ลมหายใจของท่านถูกกล่าวไว้เป็นปริศนาว่าจะเป็นเหมือนยาถอนพิษสำหรับโรคดัจญาล มันจะทำให้อำนาจของดัจญาลค่อย ๆ หมดไปและจะทำให้ทหารของมันต้องถอยหนีไป ในขณะเดียวกันมันก็จะให้ความเข้มแข็งแก่พลังแห่งความดีและดลบันดาลความรักและความสันติให้แก่พวกเขา




...........................................
(จากหนังสือ : สัญญาณก่อนวันสิ้นโลก)
เชค มะฮฺมูด เอช. รอชีด : เขียน
บรรจง บินกาซัน : แปล
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส







สัญญาณก่อนวันสิ้นโลก (การต่อสู้ทางด้านจิตใจกับดัจญาล)



<<<< การต่อสู้ทางด้านจิตใจกับดัจญาล >>>>

มีรายงานคำพูดจากท่านนบีมุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ว่าใครก็ตามที่อ่านกุรอานซูเราะฮฺ อัลกะฮฺฟี่ในวันศุกร์ หัวใจของเาจะได้รับแสงสว่างจนกระทั่งอีกวันศุกร์หนึ่งและมันจะคุ้มครองเขาจากความทุกข์ยากเดือดร้อนของดัจญาล โดยเฉพาะการอ่านใน 10 ประโยค (อายะฮฺ) สุดท้ายของซูเราะฮฺฺ

ความหมายภาษาไทย : -

บรรดาผู้ที่ดวงตาของพวกเามืดบอดต่อการตักเตือนของเราและไม่ยอมฟังมัน

อะไรกัน บรรดาผู้ปฏิเสธคิดหรือว่าพวกเขาจะเอาบ่าวของฉันเป็นผู้ช่วยเหลือนอกไปจากฉัน? แท้จริง เราได้เตรียมนรกไว้สำหรับต้อนรับบรรดาผู้ปฏิเสธแล้ว

จงบอกพวกเขาเถิดว่า "จะให้เราบอกพวกท่านไหมว่าใครคือผู้ขาดทุนยิ่งเกี่ยวกับการงานของพวกเขา ?"

พวกเขาคือบรรดาผู้ที่ีความพยายามของเขาทั้งหมดในชีวิตแห่งโลกนี้หลงออกไปจากแนวทางที่ถูกต้อง แต่พวกเขาหลงผิดคิดว่าทุกสิ่งที่พวกเขาทำไปนั้นถูกต้อง

คนเหล่านีี้คือบรรดาผู้ปฏิเสธสัญญาณทั้งหลายของพระผู้อภิบาลของพวกเขาและไม่เชื่อว่าพวกเขาจะกลับไปหาพระองค์ ดังนั้น การงานของพวกเขาทั้งหมดจึงสูญเปล่า เพราะเราจะไม่ให้น้ำหนักใด ๆ แก่พวกเขาในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ

การตอบแทนของพวกเขาก็คือนรกสำหรับการที่พวกเขาปฏิเสธและสำหรับการที่พวกเขาถือเอาสัญญาณและรอซูลทั้งหลายของฉันเป็นที่ล้อเล่น

ส่วนบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบการดีนั้น การต้อนรับสำหรับพวกเขาคือสวนสวรรค์ฟิรเดาซ์

พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นและพวกเขาไม่ปรารถนาที่จะออกจากที่นั่นไปไหน"

จงบอกพวกเขาเถิดว่า "ถ้าหากจะให้น้ำทะเลกลายเป็นน้ำหมึกเพื่อบันทึกวจนะของพระผู้อภิบาลของฉันแล้ว แน่นอน มันจะเหือดแห้งก่อนที่วจนะของพระผู้อภิบาลของฉันจะหมดสิ้นถึงแม้เราจะนำหมึกเยี่ยงนั้นมาเพิ่มอีกก็ตาม"

จงบอกพวกเขาเถิดว่า "ฉันเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งเหมือนพวกท่าน ได้มีวะฮีย์มายังฉันว่าพระเจ้าของพวกท่านคือ อัลลอฮฺองค์เดียว ดังนั้น ผู้ใดที่หวังจะพบพระผู้อภิบาลของเขาก็จงประกอบการงานที่ดีและจงอย่างตั้งผู้ใดเป็นภาคีในการเคารพภักดีร่วมกับพระองค์" (กุรอาน 18 : 101 - 110)

อายะฮฺกุรซีย์

อายะฮฺกุรซีย์เป็นอีกอายะฮฺหนึ่งที่ท่านนบีมุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ได้สอนมุสลิมให้อ่านเพื่อขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺ

ความหมาย : -

ด้วยพระนามองอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

"อัลลอฮฺผู้ทรงมีชีวิตอยู่เสมอ ผู้ทรงดำรงจักรวาลทั้งมวล ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ พระองค์ฺไม่ทรงง่วงและไม่ทรงหลับ ทุกสรรพสิ่งที่อยู่้ในชั้นฟ้าทั้งหลายและในแผ่นดินล้วนเป็นของพระองค์ ใครเล่าที่จะสามารถเข้าไปขอไถ่โทษกับพระองค์ได้ เว้นแต่ว่าพระองค์จะทรงอนุมัติ ? พระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขาและสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังของพวกเขา และพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงความรู้ของพระองค์ เว้นแต่สิ่งที่พระองคึ์เองประสงค์จะแสดงให้เห็น อาณาจักรของพระองค์แผ่กว้างทั่วชั้นฟ้าทั้งหลายแผ่นดิน และการป้องกันสิ่งที่สองนี้ไม่ได้ทำให้พระองค์ต้องทรงเหนื่อยหน่าย พระองค์เท่านั้นที่เป็นผู้ทรงสูงสุด ผู้ทรงยิ่งใหญ่" (กุรอาน 2 : 255)

อายะฮฺกุรซีย์เป็นอายะฮฺที่มีความสำคัญอายะฮฺหนึ่งซึ่งท่านนบีมุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) แนะนำให้มุสลิมอ่านและสอนให้ลูกหัดท่องจำ ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ใช้คุ้มครองตัวเองให้พ้นจากชัยฏอน

นอกจากนี้แล้วก็ยังมีซูเราะฮฺสั้น ๆ ในคัมภีร์กุรอานอีก 4 ซูเราะฮฺ ที่ท่านรอซูลุลลอฮฺสอนให้มุสลิมอ่านเพื่อขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากชัยฏอน ซูเราะฮฺดังกล่าว คือ อัลกาฟิรูน, อัลอิคลาศ, อัลฟะลัก และอันนาส

ซูเราะฮฺ อัลกาฟิรูน

ความหมาย : -
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

จงกล่าวเถิด "โอ้ บรรดาผู้ปฏิเสธ ฉันไม่เคารพสักการะสิ่งที่พวกท่านเคารพสักการะและพวกท่านก็ไม่ต้องเคารพสักการะสิ่งที่ฉันเคาระสักการะ และฉันก็จะไม่เคารพสักการะสิ่งที่พวกท่านเคารพสักกาะ และพวกท่านก็ไม่ต้องมาเคารพสักการะสิ่งที่ฉันเคารพสักการะ สำหรับพวกท่านก็ศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันก็ศาสนาของฉัน" (กุรอาน 109 : 1 - 6)

ซูเราะฮฺ อัลอิคลาศ

ความหมาย : -

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

จงกล่าวเถิด "พระองค์คืออัลลอฮฺผู้ทรงเอกะ อัลลอฮฺคือที่พึ่งของสิ่งทั้งมวล พระองค์ฺไม่ทรงให้กำเนิดและไม่ทรงถูกกำเนิดและไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ (กุรอาน 112 : 1 - 4)

ซูเราะฮฺ อัลฟะลัก

ความหมาย : -

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงกรุณา ผู้ทรงเมตตาเสมอ

จงกล่าวเถิด "ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺ พระเจ้าแห่งรุ่งอรุณให้พ้นจากความชั่วร้ายที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น และจากความชั่วร้ายแห่งกลางคืนเมื่อมันมืดทึบและจากความชั่วร้ายของการเสกเป่าในปมเงื่อนและจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉาเมื่อเาอิจฉา" (กุรอาน 113 : 1 - 5)

อัลลอฮฺได้สอนให้อ่านซูเราะฮฺนี้เมื่อเราารู้สึกว่าตัวเองถูกคุกคามจากอำนาจเร้นลับที่มองไม่เห็นซึ่งเกิดขึ้นในตอนกลางคืนและเป็นซูเราะฮฺที่ท่านนบีอ่านเพื่อเป็นการบำบัดปัดเป่าการถูกเวทมนตร์ไสยศาสตร์

ซูเราะฮฺ อันนาส

ความหมาย : -

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

จงกล่าวเถิด "ฉันขอความคุ้มครองต่อพระผู้อภิบาลแห่งมนุษย์ชาติ ราชาแห่งมนุษยชาติ พระเจ้าแห่งมนุษยชาติ ให้พ้นจากความชั่วร้ายของผู้กระซิบกระซาลที่กระซิบกระซาบในหัวอกของมนุษย์จากญินและมนุษย์" (กุรอาน 114 : 1 - 6)



.............................................................
(จากหนังสือ : สัญญาณก่อนวันสิ้นโลก)
เชค มะฮฺมูด เอช. รอชีด : เขียน
บรรจง บินกาซัน : แปล
อดทน เพื่อสู่ชัยชนะ โพส







สัญญาณก่อนวันสิ้นโลก (สงครามกับดัจญาล)



<<<<  สงครามกับดัจญาล>>>>

บางครั้ง การต่อสู้เพื่อสร้างโลกที่ดีกว่านั้นต้องการสิ่งที่มากไปกว่าการพิชิตตัวเองในทางด้านจิตวิญญาณและต้องอาศัยการจับอาวุธเพื่อปกป้องตนเอง ต้องการให้คนที่เรารักหรือประชาคมของเราจับอาวุธขึ้นต่อต้านผู้กดขี่ พระผู้เป็นเจ้าได้กำหนดให้เป็นหน้าที่สำหรับผู้ศรัทธาที่จะต้องลุกขึ้นต่อต้านผู้กดขี่เท่าที่จะสามารถทำได้ ผู้กดขี่ก็คือผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายของพระเจ้าและประหัตประหารคนอ่อนแอในสังคม แน่นอน ดัจญาลจัดอยู่ในประเภทนี้

อัลลอฮฺทรงรู้ว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ชอบการต่อสู้ เพราะมนุษย์กลัวการฆ่าหรือการทำร้ายผู้อื่นขณะเดียวกันก็กลัวว่าตัวเองจะถูกฆ่าหรือต้องพิกลพิการกลายเป็นภาระของครอบครัว เพราะเหตุแห่งการเสียสละอันยิิ่งใหญ่นี้แหละที่พระผู้เป็นเจ้าได้เตรียมรางวัลพิเศษไว้สำหรับผู้ที่ต่อสู้และตายในการรับใช้พระองค์ บรรดาผู้ที่พลีชีพในการต่อสู้กับดัจญาลจะได้รับรางวัลนี้ทุกคน

มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทรมานทางด้านร่างกายที่จะเกิดขึ้นและเป็นตัวทำลายชีวิตในอนาคตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความตึงเครียดทางด้านจิตใจที่ไม่อาจเยียวยารักษาได้ในชั่วชีวิตด้วย แต่ด้วยสิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้คนที่ยืนหยัดเพื่อความยุติธรรมและสันติภาพในโลกนี้ได้รับการยกย่องคัมภีร์กุรอานได้กล่าวว่า : -

แท้จริง อัลลอฮฺได้ทรงซื้อชีวิตและทรัพย์สินทั้งหลายของบรรดาผู้ศรัทธาด้วยสวรรค์สำหรับพวกเขา พวกเขาต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ และพวกเขาฆ่าและถูกฆ่า สัญญานี้เป็นสัจจะที่แท้จริงของพระองค์ในเตารอตและอินญีลและกุรอาน และใครเล่าที่จะปฏิบัติตามสัญญาของเขาให้ครบได้ยิ่งไปกว่าอัลลอฮฺ ? ดังนั้น จงรื่นเริงในการแลกเปลี่ยนที่สูเจ้าได้ทำไว้กับพระองค์ และนั่นคือความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ (กุรอาน 9 : 111)

คัมภีร์กุรอานยังได้กล่าวต่อไปอีกว่า : -

บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จะให้ฉันชี้แนะสูเจ้าถึงการค้าที่จะช่วยสูเจ้าให้พ้นจากการลงโทษอันเจ็บปวดไหม ? นั่นคือ สูเจ้าจะต้องศรัทธาในอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์และดิ้นรนต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺด้วยทรัพย์สินและชีวิตของสูเจ้า นั่นเป็นการดีกว่าสำหรับสูเจ้าถ้าหากสูเจ้ารู้

พระองค์จะทรงอภัยบาปของสูเจ้าและจะนำสูเจ้าไปสู่สวรรค์ซึ่งใต้นั้นมีแม่น้ำไหลผ่านและที่พำนักอันบรมสุขในสวนสวรรค์อันสถาพร นั่นคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่

และความจำเริญอื่น ๆ ทืี่สูเจ้ารัก การช่วยเหลือจากอัลลอฮฺและการพิชิตอันใกล้นี้ จงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาเถิด บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงเป็นผู้ช่วยเหลืออัลลอฮฺเถิด แม้แต่อีซาบุตรของมัรฺยัมก็ยังกล่าวแก่บรรดาสานุศิษย์ว่า "ใครจะเป็นผู้ช่วยเหลือฉันยังอัลลอฮฺบ้าง ?" พวกเขากล่าวว่า "เราเป็นผู้ช่วยเหลือของอัลลอฮฺ" ดังนั้น ลูกหลานของอิสรออีลกลุ่มหนึ่งจึงเป็นผู้ศรัทธาเข้มแข็งกว่าศัตรูของพวกเขาและพวกเขาได้กลายเป็นผู้ชนตะ
(กุรอาน 61 : 10 - 14)

ความเข้มแข็งของความศรัทธาเป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะเอาชนะอุปสรรคทางโลก ภาระหน้าที่สำคัญสำหรับบรรดาผู้ศรัทธาก็คือการต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ

ในโลกนี้ ผู้คนจะพิจารณาความสำเร็จจากความมั่งคั่งทางวัตถุที่พวกเาหามาได้ แต่ความมั่งคั่งเหล่านี้จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมันหามาได้ด้วยวิธีการที่ถูกต้องและถูกใช้ไปตามแนวทางของพระเจ้า แต่ถึงกระนั้นก็ตามคุณค่าของมันก็จำกัดอยู่แค่โลกนี้และในชีวิตสั้น ๆ เท่านั้น ส่วนรูปแบบของความมั่งคั่งที่ดีกว่านั้นอยู่ที่ความศรัทธาในพระเจ้าและในถ้อยคำของศาสนาทูตของพระองค์ซึ่งจะนำผู้ศรัทธาไปสู่การในหนทางของพระองค์

ในขณะที่เรามีคุณค่าแห่งโลกนี้ของเราเอง ความรู้อย่างแท้จริงที่ว่าอะไรผิดหรือถูกนั้น พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ดี บางครั้ง ในขณะที่ดัจญาลมานั้น เราอาจจะต้องประกาศต่อหน้าผู้คนว่าเราจะจงรักภักดีต่อฝ่ายใด การอยู่ฝ่ายพระเจ้าอาจทำให้เราต้องสูญเสียทรัพย์สินทางวัตถุของเราทั้งหมดและแม้แต่กระทั่งชีวิต แต่อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้พลีชีวิตในการรับใช้พระผู้เป็นเจ้านั้นไม่ได้ตาย แต่พระเจ้ากำลังจัดเตรียมรางวัลอันยิ่งใหญ่ไว้สำหรับเขาในชีวิตโลกหน้า คัมภีร์กุรอานกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า : -

"โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงขอความช่วยเหลือด้วยความอดทนและจงนมาซ แท้จริง อัล
ลอฮฺจะทรงอยู่กับบรรดาผู้อดทน และจงอย่าพูดว่าผู้ที่ถูกฆ่าในหนทางของอัลลอฮฺ "ตาย" หาใช่เช่นนั้นไม่ แท้จริง พวกเขายังมีชีวิตอยู่ แต่สูเจ้าไม่สามารถรับรู้ได้ต่างหาก

และเราทดสอบสูเจ้าด้วยบางสิ่งจากความกลัวและความหิว และการสูญเสียทรัพย์สินและชีวิตและพืชผล แต่จงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้อดทน

และเราจะทดสอบสูเจ้าด้วยบางสิื่งจากความกลัวและความหิว และการสูญเสียทรัพย์สินและชีวิตและพืชผล แต่จงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้อดทน

ผู้ที่เมื่อภัยพิบัติได้เกิดขึ้นกับเาแล้วพวกเากล่าวว่า "แท้จริง เราเป็นองอัลลอฮฺและยังพระองค์ที่เราต้องคืนกลับ" คนเหล่านี้แหละที่จะได้รับความจำเริญและความเมตตาจากพระผู้อภิบาลของพวกเา และพวกเขาเหล่านี้แหละที่จะได้รับการชี้ทางที่ถูกต้อง" (กุรอาน 2 : 153 - 157)

ข้อความจากอัลกุรอานดังกล่าวข้างต้นชี้ให้เห็นว่าอัลลอฮฺได้ประทานความโปรดปรานแก่บรรดาผู้ถูกฆ่าในหนทางของบรรดาผู้ถูกฆ่าในหนทางของพระองค์ในความหมายทางโลก มนุษย์ถือว่าพวกเาได้ตายไปแล้วและไม่มีโอกาสที่จะได้รับความสุขในชีวิตแห่งโลกนี้ แต่อัลลอฮฺได้ทรงห้ามบรรดาผู้ศรัทธากล่าวเช่นนั้น พวกเขายังมีชีวิตอยู่ถึงแม้ว่าเราจะไม่สามารถเข้าใจถุึงการดำรงอยู่ของเขาในขั้นตอนนี้ เมื่อบรรดาผู้ศรัทธาต้องประสบความทุกข์ยากและความเดือดร้อน พวกเขาถูกบัญชาให้ขอความช่วยเหลือด้วยความอดทนและนมาซต่อไป บนหนทางนี้มีการทดสอบระดับต่าง ๆ สำหรับบรรดาผู้ศรัทธามันอาจจะเป็นความน่าสะพรึงกลัว การขาดแคลนอาหารหรือมีการสูญเสียเกิดขึ้นในครอบครัว บรรดาผู้อดทนและยังคงศรัทธาตอ่พระเจ้าเท่านั้นคือคนที่ได้รับความสำเร้๗


คัมภีร์กุรอานยังได้กล่าวต่อไปว่า : -

ในขณะที่พวกเขานั่นอยู่ที่บ้าน พวกเขาจะกล่าวถึงพี่น้องพวกเขาว่า "ถ้าพวกเขาเชื่อฟังเรา พวกเขาก็อาจจะไม่ถูกฆ่า" จงบอกพวกเขาเถิดว่า "พวกท่านจงปัดความตายให้พ้นจากตัวพวกท่านไใ้ได้ถ้าหากพวกท่านเป็นผู้สัจจริง"

จงอย่าคิดว่าบรรดาผู้ถูกฆ่าในหนทางของอัลลอฮิตาย มิได้พวกเขายังมีชีวิตอยู่และได้รับปัจจัยยังชีพจากอัลลอฮฺ

พวกเขารื่นเริงในสิ่่งที่อัลลอฮิได้ทรงประทานความโปรดปรานแก่พวกเขาและพวกเขายินดีที่จะได้รัู้ว่าไม่มีสิ่งใดที่น่ากลังหรือน่าทุกข์ระทมสำหรับสำหรับผู้อยู่ข้างหลังและผู้ที่ยังไม่ได้มาเข้าร่วมกับพวกเขา

พวกเขายินดีที่ได้รับความการุณและความโปรดปรานจากอัลลอฮิ และอัลลอฮฺมิทรงทำให้รางวัลของผู้ศรัทธาได้รับความเสียหาย

สำหรับบรรดาผู้ที่สนองตอบต่อการเรียกร้องของอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ แม้แต่หลังจากได้รับความบาดเจ็บจะมีรางวัลอันยิ่งใหญ่สำหรับบรรดาผู้ที่กระทำความดีและสำรวมตนจากความชั่ว (กุรอาน 3 : 168 - 172)

ในข้อความกุรอานดังกล่าวข้างต้นนี้ได้มีการเปิดเผยให้เห็นถึงรางวัลตอบแทนสำหรับผู้พลีชีพในหนทางของอัลลอฮฺ บรรดาผู้ที่ก้าวผ่านไปยังอีกขั้นตอนหนึ่งของการมีชีวิตนั้นอยู่ในขั้นตอนที่สูงกว่าขัั้นตอนที่พวกเขาทิ้งไว้ข้ารงหลัง ตาเนื้อของมนุษย์จะมองเห็นวัตถุบนโลกนี้เท่านั้น แต่จะไม่สามารถมองเห็นอะไรที่อยู่พ้นขอบเขตอันจำกัดไปได้ พวกเขาไม่รู้ถึงขั้นตอนที่สูงกว่าของชีวิต แต่ผู้พลีชีวิตเหล่านี้ไปถึงขั้นตอนของชีวิตที่เป็นจริงในแผนการสร้างสรรค์ของอัลลอฮฺมากกว่าชีวิตที่ต้องตายในโลกนี้

ยิ่งไปกว่านั้น คัมภีร์กุรอานยังได้พูดถึงสภาวะจิตใจของผู้ที่พลีชีพในหนทางของอัลลอฮฺด้วยว่าพวกเขามีคีวามเบิกบาน ได้ใช้ชีวิตที่มั่นคงอย่างมีความสุขในความโปรดปรานของพระเจ้า พวกเามีึความสุขแทนคนที่อยู่ข้างหลังเพราะพวกเขาไม่มีอะไรต้องทำให้ระทมทุกข์อีกต่อไปแล้ว พวกเขาจะมีความสุขที่คนที่พวกเขารักได้รับเกียรติให้เป็นผู้พลีชีวิตในหนทางของอัลลอฮฺและได้รับเกียรติทางด้านจิตวิญญาณอันสูงส่งที่ยากจะไปถึงด้วยวิธีอื่น

หนึ่งในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตแห่งโลกนี้ก็คือการยืนหยัดเพื่อหลักการแห่งความดี สิ่งที่อยู่เหนือความดีทั้งหมดกก็คือการศรัทธาในพระเจ้าและรอซูลของพระองค์ หลังจากนั้นก็ต่อสู้ในหนทางของพระองค์และสร้างความมั่นคงและความยุติธรรมแก่มนุษยชา่ติทั้งมวล

คัมภีร์กุรอานกล่าวว่า : -

"จงออกไปเถิดไม่ว่าจะอาวุธเบาหรืออาวุธหนัก และจงดิ้นรนต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺด้วยทรัพย์สินและชีวิตของสูเจ้เา นี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสูเจ้า ถ้าหากสูเจ้ารู้

โอ้ นบี ถ้าหากว่ามีช่องทางที่จะได้สิ่งตอบแทนและการเดินทางที่ง่าย แน่นอน พวกเขาก็พร้อมที่จะตามเจ้า แต่ทว่าการเดินทางนี้ดูยากลำบากสำหรับพวกเา พวกเขายังสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺและกล่าวว่า 'ถ้าพวกเราสามารถออกไปได้ เราจะออกไปกับท่านอย่างแน่นอน' แต่พวกเากำลังทำลายตัวของพวกเขาเอง เพราะอัลลอฮฺทรงรู้ดีว่าพวกเขาเป็นผู้โกหก

โอ้ นบี ขออัลลอฮฺทรงให้อภัยเจ้า ทำไมเจ้าถึงได้ยอมให้พวกเขาอยู่ข้างหลัง ? ทั้งนี้เพื่อที่เจ้าจะได้กระจ่างชัดว่าคนไหนของพวกเขาที่พูดจริงและจะได้รู้ว่าคนไหนของพวกเขาเป็นผู้โกหก

เพราะบรรดาผู้ศรัทธาในอัลลอฮฺและวันสุดท้ายนั้นจะไม่ขอให้ยกเว้นพวกเาจากการทำญิฮาดด้วยทรัพย์สินและชีวิตของพวกเขา อัลลอฮฺทรงรู้ดีถึงผู้ที่เกรงกลัวพระองค์" (กุรอาน 9 : 41 - 44)

การญิฮาดที่แท้จริงก็คือการพิชิตตัวเองและยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า บางครั้งมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารซึ่งบางคนอยู่ใกล้และง่ายที่จะปฏิบัติ แต่สำหรับบางคนก็ยังอยู่ไกลและยากที่จะเตรียมตัว แต่ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม ผู้ศรัทธาได้ถูกบัญชาให้ต้องต่อสู้ในทั้งสองสถานการณ์ไม่ว่าจะในยามที่ต้องโจมตีศัตรูด้วยอาวุธหนักหรืออาวุธเบา บางครั้งการเดินทางที่ไกลและเป็นอันตรายอาจทำให้ความศรัทธาอ่อนแอลง แต่อัลลอฮฺได้ทรงบัญชาผู้ศรัทธาให้ต่อสู้ด้วยทรัพย์สินและชีวิต ดังนั้น แค่มีส่วนด้วยการช่วยเหลือทางด้านทรัพย์สินอย่างเดียวจึงยังไม่พอเพียง การต่อสู้ทั้งด้วยชีวิตและทรัพย์สินไปพร้อม ๆ กันจะมีประสิทธิภาพมหาศาลกว่า ในสมัยของท่านนบีมุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) บางคนที่ยังมีความสงสัยในหัวใจได้แก้ตัวเพื่อจะไม่ออกไปต่อสู่้ในสงคราม แต่อัลลอฮฺได้ทรงบัญชาผู้ศรัทธาในอัลลอฮฺและวันสุดท้ายให้ออกไปต่อสู้โดยดี ดังที่เราเข้าใจกันดีว่ามีวิกฤติการณ์หลายครั้งเกิดขึ้นที่ทำให้ต้องมีการระดมกำลังและทุกคนที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินต้องถูกเกณฑ์ไปเป้นทหาร แต่การญิฮาดในกรณีนี้ไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ เป็นที่ยอมรัม

ต่อไปนี้เป็นฮะดีษที่เกี่ยวกับการญิฮาด : -

อับดุลลอฮฺ บินมัศอูดได้เล่าว่า : ฉันได้ถามท่านรอซูลุลลอฮฺว่า อะไรเป็นการงานที่ดีที่สุด ? ท่านได้ตอบว่า "การนมาซในตอนต้นเวลาที่ได้ถูกกำหนดไว้" ฉันได้ถามต่อไปว่า "อะไรอีกที่อยู่ในความดี ?" ท่านได้ตอบว่า "การทำดีและปฏิบัติหน้าที่ต่อพ่อแม่ของท่าน" ฉันได้ถามต่อไปอีกว่า "อะไรอีกที่เป็นความดี ?" ท่านได้ตอบว่า "การเข้าร่วมในการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ" ฉันไม่ถามอะไรท่านอีกต่อไป เพราะถ้าหากฉันถามท่านอีก ท่านอาจจะไม่บอกอะไรมากไปกว่านี้ (บันทึกอยู่ในฮะดีษของบุคอรี)

ยังมีฮะดีษอื่นเกี่ยวกับการญิฮาดอีกว่า : -

ท่านรอซูลุลลอฮฺได้กล่าวว่า "ไม่มีการฮิจญ์เราะฮฺ (กล่าวคือ การอพยพจากมักกะฮฺไปยังมะดีนะฮฺ) หลังจากการพิชิตมักกะฮฺ แต่ญิฮาดและเจตนาดียังคงมีอยู่ ถ้าหากพวกท่านถูกเรียกให้ไปต่อสู้ จงออกไปในทันที" (ฮะดีษนี้เล่าโดย อิบนุ อับบาส และมีบันทึกอยู่ในฮะดีษของบุคอรี)

ฮะดีษดังกล่าวนี้อธิบายว่าผลทางด้านจิตวิญญาณที่ได้จากการอพยพออกจากมักกะฮฺไปยังมะดีนะฮฺอันเนื่องมาจากการถูกกดขี่ข่มเหงนั้นเป็นที่สิ้นสุดแล้ว แต่ผลของการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺยังคงมีอยู่ต่อไป

ท่านรอซูลุลลอฮฺได้กล่าวว่า "คนที่ดีที่สุดก็คือผู้ศรัทธาที่ดิ้นรนต่อสู้อย่างถึงที่สุดในหนทางของอัลลอฮฺด้วยชีวิตและทรัพย์สินของเขา" (ฮะดีษนี้มีบันทึกอยู่ในบุคอรี)

จากฮะดีษนี้ทดำให้เราทราบว่าผู้ศรัทธาที่แท้จริงคือ ผู้ทำหน้าที่รับใช้พระผู้เป็นเจ้าอยู่ตลอดเวลา แน่นอน พันธกรณีของพวกเขาจึงต้องการความตื่นตัวทางด้านความคิดและจิตใจ การวางแผนเพื่อรักษาสมดุลแห่งความดีและความสันติบนโลกเป็นอย่างมาก

ท่านรอซูลุลลอฮฺได้กล่าวว่า : "ความพยายามในหนทางของอัลลอฮฺเพียงครั้งหนึ่งในหนทางของอัลลอฮฺไม่ว่าจะในตอนเช้าหรือตอนบ่ายนัั้นดีกว่าโลกและทุกสิ่งที่อยู่ในนั้น" ฮะดีษนี้รายงานจากอานัส บินมาลิก และมีบันทึกอยู่ในรวมฮะดีษของบุคอรี

ฮะดีษดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าในทัศนของอัลลอฮฺ รูปแบบทางวัตถุบนโลกนีั้ไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับชีวิตโลกหน้า ทั้งนี้เนื่องจากโลกนี้และสิ่งที่อยู่ในนั้นมีกำหนดเวลาของชีวิต แต่โลกหน้าเป็นสถานที่บรมสุขอันสถาพรและญิฮาดก็เป็นพาหนะที่จะนำเราไปยังสถานที่แห่งนั้น

..............................................................
(จากหนังสือ : สัญญาณก่อนวันสิ้นโลก)
เชค มะฮฺมูด เอช. รอชีด : เขียน
บรรจง บินกาซัน : แปล
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส





สัญญาณก่อนวันสิ้นโลก (ญะญูจญ์และมะญูญูจญ์)




<<<< ญะญูจญ์และมะญูญูจญ์ >>>>

หลังจากสงครามใหญ่กับดัจญาล ผู้คนจะได้รับความสันติระยะหนึ่ง หลังจากนั้น มลาอิกะฮฺก็จะนำข่าวมายังนบีอีซาว่าจะมีสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายสองสิ้งเกิดขึ้นบนหน้าแผ่นดิน และพระผู้เป็นเจ้าได้สั่งให้ท่านรวมผู้คนเข้าไว้ด้วยกันพร้อมกับจัดเตรียมเสบียงอาหารและมุ่งหน้าไปยังภูเขาซีนาย ไม่มีใครมีอำนาจที่จะสู้กับสองสิ่งนี้ได้

คัมภีร์กุรอานได้กล่าวว่า : -

พวกเขาถามเจ้าเกี่ยวกับซุลก็อรนัยน์ จงบอกพวกเขาว่า "ฉันจะเล่าเรื่องราวของเขาว่า "ฉันจะเล่าเรื่องราวของเขาให้พวกท่านฟัง"
เราได้สถาปนาอำนาจให้แก่เขาบนหน้าแผ่นดินและได้ประทานปัจจัยทุกอย่างแก่พวกเขา

ในตอนแรก เขาได้เตรีัยมการเพื่ออกเดินทาง
จนกระทั่ง เขาได้มาถึงขอบเขตที่ดวงตะวันตกและพบว่ามันตกลงในน้ำสีดำ และที่นั่น เขาได้พบคนหมู่หนึ่ง เราได้กล่าวแก่เขาว่า "โอ้ ซุลก็อรฺนัยน์ เจ้ามีอำนาจที่จะลงโทษพวกเขาและก็สามารถที่จะทำคุณต่อพวกเขาด้วยเช่นกัน เขากล่าวว่า "เราจะลงโทษใครก็ตามที่สร้างความอธรรมแล้วเขาผู้นั้นจะถูกนำกลับไปยังพระผู้อภิบาลของเขาและพระองค์จะทรงลงโทษพวกเขาอย่างรุนแรง ส่วนบรรดาผู้ศรัทธาและประกอบความดีนั้นมีการตอบแทนสำหรับเขาและเราจะพูดแก่เขาอย่างนุ่มนวล" 
แล้วเขาก็ได้มาตามเส้นทางหนึ่ง 

จนกระทั้่งเขาได้มาถึงขอบเขตที่ดวงตะวันขึ้นที่นั่น เขาได้เห็นดวงจะวันขึ้นเหนือผู้คนหมู่หนึ่งที่เรามิได้ให้ที่กำบังใด ๆ จากแสงแดด

นี่เป็นสภาพของพวกเขา และเรารู้ดีถึงทุกสิ่งเกี่ยวกับเขาแล้วเขาก็ได้พบทาง

จนกระทั่งเาได้มาถึงระหว่างภูเขาสองลูกที่เขาพบว่าผู้คนเกือบจะไม่เข้าใจคำพูดใดๆ

พวกเขาได้กล่าวว่า "โอ้ ซุลก็อรฺฺนัยน์ ญะญูจน์และมะญูจญ์กำลังสร้างความเสียหายให้ขึ้นในแผ่นดิน ดังนั้น เราขอถวายบรรณาการแก่ท่านเพื่อท่านจะได้สร้างกำแพงกั้นระหว่างเรากับพวกเขา"

เขากล่าวว่า "สิ่งที่พระผู้อภิบาลของฉันได้ประทานแก่ฉันนั้นมากเกินพอแล้ว ดังนั้น พวกท่านจงช่วยฉันด้วยกำลังและฉันจะสร้างกำแพงกั้นระหว่างพวกท่านกับพวกเขา 
ดังนี้น จงเอาแผ่นเหล็กมาให้ฉัน" เมื่อเขาได้ปิดช่องระหว่างภูเขาสองลูกแล้ว เขาก็ได้กล่าวแก่ผู้คนว่า "ทีนี้จงเป้าที่บีบลม" พวกเาจึงได้ทำจนกระทั่งมันร้อนแดง และเขาได้กล่าวว่า "ไปเอาทองแดงหลอมมาเพื่อฉันจะได้เทลงไปบนมัน

นี่คือกำแพงที่ญะญูจน์และมะญูจญ์ไม่สามารถข้ามมาได้และก็ไม่สามารถขุดลอดมาได้

เขาได้กล่าวว่า "นี่คือความจากพระผู้อภิบาลของฉัน แ ต่เมื่อถึงเวลาสัญญาองพระผู้อภิบาลของฉัน พระองค์จะทรงทำลายมันเป็นจุด และสัญญาของพระผู้อภิบาลของฉันเป็นจริงเสมอ"

และในวันนยั้น เราจะปล่อยให้ผู้คนส่วนหนึ่งเข้ามาปะทะกับอีกส่วนหนี่งอย่างโกลาหล และแตรจะถูกเป่า และเราจะรวมมนุษยชาติทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกัน 
(กุรอาน 18 : 83 - 99)

เมื่อนบีอีซาพาผู้คนที่จงรักภักดีต่อท่านไปยังค่ายที่ภูเขาซีนายพร้อมกับเสบียงสำหรัยระยะเวลาหนึ่ง ญะญูจญ์และมะญูจญ์จะปรากฏตัวบนแผ่นดินและแพร่ขยายไปทั่ว พวกมันจะปล้นทำลายแผ่้นดินจนแทบไม่มีพืชผัก สัตว์หรือมนุษย์หลงเหลือไว้ตามทางที่มันผ่านไป เผ่าพันธ์ุมนุษย์จะเผชิญกับการถูกทำลายล้างอย่างไม่มีการเลือกหน้า

แต่ในที่สุด ญะญูจญ์และมะญูจญ์ก็สิ้นชีวิตอย่างฉับพลันด้วยการติดโรคที่เ้ามาในลำคอของมัน แต่การตายของมันจะเป็นสา่เหตุให้โรคร้ายและความหายนะแพร่ไปยังคนที่รอดชีวิตจนไม่ว่าจะมองไปที่ไหนก็จะได้เห็นแต่ร่างผู้ตายเพราะญะญูจญ์และมะญูจญ์

นบีอีซาพร้อมกับสาวกของท่านจะลงมาจากภูเขาซีนายไปยังท่งราบและวิงวอนขอความโปรดปรานและความเมตตาต่ออัลลอฮฺ

มีฮะดีษหลาบตอนที่กล่าวถึงเรื่องญะญูจญ์และมะญูจญ์

ครั้งหนึ่ง ท่านนบีได้ตื่นขึ้นมากจาการนอนหลับด้วยใบหน้าที่แดงและกล่าวว่า "ไมมีผู้ใดที่คู่ควรแก่การเคารพกราบไหว้นอกไปจาอัลลอฮฺ ความวิยัติจะเกิดขึ้นกับชาวอาหรับจากความชั่วร้ายอันมหันต์ที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้พวกเา วันนี้ ช่องว่างได้เกิดขึ้นแล้วในกำแพงกั้นญะญูจญ์และมะญูจญ์" มีึคนถามว่า "เราะจะถูกทำลายแม้จะมีคนดีมากมายอยู่ในหมู่พวกเรากระนั้นหรือ ?" ท่านนบีได้ตอบว่า "ใช่ ถ้าหากความชั่วเพิ่มขึ้น"

ฮะดีษดังกล่าวนี้รายงานโดยซัยนับ บินติญะฮัซและมีปรากฏอยู่ในรวมฮะดีษของบุคอรี

ครั้งหนึ่งท่านนบีได้ยืนอยู่บนอาคารสูงแห่งหนึ่งในมะดีนะฮฺและกล่าวแก่ผู้คนว่า "พวกท่านเห็นสิ่งที่ฉันเห็ฯหรือเปล่า ?" พวกเาตอบว่า "ไม่" ท่านได้กล่าวว่า "ฉันเห็นความเดือดร้อนตกลงมายังบ้านของพวกท่านเหมือนกับฝนตกลงมา"

ฮะดีษดังกล่าวนี้เล่าโดยอุซามะฮฺ บินเซด และมีปรากฏอยู่ในรวมฮะดีษองบุคอรี

ฮะดีษในยุคตต้นสอนเราว่าญะญูจญ์และมะญูจญ์จะำลายกำแพงที่ซุลก็อรฺนัยน์สร้างไว้และมันจะสร้างความเดือดร้อนเสียหายอย่างมากมายไปทั่ว เมื่อความชั่วเพิ่มมากึ้น มนก็จะทำลายสังคมทั้งหมด

เมื่อญะญูจญ์และมะญูจญ์ปรากฏบนผืนแผ่นดิน พวกมันจะเคลื่อนตัวเหมือนกับคลืื่นใหญ่บนโลก มีการพูดกันว่าญะญูจญ์และมะญูจญ์จะเข้ามักกะฮฺและมะดีนะฮฺด้วยถึงแม้เรายังคงจำได้ว่าแม่แต่ดัจญาลที่่ทรงพลังก็ไม่มีความเข้มแข็งของพลังทำลายล้าวตัวใหม่ต่อมนุษยชาติ

ความจริงแล้ว มนุษย์ไมมีคำตอบใด ๆ ต่อการข่มขู่คุกคามนี้นอกไปจากการขอความช่วยเหลือและความเมตตาต่ออัลลอฮฺ การวิงวอนของมนุษยชาติที่นำโดยนบีอีซาจะได้รับการสนองตอบจากพระผู้เป็นเจ้า พระองค์จะส่งฝูงนกมาขจัดซากศพของญะญูจญ์และมะญูจญ์และคนอื่น ๆ ที่ตายเพราะน้ำมือของมัน หลังจากนั้น พระผู้เป็นเจ้าก็จะประทานฝนหนักลงมาชำระล้างแผ่นดินและสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้เกิดขึ้น

ผลทับทิมจะเจริญเติบโตขึ้นเป็นอาหารสำหรับผู้คนทั่วไป สัตว์ทั้งหลายก็จะให้นมเพิ่มึ้นจนถึงขนาดที่อูฐตัวเมียสามารถให้นมอย่างเพียงพอแก่คนเผ่าหนึ่ง และนมของแพะก็จะเพียงพอสำหรับครอบครัวใหย่ นี่คือช่วงเวลาแห่งความสันติและความเจริญมั่งคั่ง

นบีอีซาจะใช้ชีวิตครอบครัวตามปกติบนโลกและจะนำผู้คนเป็นเวลา 40 ปีแห่งความรุ่งเรืองทั้งนี้เพื่อเป็นไปตามแผนการของพระผุ้เป็นเจ้า หลังจากนั้น นบีอีซาก็จะเสียชีวิืตและถูกฝังในมะดีนะข้างนบีมุฮัมมัดซึ่งหลุมฝังศพได้เตรียมไว้สำหรับท่านแล้ว

....รอติดตาม เรื่อง "สัญญาณใหญ่แห่งวันอวสาน " ต่อไปนะคะ อินชาอัลลอฮฺ


.......................................................
(จากหนังสือ : สัญญาณก่อนวันสิ้นโลก) 
เชค มะฮฺมูด เอช. รอชีด : เขียน
บรรจง บินกาซัน : แปล
อดทด เพื่อชัยชนะ โพส





สัญญาณก่อนวันสิ้นโลก (วันแห่งการฟื้นคืนชีพและการตัดสิน)



<<<< วันแห่งการฟื้นคืนชีพและการตัดสิน >>>>

สำหรับระยะเวลา "สี่สิบปี" ที่มิได้กำหนดไว้เป็นการแน่นอนนั้น จักรวาลจะยังคงดำรงอยูุ่ในสภาพอ้างว้าง หลังจากนั้น พระผู้เป็นเจ้าก็จะบัญชาอิสรอฟีลให้เป่าแตรอีกครั้งหนึ่ง การเป่าแตรครั้งนี้จะทำให้ทุกสรรพสิ่งเกิดึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่งและจะเป็นการเริ่มต้นวันแห่งการตัดสิน

คัมภีร์กุรอานกล่าวว่า : -

ในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ เราจะตั้งตราชูที่เที่ยงธรรมขึ้นมาเพื่อที่จะได้ไม่มีชีวิตใดไม่ได้รับความเป็นธรรมแม้แต่เพียงน้อยนิด ถึงแม้วามันจะเป็นการกระทำที่มีน้ำหนักเท่ากับเมล็ดผักกาด เราก็จะนำมันออกมาชั่ง และเพียงพอแล้วที่เราจะชำระ (กุรอาน 21 : 47)

วันแห่งการตัดสินที่เราได้ถูกบอกไว้นั้นมีระยะเวลาเท่ากับห้าหมื่นปี การตัดสินทั้งหมดจะกระทำในช่วงเวลานั้น ในวันนั้น แต่ละคนจะถูกตัดสินตามคุณสมบัติของตร ไม่มีการลดหย่อนผ่อนปรนและไม่มีใครสามารถพูดแก้ต่างให้กันได้ แต่ละคนจะถูกตัดสินตามการกระทำของตัวเองในขณะที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้โดยที่บันทึกของแต่ละคนได้ถูกจัดเตรียมไว้ก่อนแล้ว

มนุษย์จะถูกตัดสินจากการกระทำของเขาและจะถูกแบ่งออกเป็นสามประเภทดังที่กล่าวไว้ในคัมภีร์กุรอาน : -

และสูเจ้าจะถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม
คือกลุ่มทางขวา สูเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่ากลุ่มทางขวาคือใคร ?
และกลุ่มทางซ้าย สูเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่ากลุ่มทางซ้ายคือใคร?
และกลุ่มที่อยู่ข้างหน้า คือกลุ่มที่อยู่ข้างหน้า
พวกเขาเหล่านั้นคือผู้ที่อยู่ใกล้ชิด
ในสวนสวรรค์อันบรมสุข
เป็นกลุ่มชนจำนวนมากจากรุ่นก่อน ๆ
และกลุ่มน้อยจากชนรุ่นหลัง ๆ
บนเตียงที่ประดับด้วยทองคำ
พวกเขานอนเอกเขนกอยู่บนนั้นโดยหันหน้าเข้าหากัน
มีเด็ก ๆ ที่ไม่ตายคอยรับใช้พวกเขาตลอดไป
ด้วยถ้วยใบใหญ่และแก้วมีหูและจอกที่ใส่สุราไหลรินมา
พวกเขาจะไม่มึนเมาและไม่หมดสติเมื่อดื่มสุรานั้น
และผลไม้หลากชนิดตามแต่พวกเขาจะเลือกกิน
และเนื้อนกที่พวกเขาอยากกิน
และหญิงสาวที่มีนัยน์ตาคมสวยงาม
ประหนึ่งไข่มุกที่ถูกรักษาไว้อย่างดี
นี่เป็นสิ่งตอบแทนความดีที่พวกเขาได้ทำไว้
ที่นั่น พวกเขาจะไม่ได้ยินคำพูดที่ไร้สาระและเป็นบาป
นอกไปจากคำกล่าวว่า ศานติ ศานติ
และกลุ่มทางขวา สูเจ้ารู้ไหมว่ากลุ่มทางขวาเป็นอย่างไร ?
พวกเขาอยู่ใต้ต้นพุทราที่ไร้หนาม
และต้นกล้วยที่ออกผลเป็นเครือลตั้งแต่ยอดจรดโคนต้น
และร่มเงาที่แผ่กระจาย
และน้ำที่ไหลพุ่งตลอดเวลา
และผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์
โดยไม่หมดสิ้นตามฤดูกาลและไม่เป็นที่ต้องห้าม
และเตียงนอนที่ถูกยกสูง
แท้จริง เราได้บังเกิดพวกนางขึ้นมาใหม่
แล้วเราได้ให้พวกนางเป็นสาวพรหมจรรย์
เป็นที่น่ารักชื่นชมแก่คู่ครอง
สำหรับกลุ่มทางขวา
คือกลุ่มคนจากรุ่นก่อน ๆ
และกลุ่มคนจากรุ่นหลัง ๆ
ส่วนกลุ่มทางซ้ายนั้น สูเจ้ารู้ไหมว่ากลุ่มทางซ้ายเป็นอย่างไร ?
พวกเาอยู่ในลมร้อนและน้ำกำลังเดือด
อยู่ใต้ร่มเงาของควันที่ดำทึบ
ไม่ร่มเย็นและไม่เป็นที่น่าชื่นชม
แท้จริง ก่อนหน้านั้น พวกเขาเป็นคนเจ้าสำราญ
และพวกเขาดื้อรั้นอยู่ในการทำบาปใหญ่อยู่เนือง ๆ
และพวกเขาเคยกล่าวว่า "เมื่อเราตายไปจนกระดูกกลายเป็นผุยผงแล้ว เราจะถูกทำให้ฟืนคืนชีพอีกกระนั้นหรือ ?
รวมทั้งบรรพบุรุษของเราก่อนหน้าที่ด้วยหรือ ?"
จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) "แท้จริง ชนรุ่นก่อนและรุ่นหลัง ๆ นั้น จะถูกรวบรวมไว้จนกระทั่งถึงวันอันเป็ฯที่รู้กัน รวมทั้งพวกท่านด้วย โอ้ ผู้หลงผิดและผู้ปฏิเสธทั้งหลาย"
แน่นอน สูเจ้าจะได้กินต้นซักกูม
และพวกเาจะใส่มันจนเต็มท้อง
และพวเาจะได้ดื่มน้ำกำลังเดือดตามลงไป
พวกเขาจะดื่มเหมือนกับอูฐที่กำลังดื่มน้ำเมื่อกระหายจัด
นี่คือการต้อนรับพวกเขาในวันแห่งการตัดสิน
(กุรอาน 56 : 7 - 56)

คัมภีร์กุรอานได้กล่าวถึงเหตุการณ์ในวันนั้นอีกว่า : -

และชั้นฟ้าก็จะแยกออก เพราะในวันนั้นมันจะอ่อนแอ
และมลาอิกะฮฺองค์หนึ่งจะปรากฏอยู่บนชั้นฟ้า และอีกแปดองค์จะทูนบัลลังก์องพระผู้อภิบาลของพวกเขาไว้ในวันนัั้น
วันนั้น สูเจ้าทั้งหลายจะถูกนำออกมาอยู่ต่อหน้าพระองค์
ไม่มีความลับอนใดจะถูกปิดบังซ่อนเร้นไปจากสูเจ้า
หลังจากนั้น คนที่ได้รับบันทึกจากทางด้านขวาจะกล่าวว่า
"มาอ่านบันทึกของฉันหน่อยซิ
แน่นอน ฉันรู้แล้วว่าฉันจะต้องได้พบกับบัญชีของฉัน"
แล้วเาจะมีความเป็นอยู่อย่างสุขสำราญ
ในสวนสวรรค์อันสูงส่ง
ที่มีผลได้อยู่แค่เอื้อม
จงกิน จงดื่มตามสบายเพราะสิ่งที่พวกเจ้าได้ทำไว้ก่อนหน้านี้
ส่วนผู้ที่ได้รับบันทึกจากทางด้านซ้ายนั้น เขาจะกล่าวว่า
"ฉันไม่อยากที่จะให้บันทึกได้ถูกนำมายื่นแก่ฉันเลย
และไม่อยากจะรู้ว่าบัญชีของฉันเป็นเช่นใด
ถ้าหากว่าฉันตายได้ก็จะดี
ทรัพย์สมบัติของฉันก็ไม่อาจช่วยอะไรฉันได้เลย
อำนาจของฉันก็หมดสิ้นไปจากฉันแล้ว"
(และจะมีคำบัญชาว่า) "เอาตัวเขาไปล่ามโซ่เสีย
แล้วโยนเขาเข้าไปในไฟนรก
แล้วล่ามเขาไว้ด้วยโซ่ยาวเจ็ดสิบศอก
แท้จริง เขามิได้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺผู้ยิ่งใหญ่
และเขามิได้ส่งเสริมการให้อาหารแก่คนขัดสน
ดังนั้น วันนี้่เขาจะไม่มีมิตรสนิทในที่นี้" (กุรอาน 69 : 16 - 35)

อายะฮฺกุรอานดังกล่าวข้างต้นทำให้เราไม่มีข้อสงสัยอะไรหลงเหลืออยู่เกี่ยวกับสภาพของวันตัดสิน บันทึกการกระทำของแต่ละคนที่มลาอิกะฮฺได้บันทึกไว้จะถูกนำมาเสนออย่างละเอียดชัดเจน

คนที่มีความสุขก็คือคนที่จะได้รับบัญชีของตนในมือขวา นี่เป็นสัญลักษณ์แห่งการตอบแทนโดยอัลลอฮฺแก่บ่าวของพระองค์ สิ่งแรกที่จะทำในวันแห่งการฟื้่นคืนชีพก็คือการตั้งตราชั่ง (มีซาน) ขึ้นเพื่อที่จะชั่วทุกสิ่งอย่างเที่ยงธรรมก่อนที่ชะตากรรมครั้งสุดท้ายจะถูกตัดสิน

ความทุกข์จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ได้รับบันทึกในมือซ้าย นี่คือสัญลักษณ์ที่ไม่สามารถทำให้ตราชั่งสมดุล คนเหล่านี้จะถูกมลาอิกะฮฺนำไปยังนรก พวกเขาจะเหงื่อโชกท่วมตัวเพราะน้ำหนักบาปของพวกเขา โลกจะเหมืิอนกับแผ่นทองเหลืองร้อนเพราะดวงอาทิตย์อยู่ใกล้ วันนั้นจะไม่มีร่มเงานอกไปจากร่มเงาจากบัลลังก์ของอัลลอฮฺ ทุกคนต่างจะคอยด้วยความกระวนกระวายว่าจะมีใครช่้วยขอไถ่โทษให้แก่พวกเขาบ้างหรือไม่

มีบางฮะดีษที่ชี้ว่านบีมุฮัมมัดจะช่วยขอไถ่โทษให้แก่ใครบางคนที่เหมาะสมในวันนั้น

ฮะดีษหนึ่งกล่าวว่า : ฉันได้ยินท่านรอซูลุลลอฮฺกล่าวว่า "ในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ ฉันจะช่วยขอไถ่โทษให้โดยกล่าวว่า 'โอ้ พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดทรงรับคนทีี่มีความศรัทธาถึงแม้ว่าจะเท่าเมล็ดผักกาดเข้าสวรรค์ด้วยเถิด' ่คนเหล่านั้นก็จะได้เข้าสวรรค์ หลังจากนั้น ฉันจะกล่าวว่า 'โอ้ พระผู้อภิบาล โปรดรับบรรดาผู้ที่มีความศรัทธาอยู่ในหัวใจเพียงน้อยนิดเข้าสวรรค์ด้วยเถิด' " (ฮะดีษนี้เล่าโดยอนัส)

มีฮะดีษอื่น ๆ อีกที่ให้รายละเอียดอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับเรื่องการขอไถ่โทษแทนให้ คนที่รอคอยการตัดสินจะอยู่ในสภาพวิตกกังวลในความล่าช้า บางคนจะขอนบีอาดัมให้ช่วยเหลือตน แต่ท่านจะปฏิเสธและแนะนำให้ไปขอนบีคนอื่น ดังนั้น ผู้คนจะผลัดกันไปหานบีคนอื่น แต่นบีแต่ละคนจะปฏิเสธจนกระทั่งพวกเขามาถึงนบีมุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ท่านนบีจะไปยังมะกอมมะฮฺมูดาและวิงวอนต่อพระเจ้าให้อนุญาตท่านขอไถ่โทษให้แก่สาวกของท่าน และท่านก็ได้รับอนุญาต

ท่านรอซูลุลลอฮฺจะสามารถให้ความช่วยเหลือบางอย่างได้คัมภีร์กุรอานกล่าวว่า :

แท้จริง เราได้ประทานอัลเกาซัรฺแก่เจ้า (กุรอาน 103 : 1)

โดยภาษาแล้ว "อัลเกาซัรฺ" หมายถึง "ความอุดมสมบูรณ์" ซึ่งรวมถึงตาน้ำในสวรรค์ที่ได้ถูกสัญญาไว้สำหรับนบีมุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) สายน้ำที่ไหลมาจากตาน้ำอัลเกาซัรฺจะอยู่บนผืนแผ้นดินในวันแห่งการตัดสิน ในวันนั้น ผู้คนที่จะหิวโหยและกระหาย ท่านนบีจะให้สาวกของท่านดื่มน้ำจากตาน้ำอัลเกาซัรฺ หลังจากดื่มน้ำแล้ว พวกเขาก็จะไม่กระหายต่อไปอีกจนกระทั่่งพวกเขาได้อยู่ในสวรรค์ น้ำจากตาน้ำแห่งนี้จะมีสีขาวกว่าน้ำนม มีกลิ่นหอมยิ่งกว่า ชมดเชียง รสหวานปานน้ำผึ้งและเย็นกว่าน้ำแข็ง

นี่คือสัญลักษณ์ของตาน้ำแห่งชีวิตซึ่งเป็นความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้า มันเป็นหนึ่งในความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่บรรดาผู้ศรัทธาผ่านทางนบีอันเป็นที่รักของพวกเขา การได้ดื่มน้ำจากตาน้ำอัลเกาซัรฺจะมีผลต่อจิตวิญญาณของผู้ที่ดื่มเพราะมันจะขจัดความกังวลทั้งหมดออกไปจากเขาโดยเฉพาะเมื่อท่านนบีเองได้อยู่ที่นั่นด้วยเพื่อดูแลการดื่มน้ำ

จากฮะดีษต่าง ๆ และจากการอธิบายความหมายข้อความที่เกี่ยวข้องกับกุรอาน ปรากฏว่าหลังจากการตัดสินในวันแห่งการฟื้นคืนชีพแล้ว ทุกคนจะต้องผ่านสะพานแห่งหนึ่งซึ่งพาดผ่านเหนือนรกและนำไปสู่สวรรค์ สะพานแห่งนี้ได้ถูกกล่าวเป็นปริศนาเปรียบเทียบว่าบางยิ่งกว่าเส้นผมและคมยิ่งกว่าคมดาบ แม้แต่นบีต่าง ๆ ก็จะต้องข้ามสะพานแห่งนี้เพื่อไปสู่สวรรค์อันบรมสุและที่พำนักอันปลอดภัย

คัมภีร์กุรอานกล่าวว่า :

และไม่มีใครจะเข้าไปได้นอกจากผู้ที่ผ่านมัน นี่เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับพระผู้อภิบาลของเจ้าซึ่งได้กำหนดไว้เป็นที่แน่นอนแล้ว หลังจากนั้น เราจะให้บรรดาผู้ยำเกรงรอดพ้น และเราจะปล่อยให้บรรดาผู้อธรรมคุกเข่าอยู่ในนั้น (กุรอาน 19 : 71 - 72)

คนที่ข้ามสะพานจะเดินข้ามด้วยความเร็วตามสัดส่วนของความสะอาดบริสุทธิ์ทางด้านจิตวิญญาณ บางคนจะข้ามด้วยความเร็วดุจสายฟ้า ในขณะที่ีบางคนจะข้ามด้วยความเร็วของนกหรือเร็วเหมือนม้าควบหรือด้วยความเร็วของกองคาราวานอูฐที่แบกสินค้าจนเพียบหรือด้วยความเร็วในการเดิน ส่วนผู้ทำบาปหนานั้นจะเดินด้วยความเร็วของคนป่วยหรือคนพิการและรอบสะพานนั้นจะเต็มไปด้วยความมืดทึบ

คนบาปจะถูกตะขอบนสะพานเกี่ยวลงไปในนรกที่อยู่เบื้องล่าง จะมีแต่ผู้ศรัทธาและผู้ที่จิตใจสะอาดบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะสามารถข้ามสะพานนี้ได้ มีฮะดีษหนึ่งกล่าวว่านบีมุฮัมมัดและสาวกของท่านจะเป็นผู้ข้ามสะพานก่อน

ในท่ามกลางความมืดมิดรอบสะพานนั้น แสงสว่างเพียงอย่างเดียวก็คือแสงสว่างแห่งความศรัทธาและความบริสุทธิ์ทางด้านจิตวิญญาณ ยิ่งใครที่ศรัทธาอ่อน แสงสว่างรอบตัวเขาก็จะน้อยลงเท่านั้น ไม่ว่าใครจะทำความดีเพื่อเอาใจพระผู้เป็นเจ้าเพียงใดก็ไม่ใช่หลักประกันว่าจะข้ามสะพานไปได้อย่างง่ายดายในวันแห่งการตัดสิน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความเมตตาของอัลลอฮฺเท่านั้น ด้วยความเมตตาของพระองค์ต่างหากที่พระองค์จะทรงอภัยบาปให้แก่เราและจะตอบแทนเราในโลกหน้า

ดังนั้น เราจะต้องรักษาความรักพระเจ้าไว้ในหัวใจของเราเหนือสิ่งอื่นใดเพราะความรักนั้นจะทำให้แสงแห่งศรัทธาของเราส่องสว่างมากยิ่งขึ้น



..............................................................
(จากหนังสือ : สัญญาณก่อนวันสิ้นโลก)
เชค มะฮฺมูด เอช. รอชีด : เขียน
บรรจง บินกาซัน : แปล
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส

สัญญาณก่อนวันสิ้นโลก (สัญญาณแห่งวันอวสาน)




<<<< สัญญาณแห่งวันอวสาน >>>>

หลังจากการสิ้นชีวิตของนบีอีซา จะมีเหตุการณ์ผิดปกติหลายอย่างเกิดขึ้นซึ่งจะสร้างความปั่นป่วนให้แก่กฎธรรมชาติ

คนที่มีความยุติธรรมคนหนึ่งจากเยเมนซึ่งมีชื่อว่า ญะฮัล จะได้เป็นผู้นำโลกหลังจากนบีอีซา เขาจะปกครองเป็นเวลาหลายปีด้วยความยุติธรรม แต่เมื่อเขาได้เสียชีวิตลง ผู้นำทีขึ้นมาปกครองต่อจากเขานั้นไม่ได้รัะกษามาตรฐานความเป็นผู้นำไว้ ในที่สุด ความโง่เขลา ความอยุติธรรม ความเสื่อมทรามทางศีลธรรมและความเสียหายก็จะกลับมาสู่ชีวิตส่วนตัวและสังคมอีกครั้งหนึ่ง

พระผู้เป็นเจ้าจะให้มีหมอกหนาปกคลุมโลกไว้เป็นเวลาสี่สิบวัน หมอกนี้จะปรากฏในเดือนสุดท้ายของปฏิทินอิสลาม (นั่นคือเดือนซุลฮิจญะฮฺ) หมอกนี้จะทิ้งโรคแปลกประหลาดไว้กับคนที่ใช้ชีวิตผิดศีลธรรมและเลวทรามมากกวาคนที่ดำเนินชีวิตด้วยความบริสุทธิ์

หลังจากวันที่สิบของเดือนนี้จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ดวงอาทิตย์ไม่ชึ้นเป็นเวลาสามวัน และระยะเวลากลางคืนอันยาวนานจะสร้างความหวาดกลัวให้แก่มนุษย์และสัตว์

ในวันที่สาม ดวงอาทิตย์จะขึ้น แต่มันได้สร้างความกลัวและความอกสั่นขวัญแขวนแก่มนุษย์เพราะมันขึ้นทางทิศตะวันตก ไม่ใช่ทางตะวันออก แสงของมันจะมัวกว่าปกติ ในตอนบ่าย เมื่อดวงอาทิตย์มาถึงจุดสูงสุดแล้วมันจะถอยกลับไปตกในทิศตะวันตกตามปกติ

สัญญาณที่ดวงอาทิตย์ึ้นทางทิศตะวันตกได้ถุูกกำหนดไว้เป็นสัญญาณสำหรับการสำนึกผิดที่ผ่านมาและประตูแห่งการสำนึกผิด (เตาะบะฮฺ) จะถูกปิด หลังจากเหตุการณ์นี้แล้วจะไม่มีใครได้รับโอกาสอีก

ดังนั้น ในตอนนี้จึงเป็นโอกาสสำตัญที่เราจะต้องปรับปรุงตัวเองให้เป็นที่พึงพอใจองพระผู้เป็นเจ้า ความรู้ของเราเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่นอกเหนือประสาทสัมผัสของเรามีอยู่จำกัดมาก ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่เรามี เนื่องจากเราไม่รู้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อใดและโอกาสที่จะปฏิรูปตัวเองจะไม่มีอีกแล้ว ดังนั้น ผู้ศรัทธาพระเจ้าที่แท้จริงจะต้องไม่ลืมพระเจ้าในทุกขณะ

ในขณะที่ผู้คนกำลังพูดกันถึงปรากฏการณ์ของดวงอาทิตย์กันอยู่นี้จะมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นซึ่งจะทำหใ้เนินเศาะฟาในมักกะฮฺแยกออกและมีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งเกิดขึ้นซึ่งเรียกว่า "ดาบบะตุลอัรฺฎ์" สัตว์ตัวนี้จะหน้าเหมือนคน คอเหมือนอูฐ หางเหมือนวัวและหัวเหมือนกวาง หูเหมือนช้าวและมือเหมือนลิง

สัตว์ตัวนี้จะถือไม้เท้าของนบีอีซาในมือหนึ่งและแหวนของนบีสุลัยมานอีกมือหนึ่ง มันจะเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วไปทั่วโลก ขณะที่มันเคลื่อนไปนั้นมันจะแตะหน้าผากของบรรดาผู้ศรัทธาซึ่งทำให้เกิดความสว่างทางปัญญา แต่มันจะใช้แหวนของนบีสุลัยมานประทับลงบนจมูกหรือคอของบรรดาผู้ปฏิเสธและคนเหล่านั้นจะยังคงเป็นคนโง่เขลาต่อไป นี่เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความศรัทะษและการปฏิเสธ ดังนั้น ผู้ศรัทธาจะมีแสงสว้างแห่งความศรัทธาปรากฏอยู่ที่หน้า และผู้ปฏิเสธศรัทธาจะมีความกระด้างบนใบหน้า และทันทีที่ดวงอาทิตย์ึข้นทางทิศตะวันตก โอกาสเลือกสำหรับมนุษย์ก็เป้นอันสิ้นสุดลง

กุรอานได้กล่าวว่า : -

"ดังนั้น เจ้า (มุฮัมมัด) จงมอบหมายต่ออัลลอฮฺ เพราะเจ้าอยู่บนสัจธรรมอันชัดแจ้ง

แท้จริง เจ้าไม่อาจทำให้คนตายได้ยินและไม่อาจทำให้คนหูหนวกได้ยินการเรียกร้องเมื่อพวกเขาหันหลังหนี

และเจ้าไม่อาจนำคนตาบอดให้ออกมาจากความหลงผิดของพวกเขา เจ้าไม่อาจทำให้ใครได้ยิน นอกไปจากบรรดาผู้ศรัทธาในอายะฮฺต่าง ๆ ของเราและผู้นอบน้อมยอมจำนน และเมื่อคำพูดของเราเกี่ยวกับพวกเขาเกิดขึ้น เราจะให้ดาบบะตลอัรฺฎ์ (สัตว์แห่งโลก) ออกมากล่าวแก่พวกเาว่า มนุษย์ไม่เชื่อมั่นนอายะฮฺทั้งหลายของเรา" (กุรอาน 27 : 79 - 82)

อายะฮฺนี้แสดงให้เห็นถึงความเมตตาและความเป็นห่วงของพระผู้เป็นเจ้าต่อมนุษยชาติ สัญญาณต่าง ๆ ได้บอกมนุษย์ว่าพระผู้อภิบาลของพวกเขาอยู่ใกล้กับเขา คำบัญชาของพระองค์คือความศรัทธาและในความศรัทธานี้เองที่มนุษย์จะสามารถพัฒนาความเข้าใจที่สูงไปกว่านี้ได้ การพูดกับมนุษยชาต้ิของดาบบะตุลอัรฺฎ์เป็นหนึน่งในสัญญาณของอัลลอฮฺ

หลังจากที่ดาบะตุลอัรฺฎ์และสัญลักษณ์ของผู้ศรัทธาหายไปจะมีลมเย็นพักมาจากทางเหนือ ลมอันลึกลับนี้จะทำให้บรรดาผู้ศรัทธามีอาการอะไรบางอย่างใต้รักแร้ซึ่งจะทำให้เสียชีวิตลงอย่างสงบ

ดังนั้น โลกนี้ก็จะถูกทิ้งไว้ให้อยู่ในมือของบรรดาผู้ปฏิเสธ เมือ่ปราศจากคนดี คนชั่วที่เหลืออยู่ก็จะได้เห้นว่าวิถีชีวิตอันชั่วร้ายของเขาน่าสะพรึงกลัวอย่างไรถ้าไม่มีคนดี

ก๊ะอบะฮฺ ซึ่งเป็นสัญลักาณ์แห่งจุดรวมของมนุษย์ต่อพระผู้เป็นพระผู้เป็นเจ้าจะถูกทำลายดูเหมือนว่าจะโดยชาวอบิสสิเนีย คนชั่วจากอบิสสิเนียจะปกครองโลก อุปสรรคทางศีลธรรมทั้งหมดจะถูกยกออก การทำฮัจญ์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ถึงความเป็นพี่น้องสากลของมนุษยชาติที่มาร่วมกันเคารพสักการะอัลลอฮฺจะถูกยกเลิก ทางนำของพระผู้เป็นเจ้าที่มีอยู่ในกุรอานจะไม่มีอีกต่อไปเพราะความรู้จากคัมภีร์กุรอานจะหายไปเมื่อบรรดาผู้ศรัทธาได้ถูกนำตัวไปจากโลกนี้

นี่คือเวลาแห่งความโหดร้ายทารุณ เวลาแห่งการทำผิดอย่างเลวร้ายที่สุดที่มนุษย์จะสามารถทำกับมนุษย์ด้วยกัน โลกจะถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิดทางด้านจิตวิญญาณ




...............................................................
(จากหนังสือ : สัญญาณก่อนวันสิ้นโลก)
เชค มะฮฺมูด เอช. รอชีด : เขียน
บรรจง บินกาซัน : แปล
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส