อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซากาต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซากาต แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทัศนะที่อนุญาตจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮฺด้วยเงิน








 
              การจ่ายซะกาตฟิตเราะฮด้วยเงินนั้น  นักวิชาการมีความเห็นขัดแย้งกัน 2 ทัศนะ คือ
ทัศนะที่หนึ่ง ไม่อนุญาต ซึ่งเป็นทัศนะของ อิหม่ามทั้งสามคือ มาลิก, ชาฟิอี และอะหมัด
สำหรับทัศนะที่สองคือ

. والقول الثاني : يجوز إخراج القيمة ( نقوداً أو غيرها ) في زكاة الفطر ، قال به الإمام أبو حنيفة وأصحابه ، وقال به من التابعين سفيان الثوري ، والحسن البصري ، والخليفة عمر ابن عبد العزيز ، وروي عن بعض الصحابة كمعاوية بن أبي سفيان ، حيث قال : " إني لأرى مدين من سمراء الشام تعدل صاعاً من تمر " ، وقال الحسن البصري : " لا بأس أن تعطى الدراهم في صدقة الفطر " ، وكتب الخليفة عمر بن عبد العزيز إلى عامله في البصرة : أن يأخذ من أهل الديون من أعطياتهم من كل إنسان نصف درهم ، وذكر ابن المنذر في كتابه (الأوسط) : إن الصحابة أجازوا إخراج نصف صاع من القمح ؛ لأنهم رأوه معادلاً في القيمة للصاع من التمر ، أو الشعير

ทัศนะที่สอง อนุญาตให้จ่ายค่าเงิน (อาจจะเป็นตัวเงินจริง หรือสิ่งอื่นที่มีค่าเป็นเงิน) เป็นซะกาตฟิฏรฺได้ เป็นทัศนะของอิมาม อบู หะนีฟะฮฺและพรรคพวกของท่าน และยังเป็นทัศนะของอุละมาอ์ตาบิอีนเช่น สุฟยาน อัษ-เษารีย์, อัล-หะสัน อัล-บัศรีย์, เคาะลีฟะฮฺ อุมัร บิน อับดุลอะซีซ และยังมีรายงานเล่าถึงเศาะหาบะฮฺบางท่านเช่น มุอาวิยะฮฺ บิน อบี สุฟยาน เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ ซึ่งได้กล่าวว่า "ฉันเห็นว่าข้าวสาลีของชาวเมืองชาม(เมืองแถบซีเรียและปาเลสไตน์)สองมุดด์(ครึ่งหนึ่งของศออฺ) เท่ากับอินทผลัมหนึ่งศออฺ"
อัล-หะสัน อัล-บัศรีย์ กล่าวว่า "ถือว่าไม่เป็นไร ถ้าหากจะให้เงินดิรฮัมในการจ่ายซะกาตฟิฏรฺ"
เคาะลีฟะฮฺ อุมัร บิน อับดุลอะซีซ ได้ส่งสาสน์ไปยังผู้ว่าการของท่านที่เมืองบัศเราะฮฺว่า "ให้เอา(ซะกาตฟิฏรฺ)จากคนที่ติดหนี้ จาก(เงินช่วยเหลือของรัฐ)ที่ต้องให้แก่พวกเขาคนละครึ่งดิรฮัม"
อิบนุ มุลซิร ได้กล่าวในหนังสือ อัล-เอาสัฏ ว่า แท้จริงแล้วบรรดาเศาะหาบะฮฺได้อนุญาตให้จ่ายซะกาต(ฟิฏรฺ)ครึ่งศออฺด้วยข้าวสาลี เพราะพวกเขาเห็นว่ามันเท่ากับค่าของอินทผลัมหรือแป้งหนึ่งศออฺ

ومما سبق يتبين أن الخلاف قديم وفي الأمر سعة ، فإخراج أحد الأصناف المذكورة في الحديث يكون في حال ما إذا كان الفقير يسد حاجته الطعام في ذلك اليوم يوم العيد ، وإخراج القيمة يجوز في حال ما إذا كانت النقود أنفع للفقير كما هو الحال في معظم بلدان العالم اليوم ، ولعل حديث رسول الله – صلى الله عليه وسلم – " أغنوهم في هذا اليوم" ، يؤيد هذا القول ؛ لأن حاجة الفقير الآن لا تقتصر على الطعام فقط ، بل تتعداه إلى اللباس ونحوه .. ، ولعل العلة في تعيين الأصناف المذكورة في الحديث ، هي: الحاجة إلى الطعام والشراب وندرة النقود في ذلك العصر ،حيث كانت أغلب مبايعاتهم بالمقايضة، وإذا كان الأمر كذلك فإن الحكم يدور مع علته وجوداً وعدماً ، فيجوز إخراج النقود في زكاة الفطر للحاجة القائمة والملموسة للفقير اليوم . والله أعلم .

จากที่กล่าวมาข้างต้น จึงเห็นได้ชัดว่า ความเห็นขัดแย้งในประเด็นนี้มีมานานแล้ว และเห็นว่าในประเด็นนี้ก็มีการเปิดกว้าง ฉะนั้นในกรณีที่คนยากจนมีความต้องการอาหารในวันอีดก็จ่ายด้วยสิ่งของต่างๆ ที่ระบุในหะดีษ และอนุญาตให้ออกเป็นค่าเงินได้ในกรณีที่เงินมีประโยชน์มากกว่าแก่คนยากจน(ผู้รับซะกาต) ตามที่เราพบเห็นจริงในหลายๆ ประเทศในปัจจุบัน
ส่วนหะดีษที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวความว่า "จงให้ความร่ำรวยแก่พวกเขา(คนยากจน)ในวันนี้" นั้น น่าจะสนับสนุนทัศนะนี้(ทัศนะที่สอง)ด้วยซ้ำ เพราะความต้องการของคนยากจนในปัจจุบันนั้นไม่ได้จำกัดเฉพาะอาหารอย่างเดียวเท่านั้น ทว่ายังต้องการสิ่งอื่นเช่นเสื้อผ้า และอื่นๆ ด้วย
สาเหตุที่มีการระบุสิ่งของต่างๆ ในหะดีษนั้น น่าจะเป็นเพราะในสมัยก่อนนั้น ความต้องการอาหารและเครื่องดื่มนั้นเป็นเรื่องจำเป็นกว่า และเงินก็มีไม่มากด้วย เพราะคนสมัยก่อนจะจับจ่ายด้วยการแลกสิ่งของ และหากเป็นเช่นนั้นบทบัญญัติที่ว่าจึงเกี่ยวข้องกับสาเหตุ(อิลละฮฺ)ว่ายังมีอยู่หรือไม่(ตามสภาพปัจจุบัน) เพราะฉะนั้นจึงอนุญาตให้จ่ายเงินเป็นซะกาตฟิฏรฺได้ เนื่องจากเห็นได้ชัดว่าคนยากคนจนในสมัยปัจจุบันมีความจำเป็นและต้องการมันจริงๆ .. วัลลอฮฺ อะอฺลัม

คำตอบโดย :      ศ.ดร.สุอูด บิน อับดุลลอฮฺ อัล-ฟุนัยสาน
อดีตคณบดีคณะชะรีอะฮฺ มหาวิทยาลัยอิสลาม อิมามมุหัมมัด บิน สุอูด กรุงริยาด
ที่มา :    http://islamtoday.net/questions/show_question_content.cfm?id=114305

http://www.ahlalhdeeth.com/vb/showthread.php?t=83606

ซะกาตทรัพย์สิน


ซะกาตทรัพย์สินซึ่งส่วนมากก็คือเงินตราและทองคำ ก็ต้องตรวจสอบดูก่อนว่า เงินเหลือสุทธิตอนสิ้นปีของเรา ถึง "อัตราขั้นต่ำ" (อาหรับเรียก นิศอบ)ที่จะต้องจ่ายซะกาตหรือไม่ ถ้าถึงหรือเกินอัตราขั้นต่ำก็ต้องจ่ายซะกาต ถ้าไม่ถึงก็ไม่ต้องจ่ายครับ

ส่วนอัตราขั้นต่ำของซะกาตแต่ละปีจะไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับราคาทองคำในแต่ละปี โดยเมื่อครบรอบปีการจ่ายซะกาตของเรา ก็ให้เอาราคาทองคำต่อ น้ำหนัก 1 บาทขณะนั้น (ให้ถามร้านขายทองดู) คูณกับ 5.67 (เป็นน้ำหนักทองคำเป็นบาทของเรา เทียบกับน้ำหนักทองคำ 20 มิษกอลอันเป็นอัตราขั้นต่ำที่ศาสนากำหนดไว้) ..

 ทีนี้สมมุติว่า คุณกำหนดจ่ายซะกาตทุกๆวันอีดิ้ลฟิฏรี่ พอถึงวันอีดิ้ลฟิฏรี่ คุณก็ไปถามร้านขายทองคำดู เขาบอกว่าทองคำราคาบาทละ 20000 บาท คุณก็เอา 5.67 คูณกับ 20000 ก็จะได้ตัวเลขออกมาคือ 113400 แสดงว่าถ้าคุณมีเงินเหลือสุทธิขณะนั้น 113400 บาทขึ้นไป คุณก็ต้องจ่ายซะกาตร้อยละ 2.5 แต่ถ้าคุณมีเงินไม่ถึง 113400 บาท คุณก็ไม่ต้องจ่ายซะกาตในปีนั้น

 ในกรณีเป็นเงินหมุนเวียนและมีเงินไหลเข้า-ไหลออกตลอดทั้งปี ก็ให้ดูเงินเหลือสุทธิตอนปลายปีเป็นเกณฑ์อย่างที่บอกแล้ว กรณีของคุณจึงต้องจ่ายซะกาตครับ

 แต่ถ้าเป็นเงินเก็บตั้งไว้เฉยๆไม่มีการใช้จ่ายไหลเข้า-ไหลออกเลยตลอดทั้งปี ก็ต้องรอจนมันครบรอบปีจึงจะจ่ายซะกาตครับ

วัลลอฮุอะอฺลัม


...........................
อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย


วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ซะกาตฟิฎเราะฮ์หรือซะกาตทรัพย์สิน จะเคลื่อนย้ายไปให้ผู้มีสิทธิ์รับในมูเก่มอื่น จะได้หรือไม่

โดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม
.
ซะกาตฟิฎเราะฮ์หรือซะกาตทรัพย์สิน จะเคลื่อนย้ายไปให้ผู้มีสิทธิ์รับในมูเก่มอื่น จะได้หรือไม่ ? ...

ผู้ถาม : คุณสะหรีฝีน หาดใหญ่


ตอบ
ตามความเป็นจริงแล้ว ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน เรื่องห้ามเคลื่อนย้ายซะกาตจากท้องที่หนึ่ง ไปให้กับผู้มีสิทธิ์รับในท้องที่อื่น ...
ด้วยเหตุนี้ บรรดานักวิชาการตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน จึงมีทัศนะที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเราจะหาดูรายละเอียดได้จากตำราต่างๆ อาทิเช่น หนังสือ “นัยลุ้ล เอาฏอรฺ” ของท่านอัช-เชากานีย์ เล่มที่ 4 หน้า 215, หนังสือ “ฟัตหุ้ล บารีย์” ของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ เล่มที่ 3 หน้า 357, หรือหนังสือ “อัล-หาวีย์ มิน ฟะตาวีย์ อัช-ชัยค์ อัล-อัลบานีย์” เล่มที่ 1 หน้า 348 เป็นต้น ...

ยิ่งไปกว่านั้น ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมยังได้เคยนำซะกาตซึ่งเก็บมาจากชาวอารับรอบนอกนครมดีนะฮ์ มาแจกจ่ายให้แก่ชาวอันศ็อรฺและชาวมุฮาญิรีนซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองมดีนะฮ์ ดังการบันทึกของท่าน อัน-นซาอีย์ ในหนังสือ “อัส-สุนัน” ของท่าน หะดีษที่ 2465, เพราะความจำเป็นดังที่ท่านศาสดาได้แจ้งเหตุผลๆไว้แล้วในหะดีษนั้น ...

ท่านมุบาร็อก ปูรีย์ นักวิชาการหะดีษชาวอินเดีย (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 1353) ได้แสดงทัศนะส่วนตัวของท่านไว้ในหนังสือ “ตั๊วะห์ฟะตุ้ล อะห์วะซีย์” เล่มที่ 3 หน้า 312 -313 หลังจากที่ท่านได้ตีแผ่ความขัดแย้งของนักวิชาการ เกี่ยวกับเรื่องการเคลื่อนย้ายซะกาตเอาไว้ว่า ....
فَالرَّاجِحُ عِنْدِيْ اَنَّ الصَّدَقَـةَ تُرَدُّ فِيْ فُقَرَاءِ مَنْ اُخِذَتْ مِنْ اَغْنِيَائِهِمْ اِلاَّ اِذَافُقِدُوْا اَوْ تَكُوْنُ فِيْ نَقْلِهَا مَصْلَحَـةٌ اَنْفَعُ مِنْ رَدِّهِـااِلَيْهِمْ فَحِيْنَـئِذٍ تُنْقَلُ .....
“ทัศนะที่มีน้ำหนักสำหรับฉันก็คือ ซะกาตนั้น ให้มอบให้กับคนยากจนจากแหล่งเดียวกับที่เอาซะกาตมาจากผู้มีฐานะดีของแหล่งนั้น เว้นแต่ว่า ขาดแคลนคนยากจนในแหล่งนั้น, หรือในการเคลื่อนย้ายมัน จะมีประโยชน์มากกว่าที่จะให้แก่คนยากจนในแหล่งเดียวกัน ในกรณีนี้ ก็อนุญาตให้เคลื่อนย้ายมันได้”...
ดังนั้น จากคำถามข้างต้น .. ก็ขอตอบว่า ในกรณีที่ในมูเก่มของเรา มีผู้ที่มีสิทธิ์รับซะกาตที่เหมาะสมอยู่แล้ว ก็ไม่บังควรอย่างยิ่งที่จะเคลื่อนย้ายมันไปให้แก่คนยากจนในมูเก่มอื่น ยกเว้นมีความจำเป็นจริงๆเท่านั้น ...

แล้วสมมุติถ้า “คนยากจน” ในมุเก่มของเราไม่นมาซหรือติดยาบ้า เราจะนำซะกาตไปมอบให้เขาได้หรือไม่ ? ...
คำตอบในทัศนะผม ให้พิจารณาสภาพต่างๆของคนยากจนที่ไม่ค่อยอยู่กับร่องรอยศาสนาเท่าไรดังนี้ ...
1. ถ้าคนยากจนนั้นไม่นมาซเลย หรือทำบ้างไม่ทำบ้าง กรณีนี้ก็ไม่สมควรมอบซะกาตให้แก่เขา เพราะผู้ที่ขาดนมาซ นักวิชาการตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันยังขัดแย้งกันว่า เขาเป็นมุสลิมหรือเป็นกาเฟรฺ ...

2. ถ้าคนยากจนนั้นติดการพนันงอมแงมหรือติดยาบ้าเป็นต้น และเรามั่นใจหรือค่อนข้างมั่นใจว่า หากให้ซะกาตไปแล้ว เขาจะต้องเอาไปขายเพื่อเล่นการพนันหรือซื้อยาบ้ามาเสพ กรณีนี้ก็ไม่ควรให้ซะกาตไปเช่นเดียวกัน ...

3. ถ้าคนยากจนนั้น ทำความผิดในเรื่องศาสนา อื่นจากการทิ้งนมาซหรือติดการพนัน ติดยาบ้าอย่างที่สมมุติไป เราก็สามารถนำซะกาตไปมอบให้เขาได้ แต่ไม่ควรมอบให้เฉยๆ ทว่าควรถือโอกาสนี้อบรมและแนะนำเขาให้ละเลิกความชั่วนั้นและหันกลับมาอยู่ในกรอบของศาสนา โดยชี้ให้เขาเห็นว่า ที่ผ่านมาแม้เขาจะละเมิดฝ่าฝืนอัลลอฮ์ แต่พระองค์ก็ยังไม่ทอดทิ้งเขา ยังรักเมตตาเขาด้วยการให้ความสงเคราะห์เขาในรูปของซะกาต หากเขากลับเนื้อกลับตัวเสียใหม่ โดยหันมาเป็นคนกตัญญูและทำความดีต่อพระองค์ พระองค์ก็คงให้ความช่วยเหลือเขามากกว่านี้ .... ฯลฯ ...

เชื่อว่า อินชาอัลลอฮ์ บางที อะไรๆก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นบ้างสำหรับเขา ...

วัลลอฮุ อะอฺลัม.



ผู้จ่ายซะกาตฟิตเราะฮฺจะซากาตไปจ่ายกับผู้มีสิทธิ์รับซะกาตด้วยตนเอง ภายหลังโต๊ะอิหม่ามแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เก็บซะกาตฟิฏเราะฮ์แล้ว

โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

คำถาม 
.
ในกรณีที่โต๊ะอิหม่ามแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เก็บซะกาตฟิฏเราะฮ์แล้ว ผู้จ่ายซะกาตจะเอาซะกาตฟิฏเราะฮ์ของตนไปมอบให้กับผู้มีสิทธิรับซะกาตด้วยตนเองจะได้หรือไม่ ? ...
ผู้ถาม : นักศีกษาจากศูนย์ฯ สถานี 2 หาดใหญ่

ตอบ
เมื่อโต๊ะอิหม่ามได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อเก็บรวบรวมซะกาต, -- ไม่ว่าจะเป็นซะกาตทรัพย์สินหรือซะกาตฟิฎเราะฮ์ -- ก็เป็นหน้าที่ของเราจะต้องให้ความร่วมมือกับท่าน ในเมื่อคำสั่งของท่านในเรื่องนี้ เป็นเรื่องสอดคล้องและไม่ขัดต่อบทบัญญัติศาสนา
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงดำรัสไว้ในซูเราะฮ์ อัน-นิซาอ์ อายะฮ์ที่ 59 มีข้อความว่า ...
يآ اَيُّهَا الَّذِيْنَ آمَنُوْا اَطِيْعُوااللَّـهَ وَاَطِيْعُواالرَّسُوْلَ وَاُولِى اْلأمْرِ مِنْكُمْ ....

“โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! พวกสูเจ้าจงเคารพเชื่อฟังอัลลอฮ์, จงเคารพเชื่อฟังรอซู้ล และบรรดาผู้นำ (หรือผู้ปกครอง) จากหมู่สูเจ้าเถิด”
นอกจากนี้ ยังมีหะดีษที่ถูกต้อง (เศาะเหี๊ยะฮ์) อีกเป็นจำนวนมากที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้เน้นและกำชับต่อผู้มุสลิมผู้ศรัทธาว่า จะต้องเคารพ, เชื่อฟัง, และปฏิบัติตามผู้นำ .. ตราบใดที่คำสั่งของผู้นำเหล่านั้น ไม่ขัดต่อบทบัญญัติ ...

ในที่นี้ ผมขอนำเอาหลักฐานเพียงบทเดียวจากหะดีษที่ถูกต้อง ซึ่งบันทึกโดยท่านมุสลิม และท่านอื่นๆ โดยรายงานมาจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮ์ ร.ฎ. มีข้อความว่า ..
عَنِ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ اَنَّـهُ قَالَ : مَنْ خَرَجَ مِنَ الطَّاعَـةِ وَفَارَقَ الْجَمَاعَـةَ فَمَاتَ مَاتَ مِيْتَـةً جَـاهِلِيَّةً ....
“ท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า : ผู้ใดที่ไม่เคารพเชื่อฟังผู้ปกครอง(ในเรื่องที่ไม่ขัดต่อบทบัญญัติ) และแยกตนออกจากกลุ่มชน(ส่วนใหญ่ที่เชื่อฟังผู้ปกครอง) แล้วเกิดตายลงไป เขาก็ตายเยี่ยงพวกญาฮิลียะฮ์” ...

ดังนั้น จากกรณีที่ถามมา หากจะถามในประเด็นที่ว่า ซะกาตฟิฏเราะฮ์ดังกล่าวจะใช้ได้หรือไม่ ? ก็ขอตอบว่า หากเขานำไปมอบให้กับผู้ที่มีสิทธิ์รับมันอย่างแท้จริง อันหมายถึงคนยากจนหรือคนอนาถา ก็ถือว่า ซะกาตของเขาเศาะฮ์ (ใช้ได้) .. แต่เขาก็มีความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งของอัลลอฮ์และท่านรอซู้ลฯ ดังหลักฐานข้างต้นนั้น ...


วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การจ่ายซะกาตฟิตเราะห์แก่ญาติที่ยากจน



ให้ญาติใกล้ชิดที่ยากจน เช่น พี่, น้อง, หลานที่ขาดคนอุปการะเลี้ยงดู, เป็นต้น ได้ครับ ..

 แต่ที่ไม่ได้ก็คือ จะเอาซะกาตให้พ่อแม่ของเราที่ยากจน, ให้กับภรรยาของเรา หรือให้ลูกของเราที่ยากจนแต่เป็นผู้เยาว์ หรือยากจนแต่พิการ หรือยากจนแต่วิกลจริต ..

 เพราะบุคคลที่ยกตัวอย่างมานี้ วายิบเราต้องอุปการะเลี้ยงดูเขาตามหลักการอยู่แล้ว การมอบซะกาตให้กับเขาจึงไม่ต่างอะไรกับอัฐยายขนมยายนั่นแหละครับ ..


............................
อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย



การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์ที่ถูกต้องตามซุนนะฮ์


ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

คำถาม
การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์ที่ถูกต้องตามซุนนะฮ์ ผู้ให้จะต้องนำไปมอบแก่ผู้รับด้วยตนเองหรือจะต้องมอบให้ผู้ที่อิหม่ามแต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ (عَامِلٌ) เก็บรวบรวมก่อน เพราะมีนักวิชาการบางท่านกล่าวว่า ในสมัยท่านนบีย์ฯ ผู้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์จะนำซะกาตไปมอบให้ผู้รับด้วยตนเอง ...
แต่เท่าที่ทราบ ในกลุ่มซุนนะฮ์ทางภาคใต้มักจะมีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เป็นผู้เก็บรวบรวมซะกาตฟิฏเราะฮ์แล้วนำไปมอบให้ผู้รับทีหลัง ...
ขอให้อาจารย์โปรดชี้แจงหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องตามซุนนะฮ์ต่อไป ...

ผู้ถาม : อิหม่ามมัสญิดสถานี 2 หาดใหญ่

ตอบ
ผมไม่เคยเจอหลักฐานที่ว่า ในสมัยท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ผู้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์จะนำซะกาตไปมอบให้ผู้รับด้วยตนเอง ดังที่อ้างมานั้น ...
แต่ที่ผมเจอก็คือ ไม่ว่าจะเป็นซะกาตทรัพย์สินหรือซะกาตฟิฏเราะฮ์ ในสมัยท่านนบีย์ฯ หรือสมัยคอลีฟะฮ์ถัดมาจะมีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ (عَامِلٌ) เพื่อทำหน้าที่เก็บรวบรวมซะกาต แล้วนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้รับทีหลังทั้งสิ้น ...

เข้าใจว่า ผู้ที่มีทัศนะดังข้างต้นคงจะอ่านเจอหะดีษของท่านบุคอรีย์ (หะดีษที่ 1511) โดยท่านนาฟิอฺ ได้รายงานมาจากท่านอิบนุอุมัรฺ ร.ฎ. ตอนหนึ่งมีข้อความว่า ...
وَكَانَ ابْنُ عُمَرَ رَضِىَ اللهُ عَنْهُمَا يُعْطِيْهَاالَّذِيْنَ يَقْبَلُوْنَهَا، وَكَانُوْا يُعْطُوْنَ قَبْلَ الْفِطْرِ بِيَوْمٍ أَوْ يَوْمَيْنِ
“และท่านอิบนุอุมัรฺ ร.ฎ. จะนำมัน (ซะกาตฟิฎเราะฮ์) ไปมอบให้แก่บรรดาผู้ซึ่งรับมัน โดยพวกเขา (เศาะหาบะฮ์) จะมอบ (ซะกาตฟิฏเราะฮ์) ก่อนวันอีด หนึ่งหรือสองวัน” ...

แล้วผู้มีทัศนะดังกล่าวคงจะเข้าใจว่า คำว่า “บรรดาผู้ซึ่งรับมัน” ในหะดีษนี้ หมายถึง บรรดาคนยากจนที่มีสิทธิ์รับซะกาตฟิฎเราะฮ์ ...
นักวิชาการท่านหนึ่งคือท่านอิบ
นุลตัยมีย์ (มิใช่ท่านอิบนุตัยมียะฮ์) ก็มีทัศนะดังกล่าวนี้เช่นเดียวกัน ...
แต่ตามความเป็นจริงแล้ว ความหมายของคำว่า “บรรดาผู้ซึ่งรับมัน” ในหะดีษบทนี้ ก็เหมือนดังที่ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ ได้อธิบายไว้ในหนังสือ “ฟัตหุ้ลบารีย์” เล่มที่ 3 หน้า 376 นั่นคือ ...

اَلَّذِىْ يَنْصِبُهُ اْلإِمَامُ لِقَبْضِهَا ...
“ผู้ซึ่งอิหม่าม (ผู้นำ) แต่งตั้งเขา เพื่อคอยรับซะกาต” .. หรืออีกนัยหนึ่งได้แก่ผู้ที่เราเรียกว่า عَامِلٌ นั้นเอง ...
หลักฐานยืนยันคำอธิบายนี้ มีหลายประการดังต่อไปนี้ ...
1. หะดีษข้างต้น มีข้อความต่อท้ายในฉบับการบันทึกของท่านอัศ-ศ่อฆอนีย์ – ดังการอ้างของท่านอิบนุหะญัรฺในหนังสือ “ฟัตหุ้ลบารีย์” เล่มและหน้าดังกล่าว – ว่า ...

قَالَ أَبُوْعَبْدِاللهِ هُوَ الْمُصَنِّفُ : كَانُوْا يُعْطُوْنَ لِلْجَمْعِ لاَ لِلْفُقَرَاءِ
“ท่านอบูอับดิลลาฮ์ (หมายถึงท่านบุคอรีย์) ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือเศาะเหี๊ยะฮฺบุคอรีย์กล่าวว่า : พวกเขา (บรรดาเศาะหาบะฮ์) จะมอบ (ซะกาตฟิฏเราะฮ์) ให้เพื่อการรวบรวม มิใช่มอบให้แก่บรรดาคนยากจน” ...
2. ท่านบุคอรีย์ และท่านอิบนุคุซัยมะฮ์ได้รายงานหะดีษบทหนึ่งมาจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ ร.ฎ. ว่า ...
وَكَّلَنِىْ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بِحِفْظِ زَكَاةِ رَمَضَانَ .....

“ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้มอบหมายให้ฉันคอยดูแลรักษาซะกาตแห่งเดือนรอมะฎอน ...........”
(บันทึกโดยท่านบุคอรีย์, หะดีษที่ 2311 .. และท่านอิบนุคุซัยมะฮ์ หะดีษที่ 2424)

คำว่า “ซะกาตแห่งเดือนรอมะฎอน” หมายถึงซะกาตฟิฏเราะฮ์ ...
การที่ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้มอบหมายหรืออีกนัยหนึ่ง ได้แต่งตั้งท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ ร.ฎ. ให้เป็นผู้ดูแลซะกาตฟิฏเราะฮ์ แสดงว่า ซะกาตฟิฏเราะฮ์ในสมัยท่านรอซู้ลฯ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็ถูกเก็บรวบรวมไว้โดยเจ้าหน้าที่หรือ عَامِلٌ ของท่านเช่นเดียวกัน ...
เพราะสมมุติถ้าผู้บริจาคได้นำซะกาตฟิฏเราะฮ์ไปมอบให้ผู้รับด้วยตนเองดังที่มีผู้อ้าง ก็อยากจะถามว่า ...
แล้วท่านรอซุ้ลฯ ได้มอบหมายให้ท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ ร.ฎ. ดูแลซะกาตฟิฏเราะฮ์อะไรอีก ในเมื่อซะกาตฟิฏเราะฮ์ได้ถึงมือผู้รับมันโดยตรงแล้ว ? ...

3. ท่านอิหม่ามมาลิก ได้บันทึกหะดีษบทหนึ่งในหนังสือ “อัล-มุวัฏเฏาะอ์” เล่มที่ 1 หน้า 210 หรือหะดีษที่ 635 จากการอธิบายของท่านอัซ-ซุรฺกอนีย์ โดยเป็นการรายงานมาจากท่านนาฟิอฺ, .. จากท่านอิบนุอุมัรฺ ร.ฎ. เหมือนกับหะดีษของท่านบุคอรีย์ข้างต้นว่า

إِنَّ ابْنَ عُمَرَ كَانَ يَبْعَثُ بِزَكَاةِ الْفِطْرِ إِلَى الَّذِىْ تُجْمَعُ عِنْدَهُ قَبْلَ الْفِطْرِ بِيَوْمَيْنِ أَوْ ثَلاَثَةٍ
“แท้จริงท่านอิบนุอุมัรฺ ร.ฎ. จะนำซะกาตฟิฎเราะฮ์ไปมอบให้แก่ผู้ซึ่งซะกาตฟิฎเราะฮ์ถูกรวบรวม ณ ที่เขา ก่อนวันอีดิ้ลฟิฏรี่ 2-3 วัน” ...
(สายรายงานของหะดีษบทนี้ เศาะเหี๊ยะฮ์ (ถูกต้อง) ...

ท่านอัซ-ซุรฺกอนีย์ ได้อธิบายข้อความที่ว่า “ผู้ซึ่งซะกาตฟิฎเราะฮ์ถูกรวบรวม ณ เขา” ดังนี้ ...
وَهُوَ مَنْ نَصَبَهُ اْلإِمَامُ لِقَبْضِهَا
“นั่นคือ ผู้ซึ่งอิหม่าม (ผู้นำ- คอลีฟะฮ์) ได้แต่งตั้งเขาเพื่อคอยรับซะกาต” ...
(จาก “ชัรฺหุ อัซ-ซุรฺกอนีย์” เล่มที่ 2 หน้า 201) ...

4. ท่านอิบนุคุซัยมะฮ์ ได้บันทึกหะดีษบทหนึ่งมาจากท่านอัยยูบ, จากท่านนาฟิอฺ .. โดยท่านอัยยูบได้ถามท่านนาฟิอฺ ดังมีข้อความว่า ...
قُلْتُ : مَتىَ كَانَ ابْنُ عُمَرَ يُعْطِى الصَّاعَ ؟ قَالَ : إِذَا قَعَدَ الْعَامِلُ، قُلْتُ : مَتىَ كَانَ الْعَامِلُ يَقْعُدُ ؟ .. قَالَ : قَبْلَ الْفِطْرِ بِيَوْمٍ أَوْ يَوْمَيْنِ
ฉัน (อัยยูบ) กล่าวว่า “ท่านอิบนุอุมัรฺ ได้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์ 1 ศออฺเมื่อไร ?” ท่านนาฟิอฺตอบว่า “เมื่อ عَامِلٌ ได้นั่งลง (คือ เริ่มปฏิบัติหน้าที่)” ท่านอัยยูบถามต่อไปว่า “แล้วเมื่อไรที่ عَامِلٌ เริ่มปฏิบัติหน้าที่ ?” ท่านนาฟิอฺตอบว่า “ก่อนวันอีดิ้ลฟิฏรี่ 1 หรือ 2 วัน” ...
(บันทึกโดยท่านอิบนุคุซัยมะฮ์ หะดีษที่ 2397 ด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง) ...

ข้อความของหะดีษบทนี้ ชัดเจน! ..ไม่มีความคลุมเครือใดๆว่า การจ่ายซะกาตฟิฎเราะฮ์ของท่านอิบนุอุมัรฺ ร.ฎ. นั้น ผ่านทางเจ้าหน้าที่หรือ عَامِلٌ ที่ถูกแต่งตั้งโดยผู้นำ, .. มิใช่นำไปมอบให้กับผู้รับโดยตรงแต่ประการใด ...

สรุปแล้ว การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์ตามซุนนะฮ์ .. ไม่ว่าในสมัยที่ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมยังมีชีวิตอยู่ หรือในสมัยของคอลีฟะฮ์หลังจากท่านรอซู้ล ฯ สิ้นชีพไปแล้ว ล้วนผ่านทางเจ้าหน้าที่ (عَامِلٌ)ที่ถูกแต่งตั้งมาทั้งสิ้น ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของมุสลิมที่มีอีหม่านทุกคนจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้นำของตนในเรื่องดังกล่าว ...

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ในกรณีที่ไม่มีการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เก็บรวบรวมซะกาต ผู้จ่ายซะกาตก็มีสิทธิที่จะนำซะกาต ไปมอบให้แก่ ผู้ที่มีสิทธิรับซะกาตได้ด้วยตนเอง เช่นเดียวกัน ...


วัลลอฮุ อะอฺลัม



วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การจ่ายซะกาตให้คนจนต่างศาสนิก


เรื่องซะกาตเป็นหลักการของอิสลามโดยเฉพาะ ทั้งด้านผู้ให้และผู้รับครับ ศาสนิกอื่นจึงไม่มีสิทธิ์ในส่วนนี้ ..

ส่วนการสงเคราะห์ด้านอื่นๆที่ไม่ใช่หลักการเฉพาะสำหรับมุสลิม อิสลามส่งเสริมให้มุสลิมกระทำได้อย่างเต็มที่ เช่นบริจาคช่วยเด็กกำพร้าโดยไม่จำกัดศาสนา, บริจาคสร้างโรงพยาบาล, บริจาคช่วยเหลือเมื่อเกิดน้ำท่วม, แผ่นดินไหว เป็นต้น

ซึ่งกรณีหลังนี้ มิใช่เพียงแค่การช่วยเหลือตามมีตามเกิดประเภทเอาของเหลือใช้หรือของที่ไม่ใช้แล้วให้เขา แต่พระผู้เป็นเจ้าสั่งว่า ให้เรานำสิ่งของที่เรา "รักมาก" นั่นแหละบริจาคให้ไป เราจึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีคุณธรรมที่แท้จริงครับ

............................
อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย


การตีราคาข้าวสารที่เตรียมไว้ให้คนที่จะจ่ายซะกาตฟิตเราะห์


คำถาม

ที่ในหมู่บ้าน เขาจะตีีราคาเข้าสาร 1 ทะนานเป็นเงินเฉลี่ย 60 บาท. วิธิการก็คือที่บ้านของคนอยากจน จะมีเข้าสารเตรียมใว้ 1 ทะนาน. คนที่ไปจ่ายซะกาตก็ต้องซื้อเข้าสารนั้นก่อน. แล้วเอาเข้าสารนั้น จ่ายซะกาต แก่ผู้ยากจนคนนั้น. อย่างนี้ ถือว่า ถูกต้องใช้ได้กับการจ่ายซะกาตใหม?

คำตอบ

วิธีการซื้อ-ขายซะกาตฟิฏเราะฮ์แบบโบราณโดยให้คนยากจนเอาข้าวสารใส่ภาชนะมาวางไว้ข้างหน้า 1 ศออ์ แล้วผู้ที่จะจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์จะเข้าคิวมาซื้อข้าวสารนั้นทีละคน ทีละคน พอซื้อเสร็จแล้วก็บริจาคข้าวสารนั้นกลับคืนให้คนยากจนนั้นขายต่อคนอื่นต่อไป
 ถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักการซื้อขายตั้งแต่ผู้ซื้อคนแรกแล้วครับ เพราะผู้ซื้อคนแรกจะยังไม่มีสิทธิ์สมบูรณ์ในข้าวสารที่ซื้อ คือจะให้ใคร, หรือขายใครยังไม่ได้จนกว่าเขาจะแยก (مفارقة) ออกมาจากสถานที่ซื้อขายก่อนครับ

วัลลอฮุ อะอฺลัม

...............................
อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คนจนไม่ละหมาดรับซะกาตฟิตเราะห์ได้ไหม?



"คนจน" ที่ทำบาปอย่างอื่น ควรจะเอาซะกาตให้เขาและควรจะถือโอกาสสั่งสอนเขาไปในตัวให้รับรู้ถึงบาปของสิ่งที่ทำไปและความเมตตาของอิสลามที่มีต่อเขาด้วยการสงเคราะห์เขาในรูปแบบซะกาต

แต่คนละทิ้งละหมาดนี่ นักวิชาการยังขัดแย้งกันในความเป็นมุสลิมของเขา ผมจึงเห็นว่าควรหลีกเลี่ยงดีกว่าครับ

เหมือนคนจนที่เรารู้ชัดเจนแล้วว่า หากให้ซะกาตไป หมอนี่ต้องเอาไปเล่นการพนัน(เพราะหมอติดการพนันงอมแงม) หรือไปซื้อยาบ้ามาเสพ อย่างนี้ ให้ซะกาตไม่ได้หรอกครับ


............................
อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ขั้นตอนของผู้รับและผู้จ่ายซะกาตฟิตเราะห์มีหลักการอย่างไรบ้าง?


ไม่จำเป็นต้องมีพิธีรีตองอะไรเลยนี่ครับในการให้และการรับ ฝ่ายให้ (หลังจากเนียตเรียบร้อยแล้ว) ก็เอาซะกาตนั้นยื่นให้แก่ผู้รับ แล้วผู้รับก็ยื่นมือไปรับซะกาตนั้นเอาไปใส่ไว้ในถังข้าวสารของตนและควรจะขอบคุณหรือขอพรให้แก่ผู้ให้ด้วยตามมารยาทที่ดีของมุสลิม แค่นั้นเองครับ

ผมมีเรื่องขำๆแต่เป็นเรื่องจริงจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการให้และการรับซะกาตฟิฏเราะฮ์ .. คือ โต๊ะหมีด อดีตคอเต็บมัสยิดสงขลา( เสียชีวิตไปนานแล้ว ขออัลลอฮ์โปรดเมตตาต่อท่านด้วย)เล่าให้ผมฟังว่า ท่านเคยนำซะกาตฟิฏเราะฮ์ไปมอบให้แก่คนยากจนคนหนึ่ง แต่คนยากจนคนนั้นทำหน้าละห้อยแล้วบอกท่านว่า ผมรับไม่เป็น .. โต็ะหมีดจึงถามว่า บ้านเอ็งมีถังข้าวสาร(ภาคใต้เรียกว่า เผล้งสาร)ไหมล่ะ ? คนยากจนคนนั้นตอบว่า มีครับ โต๊ะหมีดจึงสั่งว่า งั้นเอ็งไปเอาเผล้งสารมา .. พอคนยากจนคนนั้นนำถังข้าวสารมาให้ ท่านก็ยื่นข้าวสารฟิฏเราะฮ์ให้แล้วสั่งว่า เอ็งเอาข้าวสารนี้เทใส่เผล้งสารของเอ็งเป็นไหมล่ะ ? คนจนคนนั้นตอบว่า เป็นครับ .. โต๊ะหมีดจึงบอกว่า แล้วตรงไหนล่ะที่เอ็งบอกว่ารับไม่เป็นน่ะ ? เอ็งจำไว้ว่า อิสลามไม่มีอะไรยากหรอก แต่พวกโต๊ะ(ผู้รู้)นั่นแหละชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากจนชาวบ้านไม่กล้าทำอะไรที่ง่ายๆด้วยตนเองไปหมดแล้ว


...............................
อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ซะกาตฟิฏเราะฮ์ จะต้องจ่ายให้เฉพาะคนยากจน หรือต้องจ่ายให้แก่ผู้ที่มีสิทธิรับซะกาต 8 จำพวก


ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
ซะกาตฟิฏเราะฮ์ จะต้องจ่ายให้เฉพาะคนยากจน หรือต้องจ่ายให้แก่ผู้ที่มีสิทธิรับซะกาต 8 จำพวกดังมีระบุในอัล-กุรฺอ่าน ? เพราะผู้รู้บางท่านบอกว่า ให้จ่ายเฉพาะคนยากจน แต่บางท่านบอกว่า ให้จ่ายได้ทั้ง 8 จำพวก ...
ผู้ถาม : คุณรอฟิอีย์ พิพัฒน์คงคา หาดใหญ่

ตอบ
นี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่บรรดานักวิชาการ มีทัศนะขัดแย้งกันมาตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ...
บ้างก็ว่า ให้จ่ายให้เฉพาะคนยากจน เพราะมีหะดีษระบุไว้อย่างชัดเจนแล้ว....
บ้างก็ว่า ให้จ่ายให้กับ 8 จำพวกของผู้ที่มีสิทธิรับซะกาตทรัพย์สิน ตามที่มีระบุในอัล-กุรฺอ่าน ...
เมื่อเราพิจารณาดูให้ดี ก็จะพบว่า จุดขัดแย้งดังกล่าว อยู่ที่การบริจาคให้แก่ผู้อื่นจากคนยากจน ...
เพราะสำหรับคนยากจนแล้ว นักวิชาการมีมติเอกฉันท์ว่า เราจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์ให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีข้อขัดแย้งใดๆทั้งสิ้น ...

ท่านอิบนุ รุชด์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 595) ได้กล่าวในหนังสือ “บิดายะตุ้ล มุจญตะฮิด” เล่มที่ 1 หน้า 282 ว่า ...
وَأمَّا لِمَنْ تُصْرَفُ ؟ فَأجْمَـعُوْاعَلَى اَنَّـهَا تُصْرَفُ لِفُقَرَاءِ الْمُسْلِمِيْنَ ....
“และอนึ่ง ปัญหาที่ว่าซะกาตฟิฏเราะฮ์ จะต้องจ่ายให้แก่ใคร ? เรื่องนี้ บรรดานักวิชาการมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ให้มอบให้แก่บรรดาคนมุสลิมที่ยากจน .......”

สำหรับนักวิชาการที่มีทัศนะว่า อนุญาตให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์แก่ผู้มีสิทธิรับทั้ง 8 จำพวกได้นั้น ก็เพราะมีมุมมองว่า ซะกาตฟิฏเราะฮ์ ก็เหมือนกับซะกาตทรัพย์สินอื่นๆ คือ เป็น “ซะกาต” เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นซะกาตอะไรก็ตาม...

พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงดำรัสไว้ในซูเราะฮ์ อัต-เตาบะฮ์ อายะฮ์ที่ 60 มีข้อความว่า ..
إنَّمَاالصَّدَقَاتُ لِلْفُقَرَاءِ وَاْلمَسَاكِيْنِ وَاْلعَامِلِيْنَ عَلَيْهَا وَالْمُؤَلَّفَةِقُلُوْبُـهُمْ وَفِي الرِّقَابِ وَالْغَارِمِيْنَ وَفِي سَبِيْلِ اللَّـهِ وَابْنِ السَّبِيْلِ فَرِيْضَـةً مِنَ اللَّـهِ وَاللَّـهُ عَلِيْمٌ حَكِيْمٌ ..
“แท้จริง ทานบริจาค (หมายถึงซะกาต) ทั้งหลาย เป็นสิทธิสำหรับบรรดาคนยากจน, และบรรดาคนขัดสน, และบรรดาเจ้าหน้าที่ผู้รวบรวมมัน, และบรรดาผู้ที่ใจของเขาถูกผูกพัน (คือ โน้มเอียงเข้าหาอิสลาม), และในการไถ่ถอนทาส, และบรรดาผู้มีหนี้สิน, และในหนทางแห่งอัลลอฮ์, และผู้ที่อยู่ในระหว่างการเดินทาง, ทั้งนี้ เป็นบทบัญญัติที่ถูกกำหนด (บังคับ) จากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์นั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้ และทรงปรีชาญาณยิ่ง”
ข้อความตอนต้นของโองการที่ว่า “ทานบริจาค(ซะกาต)ทั้งหลาย” ถือเป็นข้อความที่มีความหมายกว้างๆ และครอบคลุมต่อทุกสิ่งที่ถือว่า เป็นซะกาต, โดยมิได้จำแนกว่า จะเป็นซะกาตชนิดใด, ไม่ว่าซะกาตทรัพย์สินหรือซะกาตฟิฏเราะฮ์ จึงต้องจ่ายให้กับผู้มีสิทธิรับทั้ง 8 ประเภทที่ถูกระบุไว้นั้น .....
นี่คือ ทัศนะของนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ....

แต่นักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่ง อาทิเช่น ท่านอิบนุตัยมียะฮ์, ท่านอิบนุลก็อยยิม, ท่านอัช-เชากานีย์, ท่านอัล-อัลบานีย์เป็นต้น มีทัศนะว่า โดยพื้นฐานที่แท้จริงของโองการข้างต้น เป็นการแจ้งให้ทราบถึงผู้มีสิทธิรับ “ซะกาตทรัพย์สิน” โดยเฉพาะ, ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับซะกาตฟิฏเราะฮ์ ... ดังสิ่งที่เข้าใจได้จากโองการก่อนหน้านี้ ...

แม้ว่า สำนวนในอัล-กุรฺอ่านจะมีความหมายกว้างๆและครอบคลุมซะกาตทุกชนิดดังความเข้าใจของนักวิชาการกลุ่มแรกก็จริง แต่ในเมื่อมีหลักฐานจากหะดีษที่ ถูกต้อง มา “จำกัด” ผู้รับซะกาตฟิฏเราะฮ์ว่า หมายถึง “บรรดาคนยากจน” โดยเฉพาะแล้ว ตามหลักการที่ถูกต้อง จึงต้องเป็นไปตามหลักฐานชี้เฉพาะนั้น ...
ในทัศนะส่วนตัวของผม มองว่า --- ทัศนะของนักวิชาการที่กล่าวว่า ซะกาตฟิฏเราะฮ์ จะต้องมอบให้แก่บรรดาคนยากจนโดยเฉพาะ --- น่าจะเป็นทัศนะที่ถูกต้องกว่าในแง่ของความมั่นใจภาคปฏิบัติ, และในแง่ของหลักฐาน ...

ในแง่ของความมั่นใจภาคปฏิบัติ ก็ดังที่กล่าวมาแล้วว่า การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์ให้แก่คนยากจน เป็นเรื่องถูกต้องโดยไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ .... ต่างกับการจ่ายให้แก่ผู้อื่น ซึ่งนักวิชาการ ยังมีทัศนะขัดแย้งกันว่า จะใช้ได้ ( เศาะฮ์) หรือไม่ ? ....

สำหรับในแง่ของหลักฐานนั้น ก่อนอื่นก็ให้เรามาดูหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องซะกาตฟิฏเราะฮ์ .. โดยเฉพาะ ในประเด็นของสาเหตุที่มีบทบัญญัติของซะกาตนี้, การกำหนดตัวผู้รับซะกาต, การกำหนดเวลาการจ่ายซะกาต และการกำหนดเวลาสิ้นสุดการจ่ายซะกาต .... จากหะดีษบทหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ...
ท่านอิบนุ อับบาส ร.ฎ. ได้กล่าวว่า ....
فَرَضَ رَسُوْلُ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ زَكَاةَ الْفِطْرِ طُهْرَةً لِلصَّائِمِ مِنَ اللَّغْوِ وَالرَّفَثِ، وَطُعْمَةً لِلْمَسَاكِيْنِ، مَنْ اَدَّاهَـاقَبْلَ الصَّلاَةِ فَهِيَ زَكَاةٌ مَقْبُوْلَـةٌ، وَمَنْ اَدَّاهَـابَعْدَالصَّلاَةِ فَهِيَ صَدَقَةٌ مِنَ الصَّدَقَاتِ ..
“ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กำหนด (ฟัรฺฎู) ซะกาตฟิฏเราะฮ์ขึ้น ก็เพื่อ(ชำระ)ให้ผู้ถือศีลอด บริสุทธิ์จากคำพูดที่ไร้สาระและคำพูดที่หยาบคาย(ขณะกำลังถือศีลอด) และเพื่อเป็นอาหารของคนยากจน, ผู้ใดที่บริจาคมันก่อนการนมาซอีด มันก็คือ ซะกาตที่ถูกรับรอง (เป็นซะกาตบังคับอย่างถูกต้อง) และผู้ใดที่บริจาคมันหลังจากนมาซอีดแล้ว มันก็จะเป็นเพียงการบริจาคทานธรรมดา (เศาะดะเกาะฮ์สุนัต) เหมือนๆกับการบริจาคทานทั่วไปเท่านั้น” ...

(บันทึกโดย ท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 1609, ท่านอิบนุมาญะฮ์ หะดีษที่ 1827, ท่านอัด-ดารุกุฏนีย์ เล่มที่ 2 หน้า 138, ท่านอัล-หากิม หะดีษที่ 1488, และท่านอัล-บัยฮะกีย์ เล่มที่ 4หน้า 163) ...

อธิบาย
หะดีษบทนี้ ให้บทเรียนและความรู้หลายอย่าง คือ ...

(1). นอกจากจะแจ้งให้ทราบว่า ซะกาตฟิฏเราะฮ์เป็นฟัรฺฎู (ข้อบังคับ)แล้ว หะดีษบทนี้ยังแจ้งให้ทราบอีกว่า “เหตุผล” ที่ซะกาตฟิฏเราะฮ์ถูกฟัรฺฎูขึ้นมา ก็เพราะสาเหตุ 2 ประการด้วยกัน คือ ...
ก. เพื่อชดเชยความบกพร่องด้านวจีกรรมของผู้ถือศีลอด
ข. เพื่อเป็นอาหารแก่คนยากจน
... ซึ่งแสดงว่า ถ้าไม่เพราะเหตุผลทั้ง 2 ประการนี้ ซะกาตฟิฏเราะฮ์ก็ไม่จำเป็นต้องถูกฟัรฺฎูขึ้นมา ...
และจากเหตุผลข้อที่ 2 นี้ ท่านอบู-อัฎฎ็อยยิบ อาบาดีย์ จึงได้กล่าวในการอธิบายหนังสือ “สุนัน อัด-ดารุกุฎนีย์” ว่า ....

فِيْهِ دَلِيْلٌ عَلَى اَنَّ الْفِطْرَةَ تُصْرَفُ فِي الْمَسَاكِيْنِ، دُوْنَ غَيْرِهِـمْ مِنْ مَصَارِفِ الزَّكَاةِ
“ในข้อความที่ว่า .. และเพื่อเป็นอาหารแก่คนยากจน ..นี้ เป็นหลักฐานแสดงว่า แท้จริงซะกาตฟิฏเราะฮ์นั้น จะต้องถูกมอบให้แก่คนยากจนเท่านั้น, มิใช่อื่นใดจากบรรดาผู้ที่มีสิทธิรับซะกาตทั้งหลาย” ...
(โปรดดู “สุนัน อัด-ดารุกุฎนีย์” เล่มที่ 2 หน้า 138)

และท่านอิบนุ้ล ก็อยยิม อัล-ญูซียะฮ์ ก็ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ซาดุ้ล มะอาด” ว่า ... .
وَكَانَ مِنْ هَدْيِـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسّلَّمَ تَخْصِيْصُ الْمَسَاكِيْنِ بِـهَذِهِ الصَّدَقَةِ، وَلَمْ يَكُنْ يُقَسِّمُهَاعَلَى اْلأصْنَافِ الثَّمَانِيَةِ قَبْضَةً قَبْضَةً، وَلاَ اَمَرَبِذَلِكَ وَلاَ فَعَلَهُ أحَدٌمِنْ اَصْحَابِـهِ، وَلاَ مَنْ بَعْدَهُـمْ، بَلْ اَحَدُالْقَوْلَيْنِ عِنْدَنَا اَنَّهُ لاَيَجُوْزُ اِخْرَاجُهَااِلاَّ عَلَى الْمَسَاكِيْنِ خَـاصَّةً وَهَـذَاالْقَوْلُ اَرْجَحُ مِنَ الْقَوْلِ بِوُجُوْبِ قِسْمَتِهَا عَلَى اْلأصْنَافِ الثَّمَانِيَةِ ......
“และส่วนหนึ่งจากทางนำของท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมก็คือ การ “จำกัดเฉพาะคนยากจน” เกี่ยวกับซะกาตฟิฏเราะฮ์, ท่านไม่เคยเลยที่จะแบ่งมันให้แก่ผู้รับ 8 จำพวก คนละกำ คนละกำ, ท่านไม่เคยสั่งอย่างนี้ และไม่เคยมีเศาะหาบะฮ์ของท่านคนใดกระทำอย่างนี้ รวมทั้งบุคคลยุคหลังๆจากพวกเขา ... ทว่า หนึ่งจาก 2 ทัศนะสำหรับเราก็คือ ไม่อนุญาตให้บริจาคมันแก่ผู้ใดยกเว้นคนยากจนโดยเฉพาะเท่านั้น, ซึ่งทัศนะดังกล่าวนี้ มีน้ำหนักมากกว่าทัศนะที่ว่า จำเป็นจะต้องแบ่งมันให้แก่ผู้รับทั้ง 8 จำพวก ..
(โปรดดูหนังสือ “ซาดุ้ล มะอาด” เล่มที่ 1 หน้า 185)

(2). จากข้อความของหะดีษนี้ที่ว่า ... ผู้ใดบริจาคมันก่อนการนมาซอีด มันก็คือซะกาตที่ถูกรับรอง, และผู้ใดที่บริจาคมันหลังจากนมาซอีดแล้ว มันก็จะเป็นเพียงการบริจาคทานธรรมดา ... แสดงว่า ซะกาตฟิฏเราะฮ์จะคงสภาพความเป็นซะกาต ก็ต่อเมื่อได้บริจาคมันภายในเวลาที่ถูกกำหนด .. คือ ก่อนการนมาซอีดเท่านั้น ...
ท่านอิบนุ้ล ก็อยยิม อัล-ญูซียะฮ์ ได้นำเสนอหะดีษ 2 บทในหนังสือ “ซาดุ้ล มะอาด” เล่มที่ 1 หน้า 185 ... คือ หะดีษของท่านอิบนุ อับบาส ร.ฎ. ข้างต้น, และหะดีษจากการรายงานของท่านอิบนุ อุมัรฺ ร.ฎ. ดังการบันทึกของท่านบุคอรีย์และท่านมุสลิม ซึ่งมีข้อความว่า ... “ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้ใช้พวกเราให้จ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์ ก่อนประชาชนออกไปทำการนมาซอีด” ...
แล้วท่านอิบนุ้ล ก็อยยิม ก็กล่าวอธิบายเพิ่มเติมว่า ....
وَمُقْتَضَى هَـذَيْنِ الْحَدِيْـثَيْنِ اَنَّـهُ لاَ يَجُوْزُ تَأْخِيْرُهَـاعَنْ صَلاَةِ الْعِيْدِ، وَاَنَّـهَا تَفُوْتُ بِالْفَرَاغِ مِنَ الصَّلاَةِ، وَهَـذَا هُوَالصَّوَابِ .......
“และเป้าหมายของหะดีษทั้ง 2 บทนี้ก็คือ ไม่อนุญาตให้ล่าช้าในการบริจาคซะกาตฟิฏเราะฮ์จนหลังจากนมาซอีด, และแท้จริง ซะกาตฟิฏเราะฮ์ถือว่า สิ้นสภาพของมัน หลังจากเสร็จสิ้นการนมาซอีดแล้ว, นี่คือ (ทัศนะ) ที่ถูกต้อง” ...
ดังนั้น เมื่อเสร็จสิ้นจากการนมาซอีดแล้ว ฟิฏเราะฮ์ก็จะสิ้นสภาพจากการเป็นซะกาตฟัรฺฎู กลับกลายมาเป็นการบริจาคทาน (เศาะดะเกาะฮ์) ธรรมดาทันที คือ จะบริจาคหรือไม่บริจาคก็ได้, มิใช่เป็นข้อบังคับอีกต่อไป และไม่มีหลักฐานว่า วาญิบจะต้องบริจาคชดใช้ (กอฎออ์) หลังจากนั้น ... ทว่า ผู้ที่มิได้บริจาคซะกาตฟิฎเราะฮ์ก่อนการนมาซอีดโดยเจตนา จะมีบาปฐานเจตนาฝ่าฝืนบทบัญญัติของศาสนาในเรื่องนี้ ...
โดยนัยนี้ ซะกาตฟิฏเราะฮ์ จึงมีลักษณะเป็นเพียง “ซะกาตเฉพาะกิจ” ที่มีกำหนดเวลาเท่านั้น, มิใช่เป็น “ซะกาตถาวร” เหมือนซะกาตทรัพย์สินอื่นๆ ....
ท่านอัช-เชากานีย์ได้กล่าวในหนังสือ “นัยลุ้ล เอาฏอรฺ” ว่า ....
وَقَدْ ذَهَبَ الْجُمْهُوْرُ اِلَى اَنَّ اِخْرَاجَهَا قَبْلَ صَلاَةِ الْعِيْدِ اِنَّمَاهُوِ مُسْتَحَبٌّ فَقَطْ، وَجَزَمُوْابِأَنَّـهَا تُجْزِئُ اِلَى آخِرِيَوْمِ الْفِطْرِ، وَالْحَدِيْثُ يَرُدُّ عَلَيْهِمْ ...
“นักวิชาการส่วนใหญ่ (ญุมฮูรฺ) ถือว่า การบริจาคซะกาตฟิฏเราะฮ์ก่อนการนมาซอีด เป็นเพียงสิ่งที่ชอบให้กระทำเท่านั้น และพวกเขายึดถือมั่นว่า อนุญาตให้บริจาคมันได้ จนสิ้นวัน (อีด) นั้น แต่หะดีษบทนี้ คือสิ่งที่หักล้าง (ทัศนะ) ของพวกเขา” ...
(โปรดดู หนังสือ “นัยลุ้ล เอาฏอรฺ” เล่มที่ 4 หน้า 256) ...

ข้อแตกต่างระหว่างซะกาตฟิฎเราะฮ์กับซะกาตทรัพย์สิน

1. ซะกาตฟิฏเราะฮ์ เป็นซะกาตที่เกี่ยวพันกับ "ตัวคน" ทึี่เป็นมุสลิม ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิง เด็กหรือผู้ใหญ่, เป็นไทหรือเป็นทาส, รวยหรือจน .. ทุกคนวายิบต้องจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์...
แต่ซะกาตทรัพย์สิน เป็นซะกาตที่เกี่ยวพันกับ "ทรัพย์สิน" ..... โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ...ของคนรวย ...
2. ซะกาตฟิฎเราะฮ์ เป็นเพียงซะกาตเฉพาะกิจ, แต่ซะกาตทรัพย์สิน เป็นซะกาตถาวร ...
3. ซะกาตฟิฎเราะฮ์ มีการกำหนดเวลาสิ้นสุดความเป็นซะกาต .. เมื่อหมดเวลา - คือนมาซอีดเสร็จแล้ว - ก็หมดสภาพความเป็นซะกาตซึ่งเป็นทานภาคบังคับทันที ใครบริจาคหลังจากหมดเวลาก็จะเป็นแค่การบริจาคทานธรรมดา ไม่ใช่ซะกาตอีกต่อไป และไม่มีหลักฐานว่าเมื่อหมดเวลาแล้วก็ให้บริจาคชดใช้ภายหลังอีก ...
แต่ซะกาตทรัพย์สิน ไม่มีการกำหนดเวลาสิ้นสุด! ผู้ที่มิได้จ่ายมันเมื่อครบกำหนด ก็วาญิบให้เขารีบจ่ายมันหลังจากนั้น ไม่ว่าจะนานสักเท่าใดก็ตาม,ไม่มีคำว่า “หมดเวลา” เหมือนซะกาตฟิฎเราะฮ์ ...
ดังนั้น ซะกาตฟิฎเราะฮ์ จึงมี “จุดเหมือน” กับซะกาตทรัพย์สินเพียงเฉพาะ “ชื่อ” (คือคำว่า ซะกาต) อย่างเดียวเท่านั้น, แต่ในด้านข้อเท็จจริง ( حقيقة ) แล้ว จะเห็นได้ว่า แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงดังกล่าวมาแล้ว จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะต้องนำหลักการเกี่ยวกับซะกาต มาปรับใช้เหมือนกันทั้งหมด, .....
อย่างน้อย ก็ในด้านตัวผู้ที่มีสิทธิรับซะกาต ! ..ที่มี “ตัวบท” จำแนกมาอย่างชัดเจน .. จากหะดีษของท่านอิบนุ อับบาส ร.ฎ. ที่ผ่านมาแล้ว ...

สรุป
สรุปแล้ว ในทัศนะส่วนตัวของผม เห็นว่า การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์ให้แก่คนยากจนโดยเฉพาะ เป็นเรื่องถูกต้องกว่าการจ่ายให้กับบุคคล 8 จำพวก ด้วยเหตุผลที่ว่า
1. มีหลักฐานจากหะดีษชี้เฉพาะ, ชัดเจนกว่า ...
2. ไม่มีความขัดแย้งจากนักวิชาการท่านใด, ..หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ นักวิชาการมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์แก่คนยากจน ถูกต้องแน่นอน!,
... ตรงกันข้ามกับการจ่ายให้แก่ 8 จำพวกซึ่งเป็นผู้มีสิทธิรับซะกาตทรัพย์สิน เพราะมีนักวิชาการบางกลุ่มคัดค้านว่า .. ใชัไม่ได้ .. ดังข้อมูลที่ผ่านมาแล้วนั้น ....

วัลลอฮุ อะอฺลัม.

วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ซะกาตฟิฏเราะฮ์ หากเราจะจ่ายเป็นเงินตรา (ธนบัตร) แทนการจ่ายเป็นอาหาร (ข้าวสาร) จะได้หรือไม่ ?

ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ผู้ถาม : นักศีกษาจากศูนย์ฯ สถานี 2 หาดใหญ่
ตอบ
เรื่องนี้ เป็นปัญหาที่นักวิชาการมีทัศนะขัดแย้งกันอยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น การจะให้ผม --- ซึ่งมีความรู้แค่หางอึ่ง --- ตอบคำถามนี้ในลักษณะ “ฟันธง” จึงย่อมเป็นไปไม่ได้ ! ...

สิ่งเดียวที่ผมพอจะกระทำได้ในกรณีนี้ก็คือ การให้คำแนะนำได้เพียงว่า เราควรจะปฏิบัติในเรื่องนี้อย่างไร จึงจะปลอดภัยที่สุด, ดีที่สุด, และเสี่ยงน้อยที่สุด ..
.
ซึ่งนั่นก็หมายถึง การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์เป็นอาหาร (ข้าวสาร), มิใช่เป็นธนบัตรหรือเงินตรา ...
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปฏิบัติตามนัยของหะดีษบทหนึ่ง ซึ่งได้แจ้งเหตุผลแห่งการวาญิบซะกาตฟิฏเราะฮ์ไว้ 2 ประการด้วยกัน, เหตุผลข้อแรก เพื่อชดเชยความบกพร่องของผู้ที่ถือศีลอดจากคำพูดที่ไร้สาระและคำพูดที่หยาบคาย, ส่วนเหตุผลข้อที่สองก็คือ طُعْمَةً لِلْمَسَاكِيْنِ หรือ “เพื่อเป็นอาหาร” สำหรับคนยากจน ซึ่งก็ถือว่าข้อความดังกล่าวของหะดีษบทนี้ เป็นเรื่องชัดเจนถึงจุดประสงค์อยู่แล้ว .. และท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ก็ยังได้ “ตอกย้ำ” จุดประสงค์ข้อนี้ ด้วยการกำหนดสิ่งที่ต้องจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์เป็น “อาหารหลัก” ทั้งสิ้น ดังจะได้กล่าวต่อไป ...

นอกจากนั้น นักวิชาการอีกจำนวนมากที่มีทัศนะว่า การจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์เป็นธนบัตรหรือเงินตรานั้น ใช้ไม่ได้ .......

ท่านเช็คมะห์มูดมุหัมมัดค็อฏฏ็อบอัซ-ซุบกีย์ได้กล่าวในหนังสือ“อัล-มันฮัลฯ”อันเป็นหนังสืออธิบายหะดีษของท่านอบูดาวูดเล่มที่ 4 หน้า 235 ว่า ...

لَمْ يُجِزْ أَكْثَرُالْعُلَمَاءِ إخْرَاجَ الْقِيْمَةِ فِيْ زَكَاةِ الْفِطْرِ، وَاَجَازَهُ أبُوْحَنِيْفَةَ، وَكَذَا الْمَالِكِيَّةُ مَعَ الْكَرَاهَةِ
“นักวิชาการส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้จ่ายเป็นราคาอาหารในซะกาตฟิฏเราะฮ์, แต่ท่านอิหม่ามอบู หะนีฟะฮ์อนุญาตให้จ่ายเป็นราคาแทนได้, บรรดานักวิชาการมัสฮับมาลิกีย์ก็ถือว่า ใช้ราคาแทนได้ แต่เป็นเรื่องน่ารังเกียจ” ...

ท่านอิหม่ามอัช-เชากานีย์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 1255) ได้กล่าวในหนังสือ “นัยลุ้ล เอาฏอรฺ” เล่มที่ 4 หน้า 216 ว่า ...
فَالْحَقُّ أنَّ الزَّكَاةَ وَاجِـبَةٌ مِنَ الْعَيْنِ،وَلاَ يُعْدَلُ عَنْهَا اِلَى الْقِيْمَةِ إلاَّ لِعُذْرٍ
“ที่ถูกต้องนั้น เรื่องซะกาตเป็นสิ่งจำเป็นต้องจ่ายเป็นตัวตนของสิ่งของ(ที่ถูกกำหนด)จะเบี่ยงเบนไปจ่ายเป็นราคาของมันแทนไม่ได้ ยกเว้นมีเหตุจำเป็นเท่านั้น”
ท่านอับดุลลอฮ์ บุตรชายของท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัล ได้กล่าวในหนังสือ “อัล-มะซาอิล” อันเป็นหนังสือที่ท่านได้รวบรวมคำฟัตวา (ชี้แจง) ของบิดาของท่านในปัญหาต่างๆ หน้า 171 มีข้อความว่า ...
َسَمِعْتُ أَبِيْ يَكْرَهُ أنْ يُعْطِيَ الْقِيْمَةَ فِيْ زَكَاةِ الْفِطْرِ، يَقُوْلُ : أَخْشَى إنْ اَعْطَي الْقِيْمَةَ ألاَّ يُجْزِئَـهُ ذَلِكَ
“ฉันเคยได้ยินบิดาของฉัน ( ท่านอิหม่ามอะห์มัด) แสดงความรังเกียจ (คือ ไม่เห็นด้วย) ต่อการที่บุคคลใดจะจ่ายเป็นราคาในซะกาตฟิฏเราะฮ์, โดยท่านกล่าวว่า : ฉันกลัวว่า หากเขาจ่ายเป็นราคาแล้ว มันจะใช้ไม่ได้นะซิ” ...

และบุตรชายอีกคนของท่านอิหม่ามอะห์มัด คือท่านศอลิห์ (ซอและห์)ก็ได้บันทึกไว้ในหนังสือ “อัล-มะซาอิล” อีกเล่มหนึ่ง หน้า 276 (หมายเลข 978) มีข้อความว่า .
قَالَ : تُوْضَعُ السُّـنَنُ عَلَى مَوَاضِعِهَا ! قَالَ اللُّـهُ : فَإطْعَامُ سِـتِّيْنَ مِسْكِيْن (سورة المجادلة، أيـة 4) وَلَمْ يَأْمُرْنَابِالْقِيمْةَ! وَلاَ بِالشَّـْئِ، نُعْطِيْ مَااُمِرْنَاَ.....
ท่านอิหม่ามอะห์มัดกล่าวว่า ... “ซุนนะฮ์ต่างๆของท่านรอซู้ลฯ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม จะต้องถูกวางไว้ ณ ตำแหน่งของมัน ! พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงดำรัสว่า .. ]และบรรดาผู้ที่ศิฮารฺ ( คือกล่าวเปรียบเทียบภรรยาของตนเองว่าเป็นแม่ของตน ซึ่งถือเป็นการหย่าร้างอีกรูปแบบหนึ่ง) แล้วหลังจากนั้น พวกเขาจะคืนกลับถ้อยคำที่พวกเขาได้กล่าวไว้ (คือ ต้องการจะกลับมาอยู่ร่วมกับนางอีก) ดังนั้น (สิ่งที่พวกเขาจำเป็นจะต้องปฏิบัติก็คือ) การปล่อยทาสหนึ่งคนก่อนที่เขาทั้งสองจะแตะต้อง (มีเพศสัมพันธ์) กัน นั่น คือสิ่งซึ่งพวกเจ้าถูกตักเตือนไว้ และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ยิ่งในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ, ส่วนผู้ที่ไม่สามารถหาทาสได้ ก็ให้เขาถือศีลอดสองเดือนติดต่อกันก่อนที่เขาทั้งสองจะแตะต้อง (ร่วมหลับนอน) กัน,... สำหรับผู้ไม่สามารถจะถือศีลอดได้[ ก็ต้องให้อาหารคนยากจน หกสิบคน ..(ซูเราะฮ์ อัล-มุญาดะละฮ์, อายะฮ์ที่ 4) .. พระองค์อัลลอฮ์มิได้ใช้เราให้จ่ายเป็นราคาหรือสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น ดังนั้น เราก็ต้องบริจาคในสิ่งที่เราถูกใช้เท่านั้น (คือ เลี้ยงอาหารคนยากจนหกสิบคน, มิใช่ให้เงินพวกเขาแทนการเลี้ยงอาหารเพื่อให้พวกเขานำไปซื้ออะไรก็ได้ที่พวกเขาประสงค์) ...

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเราหันกลับไปดูหลักฐานต่างๆที่รายงานมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มน้ำหนักเรื่องการบริจาคซะกาตฟิฏเราะฮ์เป็นอาหารมากยิ่งขึ้น เพราะไม่ว่าจะพิจารณาจากหะดีษที่เป็นคำสั่งของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมก็ดี, หรือหะดีษที่เป็นรายงานการกระทำของเศาะหาบะฮ์ก็ดี, ล้วนรายงานมาตรงกันว่า เป็นคำสั่งและภาคปฏิบัติด้วยการบริจาคซะกาตฟิฏเราะฮ์ เป็นอาหารทั้งสิ้น ..

ที่เป็นรายงานจากคำสั่งของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมก็คือ หะดีษซึ่งรายงานมาจากท่านอิบนุ อุมัรฺ ร.ฎ. มีข้อความว่า ...
فَرَضَ رَسُوْلُ اللُّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ زَكَاةَ الْفِطْرِمِنْ رَمَضَانَ صَاعًا مِنْ تَمْرٍ اَوْصَاعًا مِنْ شَعِـْيٍر عَلَى الْعَبْدِ وَالْحُرِّ وَالذَّكَرِ وَالاْنُثْىَ وَالصَّغِيْرِ وَالْكَبِيْرِ مِنَ الْمُسْلِمِيْنَ ...
“ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กำหนดซะกาตฟิฏเราะฮ์จากเดือนรอมะฎอน, หนึ่งศออฺจากอินทผาลัมแห้ง หรือหนึ่งศออฺจากข้าวบาร์เลย์ ต่อผู้เป็นทาส, ผู้เป็นไท, ผู้ชาย, ผู้หญิง, เด็ก และผู้ใหญ่ ที่เป็นมุสลิม” ...

(บันทึกโดย ท่านบุคอรีย์, หะดีษที่ 1504, ท่านมาลิกใน “อัล-มุวัฏเฏาะอ์” หะดีษที่ 632, ท่านมุสลิม หะดีษที่ 12 /984, ท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 1611, ท่านอัน-นซาอีย์ หะดีษที่ 2499, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 676, ท่านอัด-ดาริมีย์ หะดีษที่ 1661, ท่านอิบนุมาญะฮ์ หะดีษที่ 1826, และผู้บันทึกหะดีษท่านอื่นๆอีก) ...

ส่วนรายงานที่เป็นการกระทำของเศาะหาบะฮ์นั้น ก็คือ คำพูดของท่านอบูสะอีด อัล-คุดรีย์ ร.ฎ. ซึ่งกล่าวว่า ...
كُنَّا نُخْـِرجُ فِيْ عَهْدِ رَسُوْلِ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَوْمَ الْفِطْرِ صَاعًا مِنْ طَعَامٍ، وَقَالَ اَبُوْ سَعِيْدٍ : وَكَانَ طَعَامُنَا الشَّعِيْرَ وَالزَّبِيْبَ وَالإْقْطَ وَالتَّمْرَ ....
“พวกเรา (หมายถึงบรรดาเศาะหาบะฮ์) ได้บริจาคซะกาตฟิฏเราะฮ์ในสมัยของท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม เป็น "อาหารปริมาณ 1 ศออฺ” ท่านอบูสะอีด กล่าวต่อไปว่า “และอาหารของพวกเราก็คือ ข้าวบาร์เลย์, ลูกเกด, เนยแข็ง, และอินทผาลัมแห้ง” ...
(บันทึกโดย ท่านบุคอรีย์, หะดีษที่ 1510)

ส่วนแนวคิดของท่านอิหม่ามอบูหะนีฟะฮ์ และผู้ที่มีทัศนะตรงกันกับท่าน ที่อนุญาตให้จ่ายเป็นราคาหรือเงินตรา แทนการบริจาคเป็นอาหารในซะกาตฟิฏเราะฮ์ได้นั้น แนวคิดดังกล่าว มิได้มาจากหลักฐานหรืออ้างอิงหลักฐานใดๆ แต่เป็นเรื่องของการใช้เหตุผล ...

เหตุผลดังกล่าวก็คือ มุมมองที่ว่า การบริจาคซะกาตฟิฏเราะฮ์ด้วยราคาของอาหารหรือเงิน จะสอดคล้องและสนองความต้องการของคนยากจนได้ดีกว่าการให้เป็นอาหารจริงๆ เพราะคนยากจนสามารถนำเงินดังกล่าว ไปซื้อสิ่งของที่จำเป็นอื่นๆได้หลากหลายตามความประสงค์ ซึ่งแตกต่างกับการบริจาคเป็นอาหาร ที่ผู้รับไม่อาจจะนำไปแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของอย่างอื่นได้โดยสะดวก นอกจากต้องนำไปขายเสียก่อน ...
พูดง่ายๆก็คือ คนยากจนในยุคหลังๆ ต้องการรับบริจาคเป็นเงิน มากกว่าการรับบริจาคเป็นอาหาร เพราะเงิน จะมีความสะดวกและสอดคล้องกับความต้องการมากกว่า,

แต่เหตุผลดังกล่าว ก็มีข้อโต้แย้งได้ดังนี้ ...
1. สมมุติหากความสะดวกและการสอดคล้องกับความต้องการ คือ "เหตุผล" ในการอนุญาตให้เปลี่ยนจากบริจาคอาหารตามคำสั่งของท่านรอซู้ลฯศ็อลลัลลอฮุอะลัยวะซัลลัม มาเป็นบริจาคเงินตราแทนได้ในเรื่องซะกาตฟิฏเราะฮ์ ...
เราจะอธิบายอย่างไรในอายะฮ์ที่ 4 ของซูเราะฮ์ อัล-มุญาดะละฮ์ที่ผ่านมาข้างต้น ?...
เพราะหากผู้ซึ่งตกอยู่ในภาวะดังกล่าวไม่สามารถจะปลดปล่อยทาส 1 คนได้, และไม่สามารถจะถือศีลอดสองเดือนติดต่อกันได้ เขาจะอ้าง "เหตุผล" อย่างเดียวกันนี้ จ่ายเงินให้คนยากจน 60 คน แทนการบริจาคอาหารตามที่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงสั่งไว้ในอัล-กุรฺอ่าน จะได้หรือไม่ ? ...

2. ไม่มีผู้ใดปฏิเสธว่า ในยุคสมัยแห่งการประทานบทบัญญัติต่างๆ คือ ยุคสมัยของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมนั้น ก็ปรากฏว่า มีเงินตราสำหรับการซื้อขายแลกเปลี่ยน --- คือเงินดีนารฺและเงินดิรฺฮัม --- เช่นเดียวกับการใช้เงินตราหรือธนบัตรในยุคปัจจุบันทุกประการ มิได้แตกต่างกันเลย ...
แต่ทั้งๆที่มีเงินตราใช้อยู่แล้ว เหตุใด ท่านรอซู้ล ฯ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมจึงได้กำหนดซะกาตฟิฏเราะฮ์เป็นอาหาร, มิได้กำหนดเป็นเงินตรา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่คนยากจนในสมัยของท่านที่ต้องการเงิน เพื่อนำไปซื้อสิ่งของที่จำเป็นอื่นๆเหมือนคนยากจนในสมัยนี้ ดังข้ออ้างของพวกเรา ? ...

3. ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่ใครๆก็ปฏิเสธมิได้ นั่นคือ ไม่ว่ายุคนี้หรือยุคไหน คนยากจน ย่อมมีความต้องการในเรื่องปัจจัยยังชีพที่จำเป็น – ไม่ว่าในเรื่องอาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ที่อยู่อาศัย ฯลฯ -- เหมือนๆกันทั้งสิ้น ...
เรามีหลักฐานที่ไหนมายืนยันหรือว่า .. คนยากจนในยุคสมัยของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ต้องการ “เงินตรา” เพื่อใช้จ่ายในสิ่งจำเป็นอื่นๆ น้อยกว่าคนยากจนในสมัยของเรา ? ...

สรุปแล้ว ไม่ว่าจะมองกันในแง่ไหนมุมไหน ผมก็ยังเห็นว่า สิ่งที่ดีสุด, มั่นใจที่สุด, และไม่มีการเสี่ยงใดๆในการจ่ายซะกาตฟิฏเราะฮ์ ก็คือ การบริจาคเป็นอาหาร (ข้าวสาร), ทั้งนี้ ก็เพราะไม่มีความขัดแย้งใดๆในเรื่องนี้จากนักวิชาการตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน ...

ซึ่งต่างกับการบริจาคเป็นเงินตรา .. เพราะนอกจากจะเป็นเพียงเหตุผลล้วนๆที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุนแล้ว นักวิชาการจำนวนมากยังถือว่า ไม่เป็นที่อนุญาต .. ดังข้อมูลที่อธิบายผ่านมาแล้ว ...


วัลลอฮุ อะอฺลัม



วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การจ่ายซะกาตสินค้า


ตามทัศนะนักวิชาการส่วนใหญ่ สินค้าในร้านที่เหลือเมื่อครบรอบปีก็ให้ประเมินราคาแล้วนำราคาประเมินนั้นไปรวมกับเงินสดสุทธิที่มีอยู่ หากครบอัตราขั้นต่ำ (นิศอบ) ของซะกาต ก็ต้องจ่ายซะกาต

แต่ในด้านหลักฐาน เท่าที่ผมตรวจสอบหะดีษเกี่ยวกับเรื่องวายิบ "ซะกาตสินค้า" นี้ ก็ไม่เจอหะดีษที่ถูกต้องแม้แต่บทเดียว ตรงกันข้าม หะดีษในเรื่องนี้ล้วนมีสายรายงานอ่อนทั้งสิ้น ซึ่งผมก็ได้ทำการวิเคราะห์หะดีษเหล่านี้ไปแล้วในเรื่อง" ซะกาตสินค้า" ของผม ด้วยเหตุนี้ จึงมีนักวิชาการจำนวนหนึ่งกล่าวว่า ไม่วายิบจ่ายซะกาตสินค้าในร้านเพราะไม่มีหลักฐานที่ถูกต้องครับ

 วัลลอฮุอะอฺลัม

..............................
อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

วันอังคารที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เมื่อไม่มีอาหารเหลือต้องจ่ายฟิตเราะฮไหม




ขอถามท่านผู้รู้หน่อยครับ
เรื่องการจ่ายซากาตฟิตร์
หากชายผู้หนึ่งไม่มีทรัพย์สินเพียงพอหรือไม่มีเลยแต่เขามีลูก(ญ-ช) 2คนที่ต้องเลี้ยงดู
เขาจำเป็นต้องจ่ายซากาตไหมครับ
“””””””””””””””””””””””””
ตอบ
เมื่อไม่มี ก็ไม่ต้องจ่าย เพราะศาสนา ไม่บังคับผู้ใด ในสิ่งที่เกินความสามารถของเขา
พระองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับความสามารถในการปฏิบัติของแต่ละคนว่า
((لَا يُكَلِّفُ اللَّهُ نَفْسًا إِلَّا وُسْعَهَا]
“อัลลอฮฺจะไม่บังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใดนอกจากตามความสามารถที่มีอยู่ของชีวิตนั้น”
สูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ อายัต 286
อิหม่ามนะวาวีย์ได้ระบุคำพูดของ อัชชิรอซีย์ ว่า
وَلَا تَجِبُ إلَّا عَلَى مَنْ فَضَلَ عَنْ قُوتِهِ وَقُوتِ مَنْ تَلْزَمُهُ نَفَقَتُهُ وَقْتَ الْوُجُوبِ مَا يُؤَدِّي فِي الْفِطْرَةِ ، فَإِنْ لَمْ يَفْضُلْ عَنْ نَفَقَتِهِ شَيْءٌ لَمْ تَلْزَمْهُ ; لِأَنَّهُ غَيْرُ قَادِرٍ
และไม่จำเป็น นอกจาก บนผู้ที่อาหารของเขาและอาหารของผู้ที่เขามีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดู เหลือ ในเวลาที่จำเป็นต้องจ่าย ในซะกาตฟิตเราะฮ เพราะว่าเขาไม่มีความสามารถ – อัลมัจญมัวะ เล่ม ๖ หน้า ๖๓
และท่านอิหม่ามนะวาวีย์ได้กล่าวอีกว่า
قال ابن المنذر : وأجمعوا على أن من لا شيء له فلا فطرة عليه
อิบนุมันซีร กล่าวว่า พวกเขา(นักวิชาการ) มีมติเอกฉันท์ ว่า ผู้ที่ไม่มีสิ่งใดๆเลยสำหรับเขา ก็ไม่มีการจ่ายซะกาตฟิตเราะฮ บนเขาผู้นั้น - อัลมัจญมัวะ เล่ม ๖ หน้า ๖๘
ความจริง อัลกุรอ่านระบุจัดเจนอยู่แล้วว่า ศาสนาจะไม่บังคับในสิ่งที่เกินความสามารถของมนุษย์ แล้วเมื่อเขาไม่มี ก็ไม่ต้องจ่าย

والله أعلم بالصواب

อะสัน  หมัดอะดั้ม



วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2558

ผู้มีสิทธิ์รับซะกาต



ผู้มีสิทธิ์รับซะกาต มีบัญญัติไว้ในอัลกุรอาน บทที่ 9 โองการที่ 60 ซึ่งมีจำนวน 8 ประเภท ดังนี้
1. ยากจน หมายถึง คนที่ยากไร้ ไม่มีทรัพย์สมบัติ ไม่มีค่าใช้จ่ายประจำวันและไม่มีอาชีพทำ ให้จ่ายซะกาตให้เพียงพอที่พวกเขาจะได้นำไปเป็นทุนดำเนินอาชีพต่อไป
2. คนขัดสน หมายถึง บุคคลที่มีอาชีพทำ แต่รายได้ไม่พอเพียงกับรายจ่าย ให้บริจาคซะกาตเพื่อช่วยเพิ่มทุนอาชีพ หรือเสริมในส่วนที่ขาด
3. ผู้เข้ารับอิสลาม หมายถึง บุคคลที่นับถือศาสนาอื่นและเข้ามารับอิสลาม ให้จ่ายซะกาตแก่เขา แม้เขาจะมีฐานะดีก็ตาม เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เขา
4. เจ้าหน้าที่จัดการเกี่ยวกับซะกาต หมายถึง เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐ หรือ องค์การที่มีอำนาจจัดตั้งโดยไม่มีค่าตอบแทนในการจัดเก็บ รวบรวมและจ่ายซะกาตแก่ผู้มีสิทธิ์ ให้จ่ายซะกาตเป็นค่าตอบแทนแก่เขา และหากเขามีค่าตอบแทนจากรัฐหรือองค์การแล้ว เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะรับซะกาตเป็นค่าตอบแทนซ้ำซ้อนอีก
5. ทาสที่จะไถ่ตัวเอง หมายถึง ทาสที่ต้องการค่าไถ่ตัวจากนาย เพื่อเป็นเสรีชน โดยนายทาสได้อนุญาตให้หาค่าไถ่ตัว ให้รับซะกาตได้เฉพาะเท่าจำนวนที่จะนำไปไถ่ตัวเท่านั้น
6. ผู้มีหนี้สิน หมายถึง บุคคลที่เป็นหนี้ในทางที่ไม่ผิดต่อบทบัญญัติศาสนา เช่น เป็นหนี้เพราะความจำเป็นเฉาะหน้า เป็นหนี้เพราะช่วยเหลือผู้อื่น เป็นหนี้เพราะไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอมกรณีพิพาท เป็นต้น ให้รับซะกาตตามจำนวนหนี้สินที่เขามีอยู่เท่านั้น
7. ผู้พลัดถิ่น หมายถึง ผู้เดินทางที่ขาดปัจจัยการเดินทาง ให้เขารับซะกาตได้เฉพาะที่จะจ่ายในการเดินทางเท่านั้น
8. ในทางของอัลลอฮฺ หมายถึง บุคคลที่สละชีวิตของตนเองในทางของอัลลอฮฺ เพื่อปกป้องอธิปไตยของศาสนา และเชิดชูศาสนาให้สูงส่ง ให้เขารับซะกาตเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานของเขา