อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่า บทความเตือนใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่า บทความเตือนใจ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ชีวิตในวัยเด็กของท่านนบีมูฮัมหมัด



ชีวิตในวัยเด็กของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซล.) 

ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซล.) เกิดวันจันทร์ที่ 12 เดือนรอบิอุ้ลเอาวัล ปีช้าง ตรงกับปีคริสตศักราชที่ 570 พระองค์อัลลอฮ์ ได้กำหนดให้เด็กที่เกิดใหม่นี้จะไม่ได้เห็นบิดา ซึ่งบิดาของท่านได้เสียชีวิตก่อนที่ท่านจะเกิด ขณะที่เดินทางไปทำธุระให้กับปู่ที่นครมะดีนะห์ อับดุลมุฏฏอลิบ ผู้เป็นปู่ได้ให้การช่วยเหลืออามีนะฮ์ มารดาและทารกที่เกิดใหม่เป็นอย่างดี อับดุลมุฏฏอลิบได้ให้การต้อนรับด้วยความยินดีและตั้งชื่อว่า มูฮัมหมัด

 การให้นมและการผ่าหน้าอก

 เป็นธรรมเนียมของชาวอาหรับที่จะส่งเด็กเกิดใหม่ให้ได้รับการเลี้ยงดูตามชนบท เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ อากาศที่บริสุทธิ์และอาหารที่ดี และจะทำให้เด็กมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีจิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่ที่สำคัญในการดำเนินชีวิตของชาวอาหรับ ที่เต็มไปด้วยการต่อสู้อันเป็นสัญลักษณ์ของชนชาติอาหรับ และพบว่าในทุกๆปีจะมีแม่นมจากชนบทเดินทางเข้าไปในเมืองเพื่อรับจ้างเลี้ยงทารกที่เกิดใหม่ เพื่อที่จะได้รับค่าตอบแทน ในปีที่ท่านนะบีเกิดได้มีแม่นมจำนวนหนึ่งไปรับจ้างเลี้ยงเด็ก แต่เมื่อถูกเสนอให้รับเลี้ยงมุฮัมมัด พวกนางเหล่านั้นต่างปฏิเสธ เนื่องจากการกำพร้าพ่อ
ดังที่ฮาลีมะฮ์ซะอฺดียะห์ ได้กล่าวไว้ว่า:
"มารดาหรือลุงหรือปู่ของเด็กคงจะให้อะไรเราไม่ได้มาก"
และฮาลีมะฮ์ซะอฺดียะห์เป็นแม่นมที่ไปถึงช้ากว่าใคร เพราะพาหนะที่นางขี่ไปนั้นผอมอ่อนแอ จึงทำให้เดินได้ช้า เมื่อนางไปถึงในเมืองก็พบว่าแม่นมต่างๆเลือกรับทารกที่เกิดใหม่ไปหมด เหลือแต่เพียงมุฮัมมัดเท่านั้นที่ไม่มีใครรับไปเลี้ยง ในตอนแรกนางไม่ต้องการเลี้ยงดูมุฮัมมัด แต่เมื่อนางได้ปรึกษากับสามีแล้ว นางจึงบอกกับสามีว่านางไม่ต้องการจะกลับไปแบบมือเปล่าไม่มีเด็กกลับไปเลี้ยง นางจึงสาบานต่ออัลลอฮ์ ว่าต้องรับเอามุฮัมมัดไปเลี้ยง ทันทีที่นางให้นมมุฮัมมัดดูด ความประเสริฐได้ปรากฏขึ้นกับฮาลีมะฮ์ นางมีน้ำนมอย่างมากมาย จากที่เคยแห้งหรือเกือบจะแห้ง เช่นเดียวกับแพะของนางที่รังนมของมันแห้งเพราะความผอม ก็กลับมีน้ำนมอย่างมากมาย จึงทำให้นางและสามีได้ดื่มน้ำนมแพะและนอนหลับอย่างสบายในคืนนั้น สามีของนางจึงเข้าใจทันที่ว่าทารกน้อยคนนี้คงมิใช่ทารกธรรมดาแน่ จึงได้กล่าวแก่ภรรยาของเขาว่า ฮาลีมะฮ์ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ว่า เราได้รับเด็กที่มีความประเสริฐไว้เลี้ยงดูแล้ว เช่นเดียวกันพาหนะของนางที่ซูบผอมอ่อนแอ กลับแข็งแรงขึ้นสามารถเดินนำหน้าบรรดาแม่นมคนอื่นๆ จนสร้างความประหลาดใจให้กับพวกนางเหล่านั้นอย่างมาก ทำให้พวกนางถามขึ้นว่า
 "ฮะลีมะฮ์เกิดอะไรขึ้นกับพาหนะของเธอ ?"
นางตอบว่า
"ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ว่า ฉันได้เด็กที่มีศิริมงคลขี่บนหลังของมัน"
 ความเป็นศิริมงคลของมุฮัมมัด ได้เกิดขึ้นกับครอบครัวของฮาลีมะฮ์อย่างต่อเนื่อง เมื่อนางกลับถึงบ้าน หมู่บ้านของเธอในปีนั้นเป็นปีที่มีความแห้งแล้ง ฝูงแกะฝูงแพะที่ออกไปหาหญ้ากินอย่างหิวโหย ก็ต้องกลับมาอย่างหิวโหย เพราะทุ่งหญ้ามีน้อยมาก แต่ว่าแกะของฮาลีมะฮ์ออกไปอย่าหิวโหยแต่กลับมาอย่างอิ่มหนำ และสามารถให้น้ำนมอย่างมากมาย โดยธรรมเนียมเมื่อครบ 2 ปี แม่นมจะนำเด็กที่รับมาเลี้ยง ไปส่งคืนให้แก่มารดาของเขา แต่ฮาลีมะฮ์และสามีของนางได้นำมุฮัมมัดไปหามารดาของเขามิใช่เพื่อไปส่งคืนให้ แต่ต้องการที่จะไปขอร้องให้อนุญาตเลี้ยงดูมุฮัมมัดต่อไป เพื่อที่เขาทั้งสองจะได้รับความเป็นศิริมงคลจากมุฮัมมัด อามินะฮ์มารดาของท่านก็ไม่ขัดข้องที่ทั้งสองจะรับเลี้ยงดูมุฮัมมัดต่อไป
 หลังจากนั้นอีก 4-5 เดือนได้เกิดเหตุการณ์ผ่าหน้าอกของท่านนะบี ขึ้น

 การผ่าหน้าอกครั้งแรก 

เมื่อมุฮัมมัดอายุได้ 3 ปี เหตุการณ์ผ่าหน้าอกจึงเกิดขึ้น ท่านอิม่ามมุสลิมได้รายงานเหตุการณ์ผ่าหน้าอกไว้ดังนี้
 : รายงานจากอนัส อิบนิ มาลิก ว่า
 : ท่านญิบรีลได้มาที่ท่านเราะซูล ขณะที่กำลังเล่นกับเพื่อนๆ ญิบรีลได้จับท่านให้นอนลง และผ่าหน้าอก เอาหัวใจออกมา แล้วเอาก้อนเลือดก้อนหนึ่งออกจากหัวใจ แล้วกล่าวขึ้นว่า "นี่เป็นส่วนของชัยฎอน แล้วญิบรีลได้นำหัวใจล้างด้วยน้ำซัมซัมในภาชนะที่ทำด้วยทองคำ เสร็จแล้วญิบรีลได้ประสานหัวใจแล้วนำกลับเข้าไว้ที่เดิม บรรดาเด็กๆ ที่เล่นอยู่ด้วยกัน รีบกลับไปหาแม่นมของท่าน แล้วบอกว่ามุฮัมมัดได้ถูกฆ่าแล้ว พวกเขาจึงรีบไป จึงพบว่าใบหน้าของท่านซีดเผือก ถอดสี อนัสได้เล่าว่า : ฉันเคยเห็นรอยเย็บที่หน้าอกของท่านนะบี
ศาสตราจารย์ อักรอม อัลอุมารี ได้วิเคราะห์เหตุการณ์การผ่าหน้าอกว่า
: การขจัดส่วนที่เป็นของชัยฏอนออกนั้น ถือได้ว่าเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งสำหรับการแต่งตั้งให้เป็นนะบี และเป็นการคุ้มครองให้พ้นจากความชั่วร้ายและการเคารพสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ เพื่อไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอมใดๆ เข้าไปในจิตใจ นอกจากการให้เอกภาพต่อพระองค์อัลลอฮ์ เท่านั้น และเหตุการณ์นั้นได้เห็นผลอย่างชัดเจน โดยที่ท่านนะบี ไม่เคยทำบาป ไม่เคยเคารพเจว็ด(รูปปั้น) ทั้งๆที่การเคารพเจว็ดนั้นแพร่สะพัดอยู่ในหมู่พวกของท่าน
 และเหตุการณ์ผ่าหน้าอกได้เกิดขึ้นอีกครั้งในคืนที่ท่านอิสรออ์และมิอ์ร็อจญ์ จากมักกะฮ์ ไปยังบัยตุลมักดิส และขึ้นไปยังฟากฟ้า

 การสิ้นชีวิตของมารดาและปู่

มุฮัมมัดได้รับการเลี้ยงดูจากฮาลีมะฮ์(แม่นม) 4-5 ปี จึงได้ถูกส่งคืนกลับให้มารดาเพื่อที่จะได้รับความรักความอบอุ่น แต่อัลลอฮ์ มิทรงประสงค์ที่จะให้ท่านได้อยู่ร่วมกับมารดานานนัก แล้วมารดาของท่านได้เสียชีวิตระหว่างทางนครมักกะฮ์กับนครมะดีนะฮ์ หลังจากที่ได้กลับมาจากการไปเยี่ยมน้าของมุฮัมมัด ซึ่งขณะนั้นมุฮัมมัดอายุได้ 6 ปี การอุปการะเลี้ยงดูจึงต้องกลับไปที่อับดุลมุฏฏอลิบ ผู้เป็นปู่จึงรับหน้าที่เลี้ยงดูมุฮัมมัดซึ่งเป็นเด็กกำพร้าอย่างเต็มตัว และท่านได้ให้สิทธิพิเศษซึ่งไม่เคยให้แก่ลูกหลานคนใดมาก่อน
มุฮัมมัดได้รับการเลี้ยงดูจากปู่ไม่นานนัก ปู่ก็เสียชีวิตหลังการเสียชีวิตของมารดาเพียง 2 ปี ขณะนั้นมุฮัมมัดมีอายุได้ 8 ปี
 เมื่อมารดาและปู่ต้องจากไป อบูฏอลิบลุงของท่านจึงได้รับอุปการะเลี้ยงดูมุฮัมมัดอย่างดีไม่ได้น้อยไปกว่ามารดาและปู่ของท่านเลย แน่นอนเหลือเกินการที่ท่านนะบี มิได้เห็นบิดา เพราะกำพร้าพ่อตั้งแต่เกิด และอยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของมารดาเพียง 2 ปี เท่านั้น และเมื่อสูญเสียมารดาไปได้ไม่นาน ท่านก็ต้องสูญเสียปู่ของท่านไปอีก ทั้งหมดได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเพียง 8 ปี
ช่วงชีวิตดังกล่าวเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์อัลลอฮ์ ที่ต้องการจะดูแลมุฮัมมัดด้วยพระองค์เอง และเพื่อให้ท่านได้ยึดมั่นอยู่กับอัลลอฮ์ องค์เดียวตั้งแต่แรกเริ่มของชีวิต มิต้องพึ่งพาผู้อื่นผู้ใด หรือใครก็ตามที่ยึดมั่นอยู่กับอัลลอฮ จะทรงเป็นผู้ดูแลเขา ความดีงามและความสำเร็จต่างๆจะเป็นของเขาทุกอย่าง เป็นที่ยอมรับกันว่าเด็กกำพร้าจำนวนไม่น้อย ที่ต้องสูญเสียบิดาไป หรือสูญเสียทั้งบิดาและมารดา ทำให้ผู้ใกล้ชิดต้องอาลัยอาวรณ์ และเป็นห่วงเป็นใย เกรงว่าชีวิตของเขาจะเป็นไปในทางที่ไม่ดี แต่เมื่อเขายึดมั่นต่ออัลลอฮ์ อย่างแท้จริง พระองค์จะให้การดูแลและทำให้ชีวิตของพวกเขามีความสุข ซึ่งดีกว่าบางคนที่ได้รับการเลี้ยงดูจากบิดามารดาเสียอีก

การเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะ

หลังจากผู้เป็นปู่ได้จากไป มุฮัมมัดได้อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของ อบูฏอลิบผู้เป็นลุง ซึ่งมีลูกหลายคนฐานะก็ยากจน แม้กระนั้นก็ตาม ท่านยินดีรับอุปการะ และให้การเลี้ยงดูมุฮัมมัดอย่างดี มุฮัมมัดจึงไม่ต้องการที่จะสร้างภาระหนักให้แก่ลุง ท่านจึงแบ่งเบาภาระของลุง โดยไปรับจ้างเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะให้กับชาวมักกะฮ์ อาชีพเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะนั้นเป็นอาชีพหนึ่งในช่วงชีวิตของบรรดานะบี
ดังที่มีรายงานมาจากฮะดีษ(*7*) (مَابَعَثَ اللهُ نَبَيًّا إلاَّ رعَى الغَنَمَ) ความว่า อัลลอฮ์ มิได้ส่งนะบีท่านใดมา เว้นแต่เขาจะมีอาชีพเลี้ยงแพะเลี้ยงแกะ 


โดย ดร.อัดุลลอฮฺ อิบนุ อับดิรเราะฮ์มาน อัลค็อรอาน


วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559

ความรักจากอัลลอฮ


บางครั้ง การทำสิ่งที่ถูกต้อง อาจทำให้เราสูญเสียคนรักหรือคนรอบตัว
แต่ เราจะไม่สูญเสียความรักจากอัลลอฮ เพราะพระองค์รักคนที่ทำสิ่งที่ถูกต้องเสมอ

....

In the past people learned Islam from the behavior of Muslims. But today we have to tell people "Don't judge Islam by the actions of the Muslims."
ในอดีต, ผุ้คนรู้จักอิสลามจากการปฏิบัติตนของมุสลิม.
แต่ปัจจุบัน เราต้องคอยบอกผู้คนว่า "อย่าตัดสินอิสลามจากการกระทำของมุสลิม (บางคน)"

...


แปลกๆ ในยุคเรา


* หนุ่มสาวหลายคน เดินเที่ยวได้ทั้งวันไม่เหนื่อย แต่พอเข้าสู่การละหมาดกลับเป็นผู้อ่อนแอ ทำลวกๆกับมัน ประหนึ่งว่าเป็นสิ่งเหน็ดเหนื่อยอย่างที่สุด

* หลายๆคนรู้สึกเพลิดเพลินและรื่นหูจนอินไปตามเสียงเพลง แต่พอได้ยินเสียงอัลกุรอานกลับรู้สึกอึดอัด จนอกแทบระเบิด

* พ่อแม่หลายคนทุ่มเทเรื่องร่างกายลูกด้วยการเลือกเฟ้นอาหารและเสื้อผ้าดีๆ แต่กลับละเลยเรื่องอาหารทางใจที่จะเสริมสร้างศรัทธาและพฤติกรรมอันงดงาม

* หลายคนไม่รู้สึกอันใดเมื่อควักแบ๊งค์ร้อยแบ๊งค์พันจ่ายค่าโทรศัพท์ ค่าเสื้อผ้า ค่ากระเป๋าแพงๆ แต่เมื่อพบตู้บริจาคกลับมองข้ามแบ๊งค์เหล่านั้นไป มุ่งค้นหาเศษสตางค์ แล้วจากนั้นกลับรู้สึกภูมิใจตัวเองยิ่งนักที่ได้หยอดเศษสตางค์นั้นลงไป

* หลายคนตั้งเวลาปลุกตัวเองเพื่อไปทำงาน เพื่อชมฟุตบอล แต่กลับหลับไหลไม่รู้สึกตัวในเวลาละหมาดซุบหฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันหยุด ประหนึ่งว่าที่เขาตื่นเพราะการทำงาน และประหนึ่งว่าการละหมาดนั้นหยุดพักได้ตามวันหยุดทำงาน

* หลายคนปล่อยคำพูดตัวเองในทางชั่วร้ายเป็นอาจิน ประหนึ่งว่าคนคนนั้นลืมมลาอิกะฮฺข้างกาย ที่คอยจดทุกคำพูดที่ถูกเปล่งออกมา หรือประหนึ่งว่าเขาตัดสินได้เองว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นไม่เป็นไร

...* แปลกๆแบบนี้ เกิดขึ้นจริงในยุคของเรา *...

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559

อิหม่ามขี้เมา


โดย อ.อับดุลเลาะฮ์ หนูรักษ์

.. สองหนุ่มเกเรจากเมืองมะดีนะฮฺเดินทางไปตุรกี โดยตั้งใจเพื่อไปดื่มเหล้าที่นั่นอย่างไม่ต้องกังวลกับการรับรู้ของคนรู้จัก
.. ทันทีที่ถึงอิสตันบูล ทั้งสองคนรีบตรงไปซื้อเหล้ามาหนึ่งขวด และขึ้นแท๊กซี่ไปนอกเมือง เพื่อหาที่สงบๆมิดชิดๆลับตาคน
.. เมื่อถึงที่หมาย ทั้งสองคนเช็คอินที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านชนบทของตุรกี เจ้าหน้าที่โรงแรมถามว่า "คุณทั้งสองมาจากไหนหรือครับ"
.. ทั้งสองตอบว่า "พวกเรามาจากเมืองมะดีนะฮฺ ซาอุดิอารเบีย"
.. เจ้าหน้าที่ฝ่ายต้อนรับคนนั้นดีใจมากที่มีแขกจากเมืองมะดีนะฮฺ เมืองของท่านนบีมุฮัมมัดซ.ล.มาเข้าพัก ด้วยความรักในตัวท่านนบีซ.ล.และเพื่อให้เกียรติแก่ชาวเมืองของท่านนบีซ.ล. เขาจึงจัดห้องสวีทห้องพิเศษต้อนรับทั้งสองคนนั้น
.. และเมื่อทั้งสองเข้าห้องพัก ก็เริ่มดื่มเหล้ากันจนดึกดื่น จนกระทั่งเวลาตีสี่ครึ่ง เจ้าหน้าที่คนนั้นมาเคาะประตู และแจ้งบอกทั้งสองว่า "อิหม่ามของพวกเราละอายที่จะทำหน้าที่อิหม่ามละหมาดซุบหฺเมื่อรู้ว่าท่านทั้งสองมาจากเมืองมะดีนะฮฺ ขอเชิญท่านทั้งสองลงไปเป็นอิหม่ามนำละหมาดพวกเรา พวกเราคอยอยู่ที่มัสยิดนะครับ"
.. ทั้งสองตกใจมาก เพราะพวกเขาไม่จำอัลกุรอานต้นใดเลยนอกจาก... พวกเขาจึงคิดเบี้ยวไม่ลงไป แล้วนอนต่อ แต่..ไม่นานนัก
.. เจ้าหน้าที่คนนั้นมาเคาะประตูอีก บอกทั้งสองว่า "ขอให้รีบๆหน่อยนะครับ เพราะไม่นานก็จะหมดเวลาซุบหฺแล้ว พวกเราคอยอยู่ครับ"
.. ทั้งสองจึงรีบอาบน้ำดับกลิ่นตัวและกลิ่นเหล้า เสร็จสรรพแล้วก็รีบลงไปที่มัสยิด เมื่อถึงมัสยิด ทั้งสองคนตกใจมากๆเพราะมีคนมาร่วมละหมาดซุบหฺที่นั่นมากมายเหมือนละหมาดวันศุกร์
.. แล้วคนหนึ่งจากสองคนนั้นก็ต้องเป็นอิหม่ามนำละหมาด เพียงเขาเริ่มอ่านซูเราะฮฺอ้ลฟาติหะฮฺ มะมูมในมัสยิดก็ร้องไห้กันระงมด้วยความคิดถึงท่านนบีมุฮัมมัดซ.ล.และคิดถึงมัสยิดนบีที่เมืองมะดีนะฮฺ
.. อิหม่ามวันนั้น อ่านอัลฟาติหะฮฺกับกุ้ลฮู่วั้ลเลาะฮฺทั้งสองรอกาอัต เมื่อละหมาดเสร็จผู้คนต่างเข้ามาสลามทั้งสองคน แสดงความรักและให้เกียรติแก่ทั้งสองอย่างมากมาย
.. และสิ่งนี้ คือสาเหตุที่อัลเลาะฮฺซ.บ.ทรงประทานทางนำแก่ทั้งสอง และปัจจุบันทั้งสองคนนี้ กลายเป็นผู้เผยแผ่อิสลามคนสำคัญ
(การดื่มเหล้า เบียร์และน้ำเมาทุกชนิด เป็นสิ่งต้องห้ามอย่างรุนแรงในอิสลาม)
.........................................
..." อดีตที่เลวร้ายคือบทเรียนสอนใจให้เราสำนึกผิดกลับตัว และจะทำให้วันนี้ของเราทุกคนงดงามขึ้น "...
..." การชี้แนะทางนำคือโอกาส และจะเป็นผลสำเร็จเมื่ออัลเลาะฮฺซ.บ.ทรงอนุมัติ "...
... โอ้อัลเลาะฮฺ โปรดทรงประทานทางนำแก่เราทุกๆคนด้วยเทอญ อามีน อามีน อามีน ...



วันจันทร์ที่ 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ชีวิตที่เต็มไปด้วยการเดินทาง







ชีวิตที่เต็มไปด้วยการเดินทาง การเดินทางที่ถูกเริ่มต้นจาก...
สันหลังของพ่อ ไปยังท้องของแม่
จากท้องของแม่ ไปยังสันหลังของแผ่นดิน
จากสันหลังของแผ่นดิน ไปยังท้องของแผ่นดิน
จากท้องของแผ่นดิน ไปยังวันแห่งการพิสูจน์ตัวตน (จากทุก ๆ การกระทำบนสันหลังของแผ่นดิน)
แต่ละสถานีนั้น มีความมหัศจรรย์ภายในตัวของมัน
และสถานีสุดท้ายนั้น จะเป็นที่หยุดพักผ่อนสำหรับทุก ๆ นักเดินทาง
ถ้าไม่ใช่นรก ก็จะเป็นสวนสวรรค์
โอ้ อัลลอฮฺ โปรดพระองค์ทรงมอบที่พักให้แก่พวกเราด้วยสวนสวรรค์ของพระองค์ด้วยเถิด


ข้อความดี ๆ จากเฟสฯ : Dr. Muntasser Alraghban
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ


โปรดจงอยู่กับบรรดาอุละมาอฺ ด้วยสติปัญญาของลูก


โปรดจงอยู่กับบรรดาอุละมาอฺ ด้วยสติปัญญาของลูก
โปรดจงอยู่กับบรรดาผู้นำ ด้วยความรู้ของลูก
โปรดจงอยู่กับบรรดามิตรสหาย ด้วยจรรยาบรรณของลูก
โปรดจงอยู่กับบรรดาคนในบ้าน ด้วยความรักของลูก
โปรดจงเป็นผู้ที่อยู่กับพระเจ้าของลูก ด้วยการรำลึกถึงพระองค์
โปรดจงเป็นผู้ที่อยู่กับตัวลูก ด้วยการตักเตือนตัวเอง
ลูกอย่าได้เสียใจกับความดีที่ลูกได้สั่งสมมา
ถึงแม้ว่าไม่มีใครบนพื้นดินนี้ที่เห็นคุณค่าของลูก แต่บนฟากฟ้านั้นมีผู้ที่คอยให้ความเป็นสิริมงคลแก่ลูกเสมอ


.
คำนะศีหะฮฺดี ๆ : จากพ่อ (อัช ชังกีฏียฺ) แด่ลูกของท่าน
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ



ละหมาด ไม่ใช่เป็นครึ่งหนึ่งของเวลา



ละหมาด
ไม่ใช่เป็นครึ่งหนึ่งของเวลา
หรือ บางเวลา
หรือ เวลาภายหน้า
หรือ ไม่มีเวลา
แต่ละหมาด
ต้องให้เต็มเวลา
ตรงตามเวลา
และต้องเหนือกว่าเวลา
ก็เพราะว่าความตาย
มาเยือนเราทุกเวลา
.


ข้อความดี ๆ โดย : Sham Kamikaze
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

เคาะฎีรเป็นนบีหรือเปล่า ?

นบีมูซากับนบีเคาะฎิร ***

เคาะฎีรเป็นนบีหรือเปล่า ?

อิบนุกะซีรกล่าวว่า : ความหมายของเรื่องนี้ได้บ่งชี้ถึงการเป็นนบีของเคาะฎีัรหลายประเด็นด้วยกันคือ
1. [แล้วทั้งสองได้พบบ่าวคนหนึ่งจากปวงบ่าวของเรา ที่เราได้ประทานความเมตตาจากเราให้แก่เขา และเราได้สอนความรู้จากเราให้แก่เขา]
(อัลกุรอาน 18 : 65)

2. [จะให้ฉันติดตามท่านไปได้ไหม โดยท่านจะต้องสอนฉันจากสิ่งที่ท่านเคยได้เรียนรู้มา ตามแนวทางที่เที่ยงตรง]
(อัลกุรอาน 18 : 66)

เคาะฎีรกล่าวว่า [แท้่จริง ท่านจะไม่สามารถมีความอดทนร่วมกับฉันได้]
(อัลกุรอาน 18 : 67)

หากว่าเคาะฎิรเป็นวะลีย์แต่ไม่ใช่นบีเขาก็คงไม่ตอบโต้สนทนากับมูซาได้เช่นนี้อย่างแน่นอน

3. แท้จริงเคาะฎิรได้สังหารเด็ก สิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน เว้นแต่ว่าสิ่งนั้นเป็นวะฮีย์จากอัลลอฮฺให้กับเขา ซึ่งตรงนี้คือหลักฐานยืนยันถึงการเป็นนบีอย่างชัดเจน ในทางกลับกัน หากว่าเขาเป็นวะลีย์ซึ่งการฆ่าชีวิตไม่เป็นที่อนุญาตแก่เขาอย่างแน่นอน

4. [และฉันไม่ได้ทำสิ่งนั้นตามความพอใจของฉัน]
(อัลกุรอาน 18 : 82)

คึืองานคำสั่งฉันถูกใช้ให้ปฏิบัติ และถูกประทานวะฮีย์มายังฉัน

.....เคาะฎิรยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า ?

มีบางคนให้ทัศนะว่า เคาะฎิรยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ โดยเขาอ้างว่า เคยพบอยู่ร่วมกับชาวซูฟีย์ (กลุ่มรักสันโดษ) ในทุกยุคทุกสมัย แต่ทว่าหลักฐานที่กล่าวอ้างถึงนี้ค้านกับอัลกุรอานที่ว่า [และเรไม่ได้ทำให้มนุษย์คนหนึ่งคนใดก่อนพวกเจ้านั้นเป็นอมตะริรันดร์กาล] อีกโองการหนึ่งที่ว่า [และจงรำลึกถึงขณะที่อัลลอฮฺไ้ดทรงเอาข้อสัญญาแก่บรรดานบีว่า สิ่งที่ข้าได้ให้แก่พวกเจ้านั้นไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์ก็ดี และความรู้เกี่ยวกับข้อปกิบัติในบัญญัติศาสนาก็ดี ภายหลังได้มีร่อซูล (ศาสนทูต) คนใดมายังพวกเจ้า ซ฿่งเป็นผู้ยืินยันในสิ่งที่มีอยู่กับพวกเจ้าแล้ว แน่นอนพวกเจ้าจะต้องศรัทธาต่อเขา และช่วยเหลือเขา พระองค์ตรัสว่า พวกเจ้ายอมรับและเอาข้อสัญญาของข้าดังกล่าวนั้นแล้วใช่ไหม พวกเขากล่าวว่า พวกข้าพระองค์ยอมรับแล้ว พระองค์ตรัีสว่า พวกเข้าจงเป็นพยานเถิด และข้าก็อยู่ในหมู่้ผุ้เป็นพยานร่วมกับพวกเจ้าด้วย]
(อัลกุรอาน 3 : 81)

อัลลอฮฺได้ทรงเอาข้อสัญญาแก่บรรดานบีทุึกท่านจะต้องศรัทะาต่อผู้ที่เป็นนบีหลังจากเขาและจะต้องช่วยเหลือเขา การศรัทธานี้ถือว่าจำเป็น ดังนั้นสัญญาข้อตกลงจึงมีขึ้นแก่มุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เพราะเหตุว่าเขาเป็นนบีท่านสุดท้าย แน่นอนถ้านบีัท่านหนึ่งท่านใดอยู่ร่วมสมัยกับนบีมุึฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) แน่นอนเขาจะต้องศรัทธาและช่วยเหลือนบีมุฮัมหมัดด้วย และหากแม้ว่าเคาะฎิรยังมี ชีวิตอยูในยุคของมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ดังนั้นจำเป็น อย่างยิ่งที่เขาจะต้องออกมาแสดงตัวศรัทธาและให้การช่วยเหลือต่อนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) อย่างเช่นในสงครามบะดัรเราก็ไม่พบหลักฐานใด ๆ ที่นบีัเคาะฎิรออกมาช่วยเหลือนบีมุฮัมมัด นอกจากญิบรีลและบรรดามลาอิกะฮฺเท่านั้นเอง ดังมีฮะดิษของท่านร่อซูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ไม่มีชีวิตหนึ่งชีวิตใด (มนุษย์) ในพื้นแผ่นดินที่จะมีชีวิตมากไปกว่าหนึ่งร้อยปี
(บันทึกโดย อัตติรมีซี)

(ตอนต่อไป....บัลอาม อิบนุ บาอูรออฺ,...กอรูน,...จุดจบของกอรูน)
....................................
(จากหนังสือ : เรื่องเล่ากุรอาน เล่ม 3)
Jiyah Abdulloh  โพสต์





วันเสาร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2558

ราชินีบิลกิสกับสาส์นของท่านนบีสุไลมาน

โดย อ.บรรจง บินกาซัน

กษัตริย์โซโลมอนและชีบา(บิลกิส)เรื่องราวของบุคคลทั้งสองนี้ถูกกล่าวไว้ทั้งในคัมภีร์ไบเบิลและคัมภีร์กุรอาน

โซโลมอนหรือสุลัยมานเป็นลูกของนบีดาวูด เมื่อนบีดาวูดเสียชีวิตลง สุลัยมานได้ขึ้นมาสืบทอดอำนาจการปกครองต่อจากพ่อของเขา ดังนั้น สุลัยมานจึงเป็นทั้งกษัตริย์และนบีที่ทำหน้าที่ปกครองและเผยแผ่ศาสนา

คัมภีร์กุรอานกล่าวถึงนบีดาวูดและสุลัยมานว่าเป็นผู้ที่ได้รับความรู้พิเศษบางอย่างที่มนุษย์ธรรมดาไม่ได้รับ นบีดาวูดได้รับความรู้จากพระเจ้าในการนำเหล็กมาทำเป็นเสื้อเกราะและอาวุธ แต่พระเจ้าได้สอนนบีสุลัยมานให้รู้จักภาษานก สามารถควบคุมญินซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่เร้นลับและถูกสร้างมาจากไฟ ญินอาศัยอยู่ร่วมกับมนุษย์โดยที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นมัน แต่มันมองเห็นมนุษย์ นอกจากนี้แล้วพระเจ้ายังให้ลมทะเลพัดตามที่นบีสุลัยมานต้องการด้วย

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่นบีสองพ่อลูกนี้จะทำให้อาณาจักรอิสราเอลเข้มแข็งและยิ่งใหญ่โดยเฉพาะในสมัยของนบีสุลัยมาน เมืองหลวงของอาณาจักรอิสราเอลในตอนนั้นยังคงเป็นเมืองเยรูซาเลม กองทัพของนบีสุลัยมานไม่เพียงแค่มีทหารที่เป็นมนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีไพร่พลที่เป็นนกและญินที่มีพลังความสามารถและเคลื่อนที่ได้รวดเร็วเกินกว่ามนุษย์ด้วย

คัมภีร์กุรอานเล่าว่า ขณะที่นบีสุลัยมานปกครองอาณาจักรอิสราเอลอยู่นั้น ทางตอนใต้ของคาบสมุทรอาหรับเป็นที่ตั้งของอาณาจักรที่มีอารยธรรมความเจริญอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือ อาณาจักรสะบะอ์ หรือแผ่นดินที่เป็นประเทศเยเมนในปัจจุบัน อาณาจักรแห่งนี้มีความสมบูรณ์และเขียวขจีไปด้วยต้นไม้ที่ได้รับน้ำจากเขื่อนใหญ่ที่ชื่อว่าเขื่อนมะอ์ริบ ซึ่งถือว่าเป็นเขื่อนเก่าแก่ที่ใหญ่ที่สุดของโลกและยังมีซากให้เห็นจนถึงปัจจุบัน

ผู้ปกครองอาณาจักรสะบะอ์เป็นราชินีผู้เลอโฉมมีชื่อตามคัมภีร์ไบเบิลว่า ชีบา แต่นักประวัติศาสตร์อาหรับเรียกราชินีคนนี้ว่า บิลกิส ราชินีและผู้คนในอาณาจักรสะบะอ์บูชาดวงอาทิตย์และเทวรูปต่างๆ แต่นบีสุลัยมานนับถือศาสนาที่เคารพสักการะพระเจ้าองค์เดียว

คัมภีร์กุรอานเล่าต่อไปอีกว่า วันหนึ่งนกหัวขวานที่เป็นไพร่พลในกองทัพของนบีสุลัยมานได้ออกบินไปลาดตระเวนทั่วแผ่นดินอาหรับและกลับมารายงานว่ามันได้พบอาณาจักรของราชินีบิลกิสผู้เลอโฉม แต่ราชินีและผู้คนในอาณาจักรแห่งนี้เคารพกราบไหว้บูชาดวงอาทิตย์ นบีสุลัยมานจึงใช้ให้นกตัวนั้นนำจดหมายไปยังวังของราชินีแห่งสะบะอ์ สารดังกล่าวมีข้อความเชิญชวนราชินีบิลกิสให้เลิกเคารพบูชาดวงอาทิตย์และหันมาเคารพสักการะพระเจ้าที่แท้จริงแต่เพียงองค์เดียว

เมื่อราชินีบิลกิสได้รับจดหมายจากนบีสุลัยมาน นางจึงเรียกประชุมขุนนางทันทีเพื่อปรึกษาว่าจะทำอย่างไรกับจดหมายที่นบีสุลัยมานส่งมา

ขุนนางส่วนใหญ่มองว่าจดหมายดังกล่าวเป็นการท้าทายอาณาจักรสะบะอ์ที่มั่งคั่งเข้มแข็งที่สุดแล้วในเวลานั้น ทุกคนจึงพร้อมที่จะรบ แต่ราชินีผู้มีอำนาจสูงสุดได้ตัดสินใจว่านางจะไม่ใช้สงครามตัดสินปัญหา แต่นางเลือกที่จะส่งคณะตัวแทนไปยังอาณาจักรอิสราเอลของนบีสุลัยมาน โดยนำของขวัญที่มีค่าจำนวนมากไปด้วย วัตถุประสงค์ของนางก็เพื่อที่จะประเมินความมั่งคั่งและความเข้มแข็งทางทหารของอาณาจักรอิสราเอล

เมื่อคณะทูตของบิลกิสเข้ามาในเขตเมืองหลวงของอาณาจักรอิสราเอล ทุกคนต้องตกตะลึงต่อแสนยานุภาพทางทหารของนบีสุลัยมานที่มีทั้งคนและสัตว์ เช่น เสือ สิงโต และนก และเริ่มรู้ว่ากองทัพของอาณาจักรสะบะอ์ไม่สามารถเทียบได้กับกองทัพของนบีสุลัยมาน

คณะทูตได้นำของขวัญจากราชินีบิลกิสมามอบให้นบีสุลัยมาน นบีสุลัยมานได้กล่าวขอบคุณคณะทูต แต่ปฏิเสธที่จะรับของขวัญมีค่า นบีสุลัยมานกล่าวว่าพระเจ้าได้ให้ความมั่งคั่งแก่ท่านเกินพอแล้ว สิ่งที่ท่านต้องการก็คือ ขอให้ราชินีบิลกิสเลิกกราบไหว้บูชาดวงอาทิตย์และหันมาเคารพสักการะพระเจ้าที่แท้จริงแต่เพียงองค์เดียว

เมื่อราชินีบิลกิสได้รับรายงานจากคณะทูต นางจึงตัดสินใจออกเดินทางไปพบนบีสุลัยมานด้วยตนเอง ขณะที่นางเริ่มออกเดินทาง นบีสุลัยมานรู้ข่าวความเคลื่อนไหวของนางแล้ว จึงเรียกขุนนางและนายทหารมาปรึกษา ญินตนหนึ่งในกองทัพเสนอว่ามันขออาสาไปเอาบัลลังก์ของราชินีบิลกิสมาให้ภายในพริบตา และยังไม่ทันที่คนอื่นจะเสนอความเห็น บัลลังก์ของราชินีบิลกิสซึ่งอยู่ห่างออกไปจากเมืองเยรูซาเลมประมาณ 2,000 ไมล์ก็มาอยู่ต่อหน้านบีสุลัยมานแล้ว

เมื่อราชินีบิลกิสมาถึงอาณาจักรอิสรเอลและได้เข้าพบนบีสุลัยมาน นางต้องตกตะลึงที่ได้เห็นพื้นของท้องพระโรงที่ทำจากกระจกและนางคิดว่ามันเป็นน้ำจนถึงกับยกชายกะโปรงขึ้นเพราะกลัวว่าจะเปียก ยิ่งเมื่อเห็นบัลลังก์ของตนวางอยู่ข้างหน้าด้วยแล้ว นางจึงยอมสยบต่อนบีสุลัยมานและหันมาศรัทธาในพระเจ้าแทนดวงอาทิตย์

นี่คือภูมิหลังของการที่แผ่นดินเยเมนได้กลายมาเป็นประเทศที่ศรัทธาในพระเจ้ามาเนิ่นนาน

‪#‎ราชินีบิลกิสแห่งเมืองสะบะ‬ ในกุรอ่านกล่าวเอาไว้ดังนี้

[27:16] และสุลัยมานเป็นทายาทของดาวูด และเขากล่าวว่า มหาชนทั้งหลายเอ๋ย ! เราได้รับความรู้ในภาษาของนก และเราได้รับทุก ๆ สิ่ง แท้จริง นี่คือความโปรดปรานอันแท้จริงแน่นอน

[27:17] และไพร่พลของเขาที่เป็นญินมนุษย์และนก ได้ถูกให้มาชุนนุมต่อหน้าสุลัยมาน และพวกเขาถูกจัดให้เป็นระเบียบ

[27:18] จนกระทั่งเมื่อพวกเขาได้มาถึงทุ่งที่มีมดมาก มดตัวหนึ่งได้พูดว่า โอ้พวกมดเอ๋ย! พวกเจ้าจงเข้าไปในรังของพวกเจ้าเถิด เพื่อว่าสุลัยมานและไพร่พลของเขาจะได้ไม่บดขยี้พวกเจ้า โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว

[27:19] เขา (สุลัยมาน) ยิ้มแกมหัวเราะต่อคำพูดของมันและกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดประทานแกข้าพระองค์ เพื่อให้ข้าพระองค์ขอบคุณต่อความโปรดปรานของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงโปรดปรานแก่ข้าพระองค์ และบิดามารดาของข้าพระองค์ และให้ข้าพระองค์กระทำความดีเพื่อให้พระองค์ทรงพอพระทัยมัน และทรงให้ข้าพระองค์เข้าอยู่ในความเมตตาของพระองค์ ในหมู่ปวงบ่าวของพระองค์ที่ดีทั้งหลาย

[27:20] และเขาได้ตรวจดูฝูงนกแล้วกล่าวขึ้นว่า ทำไมฉันจึงไม่เห็นฮุดฮุด แต่ว่ามันหายไปไหน

[27:21] แน่นอน ฉันจะลงโทษมันด้วยการลงโทษอย่างสาหัส หรือฉันจะฆ่ามันอย่างแน่นอนหรือให้มันนำหลักฐานอันชัดแจ้งมาให้ฉัน

[27:22] มันหายไปชั่วครู่ (แล้วกลับมา) มันได้กล่าวว่า ฉันได้ไปตรวจพบสิ่งที่ท่านไม่รู้ และฉันได้นำข่าวอันแน่นอนจากสะบะ มายังท่าน

[27:23] ฉันได้พบหญิงคนหนึ่ง ปกครองพวกเขา และนางมีทุกสิ่ง และนางมีบัลลังก์อันใหญ่โต

[27:24] และฉันได้พบนางและหมู่ชนของนางสักการะบูชาดวงอาทิตย์อื่นจากอัลลอฮ์ และมารร้ายชัยตอนได้ทำให้การงานของพวกเขาเป็นของดีงามแก่พวกเขา และได้กีดกันพวกเขาออกจากแนวทางที่ถูกต้อง ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง

[27:25] ทำไมพวกเขาไม่สุญูดต่ออัลลอฮ์ ผู้นำออกมาซึ่งสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้าปิดบัง และสิ่งที่พวกเจ้าเปิดเผย

[27:26] อัลลอฮ์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ พระเจ้าแห่งบัลลังก์อันยิ่งใหญ่

[27:27] เขากล่าวว่า เราจะคอยดูว่าเจ้าพูดจริงหรือเจ้าอยู่ในหมู่ผู้กล่าวเท็จ

[27:28] เจ้าจงนำสารของฉันนี้และส่งมันให้พวกเขา แล้วถอยออกห่างจากพวกเขา ดังนั้นจงคอยดูว่าพวกเขาจะตอบกลับมาว่าอย่างไร ?

[27:29] (พระราชินี) ทรงกล่าวว่า โอ้หมู่บริพารทั้งหลายเอ๋ย ! แน่แท้สารอันมีเกียรติถูกนำมาให้ฉัน

[27:30] แท้จริงมันมาจากสุลัยมาน และแท้จริงมันเริ่มว่า ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

[27:31] พวกท่านอย่าเย่อหยิ่งต่อฉัน และจงมาหาฉันอย่างนอบน้อม

[27:32] พระนางทรงกล่าวว่า โอ้หมู่บริหารทั้งหลายเอ๋ย ! จงให้ข้อชี้ขาดแก่ฉันในเรื่องของฉัน ฉันไม่อาจจะตัดสินใจในกิจการใด จนกว่าพวกท่านจะอยู่ร่วมด้วย

[27:33] พวกเขากล่าวว่า เราเป็นพวกที่มีพลังและเป็นพวกที่มีกำลังรบเข็มแข็ง สำหรับพระบัญชานั้นเป็นของพระนางดังนั้น พระนางได้โปรดตรึกตรองดูสิ่งใดที่พระนางจะทรงบัญชา

[27:34] พระนางทรงกล่าวว่า แท้จริงเหล่ากษัตริย์นั้น เมื่อเข้าไปในเมืองใดก็ทำลายมัน และทำให้บรรดาผู้มีอำนาจของเมืองนั้นเป็นผู้ต่ำต้อย และเช่นนั้นแหละพวกเขากระทำกัน

[27:35] และแท้จริงฉันจะส่งของกำนัลไปให้พวกเขา แล้วฉันจะเฝ้าคอยดูว่า ผู้ที่ถูกส่งไปนั้นจะกลับมาอย่างไร

[27:36] เมื่อพวกเขาได้เข้าพบสุลัยมานแล้ว เขา (สุลัยมาน) กล่าวว่า พวกท่านจะนำทรัพย์สินมากำนัลแก่เราหรือ ? สิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่ฉันนั้น ดียิ่งกว่าสิ่งที่พระองค์ประทานให้แก่พวกท่าน แต่พวกท่านดีใจต่อของกำนัลของพวกท่าน

[27:37] จงกลับไปยังพวกเขา เพราะแน่นอนเราจะนำไพร่พลไปยังพวกเขา โดยที่พวกเขาไม่มีกำลังที่จะต่อต้านมันได้ และแน่นอน เราจะให้พวกเขาออกจากที่นั่นอย่างอัปยศ และพวกเขาจะเป็นผู้ต่ำต้อย

[27:38] เขา (สุลัยมาน) กล่าวว่า โอ้หมู่บริพารทั้งหลายเอ๋ย ! ผู้ใดในหมู่พวกท่านจะนำบัลลังก์ของนางมายังฉัน ก่อนที่พวกเขาจะมาหาฉันอย่างผู้นอบน้อม

[27:39] ผู้ปรีชาสามารถล้ำเลิศคนหนึ่งของพวกญินได้กล่าวว่า ฉันจะนำมันมาเสนอท่าน ก่อนที่ท่านจะลุกขึ้นจากที่นั่งของท่าน และแท้จริงฉันเป็นผู้มีพลังและไว้วางใจได้ในเรื่องนี้

[27:40] ผู้ที่มีความรู้ในเรื่องคัมภีร์ กล่าวว่า ฉันจะนำมันมาเสนอท่านชั่วพริบตาเดียว เมื่อเขา (สุลัยมาน) เห็นมันวางมั่นคงอยู่ต่อหน้าเขา เขากล่าวว่า นี่เนื่องจากความโปรดปรานของพระเจ้าของฉัน เพื่อพระองค์จะได้ทรงทดสอบฉันว่าฉันกตัญญูหรือเนรคุณ และผู้ใดกตัญญูแท้จริงเขาก็กตัญญูต่อตัวเขาเอง และผู้ใดเนรคุณแท้จริงพระเจ้าของฉันนั้นเป็นผู้ทรงมั่งมี ผู้ทรงเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยิ่ง

[27:41] เขากล่าวว่า พวกท่านจงดัดแปลงบัลลังก์ของพระนาง เพื่อดูซิว่าพระนางจะจำมันได้หรือพระนางจะอยู่ในหมู่ผู้จำมันไม่ได้

[27:42] ครั้นเมื่อพระนางได้มาถึงก็ได้ทูลพระนางว่า บัลลังก์ของพระนางเหมือนอย่างนี้หรือ ? พระนางตรัสว่า มันคล้ายอย่างนี้แหละ และเราได้รับความรู้มาก่อนนาง และเราได้เป็นมุสลิมมาก่อนนาง

[27:43]
และการที่นางได้สักการะบูชาอื่นจากอัลลอฮ์ ได้หันห่างนางออกไป แท้จริงนางอยู่ในหมู่ชนผู้ปฏิเสธ

[27:44] ได้มีเสียงกล่าวแก่นางว่า โปรดเข้าไปในวังเถิด ครั้นเมื่อนางเห็นมันนางคิดว่า มันเป็นสระที่เป็นห้วงน้ำ และนางได้เลิกหน้าแข็งของนาง เขา (สุลัยมาน) กล่าวว่า มันเป็นวังทำให้ราบเรียบด้วยกระจก นางได้กล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของฉัน แท้จริงฉันได้อธรรมแก่ตัวฉันเอง และฉันขอนอบน้อมปฏิบัติตามสุลัยมาน เพื่ออัลลอฮ์พระเจ้าแห่งสากลโลก





วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2558

อย่่าเศร้าใจไป อัลลอฮ์นั้นอยู่กับเรา


แกนนำแห่งการตั้งภาคีปฏิเสธศรัทธาต่างกำลังค้นหาตัวท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และสหายของท่าน พวกเขาขี่พาหนะตามหาทั้งสองทุกหนทุกแห่ง จนกระทั่งไปถึงภูเขาษูร พวกเขาได้หยุดอยู่บนปากถ้ำที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)สหายของท่านซ่อนตัวอยู่

อบูบักร (ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์) เห็นพวกเขาท่านรู้สึกกระวนกระวายและเศร้าโศกเสียใจมากที่พวกเขาจะมีชัยเหนือท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้มองไปยังอบูบักร และกระซิบบอกท่านเพื่อคลายความกังวลว่า

"อย่าเศร้าใจไป !! อัลลอฮฺนั้นอยู่กับเรา"

อบูบักร (ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์) กล่าวด้วยเสียงหวาดกลัวว่า

"หากพวกคนใดมองมายังเท้าของตนเองต้องเห็นเราแน่นอน"

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จึงตอบว่า

"อบูบักร .. ท่านคิดอย่างไรกับคน 2 คนที่อัลลอฮฺคือผู้ที่สาม

แล้วท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็ลุกขึ้นละหมาดและขอดุอาอ์ อัลลอฮฺได้ประทานอายะฮ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า



إِلَّا تَنصُرُوهُ فَقَدْ نَصَرَهُ اللَّهُ إِذْ أَخْرَجَهُ الَّذِينَ كَفَرُوا ثَانِيَ اثْنَيْنِ إِذْ هُمَا فِي الْغَارِ إِذْ يَقُولُ لِصَاحِبِهِ لَا تَحْزَنْ إِنَّ اللَّهَ مَعَنَا فَأَنزَلَ اللَّهُ سَكِينَتَهُ عَلَيْهِ وَأَيَّدَهُ بِجُنُودٍ لَّمْ تَرَوْهَا وَجَعَلَ كَلِمَةَ الَّذِينَ كَفَرُوا السُّفْلَىٰ وَكَلِمَةُ اللَّهِ هِيَ الْعُلْيَا وَاللَّهُ عَزِيزٌ حَكِيمٌ ( 40 )

“ถ้าหากพวกจ้าไม่ช่วยเขา ก็แท้จริงนั้นอัลลอฮ์ได้ทรงช่วยเขามาแล้ว ขณะที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ได้ขับไล่เขาออกไปโดยที่เขาเป็นคนที่สองในสองคน ขณะที่ทั้งสอง อยู่ในถ้ำนั้นคือขณะที่เขา ได้กล่าวแก่สหายของเขา ว่า ท่านอย่าเสียใจ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงอยู่กับเรา แล้วอัลลอฮ์ก็ทรงประทานลงมาแก่เขา ซึ่งความสงบใจจากพระองค์ และได้ทรงสนับสนุนเขาด้วยบรรดาไพร่พล ซึ่งพวกเจ้าไม่เห็นพวกเขา และได้ทรงให้ถ้อยคำ ของผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาอยู่ในระดับต่ำสุด และพจนารถของอัลลอฮ์นั้น คือพจนารถที่สูงสุด และอัลลอฮ์คือ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ” (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัต-เตาบะฮฺ 9:40)


.....................................
101 เรื่องเล่าจากชีวิต "อบูบักรอัศศิดดีก"


วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2558

รูงู


ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และสหายของท่าน (อบูบักร) ได้หลบตัวอยู่ในถ้ำอับแสง ซ่อนตัวไว้ในความมืดมิด การขู่คำรามของเหล่าผู้ตั้งภาคีที่ติดตามล่าตัวท่านได้เงียบสงบลง ขณะที่ความมืดมิดได้คืบคลาน เวลาพักผ่อนที่มาถึงทำให้เปลือกตาของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ต้องปรือปิดลง ท่านวางศีรษะลงนอนบนตักรอบูบักร (ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์)

ขณะที่ท่านนบีอยู่ในสภาพนั้น เท้าของอบูบักรที่กำลังอุดรูงูอยู่ก็ถูกฉก แต่ท่านกลับไม่ขยับตัวไปไหนด้วยเกรงว่าจะทำให้ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  ตกใจ หรือตื่นขึ้นมา

ด้วยความเจ็บปวดน้ำตาของอบูบักร (ร่อฎียัลลอฮอุอันฮ์) ได้หยดลงบนใบหน้าของท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จึงตื่นขึ้นแล้วกล่าวว่า
"ท่านเป็นอะไรหรืออบูบักร?"

อบูบักรจึงเล่าให้ท่านนบีฟังถึงการกระทำของตนเอง

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จึงยกมือขึ้นขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺ
"โอ้อัลลอฮฺได้โปรดให้อบูบักรอยู่พร้อมกับฉัน ณ ตำหน่งเดียวกันในวันกิยามะฮ์ด้วยเถิด"

แล้วอัลลอฮฺ ตะอาลา ก็ประทานวะฮฺีย์ลงมาให้แก่ท่านนบี ว่า
"ความจริงอัลลอฮฺได้ตอบรับดุอาอ์ท่านแล้ว"

อุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ  (ร่อฎียัลลอฮอุอันฮ์) จึงกล่าวว่า
"ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตฉันอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระองค์ คืนนั้นของอบูบักรมีความประเสริฐกว่าเวลาทั้งหมดของวงศ์วานอุมัร"

.....................................
101 เรื่องเล่า จากชีวิต "อบูบักร อัศศดดีก"




วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

กุญแจไขหัวใจ



*** ตอนที่ 1 เรื่องของหัวใจ *** 

01 ธรรมชาติของหัวใจ 

มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮฺ ผู้ทรงสร้างหัวใจให้มีความมหัศจรรย์ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สุดที่เราเรียกว่า 'เซลล์' ได้รวมกลุ่มกัน มีการก่อร่างสร้าง 'หัวใจ' ขึ้นตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์ของมารดา ซึ่งขณะที่อยู่ในครรภ์ของมารดาหัวใจก็เริ่มเต้นแล้วและจะเต้นตลอดไปตราบเท่าที่พระองค์ยังให้ลมหายใจ หัวใจไม่เคยหยุดพัก จึงเป็นอัวยวะที่มีความแข็งแรงมาก แม้จะมีขนาดเท่ากำปั้นของคนเราก็ตาม

ปัจจุบันมีตำรับตำรามากมายที่ได้เขียนอธิบายเกี่ยวกับหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นตำราทางสายการแพทย์ ตำราของนักจิตวิทยา ตำราของนักวิจัยทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะแถบตะวันตกได้ทุ่มเทมากมายเพื่อวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพียงเท่านี้ก็พอจะเข้าใจได้ว่า 'หัวใจ' เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งในการรู้จักและทำความเข้าใจ มากไปกว่านั้นคัมภีร์ที่ดีที่สุดบนโลกใบนี้ ‘อัลกุรอาน’ ยังได้กล่าวถึงหัวใจ สภาพความนึกคิดภายในจิตใจและสิ่งที่อยู่ในหัวอกของมนุษย์ไว้อย่างมากมายหลายอายะฮฺ และคำสอนอันงดงามรองจากอัลกุรอาน ‘หะดีษ’ ของท่านนบีผู้เข้าใจสภาพจิตใจมากกว่าผู้ใดบนโลกใบนี้ก็ยังกล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับหัวใจ อธิบายถึงสภาพของบุคคลที่มีจิตใจที่ดีงามและหัวใจที่ป่วยไข้เอาไว้มากมายหลายวจนะด้วยกัน สิ่งนี้ย่อมสามารถเป็นเครื่องการันตีได้ว่าเรื่องของหัวใจนี้สำคัญยิ่งนัก !!!

“แท้จริงได้ชื่อว่า อัลก็อลบฺ เนื่องจากมันสามารถเคลื่อนไหวพลิกไปพลิการได้” (บันทึกโดย อีหม่ามอะฮฺมัด 4/408)

เราก็จะพบว่า หัวใจของคนเราพลิกผันกลับไปกลับมาตลอดเวลา เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หัวใจของเราที่กำลังเต้นอยู่ในขณะนี้ไม่ได้เป็นเช่นช่วงเวลาที่ผ่านมาและจะเปลี่ยนผันในช่วงเวลาข้างหน้าที่กำลังจะมาถึง หัวใจของคนเราผันแปรตลอดเวลา

เคยสังเกตไหม ? นาทีก่อนหน้านี้เรารู้สึกมีความสุข สงบ แต่เมื่อเวลาไปไม่ทันไรกลับหม่นหมอง ไม่สบายใจ เช่นนี้แหละคือหัวใจของมนุษย์ที่ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของหัวใจทุกดวงได้สร้างขึ้นมา พระองค์อัลลอฮฺสร้างหัวใจของปวงบ่าวในสภาพที่อ่อนไหว หวั่นไหวง่ายดังที่หพระองค์ได้ดำรัสว่า

ความว่า : แท้จริงมนุษย์นั้นถูกบังเกิดมาเป็นคนหวั่นไหว เมื่อความทุกข์ยากประสบแก่เขาก็ตีโพยตีพายกลัดกลุ้มและเมื่อคุณความดีประสบแก่เขาก็หวงแหน” (สูเราะอัลมาอาริจญ์ 70:19-21)

นี่คือธรรมชาติและสภาพความเป็นจริงของหัวใจ แต่กระนั้นอัรเราะหฺมานก็ยังไม่ทอดทิ้งบ่าวของพระองค์ด้วยการที่พระองค์ ได้เฉลยคำตอบ บอกถึงวิธีการรอดพ้นจากสภาพความหวั่นไหวให้เป็นหัวใจที่เข้มแข็งและได้รับชัยชนะ

ความว่า : นอกจากบรรดาผู้กระทำละหมาด บรรดาผู้ที่ดำรงมั่นอยู่ในการทำละหมาดของพวกเขาเป็นประจำ (สูเราะอัลมาอาริจญฺ 70 : 22-23)

อัลฮัมดุลิลลาอฺ พระองค์อัลลอฮฺผู้ทรงมากล้นด้วยความเมตตา ผู้ทรงเปี่ยมล้นด้วยการให้อภัยแก่ปวงบ่าว พระองค์ได้บอกสภาพแก่นแท้ของหัวใจมนุษย์และอีกเช่นกันพระองึค์กได้เฉลยทางออก วิธีการดูแลรักษาหัวใจให้เข้มแข็งไม่เป็นหัวใจที่อ่อนไหว พระงอค์ได้สาธยายวิธีการดูแลรักษาหัวใจ (ฝากพี่น้องศึกษาค้นหาวิธีการดูแลรักษาหัวใจเพิ่มเติมได้ใน สูเราะฮฺอัลมาอาริจญฺ 70 : 23-34) จนกระทั่งในตอนท่าย พระองค์ได้แจ้งข่าวดีแก่หัวใจที่แสวงทางออกจากการหลุดพันจากความหวั่นไหวเอาไว้ว่า

ความว่า : ชนเหล่านั้นจะอยู่ในสวรรค์อันหลากหลายเป็นผู้ได้รับเกียรติ (สูเราะฮฺ อัลมาอาริจญฺ 70 : 35)

อัลฮัมดุลิลลาอฺ ช่าวเป็นที่น่ายินดียิ่งนัก !!

โอ้พี่น้องของผม ขอให้พวกเราได้เพียรพยายาม มุมานะ อุตสาหะ อดทนและยินหยัดในการประคับประคอง ดูแลหัวใจของเราให้ดีเถิด แม้หัวใจของเราจะเปราะบาง อ่อนไหวง่าย เราก็จะเห็นผู้คนในสังคมได้ก่อความเสียหาย สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจแก่พี่น้องคนรอบข้างของเขา แม้กระทั่งบางคนได้ก่อความเสียหาย อันใหญ่หลวง เช่น การเข่นฆ่าก่อการนองเลือด ก็เกิดจากหัวใจที่มีขนาดเท่ากับกำปั้นของตนเองนั่นแหละ ซึ่งการที่หัวใจของคนใด คนหนึ่งสามารถไปถึงขั้นที่ก่อการนองเลือด ก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดินได้นั้น หัวใจของเขาจะต้องถูกสะสมด้วยความมืด ถูกประด้วยจุดดำ ถูกเติมด้วยเชื้อเพลิงของความอาฆาตแค้น ซึ่งก็คือคุณลักษณะของอิบลิศผู้ถูกสาปแช่งนั้นเอง อันเนื่องจากพระองค์อัลลอฮฺได้สร้างหัวใจทุกดวงให้มีความใสสะอาด บริสุทธิ์ เป็นหัวใจที่ถวิลหาความดีงาม ความสงบสุข มิใช่หัวใจที่ใฝ่หาความชั่วร้าย ก่อความเสียหาย

ดังที่พระองค์ได้ดำรัสไว้ว่า

ความว่า : และ (จงรำลึก) ขณะที่พระผู้อภิบาลของเจ้าได้เอาเชื้อสายมนุษย์มาจากสันหลังของพวกเขา และพระองค์ทรงให้พวกเขายืนยันต่อตัวของพวกเขาว่า “ข้ามิใช่พระเจ้าของพวกเจ้าดอกหรือ?” พวกเขาก็ตอบว่า “ใช่แล้ว” พวกเราขอเป็นพยาน (ยืนยันว่าพระองค์คือพระเจ้าของพวกเราโดยแท้จริง) เพื่อ (ป้องกันมิให้) พวกเจ้ากล่าว (แก้ตัว) ในวันแห่งการฟื้นคืนชีพว่า แท้จริงพวกเราไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ (สูเราะฮฺอัลอะร็อฟ 7 : 172)

และท่านนบีของเราก็ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน

“เด็กทุกคนนั้นเกิดมาตามธรรมชาติที่สะอาดบริสุทธิ์ ดังนั้นพ่อแม่ของเขานั่นแหละที่ทำให้เขาเป็นยิว เป็นคริสต์ หรือเป็นพวกบูชาไฟ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัล-บุคอรียฺ หะดีษที่ 1302)

เราก็จะประจักษ์แก่ตนเองว่า คนเราทุกคนเกิดมาต่างมีหัวใจที่ใสสะอาด ถวิลหาความดีงาม ปรารถนาในสิ่งที่ดี ไม่มีหัวใจดวงใดที่ใฝ่หาความพินาศ ความหมายนะแก่ตนเอง ฉะนั้นแล้วโอ้พี่น้องของผม ได้โปรดรีบเร่งกลับมาใส่ใจ เอาใจใส่ ดูแลรักษาหัวใจของเราให้หัวใจได้สัมผัสและประสบกับความต้องการที่แท้จริงของเสียเรียกร้องที่ดังอยู่ในหัวใจเถิด

“นอบน้อมยอมจำนนแด่...พระผู้อภิบาลแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ในมันทั้งสอง”

يَا مُقَلِّبَ الْقُلُوْبِ ثَبِّتْ قَلْبِيْ عَلَى دِيْنِكَ


ยามุก็อลลิบัล-กุลูบ ษับบิต ก็อลบี อะลา ดีนิก

ความว่า : โอ้ผู้ทรงพลิกผันหัวใจทั้งหลาย ได้โปรดให้หัวใจของฉันมั่นคงอยู่บนศาสนาของพระองค์ด้วยเถิด (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอีหม่ามอะหมัด หะดีษที่ 11884)

### ฝากไว้ : จงวิงวอนขอต่อพระองค์อย่างมากมายและบ่อยครั้งเถิด เพราะท่านนบีผู้เป็นที่รักยิ่งของพระองค์ยังต้องวิงวอนขอต่อพระองค์อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเลย ###


02 : จังหวะการเต้นของหัวใจ

อัตราการเต้นของหัวใจคนเราปกติในผู้ใหญ่ทั่วไปเต้นประมาณ 60 – 100 ครั้งต่อนาที ไม่ควรเต้นช่หรือเร็วเกินกว่านี้มากนัก หากหัวใจเราะเต้นเร็วไป ช้าไป หรือเต้นผิดจังหวะแล้ว อย่ามัวชะล่าใจ เพราะปัญหาเหล่านี้อาจส่งผลร้ายต่อสุขภาพและมีโรคตามมาโดยไม่คาดฝัน

หากมีอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะจะมีอาการที่แตกต่างกันไป ซึ่งมี 3 แบบ คือ หัวใจเต้นช้ากว่าปกติ มักตามมาด้วยอาการ มึนงง หวิว ๆ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย บางรายรุนแรง อาจวูบหมดสติเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ

หัวใจเต้นเร็วกว่าปกติ จะตามมาด้วยอาการ ใจสั่น เต้นเร็ว แรง ถ้าเป็นอยู่นานจะทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก เป็นลม และหัวใจเต้นผิดจังหวะ สะดุด จะรู้สึกเหมือนหัวใจเต้น ๆ หยุด ๆ สะดุดเป็นพัก ๆ คล้ายตกจากที่สูง อาจมีอาการวูบ หรือเจ็บหน้าอกร่วมด้วย ซึ่งผลร้ายต่อสุขภาพหากมีการเต้นของหัวใจที่ผิดจังหวะเกิดได้ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ สำหรับรายที่มีอาการไม่มาก อาจมีแค่ใจสั่น ใจสะดุดเล็กน้อย ทำให้เกิดความรำคาญหรือกังวลใจ ไม่มีอันตรายรุนแรง กลุ่มนี้อาจเกี่ยวข้องกับความเครียดหรือปัจจัยกระตุ้นบางอย่าง เช่น ชา กาแฟ แอลกอฮอล์ เป็นต้น ส่วนอีกกลุ่ม คือในรายที่มีอาการมากหรือรุนแรง มีผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้เกิดอาการเป็นลม หมดสติ เจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยหอบง่าย หรือเกิดอาการหัวใจวายตามมา กลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด เพื่อการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

เราก็จะพบว่าวันนี้หัวใจของเราทำงานหนัก หัวใจขาดการพักผ่อน แม้กระทั่งตอนเรานอนหลับหัวใจก็ยังไม่หยุดพัก แต่ยังคงสูบฉีดเลือดส่งออกไปเลี้ยงร่างกายอยู่ตลอดเวลา หัวใจของเราจึงเหนื่อยล้า แรงอ่อน เรียกร้องการดูแลและเอาใจใส่จากผู้เป็นเจ้าของ

วันนี้หัวใจของเราโดนทำร้ายจากสภาพแวดล้อมที่เราต้องประสบพานพบ เรามีความรู้สึกสงบ สบายใจอยู่ในบ้านของอัลลอฮฺ (มัสยิด) หรือมีความอิ่มเอิบใจ เบิกบานเมื่อครั้งที่เราได้รำลึกถึงอัลลอฮฺอยู่ในบ้านของพระองค์ ทว่าเมื่อเราก้าวเท้าออกจากมัสยิดหรือบ้านของเรา ผู้คนมากมายที่เราได้ไปพบเจอ สภาพความวุ่นวายของสังคมที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งขัน การเอารัดเอาเปรียบ ส่งผลให้หัวใจของเราต้องหมองคล้ำไปด้วยเพราะฝุ่นละอองจากฟิตนะฮฺ (ความชั่วร้าย) ในสังคมได้พัดผ่านเข้ามาและเกาะจับพื้นที่ในหัวใจของเรา แม้กระทั่งภายในจิตใจของเราเอง เราก็ยังเพิ่มการทำร้าย หาเรื่องอันตรายมาใส่ตนเองอยู่เสมอด้วยการคิดละเมิดฝ่าฝืนผู้ทรงเป็นเจ้าของหัวใจที่แท้จริง ดังคำกล่าวของอีหม่ามอิบนุ ก็อยยิมผู้เปรียบดั่งหมอรักษาหัวใจของผู้ศรัทธา ด้วยการอนุมัติจากอัลลออฺ ได้กล่าวไว้ว่า

“หัวใจเป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดจะหยุดนิ่ง หากมันไม่สาละวนกับการฏออะฮฺ (เคารพเชื่อฟัง) อัลลอฮฺ มันก็จะหมกมุ่นอยู่กับเรื่องไร้สาระที่เป็นอันตรายแก่ตนเองด้วยการคิดละเมิดฝ่าฝืนพระองค์

วันนี้หัวใจของเราทำงานหนัก เหนื่อยล้า และอ่อนแรง ส่งผลให้หัวใจของเราป่วยไข้ เมื่อหัวใจของเราป่วยไข้ส่งผลให้ร่างกายพลอยไม่สบายไปด้วย ไร้ซึ่งพละกำลัง ไม่มีเรี่ยวแรงทีจะลุกขึ้นสู้ ทำให้เราต้องตกอยู่ในสภาพที่อ่อนแอ โดนล่อลวงได้ง่าย ที่น่ากลัวที่สุดคือการที่เราอยู่ในสภาพที่หัวใจของเราคิดจะละเมิดฝ่าฝืนอัลลอฮฺ เพราะสิ่งนี้คือการเพิ่มภาระหนักและดึงหัวใจของเราให้ตกต่ำและมีอาการหนักยิ่งขึ้นไปอีก

ดังคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ท่านได้กล่าวสำทับฝากเตือนพวกเราไว้ว่า

ความว่า : การทดสอบด้วยฟิตนะฮฺจะถูกนำเสนอแก่หัวใจเหมือนที่ปูพื้นซึ่งสอดไส้ไม้ทีละอัน ทีละอัน หัวใจของผู้ใดซึมซับฟิตนะฮฺนั้นก็จะถูกแต้มด้วยจุดดำ และหัวใจดวงใดที่ปฏิเสธมันก็จะถูกแต้มด้วยจุดขาว จนกระทั่งหัวใจทั้งสองนั้นดวงหนึ่งขาวเหมือนหินเกลี้ยงซึ่งไม่มีวันที่ทำการทดสอบด้วยฟิตนะฮฺจะทำลายมันได้ตราบเท่าฟ้าดินสลาย ส่วนหัวใจอีกดวงหนึ่งนั้นจะมืดเหมือนกูซ (ภาชนะที่ใช้ดื่มน้ำแบบกลัวหัวซึ่งผู้ดื่มจะเห็นข้างในมืดสนิท) ที่เทหมด (จนสิ่งอื่นไม่มีอะไรเข้าไปได้อีก) ไม่รู้จักความดีงามใด ๆ และไม่ปฏิเสธความชั่วใด ๆ ยกเว้นตามที่อารมณ์ของมันจะซึมซับกลืนกิน (บันทึกโดยมุสลิม 144)

อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ !! หัวใจดวงหนึ่งใสสะอาดเปรียบดังหินเกลี้ยงที่ไม่มีอะไรจะมาทำร้ายได้ ส่วนอีกดวงมืดมิดดำสนิทจนไม่รู้จักความดีใด ๆ และไม่ปฏิเสธความชั่วใด ๆ

หัวใจสองดวงที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว โอ้พี่น้องที่ผมห่วงใยในหนทางของอัลลออฺ วันนี้หัวใจของเรายังคงเต้นปกติอยู่ใช่ไหม ?

หัวใจของเรายังคงมีความรู้สึกละอายต่อการละเมิดฝ่าฝืนพระองค์อยู่ใช่หรือเปล่า ?

หัวใจของเรายังคงรู้สึกผิด วิตกกังวล ไม่สบายใจอยู่ใช่ไหม? ในยามที่เราได้เพลี่ยงพล้ำอธรรมต่อตนเองด้วยการละเมิดฝ่าฝืนพระองค์

วันนี้เราได้ใช้หัวใจของเราไปในทางใดบ้าง ? ขอเวลาสักครู่เพื่อให้พวกเราได้ฟังเสียงเรียกของหัวใจ เสียงที่ดังมาจากข้างใน เสียงเรียกของหัวใจที่ต้องการความสงบด้วยการเข้าหาผู้ทรงเป็นเจ้าของหัวใจ ผู้ซึ่งประทานความสงบลงบนหัวใจของผู้ศรัทธาที่ยำเกรงต่อพระองค์

ความว่า : พระองค์คือผู้ทรงประทานความเงียบสงบลงมาในจิตใจของบรรดาผู้ศรัทธา เพื่อพวกเขาจะได้เพิ่มพูนการศรัทาให้กับการศรัทธาของพวกเขา (สูเราะฮฺอัลฟัตหฺ 48: 4)

### คำถามชวนคิด : วันนี้จังหวะการเต้นของหัวใจของเราเต้นอย่างไร เต้นไปเพื่อพระองค์หรือเปล่า ??? ###


…………………………..
ถ่ายทอดโดย : อายะฮฺ บิน อุมัร
(จากหนังสือ : กุญแจไขหัวใจ เล่ม 1)
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์




วันศุกร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เรื่องเล่าจากอูลุล อัลบ๊าบ



ถึงแม้จะป่วยเป็นมะเร็งก็ตาม

แต่เด็กผู้หญิงคนนั้นก็พยายามขีดเขียนเส้นผมที่ผูกด้วยโบว์อันน่ารัก(แทนเส้นผมที่หลุดร่วง)หน้ากระจก บ่งบอกถึงความหวังอันสดใส ถึงแม้จะไม่มีวันนั้นแล้วก็ตาม

ภาพและข้อความโดย : Le jeune tunisien

............................




เป็นภาพที่ดูแล้วช่างบาดตา

เป็นเด็กชาวโซมาเลียกำลังดึงแม่ของเขาแล้วก็ร้องห่มร้องไห้และคิดว่าแม่กำลังนอนอยู่และเขาก็กำลังปลุกแม่ให้ตื่น ทั้งๆที่เขาไม่รู้เลยว่า แม่เขานั้นได้จากเขาไปแล้ว ตายเพราะความหิวโหย

ภาพและข้อความโดย : Le jeune tunisien

............................




ไม่ว่าสถาณการณ์จะเลวร้ายสักเพียงใด ยังไงฉันก็ยังยิ้มได้

หวังว่าเราทุกคนมีความพอเพียงและพึงพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมี เหมือนเด็กคนนี้

ภาพและข้อความโดย : Le jeune tunisien

............................


คนที่แข็งแรงที่สุด คือ 

คนที่แบกรับภาระหน้าที่ของพ่อแม่ในยามพวกเขาแก่ชรา

ภาพและข้อความโดย : Le jeune tunisien

............................


ใช่ เขาคือคนจน

 แต่เขาเป็นคนที่รวยที่สุดในบรรดาคนรวย(ในโลกนี้)

ภาพและข้อความโดย : Le jeune tunisien

............................


เพียงพอไหมที่จะซื้อความมหัศจรรย์

เด็กผู้หญิงตัวเล็กอายุห้าขวบเข้าในร้านขายยา แล้วเขาก็กล่าวว่า : นี่คือเงินทั้งหมดที่ฉันมีอยู่ มันจะเพียงพอไหม ถ้าฉันจะซื้อความมหัศจรรย์
เภสัชกรก็แปลกใจเมื่อได้ยิน ก็เลยถามเด็กผู้หญิงคนนั้นว่า : ทำไมหนูพูดอะไรแปลกๆแบบนี้ล่ะ
เด็กผู้หญิงนั้นตอบไปว่า : แม่ของฉันไม่มีทางรอดนอกจากความมหัศจรรย์(ที่อัลลอฮ์ทรงมอบให้)

ภาพและข้อความโดย : Le jeune tunisien