อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุสลิมใหม่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุสลิมใหม่ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

จากอายะฮ์กรุอาน.นี้ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไป



Masha'Allah ..จากอายะฮ์กรุอาน.นี้ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนไป...
"แท้จริงมนุษย์นั้นถูกสร้างมาจากดิน:".
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
..ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ โอโกดะ อัตซูชิ(Dr. กามัล) อาจารย์ภาควิชาระบบการเมืองการปกครอง..มหาวิทยาลัยเคโอะ โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น...

..ก่อนที่ผมจะเข้ารับอิสลามนั้น ชีวิตในวัยรุ่นที่ไม่มีสาระใดๆเลย เหมือนกับคนเถื่อน.ไร้ซึ่งเป้าหมายของการดำเนินชีวิต....แต่อิสลามได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผมจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว...
..ก่อนที่จะเข้ารับอิสลาม...ผมได้เข้าศึกษาในวิทยาลัยเกี่ยวกับอิสลามถึง6ปี..แต่ตอนนั้นเพียงเพื่อหาความรู้เท่านั้นไม่ได้จริงจังอะไร..ชีวิตในวิทยาลัยนั้นเนื่องจากผมเป็นคนค่อนข้างหยิ่ง หัวสูงและเห็นแก่ตัว จึงไม่ค่อยจะมีเพื่อนมากนัก.

...ด้วยกับความหยิ่งยโสของผม.วันหนึ่งขณะที่ผมทำการศึกษาค้นคว้าอยู่นั้น..ผมเหลือบไปเห็นแผ่นข้อความจากอายะฮ์กรุอาน.." "และขอสาบานว่า แน่นอนเราได้สร้างมนุษย์มาจากธาตุแท้ของดิน" (ซูเราะฮ์ อัล-มุอฺมินูน )..จากอายะฮ์นี้มันเหมือนกับเป็นการสอนผมโดยเฉพาะ..ชีวิตผมเริ่มเปลี่ยนไปจากคนที่หยิ่งยโสหัวสูง ก็เริ่มเป็นคนอ่อนโยน..และสงบนิ่ง.เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ..
..จากนั้นอีกไม่นานผมได้มีโอกาสไปศึกษาเกี่ยวกับอิสลามและภาษาอาหรับที่มหาวิทยาลัยอเล็บโป ประเทศซีเรีย..ตอนนั้นผมยังไม่ได้เข้ารับอิสลามนะ..แต่อาจารย์ที่สอนผมมักจะบอกเสมอว่า อิสลามเป็นศาสนาที่สมบูรณ์แบบในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ชาติ..และอาจารย์ท่านนี้ก็เป็นแบบอย่างของมุสลิมที่ดีที่สุดผมชั่งโชคดี..และผมก็ได้กล่าวชาฮะดะฮ์เข้ารับอิสลามขณะที่ศึกษาอยู่ที่ซีเรีย..

..การเข้ารับอิสลามถือเป็นของขวัญที่มีค่าที่สุดในชีวิตของผม ที่ได้รับจากอัลลอฮ์(ซบ.)....ปัจจุบันนี้ผมยังเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเคโอะ..และถือเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่ต้องทำก็คือ..การดะวะฮ์ การเรียกร้องผู้คนสู่ศาสนาของอัลลอฮ์(ซบ.) เพราะอิสลามไม่ใช่แค่ศาสนาแต่อิสลามเป็นแบบอย่างแนวทางการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับมนุษย์ชาติ..

(ร่วมนำเสนอสิ่งดีๆ โดย เพจศาสนาอิสลาม - الإسلام)
ที่มา Sukree Desa [Muttaqeen Al islam]

วันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2558

แม้ว่าจะยืนอยู่คนเดียว




เป็นความรักที่ไม่มีตาอีกแล้วตลอดไป แบบนี้ใช่ไหมที่เรียกว่า รักกันจนวันตาย

ยายบอกว่า "ตอนนี้ตาได้ตายจากไปแล้ว ตาจากยายไปแล้ว ยายยังนอนตรงที่ตาเคยนอน"

แต่มีหลาย ๆ คนถามซาว่า

> ไม่เข้าไปกราบตาหรอ
> ทำไมไม่ไปต้อนรับแขกแล้วเอาธูปให้เขา
> ทำไมไม่ช่วยเสิร์ฟอาหาร
> ทานข้าวด้วยกันสิ ฯลฯ

ซาไม่ตอบเพราะเรารู้ว่าเราทำไม่ได้

เราไม่สามรถสูญูจใครได้นอกจากอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ไม่ว่าจะเป็นการทานหรือเอาอาหารที่ไม่ฮาลาลให้ใครๆทาน มันไม่ถูกหลัก แต่ใครจะรู้เราทำงานต่างๆที่เราสามรถทำได้ เรารู้ว่าเราทำอะไรได้บ้าง ใครจะรู้ว่าจริงๆแล้วเราหิวมากแต่เราไม่ทานอะไรเลยแม้แต่น้ำเพียงหยดเดียว ซาไม่กล้าจริงๆ นอกจากบอกว่า ทานจากบ้านมาแล้วคะอิ่มแล้ว

ทุกสายตามองซากับการแต่งกายที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ คนเดียวจริงๆทั้งหมู่บ้าน ต่างถามว่าเป็นลูกใคร ยิ่งวันนี้โดนด่า

"ตาอยู่ดูแลดีจริงๆ อันนี้ไม่ว่า แต่พอตาเสียไม่ค่อยช่วยงานเป็น พระเอกตายตอนจบ หน้าหมา"

อัซตัฒฟีรุลลอฮฺ

แต่สำหรับซาแล้วอย่างน้อย ซาได้ดาวะคนหลายๆ คนให้เข้าใจอิสลามเพราะแน่นอนคนต่างศาสนามักเข้าใจผิดในหลักการของอิสลาม รวมถึงแม่ด้วย ดีใจมากที่เราเข้าใจกันมากขึ้น แถมยังปกป้องซา นี่สินะที่เรียกว่าการยืนหยัด ถึงแม้ว่าเราะยืนอยู่คนเดียวก็ตาม ยิ่งเจอแบบนี้ยิ่งทำให้ซาเข้มแข็งและรักอัลลอฮฺ (ซ.บ.) มากขึ้น อัลฮัมดูลิ้ลละ

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ศาสนาที่ที่แท้จริง ที่ผมแสวงหา ..นั่นคือ อิสลาม

.......................................................... ชื่อเดิมคือ นาวโอกิ มาเอะโนะ หลังจากรับอิสลามแล้วผมเปลี่ยนชื่อเป็นอะหมัด..หรือที่หลายๆคนเรียกผมว่าอบูฮากีม.. ก่อนที่ผมจะเข้ารับอิสลามนั้น ชีวิตผมเหมือนอยู่ในความมืด มืดทั้งร่างกายและจิตใจ..ผมได้แต่แสวงหาสัจธรรมที่แท้จริง.ผมมักจะถามตัวเองอยู่เสมอว่า ผมเป็นใคร..ผมมาจากไหน..และผมมาทำอะไรในโลกนี้....จริงๆแล้วผมเกิดในครอบครัวที่นับถือศาสนาพุทธ.ตอนที่ผมอายุ14ปี ผมเกือบจะบวชเป็นพระแล้วแต่พ่อแม่ได้ขอให้ผมเลื่อนไปก่อน..แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้บวช..เพราะผมเกิดเปลี่ยนใจโดยคิดว่าการเป็นพระจะต้องอยู่คนเดียวซึ่งผมไม่สามารถยอมรับได้... ทุกวันนี้พ่อแม่ของผมก็ยังเป็นพุทธอยู่(ได้โปรดดุอาร์ให้แก่ท่านทั้งสอง ให้ได้รับฮิดายะฮ์ด้วยเถิด).. ....หลังจากนั้นผมเริ่มศึกษาศาสนาต่างๆรวมทั้งศาสนาอิสลาม ผมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับอิสลามสอง สามเล่ม..แต่หนังสือเหล่านั้นเขียนโดยชาวตะวันตก..เนื้อหาของหนังสือทำให้มองว่าอิสลามเป็นศาสนาของลัทธิก่อการร้าย..ในตอนนั้นอิสลามไม่ได้อยู่ในความสนใจของผมเลย..แต่สิ่งเหล่านั้นได้เปลี่ยนไปเมื่อผมได้มีโอกาสไปศึกษาที่ประเทศออสเตรเลีย..ที่นั้นผมได้รู้จักมุสลีมะฮ์ชาวอียิปต์คนหนึ่ง.ซึ่งเรียนที่เดียวกับผมและเธอก็เป็นมุสลิมคนแรกในชีวิตที่ผมรู้จัก...

..Alhamdulilla. .พี่ชายของเธอได้แนะนำให้ผมรู้จักอิสลามและวันนั้นพ่อของเธอได้ให้คัมภีร์อัลกรุอาน(แปลภาษาอังกฤษ)แก่ผม.หลังจากที่ผมได้รับอัลกรุอานมา ชีวิตของผมก็เริ่มเปลี่ยนไป....วันหนึ่งผมได้ชมภาพยนตร์เรื่อง You will fail. .ซึ่งเกี่ยวกับอิสลามของมัลคอม เอ็กซ์..มันยิ่งทำให้ผมสนใจอิสลามมากยิ่งขึ้น..โดยเฉพาะในฉากภาพยนตร์ตอนมัลคอม เอ็กซ์ ทำฮัจญ์มันแสดงให้เห็นถึงความเสมอภาค ความเท่าเทียม ของมนุษยชาติในอิสลาม..หลังจากนั้นอีกไม่นานผมก็ตัดสินใจเข้ารับอิสลาม..ผมได้โทรศัพท์ไปหาเพื่อนมุสลิมที่ออสเตรเลียบอกพวกเขาว่าผมรับอิสลามแล้วเเละขอให้พวกเขาตั้งชื่อให้..และผมเลือก อะหมัด เป็นชื่อของผม ...ปัจจุบัน เช็คอะหมัด มาเอะโน๊ะ (อบูฮากีม) เป็นนักวิชาการอิสลามคนสำคัญ มีบทบาทสำคัญในการ "ดะวะฮ์" ในประเทศญี่ปุ่น เขาเกิดในปี 1975 เข้ารับอิสลามเมื่ออายุ 18 ปี และไปศึกษาอิสลามที่ซีเรีย กลับมาทำหน้าที่เผยแพร่อิสลามตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เป็นอิหม่าม และทำหน้าที่สอนศาสนา ปัจจุบันมีคนญี่ปุ่นที่เป็นมุสลิมประมาณ 70,000 คน ในขณะที่มีชาวต่างประเทศในญี่ปุ่นที่เป็นมุสลิมประมาณ 100,000 - 150,000 คน แม้ญี่ปุ่นจะมีมุสลิมไม่มาก แต่ก็มีอัตราเติบโตในอัตราส่วนที่สม่ำเสมอและคนญี่ปุ่นก็ไม่มีปัญหากับมุสลิม รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็ดูแลมุสลิมเหมือนคนศาสนิกอื่น และให้โอกาสมุสลิมในการพัฒนาหลายๆด้านรวมทั้งการพัฒนากิจการฮาลาลด้วย https://youtu.be/-dV-6wFtnW0 (ร่วมนำเสนอสิ่งดีๆ โดย เพจศาสนาอิสลาม - الإسلام) ที่มา Muttaqeen Sukreez Desa




วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ทุกคนรู้ว่าผมเข้ารันอิสลาม แต่มีใครรู้บ้างว่าทำไม...?




.....ทำไมผมถึงข้ารับอิสลาม...เอ็มมานูเอ็ล อาเดบายอร์ (นักฟุตบอลชื่อดัง)

นี่คือ13สาเหตุที่ทำให้ผมตัดสินใจเข้ารับอิสลาม

และนี่คือ13สาเหตุว่าทำไมมุสลิมถึงรักนบีอีซา(อ.ล)หรือพระเยซู และปฏิบัติตามท่านมากกว่าคนคริสต์เตียนเสียอีก
...1..พระเยซู(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)กล่าวว่าพระเจ้าที่เราเคารพกราบไหว้นั้นมีองค์เดียว(Deutsche 6:4,Mark 12:29)..ซึ่งเหมือนกับความเชื่อของมุสลิมที่กราบไหว้พระเจ้าองค์เดียว
...2..พระเยซู.(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)ไม่รับประทานเนื้อหมู(Leviticus 11:7)..มุสลิมก็ไม่กินเนื้อหมู...
...3..พระเยซู(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)..กล่าวคำทักทาย ว่า อัสลามูอาลัยกุม (John 20 :22)..และเราก็เห็นว่ามีแต่มุสลิมเท่านั้นที่กล่าวทักทายแบบนี้
...4..พระเยซู(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)ท่านมักจะกล่าวว่า ถ้าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าGod Willing. (InshaAllah)มีแต่มุสลิมเท่านั้นที่จะกล่าวคำนี้เสมอ(อิงชาอัลลอฮ์)
...5..พระเยซู(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)จะทำความสะอาดโดยล้างหน้าล้างมือเเละเท้าของท่านก่อนที่จะกราบไหว้พระเจ้า..มุสลิมทุกคนก็ทำน้ำละหมาด(วุดู)เหมือนกับท่าน
...6..พระเยซูและศาสดาท่านก่อนๆ(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)จะกราบไหว้พระเจ้าโดยการสุยูด(Matthew 26:39)..และก็เช่นกันมีแต่มุสลิมเท่านั้นที่ทำแบบนี้
...7..พระเยซู(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)ไว้เครา...และมุสลิมชายก็ไว้เคราเหมือนกับท่าน
...8พระเยซู(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ปฎิบัติตามคำสั่งของพระเจ้าจากคัมภีร์(Matthew 5:17 )มุสลิมก็ปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์(ซบ.)จากคัมภีร์อัลกุรอาน..ซึ่งคัมภีร์ทั้งสองนั้นมาจากพระเจ้าเหมือนกัน
...9..แม่ของพระเยซูคือพระนางมัรยัม(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ท่านคลุมฮิญาบ(Timothy 2:9, Genesis 24 :64-65, ..และก็นั่นแหละมีแต่ผู้หญิงมุสลิมที่คลุมฮิญาบ..เหมือนกับแม่ของพระเยซู
...10..พระเยซูและศาสดาท่านก่อนๆ(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) มีการถือศีลอด(Exodus 34:28, Daniel 10:2-6, 1King 19 :8)..และมีแต่มุสลิมเท่านั้นที่ถือศิลอดทั้งในเดือนรอมฏอน..ถือศิลอดซุนนะฮ์..
..11...พระเยซู(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) ก่อนจะเข้าบ้านใดนั้น ท่านจะกล่าวว่า ขอความสันติจงมีแด่บ้านหลังนี้ (Luke 10:5)..
มุสลิมก็เช่นกันก่อนจะเข้าบ้านก็จะกล่าวว่า อัสลามูอาลัยกุม..
...12...พระเยซูและศาสดาท่านก่อนๆ(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) จะทำการขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ..(Luke 2:21,Genesis 17:13 )และก็อีกนั่นแหละ มุสลิมชายทั่วโลกก็ทำการขลิบเช่นกัน
.
..13..พระเยซู(ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน) พูดภาษาอารามาอิก และเรียกพระเจ้าว่า"Elah "ซึ่งการออกเสียงก็เหมือนกับภาษาอาหรับที่มุสลิมทุกคนเรียกคือ"Allah "...
....และนี่เองคือสาเหตุที่ว่าทำไมผมถึงเข้ารับอิสลาม..และช่วยบอกผมทีว่าใครคือผู้ที่ปฎิบัติพระเยซูที่แท้จริงและแน่นอนที่สุดคำตอบก็มุสลิม ดังนั้นถ้าผมรักพระเยซู ถ้าผมจะปฎิบัติท่าน ผมจึงต้องเข้ารับอิสลาม เพราะมุสลิมปฎิบัติเหมือนท่านทุกอย่าง....


ที่มา
Muttaqeen Al islam






วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การปิดร้านเพื่อไปละหมาดในวันศุกร์ของเขา ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของฉันตลอดไป


....วันหนึ่งฉันได้พากลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยุโรปหลายสิบคนไปที่ตลาดบาซาร์แห่งหนึ่งในอียิปต์..ขณะที่กลุ่มของเรากำลังจะซื้อของของอยู่นั้น เจ้าของร้านบอกว่าไม่สามารถจะขายได้เพราะต้องปิดร้านเพื่อที่จะไปละหมาดญุมอัต..ฉันก็บอกกับเจ้าของร้านว่า กลุ่มคนพวกนี้เขามาจากยุโรปช่วง เขามีเงินมากมาย และพวกเขาพร้อมที่จะใช้จ่ายอย่างไม่อั้น..แล้วทำไมคุณต้องปิดร้าน ทำไมไม่ฉวยโอกาสทำกำไรก่อน..เจ้าของร้านกล่าวตอบว่า ผมต้องขอโทษด้วย คือผมเป็นมุสลิม หน้าที่ของผมเมื่อถึงเวลาที่ต้องละหมาด ผมจำเป็นต้องละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อกราบไหว้ต่อพระเจ้าของผมอัลลอฮ์(ซบ.)..
..จากเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้ฉันครุ่นคิดอย่างจริงจังว่า คนเราไม่ว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อเจอกับเงิน เงิน เงิน แล้วเป็นต้องอ่อนลงทันที..แต่ไม่ใช่สำหรับเจ้าของร้านนี้ เค้าไม่แคร์เลยไม่ว่าเงินจะมากขนาดไหนก็ตาม ทำไม...

ฉันเริ่มคิดกับตัวเองว่า คนพวกนี้ทิ้งเงินเพื่อที่จะกราบไหว้ต่อพระเจ้า..แล้วฉันละ ฉันเกิดมาทำไม เพื่ออะไร ชีวิตฉันไม่มีเป้าหมายใดๆเลยหรือ..ฉันรู้สึกเหมือนกับหลงทาง
วันหนึ่งฉันได้รับอัลกรุอานเป็นของขวัญจากเพื่อนมุสลิม เพื่อนฉันบอกว่าก่อนจะเปิดอัลกรุอาน ฉันต้องสะอาด...ฉันอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเพื่อที่จะอ่านอัลกรุอาน..มือของฉันสั่น ใจของฉันเต้นแรงซึ่งฉันไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน...ฉันศึกษาอิสลามและเปลี่ยนมารับอิสลามในที่สุด...ก่อนฉันจะรับอิสลาม ฉันทำงานเป็นนางแบบชุดว่ายน้ำ.ชีวิตในตอนนั้นชั่งไม่มีค่าเลยไม่มีเกียรติใดๆเลย
....เมื่อฉันรับอิสลามแล้วฉันก็เลิกอาชีพนางแบบ ฉันคลุมฮิญาบปกปิดร่างกาย ฉันรู้สึกมีเกียรติขึ้น รู้สึกปลอดภัย.ฉันรักศาสนาอิสลาม .ฉันต้องขอขอบคุณเจ้าของของร้านนั้นที่ทำให้ฉันำได้เป็นมุสลิม..อัลฮัมดุลิลลาฮ์..

ที่มา Muttaqeen Sukreez Desa
ร่วมนำเสนอสิ่งดีๆ โดย เพจศาสนาอิสลาม - الإسلام





วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ผู้หญิงมุสลิมมีเครื่องแบบที่แสดงถึงเสรีภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ได้รับจากอัลลอฮ์(ซบ.)




ฉันชื่อ คอรี ฮับบัส เกิดในสหรัฐอเมริกา บรรพบุรุษอพยพมาจากยุโรปตะวันตก ฉันรู้สึกว่าชีวิตมีเป้าหมายและมีคุณค่าเพราะตอนนี้ฉันมีอิสลามในหัวใจ

ก่อนหน้าจะรู้จักกับอิสลาม ฉันรู้สึกไม่มีอะไรเลย ชีวิตฉันได้เปลี่ยนไปเพื่อสิ่งที่ดีกว่า
หลังรับอิสลาม ฉันเรียนจบปริญญาตรีด้านไอที แต่งงานกับชายหนุ่มที่น่ารักที่สุด เรามีลูกด้วยกันสามคน หากมีเวลาว่าง ฉันจะไปช่วยงานของชุมชน ฉันรู้สึกว่าด้วยพลังบริสุทธิ์ที่อัลลอฮมอบให้ ฉันจะฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ได้เสมอ

และฉันก็ยังรู้ด้วยว่า แม้ชีวิตในตอนนี้จะเลิศเลอเพอร์เฟ็กต์ แต่วันใดวันหนึ่งอัลลอฮก็จะทดสอบฉันและท้าทายฉันด้วยอุปสรรค สารแห่งอิสลามเป็นสิ่งที่บอกให้ฉันเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ มีศรัทธา และกล้าเผชิญกับความทุกข์ยากในชีวิต อิสลามทำให้ฉันใช้ชีวิตอย่างมีสติ และไม่เคยลืมหลักการของศาสนา, ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่, ที่นำฉันเข้าสู่หนทางแห่งอิสลาม

บทความนี้เป็นการรำลึกถึงหนทางที่ผ่านมา ทางเดินที่นำฉันเข้าสู่อิสลาม. ในความฝันหลายครั้ง ฉันมักฝันว่าตัวเองคลุมฮิญาบ ซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่าฮิญาบได้เข้าไปสู่ความเป็นตัวฉันแล้ว เป็นเอกลักษณ์ของความเป็นมุสลิมของฉัน ฉันเดาว่านี่กระมังที่นำความหมายใหม่ของคำว่า 'ฮิญาบจากภายใน'
ฉันเคยสงสัยว่าตัวเองจะรู้สึกดีหรือเปล่าหากต้องแต่งตัวต่างจากผู้อื่นรอบๆ ตัว แต่ตอนนี้บอกได้เลยว่าไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าจะออกจากบ้านไปได้ยังไงหากไม่คลุมฮิญาบ ภายใต้ฮิญาบฉันพบกับความเป็นส่วนตัว ขอบเขต ศักดิ์ศรี และความรู้สึกปลอดภัย

ฉันมักโดนมองหรือโดนคอมเมนท์ต่อการคลุมฮิญาบ แต่ก็เห็นได้ว่าความรู้สึกของคนที่มีต่อการคลุมฮิญาบของฉันหากไม่เป็นบวกละก้อคือเฉยๆ แต่ไม่มีความรู้สึกเป็นลบ ฉันพบอีกว่าผู้ที่มิใช่มุสลิมจำนวนมากยอมรับว่าฮิญาบคือความสุภาพและความถ่อมตัว ทุกคนยอมรับฉันเป็นอย่างดี

ฉันรู้สึกว่าตัวเองได้แต่งเครื่องแบบที่ออกแบบโดยอัลลอฮ และเครื่องแบบที่ฉันได้รับมานี้เป็นหนึ่งในเสรีภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ฉันได้รับจากสังคมซึ่งผู้หญิงโอ้อวดร่างกายและกลายเป็นวัตถุเพื่อความพึงพอใจของเพศชาย



นาทีแห่งการค้นพบ




How the Bible Led Me to Islam

เขาไม่รู้ว่าคุตบะห์(การเทศนาธรรมในการนมาซวันศุกร์)ครั้งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาเพื่อเขาหรือไม่ แต่เขาคิดว่าเนื้อหาของคุตบะห์ในครั้งนั้นกำลังสื่อสารมาถึงเขา เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการที่ประตูแห่งการอภัยโทษของพระผู้เป็นเจ้าจะเปิดกว้างเสมอตราบใดที่มนุษย์ไม่ได้ตั้งภาคีหรือนำสิ่งอื่นมาเทียบเทียงกับพระองค์

หลังจากคุตบะห์บรรดามุสลิมเหล่านั้นก็เริ่มตั้งแถวนมัสการ เขาถามชายคนหนึ่งในแถวว่า “คุณกำลังจะทำอะไร” ชายคนนั้นตอบว่า “เรากำลังจะทำพิธีนมัสการ” เขาถามว่า “นมัสการใคร” ชายคนนั้นตอบว่า “นมัสการพระเจ้า ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดิน พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกับในไบเบิล พระผู้เป็นเจ้าเพียงหนึ่งเดียว “เขาตอบกลับไปว่า “ใช่ ผมรู้จักพระองค์”

เมื่อเขาเห็นบรรดามุสลิมก้มตัวลงและกราบลงบนพื้น เขาบอกกับตัวเองว่านี่คือการนมัสการ การเคารพสักการะ (worship) นี่ไม่ใช่เพียงการขอพร (prayer) เพราะการขอพร (prayer) คือการขอบางสิ่งบางอย่างจากพระผู้เป็นเจ้า แต่คนเหล่านี้กำลังนมัสการ (worship) พระเจ้าของเขา

เขาเริ่มบอกกับตนเองว่าเท่าที่ผ่านมาเขาไม่ได้ให้ความยุติธรรมกับศาสนาอิสลามเลยเขาอ่านหนังสือเล่มเล็ก ๆ เล่มเดียวที่ให้ข้อมูลที่บิดเบือนเกี่ยวกับอิสลามและไม่เคยคิดจะศึกษาอะไรเพิ่มเติม
เมื่อการนมาซวันศุกร์เสร็จสิ้นเขาจึงเดินเข้าไปหาอิหม่ามและถามว่า “คุณมีหนังสือที่เป็นคัมภีร์ไหม” อิหม่ามตอบว่าเรามีคัมภีร์ที่เรียกว่า อัล-กุรอาน และมีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษด้วย เขาถามอิหม่ามว่าเขาจะขออ่านหนังสือเล่มนั้นได้ไหม อิหม่ามตอบว่าได้ เขาจึงนำอัล-กุรอานฉบับนั้นกลับไปที่บ้าน นี่เป็นหนังสือที่เขาไม่เคยอ่านมาก่อนและรู้สึกสนใจมาก

เขาเริ่มอ่านบทแรกคืออัล-ฟาติฮะห์ จากนั้นเขาก็เริ่มอ่านบทอื่น ๆ และเริ่มเห็นชื่อต่าง ๆ เช่น อิบรอฮีม มูซา อีซา และอีกหลายชื่อที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี แต่ในอัล-กุรอานเรื่องราวของคนเหล่านี้มีบางอย่างที่แตกต่างไปจากที่เขาเคยอ่านมา เรื่องราวของคนเหล่านี้หลายเรื่องที่เขาเคยอ่านเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพฤติกรรมต่าง ๆ ที่น่ารังเกียจของพวกเขา แต่เรื่องราวของคนเหล่านี้ในอัล-กุรอานคือเรื่องราวของบุคคลที่มีคุณสมบัติอันดีเยี่ยม ที่เราสามารถนำมาเป็นตัวอย่างได้ เป็นบุคคลที่ปฏิบัติในสิ่งที่เขาสั่งสอนคนอื่นให้ปฏิบัติ

คืนนั้นเมื่อเขาอ่านเรื่องราวการกำเนิดของพระเยซูหรือนบีอีซา และเรื่องราวที่ชัดเจนเกี่ยวกับความบริสุทธิ์ของแมรี่หรือพระนางมัรยัม เมื่อเขาอ่านซูเราะห์อาลีอิมรอนจบเขาก็มอบหัวใจทั้งหมดให้กับอัล-กุรอาน เขาไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าการเป็นมุสลิมคืออะไร เขารู้เพียงว่าใครก็ตามที่ปฏิบัติตัวตามหนังสือเล่มนี้ เขาต้องการจะเป็นเหมือนผู้คนเหล่านั้น เขาอยากปฏิบัติตนเหมือนบรรดาผู้คนที่เป็นตัวอย่างของความดีงามในหนังสือเล่มนี้

เขาไม่เคยได้อ่านคัมภีร์เล่มใดที่กล้าท้าทายผู้อ่านว่า หากเราไม่เชื่อว่าหนังสือเล่มนี้เป็นสัจธรรมก็ให้หาข้อพิสูจน์มายืนยัน ทุกอย่างในหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องราวที่เป็นเหตุเป็นผล มีตรรกะ ชัดเจนและตรงไปตรงมา และเขาได้มอบหัวใจทั้งหมดให้กับอิสลาม ในขณะที่เขาอ่านอัล-กุรอานในคืนนั้นนั่นเอง…
สรุปความจากบางตอนในคำบรรยายเรื่อง How the Bible Led Me to Islam โดย Joshua Evans

ข้อมูลจาก https://www.youtube.com/watch?v=IYMKQKSV0bY






วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ผมชื่อซาอีด โอซาโกะ



"เมื่อก่อนผมคิดว่าอิสลามเป็นศาสนาที่ล้าหลัง ป่าเถื่อน..ห่างไกลจากความเจริญ".
""""""""""""""""""""""""""""""""""
...อัสลามูอาลัยกุม.
.ผมชื่อซาอีด โอซาโกะ..จากเมืองโอซูกะ..โตเกียว.ญี่ปุ่น.ผมจบการศึกษาด้านศาสนา ที่มหาวิทยาลัย มุฮัมมัดอัลซาอูด..ในกรุงริยาด,ซาอุดีอาระเบีย
..ก่อนที่ผมจะเข้ารับอิสลามนั้น..ผมนับถือศาสนาพุทธตามครอบครัวของผม.แต่ความเชื่อในศาสนาพุทธนั้นไม่สามารถเติมเต็มให้แก่จิตใจของผม มีหลายอย่างที่ผมไม่สามารถยอมรับได้..ผมรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มันแน่นอยู่ในอก ที่ต้องการหาทางออก..ผมจึงเดินทางไปประเทศอินเดียเพื่อศึกษาเกี่ยวกับศาสนาพุทธ..สุดท้ายผมว่าผมเสียเวลาเปล่าๆ
...หลังจากนั้นผมจึงไปยังประเทศจีนเพื่อที่จะได้ศึกษาเกี่ยวกับศาสนาต่างๆ..ระหว่างการเดินทางทางนั้นผมได้พบกับชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่ง(กลุ่มญมาอัตดะวะฮ์)..ตอนนั้นผมเพิ่งจะอายุ20ปี....ผมอยู่ร่วมกับพวกเขา กิน นอนกับพวกเขา.ผมได้เห็นกิริยามารยาทที่ดีงามของพวกเขา...ผมคิดว่านี่แหละศาสนาที่ผมตามหาอยู่..
....เมื่อกลับมาญี่ปุ่น..ผมเริ่มอ่าน และค้นคว้า ศึกษาทุกอย่างเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม...เมื่อก่อนผมคิดว่าอิสลามเป็นศาสนาที่ล้าหลัง ป่าเถื่อน..ห่างไกลจากความเจริญ.ของสังคมญี่ปุ่นและสังคมโลก...แต่ความคิดของผมต้องเปลี่ยนไปเมื่อผมพบกับความจริง...แท้จริงแล้วอิสลามเป็นศาสนาที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ชาติ.ทุกยุคทุกสมัย และยังทันสมัยตลอดไป.
....วันหนึ่งเมื่อผมขณะที่ผมค้นคว้าเกี่ยวกับศาสนาอิสลามอยู่ที่ห้องสมุดแห่งชาติกรุงโตเกียว..ผมได้พบเบอร์โทรศัพท์ของ สมาคมอิสลามในญี่ปุ่น..ผมรู้สึกตกใจและดีใจ ไม่คิดว่าจะมีอิสลามและมัสยิดในญี่ปุ่น..ผมจึงโทรไปถามคำถามต่างๆจากสมาคม..และขอให้ทางสมาคมส่งหนังสือเกี่ยวกับอิสลามมาให้..หลังจากนั้นอีกไม่นานผมก็ตัดสินใจเข้ารับอิสลามที่มัสยิดในกรุงโตเกียว..อัลฮัมดุลิลลาฮ์..
..จากนั้น ผมใช้เวลาศึกษาอิสลาม ผมค้นพบว่าอิสลามไม่ใช่แค่ศาสนา แต่อิสลามเป็นแบบอย่างที่สมบูรณ์ของการดำเนินชีวิต..หลังจากนั้นผมได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในมาดีนะห์ ,ซาอุดีอาระเบีย..
......ปัจจุบันผมทำงานสอนเกี่ยวกับศาสนาอิสลามและอัลกรุอานที่มัสยิดในกรุงโตเกียว..และใช้เวลาส่วนหนึ่งช่วยเหลือในการแปลอัลกรุอานเป็นภาษาญี่ปุ่น ที่ King Fahad Centre ในเมืองมาดีนะห์ ซาอุดิอาระเบีย
..
ที่มา Muttaqeen Sukreez Desa

คนสร้างหนังต่อต้านอิสลาม....ได้เข้ารับอิสลาม




คนสร้างหนังต่อต้านอิสลาม....ได้เข้ารับอิสลาม...อดีตเขาเป็นสมาชิกพรรค (freedom party ) ซึ่งเป็นพรรคที่เป็นศัตรูอิสลามอย่างรุนแรงที่สุดในประเทศเนเธอแลนด์
.....................................
....Arnoud van Doorn หนึ่งในอดีตสมาชิกพรรคการเมืองหัวรุนแรงขวาจัด Freedom Party ของประเทศเนเธอแลนด์ หรือดัตช์ ที่เคยสร้างภาพยนต์ดูหมิ่น ต่อต้านศาสนาอิสลาม ขณะนี้ได้ประกาศเข้ารับอิสลาม และเดืนทางเยือนมัสยิดนบวีย์ ก่อนเข้ามักกะห์ร่วมประกอบพิธีอุมเราะห์
หนังสือพิมพ์ Oukad ของซาอุดิอาระเบียรายงานว่า ในระหว่างที่เขาเดินทางเยือนมัสยิดนะบะวีย์ และได้เยี่ยมหลุมศพของท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลั๊ลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม น้ำตาของเขาก้ไหลออกมา และเขาได้ยืนร้องให้อย่างมาก ณ ที่ตรงนั้น
เขากล่าวว่า เขาเป็นอดีตของกลุ่มขวาจัดที่ต่อต้านศาสนาอิสลาม แต่หลังจากที่เขาได้เห็นปฏิกริยาที่กว้างขวางของมุสลิมที่ออกมาต่อต้าน ภาพยนต์อันน่ารังเกียจที่พวกเขาทำขึ้นในขณะนั้น ทำให้เขาได้เริ่มตั้งคำถามกับตนเอง และค้นหาคำตอบ ต่อความเชื่อมโยงที่ทำไมชาวมุสลิมจึงมีความรักอย่างมากมายต่อศาสนาของ และท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลลั๊ลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ของพวกเขา
เขายังเสริมอีกว่าหลังจากที่เขาได้ศึกษาเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ทำให้เขาพบว่าการกระทำในอดีตที่ผ่านมาของเขาเป็นความผิดพลาด และทำให้เขาได้ศึกษาเกี่ยวกับศาสนาอิสลามมากขึ้น และได้เข้าใกล้ชิดกับมุสลิมในเนเธอแลนด์ และได้เข้ารับอิสลามในเวลาต่อมา
ในระหว่างการเดินทางเยือนมหานครมดีนะห์ เขายังได้พบกับ Imam of Al-Masjid al-Nabawī (the Prophet's Mosque) Sheikh Salah Al Budair and Imam of Quba Mosque Sheikh Ali Al Huzaifi โดยได้รับการต้อนรับอย่างเป็นมิตร และยังได้รับคำแนะนำสำหรับการดำเนินชีวิตต่อไปของเขา
เขากล่าวก่อนที่จะเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ยังมหานครมักกะห์ว่า "การที่จะต้องเดินทางออกไปจากเมืองมะดีนะห์ ถือเป็นเรื่องเศร้า แต่เขาจะเดินทางไปต่อยังมหานครมักกะห์ เพื่อไปประกอบพิธีอุมเราะห์ และจะกลับมายังเมืองบริสุทธิ์แห่งนี้อีก ในเร็วๆ นี้"
หลังจากที่เขา ได้เดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ ณ นครมักกะห์ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอัลอะรอบียะฮฺ ว่า ตอนนี้เสมือนว่าตนได้อยู่อีกโลกหนึ่ง ที่ได้รับการผักผ่อน ภายหลังที่ตนได้ยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค (freedom party ) ซึ่งเป็นพรรคที่เป็นศัตรูอิสลามอย่างรุนแรงที่สุดในประเทศ
เขายังกล่าวเพิ่มอีกว่า เขาจะไม่ปกปิดว่า เขาเป็นหนึ่งคนจากพวกเหล่านั้น ก่อนที่ตนจะเข้ารับอิสลาม เขาเคยคิดว่าศาสนาอิสลามนี้เป็นศัตรูกับความอิสรภาพ ศัตรูกับมนุษยชาติ ศาสนาแห่งความโหดร้ายทารุณ ลิดรอนสิทธิสตรี และจะไม่ทำให้สังคมเกิดความสงบสุข ความคิดของเขาตอนนั้นก็เหมือนกับสมาชิกพรรคคนอื่นๆ
แต่ภายหลังตนได้คลุกคลีกับสังคมมุสลิมมากขึ้น รู้จักอิสลามมากขึ้น ทำให้ตอนนี้ตนก็ได้มาอยู่ ณ นครมักกะฮฺ นี่คือผลจากการศึกษาที่มีต่ออิสลาม อัลฮัมดุลิลละฮ์


ที่มา Muttaqeen Sukreez Desa



วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558

จากครอบครัวพุทธ...เข้ารับอิสลาม


จากครอบครัวพุทธ...เข้ารับอิสลามสนใจเรียนรู้ศาสนา จนเป็นอิหม่ามของมัสยิด อัล-ฟาติฮะห์ มัสยิดไทยแห่งแรกในอเมริกา
“อิหม่ามโพยม” ในวัยเกษียณจากการทำงาน และทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลมัสยิดแห่งนี้มาเกือบ 20 ปี ก็คือคำบอกเล่าที่ว่า แท้ที่จริงแล้วเขามาจากครอบครัวคนพุทธ และเป็นคนกรุงเทพฯ
“พ่อกับแม่ผมเป็นพุทธ ผมมีพี่น้อง 6 คน เป็นชาย 3 คน หญิง 3 คน ผมเป็นลูกชายคนสุดท้อง ครอบครัวของผมอยู่ที่สี่พระยา ตอนที่ยังเล็กๆ ก็เรียนหนังสือในโรงเรียนจีนที่สุรวงศ์จนจบชั้น ป.4 จากนั้นก็ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอิสระนุกูลย่านบางรัก และโรงเรียนสันติราษฎร์บำรุงจนจบ ม.8 และเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมเป็นนักบาสเก็ตบอล เคยได้เสื้อสามารถพระราชทานจากในหลวง ปัจจุบันนี้ผมยังเก็บไว้”
อย่างไรก็ดี อิหม่ามโพยม ไม่ได้จบธรรมศาสตร์ แต่ชีวิตพลิกผันเพราะน้องสาวชวนให้ไปเรียนต่อที่สหรัฐ ก่อนเหินฟ้าไปต่างแดนได้แต่งงานกับภรรยาที่เป็นมุสลิมซึ่งเป็นคนแถวสี่พระยาด้วยกัน แต่การเข้ารับอิสลามของอิหม่ามโพยมไม่ได้เกิดจากการแต่งงานเหมือนคนพุทธที่ต้องเปลี่ยนศาสนาทั่วไป เพราะเขาเข้ารับอิสลามด้วยความศรัทธาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว
“ผมได้รู้จักกับแฟนมาก่อนหลายปี แฟนเป็นมุสลิม เห็นเขาถือศีลอดแล้วรู้สึกประทับใจและสนใจศึกษาเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม และจึงตัดสินใจเข้ารับอิสลาม จากนั้นสามปีถึงให้แม่ไปขอภรรยาที่เป็นมุสลิม แล้วก็แต่งงานกัน”
ครอบครัวของอิหม่ามโพยมเป็นครอบครัวเล็กๆ มีด้วยกัน 4 คน คือตัวอิหม่าม ภรรยา และลูกสาว 2 คน ลูกสาวคนโตเกิดในประเทศไทย ส่วนคนเล็กเกิดที่สหรัฐ เมื่อบากบั่นมาตั้งรกรากถึงอเมริกา อิหม่ามโพยมก็ไม่ได้ทิ้งการเรียน แต่ยังศึกษาต่อจนจบถึงปริญญาโทด้านการเงิน และทำงานเหมือนคนอื่นๆ กระทั่งเกษียณออกมาเมื่อ 5 ปีที่แล้ว

"""""""""""""""""""""""
ที่มา Muttaqeen Al Islam



วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2558

"ฮิญาบ" ในความคิดเห็นจากมุสลิมะห์ชาวญี่ปุ่น(มุอัลลัฟ)



เมื่อตอนที่ฉันเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นศาสนาตามธรรมชาติโดยกำเนิดของเรานั้น กำลังมีการถกเถียงกันอย่างรุนแรงเกี่ยวกับนักเรียนหญิงที่คลุมฮิญาบในโรงเรียนของฝรั่งเศส

คนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะคิดและรู้สึกว่า ผู้หญิงมุสลิมสวมฮิญาบเพราะพวกเธอเป็นทาสของวัฒนธรรมจนมันถูกมองเสมือนว่าเป็นสัญลักษณ์ของการกดขี่ พวกเขาเชื่อว่าเสรีภาพและอิสรภาพของผู้หญิงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ถ้าหากพวกเธอไม่ถอดฮิญาบออกเสียก่อน

ฉันเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของผู้หญิงเหล่านั้น ฮิญาบของฉันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ทางเชื้อชาติและวัฒนธรรมของฉัน มันไม่ใช่เครื่องหมายทางสังคมหรือการเมือง มันแค่เป็นอัตลักษณ์ทางศาสนาของฉันก็เท่านั้น

ฉันสวมฮิญาบมาตั้งแต่เข้ารับอิสลามในกรุงปารีส ลักษณะที่หลากหลายของฮิญาบขึ้นอยู่กับประเทศที่ผู้สวมใส่อาศัยอยู่ หรือขึ้นอยู่กับระดับความรู้ทางศาสนาของผู้สวม ในฝรั่งเศสฉันคุลมผ้าธรรมดาๆ ที่เข้ากับชุด และมันแปะเพียงบางเบาอยู่บนศีรษะของฉันจนมันเกือบจะเป็นไปตามสมัยนิยม ตอนที่ฉันไป ซาอุดิอารเบีย ฉันสวมเสื้อคลุมสีดำปิดหมดทั้งตัว แม้แต่ตาของฉันก็ไม่เปิดให้เห็น ดังนั้น ฉันจึงมีประสบการณ์กับฮิญาบตั้งแต่แบบที่ง่ายที่สุดของมันไปจนถึงแบบที่สมบูรณ์มากที่สุด

ในฐานะคนต่างชาติ(คนญี่ปุ่น)ในปารีส บางครั้งฉันรู้สึกไม่สบายใจที่ถูกผู้ชายจ้องมอง แต่ในชุดฮิญาบฉันไปไหนมาไหนโดยไม่มีใครจับสังเกต และได้รับการปกป้องจากการจ้องมองที่ไม่สุภาพ

ฮิญาบทำให้ฉันมีความสุข มันเป็นทั้งสัญญาณของการเคารพเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺและเป็นการประกาศถึงความศรัทธาของฉัน ฉันไม่จำเป็นต้องประกาศความเชื่อของฉัน เพราะฮิญาบบอกให้ทุกคนที่เห็นได้รู้แล้ว โดยเฉพาะพี่น้องมุสลิม และมันจึงช่วยกระชับสายสัมพันธ์ของความเป็นพี่น้องกันในศาสนาอิสลาม

ในไม่ช้าการสวมฮิญาบก็เป็นไปเองโดยธรรมชาติ ด้วยความสมัครใจอย่างแท้จริง ไม่มีมนุษย์คนไหนจะบังคับให้ฉันสวมมันได้ ถ้ามีคนบังคับ ฉันอาจจะขัดขืนและปฏิเสธก็ได้ “อัลลอฮฺทรงสั่งใช้เรื่องนี้ (ฮิญาบ) ไว้อย่างเน้นหนัก” และในเมื่ออิสลาม (ตามความหมายในตัวของมันเอง) หมายถึงเราต้องปฏิบัติตามพระประสงค์ของอัลลอฮฺ ฉันจึงทำหน้าที่ในอิสลามของฉันด้วยความเต็มใจและโดยไม่มีความยากลำบาก อัลฮัมดุลิลละห์

ครั้งหนึ่งท่านศาสดาเคยถามฟาฏิมะห์ บุตรสาวของท่านว่า “อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิง?” และนางตอบว่า “การที่ไม่มองผู้ชายและไม่ถูกมองโดยผู้ชาย”

การมองฮิญาบจากภายนอก ทำให้ไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่ถูกซ่อนไว้ได้ ช่องว่างระหว่างการอยู่ข้างนอกแล้วมองเข้ามา กับการอยู่ข้างในแล้วมองออกไป อธิบายถึงความว่างเปล่าในความเข้าใจต่ออิสลาม คนภายนอกอาจจะมองว่าอิสลามเป็นอุปสรรคสำหรับมุสลิม แต่อย่างไรก็ตาม ภายในนั้นมีความสันติสุข, เสรีภาพ และปิติสุข ซึ่งผู้ที่ได้ประสบกับมันไม่เคยรู้จักมันมาก่อน

ครั้งหนึ่งทีญี่ปุ่น...พ่อของฉันกังวลใจเมื่อฉันออกไปข้างนอกในชุดเสื้อแขนยาวและคลุมศีรษะแม้จะในวันที่อากาศร้อนที่สุด แต่ฉันพบว่าฮิญาบช่วยปกป้องฉันจากแสงอาทิตย์ ที่จริง เป็นฉันต่างหากที่รู้สึกไม่สบายใจที่เห็นขาของน้องสาวตอนที่เธอสวมกางเกงขาสั้น..มันชั่งต่างกันจริงๆ


................................
ที่มา Muttaqeen Al Islam



วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

จากนักโทษในเรือนจำ กลับออกมาในสภาพที่เป็นมุสลิม



จากนักโทษในเรือนจำกรุงเทพจำเป็นเวลา 20 ปี ......แต่เขากลับออกมาในสภาพที่เป็นมุสลิม
Convert to Islam in Thai Prison
. มิทเชล เบลค (ชื่อมุสลิม..อามีน มูบารัก)หนึ่งในผู้เป็นนักโทษคดียาเสพติดชาวออสเตรเลีย ที่ถูกคุมขังในเรือนจำที่กรุงเทพ เขาเป็นนักค้ายาเสพติดชาวออสเตรเลียรายใหญ่ที่สุดที่ทางการไทยสามารถจับกุมตัวได้ เขาต้องโทษในเรือนจำเป็นเวลา 20 ปี ...
... หลังจากนั้นเขาเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดในเมืองซิดนีย์ ออสเตรเลียแต่เขากลับไปในสภาพของมุสลิม มิใช่คนเดิมอีกแล้ว หลังจากที่เขาได้รับทางนำในเรือนจำในกรุงเทพ จนนำไปสู่การเปลี่ยนหันมารับอิสลามในเรือนจำแห่งนั้นในที่สุด .
.......คนแรกที่ผมบอกว่าผมรับอิสลามแล้วก็คือแม่ของผม...รู้ไหมแม่ผมรู้สึกอย่างไร..แม่กล่าวว่า ตอนแรกลูกเป็นพ่อค้ายาเสพติด แล้วมาติดคุกเป็นอาชญากร แล้วตอนนี้ยังอยากจะเป็นผู้ก่อการร้ายอีกเหรอ(เป็นอิสลาม)...แล้วรู้ไหมว่าเดี๊ยวนี้แม่เป็นคนคอยเตือนผมเมื่อถึงเวลาละหมาด...อัลฮัมดุลิลละฮ์

......................

ที่มา
Muttaqeen Al Islam




วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558

ศาสนาที่มาจากพระเจ้า




อาลี - เป็นคริสต์คาทอลิค
ฟาติมะ - เป็นพุทธ
มีฮาซัน - เป็นบุตรชาย

เราอยู่ร่วมกับสังคมมุสลิมมาเป็นเวลากว่า 2 ปี ที่พัฒนาการ ซอย 38
โดยอยู่ร่วมกับมุสลิมวัยรุ่น ที่มาเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต
ช่วง 2 ปีที่อยู่ไม่ได้รู้สึกว่าอิสลามดีตรงไหน มุสลิมที่เราคลุกคลีสอนให้เรารู้ว่าอิสลามยุ่งยากมาก
แม้แต่เราไปยืมจานเขามาใส่กับข้าว เขาก็ไม่ให้เรากลัวเราเอาไปใส่หมู ถ้าเราเอาจานใส่หมูไปกินกับเขา เขาก็ต้องเอากระดาษหนังสือพิมพ์มารองจานที่เรากินเพื่อไม่ให้จานที่ใส่หมูของเราสัมผัสพื้นห้องของเขา
จนเราพูดกับสามีว่าเขาคนละพวกกับเรา ต่อให้คุยกันได้แต่พวกเขากับเราเหมือนอยู่คนละประเทศกัน

แต่เรื่องที่เขาอธิบายเรื่องคลุมผม และเรื่องหลักๆของอิสลามเรารับฟังได้อยู่
แต่เรื่องกินอาหารด้วยกันนี่รับไม่ได้ ที่สำคัญเราถามเรื่องอิสลามกับเขา
เขามักจะตอบไม่ได้และไม่ชัดเจน เหมือนกับว่าเป็นมุสลิมแค่นามบัตรเฉยๆ จากช่วงแรกๆที่เราถามเรื่องของอิสลามก็จบไปกลายเป็นคุยกันแต่เรื่องหนังเพลงเรื่องทางโลกทั่วไป

จากนั้นปีที่ 3 มาถึง ดิฉันและสามีย้ายลงมาอยู่ชั้น 1
แต่เดิมอยู่ชั้น 4 ได้คลุกคลี กับ บังคนหนึ่งซึ่งเคยเป็นคนพุทธมาก่อน
บังคนนี้ทำให้ภาพอิสลามที่เห็นแก่ตัวเปลี่ยนไป แกทุ่มเท ใส่ใจเรา 2 สามีภรรยา
ต้องการอะไรในการย้ายและแต่งห้องแกก็หามาให้ มีอะไรแบ่งมาให้กินไม่ขาด
แกซื้อใจเรา 2 คนได้ และเราเริ่มรู้สึกดีกับอิสลามแล้วล่ะ
และสามีเล่าให้แกฟังเรื่องมุสลิมข้างบนว่าอิสลามยุ่งยาก อะไรๆก็ไม่ได้ ห้ามไปหมด
ทำให้รู้สึกว่าอะไรกันนักหนาอิสลาม แต่บังแกกลับบอกว่า ก็เพราะมันเป็นอย่างนี้น่ะสิ
คนต่างศาสนาถึงหนีกันหมด เกลียดอิสลามกันหมด ก็เพราะรู้แบบผิดๆ ปฏิบัติแบบผิด
จริง ๆ อิสลามง่ายนิดเดียว แกก็เริ่มบอกให้สามีฟังว่าจริงๆแล้วอิสลามดีและง่ายยังไง

บังชอบมาพูดเรื่องพระเจ้าให้สามีฟัง สามีก็คุยเรื่องพระเยซูสู่กันฟัง ไม่นานสามีก็มาพูดแปลก ๆ กับดิฉัน
สามีบอกว่าคริสต์กับอิสลามเหมือนกันมาก ฉันก็ไม่สนใจ ไร้สาระพระเจ้าบ้าบออะไรกัน
ฉันก็เถียงเอาเรื่องพุทธศาสนามาแย้ง จากนั้นทุกคืนถึง ตี 2 ตี 3 สงครามเรื่องศาสนาในมุ้งก็มีทุกคืน
เราทะเลาะกันบ่อย แทบทุกวัน วันหนึ่งสามีบอกเขาเข้าอิสลาม ดิฉันขอร้องอย่าได้ไหม ฉันรับไม่ได้
สามีก็ยอม สามีบอกว่าเขาเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง คริสต์ไม่รู้ว่าพระเจ้าคือใครกันแน่
แต่อิสลามตอบคำถามได้หมดทุกอย่าง สามียังบอกอีกว่าสิ่งที่พระเจ้าเกลียดที่สุด คือการกราบไหว้รูปปั้น
ไม่มีทางได้ขึ้นสวรรค์ สิ่งอื่นพระเจ้าอภัยโทษให้ได้ ยกเว้นเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น

คำพูดนี้เป็นคำพูดที่มันหลอนอยู่ในใจฉัน ทุกวันเวลาเดินผ่านศาลพระภูมิ
มือฉันจะยกขึ้นไหว้แบบไม่ต้องสั่งเพราะมันอยู่ในสายเลือด แต่วันนี้ฉันแค่เดินผ่าน
และหันมองที่รูปปั้นเท่านั้น ในใจคิดว่า ไม่กล้าไหว้ ถ้าเกิดมีพระเจ้าขึ้นมาจริงๆ ซวยแน่

ฉันไม่ได้ไหว้พระและรูปปั้นมาหลายวันแล้ว และเริ่มทำใจยอมรับได้แล้วว่าสามีไม่ได้พูดเล่น
ฉันกลับไปบอกสามีว่า ฉันไม่ได้ไหว้รูปปั้นแล้ว แต่ขอเวลา 2 ปี ค่อยเข้าอิสลามนะ สามีก็ตกลง
จากนั้น ไม่นาน ฉันก็เริ่มสงสัย อิสลามมันมีอะไรแน่ ฉันถามสามีหลายอย่างเขาตอบไม่ได้
เขาให้ไปถามบัง ฉันหยิ่ง ฉันไม่ถาม แต่ ฉันเข้าอินเตอร์เน็ต

ฉันค้นหาคำว่าอิสลาม และเจาะลึกเข้าไปทุกทีๆ จากอดีตที่อิสลามบันทึก ปัจจุบันวิทยาศาสตร์คั้นพบ
ว่ามีจริง และ นั่นกลับตรงกับสิ่งที่พระเจ้าของอิสลามบอกไว้ น่าทึ่ง และฉันค้นพบเรื่องศาสนาพุทธของฉันว่า
หลาย ๆ คำ มีความหมายหมายถึงพระเจ้า ไม่ได ้หมายถึง สิทธัตถะ ศาสดาของศาสนาพุทธ น่าทึ่ง
และที่สำคัญ สิทธัตถะ ไม่เคยสั่งสอนให้ไหว้รูปปั้น ศาลพระภูมิ อะไรทั้งนั้น
ท่านยังบอกอีกว่า อย่าไปกราบไหว้มันเลย มันไม่ได้คุณประโยชน์อะไรกับเราหรอก
ใช่สิ ฉันเชื่อศาสดาของฉัน ฉันยิ่งมั่นใจว่าฉันจะไม่ไหว้ อีกอย่างฉันระลึกเสมอว่า
สิทธัตถะสอน ไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ ให้พิสูจน์ด้วยตนเองให้รู้แจ้งค่อยเชื่อ
นี่ไงฉันกำลังทำตามพระพุทธเจ้าของฉันสอน
และการทำตามพระพุทธเจ้าของฉันสอนนี้กำลังนำฉันมาสู่ความเชื่อใหม่

ใจฉันยอมรับแล้ว แต่ยังไม่รู้สึกรัก รู้สึกแค่ว่าพระเจ้าคือคนแปลกหน้าเสมือนพ่อเลี้ยง
จะให้รักเหมือนพ่อแท้ๆ ได้ไง ทำไม่ได้ สามีจึงปรึกษาบัง บังบอกว่ารอให้ศรัทธาก่อนค่อยเข้า
หาศรัทธาให้เจอ ฉันบอกว่าตอนนี้ยังหาไม่เจอ จนวันหนึ่ง บังบอกให้คุยกับลูกเขย ของบังซึ่งคนนี้แน่นเรื่องศาสนา สามีก็ถามข้อข้องใจบังเขาก็เคลียร์ซะกระจ่างใจเลยที่เดียวเข้าใจอิสลามชัดเจนเข้าไปอีก ตาฉันถามละ

บังคะ หนูสงสัย พระเจ้าทำไมให้สวรรค์แค่มุสลิม แล้วคนอื่นที่ไม่เคยรู้เรื่องพระเจ้าล่ะ จะยุติธรรมกับเขาได้ยังไง
วันนั้นพระเจ้าจะทดสอบให้ลองเข้าประตูนรก สวรรค์ เพื่อดูหัวใจเขาว่าคนต่างศาสนาคนนั้น
จะเชื่อพระเจ้าไหม หากพระองค์สั่งให้เข้าประตูนรก หากเขาเข้าแสดงว่าเชื่อฟังประตูนรกนั้นจะเป็นประตูสวรรค์
แต่ถ้าใครทำตรงข้ามไม่เชื่อฟัง เห็นประตูนรกแล้วไม่เข้าทั้งที่พระเจ้าสั่ง แต่ไปเข้าประตูสวรรค์ นั่นล่ะคือประตูนรก บังยกตัวอย่าง
บัง หนูหาศรัทธาไม่เจอ บังพ่อตาบังบอกให้หาศรัทธาให้เจอก่อนค่อยเข้าก็ได้

บังย้อนถามกลับว่า แล้วเชื่อไหม ว่าพระเจ้ามีจริง
เชื่อค่ะ
บังพูดว่า นั่นล่ะเขาเรียกว่า ศรัทธาแล้ว ศรัทธาคือความเชื่อไง

ฉันถามต่อว่า ยังไงก็ยังไม่อยากเข้าอยู่ดี ละหมาดก็ไม่เป็น เสื้อผ้าก็ไม่มี
อยากให้พร้อมให้เป็นก่อนค่อยเข้าไม่อยากให้มีบาปปนเปื้อน ทำบาปมาเยอะต้องการขาวสะอาดจริงๆ

บังบอกว่า ไม่ต้อง เข้าก่อนพร้อมเมื่อไรก็ค่อยทำ ละหมาดไม่เป็นก็เข้าได้ ค่อยๆศึกษาได้
ไม่จำเป็นต้องทำเป็นก่อนค่อยเข้า แล้วความรักในพระเจ้าจะเพิ่มมากขึ้นเอง"

ฉันลืมบอก วันนั้นเองเป็นวันที่ฉัน รับอิสลามพร้อมสามี คุณรู้ไหมวันนั้นเป็นวันอะไร วันมาฆบูชา วันพระใหญ่ ของชาวพุทธ ฉันไม่ได้ไปตักบาตรตอนเช้าเหมือนคนอื่น และตอนค่ำก็ไม่ได้ไปเวียนเทียนด้วย แต่คืนวันนั้นเองฉันกลับรับอิสลาม

ฉันอยากบอกว่า ฉันรับอิสลามเพราะความศรัทธาในศาสนา
ไม่ใช่รับเพราะดูการกระทำตัวของมุสลิมหรือถูกมุสลิมเป่าหูมา
เพราะฉันฟังจากมุสลิมแล้วฉันไม่ได้เชื่อ แต่ฉันไปศึกษาค้นคว้าหาคำตอบด้วยตนเอง
แล้วการศึกษาหาคำตอบของฉันนั้นทำให้ฉันทึ่งในหลักคำสอนที่ละเอียดอ่อนมาก
อิสลามสอนทุกเรื่อง และวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริงตามที่อิสลามสอนมาแล้ว
เป็นเวลากว่าพันสี่ร้อยปี เช่น อิสลามห้ามผู้ชายใส่ทองมานานแล้ว
มาปัจจุบันวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ก็มาพิสูจน์ได้ว่า
ทองมีผลต่อการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายจริง

และเรื่องที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องการกำเนิดตัวอ่อน
ในคัมภีร์อัลกุรอาน อัลลอฮฺบอกไว้ชัดเจน ว่าก่อนจะเป็นทารกที่สมบูรณ์
์ในระบบอวัยวะมีส่วนเกิดก่อน เกิดหลัง นักวิทยาศาสตร์ก็มาค้นพบด้วยกล้องจุลทรรศน์
ทีหลังว่าตรงกับที่กุรอานกล่าวไว้อย่างชัดเจน โดยที่นักวิทยาศาสตร์ท่านนั้นบอกเองว่า
เป็นไปไม่ได้ที่คนโบราณสมัยก่อนจะรู้เรื่องราวในร่างกายมนุษย์ที่น่ามหัศจรรย์ได้ละเอียดขนาดนี้
สมัยก่อนไม่มีกล้องจุลทรรศน์ การแพทย์ก็ไม่ได้ก้าวหน้าเหมือนยุคนี้ คนที่จะรู้เรื่องราวและอธิบายการกำเนิดตัวอ่อนในครรภ์มารดาได้ตรงและละเอียดขนาดนี้คือคนที่สร้างมนุษย์เท่านั้น

นี่เพียงแค่ สองเรื่องเท่านั้นที่ฉันศ้นคว้าหาความจริง
สองเรื่องนี้ก็ระบุให้เห็นชัดเจนแล้วว่าอิสลามนี่ล่ะคือวิทยาศาสตร์ ล้วนๆ อธิบายได้หมดทุกอย่าง
ฉันยิ่งค้นคว้าฉันก็ยิ่งเข้าลึกเข้าไปในเรื่องราวการสอนของอิสลามและคำสอนนั้น
พระเจ้าสั่งให้นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมันพิสูจน์ได้หมดตามวิทยาศาสตร์ที่ฉันเชื่อ
อย่างนี้หรือเรียกว่างมงาย สิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ คนส่วนใหญ่เชื่อถือไม่ใช่หรือ
ก็อิสลามนี่ไงวิทยาศาสตร์ล้วนๆ แล้วทำไมยังว่าอิสลามงมงายกันอีก
แล้วหลายคนยังกราบไหว้สิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ นี่ยิ่งไม่หลงงมงายกว่าอีกหรือ
ฉันคิดนะว่า แม้อิสลามจะกราบไหว้พระเจ้าที่มองไม่เห็น ( ซึ่งดูงมงายในสายตาคนที่เชื่อเรื่องพระเจ้า )
แต่การไหว้พระเจ้าของอิสลามไม่ได้เสียเงิน ไม่ต้องซื้อของเซ่นไหว้ แค่ก้มๆเงย 5 เวลาต่อวัน
แล้วก็ทำความดี แค่นี้เอง ไม่เดือดร้อนกระเป๋าสตางค์ ระดับพระเจ้าแล้วท่านไม่กินของหยาบแบบเราหรอก
พระองค์อิ่มทิพย์ไม่มีอารมณ์ใฝ่ต่ำแบบพวกเราหรอก

ฉันคิดไปอีกว่าตอนที่ฉันกราบไหว้รูปปั้นนั้น ไหว้ทำไม
ถ้าเป็นระดับเทพยดาแล้ว ทำไมต้องกินของเซ่นไหว้ด้วย
ถ้ากินของที่มนุษย์กิน ก็เท่ากับว่าเทพเหล่านั้นไม่ได้ต่างกับมนุษย์เลย
เมื่อไม่ต่างแล้วจะให้ความสำคัญ เคารพกราบไหว้ทำไม มีแต่เสียเงิน
เอาไปบริจาคช่วยเหลือคนจนดีกว่าเสียอีก แล้วลองไม่เซ่นไหว้สิ มันก็มาเข้าสิง
ทำให้เรากลัว มันจะได้กินของจากเราอีก นั่นหรือพระเจ้าที่แท้จริง ต้องขอมนุษย์กินด้วยหรือ
มีคนว่าฉันงมงายเรื่องพระเจ้า
ฉันอยากย้อนถามกลับไปว่า ที่พวกชาวคริสต์ล่ะ พวกคุณชอบไม่ใช่หรือ
ประเพณีการแต่งงานของเขา การแต่งตัวของเขา วัฒนธรรมของฝรั่งคนทั่วโลกก็นำมาใช้แล้วคิดว่าหรูหราทันสมัย คุณลืมอะไรไปหรือเปล่า พวกเขาส่วนมากเป็นคริสต์นะ แล้วคริสต์นับถืออะไร พระเจ้าไง นั่นไง อย่างนี้ชาวคริสต์ก็งมงายสินับถือพระเจ้าด้วย แต่ทำไมไม่ว่าคริสต์งมงายล่ะ ทีอิสลามเชื่อเรื่องพระเจ้ากลับถูกว่า หรือเพราะอิสลามแต่งตัวโบราณ ไม่ใส่สูตรหรูๆ เลยถูกเหมาว่างมงาย วัดกันที่การแต่งกายนั่นเอง

อิสลามละหมาด 5 เวลาโดนว่าว่ายุ่งยากเรื่องมาก เขาไปทำความดีในมัสยิดนะ
แต่ทีคนส่วนมากไปกินเหล้า เที่ยว ไม่เห็นจะโดนว่าเลย โลกนี้มันเห็นผิดเป็นชอบหมดแล้วจริงๆ
ความชั่วถูกยกให้ถูกต้อง เช่นการพนัน หวย ก็ถูกเอามาขายเสรี พออิสลามต่อต้าน ก็ว่าไม่ปรับตัวเข้ากับยุคสมัย
จะปรับไปทำไม ปรับไปทำความชั่วนี่นะ น่าภูมิใจเหลือเกิน
ผู้หญิงมุสลิมคลุมผม แต่งตัวมิดชิดก็ถูกตำหนิ แนะนำให้นุ่งน้อยห่มน้อย ให้นำไปสู่การถูกข่มขืน นี่มันดีหรือกับการให้ปรับตัวเข้ากับสมัยใหม่ น่าสมเพศกับกลุ่มชนที่คิดได้แค่นี้

ศาสนาที่มาจากพระเจ้าย่อมไม่มีที่ติ
แต่ถ้าเป็นศาสนาที่มนุษย์คิดขึ้นมาเองคงตอบคำถามทุกข้อสงสัยไม่ได้ เพราะมนุษย์ไม่ได้เป็นคนสร้างทุกอย่างบนโลกนี้ แต่พระเจ้าซี่งเป็นผู้ที่สร้างย่อมรู้ดีและอธิบายความจริงได้ชัดแจ้งกว่ามนุษย์คนใด

ฉันและสามีเป็นมุสลิมแล้ว และฉันพึ่งรู้เดี่ยวนี้เองว่า สังคมมุสลิมเป็นสังคมที่ช่วยเหลือกันอย่างมาก
ช่วยกันด้วยหัวใจบริสุทธิ์จริงๆ มีปัญหานิดเดียวแต่พี่น้องมุสลิมมาหามาช่วยถึงที่ ไม่เคยทอดทิ้งฉันและสามีเลย
ฉันไม่เคยอยู่ในสังคมแบบนี้ สังคมที่ไม่กล้านินทา ไม่กล้าคิดร้ายต่อพี่น้องของเขาเอง เขายำเกรงพระเจ้าในทุกกริยาอาการแม้แต่ความคิด เขาทำดีกับพี่น้องมุสลิมเพื่อถวายพระเจ้าของเขา เขาไม่ทำชั่วเพราะยำเกรงพระเจ้าของเขา

เมื่อได้เข้ามาคลุกคลีกับมุสลิม ทำให้ได้รู้หลายๆอย่างว่าข่าวที่ประโคมตามทีวีว่ามุสลิมก่อการร้ายหัวรุนแรงนั้น
จริงๆแล้วไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเลย ทำไมเขาต้องทำแบบนั้น ถ้าพ่อแม่ฉันถูกฆ่า น้องสาวถูกลากไปข่มขืนต่อหน้าต่อตา ก็ไม่แปลกนะที่ฉันจะลุูกมาต่อสู้แบบนั้นมุสลิมไม่ได้คิดจะทำสงครามง่ายๆหรอก
ถ้าเขาไม่ถูกรุกรานเกินทนได้จริง ๆ เพราะศาสนาอิสลามไม่ได้สอนให้ทำสงครามง่ายๆ
ภาพทหารอเมริการุกราน ฆ่ามุสลิมที่บริสุทธิ์ ข่มขืนผู้หญิงมุสลิม ฆ่าพ่อของลูกเล็กๆที่ยังแบเบาะ
ฆ่าแม่ของเด็กน้อยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือแม้แต่เด็กตัวเล็กที่ถูกฆ่าด้วยความตั้งใจ
ทำไมมันหาดูยากนัก ทำไมมันไม่ถูกแพร่ภาพไปทั่วโลกบ้าง มุสลิมตัดคอตัวประกันคนเดียวเป็นข่าวถูกประณามทั่วโลก ทหารอเมริกาฆ่ามุสลิมไปกี่พันหมื่นครอบครัวทำไมมันไม่ถูกประณามบ้าง
มันก็ได้แค่พูดว่าเป็นความผิดพลาด แล้วให้ข้อมูลเท็จตลอด
ฆ่าไปเป็นร้อยแต่บอกว่ามุสลิมตายไม่ถึง 10 ทำนองนี้เสมอ

ถ้าคุณได้เห็นภาพลับต่างๆที่อเมริกา ยิว อังกฤษ เดนมาร์ก หัวโจกเหล่านี้ทำเลวไว้กับมุสลิม
แล้วคุณจะรู้ว่าสิ่งที่คุณรู้เกี่ยวมุสลิมก่อการร้ายนั้นคุณคิดผิด คุณบริโภคข่าวเท็จตลอด ฉันขอพรต่อพระเจ้าของฉัน ให้ความเลวของชนชาติ ที่รังแกอิสลาม มันถูกประณามและประจักษ์แก่สายตาคนทั่วโลก เพื่อที่คนพวกนั้นจะได้ตาสว่าง


....................................
Cr:line Boonyarit Bilmad



วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2558

ฮิดายะฮฺ ยอมิน



อัลลอฮุอักบัร:


เรื่องราวของสาวมุสลิมใหม่ชาวไทย "ฮิดายะฮฺยอมิน" กับอุบัติเหตุที่เธอประสบถึง 9 ครั้งในชีวิต
ทำให้เธอฉุกคิดว่าต้องมีใครที่คอยปกป้องดูแลเธออยู่
หันไปก็เจอเพียง แต่โดมมัสยิดอยู่กับตัวเองและความคิดในสมองเมื่อเธอรอดจากเหตุการณ์นี้มาได้ ผู้ที่อยู่เหนือทุกสิ่ง
ฮิดายะห์ ดำเนินชีวิตแบบวัยรุ่นที่มีความคิดมีความมั่นใจเป็นตัวของตัวเอง จนอุบัติเหตุครั้งสุดท้ายทำให้เธอศึกษาอิสลามและตัดสินใจในที่สุด
เมื่อเธอต้องการเข้ารับอิสลามเธอจึงบอกกับพ่อแม่ของเธอแล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อพ่อแม่ที่เลี้ยงเธอมาได้บอกว่า แต่ด้วยกำหนดของอัลลอฮ์

จากชีวิตที่ไร้แก่นสารขาดทิศทางในการดำเนินชีวิต และอัลฮะดีษ >> ด้วยความเชื่อมั่นว่าอัลลอฮ์คือพระเจ้าหนึ่งเดียวเท่านั้น

หลังจากเข้ารับอิสลาม 6 เดือนเธอก็ได้พบกับคู่ครอง
เป็นการแต่งก่อนจีบทั้งคู่ไม่ได้เริ่มด้วยความรัก แต่เพราะศรัทธาเดียวกัน
เธอบอกว่า "เรารักอัลลอฮ์รักนบีและอยากทำงานเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเธอเองก็เคยขอดุอาอฺไว้เช่นนี้อัลฮัมดุลิละฮ์คู่ครองของเธอเป็นเชฟมาหลายประเทศจึงช่วยกันในเรื่องอาหารฮาลาล
ช่วงเวลาหลังจากเข้ารับอิสลามเธอตั้งปณิธานไว้ว่าเวลาในชีวิตทุกวินาทีมีคุณค่า บางเวลาไม่อาจย้อนมาได้ เธอดำเนินชีวิตในแบบมุสลิมและยังเผยแพร่ศาสนาช่วยงานด้านการศึกษาและอาหารฮาลาลอย่างแข็งขัน
อัลอัมดุลิลละฮ์มาชาอัลลอฮ์ สู่แสงสว่างของชีวิตขอความเมตตาและความจำเริญและริซกีได้เพิ่มพูนให้กับชีวิตของเธอให้อยู่กับความมั่นคงในศาสนาตลอดไป

.......................

เครดิต Muttaqeen อัลอิสลาม


วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

อุลมาอฺ แห่งเยอรมันนี




"นี่คือหนังสือเล่มเดียวที่เรามีอยู่ และนี่คือสาเหตุที่ทำให้ผมเข้ารับอิสลาม เป้าหมายของผมคือสรวงสวรรค์ ญันนะตุล ฟิรเดาว์ และอัลกรุอ่านก็คือ ประตูชัยของชีวิตผม ถ้าคุณชอบอิสลาม ก็จงให้ความสนใจกับการเรียนการสอนคัมภีร์อัลกรุอ่าน "
ท่านผู้นี้คือ ปีแอร์ สะลาฮุดดีน โวจล์(หรือ อบูฮัมซะห์) ได้เข้ารับอิสลามเมื่อเดือนมิถุนายน ปี2002 และเคยศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย Umm Al-Qura ในนครมักกะห์
.
...ที่ประเทศเยอรมัน เขาเคยเป็นบาทหลวง นักเทศ ที่มีชื่อเสียงมาก หลังจากที่เขาได้เข้ารับอิสลาม เขาได้ทำการดะวะฮ์ในเยอรมัน มีคนเยอรมันเป็นพันๆคนเขารับอิสลาม สาเหตจากการสอนของเขา และทุกวันนี้เขาได้อุทิศชีวิตของเขาเพื่ออิสลาม และเขายังได้ต่อสู้ เรียกร้องถึงสิทธิ ของมุสลิมในเยอรมันอิกด้วย
...ขออัลลอฮ(ซบ.)ทรงเมตตา ช่วยเหลือ และปกป้อง อบูฮัมซะห์ ให้ยืนหยัดมั่นคง ในการพยายาม ในงานศาสนา(ดะวะฮ์) และขออัลลอฮ(ซบ.)ทรงตอบแทนในความพยายามของเขาด้วยเถิด...อามีน



Cr.Muttaqeen Al Islam



วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558

พระคริสต์ ตื่นขึ้นมาจากอาการโคม่านาน 17 เดือนเข้ารับศาสนาอิสลาม





นักบวชคาทอลิกจากเกาะชวาในอินโดนีเซียที่ได้ตื่นขึ้นมาจากอาการโคม่านาน 17 เดือนเนื่องจากตกลงมาจากหลังคา ขณะที่ทำการซ่อมหลังคาโบสถ์ ได้เปลี่ยนตัวเองเข้ารับศาสนาอิสลาม หลังจากที่เขากล่าวว่า อัลเลาะฮ์(ซบ.)พูดกับเขาและแสดงให้เขาเห็น "ความงามแห่งสวนสวรรค์"

พระ Eduardo วัย87 ปี พระคริสจากสเปน ได้อาศัยและเทศน์บนเกาะมานานแล้ว 43 ปีเขามีร่างกายที่แข็งแรง และยังเคลื้อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วในเกาะชวา และสามารถพูดภาษาต่าง ๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างๆได้หลายภาษาและเป็นที่รู้จักกันดีและเป็นที่เคารพในหมู่กลุ่มศาสนาทั้งหมด พื้นที่

พระ Eduardoกล่าวว่า "ฉันไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม ฉันไม่เคยมีอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน แต่พระเจ้าตรัสกับฉันและบอกให้ฉันตามพระองค์เข้าไปในชั้นฟ้า ทั้งหลายและมีแสงสว่างส่องผ่านมายังฉันและฉันได้เห็นประตูทองของสวรรค์ปรากฏให้ฉันได้เห็น และพระเจ้าบอกฉันว่าพระองค์คือ อัลเลาะห์(ซบ.) "

การเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ของเข้า ทำให้สาวกของโบสถ์คริสต์ทั้งหมดประหลาดใจ แต่ที่น่าดีใจก็ตือสาวกคริสเตียนของเขา ได้แสดงความต้องการเปลี่ยนมาเข้ารับอิสลามตามเขาด้วยและพวกเขากล่าวว่า "ถ้าอัลเลาะห์เป็นพระเจ้าที่แท้จริง เราจะได้ไม่ต้องหลงทาง ไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องในวันตัดสิน.. เราเชื่อพ่อ Eduardo เราทุกคนเชื่อในตัวท่าน "สาวกคนหนึ่งของโบสถ์กล่าว

พระEduardo ที่ยังต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์อยู่ ได้สั่งให้สร้างมัสยิดใหม่และสาวกที่ติดตามเขาได้ทำงานอย่างหนักเพื่อหากองทุนที่จำเป็นสำหรับการสร้างมัสยิด พวกเขากล่าวว่า "เราเป็นหนี้ให้พ่อ Eduardo สำหรับทุกอย่างที่เขาได้ทำเพื่อพวกเรา"

....................................
ที่มา Muttaqeen Al Islam

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2558

ฮิญาบคือสิทธิของฉัน..และฉันก็จะสวมฮิญาบใว้บนศรีษะของฉันเหมือนมงกุฎของราชินี


ฉันคือมุสลิมใหม่ ฉันเข้ารับอิสลามมาได้เกือบปีแล้ว..ฉันต้องเเจอกับความยากลำบากมากมาย..ที่หนักที่สุดก็คือเรื่องการคลุมฮิญาบ..สิ่งแรกที่ฉันเรียนเกี่ยวกับอิสลามจากเพื่อนมุสลิม ก็คือเรื่องฮิญาบ..เมื่อฉันได้รู้ถึงความสำคัญและความสวยงามของฮิญาบ..ฉันยากที่จะสวมฮิญาบในทันที...และเมื่อฉันได้ตัดสินใจเข้ารับอิสลาม..ฉันก็เริ่มคลุมฺญาบเลย.....
แต่ในที่สุด วันที่ฉันตัดสินใจผิดมากๆก็มาถึง คือฉันจำเป็นต้องถอดฮิญาบออก เนื่องจากถูกดูถูกดูแคลน ถูกเหยียบหยามต่างๆนาๆในโรงเรียนและที่อื่นๆ..
..จริงๆแล้วฉันรักฮิญาบของฉันมาก..ฮิญาบทำให้ฉันมีความมั่นใจ..ฮิญาบทำให้ฉันรู้สึกสวยงาม..ฮิญาบทำให้ฉันรู้สึกถึงความเป็นมุสลิมที่แท้จริง..และที่สำคัญฮิญาบทำให้ได้อยู่ในความรักและความเมตตาจากอัลลอฮ์(ซ.บ)
...ฉันตัดสินใจที่จะกลับมาสวมฮิญาบอีกครั้ง..และฉันตั้งใจที่จะไม่ถอดมันอีกถึงแม้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับฉันก็ตาม
..ฮิญาบคือสิ่งที่ฉันเลือก..และฉันก็จะสวมฮิญาบใว้บนศรีษะของฉันเหมือนมงกุฎของราชินี..
...ฉันภูมิใจในฮิญาบของฉัน

......................................
เครดิต : Muttaqeen Al Islam


ฉันรับอิสลามเพราะเฟสบุค‬




ในขณะที่เด็กสาว(ลอร่า)นั่งเล่นเฟสบุคอยู่
เธอก็ได้อ่านโพสข้อความของผู้ชายคนหนึ่งที่เขียนว่า ...

"อิสลามคือทางสู่สรวงสวรรค์ ที่ช่วยเหลือตัวของท่านเองจากไฟนรก"

เธอเล่าว่า "ฉันโกรธมากกับข้อความที่ได้อ่าน ตอนนั้นฉันยังเด็ก และเป็นคริสเตียน ฉันจึงไปศึกษาศาสนาอื่นๆหลังจากนั้น"

ตอนนั้นฉันโกรธจริงๆในสิ่งที่ผู้ชายคนนั้นโพส เพราะในเวลานั้น
ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องผิดที่จะเป็นมุสลิม ลองคิดดูว่าฉันมาจากอเมริกา และอิสลามก็ดูเลวร้ายมากในประเทศนี้ และสิ่งที่พวกมุสลิมพูดก็พาลให้คิดว่า เราคือพวกนอกรีต หรือนอกศาสนา (มันน่าขันนะ)

ลอร่าบอกว่า ....

"ฉันก็คือฉัน ฉันพูดคุยกับชายคนนั้น และฉันก็รับฟังในสิ่งที่เขาบอก...."

ฉันรู้สึกบางอย่างจากหัวใจของฉัน มันเหมือนกับความรู้สึกอบอุ่นสบายใจ
ฉันรู้ได้ว่ามันคือสัจธรรม เขาสอนฉันเกี่ยวกับอิสลาม และท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลลัลลอฮุฯ)

และฉันก็บอกว่า ฉันต้องการกล่าวชะฮาดะฮฺ เข้ารับอิสลาม

"ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และนบีมุฮัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์"

เขาคือคนพิเศษที่สุด ที่ทำให้ฉันได้รับของขวัญอันล้ำค่าที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือ อิสลาม

อัลฮัมดุลิลละฮฺ ! อัลลอฮุอักบัร! หากอัลลอฮฺทรงประสงค์แล้ว ก็ไม่มีใครสามารถปิดกั้นผู้ที่แสวงหาสัจธรรมของอิสลามได้


...............................................................

S. New muslim
: Convert to Islam

เครดิต : Muttaqeen Al IslamMasha'Allah มัสยิดทั่วไทยและทั่วโลก


คิม นักศึกษาสาวชาวเกาหลีเข้ารับอิสลาม



อิสลามกำลังรุ่งเรืองในประเทศเกาหลีใต้
Masha'Allah ทุกๆวันที่มัสยิดในกรุงโซล ประเทศเกาหลีจะมีชาวเกาหลี เข้ามาเยี่อมชมมัสยิด
และก็มีบางคนที่มาเพื่อเข้ารับอิสลาม และเมื่อไม่นานที่ผ่านมา
คิม นักศึกษาสาวชาวเกาหลีเข้ารับอิสลาม (ซา ราง แฮ โย อิสลาม) อัลหัมดุลิลลาฮ์..หลังจากเข้ารับอิสลาม เธอได้ชื่อว่า อาอิชะฮ์ คิม และเมื่ออีหม่ามผู้สอนซะฮาดะฮ์ บอกเธอว่าชื่อ อาอิชะฮ์นี้เป็นชื่อของภรรยาสุดที่รักของศาสดามุฮัมหมัด(ซ.ล)
เธอดีใจมากจนไม่อาจกลั้นนํ้าตาไม่ให้ไหลได้ เธอกล่าวว่า เธอภูมิใจมากที่ได้ชื่ออาอิชะฮ์ และภูมิใจที่ได้เป็นมุสลิม...อิสลาม.ศาสนาที่แท้จริงที่เธอไฝ่หามาตลอด
......พื้นฐานของคนเกาหลีนั้น รู้จักพระเจ้าผ่านทางศาสนาคริส และก็มีมากมายเหลือเกินที่กำลังแสวงหาพระเจ้าที่แท้จริง..ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงเป็นทางเลือกหนึ่งของคนเกาหลี และอิสลามกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศเกาหลีใต้ Alhamdulillah

...........................................................
Cr.Muttaqeen Al IslamMasha'Allah มัสยิดทั่วไทยและทั่วโลก

วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2558

ฉันมีปัญหามากมายแต่ฉันมีอัลลอฮ์ห์อยู่เคียงข้างเสมอ


อัสลามมุอะลัยกุมฯ



ฉันชื่อ อาอีชะห์ ฉันเป็นพยาบาลมาจากฟิลิปปินส์ฉันมาทำงานที่ลิเบียเพื่อค่าตอบแทนที่มากกว่า แต่แล้วฉันพบสิ่งที่มีค่ามากกว่าเงิน
ที่ลิเบียฉันได้ค้นพบทางนำ..อิสลามได้เข้ามาในชีวิตฉัน ในลิเบียได้มีผู้คนจำนวนมากพูดคุยกับฉันเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม
ในตอนแรกฉันยังลังเล...จนวันหนึ่งเพื่อนให้ฉันยืมหนังสือเกี่ยวกับศาสนาอิสลามฉันจึงอ่านมัน และฉันมีความกระตือรือร้นที่จะทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอิสลาม
ฉันเริ่มที่จะเรียนรู้มันในแต่ละวัน จนกระทั่งวันหนึ่งฉันพบว่าตัวเองหลงรักอิสลามเข้าแล้ว
ฉันถามเพื่อนของฉันเพิ่มเติมเกี่ยวกับอิสลาม ถามพวกเขาว่าจะอธิษฐานยังไง
พวกเขาเริ่มที่จะให้ฉันเรียนรู้ศัพท์ของคัมภีร์อัลกุรอาน .. ฉันได้อ่าน ซูเราะห์ อัล-ฟาติหะฮ์ ซูเราะห์อัล-อิสรออฺ ซูเราะหอัล-ฟะลัก และ ซูเราะห์อันนาส
ฉันจดจำทุกครั้งเวลาที่พวกเขาสวดมนต์อธิษฐาน ฉันดูพวกเขาละหมาดและพวกเขาก็สอนฉัน
จนกระทั่งวันหนึ่งฉันรู้สึกว่าอิสลามได้เข้ามาอยู่ในหัวใจของฉัน
ฉันบอกพวกเขาว่าฉันต้องการที่จะเป็นมุสลิม
เพื่อนของฉันและพ่อของเขามาพร้อมกับฉันที่ ดะวะห์ อิสลามมียะห์ ทริโปลี
ฉันกล่าวชาหาดะห์ เพื่อเข้ารับอิสลาม
แต่การเป็นมุสลิมไม่ได้ง่ายสำหรับฉัน
มีบางคนที่คิดแตกต่างเกี่ยวกับฉันและฉันได้สูญเสียเพื่อนบางคนไป
ฉันมีปัญหามากมายแต่ฉันมีอัลลอฮ์ห์อยู่เคียงข้างเสมอ
และฉันไม่เคยรู้สึกอ่อนแอ..อัลฮัมดุลิลลาห์
อิสลามทำให้ฉันแข็งแกร่งและทำให้ฉันมีความสุข
ทุกครั้งที่ฉันเศร้าและพบปัญหาฉันจะอ่านคัมภีร์อัล-กุรอาน
ฉันอธิบายไม่ถูก...รู้เพียงว่าตอนนี้หัวใจของฉันมีความสุขที่ได้ค้นพบอิสลาม
ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์และมูฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์
อาอีชะห์

.........................................................
ดาบแห่งอัลเลาะห์ แอนตี้ไซออนิสต์ แปลและเรียบเรียง