อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อัลกุรอาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อัลกุรอาน แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

กุรอาน สู่สวรรค์




โดย : อาจารย์มุรีด ทิมะเสน

Jiyah Abdulloh โพสต์

..................................

สายลมลำเลียงพัดผ่านเอื่อย ๆ กระทบยอดไม้พลิ้วเอนไหวเอน กระทบกระแทกระหว่างใบ เคล้าคลอผสมผสานเสียงกุรอานเป็นท่วงทำนองปกคลุมเนินสูง เป็นช่วง ๆ มีไม้ปักหมุดหัวท้าย จนชาวบ้านละแวกนั้นคุ้นชิน ภายหลังเสียงกลบดินสิ้นสุดลง

สุสานมุสลิมที่ไม่เคยเหือดหายเสียงครวญกุรอานเหนือหลุมศพใหม่....เลย

“แช ฮะ!” เสียงเด็กชายวัยสิบกว่าขวบผู้สูญเสียพ่อไปหมาด ๆ ยังคงอาลัยพ่อของเค้า นั่งเฝ้าเหนือหลุมศพ ดั่งเช่นข้าวคอยฝน รอวันพ่อกลับ (ที่ไม่หวนกลับ) มาอ้าแขนสวมกอดเขาได้อีกเลย

“แชฮะ พ่อหนูจะไปสวรรค์ไหม....ฮะ”

“ได้ไปสวรรค์สิ .... ถามได้” ผู้อาวุโสหนึ่งในคณะอ่านกุรอานปากหลุมตอบ

“ทำไม....ถึงได้ไปสวรรค์ฮะแช ?”

“อ้าว...ก็แชอ่านกุรอานให้พ่อเอ็งนี่ไง....ละ”

“แค่อ่านกุรอานให้พ่อหนู พ่อหนูเข้าสวรรค์เลยรึ.....ฮะ”

“เออสิว่ะ.....กุรอานที่อ่านให้เนี่ย อุทิศให้พ่อเอ็ง พ่อเอ็งก็ได้บุญ พอได้บุญก็ได้เข้าสวรรค์ไงละ !”

“งั้นหนูก็ไม่ต้องเรียนกุรอานแล้วสิฮะ พอหนูตาย ก็มีคนอ่านให้หนู หนูก็ได้เข้าสวรรค์ใช่ป่ะ....แช?”

“ฮืม.....” แชครางในลำคอ

“หนูดูดาวเทียมมุสลิม เค้าว่าอ่านกุรอาน แล้วนำไปปฏิบัติ จะทำให้เข้าสวรรค์”

“ดาวธง....ดาวเทียม สอนเลอะเทอะ...” แชเสริม

“งั้นหนูไม่เรียนกุรอานหละ เรียนไปก็ไม่มีประโยชน์เลยแช พอหนูตาย ก็มีคนอ่านกุรอานให้ หนูก็เข้าสวรรค์...อยู่ดี”

“ว่าแต่....แช....ฮะ”

“หนูสงสัยว่า นบีของเราสอนเราทำไมตั้งยี่สิบสามปี ก็ไม่เห็นยากเลยแช อัลเลาะฮฺให้นบีเอากุรอานมาให้ แล้วนบัก็ตายก็ได้นิฮะ อย่างไรเราก้อเข้าสวรรค์อยู่ดี พอมีใครตาย เดี๋ยวก็มีคนอ่านกุรอานให้เขาก็เข้าสวรรค์...จริงป่ะแช !”

“เอ็ง.....!!!”

“ไป....ไป๊....เองไปได้ล่ะ แชจะอ่านต่อ” แชเริ่มหงุดหงิด

แชก้มหน้าอ่านกุรอานต่อ แต่เบื้องลึกแกไม่วานจะขบคิดสิ่งซึ่งเด็กน้อยพูดทิ้งท้าย ยังคงก้องกังวานฝังโสตประสาทหูของแกอยู่แบบนั้น แบบนั้น และแบบนั้น

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สหายแห่งถ้ำ กับผู้นิทราทั้งเจ็ด



ในบันทึกคำเทศน์ในภาษาซีรีแอค โดยยาโคบแห่งซารูกนักบวชคริสเตียนชาวซีเรีย (เกิดใน ค.ศ.452) หลังจากการเสียชีวิตของบรรดาชาวถ่ำ
เขาเขียนคำเทสน์ที่อธิบายรายละเอียดของเรื่องนี้ไว้ในราว ค.ศ.474 ในด้านหนึ้ง คำเทศน์ในภาษาซีรเีแอคนี้ได้ตกมาอยู่ในมือของนักอรรถาธิบายกุรอานยุคต้น

และอิบนุ ญะรีรฺ เฏาะบะรี ก็ได้นำมาอ้างอิงไว้ในคำอรรถาธิบายของเขาพร้อมกับหลักฐานต่างๆ

บันทึกเทศน์นี้ได้ไปถึงยุโรปได้ตีพิมพ์ในภาษากรีกและละติน ในหัวข้อเรื่อง "The Seven Sleepers" (ผู้นิทราทั้งเจ็ด)

สาวกของพระเยซูถูกกดขีข่มเหงอย่างทารุณนั้น เด็กหนุ่มชาวคริสเตียน 7 คนได้ไปหลบซ่อนอยู่ในถ่ำและได้หลับไป หลังจากนั้นในปีที่ 38 แห่งการปกครองของจักรพรรดิธีโอโดสิอุสที่ 2 (ประมาณ ค.ศ.445-446)พวกเขาตื่นขึ้นมา เมื่อตอนอาณาจักรโรมันได้ยอมรับศาสนาคริสต์แล้ว

เมืองเอฟิซุส ที่เหตุการณ์ผู้นิทราทั้งเจ็ดเกิดขึ้นนั้นถูกสร้างขึ้นประมาณศควรรษที่ 11 ก่อนคริสตกาล และได้เป็นศูนย์กลางอันยิ่งใหญ่ของการเคารพบูชารูปปั้น เทวรูปที่สำคัญของเมืองนี้ก็คือไดน่า (Diama) ซึ่งเป็นเทพเจ้าดวงจันทร์ซึ่งเป็นวิหารที่ถูกถือว่าเป็นสิ่งมหัสจรรย์อย่างหนึ่งของโลกโบราณ



หลังจากสมัยของพระเยซู เมื่อคำสอนของท่านได้เริ่มไปถึงส่วนต่างๆของอาณาจักรโรมัน ปรากฏว่ามีเด็กหนุ่มกลุ่มหนึ่งจำนวน 7 คนของเมืองเอฟิซุสได้เลิกเคารพบูชารูปปั้นเทวรูป และหันมายอมรับว่าพระเจ้าที่แท้จริงนั้นมีองค์เดียว

 เมื่อจักรพรรดิเดซิอุส  (นักอรรถาธิบายกุรอานเรียกจักรพรรดิองค์นี้ว่า "เดคานุส" หรือ "เดคาอุส")(จักรพรรดิผู้นี้ปกครองอาณาจักรโรมันระหว่าง ค.ศ.249-251) ได้ยินเรื่องการเปลี่ยนศาสนาของเด็กหนุ่มเหล่านี้ เขาก็เรียกพวกเด็กหนุ่มมาสอบถามเกี่ยวกับศาสนาใหม่ ถึงแม้จะรู้ว่าจักพรรดิต่อต้านสาวกของพระเยซูคริสต์อย่างเอาเป็นเอาเอาตาย แต่พวกเขาก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาต่อหน้าจักรพรรดิว่าพระเจ้าของพวกเขาคือพระเจ้าของโลกและชั้นฟ้าและพวกเขาไม่ยอมรับผู้ใดอื่นเป็นพระเจ้าสูงสุด เพราะถ้าหากพวกเขาทำเช่นนั้น มันก็เท่ากับพวกเขาทำบาปใหญ่

เมื่อได้ยินเช่นนั้น จักรพรรกอก็ให้โอกาสแก่พวกเขาเป็นเวลา 3 วันในการปรึกษาหารือกันเพื่อกลับมานับถือศาสนาเดิม หากมิเช่นนั้นแล้ว พวกเขาจะถูกประหารชีวิต

เด็กหนุ่มทั้งเจ็ด ได้อาศัยช่วงเวลาดังกล่าวหลบหนีออกจากเมืองไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งในภูเขา ในระหว่างทางได้มีสุนัขตัวหนึ่งตามพวกเขามาด้วย ถึงแม้พวกเขาพยายามจะขับไล่สุนัขตัวนั้น แต่มันก็ไม่ยอมไปจากพวกเขา ในที่สุด พวกเขาก็พบถ้ำแห่งหนึ่งที่เหมาะจะหลบภัย จึงได้เข้าไปซ่อนตัวอยู่ในนั้น โดยมีสุนัขนั่งเฝ้าอยู่หน้าปากถ้ำ

หลังจากนั้น พวกเขาก็นอนหลับไปเพราะความเหนื่อยล้า เหตุการณ์ตอนนี้เกิดขึ้นประมาณปี ค.ศ. 250 หลังจากนั้นประมาณ 197 ปี ค.ศ. 447 ระหว่างสมัยการปกครองของจักรพรรดิธีโอโดสิอุสที่ 2 พวกเขาก็ตื่นขึ้นมาในช่วงเวลาที่อาณาจักรโรมันทั้งหมดได้ยอมรับนับถือศาสนาคริสต์แล้ว และจักรพรรดิของเมืองเอฟิซุสก็เลิกเคารพบูชารูปปั้นแล้วด้วย

ในช่วงเวลานั้น พวกโรมันมีความขัดแย้งกันอย่างหนักทางด้านความคิดเกี่ยวกับเรื่องชีวิตหลังความตายและการฟื้นคืนชีพ จักรพรรดิเองก็ต้องการที่จะทำลายการปฎิเสธความเชื่อในชีวิตหลังความตายออกไปจากความคิดของประชาชนจนถึงกับวิงวอนขอความเมตตาต่อพระเจ้าให้ทรงประทานสัญญาณที่จะช่วยทำให้ประชาชนมีความเชื่อที่ถูกต้อง ในวันเดียวกันนี้เองที่ผู้นิทราทั้งเจ็ดได้ตืนขึ้นมาในถ้ำ

หลังจากเด็กหนุ่มทั้งเจ็ดตื่นขึ้นมา พวกเขาก็เริ่มถามซึ่งกันและกันว่าพวกตนนอนหลับกันไปเป็นเวลานานแค่ไหน บางคนก็บบอกว่าอาจจะเป็น 1 วัน บางคนก็บอกว่าไม่ถึงวัน เมื่อหาข้อสรุปไม่ได้ พวกเขาก็หยุดเถียงกันแล้วปล่อยให้เรื่องความรู้ในเรื่องระยะเวลาเป็นเรื่องของพระเจ้า

หลักจากนั้นพวกเขาก็ส่งยีน ซึ่งเป็นเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มออกไปยังเมืองพร้อมเหรียญเงิน เพื่อซื้ออาหาร และได้เตือนเขาให้ระวังตัวเองมิให้คนอื่นจำได้ เพราะพวกเขากลัวว่าถ้าหากพวกเขาถูบพบได้ จักพรรดิก็จะบังคับพวกเขาให้โค้งคารวะต่อเทพไดน่า

แต่เมื่อยีนได้มาถึงเมือง เขาก็แปลกใจที่เห็นว่าโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วโดยสิ้นเชิง เพราะผู้คนทั้งหมดได้รับถือศาสนาคริสต์แล้ว และไม่มีใครในเมืองเคารพสักการะไดน่าอีก

เขาได้มายังร้านแห่งหนึ่งและต้องการที่จะซื้อขนมปัง แต่เมื่อเขานำเหรียญเงินที่มีภาพของจักรพรรดิซิอุสมาจ่ายเป็นค่าขนมของเขาเอง ก็เกิดมีการโต้แย้งกันจนมีคนมามุงดูกันแน่น และเรื่องนี้ได้รู้ไปถึงเจ้าเมือง เจ้าเมืองเองก็ประหลาดใจมาก และต้องการจะรู้ว่าแหล่งสมบัติที่เด็กหนุ่มคนนี้ได้เหรียญเงินมานั้นอยู่ที่ไหน แต่เด็กหนุ่มก็ยังคงยืนยันว่ามันเป็นของเขา เจ้าเมืองไม่เชื่อเพราะเขาคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่เด็กหนุ่มคนนั้นจะเป็นเจ้าของเหรียญโบราณนานนับศตวรรษที่แม้แต่คนเฒ่าในเมืองนี้ก็ยังไม่เคยเห็น

เมื่อยีนรู้ว่าจักรพรรดิเดวิอุสเสียชีวิตแล้ว เขาก็ดีใจเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงได้บอกฝูงชนไปว่าเขากับเพื่อนอีก 6 คนได้ออกมาจากเมืองเมื่อวานซืน เพื่อหลบหนีการถูกประหารชีวิตโดยจักรพรรดิเดซิอุส

เจ้าเมืองจึงรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากและได้ตามเขาไปยังถ้ำที่เขาและเพื่อนๆหลบซ่อนอยู่โดยมีผู้คนมากมายตามไปดูด้วย

เมื่อผู้คนมาถึงถ้ำแห่งนั้น ทุกคนก็เห็นว่าเด็กหนุ่มเหล่านั้นเป็นคนในยุคของจักพรรดิเดซิอุส เมื่อจักรพรรดิธีโอโดสิอุสรู้เรื่องนี้เข้าก็ได้มาดูถ้ำแห่งนี้ด้วยความยินดี

หลังจากเด็กหนุ่มทั้งเจ็ดกลับเข้าไปในถ้ำอีกครั้งหนึ่งและทุกคนก็นอนตายอยู่ในนั้น

เมื่อเห็นสัญญาณอันชัดเจนเช่นนี้ ผู้คนก็หันกลับมามีความเชื่อในเรื่องชีวิตหลังความตายอีกครั้งหนึ่ง และจักรพรรดิได้สั่งให้สร้างอนุสาวรีย์ไว้เหนือถ้ำนั้นเพื่อเป็นการระลึกถึงเหคุการณ์ดังกล่าว

เรื่องราวของผู้นิทราแห่งถ้ำนั้น มีความใกล้เคียงกับเรื่องที่กล่าวไว้ในคัมภีร์กุรอาน จนเด็กหนุ่มทั้งเจ็ดนั้นอาจถือได้ว่าเป็น "อัศฮาบุล กะฮฺฟิ่" (สหายแห่งถ้ำ)

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบอานะฮูวะตะอาลา) ได้เล่าถึงอัศฮาบุล กะฮฺฟิ่ หรือสหายแห่งถ้ำไว้ในอัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-กะฮฺฟิ่ ดังนี้


أَمْ حَسِبْتَ أَنَّ أَصْحَابَ الْكَهْفِ وَالرَّقِيمِ كَانُوا مِنْ آيَاتِنَا عَجَبًا ( 9 )

เจ้าคิดหรือว่า ชาวถ้ำและแผ่นจารึก เป็นส่วนหนึ่งจากสัญญาณมหัศจรรย์ของเรากระนั้นหรือ ?

إِذْ أَوَى الْفِتْيَةُ إِلَى الْكَهْفِ فَقَالُوا رَبَّنَا آتِنَا مِن لَّدُنكَ رَحْمَةً وَهَيِّئْ لَنَا مِنْ أَمْرِنَا رَشَدًا ( 10 )

จงรำลึกขณะที่พวกชายหนุ่มหลบเข้าไปในถ้ำแล้วพวกเขากล่าวว่า “ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ขอพระองค์ทรงโปรดประทานความเมตตาจากพระองค์แก่เรา และทรงทำให้การงานของเราอยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง”

فَضَرَبْنَا عَلَىٰ آذَانِهِمْ فِي الْكَهْفِ سِنِينَ عَدَدًا ( 11 )

แล้วเราได้อุดหูพวกเขา (ให้นอนหลับ) ในถ้ำ เป็นเวลาหลายปี

ثُمَّ بَعَثْنَاهُمْ لِنَعْلَمَ أَيُّ الْحِزْبَيْنِ أَحْصَىٰ لِمَا لَبِثُوا أَمَدًا ( 12 )

แล้วเราได้ให้พวกเขาลุกขึ้น เพื่อเราจะได้รู้ว่าผู้ใดในสองพวกนั้น นับเวลาที่พวกเขาพำนักอยู่ได้ถูกต้องกว่า
نَّحْنُ نَقُصُّ عَلَيْكَ نَبَأَهُم بِالْحَقِّ إِنَّهُمْ فِتْيَةٌ آمَنُوا بِرَبِّهِمْ وَزِدْنَاهُمْ هُدًى ( 13 )

เราจะเล่าเรื่องราวของพวกเขาแก่เจ้าตามความเป็นจริง แท้จริงพวกเขาเป็นชายหนุ่มที่ศรัทธาต่อพระเจ้าของพวกเขา และเราได้เพิ่มแนวทางที่ถูกต้องให้แก่พวกเขา


وَرَبَطْنَا عَلَىٰ قُلُوبِهِمْ إِذْ قَامُوا فَقَالُوا رَبُّنَا رَبُّ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ لَن نَّدْعُوَ مِن دُونِهِ إِلَٰهًا لَّقَدْ قُلْنَا إِذًا شَطَطًا ( 14 )

และเราได้ให้ความเข้มแข็งแก่หัวใจของพวกเขา ขณะที่พวกเขายืนขึ้นประกาศว่า “พระเจ้าของเราคือพระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเราจะไม่วิงวอนพระเจ้าอื่น จากพระองค์ มิเช่นนั้นเราก็กล่าวเกินความจริงอย่างแน่นอน

هَٰؤُلَاءِ قَوْمُنَا اتَّخَذُوا مِن دُونِهِ آلِهَةً لَّوْلَا يَأْتُونَ عَلَيْهِم بِسُلْطَانٍ بَيِّنٍ فَمَنْ أَظْلَمُ مِمَّنِ افْتَرَىٰ عَلَى اللَّهِ كَذِبًا ( 15 )

กลุ่มชนของเราเหล่านั้นได้ยึดเอาพระเจ้าต่างๆ อื่นจากพระองค์ ทำไมพวกเขาจึงไม่นำหลักฐานอันชัดแจ้งมายืนยันเล่า ดังนั้นจะมีผู้ใดอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่กล่าวเท็จต่ออัลลอฮ

وَإِذِ اعْتَزَلْتُمُوهُمْ وَمَا يَعْبُدُونَ إِلَّا اللَّهَ فَأْوُوا إِلَى الْكَهْفِ يَنشُرْ لَكُمْ رَبُّكُم مِّن رَّحْمَتِهِ وَيُهَيِّئْ لَكُم مِّنْ أَمْرِكُم مِّرْفَقًا ( 16 )

และเมื่อพวกเจ้าปลีกตัวออกห่างจากพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชาอื่นจากอัลลอฮแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าก็จงหลบเข้าไปในถ้ำ พระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้าจะทรงแผ่ความเมตตาของพระองค์แก่พวกเจ้า และจะทรงทำให้กิจการของพวกเจ้าดำเนินไปอย่างสะดวกสบาย

وَتَرَى الشَّمْسَ إِذَا طَلَعَت تَّزَاوَرُ عَن كَهْفِهِمْ ذَاتَ الْيَمِينِ وَإِذَا غَرَبَت تَّقْرِضُهُمْ ذَاتَ الشِّمَالِ وَهُمْ فِي فَجْوَةٍ مِّنْهُ ذَٰلِكَ مِنْ آيَاتِ اللَّهِ مَن يَهْدِ اللَّهُ فَهُوَ الْمُهْتَدِ وَمَن يُضْلِلْ فَلَن تَجِدَ لَهُ وَلِيًّا مُّرْشِدًا ( 17 )
และเจ้าจะเห็นดวงอาทิตย์ เมื่อมันขึ้น มันจะคล้อยจากถ้ำของพวกเขาไปทางขวา และเมื่อมันตก มันจะเบนออกไปทางซ้าย โดยพวกเขาอยู่ในที่โล่งกว้างของมัน นั่นคือส่วนหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของอัลลอฮฺ ผู้ใดที่อัลลอฮฺทรงแนะทางที่ถูกต้องแก่เขา เขาก็คือผู้ที่อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง และผู้ใดที่พระองค์ทรงให้เขาหลง เขาจะไม่พบ

وَتَحْسَبُهُمْ أَيْقَاظًا وَهُمْ رُقُودٌ وَنُقَلِّبُهُمْ ذَاتَ الْيَمِينِ وَذَاتَ الشِّمَالِ وَكَلْبُهُم بَاسِطٌ ذِرَاعَيْهِ بِالْوَصِيدِ لَوِ اطَّلَعْتَ عَلَيْهِمْ لَوَلَّيْتَ مِنْهُمْ فِرَارًا وَلَمُلِئْتَ مِنْهُمْ رُعْبًا ( 18 )

และเจ้าคิดว่าพวกเขาตื่นทั้งๆ ที่พวกเขาหลับ และเราพลิกพวกเขาไปทางขวาและทางซ้ายและสุนัขของพวกเขาเหยียดขาหน้าทั้งสองของมันไปทางปากถ้ำ หากเจ้าจ้องมองพวกเขา แน่นอนเจ้าจะหันหลังเตลิดหนีจากพวกเขา และเจ้าจะเต็มไปด้วยความตกใจเพราะพวกเขา

وَكَذَٰلِكَ بَعَثْنَاهُمْ لِيَتَسَاءَلُوا بَيْنَهُمْ قَالَ قَائِلٌ مِّنْهُمْ كَمْ لَبِثْتُمْ قَالُوا لَبِثْنَا يَوْمًا أَوْ بَعْضَ يَوْمٍ قَالُوا رَبُّكُمْ أَعْلَمُ بِمَا لَبِثْتُمْ فَابْعَثُوا أَحَدَكُم بِوَرِقِكُمْ هَٰذِهِ إِلَى الْمَدِينَةِ فَلْيَنظُرْ أَيُّهَا أَزْكَىٰ طَعَامًا فَلْيَأْتِكُم بِرِزْقٍ مِّنْهُ وَلْيَتَلَطَّفْ وَلَا يُشْعِرَنَّ بِكُمْ أَحَدًا ( 19 )

และในทำนองนั้นเราได้ให้พวกเขาลุกขึ้นเพื่อพวกเขาจะถามซึ่งกันและกัน คนหนึ่งในพวกเขากล่าวว่า “พวกท่านพำนักอยู่นานเท่าใด ?” พวกเขากล่าวว่า “เราพักอยู่วันหนึ่งหรือส่วนหนึ่งของวัน” พวกเขากล่าวว่า “พระผู้เป็นเจ้าของพวกท่านทรงทราบดีว่า พวกท่านพำนักอยู่นานเท่าใด ดังนั้นจงส่งคนหนึ่งในหมู่พวกท่านไปในเมือง พร้อมด้วยเหรียญเงินนี้ของพวกท่าน เพื่อเลือกดูอาหารที่ดียิ่ง และให้เขาซื้อมาให้แก่พวกท่าน และให้เขาประพฤติอย่างสุภาพ และอย่าให้ผู้ใดรู้เรื่องของพวกท่าน”

إِنَّهُمْ إِن يَظْهَرُوا عَلَيْكُمْ يَرْجُمُوكُمْ أَوْ يُعِيدُوكُمْ فِي مِلَّتِهِمْ وَلَن تُفْلِحُوا إِذًا أَبَدًا ( 20 )

แท้จริงพวกเขานั้น หากพวกเขารู้เรื่องของพวกท่าน พวกเขาจะเอาก้อนหินขว้างพวกท่านหรือนำพวกท่านกลับไปนับถือศาสนาของพวกเขา และเมื่อนั้นพวกท่านจะไม่บรรลุความสำเร็จเลย”

وَكَذَٰلِكَ أَعْثَرْنَا عَلَيْهِمْ لِيَعْلَمُوا أَنَّ وَعْدَ اللَّهِ حَقٌّ وَأَنَّ الس�ู้

เป็นเจ้าของพวกเขาทรงรู้ดียิ่งขึ้นในเรื่องของพวกเขา ฝ่ายบรรดาผู้มีเสียงข้างมากในเรื่องของพวกเขากล่าวว่า “แน่นอนเราจะสร้างมัสยิดที่ปากถ้ำให้แก่พวกเขา”

سَيَقُولُونَ ثَلَاثَةٌ رَّابِعُهُمْ كَلْبُهُمْ وَيَقُولُونَ خَمْسَةٌ سَادِسُهُمْ كَلْبُهُمْ رَجْمًا بِالْغَيْبِ وَيَقُولُونَ سَبْعَةٌ وَثَامِنُهُمْ كَلْبُهُمْ قُل رَّبِّي أَعْلَمُ بِعِدَّتِهِم مَّا يَعْلَمُهُمْ إِلَّا قَلِيلٌ فَلَا تُمَارِ فِيهِمْ إِلَّا مِرَاءً ظَاهِرًا وَلَا تَسْتَفْتِ فِيهِم مِّنْهُمْ أَحَدًا ( 22 )

พวกเขาจะกล่าวกันว่า ชาวถ้ำนั้นมีสามคน ที่สี่ก็คือสุนัขของพวกเขา และอีกกลุ่มจะกล่าวว่า มีห้าคน ที่หกก็คือสุนัขของพวกเขา ทั้งนี้เป็นการเดาในสิ่งที่ไม่รู้ และอีกกลุ่มหนึ่งจะกล่าวว่ามีเจ็ดคน และที่แปดก็คือสุนัขของพวกเขา จงกล่าวเถิด“พระผู้เป็นเจ้าของฉันทรงรู้ดียิ่งถึงจำนวนของพวกเขา ไม่มีผู้ใดรู้เรื่องของพวกเขาเว้นแต่ส่วนน้อย” ดังนั้น เจ้าอย่าโต้เถียงกันในเรื่องของพวกเขา นอกจากการโต้เถียงที่ประจักษ์แจ้ง และอย่าสอบถามผู้ใดในเรื่องของพวกเขาเลย

وَلَا تَقُولَنَّ لِشَيْءٍ إِنِّي فَاعِلٌ ذَٰلِكَ غَدًا ( 23 )

และเจ้าอย่ากล่าวเกี่ยวกับสิ่งใดว่า “แท้จริงฉันจะเป็นผู้ทำสิ่งนั้นในวันพรุ่งนี้”
إِلَّا أَن يَشَاءَ اللَّهُ وَاذْكُر رَّبَّكَ إِذَا نَسِيتَ وَقُلْ عَسَىٰ أَن يَهْدِيَنِ رَبِّي لِأَقْرَبَ مِنْ هَٰذَا رَشَدًا ( 24 )
เว้นแต่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ จงรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าเมื่อลืม และจงกล่าวว่า “บางทีพระผู้เป็นเจ้าของฉันจะทรงชี้แนะทางที่ถูกต้องที่ใกล้กว่านี้แก่ฉัน”

وَلَبِثُوا فِي كَهْفِهِمْ ثَلَاثَ مِائَةٍ سِنِينَ وَازْدَادُوا تِسْعًا ( 25 )

และพวกเขาพำนักอยู่ในถ้ำของพวกเขาสามร้อยปี และเพิ่มอีกเก้าปี

قُلِ اللَّهُ أَعْلَمُ بِمَا لَبِثُوا لَهُ غَيْبُ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ أَبْصِرْ بِهِ وَأَسْمِعْ مَا لَهُم مِّن دُونِهِ مِن وَلِيٍّ وَلَا يُشْرِكُ فِي حُكْمِهِ أَحَدًا ( 26 )

จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด “อัลลอฮ์ทรงรู้ดียิ่งว่าพวกเขาพำนักอยู่นานเท่าใด สำหรับพระองค์นั้นทรงรู้สิ่งพ้นญาณวิสัย ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินพระองค์ทรงเห็นชัดและทรงฟังชัดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีผู้คุ้มครองใดสำหรับพวกเขาอื่นจากพระองค์พระองค์ไม่ทรงรับรู้ผู้ใด เข้าร่วมภาคีในการปกครองของพระองค์”(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-กะฮฺฟิ่ 18 :9-26)





วันอังคารที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ตะวักกุล


ตะวักกุล หรือตะวักกัล หรือการไว้วางใจในอัลลอฮฺ ถือเป็นสิ่งที่ความศรัทธาต้องการ และเป็นคุณสมบัติอันจำเป็นสำหรับความสำเร็จนโลกหน้า

ตะวักกุล หมายถึง

1) มนุษย์จะต้องเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในแนวทางของอัลลอฮฺและจะต้องเข้าใจว่าความรู้เรื่องสัจธรรม หลักแห่งศิลธรรม ขอบเขตของสิ่งอนุมัติและสิ่งต้องห้าม กฎและระเบียบการช้ชีวิตในโลกที่อัลลอฮฺได้ทรงบัญชานั้นวางพื้นฐานอยู่บนสัจธรรมและด้วยการปฏิบัติตามสิ่งเหล่านี้เท่านั้นที่มนุษย์จะได้รับการเป็นอยู่ที่ดี

2) มนุษยืจะต้องไม่วางใจในอำนาจและความสามารถของเขาเอง ในปัจจัยและทรัพยากร ในแผนการและวิธีการของเขาและขอความช่วยเหลือจากสิ่งอื่นนอกไปจากอัลลอฮฺ แต่เขาจะต้องเชื่อมั่นอย่างลึกซึ่งว่าความสำเร็จของเขาในทุกสิ่งทั้งในโลกนี้และโลกหน้านั้นขึ้นอยู่กับความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ และเขาจะสมควรได้รับความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ ถ้าหากเขาทำงานด้วยการมีเป้าหมายเพื่อสร้างความโปรดปรานให้แก่พระองค์ในขอบเขตที่พระองค์ได้ทรงกำหนดไว้

3) มนุษย์จะต้องมีความศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมในสัญญาที่อัลลอฮฺได้ทรงทำไว้กับบรรดาผู้ปฏิบัติตามความศรัทธา และทำความดีในหนทางแห่งสัจธรรมแทนความเท็จ และการมีความเชื่อมั่นในสัญญาเดียวกันนี้แหละที่จะทำให้เขาละทิ้งผลประโยชน์ และความสุขทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามแนวทางแห่งความเท็จและอดทนต่อความสูญเสีย และความทุกข์ยากลำบากอันเนื่องมาจากการปฏิบัติตามสัจธรรมอย่างเด็ดเดี่ยว

การตะวักกุลนั้นมันมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับความศรัทธา ตะวักกุล นั้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการยืนยันความศรัทธาแค่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น


อัลลอฮฺได้ตรัสว่า


﴿ وَإِن يَمۡسَسۡكَ ٱللَّهُ بِضُرّٖ فَلَا كَاشِفَ لَهُۥٓ إِلَّا هُوَۖ وَإِن يَمۡسَسۡكَ بِخَيۡرٖ فَهُوَ عَلَىٰ كُلِّ شَيۡءٖ قَدِيرٞ ١٧ ﴾ [الأنعام: ١٧]

ความว่า “และหากว่าอัลลอฮฺทรงให้ความเดือดร้อนอย่างหนึ่งอย่างใดประสบแก่เจ้าแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดจะเปลื้องมันได้ นอกจากพระองค์เท่านั้น
และหากพระองค์ทรงให้ความดีอย่างหนึ่งอย่างใดประสบแก่เจ้า  แท้จริง พระองค์นั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง”

(อัล-อันอาม 17)


﴿ وَتَوَكَّلۡ عَلَى ٱلۡحَيِّ ٱلَّذِي لَا يَمُوتُ وَسَبِّحۡ بِحَمۡدِهِۦۚ وَكَفَىٰ بِهِۦ بِذُنُوبِ عِبَادِهِۦ خَبِيرًا ٥٨ ﴾ [الفرقان: ٥٧]

ความว่า  “และสูเจ้าจงมอบหมายต่อพระผู้ทรงชีวินผู้ทรงไม่ตาย และจงแซ่ซ้องสดุดีด้วยการสรรเสริญพระองค์
และพอเพียงแล้วด้วยพระองค์ ผู้ทรงรอบรู้ในความผิดทั้งหลายของปวงบ่าวของพระองค์”

(อัล-ฟุรกอน 58)


﴿ قُل لَّن يُصِيبَنَآ إِلَّا مَا كَتَبَ ٱللَّهُ لَنَا هُوَ مَوۡلَىٰنَاۚ وَعَلَى ٱللَّهِ فَلۡيَتَوَكَّلِ ٱلۡمُؤۡمِنُونَ ٥١ ﴾ [التوبة: ٥١]

ความว่า  “จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า จะไม่ประสบแก่เราเป็นอันขาด นอกจากสิ่งที่อัลลอฮฺได้กำหนดไว้แก่เราเท่านั้น 

ซึ่งพระองค์เป็นผู้คุ้มครองเรา และแด่อัลลอฮฺนั้น มุอ์มินผู้ศรัทธาทั้งหลายจงมอบหมายเถิด”
(อัต-เตาบะฮฺ 51)

และพระองค์ได้ตรัสเช่นกันว่า


﴿ وَتَوَكَّلۡ عَلَى ٱلۡعَزِيزِ ٱلرَّحِيمِ ٢١٧ ٱلَّذِي يَرَىٰكَ حِينَ تَقُومُ ٢١٨ وَتَقَلُّبَكَ فِي ٱلسَّٰجِدِينَ ٢١٩ ﴾ [الشعراء: ٢١٧،  ٢١٩]

ความว่า “และจงมอบหมายต่อผู้ทรงเดชานุภาพผู้ทรงเมตตาเสมอ ผู้ทรงเห็นเจ้าขณะที่เจ้ายืนอยู่ และการเคลื่อนไหวของเจ้าในหมู่ผู้สุญูด”  

(อัช-ชุอะรออ์ 217-219 )


รายงานจากท่าน อุมัรฺ บิน อัล-ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าแท้จริงท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม  ได้กล่าวว่า


«لَوْ أَنَّكُمْ تَتَوَكَّلُونَ عَلَى اللَّهِ حَقَّ تَوَكُّلِهِ، لَرَزَقَكُمْ كَمَا يَرْزُقُ الطَّيْرَ، تَغْدُو خِمَاصًا وَتَرُوحُ بِطَانًا» [مسند الإمام أحمد 1/30]

“หากพวกท่านมอบหมายตนต่ออัลลอฮฺอย่างแท้จริงแล้ว แน่นอน พระองค์จะประทานริซกี(ปัจจัยยังชีพ)ให้พวกท่าน

เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงประทานริซกีให้กับนก  โดยที่มันบินออกไปในตอนเช้าในสภาพที่ท้องว่างและกลับมาในตอนเย็นในสภาพที่ท้องอิ่ม”  
(มุสนัดอิมาม อะหฺมัด 1/30)

ท่านหาฟิซ อิบนุ เราะญับ ได้กล่าวว่า  หะดีษนี้ถือเป็นหลักในเรื่องการมอบหมายต่ออัลลอฮฺและแสดงว่าการมอบหมาย(ตะวักกุล)เป็นสาเหตุที่สำคัญที่จะชักนำมาซึ่งริสกี อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

 ﴿وَمَن يَتَّقِ ٱللَّهَ يَجۡعَل لَّهُۥ مَخۡرَجٗا ٢ وَيَرۡزُقۡهُ مِنۡ حَيۡثُ لَا يَحۡتَسِبُۚ وَمَن يَتَوَكَّلۡ عَلَى ٱللَّهِ فَهُوَ حَسۡبُهُۥٓۚ ﴾ [الطلاق: ٢،  ٣]

ความว่า “และผู้ใดยำเกรงอัลลอฮฺ พระองค์ก็จะทรงหาทางออกให้แก่เขา และจะทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่เขาจากที่ที่เขามิได้คาดคิด
และผู้ใดมอบหมายแด่อัลลอฮฺ พระองค์ก็จะทรงเป็นผู้พอเพียงแก่เขาแล้ว”
(อัฏ-เฏาะลาก 2-3)





วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ผู้ดีเลิศในบรรดาผู้ตัดสิน



ซูเราะฮฺ อัต – ตีน อายะฮฺที่ : 7 - 8
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺ : 7
ดังนั้น (โอ้ นบี) หลังจากนี้แล้วผู้ใดเล่าจะสามารถปฏิเสธเจ้าเกี่ยวกับเรื่องรางวัลตอบแทนและการลงโทษ ? (1)

ความหมาย อายะฮฺ : 8
มิใช่อัลลอฮฺกระนั้นหรือที่ดีที่สุดในบรรดาผู้ตัดสินทั้งหลาย ? (2)
.................................................

(1) อายะฮฺนี้สามารถแผลได้อีกอย่างหนึ่งว่า : “หลังจากนี้แล้ว มนุษย์เอ๋ย ยังจะมีอะไรที่ทำให้สูเจ้าปฏิเสธการตัดสินได้อีกหรือ ?” ในทั้งสองกรณีนี้ เจตนาและวัตถุประสงค์ก็ยังคงเหมือนกัน นั่นคือ เมื่อมันเป็นที่เห็นชัดแล้วว่ามนุษย์ส่วนหนึ่งซึ่งถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบและลักษณะที่ดีที่สุดถูกทำให้ตกต่ำอย่างถึงที่สุดเพราะความเสื่อมทรามทางศีลธรรม และอีกส่วนหนึ่งยังคงปลอดภัยเพราะมีความศรัทธาอย่างมั่นคงและกระทำความดีแล้ว การตัดสินจะถูกปฏิเสธได้อย่างไรหลังจากนี้ ? สามัญสำนึกต้องการให้จุดจบของคนทั้งสองกลุ่มนี้เหมือนกันกระนั้นหรือ ? ความยุติธรรมต้องการให้ทั้งคนที่เสื่อมทรามทางศีลธรรมถึงขั้นต่ำสุดไม่ต้องถูกลงโทษ และคนที่ดำเนินชีวิตอยู่ในความดีไม่ต้องได้รับรางวัลตอบแทนกระนั้นหรือ ? เรื่องเดียวกันนี้ได้ถูกกล่าวไว้ในกุรอานเช่นกันว่า : “ดังนั้น จะให้เราปฏิบัติต่อผู้เชื่อฟังอย่างที่เราปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดกระนั้นหรือ ? เกิดอะไรขึ้นกับสูเจ้า สูเจ้าตัดสินเช่นนั้นได้อย่างไร ?” (กุรอาน 68 : 35 – 36) “บรรดาผู้ทำความชั่วคิดหรือว่าเราจะถือว่าพวกเขาและบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีนั้นเท่ากันเพื่อที่ชีวิตและความตายของพวกเขาจะเหมือนกัน ? ชั่วแท้ ๆ ที่พวกเขาตัดสินเช่นนั้น (กุรอาน 45 : 21)

(2) นั่นคือ “เมื่อสูเจ้าหวังที่จะให้ผู้พิพากษาในโลกรักษาความยุติธรรม ลงโทษคนทำผิดและตอบแทนผู้ทำความดีแล้ว สูเจ้ามีความเห็นเกี่ยวกับพระเจ้าอย่างไร ? พระองค์มิได้ทรงยิ่งใหญ่กว่าบรรดาผู้พิพากษาทั้งหมดกระนั้นหรือ ? ถ้าหากสูเจ้าคิดว่าพระองค์ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาผู้พิพากษาทั้งหมดแล้ว สูเจ้าคิดหรือว่าพระองค์จะไม่ทรงยุติธรรม ? สูเจ้าคิดหรือว่าพระองค์จะปฏิบัติต่อคนดีและคนชั่วเหมือนกัน ? ทั้งคนที่ทำความชั่วในโลก และคนที่ทำความดีนั้นจะมีจุดจบที่ผงธุลีดินโดยไม่มีใครถูกลงโทษสำหรับการทำความชั่วและได้รับการตอบแทนสำหรับการทำความดีกระนั้นหรือ ?”

อิมามอะหมัด, ติรมีซี, อบูดาวูด, อิบนุ อัล-มุนซิรฺ, บัยฮะกี, ฮากิมและอิบนุมัรฺดูยะฮฺ ได้รายงานจากอบูฮูร็อยเราะฮฺว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺได้กล่าวว่า : “เมื่อคนใดในพวกท่านอ่านซูเราะฮฺ วัตตีร วัซซัยตูน เขาควรจะกล่าวว่า บะลา วะอะน่ะ อะลา ซาลิก๊ะ มินัซซาฮิดีน (แน่นอน และฉันเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ยืนยัน)” ในอีกฮะดีษหนึ่ง ท นรอซูลุลลอฮฺได้กล่าวตอบรับซูเราะฮฺนี้ด้วยคำว่า ซุฮานะก๊ะ ฟะบะลา
..............................................

จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ  โพสต์




ซูเราะฮฺ อัล- มะอาริจญ์ : บทนำ



***** บทนำ *****

ชื่อ : ซุเราะฮฺนี้ได้ชื่อมากจาคำว่า الْمَعَارِجِ (อัล-มะอาริจญ์) ในอายะฮฺที่ 3

ระยะเวลาของการประทานซูเราะฮฺ :
เนื้อหาสาระของซูเราะฮฺเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ซูเราะฮฺนี้ได้ถูกส่งมาในสถานการณ์ที่แทบจะเหมือนกับเมื่อตอนที่ซูเราะฮฺ อัล – ฮากเก๊าะฮฺ ได้ถูกประมานมา

เนื้อหาสาระ :
ซูเราะฮฺนี้ให้คำตักเตือนและคำคาดโทษแก่บรรดาผู้ปฏิเสธทีเห็นเป็นเรื่องสนุกเมื่อได้ยินเรื่องการสิ้นโลกและการฟื้นคืนชีพหลังความตายในโลกหน้า เรื่องสวรรค์และนรก และท้าทายท่านรอซูลุลลอฮฺให้สร้างวันสิ้นโลกขึ้นมาตามคำขู่ถ้าหากว่าสิ่งที่ท่านพูดเป็นเรื่องจริงและพวกเขาสมควรที่จะถูกลงโทษในนรกเพราะการปฏิเสธ ตลอดทั้งซูเราะฮฺมีเจตนาที่จะตอบโต้การปฏิเสธนี้

ซูเราะฮฺนี้เริ่มต้นด้วยคำพูดว่า : “มีคนผู้หนึ่งได้เรียกร้องต้องการให้มีการลงโทษบรรดาผู้ปฏิเสธ และเมื่อการลงโทษนี้เกิดขึ้นก็จะไม่มีใครสามารถป้องกันได้ แต่มันจะเกิดขึ้นในเวลาที่ได้กำหนดไว้แล้ว อัลลอฮฺทรงมีวิธีการของพระองค์เองในการที่จะทำให้มันเกิดขึ้น แต่พระองค์มิได้เป็นอธรรม ดังนั้น นบีเอ๋ย จงอดทนต่อสิ่งที่พวกเขาพูดเถิด พวกเขาคิดว่ามันยังอยู่อีกไกล แต่เราเห้นมันอยู่แค่เอื้อมนี่เอง”

หลังจากนั้นก็มีการกล่าวว่า : “วันสิ้นโลกที่พวกเขาเร่งเร้าให้เกิดขึ้นโดยเร็วอันเนื่องมาจากพวกเขาเห็นว่าเป็นเรื่องตลกขบขันนั้นเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมาก และเมื่อมันมาถึงมันจะทำให้คนทำบาปท้อแท้สิ้นหวัง ในตอนนั้น พวกเขาจะยอมยกภรรยา ลูก ๆ และญาติใกล้ชิดเพื่อเป้นค่าไถ่ให้ตนเองพ้นจากการถูกลงโทษ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถรอดพ้นการลงโทษไปได้”

หลังจากนั้น ผู้คนก็ได้ถูกเตือนว่า : “ในวันนั้น ชะตากรรมของมนุษย์จะถูกตัดสินอย่างเคร่งครัดจากความเชื่อและความประพฤติของพวกเขา คนที่หันห่างอกจากสัจธรรมในโลกนี้และสะสมทรัพย์สินไว้โดยไม่ยอมให้ตกถึงมือคนยากจนจะถูกส่งไปลงโทษในนรก ส่วนคนที่กลัวการลงโทษของพระเจ้าที่นี่และศรัทธาในชีวิตโลกหน้า ดำรงนมาซ ใช้จ่ายทรัพย์สินเพื่อช่วยเหลือคนยากจน หลีกเลี่ยงการกระทำที่ผิดศีลธรรมและความชั่วร้าย ซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจ ปฏิบัติตามสัญญาอย่างครบถ้วนและเป็นพยานยืนยันความจริงจะมีสถานที่อันมีเกียรติรออยู่ในสวรรค์”

ในตอนสรุป บรรดาผู้ปฏิเสธแห่งมักกะฮฺที่กรูกันเข้ามาเยาะเย้ยท่านรอซูลุลลอฮฺได้ถูกเตือนว่า : “ถ้าหากสูเจ้าไม่เชื่อ อัลลอฮฺก็จะเอาคนอื่นที่ดีกว่าสูเจ้ามาแทนสูเจ้า” และท่านรอซูลุลลอฮฺก็ได้รับการปลอบใจว่า : “อย่าไปใส่ใจต่อการเยาะเย้ยถากถางและการทำเป็นเรื่องตลกขบขันของคนพวกนั้น จงปล่อยพวกเขาให้พูดเรื่องไร้สาระและทำตัวโง่เง่าต่อไปถ้าพวกเขาต้องการที่จะพบกับความสิ้นหวังและความอัปยศในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ และพวกเขาจะได้เห็นจุดสุดท้ายอันชั่วร้ายของพวกเขาเอง”


..................................................
จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์



วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รางวัลตอบแทนอันไม่สิ้นสุดแก่ผู้ศรัทธา



ซูเราะฮฺ อัต – ตีน อายะฮฺที่ : 6
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺ : 6
ยกเว้นบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดี สำหรับพวกเขานั้นมีรางวัลตอบแทนอันไม่สิ้นสุด (1)
.................................................

(1) นักอรรถธิบายกุรอานที่แปลคำ “อัสฟะละ ซาฟิลีน” ว่าหมายถึงสภาพของวัยชราที่มนุษย์ไม่สามารถใช้เหตุได้แล้วนั้นได้แปลว่าอายะฮฺนี้หมายถึง : “แด่คนที่ศรัทธาและกระทำความดีในวัยหนุ่มและมีความแข็งแรงนั้น ในวัยชราเขาจะได้รับการตอบแทนความดีสำหรับสิ่งที่เขาได้ทำไว้ รางวัลตอบแทนของเขาจะไม่ลดน้อยลงเพราะเหตุที่ว่าเขาไม่สามารถที่จะทำความดีได้ในวัยชรา” และนักอรรถาธิบายกุรอานที่ถือว่าการกลับไปสู่สภาพต่ำสุด หมายถึง การถูกโยนลงไปในนรกขั้นต่าสุดนั้นได้แปลอายะฮฺนี้ว่า หมายถึง : “ผู้ศรัทธาและกระทำความดีจะได้รับการยกเว้น พวกเขาจะไม่อยู่ในสภาพนี้ แต่พวกเขาจะได้รับรางวัลตอบแทนอย่างไม่สิ้นสุด” แต่ทั้งสองความหมายที่กล่าวมานี้ก็ไม่มีความหมายใดที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ซูเราะฮฺนี้ให้เหตุผลไว้เพื่อยืนยันการตัดสินในโลกหน้า ในความเห็นของเรา อายะฮฺนี้หมายความว่า : “ในทุกยุคทุกสมัย ถึงแม้สังคมมนุษย์จะมีผู้คนเสื่อมทรามทางศีลธรรมถึงขั้นต่ำสุดเพียงใด แต่ผู้ที่ศรัทธาในพระเจ้าและศรัทธาในโลกหน้าและศรัทธาในนบีและดำเนินชีวิตด้วยความยำเกรงก็ยังคงปลอดภัยจากความเสื่อมทรามเหล่านี้และยังคงดำเนินชีวิตไปตามรูปแบบและธรรมชาติที่ดีที่สุดที่อัลลอฮฺได้สร้างพวกเขาขึ้นมา ดังนั้น พวกเขาจึงสมควรได้รับรางวัลตอบแทนอย่างไม่สิ้นสุด นั่นคือ รางวัลที่จะไม่น้อยกว่าที่พวกเขาควรจะได้รับและจะไม่ถูกตัดทอนด้วย”
..............................................

จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อสู่ชัยชนะ โพสต์



หลังจากอัลลอฮฺได้ทำให้มนุษย์กลับไปสู่ความต่ำสุด



ซูเราะฮฺ อัต – ตีน อายะฮฺที่ : 5
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺ : 5
หลังจากนั้น เราได้ทำให้เขากลับไปสู่ความต่ำสุดของความต่ำ (1)
.................................................

(1) โดยทั่วไปแล้ว นักอรรถาธิบายได้แปลอายะฮฺนี้เป็นสองความหมายด้วยกัน นั่นคือ ....1) เราได้ทำให้เขากลับเข้าสู่วัยชราที่มีชีวิตน่าสังเวช กล่าวคือ เขาไม่สามารถที่จะคิดและเข้าใจและทำงานได้อีกต่อไป ....2) เราได้ทำให้เขากลับลงสู่ก้นบึ้งของนรก แต่สองความหมายนี้ไม่สามารถเป็นข้อโต้แย้งเพื่อยืนยังสิ่งที่ซูเราะฮินี้ได้ถูกประทานมา ซูเราะฮฺนี้ต้องการจะให้เหตุผลถึงความจริงของการตัดสินในโลกหน้า ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่จะไปหมายความว่า มนุษย์บางคนจะถูกทำให้กลับสู่สภาพวัยชราที่น่าสังเวชหรือมนุษย์กลุ่มหนึ่งจะถูกโยนลงไปในนรก สิ่งแรกไม่สามารถที่จะนำมาเป็นข้อโต้แย้งสำหรับการตัดสินได้เพราะวัยชรานั้นมาเยือนทั้งคนดีและคนชั่ว และการมาถึงวัยนี้ก็มิใช่การลงโทษการกระทำของเขา ส่วนสิ่งที่สองนั้นจะเกิดขึ้นในนรก มันไม่อาจจำมาเป็นข้อโต้แย้งต่อหน้ามนุษย์ที่กำลังถูกบอกว่า จะต้องได้พบการตอบแทนและการลงโทษในโลกหน้า ดังนั้น ในความเห็นของเรา ความหมายที่ถูกต้องของอายะฮฺนี้ก็คือ : หลังจากที่ถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบที่ดีที่สุดแล้ว เมื่อมนุษย์ใช้อำนาจของร่างกายและความคิดของเขาไปในทางชั่วช้า อัลลอฮฺก็จะให้อำนาจเขาทำความชั่วและทำให้เขาตกต่ำจนถึงที่สุด นี่เป็นความจริงที่เราสามารถสังเกตได้ทั่วไปในสังคมมนุษย์ คนที่มีแต่ความโลภ ความเห็นแก่ตัว ความเลวทราม เสพสิ่งมึนเมา และลักษณะเลวทรามอื่น ๆ นั้นจะมีความเสื่อมทรามทางศีลธรรมถึงขั้นต่ำสุด ลองพิจารณาตัวอย่างนี้ดูก็ได้ :

เมื่อชาติใดตั้งหน้าตั้งตาเป็นศัตรูต่ออีกชาติหนึ่งอย่างหลับหูหลับตา ชาตินั้นก็จะปฏิเสธต่อชาติที่ตัวเองเกลียดชังอย่างเหี้ยมโหดป่าเถื่อนทุกรูปแบบเกินกว่าที่สัตว์ป่าจะทำ สัตว์ป่าล่าเหยื่อเพียงเพื่อเป็นอาหาร มันไม่ใช้วิธีการฆ่าหมู่ แต่มนุษย์ฆ่าหมู่มนุษย์ด้วยกัน สัตว์ป่าเพียงแค่ใช้กรงเล็บและฟันเท่านั้น แต่มนุษย์ผู้ถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบที่ดีที่สุดได้ใช้สติปัญญาของตนประดิษฐ์ปืน รถถัง เครื่องบิน ระเบิดปรมาณูและไฮโดรเจนและอาวุธชนิดอื่น ๆ อีกสารพัดขึ้นมาเพื่อทำลายประชากรให้หมดไปในทีเดียว สัตว์เดรัจฉานเพียงฆ่าหรือทำให้เกิดบาดแผล แต่มนุษย์ได้คิดค้นวิธีการอันเจ็บปวดเพื่อทรมานมนุษย์ด้วยกันเองจนแม้กระทั่งสัตว์ก็นึกไม่ถึง หลังจากนั้น เพื่อสนองความแค้นและความโกรธต่อศัตรู เขายังบังคับผู้หญฺงให้เดินเปล่อยกายเป็นแถวแล้วให้ผู้ชายนับสิบคนเข้าข่มขืนต่อหน้าต่อตาพ่อแม่ พี่น้องและสามีของพวกเธอ ลูก ๆ ถูกฆ่าหมู่ต่อหน้าพ่อแม่และถูกบังคับให้ดื่มเลือดของลูกตัวเอง บางคนถูกเผาและถูกฝังทั้งเป็น ไม่มีสายพันธุ์สัตว์ป่าใด ๆ ในโลกนี้ที่จะเสมอเหมือนมนุษย์ในเรื่องความโหดร้ายป่าเถื่อนเช่นเดียวกับความชั่วอื่น ๆ มนุษย์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าถ้าเขาทำชั่วเขาก็จะชั่วช้าเลวทรามถึงขั้นต่ำสุด จนถึงขนาดที่ว่าแม้แต่ในเรื่องของศาสนาที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับมนุษย์ เขาก็ยังบูชาต้นไม้ สัตว์ ภูเขา หรือแม้กระทั้งอวัยวะเพศของผู้ชายและผู้หญิง เขาเลี้ยงโสเภณีทางศาสนาไว้ในสถานที่แห่งการเคารพบูชาเพื่อเอาใจเทพเจ้าและทำชู้กับโสเภณีเหล่านั้น โดยถือว่ามันเป็นความดีงาม ไม่เพียงแต่เท่านั้น เขายังอ้างเรื่องความสกปรกลามกเช่นนั้นว่า มาจากเทพเจ้าและเทพีต่าง ๆ อีกด้วย
..............................................

จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์




มนุษย์ถูกสร้างมาในรูปแบบที่ดีที่สุด



ซูเราะฮฺ อัต – ตีน อายะฮฺที่ : 2 – 4
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺที่ : 2
และด้วยภูเขาซีนาย (1)

ความหมาย อายะฮฺที่ : 3
และเมืองแห่งความสงบนี้

ความหมาย อายะฮฺที่ : 4
แท้จริง เราได้สร้างมนุษย์มาในรูปแบบที่ดีที่สุด (2)
.................................................

(1) คำในต้นฉบับภาษาอาหรับคือ طُورِ سِينِينَ (ฏูริซีนีน) “ซีนีน” เป็นอีกชื่อหนึ่งของคาบสมุทรซีนาย นอกจากนี้แล้วมันยังถูกเรียกว่า “ซัยนา” หรือ “ซีนา” ด้วยเช่นกัน ในกุรอานอีกที่หนึ่งก็ใช้คำว่า “ฏูรซัยนา” เนื่องจากแผ่นดินที่ภูเขาซีนายตั้งอยู่นี้เป็นที่รู้จักกันในนามว่า ซีนา เราจึงเอาชื่อที่รู้จักกันดีนี้มาใช้ในคำแปล

(2) นี่คือความจริงที่ได้มีการนำเอาแผ่นดินแห่งมะเดื่อและมะกอก (นั่นคือซีเรียและปาเลสไตน์) และภูเขาซีนายและเมืองมักกะฮฺมาใช้ในการสาบาน การที่มนุษย์ถูกสร้างมาในรูปแบบที่ดีที่สุดนั้นหมายความว่าเขาได้รับรูปร่างที่ดีที่สุด ซึ่งไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดได้รับและเขายังได้รับความสามารถในการคิดที่ดีที่สุดรวมทั้งความรู้และสติปัญญาที่ไม่มีสิ่งถูกสร้างอื่นใดได้รับ เนื่องจากคุณสมบัติอันประเสริฐเหล่านี้เองที่พระผู้เป็นเจ้าได้ประทานการมีนบีให้ซึ่งไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดที่จะได้รับตำแหน่งอันสูงส่งนี้ จึงได้มีการสาบานด้วยสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับบรรดานบีของพระผู้เป็นเจ้าเพื่อเป็นการยืนยันถึงการที่มนุษย์ได้ถูกสร้างมาในรูปแบบที่ดีที่สุด แผ่นดินแห่งซีเรียและปาเลสไตน์เป็นแผ่นดินที่มีนบีจำนวนมากเกิดขึ้นตั้งแต่นบีอิบรอฮีมไปจนถึงนบีอีซา ภูเขาฏูรเป็นสถานที่ที่นบีมูซาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบี ส่วนมักกะฮฺถูกสร้างโดยนบีอิบรอฮีมและอิสมาอีลและด้วยความเกี่ยวข้องกับคนทั้งสองนี้ จึงทำให้มักกะฮฺกลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของอารเบีย นบีอิบรอฮีมเองได้วิงวอนต่อพระเจ้าว่า : “ข้าแต่พระผู้อภิบาล โปรดทรงทำให้เมืองนี้เป็นที่สงบและปลอดภัย” (กุรอาน 2 : 126) และเพราะคำวิงวอนนี้เองที่ถึงแม้ทั่งทั้งอารเบียจะมีความไม่สงบเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ก็มีเมืองมักกะฮฺเท่านั้นที่ยังคงเป็นเกาะแห่งความสงบมาเป็นเวลา 2,500 ปีหรือมากกว่านั้น ดังนั้น อายะฮฺนี้จึงต้องการที่จะกล่าวว่า : “เราได้สร้างมนุษย์มาในรูปแบบที่ดีที่สุดที่ทำให้มีคนได้รับตำแหน่งสูงสุดของการเป็นนบี”
..............................................

จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์




ขอสาบานด้วยมะเดื่อและมะกอก


ซูเราะฮฺ อัต – ตีน อายะฮฺที่ 1
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺ : 1
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
ขอสาบานด้วยมะเดื่อและมะกอก (1)
..................................................

(1) นักอรรถธิบายกุรอานมีความเห็นแตกต่างกันมากเกี่ยวกับการอธิบายอายะฮฺนี้ ฮะซัน บัศรี, อิคริมะฮฺ, อะฎอ บิน อบีเราะบาฮฺ, ญาบิรรฺ บิน เซด, มุญาฮิดและอิบรอฮีม นะคออี กล่าวว่า มะเดื่อก็คือ มะเดื่อที่ผู้คนกินและมะกอกก็คือมะกอกที่ให้น้ำมัน อิบนุ อบีฮาติม และฮากิม ก็อ้างคำพูดจากอับดุลลอฮฺ บิน อับบาสมาสนับสนุนคำพูดนี้ และนักอรรถาธิบายกุรอานที่ยอมรับการอธิบายเช่นนี้ก็แสดงความเห็นจากทัศนะของประโยชน์จากมะเดื่อและมะกอกว่า อัลลอฮฺได้สาบานด้วยผลไม้สองประเภทนี้ก็เพราะคุณสมบัติและประโยชน์ของมัน ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าผู้อ่านภาษาอาหรับจะเข้าใจคำว่า “ตีน” (มะเดื่อ) และ “ซัยตูน” (มะกอก) ในความหมายเดียวกันนี้ แต่ก็มีเหตุผลสองประการที่ทำให้ไม่สามารถยอมรับความหมายเหล่านี้ได้ ประการแรก ในอายะฮฺถัดมาได้มีการสาบานด้วยภูเขาซีนายและเมืองมักกะฮฺ และดูเหมือนว่ามันจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันระหว่างคำสาบานด้วยผลไม้สองชนิดนี้กับคำสาบานด้วยสถานที่สองแห่ง ประการที่สอง เรื่องสำคัญที่ตามมาหลังจากคำสาบานนั้นก็เกี่ยวข้องกับภูเขาซีนายและเมืองมักกะฮฺ แต่ไม่เกี่ยวกับผลไม้สองชนิดนั้น ในกุรอาน ตรงไหนก็ตามที่อัลลอฮฺสาบานด้วยอะไรบางอย่าง พระองค์มิได้สาบานเพราะว่าความเลิศเลอของมันหรือประโยชน์ของมัน แต่ทุกคำสาบานจะมีความเกี่ยวข้องกับสาระสำคัญที่จะตามมาหลังจากนั้น ดังนั้น คุณสมบัติและประโยชน์ของผลไม้ทั้งสองนี้จึงไม่อาจถือว่าเป็นเหตุผลสำหรับการนำมาสาบาน

นักอรรถาธิบายบางคนอธิบายคำว่า “ตีน” และ “ซัยตูน” หมายถึงสถานที่บางแห่ง กะอับ อะฮฺบารฺ, เกาะตาด๊ะฮฺ แ ละอิบนุเซตกล่าวว่า “ตีน” หมายถึงเมืองดามัสกัส และ “ซัยตูน” หมายถึงบัยตุลมักดิศ (เยรูซาเล็ม) ทัศนะของอิบนุอับบาสได้ถูกอิบนุญะรีรฺ อิบนุ อาบีฮาติมและมัรฺดูยะฮฺ นำมาอ้างถึงขนาดที่ว่า “ตีน” หมายถึงมัสยิดของนบีนูฮฺซึ่งถูกสร้างอยู่บนภูเขาญูดี และ “ซัยตูน” หมายถึงบัยตุลมักดิศ แต่เมื่อชาวอาหรับทั่วไปได้ยินคำว่า “วัดตีน วัซซัยตูน” จะไม่มีใครคิดถึงความหมายนี้ และในหมู่ชาวอาหรับซึ่งเป็นชนหมู่แรกที่ได้ยินกุรอานก็ไม่รู้ว่า “ตีน” และ “ซัยตูน” เป็นชื่อของสถานที่

อย่างไรก็ตาม ในหมู่ชาวอาหรับจะมีประเพณีอย่างหนึ่งคือ ถ้าแผ่นดินแห่งใดผลิตผลไม้อย่างหนึ่งอย่างใดเป็นจำนวนมาก ชาวอาหรับก็จะเรียกชื่อแผ่นดินนั้นตามชื่อของผลไม้นั้น ดังนั้น ความหมายของคำว่า “ตีน” และ “ซัยตูน” จึงอาจเป็นแผ่นดินที่ผลไม้เหล่านั้นเติบโต และนั่นก็คือแผ่นดินแห่งซีเรียและปาเลสไตน์ เพราะในหมู่ชาวอาหรับในยุคนั้น แผ่นดินแห่งนี้เป็นที่รู้จักกันดีว่าปลูกมะเดื่อและมะกอกมาก อิบนุตัยมียะฮฺ, อิบนุก็อยยิม, ซามัคซารีและอาลีซูก็ได้อธิบายเช่นนี้และถึงแม้อิบนุญะรีรฺจะชอบทัศนะแรก แต่ก็ยังเปิดใจยอมรับว่า “ตีน” และ “ซัยตูน” อาจหมายถึงแผ่นดินที่ปลูกผลไม้เหล่านี้ด้วย ฮาฟิซ อิบนุกะซีรฺ ก็ยอมรับว่าคำอธิบายเช่นนี้เป็นสิ่งที่น่าพิจารณา
..............................................

จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์





ซูเราะฮฺ อัต – ตีน : บทนำ


**** บทนำ ****

ชื่อ : ซูเราะฮฺนี้ได้ชื่อมาจากคำว่า التِّينِ (อัต – ตีน) ในอายะฮฺแรก

ระยะเวลาของการประทานซูเราะฮฺ : เกาะตาด๊ะฮฺ นักวิชาการคนสำคัญคนหนึ่งกล่าวว่า ซูเราะฮฺนี้เป็นซูเราะฮฺมะดะนียะฮฺ แต่อิบนุอับบาสก็มีความเห็นแตกต่างกันว่าเป็นซูเราะฮฺ มักกียะฮฺ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการส่วนใหญ่ถือว่าเป็นซูเราะฮฺที่ถูกประทานลงมาที่มักกะฮฺ โดยจะเห็นได้จากการใช้คำว่า “ฮาซัล บะละดิล อะมีน” (เมืองแห่งความสงบนี้) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของมักกะฮฺ นอกจากนี้แล้ว การศึกษาเนื้อหาของซูเราะฮฺก็แสดงให้เห็นว่าซูเราะฮฺนี้ไดถูกประทานลงมาในมักกะฮฺ เพราะไม่มีสัญญาณใด ๆ ชี้ให้เห็นว่าระหว่างที่มีการประทานซูเราะฮฺนี้ลงมานั้น ได้มีความขัดแย้งระหว่างอิสลามกับการปฏิเสธเกิดขึ้นแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ลักษณะของถ้อยคำในซูเราะฮฺนี้ยังได้แสดงให้เห็นว่ามันได้ถูกประทานมาในช่วงต้น ๆ ในมักกะฮฺด้วย เพราะถ้อยคำที่ใช้เป็นถ้อยคำกระชับที่เตือนให้ผู้คนตระหนักถึงการตัดสินใจในโลกหน้าว่ามันเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นสิ่งที่มีเหตุผล
เนื้อหาสาระ : สาระสำคัญของซูเราะฮฺนี้ก็คือ เรื่องรางวัลตอบแทนและการลงโทษในโลกหน้า เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวจึงได้มีการสาบานด้วยถิ่นที่อยู่ของนบีคนสำคัญบางคน และได้มีการกล่าวว่าอัลลอฮฺได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาในลักษณะที่ดีที่สุด ถึงแม้ว่าในกรุอานหลายแห่ง ความจริงดังกล่าวนี้จะถูกกล่าวไว้ในลักษณะต่าง ๆ แล้วก็ตาม เช่น “อัลลอฮฺได้ทรงแต่งตั้งมนุษย์ให้เป็นตัวแทนของพระองค์บนหน้าแผ่นดินและได้บัญชามลาอิกะฮฺให้ก้มกราบต่อเขา” (อัลบะกอเราะฮฺ : 30, 34, อัล-อันอาม : 165, อัล-อะอฺรอฟ : 11, อัล-ฮิจญ์ : 28,29, อัน-นัมลุ : 62, ศอด : 71-73) และในอีกที่หนึ่งได้กล่าวว่า : “มนุษย์ได้เป็นผู้แบกรับความไว้วางใจของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งแผ่นดินและชั้นฟ้าและภูเขาไม่มีอำนาจที่จะแบก” (อัล-อะฮฺซาบ : 72) และ : “เราได้ให้เกียรติลูกหลานของอาดัมและยกย่องพวกเขาให้เหนือกว่าสิ่งที่ถูกสร้างอื่น ๆ ของเรา” (นบีอิสรออีล : 70) แต่ในที่นี้ก็ยังได้มีมการกล่าวคำสาบานด้วยถิ่นที่อยู่ของนบีบางคนว่า มนุษย์ได้ถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบที่ดีที่สุดเพื่อเป็นการยืนยันว่ามนุษย์ได้รับคุณสมบัติดีเลิศที่สุดที่ทำให้มนุษย์สามารถได้รับตำแหน่งสูงสุดแห่งการเป็นนบี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงเกินกว่าที่สิ่งถูกสร้างอื่นใดจะได้รับ
หลังจากนั้นก็ได้มีการกล่าวว่ามนุษย์มีสองประเภทด้วยกัน นั่นคือ ประเภทที่ถึงแม้จะมีรูปแบบดีที่สุด แต่ก็ยังคล้อยไปตามความชั่วและความเสื่อมทรามทางศีลธรรมซึ่งเป็นสาเหตุทำให้พวกเขาตกต่ำลงไปอีก และอีกประเภทหนึ่งก็คือคนที่ยึดถือแนวทางแห่งความศรัทธาและความดียังคงรอดพ้นจากความตกต่ำและได้รับตำแหน่งอันมีเกียรติสมกับที่เขาได้ถูกสร้างมาในรูปแบบที่ดีที่สุด การที่มนุษยชาติมีคนสองประเภทนี้อยู่เป็นความจริงที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้เพราะมันเป็นที่พบเห็นได้ในสังคมทุกแห่งตลอดเวลา
กล่าวโดยสรุปก็คือ ความจริงดังกล่าวข้างต้นนี้ได้ถูกนำมาใช้เป็นข้อโต้แย้งเพื่อพิสูจน์ว่า เมื่อในสังคมมนุษย์มีคนสองประเภทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนดังที่กล่าวมานี้ เราจะปฏิเสธการตัดสินและการตอบแทนการกระทำได้อย่างไร ? ถ้าหากความเสื่อมทรามทางศีลธรรมไม่ถูกลงโทษและความบริสุทธิ์ทางศีลธรรมไม่ได้รับรางวัลตอบแทน และจุดหมายปลายทางของคนทั้งสองประเภทคือฝุ่นธุลีเหมือนกันแล้ว มันก็หมายความว่าไม่มีความยุติธรรมในอาณาจักรของพระเจ้า ในขณะที่ธรรมชาติและสามัญสำนึกของมนุษย์ต้องการให้ศาลรักษาความยุติธรรม ดังนั้น เป็นไปได้อย่างไรที่ใครจะมาคิดว่าอัลลอฮฺผู้ทรงยุติธรรมที่สุดในบรรดาผู้พิพากษาทั้งหลายจะไม่รักษาความยุติธรรม ? ****


..................................................
จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์





อย่าไปยินดีปรีดากับทรัพย์สินในโลกนี้


ทรัพย์สินที่เขาครอบครองไว้ในโลกนี้ มันจะมากมายเท่าไหร่ก็ตาม มันก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะยินดีปรีดาอะไรเลย เขาก็เพียงครอบครองมันไว้ได้ระยะสั้นๆเท่านั้น เขาจะใช้มันได้ก็ไม่กี่ปี ฟลังจากนั้นเขาก็จะทิ้งมันไว้ในโลกนี้ โดยไม่มีอะไรติดตัวติดมือเขากลับไปเลย การยินดีปรีดาต่อความมั่งคั่งเช่นนั้นไม่สมควรสำหรับบรรดาผู้เข้าใจสัจธรรมเกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับทรัพย์ที่เขาเพียงครอบครองและเกี่ยวกับโลกนี้

แต่ความมั่งคั่ง ณ ที่ อัลลอฮฺตะอาลา ต่างหาก นั้นดีกว่ามากมายในลักษณะและคุณสมบัติและยังถาวรยั่งยืนด้วย

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

فَمَا أُوتِيتُم مِّن شَيْءٍ فَمَتَاعُ الْحَيَاةِ الدُّنْيَا وَمَا عِندَ اللَّهِ خَيْرٌ وَأَبْقَىٰ لِلَّذِينَ آمَنُوا وَعَلَىٰ رَبِّهِمْ يَتَوَكَّلُونَ

"และสิ่งใดที่พวกเจ้าได้รับนั้นเป็นเพียงการสนุกสนานเพลิดเพลินแห่งชีวิตของโลกนี้เท่านั้น แต่สิ่งที่มีอยู่ ณ ที่อัลลอฮฺนั้น ดีกว่าและจีรังกว่า สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาและพวกเขามอบหมายไว้วางใจแด่พระเจ้าของพวกเขา" (อัลกุรอาน สุเราะฮ์อัช-ชูรอ 42:36)









วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ชายชู้คู่กับหญิงชู้


เฉพาะหญิงทำชู้หรือหญิงมุชริกเท่านั้น ที่เหมาะจะเป็นคู่ครองสำหรับชายทำชู้ที่ยังไม่สำนึกผิด ไม่มีหญิงผู้มีคุณธรรมและความศรัทธาคนไหนจะเหมาะสมกับเขา บรรดาผู้ศรัทธาที่ได้ถูกห้ามมิให้ยกลูกสาวของพวกเขาแต่งงานกับคนเช่นนี้

 ในทำนองเดียวกัน คู่ครองครองที่เหมาะสมสำหรับหญิงทำชู้ที่ยังไม่สำนึกผิด ก็มีแต่ชายทำชู้หรือชายมุชริกเท่านั้น พวกนางไม่เหมาะสมสำหรับชายผู้มีคุณธรรมและความศรัทธา

 บรรดาผู้ศรัทธาจึงถูกห้ามมิให้แต่งงานกับชายหรือหญิงที่รู้กันว่าเป็นคนไร้ศิลธรรม นั้นคือสำหรับชายหญิงที่ยังคงดำเดินชีวิตอยู่ในความชั่ว ไม่ใช่กับบรรดาผู้สำนึกผิดและปรับปรุงตัวเองแล้ว ผู้ที่สำนึกผิดและกลับตัว พวกเขาไม่ถูกถือว่าเป็นผู้ผิดประเวณีอีกต่อไป

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

الزَّانِي لَا يَنكِحُ إِلَّا زَانِيَةً أَوْ مُشْرِكَةً وَالزَّانِيَةُ لَا يَنكِحُهَا إِلَّا زَانٍ أَوْ مُشْرِكٌ وَحُرِّمَ ذَٰلِكَ عَلَى الْمُؤْمِنِينَ

"ชายมีชู้จะไม่สมรสกับใคร นอกจากกับหญิงมีชู้หรือหญิงมุชริกะฮ์ และหญิงมีชู้จะไม่มีใครสมรสกับเธอ นอกจากกับชายมีชู้หรือชายมุชริก และ (การมีชู้) เช่นนั้นเป็นที่ต้องห้ามแก่บรรดาผู้ศรัทธา" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัน-นูร 24: 3)


الله أعلم بالصواب


วันที่อวัยวะของเขาเป็นพยาน


วันแห่งการฟื้นคืนชีพ หรือวันแห่งการสอบสวน อันมิใช้โลกแห่งวิญญาณ แต่มนุษย์จะฟื้นขึ้นมาในรูปร่างและชีวิตเดิมที่พวกเขาเป็นอยู่ในโลกนี้ ทุกอนูที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายของเขา จะถูกรวมขึ้นอักครั้งหนึ่งในวันนี้

 และผู้ทำผิดดึงดันปฏิเสธความผิดของตน และกล่าวหาว่าเป็นพยานเท็จ เป็นพยานโกหก และไม่ยอมรับว่าบัญชีความประพฤติของตัวเองมีอยู่ด้วย ดังนั้นพระองค์อัลลอฮฺตะอาลา จึงทรงให้อวัยวะของร่างกายเขาทุกส่วนมาเป็นพยานโดยคำบัญชาของพระองค์ และจะบอกว่าเขาได้ทำความผิดอะไรไปบ้าง  การปิดปากของเขาคือการทำให้เขาหมดอำนาจในการพูด ไม่สามารถพูดอะไรได้ตามความต้องการ อวัยวะต่างๆของเขาก็จะว่าเขาผู้นี้ได้ใช้อวัยวะเหล่านั้นไปอย่างไรบ้าง

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

يَوْمَ تَشْهَدُ عَلَيْهِمْ أَلْسِنَتُهُمْ وَأَيْدِيهِمْ وَأَرْجُلُهُم بِمَا كَانُوا يَعْمَلُونَ

"วัน ที่ลิ้นของพวกเขา และมือของพวกเขา และเท้าของพวกเขา จะเป็นพยานปรักปรำพวกเขา ตามที่พวกเขาได้กระทำไว้" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัน-นูร 24: 24)

الْيَوْمَ نَخْتِمُ عَلَىٰ أَفْوَاهِهِمْ وَتُكَلِّمُنَا أَيْدِيهِمْ وَتَشْهَدُ أَرْجُلُهُم بِمَا كَانُوا يَكْسِبُونَ

"วันนี้เราจะปิดผนึกปากของพวกเขาและมือของพวกเขาจะพูดแก่เรา และเท้าของพวกเขาจะเป็นพยานตามที่พวกเขาได้ปฏิบัติไว้" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺยาสีน 36: 65)


حَتَّىٰ إِذَا مَا جَاءُوهَا شَهِدَ عَلَيْهِمْ سَمْعُهُمْ وَأَبْصَارُهُمْ وَجُلُودُهُم بِمَا كَانُوا يَعْمَلُونَ

“จนกระทั่งเมื่อพวกเขามาถึงนรก หูของพวกเขา และตาของพวกเขาและผิวหนังของพวกเขาก็จะเป็นพยานคัดค้านพวกเขาตามที่พวกเขาได้กระทำไว้” (อัลกุรอาน สูเราะฮ์ฟุศศิลัต 41: 20)


الله أعلم بالصواب


เมื่อผู้ปฏิเสธถูกโยนลงไปในนรก



ซูเราะฮฺ อัล-มุลก์ อายะฮฺที่ 6 – 8
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 6
“ สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธพระผู้อภิบาลของพวกเขานั้น (1) คือ การลงโทษแห่งนรก และมันที่พำนักอันชั่วร้าย”

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 7
“ เมื่อพวกเขาถูกโยนเข้าไปในนั้น พวกเขาจะได้ยินเสียงคำราของมัน (2) ขณะที่มันกำลังเดือด”

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 8
“เหมือนกับการระเบิดด้วยความโกรธ ทุกครั้งที่คนพวกหนึ่งถูกโยนลงไปในนั้น ผู้เฝ้ามันจะถามว่า “ไม่มีผู้ตักเตือนมายังสูเจ้ากระนั้นหรือ ? ” (3)
.........................................

(1) นั่นคือ ชะตากรรมของทั้งมนุษย์หรือชัยฏอนที่ปฏิเสธพระเจ้าของตน (คำว่า “กุฟรฺ” ในภาษาอาหรับโดยความหมายทางภาษาแล้วแปลว่า “ซ่อนเร้น” หรือ “ปิดบัง” เดิมทีมันได้ถูกใช้สำหรับการซ่อนเร้นสัจธรรม และหลังจากนั้นก็ถูกใช้สำหรับการปฏิเสธซึ่งเป็นคำที่มีความหมายตรงข้ามกับคำว่า “อีมาน” คำว่า “อีมาน” มีความหมายว่า การเชื่อ การยอมรับและการยอมจำนน และ “กุฟรฺ” ก็คือการไม่เชื่อ การปฏิเสธและคัดค้าน ตามกุรอาน คนจะมีความผิดในฐษนกุฟรฺเมื่ออยู่ในกรณี ดังนี้ :

.....1) ถ้าหากเขาไม่เชื่อในอัลลอฮฺ หรือปฏิเสธที่จะยอมรับพระองค์ว่าเป็นผู้ทรงมีอำนาจสูงสุดหรือเป็นนายของเขาและของจักรวาล หรือเป็นพระเจ้าองค์เดียวที่เขาจะต้องเคารพภักดี

......2) ถ้าหากเขาประกาศยอมรับอัลลอฮฺ แต่ปฏิเสธที่จะยอมรับคำบัญชาและทางนำของพระองค์ว่า เป็นแหล่งแห่งความรู้เกี่ยวกับสัจธรรมและกฎหมายเพียงแหล่งเดียว หรือ

......3) ถ้าหากเขายอมรับทางนำของอัลลอฮฺ แต่ปฏิเสธที่จะยอมรับอำนาจหน้าที่ของบรรดารอซูลที่อัลลอฮิส่งมาพร้อมกับคำบัญชาและทางนำของพระองค์ หรือ

......4) ถ้าหากเขายอมรับรอซูลคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ หรือยอมรับเพียงบางคนและปฏิเสธรอซูลคนอื่น ๆ ตามอำเภอใจหรือเพราะความอคติของเขาเอง หรือ

......5) ถ้าหากเขาละทิ้งความเชื่อของอิสลามทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใด หรือละทิ้งแนวทางแห่งการดำเนินชีวิตหรือคำสอนของรอซูลุลลอฮฺ หรือ

.....6) ถ้าหากยอมรับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดในทางทฤษฎี แต่เจตนาละทิ้งคำบัญชาของอัลลอฮฺในทางปฏิบัติและยังคงดึงดันปฏิบัติมันต่อไปโดยดำเนินชีวิตฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์แทนที่จะยอมจำนนต่อพระองค์หรือความคิดและการปฏิบัติดังกล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนั้น คือการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺและเป็นการ “กุฟรฺ” ตามคัมภีร์กุรอาน นอกจากนี้แล้ว บางครั้งกุรอานยังใช้คำว่า “กุฟรฺ” สำหรับการเนรคุณด้วยเพราะการใช้สิ่งต่าง ๆ และความสามารถที่อัลลอฮฺประทานให้ไปในหนทางที่ฝ่าฝืนต่อเจตนารมณ์ของพระองค์ และมีมทัศนคติดื้ดด้านต่อผู้ที่มีพระคุณต่อตัวเองนั้น มิใช่เพราะนอกไปจากการเนรคุณ

เมื่อเป็นดังนี้ จากความหมายของคำว่า “กุฟรฺ” ดังกล่าวมา ก็เป็นอันชัดเจนว่าในคำนี้ไม่มีอะไรที่ถูกนำไปใช้อย่างผิด ๆ หรือสร้างความเสียหายให้แก่ใครดังที่มีการเข้าใจผิดกันโดยทั่วไป เมื่อมุสลิมเรียกผู้ไม่ศรัทธาว่า “กาฟิรฺ” นั้น พวกเขาก็เพียงแต่ระบุถึงความจริงของคนผู้นั้นเท่านั้น

(2) คำว่า شَهِيقًا (ชะฮีก) ได้ถูกใช้เพื่อหมายถึงการทำเสียงร้องเหมือนกับเสียงร้องของลา ประโยคนี้อาจหมายความว่ามันอาจเป็นเสียงของนรกเองและอาจเป็นเสียงร้องครวญครางของผู้คนที่อยู่ในนรก ความหมายที่สองนี้ได้รับการสนับสนุนจากซูเราะฮฺ ฮูด : 106 ซึ่งได้กล่าวว่า “ในนั้นพวกเขาจะหอบและถอนหายใจ (เพราะความกระหาย)” ส่วนความหมายแรกได้รับการยืนยันจากซูเราะฮฺ อัล-ฟุรฺกอน : 12 ที่กล่าวว่า “เมื่อนรกเห็นพวกเขาจากที่ไกล พวกเขาจะได้ยินเสียงคุไหม้และเสียงคำรามของมัน” จากเหตุผลดังกล่าวนี้ ความหมายที่ถูกต้องก็คือมันเป็นทั้งเสียงคำรามของนรกเองและเสียงร้องของคนที่อยู่ในนรกด้วย

(3) ลักษณะที่แท้จริงของคำถามนี้ไม่ใช่คำถามที่ผู้เฝ้านรกจะถามพวกเขาว่ามีผู้ตักเตือนจากอัลลอฮฺมายังพวกเขาหรือไม่ แต่วัตถุประสงค์ก็เพื่อที่จะทำให้พวกเขาตระหนักว่าการที่พวกเขาถูกโยนลงไปในนรกนั้นมิใช่เรื่องอธรรมแต่ประการใด ผู้เฝ้านรกจะพยายามทำให้พวกเขายอมรับว่าอัลลอฮฺมิได้ปล่อยพวกเขาไว้โดยมิได้บอกให้รู้ พระองค์ได้ส่งบรรดานบีมายังพวกเขา พระองค์ได้ทรงบอกความจริงและหนทางที่ถูกต้องแก่พวกเขา พระองค์ได้ทรงเตือนพวกเขาว่าถ้าพวกเขาปฏิบัติตามหนทางอื่นนอกไปจากหนทางที่ถูกต้อง มันก็จะนำเขาไปสู่นรก แต่พวกเขาไม่ฟังบรรดานบี ดังนั้น พวกเขาจึงสมควรได้รับการลงโทษที่ถูกเตรียมไว้

นี่เป็นสิ่งที่ได้มีการชี้ให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าในกุรอานว่าการทดสอบที่อัลลอฮฺได้ส่งมนุษย์มายังโลกนี้มิได้ทำโดยที่พระองค์ไม่ได้บอกให้มนุษย์ได้รู้ พระองค์ได้ทรงบอกมนุษย์ไว้แล้วว่าพระองค์ไม่เพียงแต่ต้องการจะดูว่ามนุษย์พบหนทางที่ถูกต้องด้วยตัวเองหรือไม่ แต่พระองค์ยังได้จัดเตรียมสิ่งที่เหมาะสมที่จะนำเขาไปสู่แนวทางที่ถูกต้องนั้นด้วย นั่นคือพระองค์ได้ทรงให้มีนบีเกิดขึ้นและได้ประทานคัมภีร์ลงมาตอนนี้ การทดสอบของมนุษย์อยู่ที่ว่าเขาจะยอมรับนบีและคัมภีร์ที่นบีนำมาหรือไม่และจะดำเนินชีวิตหรือหันหลังให้นบีไปทำตามความต้องการของตัวเอง ดังนั้น ในความเป็นจริงแล้ว การมีนบีก็คือข้อโต้แย้งที่อัลลอฮฺได้ทรงนำมายืนยันต่อมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ การยอมรับหรือการปฏิเสธนบีและคัมภีร์จึงเป็นตัวกำหนดชีวิตในอนาคตของเขาทั้งหมด หลังจากที่ให้มีนบีในหมู่มนุษย์แล้ว จึงไม่มีใครที่จะมาแก้ตัวได้ว่าเขาไม่รู้เรื่องสัจธรรมหรือเขาถูกลงโทษในขณะที่เขาเป็นผู้บริสุทธิ์


..........................................................

จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์




มีผู้ตักเตือนมายังพวกเขาแล้ว



ซูเราะฮฺ อัล-มุลก์ อายะฮฺที่ 9 - 11
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 9
พวกเขาจะตอบว่า “มีผู้ตักเตือนมายังเราแล้ว แต่เราได้ปฏิเสธเขาและกล่าวว่า ‘อัลลอฮฺไม่ได้ส่งสิ่งใดมา พวกท่านต่างหากที่หลงผิดอย่างหนัก’ ” (1)

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 10
และพวกเขากล่าวอีกว่า “ถ้าพวกเราเพียงแค่ฟังหรือเข้าใจ (2) เราก็จะไม่ต้องมาเป็นชาวนรกเช่นนี้”

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 11
แล้วพวกเขาได้ยอมรับบาปของพวกเขา (3) ดังนั้น จงเป็นชาวนรกต่อไปเถิด
..................................................

(1) นั้นคือ “ไม่เพียงแต่สูเจ้าเท่านั้น แต่ยังรวมทั้งผู้คนที่เชื่อและปฏิบัติตามสูเจ้ายังหลงผิดอย่างหนักอีกด้วย”

(2) “ถ้าเพียงพวกเราฟังหรือเข้าใจ” หมายความว่า “ถ้าเราฟังบรรดานบีด้วยความตั้งใจดังเช่นผู้แสวงหาสัจธรรมหรือใช้สติปัญญาของเราไตร่ตรองทำความเข้าใจสิ่งที่บรรดานบีนำมาให้เรา” ในที่นี้การฟังได้ถูกจัดความสำคัญไว้ก่อนการทำความเข้าใจ เหตุผลก็คือสิ่งจำเป็นของการได้รับทางนำก็คือการฟังสิ่งที่นบีสอน (หรือการอ่านถ้าหากมันอยู่ในรูปของการเขียน) การไตร่ตรองเพื่อทำความเข้าใจสัจธรรมเป็นเรื่องที่สองรองลงมา หากปราศจากทางนำของนบี มนุษย์เองก็ไม่อาจที่จะไปถึงสัจธรรมได้โดยตรงโดยการใช้สติปัญญาและสามัญสำนึกของเขา

(3) คำว่า ذنب (บาป) ได้ถูกใช้ในรูปเอกพจน์ มันหมายความว่า บาปที่แท้จริงที่ทำให้พวกเขาสมควรตกนรกนั้นก็คือการปฏิเสธบรรดานบีและไม่เชื่อฟังท่าน ส่วนบาปอื่น ๆ ทั้งหมดนั้นเป็นผลที่ติดตามมา



..........................................................
จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์




วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การกลัวพระเจ้าที่มองไม่เห็น




ซูเราะฮฺ อัล-มุลก์ อายะฮฺที่ 12
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 12

บรรดาผู้เกรงกลัวพระผู้อภิบาลของพวกเขาโดยที่มองไม่เห็นนั้น (1) สำหรับพวกเขาคือการให้อภัยและรางวัลตอบแทนอันใหญ่หลวง (2)
..................................................

(1) นี่คือพื้นฐานที่แท้จริงของศีลธรรมในศาสนา การที่ใครยับยั้งตนเองจากความชั่วเพราะมันเป็นความชั่วในความคิดเห็นส่วนตัวของเขาหรือเพราะโลกถือว่ามันเป็นความชั่ว หรือเพราะว่าการทำความชั่วเป็นสิ่งที่จะสร้างความเสียหายขึ้นในโลก หรือเพรามันจะถูกลงโทษโดยอำนาจในโลกนั้นเป็นพื้นฐานที่บอบบางสำหรับศีลธรรม ความเห็นส่วนตัวของมนุษย์อาจจะผิดก็ได้ เขาอาจจะถือว่าสิ่งดีเป็นสิ่งเลวและถือว่าสิ่งเลวเป็นสิ่งดี เพราะความคิดของเขาเอง ในประการแรก มาตรฐานความดีและความชั่วของโลกไม่เคยเหมือนกันและมันสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา ปัจจุบันนี้ไม่มีมาตรฐานใดในปรัชญาทางศีลธรรมที่ถือว่าเป็นสากลและยั่งยืนและไม่เคยมีใครพบมาก่อน ความกลัวว่าจะสูญเสียทางโลกไม่ได้เป็นพื้นฐานที่มั่นคงสำหรับศีลธรรม คนที่หลีกเลี่ยงความชั่วเพราะกลัวว่าจะได้รับความเสียหายจากการทำความชั่วนั้น ไม่สามารถที่จะรักษาตนเองไว้ให้พ้นจากการทำชั่วได้เมื่อเขาไม่กลัวว่าจะเกิดความสูญเสียขึ้น ในทำนองเดียวกัน อันตรายของการถูกลงโทษจากอำนาจทางโลกก็ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถเปลี่ยนคนให้เป็นสุภาพบุรุษได้ ทุกคนรู้ว่าไม่มีอำนาจใดในโลกนี้จะรู้ทั้งสิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่มองไม่เห็น อาชญากรรมหลายอย่างสามารถทำได้โดยไม่มีใครมองเห็น หลังจากนั้นก็มีวิธีการหลายอย่างที่ช่วยให้คนสามารถรอดพ้นจากการลงโทษของอำนาจทุกอย่างในโลกนี้ และกฎหมายที่อำนาจในโลกนี้สร้างขึ้นไม่ครอบคลุมความชั่วทั้งหมด ความชั่วส่วนใหญ่ก็ยังไม่อยู่ภายในขอบเขตกฎหมายทางโลกในขณะที่ความชั่วนั้นร้ายแรงยิ่งกว่าที่พวกเขาถือว่าเป็นสิ่งที่น่าถูกลงโทษเสียอีก นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมศาสนาแห่งสัจธรรมจึงได้วางรากฐานของศีลธรรมไว้บนพื้นฐานที่บุคคลจะต้องละเว้นความชั่ว เพราะเกรงกลัวพระเจ้าผู้มองเห็นเขาในทุกสถานการณ์ ผู้ที่ไม่มีใครสามารถรอดพ้นจากการลงโทษของพระองค์ไปได้และผู้ที่ประทานเกณฑ์ตัดสินความดีและความชั่วที่เป็นมาตรฐานสากลและถาวรแก่มนุษย์ การหลีกเลี่ยงความชั่วและหันมาทำความดีเพราะเกรงกลัวพระองค์เท่านั้นคือ ความดีที่แท้จริงซึ่งศาสนาแนะนำ นอกไปจากนี้แล้ว ถ้ามนุษย์คนใดละเว้นจากการทำชั่วเพราะเหตุผลอื่นหรือเลือกทำสิ่งที่รูปแบบภายนอกถูกถือว่าเป็นการทำดีแล้ว การกระทำทางศีลธรรมเหล่านี้ของเขาจะไม่มีความในโลกหน้า เพราะมันเป็นเหมือนกับอาคารที่ถูกสร้างบนทราบ

(2) นั่นคือ การกลัวพระเจ้าที่มองไม่เห็นนั้นมีผลที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สองประการติดตามมา นั่นคือ ....1) ความผิดและบาปอะไรก็ตามที่เขาทำไว้เพราะความอ่อนแอของมนุษย์จะได้รับการให้อภัยถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้มิได้ถูกทำไปเพราะความไม่กลัวพระเจ้า และ .....2) ความดีอะไรก็ตามที่มนุษย์ทำไปบนพื้นฐานของความเชื่อนี้จะได้รับการตอบแทนอย่างมหาศาล

..........................................................

จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ




ผู้ทรงรู้ความลับในหัวอกของมนุษย์



ซูเราะฮฺ อัล-มุลก์ อายะฮฺที่ 13 - 15
...........................................................

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 13
ไม่ว่าสูเจ้าจะปิดบังคำพูดของสูเจ้า หรือพูดออกมาดัง ๆ (มันก็เหมือนกันสำหรับอัลลอฮฺ) พระองค์ทรงรู้ความลับที่อยู่ในหัวอกของสูเจ้า (1)

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 14
ผู้ทรงสร้างจะไม่รู้กระนั้นหรือ ? (2) พระองค์เป็นผู้ทรงรู้อย่างถี่ถ้วน (3) และทรงรอบรู้

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 15
พระองค์คือผู้ทรงทำให้แผ่นดินเป็นประโยชน์สำหรับสูเจ้า ดังนั้น จงเดินไปตามขอบเขตของมันและจงกินสิ่งที่อัลลอฮฺทรงจัดเตรียมไว้ให้ (4) และยังพระองค์ที่สูเจ้าจะต้องฟื้นคืนชีพขึ้นมา (5)
..................................................

(1) นี่เป็นการพูดกับมนุษย์ทุกคนไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้ศรัทธาหรือผู้ปฏิเสธ สำหรับผู้ศรัทธามันมีข้อตักเตือนว่า ขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลก เขาจะต้องจดจำไว้เสมอว่าไม่เพียงแต่การกระทำที่เปิดเผยและซ่อนเร้นของเขาเท่านั้น แม้แต่เจตนาลับ ๆ และความคิดลึก ๆ ของเขาก็ไม่อาจถูกซ่อนเร้นไปจากอัลลอฮฺได้ สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธ นี่เป็นการตักเตือนว่าเขาจะทำอะไรก็ได้ที่เขาต้องการโดยไม่กลัวพระเจ้า แต่ไม่มีสิ่งใดที่เขาทำจะสามารถรอดพ้นไปจากการเฝ้ามองของพระองค์ได้

(2) ตรงนี้สามารถแปลได้อีกอย่างหนึ่งว่า “พระองค์จะไม่รู้ถึงสิ่งที่พระองค์สร้างขึ้นมาเองหรือ ?” ในที่นี้ได้มีการใช้คำว่า مَنْ خَلَقَ ซึ่งอาจหมายถึง “ผู้ที่ได้สร้าง” และ “ผู้ที่พระองค์ได้ทรงสร้างมา” ในทั้งสองกรณี ความหมายก็ยังคงเหมือนเดิม นี่เป็นข้อโต้แย้งสำหรับสิ่งที่ได้ถูกกล่าวไว้ในประโยคก่อนหน้านี้ นั่นคือ เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้ทรงสร้างจะไม่รู้ถึงสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมา ? สิ่งถูกสร้างอาจจะไม่รู้จักตัวเอง แต่ผู้สร้างไม่มีทางที่จะไม่รู้ พระองค์ทรงสร้างเส้นเลือดทุกเส้นในหัวใจ ในสมองและในร่างกายของสูเจ้า สูเจ้าหายใจได้ก็เพราะพระองค์ทรงทำให้สูเจ้าสามารถหายใจได้ อวัยวะของสูเจ้าทำงานได้ก็เพราะพระองค์ทรงทำให้มันทำงานได้ แล้วมีสิ่งใดของสูเจ้าที่จะซ่อนเร้นไปจากพระองค์ ?

(3) คำว่า للَّطِيفُ หมายถึง ผู้ทำงานในลักษณะที่ไม่อาจนึกถึงและผู้ที่รู้ถึงสัจธรรมและความจริงที่ซ่อนเร้น

(4) นั่นคือ “โลกนี้ไม่ได้เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อสูเจ้าตามความต้องการของมันเอง และปัจจัยทั้งหลายที่สูเจ้ากำลังกินอยู่นั้นก็ไม่ได้มีอยู่ที่นี่โดยตัวของมันเอง แต่อัลลอฮฺต่างหากที่ได้ทรงจัดเตรียมไว้ให้ด้วยความปรีชาสามารถและอำนาจของพระองค์ พระองค์ต่างหากที่ทำให้ชีวิตของสูเจ้าเป็นไปได้บนโลกนี้และทำให้โลกอันสวยงามใบนี้มีความสงบ จนสูเจ้าสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างสบายใจและกลายเป็นโต๊ะอาหารขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยอาหารมากมายหลายชนิดจนนับไม่ถ้วน ถ้าหากสูเจ้าไม่หลงผิดและมองดูตัวเองด้วยการใช้สติปัญญา สูเจ้าจะพบความปรีชาสามารถอันมากมายที่อยู่ภายใต้การทำให้โลกนี้เป็นที่อาศัยและการจัดเตรียมปัจจัยอย่างมากมายสำหรับสูเจ้า
..........................................................

จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์





การเตือนของฉัน




ซูเราะฮฺ อัล-มุลก์ อายะฮฺที่ 16 - 19
...........................................................
ความหมาย อายะฮฺ ที่ 16 :
สูเจ้ารู้สึกปลอดภัยว่าผู้ที่อยู่ในชั้นฟ้า (1) จะไม่ทำให้สูเจ้าถูกสูบจมลงไปใต้ดิน และแผ่นดินจะเริ่มสั่นสะเทือนในทันทีกระนั้นหรือ ?

ความหมาย อายะฮฺ ที่ 17 :
สูเจ้ารู้สึกปลอดภัยว่าผู้อยู่ในชั้นฟ้าจะไม่ส่งพายุที่นำก้อนหินมากระหน่ำใส่สูเจ้ากระนั้นหรือ (2) แล้วสูเจ้าจะได้รู้ว่าการเตือนของฉันน่าสะพรึงกลัวเพียงใด (3)
ความหมาย อายะฮฺ ที่ 18 :
และบรรดาผู้คนก่อนหน้าพวกเขาก็ปฏิเสธเช่นกัน ดังนั้น จงดูว่าการลงโทษของฉันเป็นเช่นใด (4)
ความหมาย อายะฮฺ ที่ 19 :
พวกเขาไม่ได้ดูนกเหนือพวกเขาที่กางปีกและหุบปีกของมันกระนั้นหรือ ? ไม่มีใครพยุงพวกมันไว้นอกจากผู้ทรงกรุณา (5) แท้จริงพระองค์ทรงเฝ้ามองทุกสิ่ง (6)
..................................................
(1) นี่มิได้หมายความว่าอัลลอฮฺทรงอยู่ในชั้นฟ้า แต่ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าโดยปกติแล้วมนุษย์มักจะมองขึ้นไปยังท้องฟ้าเมื่อเขาต้องการหันไปหาพระองค์ เขาจะยกมือของเขาขึ้นสูงไปยังท้องฟ้าในการวิงวอนต่อพระองค์เมื่อเขาพบว่าตัวเองตกอยู่ในสภาพที่มิอาจช่วยเหลือตัวเองได้ ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่เขาประสบหายนะภัยอย่างทันทีทันใด เขาก็จะกล่าวว่ามันมาจากเบื้องบน เมื่อใดก็ตามที่มีบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น เขาจะกล่าวว่า มันมาจากเบื้องบนและเขามักจะเรียกคัมภีร์ที่อัลลอฮฺประทานมาว่าคัมภีร์จากเบื้องบน ตามฮะดีษของอบูดาวูด มัคนผู้หนึ่งมาหาท่านรอซูลุลลอฮฺพร้อมกับทาสหญิงผิวดำคนหนึ่งและกล่าวว่า : “ฉันจำเป็นต้องปบ่อยทาสคนหนึ่งให้เป็นอิสระ ฉันสามารถปล่อยทาสหญิงคนนี้ให้เป็นอิสระได้หรือไม่ ?” ท่านรอซุลลุลลอฮฺได้ถามทาสหญิงคนนั้นว่า “อัลลอฮฺอยู่ไหน ?” นางได้ชี้ขึ้นไปยังเบื้องบนท่านรอซูลุลลอฮฺได้ถามว่า “ฉันเป็นใคร ?” นางได้ชี้ไปยังท่านก่อนและหลังจากนั้นก็ชี้ไปบนฟ้าซึ่งเห็นได้ว่าเธอต้องการที่จะกล่าวว่า “ท่านมาจากอัลลอฮฺ” ดังนั้น ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงได้กล่าวว่า “ปล่อยนางให้เป็นอิสระนางเป็นผู้ศรัทธา” (มีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งคล้ายกับเรื่องนี้ถูกเล่าไว้ในหนังสือ “มุวัฏเฏาะอ์” มุสลิมและนะซาอีด้วย) เกี่ยวกับเรื่องของนางเคาละฮฺ บินตี ซัลบ๊ะฮฺ นั้น อุมัรฺได้กล่าวกับผู้คนว่า “นางเป็นผู้หญิงที่คำร้องของนางได้ยินไปถึงเหนือเจ็ดชั้นฟ้า” ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามันเป็นเรื่องปกติสำหรับมนุษย์ที่เมื่อใดก็ตามที่เขาคิดถึงพระเจ้า จิตใจของเขาจะหันไปยังชั้นฟ้าข้างบน ไม่ใช่แผ่นดินเบื้องล่าง ในทัศนะดังกล่าวนี่เองที่คำว่า “มันฟิสสะมาอ์” (พระองค์ผู้อยู่ในชั้นฟ้า) ได้ถูกใช้ในการพูดถึงอัลลอฮฺ ในที่นี้ไม่มีช่องโหว่ใด ๆ ที่จะทำให้สงสัยว่ากุรอานถือว่าอัลลอฮฺอาศัยอยู่ในชั้นฟ้า ความจริงแล้ว ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะมาสงสัยด้วย เพราะในตอนเริ่มต้นของซุเราะฮฺ อัล-มุลก์ก็ได้มีการกล่าวไปแล้วว่า : “พระองค์ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งเจ็ดเป็นชั้น ๆ “ และในซูเราะฮฺอัล-บะกอเราะฮฺก็ได้มีการกล่าวว่า : “สูเจ้าจะพบอัลลอฮฺไม่ว่าสูเจ้าจะหันหน้าไปทางไหนก็ตาม” (กุรอาน 2 :115)
(2) วัตถุประสงค์ของคำพูดตรงนี้ก็เพื่อที่จะย้ำว่า : “การอยู่รอดและความเป็นอยู่ที่ดีของสูเจ้าบนโลกนี้ขึ้นอยู่กับความโปรดปรานและความกรุณาปรานีของอัลลอฮฺตลอดเวลา สูเจ้าไม่ได้เดินอาด ๆ อยู่บนโลกนี้ได้ด้วยอำนาจของสูเจ้าเอง สูเจ้าอยู่ภายใต้การคุ้มครองของอัลลอฮฺในทุกนาทีที่สูเจ้าใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ มิเช่นนั้นแล้ว อัลลอฮฺจะทำให้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นเมื่อใดก็ได้ตามที่พระองค์ทรงต้องการ ซึ่งจะทำให้โลกใบนี้กลายเป้นสุสานสำหรับสูเจ้าแทนที่จะเป็นเปลให้สูเจ้านอน หรือพระองค์อาจจะทำให้เกิดลมพายุพัดกระหน่ำใส่บ้านเรือนในเมืองของสูเจ้าพังพินาศราบคาบลงไปเมื่อใดก็ได้”
(3) “การเตือนของฉัน” หมายถึงการเตือนที่ได้ถูกส่งผ่านมาทางท่านรอซูลุลลอฮฺและกุรอานถึงบรรดาผู้ปฏิเสธแห่งมักกะฮฺว่า : “ถ้าหากสูเจ้าไม่ละเว้นจากการปฏิเสธและการบูชาเทวรูป และไม่ยอมรับหลักความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวที่ถูกส่งมายังสูเจ้า สูเจ้าจะถูกอัลลอฮฺลงโทษ”
(4) นี่เป็นการพูดถึงกลุ่มคนที่ปฏิเสธบรรดารอซูลที่ได้มายังพวกเขาก่อนหน้านี้และได้ถูกอัลลอฮฺลงโทษหลังจากนั้น
(5) นั่นคือ นกแต่ละตัวที่บินอยู่ในอากาศได้นั้นอยู่ในความคุ้มครองของอัลลอฮฺผู้ทรงกรุณาปรานี พระองค์คือผู้ทีทำให้นกแต่ละตัวมีรูปแบบและโครงสร้างที่ทำให้มันสามารถบินได้ พระองค์คือผู้ทรงสอนวิธีการยืนให้นกแต่ละตัว พระองค์ต่างหากที่เป็นผู้ทรงทำให้อากาศเชื่อฟังกฎที่ทำให้สิ่งที่หนักกว่าอากาศสามารถบินลอยอยู่ในอากาศได้ และพระองค์อีกเช่นกันที่พยุงนกในอากาศทุกตัวไว้ มิเช่นนั้นแล้ว ทันทีที่พระองค์เลิกให้ความคุ้มครองเมื่อใด มันก็จะตกลงสู่พื้นทันที
(6) นั่นคือ นี่มิได้จำกัดอยู่แค่นกเท่านั้น แต่อะไรก็ตามที่ดำรงอยู่ได้ในโลกก็เพราะว่าอัลลอฮฺทรงให้การคุ้มครองอยู่ พระองค์เท่านั้นที่ประทานปัจจัยต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ของทุกสิ่ง และพระองค์ต่างหากที่ทรงเฝ้าดูว่าทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมานั้นได้รับปัจจัยที่จำเป็นของชีวิต


..........................................................
จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 8 //อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี // แปลโดย : บรรจง บินกาซัน
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์





วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เราะฮฺมัตทั้งเจ็ดในซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟีย์


ถึงแม้ว่าวันเวลาแห่งความศุกร์ได้จากเราไปแล้ว ในวันเวลาถัดไปหลังจากนี้ เราจะพบเจอกับ (เราะหฺมัต) หรือความเมตตาของพระองค์ จนกว่าเราจะพบเจอกันใหม่ในวันศุกร์หน้า
ขอแสดงความยินดีกับคนที่ได้ใช้ในวันศุกร์ของเขา ด้วยการอ่านซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟีย์ เพราะในซูเราะฮฺนี้ จะมากมีด้วยเราะหฺมัต ที่จะมาเติมเต็มให้แก่ชีวิตของเขา เพื่อให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
ขอพระองค์ทรงโปรดประทานความเมตตาจากพระองค์แก่เรา (ซูเราะฮฺ อัล กะฮฺฟีย์ : 10)
พระผู้เป็นเจ้าของพวกเจ้าจะทรงแผ่ความเมตตาของพระองค์แก่พวกเจ้า (ซูเราะฮฺ อัล กะฮฺฟีย์ : 16)
และพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าคือผู้ทรงอภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ (ซูเราะฮฺ อัล กะฮฺฟีย์ : 58)
ที่เราได้ประทานความเมตตาจากเราให้แก่เขา (ซูเราะฮฺ อัล กะฮฺฟีย์ : 65)
และใกล้ชิดต่อความเมตตา(แก่ทั้งสอง) (ซูเราะฮฺ อัล กะฮฺฟีย์ : 81)
เป็นความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าของท่าน (ซูเราะฮฺ อัล กะฮฺฟีย์ : 82)
นี่คือความเมตตาจากพระผู้เป็นเจ้าของฉัน (ซูเราะฮฺ อัล กะฮฺฟีย์ : 98)
เราะฮฺมัตทั้งเจ็ด อยู่ในเจ็ดอายะฮฺนี้ มันเพียงพอแล้วที่จะเติมเต็มให้แก่ชีวิตของเราตลอดทั้งเจ็ดวัน
.

....................................
บทความดี ๆ โดย : شاركنا كل يوم بدعاء وأيه من كتاب الله وحديث من احاديث الرسول ( ص )
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ

วันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อัลกรุอาน คือ ทางนำ



"ดุนยา คือ ทางผ่าน"

"อัลกรุอาน คือ ทางนำ"

ท่องจำกันขึ้นใจ แต่เพราะเหตุใด

ทางนำจึงถูกปล่อยวางทิ้งไว้ ให้ฝุ่นขึ้น ใยแมงมุมเกาะ หยิบจับครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

เห็นทีจะจำไม่ได้ !!!

ไม่ค่อยมีเวลาอ่าน แต่มีเวลาดูทีวี ออนเฟส เล่นไลน์ หมายความว่าไง??

หากเราสร้างรัก กระชับมิตร หยิบจับอ่าน วันละนิด วันละหน่อย ต่อไปจะรู้สึกขาดกรุอานไม่ได้เลย

พยามกันหน่อยจ้ะ ไม่เริ่มวันนี้ จะเริ่มวันไหน

"่ตอนอยู่ดุนยาไม่เคยสร้างมิตร เชื่อมสัมพันกันเลย และในครั้งคราของการช่วยเหลือ (กียามะห์)

‪#‎จะจำกันได้อย่างไร‬????"

เตือนกัน ฉัน และเธอ
อินชาอัลลอฮฺ ณ คนดี

(( ด้วยห่วงใยแห่งศรัทธา ))

...............
Binti Yusuf