อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ละหมาด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ละหมาด แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การทำความสะอาดเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการละหมาด




                        การทำความสะอาดเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการละหมาด การละหมาดของบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น จะไม่ถูกตอบรับหากปราศจากเงื่อนไขดังกล่าว

ท่านอับดุลลอฮฺ บิน อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า ท่านนบีมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  กล่าวว่า

«لا تُقْبَلُ صَلاةٌ بِغَيْرِ طُهُوْرٍ ، وَلا صَدَقَةٌ مِنْ غُلُوْلٍ» [مسلم برقم 224]

“การละหมาดที่ปราศจากความสะอาดจะไม่ถูกตอบรับ เช่นเดียวกับทานเศาะดะเกาะฮฺที่ได้มาจากการยักยอก”
(มุสลิม หะดีษเลขที่ 224)

ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  กล่าวว่า

«لا تُقْبَلُ صَلاةُ مَنْ أَحْدَثَ حَتى يَتَوَضَّأ» [البخاري برقم 135، ومسلم برقم 225]

“ การละหมาดของผู้ที่มีหะดัษจะไม่ถูกตอบรับ จนกว่าเขาจะอาบน้ำละหมาด”
(อัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 135 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 225)


วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

อุลามาอ์มัซฮับชาฟีอีย์ ยืนยันอิหม่ามชาฟีอีย์ไม่เคยให้กล่าวคำเหนียต


อิหม่ามอัลมาวัรดีย์กล่าวว่า

قَالَ أَبُو عَبْدِ اللَّهِ الزُّبَيْرِيُّ - مِنْ أَصْحَابِنَا - : لَا يُجْزِئُهُ حَتَّى يَتَلَفَّظَ بِلِسَانِهِ تَعَلُّقًا بِأَنَّ الشَّافِعِيَّ قَالَ فِي كِتَابِ " الْمَنَاسِكِ " : وَلَا يَلْزَمُهُ إِذَا أَحْرَمَ بِقَلْبِهِ أَنْ يَذْكُرَهُ بِلِسَانِهِ وَلَيْسَ كَالصَّلَاةِ الَّتِي لَا تَصِحُّ إِلَّا بِالنُّطْقِ فَتَأَوَّلَ ذَلِكَ عَلَى وُجُوبِ النُّطْقِ فِي النِّيَّةِ

อบูอับดุลลอฮ อัซซุบัยรีย์ จากสะหายของเรา กล่าวว่า “ มัน(การเนียต)จะใช้ไม่ได้ จนกว่า เขาจะกล่าวด้วยวาจาของเขา โดยอ้างว่า ชาฟิอีกล่าวในหนังสือ อัลมะนาสิกว่า “และเมื่อเขาเจตนาเอียะรอม ด้วยใจของเขาแล้ว ก็ไม่จำเป็นแก่เขาว่าจะต้องกล่าวมันด้วยวาจาของเขา โดยที่ไม่เหมือนกับละหมาด ซึ่ง มันจะใช้ไม่ได้ นอกจากต้องด้วยการกล่าวเป็นคำพูด ดังนั้น ดังกล่าวนั้น หมายถึงจำเป็นจะต้องกล่าวด้วยวาจาในการเนียต 
– ดูอัลหาวีย์อัลกะบีร เล่ม 2 หน้า 204

แล้วอิหม่ามอัลมาวัรดี ก็กล่าวแย้ง ข้ออ้างของอัซซุบัยดีย์ว่า

وَهَذَا فَاسِدٌ ، وَإِنَّمَا أَرَادَ وُجُوبَ النُّطْقِ بِالتَّكْبِيرِ

และนี้คือ เป็นคำพูดที่ผิดพลาด ความจริง เขา(อิหม่ามชาฟิอี) หมายถึง การกล่าวตักบีร ด้วยวาจา 
-ดูอัลหาวีย์อัลกะบีร เล่ม 2 หน้า 204

อิหม่ามนะวาวีย์ ก็ได้ชี้แจงไว้เช่นกัน วาเป็นการเข้าใจที่ผิดพลาด
ท่านกล่าวว่า

قَالَ أَصْحَابُنَا : غَلِطَ هَذَا الْقَائِلُ ، وَلَيْسَ مُرَادُ الشَّافِعِيِّ بِالنُّطْقِ فِي الصَّلَاةِ هَذَا ، بَلْ مُرَادُهُ التَّكْبِيرُ وَلَوْ تَلَفَّظَ بِلِسَانِهِ وَلَمْ يَنْوِ بِقَلْبِهِ لَمْ تَنْعَقِدْ صَلَاتُهُ بِالْإِجْمَاعِ فِيهِ

บรรดาสหายของเรากล่าวว่า ผู้พูดคนนี้(คนที่อ้างคำพูดชาฟิอี)นั้นผิดพลาด ความต้องการของอิหม่ามชาฟิอี ไม่ได้หมายถึงกล่าว(คำเนียต)เป็นคำพูดในละหมาด ในกรณีนี้ แต่ทว่า เขา(อิหม่ามชาฟิอี)หมายถึงการกล่าวตักบีร และหากแม้กล่าวคำเนียตด้วยวาจา ของเขา และไม่ได้เนียตด้วยใจของเขา การละหมาดของเขาใช้ไม่ได้ ด้วยมติเอกฉันท์ของนักปราชญ์ในมัน
 – อัลมัจญมัวะ เล่ม 3 หน้า 241

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เขาว่าอิหม่ามนะวาวีย์ให้กล่าวอุซอลลี

โซมายา ยูซุบ ถูกใจสิ่งนี้
ความคิดเห็น
Asan Binabdullah ก่อนอืน ของกล่าวว่าในมัซฮับอิหม่ามชาฟิอี ไม่ได้สอนให้กล่าวคำเนียต

มีนักวิชาการบางคนอ้างว่า อิหม่ามชาฟิอีกล่าวคำเนียต
อิหม่ามอัลมาวัรดีย์กล่าวว่า

قَالَ أَبُو عَبْدِ اللَّهِ الزُّبَيْرِيُّ - مِنْ أَصْحَابِنَا - : لَا يُجْزِئُهُ حَتَّى يَتَلَفَّظَ بِلِسَانِهِ تَعَلُّقًا بِأَنَّ الشَّافِعِيَّ قَالَ فِي كِتَابِ " الْمَنَاسِكِ " : وَلَا يَلْزَمُهُ إِذَا أَحْرَمَ بِقَلْبِهِ أَنْ يَذْكُرَهُ بِلِسَانِهِ وَلَيْسَ كَالصَّلَاةِ الَّتِي لَا تَصِحُّ إِلَّا بِالنُّطْقِ فَتَأَوَّلَ ذَلِكَ عَلَى وُجُوبِ النُّطْقِ فِي النِّيَّةِ

อบูอับดุลลอฮ อัซซุบัยรีย์ จากสะหายของเรา กล่าวว่า “ มัน(การเนียต)จะใช้ไม่ได้ จนกว่า เขาจะกล่าวด้วยวาจาของเขา โดยอ้างว่า ชาฟิอีกล่าวในหนังสือ อัลมะนาสิกว่า “และเมื่อเขาเจตนาเอียะรอม ด้วยใจของเขาแล้ว ก็ไม่จำเป็นแก่เขาว่าจะต้องกล่าวมันด้วยวาจาของเขา โดยที่ไม่เหมือนกับละหมาด ซึ่ง มันจะใช้ไม่ได้ นอกจากต้องด้วยการกล่าวเป็นคำพูด ดังนั้น ดังกล่าวนั้น หมายถึงจำเป็นจะต้องกล่าวด้วยวาจาในการเนียต – ดูอัลหาวีย์อัลกะบีร เล่ม 2 หน้า 204


แล้วอิหม่ามอัลมาวัรดี ก็กล่าวแย้ง ข้ออ้างของอัซซุบัยดีย์ว่า

وَهَذَا فَاسِدٌ ، وَإِنَّمَا أَرَادَ وُجُوبَ النُّطْقِ بِالتَّكْبِيرِ

และนี้คือ เป็นคำพูดเท็จ ความจริง เขา(อิหม่ามชาฟิอี) หมายถึง การกล่าวตักบีร ด้วยวาจา -ดูอัลหาวีย์อัลกะบีร เล่ม 2 หน้า 204
……………
จะเห็นได้ว่าการกล่าวว่าอิหม่ามชาฟิอี สอนกล่าวคำเนียต เป็นการอ้างเท็จแก่ท่าน และคำพูดข้างต้นที่ผู้ถามนำมาเป็นความเห็นของอิหม่ามนะวาวีย์ และอิหม่ามนะวาวีย์ ก็บอกว่า วาญิบให้เนียตด้วยใจ ซึ่งว่างๆจะนำเสนอคำพูดอิหม่ามนาวาวียในโอกาสต่อไป

Asan Binabdullah อิหม่ามนะวาวีย์เอง ยืนยันว่า คนที่อ้างว่าอิหม่ามชาฟิอีสอนให้กล่าวคำเนียตนั้น เป็นการเข้าใจผิดพลาด โดยท่านได้กล่าวว่า
لِأَنَّ الشَّافِعِيَّ - رَحِمَهُ اللَّهُ - قَالَ فِي الْحَجِّ : إذَا نَوَى حَجًّا أَوْ عُمْرَةً أَجْزَأَهُ ، وَإِنْ لَمْ يَتَلَفَّظْ وَلَيْسَ كَالصَّلَاةِ لَا تَصِحُّ إلَّا بِالنُّطْقِ . قَالَ أَصْحَابُنَا : غَلِطَ هَذَا الْقَائِلُ ، وَلَيْسَ مُرَادُ الشَّافِعِيِّ بِالنُّطْقِ فِي الصَّلَاةِ هَذَا ، بَلْ مُرَادُهُ التَّكْبِيرُ وَلَوْ تَلَفَّظَ بِلِسَانِهِ وَلَمْ يَنْوِ بِقَلْبِهِ لَمْ تَنْعَقِدْ صَلَاتُهُ بِالْإِجْمَاعِ فِيهِ

เพราะอิหม่ามชาฟิอี (ขออัลลลอฮเมตตาต่อท่าน กล่าวในเรื่อง หัจญ์ว่า “เมื่อเขาเนียตหัจญ์หรือ อุมเราะฮ ก็ใช้ได้แล้ว แม้เขาจะไม่กล่าวคำเนียต และไม่เหมือนกับละหมาด มันจะใช้ไม่ได้นอกจาก ต้องกล่าวเป็นคำพูด) บรรดาสหายของเรากล่าวว่า ผู้พูดคนนี้(คนที่อ้างคำพูดชาฟิอี)นั้นผิดพลาด ความต้องการของอิหม่ามชาฟิอี ไม่ได้หมายถึงกล่าว(คำเนียต)เป็นคำพูดในละหมาด ในกรณีนี้ แต่ทว่า เขา(อิหม่ามชาฟิอี)หมายถึงการกล่าวตักบีร และหากแม้กล่าวคำเนียตด้วยวาจา ของเขา และไม่ได้เนียตด้วยใจของเขา การละหมาดของเขาใช้ไม่ได้ ด้วยมติเอกฉันท์ของนักปราชญ์ในมัน – อัลมัจญมัวะ เล่ม 3 หน้า 241

Asan Binabdullah อิหม่ามตะกียุดดีน กล่าวไว้ในหนังสือ กิฟายะตุลอัคยาร ฟิกฮมัซฮับชาฟิอีย์ เล่ม 2 หน้า 102 ว่า

واعلم أن النية في جميع العبادات معتبرة بالقلب فلا يكفي نطق للسان
และพึงทราบไว้เถิดว่า แท้จริงการเนียตในบรรดาอิบาดาตนั้น ถูกพิจารณา (การเนียต)ด้วยใจดังนั้น การกล่าวคำเนียตด้วยวาจานั้น ไม่พอเพียง
..............................
เพราะฉะนั้น ไร้สาระที่จะมาพูดเรื่อง การกล่าวคำเนียต เพราะการกล่าวคำเนียตไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ช่วงเวลาการเนียต และการกล่าวคำเนียต(อุศ็อลลีย์)



ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

อัสลามูอาลัยกุม ค่ะ อาจารย์ ดิฉันสงสัยเรื่องการเหนียตนิดหนึ่งค่ะ ที่เคยศึกษามา สำหรับศิลอดเดือนรอมาฎอน ให้มีเหนียตช่วงก่อนเข้าเวลาละหมาดศุบฮี หากอาบน้ำละหมาดขณะจะล้างหน้า หากละหมาด ขณะยกมือกล่าวตักบีรร่อตุลเอียะหฺรอม จึงอยากทราบว่าหากเราเหนียตก่อนล้างมือ หรือก่อนยกมือตักบีรฺได้หรือไม่ค่ะ(เช่น เหนียตละหมาดมาตั้งแต่เดินมายังมัสยิด หรือเมื่ออาบนำละหมาดเสร็จ) และหากเหนียตขณะตักบีรฺยังไม่ครบ แต่เหนียตเสร็จเมื่อเอามือกอดอกแล้ว ละหมาดนั้นจะใช้ได้ไหมค่ะ
และการเหนียตต้องระบุครบที่กำหนดและตามลำดับไหมค่ะ เช่น ละหมาดซุฮีย์โดยเป็นมะมูม หากเหนียตเพียงละหมาดซุฮ์รี 4 ร็อกอะฮ์ โดยไม่เหนียตส่วนอื่นอีก หรือเหนียตว่าข้าพเจ้าละหมาด 4 ร็อกอะฮ์ก่อนเหนียตละหมาดซุฮรีฮ์ การเหนียตเช่นนี้ใช้ได้ไหมค่ะ (เคยได้ยินคำว่าตะยีนส่วนหนึ่งของการเหนียต)
และยังสงสัยว่าการเหนียตนี้ต้องนึกในใจ หรือต้องกล่าวออกมา หรือต้องกล่าวพร้อมนึกในใจค่ะ เคยได้ยินว่า การกล่าวออกมาซึ่งเป็นคำเหนียต ขณะยืนตรงตรงก่อนยกมือตักบีรฺ ยังไม่เข้าเวลาละหมาดทำได้ และกียาสกับหะดิษที่นบีศิลอดสุนัต และตอนทำฮัจญ์ การกล่าวคำเหนียตนั้นเป็นผลดีเป็นที่ส่งเสริมกับผู้ละหมาด ผู้อาบน้ำละหมาด และถือศิลอด คือจะทำให้จิตใจมั่นคง มีสมาธิ ไม่วอกแวก และเป็นเพียงสุนัตไม่ใช่วาญิบ และไม่ใช่บิดอะฮฺลุ่มหลง คำกล่าวเช่นนี้ถูกต้องไม่ค่ะ
ดิฉันเคยเห็นผู้ละหมาดหลายคน กล่าวคำเหนียตดังมาก และยกมือตักบีรฺหลายครั้ง เคยตามละหมาด อีหม่ามตักบีรฺ ก็ยกมือตักบีรฺตาม แต่อีหม่ามกลับออกและยกมือตักบีรฺใหม่ ต้องรอจนกว่าอีหม่ามกอดอกและกล่าวดุอาอ์แล้วจึงยกมือกล่าวตักบีรฺตามค่ะ

ตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม ..
 เรื่องการเนียตถือศีลอด มีคำสั่งชัดเจนจากท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมให้เราเนียตหรือตั้งเจตนาจะถือศีลอดตั้งแต่ตอนกลางคืน คือ ก่อนแสงอรุณจะปรากฏขึ้น ..

ส่วนการเนียตละหมาด ทัศนะของมัษฮับชาฟิอีย์กล่าวว่าให้เนียต "พร้อม" กับการกล่าวตักบีรอตุ้ลเอี๊ยะห์รอม
 ขณะที่อีก 3 มัษฮับคือมัษฮับหะนะฟีย์, มัษฮับมาลิกีย์ และมัษฮับหัมบะลีย์กล่าวว่า อนุญาตให้เนียต "ก่อนตักบีรอตุ้ลเอี๊ยะห์รอมเล็กน้อย" ได้ ดังข้อมูลในหนังสือ อัล-ฟิกฮ์ อะลัลมะษาฮิบ อัล-อัรฺบะอะฮ์

ผมจึงเห็นว่า ถ้าเราเนียตละหมาดตอน "ยืนตรง" ก่อนตักบีรอตุ้ลเอี๊ยะห์รอมนั่นแหละครับจะเหมาะสมและสอดคล้องกับเจตนารมณ์จากคำกล่าวของทั้งสามมัษฮับมากที่สุด
ส่วนผู้ที่กล่าวว่า เราเนียตมาจากบ้านก็ได้ ผมว่ามัน "เว่อร์" เกินไปครับ แม้จะไม่มีหลักฐานห้ามก็ตาม ...

ส่วนการกล่าว
"อุศ็อลลีย์ ......... ก่อนการตักบีรอตุ้ลเอี๊ยะห์รอมในทุกๆละหมาด
เป็นสิ่งที่ไม่มีหลักฐาน

ซึ่งท่านอิหม่ามนะวะวีย์นักวิชาการมัษฮับชาฟิอีย์เองยังกล่าวว่า ที่มาของการอ่านอุศ็อลลีย์ เกิดจากความเข้าใจผิดของนักวิชาการบางคนในมัษฮับชาฟิอีย์ต่อคำกล่าวของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์เรื่องการกล่าวตัลบิยะฮ์ในการทำหัจญ์

ผมจึงเห็นว่า องค์ประกอบของอิบาดะฮ์ใดที่ไม่มีหลักฐานรองรับ เราก็ไม่ควรนำมาปฏิบัติ และนักวิชาการจำนวนมากก็หุก่มว่า การอ่านอุศ็อลลีย์ก่อนการตักบีรอตุ้ลเอี๊ยะห์รอมเป็นบิดอะฮ์ครับ ...



หลักเกณฑ์ของการละหมาด ย่อ รวม



ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

อัสลามมูอาลัยกุม อาจารย์ครับ ขอทราบหลักเกณฑ์ของการละหมาด ย่อ รวม ว่ามีหลักการอย่างไร กรณีใดบ้าง

ตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม ..

เรื่องละหมาดย่อ คือละหมาดประเภท 4 ร็อกอะฮ์ เราทำเพียง 2 ร็อกอะฮ์ เป็นบทบัญญัติเฉพาะคนเดินทางเท่านั้น คนอยู่บ้านไม่มีสิทธิ์ทำละหมาดย่อไม่ว่าในกรณีใดๆ ส่วนละหมาดรวม คือละหมาดสองเวลา เรามาทำรวมกันในเวลาใดเวลาหนึ่ง เป็นเพียง "ข้อผ่อนผัน" สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกที่จะทำแต่ละละหมาดในเวลาของมัน ศาสนาจึงอนุโลมให้เขาทำละหมาด 2 คู่คือละหมาดซูอ์รี่กับละหมาดอัศรี่คู่หนึ่ง, ละหมาดมัคริบกับละหมาดอิชาอ์อีกคู่หนึ่ง ในเวลาใดเวลาหนึ่งของคู่ของมัน ละหมาดรวมจึงสามารถกระทำได้ ไม่ว่าคนอยู่ที่บ้านหรือคนเดินทางถ้าจำเป็น ..

 ที่ผมพูดว่าละหมาดรวม "เป็นข้อผ่อนผัน" ถ้าจำเป็นไม่ว่าคนอยู่บ้านหรือคนเดินทางก็เพราะพื้นฐานการละหมาดเป็นบทบัญญัติที่ "ถูกกำหนดเวลาชัดเจน" สำหรับผู้ศรัทธา หมายความว่า ตามปกติ เราจะทำละหมาดใดๆก่อนเวลาของมันหรือหลังเวลาของมันไม่ได้ เหมือนกับการรับประทานเนื้อหมูซึ่งปกติก็เป็นเรื่องต้องห้าม แต่ถ้าฉุกเฉิน ศาสนาก็ "ผ่อนผัน" ให้เรารับประทานได้ เรื่องการละหมาดก็เช่นเดียวกันคือถ้า "จำเป็น" หรือไม่สะดวกจะทำละหมาดในเวลาของมัน ตัวอย่างเช่น แพทย์ผ่าตัดซึ่งต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงผ่าตัดคนไข้จนละทิ้งคนไข้ที่กำลังผ่าตัดไปละหมาดเมื่อถึงเวลาไม่ได้, หรือคนทำงานเกี่ยวกับการซ่อมเครื่องยนตร์ซึ่งเนื้อตัวมอมแมมน้ำมันเครื่องตลอดเวลา จะอาบน้ำทุกครั้งเมื่อถึงเวลาละหมาดก็ไม่สะดวก, หรือคนป่วยหนักที่ไม่สะดวกในการทำละหมาดในเวลาของมัน ฯลฯ ศาสนาก็ "ผ่อนผัน" ให้เขาละหมาดรวมได้ ..

 สรุปแล้วหลักเกณฑ์เรื่องละหมาดรวมกับละหมาดย่อจึงแตกต่างกันคือ
 "ละหมาดย่อเพราะเดินทาง ละหมาดรวมเพราะจำเป็น" ..

หมายความว่า คนอยู่บ้านละหมาดรวมได้ (ถ้าจำเป็น)แต่จะละหมาดย่อไม่ได้ เหมือนกับคนเดินทางทำละหมาดย่อได้ แต่จะละหมาดรวมไม่ได้ถ้าไม่จำเป็น

ซึ่งเรื่องนี้ นักวิชาการหลายท่านยังเข้าใจผิดว่า หลักเกณฑ์ของละหมาดย่อและละหมาดรวมสำหรับคนเดินทางแล้ว เหมือนกัน ..
 คือถ้าออกเดินทางเมื่อไรก็สามารถละหมาดทั้ง "ย่อ" และ "รวม" ได้ทันที โดยไม่คำนึงว่า ตอนจะทำละหมาดรวมนั้น มีความจำเป็น เช่น รีบด่วนในการเดินทางหรือไม่ เป็นต้น ..

 ส่วนรายละเอียดและเงื่อนไขอื่นๆของละหมาดย่อและละหมาดรวม คุณต้องศึกษาเพิ่มเติมจากตำราหรือจากท่านผู้รู้ก็ได้ครับ

วัลลอฮุ อะอฺลัม .

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หะดิษที่ห้ามหมอบเหมือนอูฐขณะลงสุญูด



ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

ดิฉันได้นำคำอธิบายเกี่ยงกับหะดิษที่ห้ามหมอบเหมือนอูฐให้เพื่อนคนดังกล่าวฟัง เขาบอกว่า การหมอบตามหะดิษคือการเอาเท้าหน้าของอูฐลงก่อน ไม่ว่าจะลงด้วยเข่าหรือไม่ก็ตาม หากเป็นคนก็เอามือลงก่อน การเอาเข่าลงก่อนเขาไม่เรียกว่าหมอบ และเขากล่าวว่า เนื้อความหะดิษข้างต้นที่ว่า "..ให้เขาวางมือทั้งสองของเขา(ลงพื้น)ก่อนเข่าทั้งสองของเขา"นั้นเป็นการขยายความของคนอื่นไม่ใช่คำพูดของท่านนบี และท่านอิมามบุคอรีย์ไม่ยอมรับหะดิษที่เอามือลงก่อน แต่ยอมรับหะดิษที่ให้เอาเข่าลงก่อน และการเอาเข่าลงก่อนเป็นทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ ข้ออ้างของเขาเหล่านี้ ไม่ทราบรับฟังได้ไหมค่ะ

ตอบ

เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาการลงสุญูดเป็นปัญหาขัดแย้งตั้งแต่ยุคเศาะหาบะฮ์มาแล้ว
เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะตัดสินเรื่องนี้ในแง่ "การรับมาปฏิบัติ" ก็คือ ให้ยึดถือ "หะดีษที่ถูกต้อง" อันเป็นคำสั่งของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเป็นเกณฑ์
ซึ่งเท่าที่ผมตรวจสอบแล้วสรุปว่าสายรายงานหะดีษที่ระบุว่า ให้เอามือลงก่อน มีน้ำหนักมากกว่าสายรายงานของหะดีษที่กล่าวว่า เอาเข่าลงก่อน..
ดังการรับรองของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์เองในหนังสือบุลูฆุลมะรอม
ต่างกับหะดีษเรื่องเอาเข่าลงก่อนที่ไม่มีหะดีษถูกต้องแม้แต่บทเดียวมายืนยัน นอกจากรายงานการกระทำของท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ.เท่านั้น
ผมจึงอยากจะถามว่า แล้วเราจะปฏิเสธหะดีษที่ถูกต้องเหล่านี้หรือ ? ....
นอกจากนี้ท่านอิหม่ามมาลิกก็ได้รายงานจากท่านอัล-เอาซาอีย์ว่า
"พวกเราพบว่า บรรดาประชาชนจะวางมือของพวกเขา(ในการสุญูด) ก่อนเข่าของพวกเขา",
และท่านอิบนุอบีย์ดาวูดก็กล่าวว่า "นี่ (การสุญูดโดยเอามือลงก่อนเข่า) เป็นทัศนะของบรรดานักวิชาการหะดีษ" ..
นอกจากนั้น ท่านบุคอรีย์ ก็ยังรายงานหะดีษในลักษณะมุอัลลัก (คือมิได้ระบุสายรายงาน) จากท่านนาฟิอฺว่า
ท่านอิบนุ อุมัรฺ ร.ฎ. จะลงสุญูดโดย "เอามือลงก่อนเข่า"
.. ซึ่งหะดีษนี้ถูกรายงานโดยมีสายรายงานต่อเนื่องจากนักบันทึกหะดีษจำนวนมาก
ส่วนข้ออ้างที่ว่า
"การหมอบตามหะดีษก็คือการเอาเท้าหน้าของอูฐลงก่อน ไม่ว่าจะลงด้วยเข่าหรือไม่ก็ตาม"
เป็นคำกล่าวที่ขัดแย้งกับรูปการณ์ของหะดีษ และขัดแย้งกับคำอธิบายของนักนิรุกติศาสตร์อาหรับที่กล่าวว่า "เข่า" ของอูฐจะอยู่ที่ "เท้าหน้า" ของมัน.
ซึ่งแสดงความหมายชัดเจนว่า "เข่า" มิใช่เท้าหน้า แต่เป็นเพียง "ส่วนหนึ่ง" ของ "เท้าหน้า" ที่วางติดพื้นเป็นประจำอยู่แล้ว
ถ้าเราสังเกตุดูการทรุดตัวลงหมอบของอูฐจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า "สิ่งแรกสุด" ของอูฐที่สัมผัสพื้นขณะทรุดตัวลงหมอบก็คือ "เข่า" ของมัน
ท่านนบีย์จึงสั่งเราว่า อย่าทรุดตัวลงสุญูดเหมือนการทรุดตัวลงหมอบของอูฐด้วยการเอาเข่าลงก่อน แต่ให้ "สิ่งแรกสุด" ของเราที่วางลงสัมผัสพื้นขณะทรุดตัวลงสุญูดก็คือ "มือ" ..
ส่วนข้ออ้างที่ว่า คำกล่าวในหะดีษที่ว่า
"ให้เขาวางมือทั้งสองของเขาลงพื้นก่อนเข่าทั้งสองของเขา เป็นการขยายความของคนอื่น ไม่ใช่คำพูดท่านนบีย์" นั้น
เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอยไร้สาระ และเป็นการปฏิเสธหะดีษมัรฺฟูอฺโดยไม่มีหลักฐาน
ซึ่งผมไม่เคยเจอว่านักวิชาการหะดีษระดับโลกในอดีตท่านใดจะกล่าวอย่างนี้ ไม่ว่าท่านบุคอรีย์, ท่านอิบนุหะญัรฺ ท่านอิหม่ามนะวะวีย์, ท่านอัล-บัยฮะกีย์, ท่านอัล-หากิม, ท่านอิบนุคุซัยมะฮ์, ฯลฯ
วัลลอฮุอะอฺลัม ....


------------------------------------------------------------
การลงสุญูดอย่าหมอบลงเหมือนการหมอบลงของอูฐ

ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

อัสลามูอาลัยกุม อาจารย์ค่ะ ดิฉันเคยพบหะดิษที่ห้ามมิให้ลงสุญูดเหมือนอูฐ แล้วอูฐลงเท้าหน้า หรือเท้าหลังก่อนค่ะ

ตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม .. หะดีษที่คุณอ้างถึงเป็นหะดีษที่ถูกต้อง, รายงานมาจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ ร.ฎ. จากคำสั่งของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมที่มีความหมายว่า
"เมื่อพวกท่านคนใดจะสุญูด เขาก็อย่าหมอบลงเหมือนการหมอบลงของอูฐ(คือวางเข่าบนพื้นก่อนอื่น แต่)ให้เขาวางมือทั้งสองของเขา(ลงพื้น)ก่อนเข่าทั้งสองของเขา" .. บันทึกโดยท่านอบูดาวูด ท่านอัน นซาอีย์และผู้บันทึกท่านอื่นๆ
ซึ่งจากจุดนี้ คุณต้องเข้าใจด้วยว่า "เข่า" ของสัตว์สี่เท้าทุกชนิดจะแตกต่างกับมนุษย์ ..
คือเข่าของมันจะอยู่ที่เท้าหน้าของมัน (ดังคำอธิบายของท่านอัฏ-เฏาะหาวีย์ในหนังสือ ชัรห์ มะอานีย์ อัล-อาษาร เล่มที่ 1 หน้า 255)...
เพราะฉะนั้น ถ้าคุณสังเกตุอูฐเวลาหมอบ ก็จะเห็นว่า สิ่ง "แรกสุด" ของมันที่สัมผัสกับพื้นก็คือ เข่าทั้งสองซึ่งอยู่ที่เท้าคู่หน้าของมัน ด้วยเหตุนี้ท่านศาสดาจึงห้ามเราจากการสุญูดด้วยอริยาบถที่คล้ายกับการหมอบลงอูฐซึ่งเป็นสัตว์ แล้วสั่งให้เราลงสุญูดด้วยการวางมือทั้งสองให้สัมผัสพื้นก่อนเข่าทั้งสองแทน ..
วัลลอฮุ อะอฺลัมครับ ...


---------------------------------------------------------

การเอาเข่าลงสุญูดก่อน

ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

แล้วที่เอาเข่าลงก่อนมีหะดิษไหมครับอาจารย์

ตอบ

หะดีษเรื่องเอาเข่าลงก่อนก็มีครับ เป็นรายงานมาจากท่านวาอิล บินหุจญริน ร.ฎ. แต่เป็นหะดีษเฎาะอีฟ เพราะในสายรายงานมีชื่อท่านชะรีก บินอับดุลลอฮ์ อัล-กอฎีย์ ซึ่งท่านอัด-ดารุกุฏนีย์กล่าววิจารณ์ว่า หะดีษใดที่ท่านชะรีกรายงานมาตามลำพัง จะนำมาอ้างเป็นหลักฐานไม่ได้
และหะดีษเรื่องการลงสุญูดโดยเอาเข่าลงก่อนก็เป็นรายงานเดี่ยวของท่านชะรีก ตรงตามการวิจารณ์ของท่านอัด-ดารุกุฏนีย์ครับ
วัลลอฮุ อะอฺลัม ..





วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

หลักฐานของทัศนะที่ว่า การอ่านศ่อละวาตหลังตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกไม่ใช่บทบัญญัติ



โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย



นักวิชาการบางท่านได้อ้างหลักฐานจากหะดีษบางบทและเหตุผลบางประการมาเพื่อยืนยันว่า การอ่านศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมหลังจากตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกไม่ใช่เป็นบทบัญญัติ ...
แต่เท่าที่ได้ตรวจสอบดูแล้วปรากฏว่า หลักฐานที่ถูกนำมาอ้างเหล่านั้น บางบทก็มีข้อความไม่ชัดเจนแถมเป็นหะดีษเฎาะอีฟ, และบางบทแม้จะมีข้อความชัดเจน แต่ก็เป็นหะดีษเฎาะอีฟเช่นเดียวกัน ...
ส่วนเหตุผลที่นำมาอ้างก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ดังจะได้อธิบายต่อไป ...
หะดีษและเหตุผลที่นำมาอ้าง จึงไม่สามารถ “จำกัด” บทบัญญัติที่ให้มีการอ่านศ่อละวาตหลังจากตะชะฮ์ฮุดในนมาซ ซึ่งมีความหมายครอบคลุมทั้งสองตะชะฮ์ฮุดได้ ...
หะดีษเหล่านั้น มีดังต่อไปนี้ ...
หะดีษที่ 1 มีรายงานจากท่านอับดุลลอฮ์ บินมัสอูด ร.ฎ. ว่า ...
أَنَّ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ كَانَ إذَا قَعَدَ فِى الرَّكْعَتَيْنِ اْلاُوْلَيَيْنِ كَأَنَّهُ عَلَى الرَّضْفِ قُلْتُ : حَتىَّ يَقُوْمَ ؟ قَالَ : حَتىَّ يَقُوْمَ .. وَفِىْ رِوَايَةِ النَّسَائِىِّ قَالَ : ذَاكَ يُرِيْدُ
“แท้จริง ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจะนั่งในสองร็อกอะฮ์แรก(คือนั่งในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก) คล้ายๆกับท่าน(นั่ง)อยู่บนก้อนหินที่ร้อน ฉัน (ชุอฺบะฮ์) กล่าวว่า .. “(ที่นั่งอย่างนั้น)เพราะท่านจะ(รีบ)ยืนหรือ ?” .. เขา (สะอัด บินอิบรอฮีม) ตอบว่า .. “เพราะท่านจะ(รีบ)ยืน” .. (ในสำนวนจากการบันทึกของท่านอัน-นะซาอีย์ ท่านสะอัดตอบว่า “นั่นคือสิ่งที่ท่านต้องการ”) ...
(บันทึกโดย ท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 982, ท่านอัน-นะซาอีย์ หะดีษที่ 1175, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 366, ท่านอะหมัด เล่มที่ 1 หน้า 386, 410, 428, 436, 460, ท่านอิบนุ อบีย์ชัยบะฮ์ เล่มที่ 1 หน้า 329, ท่านอัล-บัยฮะกีย์ เล่มที่ 2 หน้า 134 และท่านอัล-หากิม เล่มที่ 1 หน้า 402) ...
หมายเหตุ
1. นักวิชาการส่วนใหญ่อธิบายคำกล่าวที่ว่า .. “คล้ายๆกับท่าน(นั่ง)อยู่บนก้อนหินที่ร้อน” .. ว่า เป็นนัยบ่งบอกถึงการรีบเร่งหรือทำเวลาในการนั่งตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก .. คือจะนั่งอ่านเฉพาะถ้อยคำตะชะฮ์ฮุดอย่างเดียวโดยไม่ได้อ่านศ่อละวาตด้วย .. ดังคำกล่าวของท่านอัต-ติรฺมีซีย์ ในตอนท้ายหะดีษบทนี้ ...
2. คำว่า حَتىَّ ในคำถามของท่านชุอฺบะฮ์ที่ว่า .. حَتىَّ يَقُوْمَ ؟ ในตอนท้ายหะดีษบทนี้ เป็นการถามเหตุผล (حَتىَّ لِلتَّعْلِيْلِ) .. ดังคำอธิบายของท่านอิหม่ามอัซ-ซินดีย์ในหนังสือ “สุนันอัน-นะซาอีย์ เล่มที่ 2 หน้า 595 และท่านอัล-อาบาดีย์ในหนังสือ “เอานุ้ลมะอฺบูด” เล่มที่ 3 หน้า 287) ...
ดังนั้น คำถามของท่านชุอฺบะฮ์ที่ว่า حَتىَّ يَقُوْمَ ؟ .. ก็คือเป็นการถามเหตุผลที่ท่าน นบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมนั่งในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกคล้ายๆกับการนั่งบนก้อนหินที่ร้อนว่า เพราะท่านจะรีบยืนหรือ ? ...
ชี้แจง
หะดีษบทนี้ใช้อ้างเป็นหลักฐานเรื่องไม่ต้องอ่านศ่อละวาตให้แก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมหลังจากตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกไม่ได้ ด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ
1. หะดีษบทนี้เป็นหะดีษเฎาะอีฟเพราะสายรายงานขาดตอน ..
ทั้งนี้ เพราะสายรายงานของหะดีษนี้จากทุกการบันทึกในตำราทุกเล่ม เป็นสายรายงานซึ่งมีที่มาจากแหล่งเดียวกัน! .. คือ จากท่านอบูอุบัยดะฮ์ ซึ่งอ้างรายงานมาจากบิดาของท่าน คือท่านอับดุลลอฮ์ บินมัสอูด ร.ฎ. ...
ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ได้กล่าวหลังจากนำเสนอหะดีษบทนี้ว่า ...
هَذَا حَدِيْثٌ حَسَنٌ، إِلاَّ أَنَّ أَبَاعُبَيْدَةَ لَمْ يَسْمَعْ مِنْ أَبِيْهِ
“นี่เป็นหะดีษหะซัน, แต่ท่านอบูอุบัยดะฮ์ ไม่เคยได้ยิน(หะดีษใด)จากบิดาของท่าน” ...
ความหมายจากคำกล่าวนี้ของท่านอัต-ติรฺมีซีย์ก็คือ หะดีษนี้เป็นหะดีษที่สายรายงานขาดตอน ซึ่งถือว่าเป็นหะดีษเฎาะอีฟประเภทหนึ่ง ...
มีนักวิชาการหลายท่านที่กล่าวสอดคล้องกับท่านอัต-ติรฺมีซีย์ว่า ท่านอบูอุบัยดะฮ์ ไม่เคยได้รับฟังหะดีษใดจากท่านอับดุลลอฮ์ บินมัสอูด ร.ฎ. ผู้เป็นบิดา และสิ่งนี้ก็เป็นการยอมรับจากท่านอบู อุบัยดะฮ์เอง .. ดังมีบันทึกในหนังสือ “ตะฮ์ซีบุตตะฮ์ซีบ” เล่มที่ 5 หน้า 65 - 66 ...
ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ ได้กล่าวสรุปเกี่ยวกับเรื่องนี้ในการบันทึกประวัติท่านอบูอุบัยดะฮ์ในหนังสือ “ตักรีบุตตะฮ์ซีบ” เล่มที่ 2 หน้า 448 ว่า ...
وَالرَّاجِحُ أَنَّهُ لاَ يَصِحُّ سَمَاعُهُ مِنْ أَبِيْهِ
“ทัศนะที่มีน้ำหนักคือ ไม่ถูกต้องที่ว่า ท่านอบูอุบัยดะฮ์จะเคยได้ยินหะดีษใดจากบิดาของท่าน” ...
ท่านอิหม่ามนะวะวีย์ได้กล่าวในหนังสือ “อัล-มัจมั๊วะอฺ” เล่มที่ 3 หน้า 460 ว่า ...
قَالَ التِّرِمِذِىُّ : هُوَ حَدِيْثٌ حَسَنٌ، وَلَيْسَ كَمَا قَالَ، لأَنَّ أَبَا عُبَيْدَةَ لَمْ يَسْمَعْ أَبَاهُ وَلَمْ يُدْرِكْهُ بِاتِّفَاقِهِمْ، وَهُوَ حَدِيْثٌ مَنْقَطِعٌ ...
“ท่านอัต-ติรฺมีซีย์กล่าวว่า .. หะดีษนี้เป็นหะดีษหะซัน, .. ข้อเท็จจริงมิใช่เป็นดังที่ท่านอัต-ติรฺมีซีย์กล่าว เพราะท่านอบูอุบัยดะฮ์ไม่เคยได้ยินบิดาของท่าน และไม่ทันได้เจอกับบิดาของท่าน ด้วยการเห็นพ้องกันของบรรดานักวิชาการ หะดีษนี้จึงเป็นหะดีษที่(สายรายงาน)ขาดตอน” ...
จึงเป็นเรื่องแปลกที่ท่านอัต-ติรฺมีซีย์กล่าวว่า “หะดีษนี้หะซัน” .. ทั้งๆที่ท่านก็ได้ชี้แจงข้อบกพร่องแล้วว่า สายรายงานของมันขาดตอน อันเป็นลักษณะหนึ่งของหะดีษเฎาะอีฟ ตามหลักวิชามุศฏอลาห์หะดีษ ...
แม้ท่านอิบนุ อบีย์ชัยบะฮ์จะมีบันทึกในหนังสือ “อัล-มุศ็อนนัฟ” เล่มที่ 1 หน้า 329 ด้วยสายรายงานที่ถูกต้องมาว่า ท่านอบูบักรฺ ร.ฎ. ก็นั่งตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกในลักษณะเดียวกันนี้ แต่รายงานดังกล่าวนอกจากจะเป็นหะดีษเมากูฟซึ่งไม่ถือว่าเป็นหลักฐานแล้ว ก็ยังมีอีกประการหนึ่งที่จะต้องพิจารณา คือ ...
2. หะดีษนี้ ไม่มีข้อความใดระบุเรื่องการ “อ่าน” หรือ “ไม่อ่าน” ศ่อละวาตหลังตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก ...
เพราะแม้จะสมมุติว่า หะดีษบทนี้เป็นหะดีษหะซันดังคำกล่าวของท่านอัต-ติรฺมีซีย์ ...
แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่ปรากฏมีข้อความใดในหะดีษนี้ที่บ่งบอก --ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม -- ว่า การรีบเร่งดังกล่าวหมายถึงท่านนบีย์ไม่อ่านศ่อละวาตในการนั่งครั้งนี้
หรืออีกนัยหนึ่ง การนั่งของท่านนบีย์ในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกที่ส่อว่าเป็นการนั่งช่วงสั้นๆตามนัยของหะดีษนี้ ความหมายก็คือ ระยะเวลาการนั่งในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกของท่าน -- แม้จะมีการอ่านศ่อละวาตด้วย -- ก็ยังสั้นมากหากนำไปเปรียบเทียบกับการนั่งในตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้ายซึ่งมีระยะเวลายาวนานกว่า เพราะการนั่งในตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย นอกจากการอ่านตะชะฮ์ฮุดและศ่อละวาตแล้ว ยังมีการอ่านตะเอาวุส และดุอาต่างๆอีกมากมาย .. ดังคำอธิบายของท่านอัช-เชากานีย์ที่ผ่านมาแล้ว ...
ดังนั้น ความหมายของคำว่า “เหมือนการนั่งบนก้อนหินร้อนๆ” ในหะดีษบทนี้จึงไม่ใช่หลักฐานสมบูรณ์หรือชัดเจนเพียงพอที่จะมาจำกัดหรือว่าให้ละทิ้ง “สิ่งที่เป็นบทบัญญัติ” ในภาพรวมของตะชะฮ์ฮุดทั้งสอง – คือการอ่านศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม – นอกจากเป็นเพียงการคาดเดาหรือการเข้าใจเอาเองเท่านั้น
หะดีษที่ 2 มีรายงานมาจากท่านอิบนุมัสอูด ร.ฎ. ว่า ...
عَلَّمَنِىْ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ التَّشَهُّدَ فِىْ وَسَطِ الصَّلاَةِ وَفِىْ آخِرِهَا، ..... فَكَانَ يَقُوْلُ إِذَا جَلَسَ فِىْ وَسَطِ الصَّلاَةِ وَفِىْ آخِرِهَا عَلَى وَرَكِهِ الْيُسْرَى : اَلتَّحِيَّاتُ للهِ، اَلسَّلاَمُ عَلَيْكَ أَيُّهَاالنَّبِىُّ وَرَحْمَةُ اللهِ وَبَرَكَاتُهُ .. إلخ .. ثُمَّ إِنْ كَانَ فِىْ وَسَطِ الصَّلاَةِ نَهَضَ حِيْنَ يَفْرَغُ مِنْ تَشَهُّدِهِ، وَإِنْ كَانَ فِىْ آخِرِهَا دَعَا بَعْدَ تَشَهُّدِهِ بِمَا شَاءَ اللهُ أَنْ يَدْعُوَ، ثُمَّ يُسَلِّمُ ...
“ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สอนฉันเรื่องการอ่านตะชะฮ์ฮุดในตอนกลางนมาซและในตอนท้ายนมาซ ..... แล้วท่านจะกล่าวขณะนั่งในตอนกลางนมาซและตอนท้ายนมาซบนสะโพกซีกซ้ายของท่าน (คือนั่งแบบตะวัรฺรุก) ว่า ...
اَلتَّحِيَّاتُ للهِ، اَلسَّلاَمُ عَلَيْكَ أَيُّهَاالنَّبِىُّ وَرَحْمَةُ اللهِ وَبَرَكَاتُهُ .. ... (จนจบ) ..
หลังจากนั้น หากเป็นตอนกลางนมาซ(คือตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก) ท่านก็จะลุกขึ้นหลังจากอ่านตะชะฮ์ฮุดเสร็จสิ้นแล้ว และหากว่าเป็นตอนปลายนมาซ(ตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย) หลังจากตะชะฮ์ฮุดแล้ว ท่านก็จะอ่านดุอาที่อัลลอฮ์ประสงค์จะให้ท่านอ่าน จากนั้นท่านก็ให้สล่าม” ...
(บันทึกโดย ท่านอะห์มัด เล่มที่ 1 หน้า 459 และท่านอิบนุคุซัยมะฮ์ หะดีษที่ 708)
ชี้แจง
ผู้รายงานของหะดีษนี้ทุกท่านเชื่อถือได้ (ثِقَةٌ) ยกเว้นท่านมุหัมมัด บินอิสหากซึ่งมีปัญหาด้านความทรงจำเล็กน้อย ดังคำวิจารณ์ของท่านอัษ-ษะฮะบีย์ที่จะกล่าวต่อไป ...
ท่านมุหัมมัด บินอิสหากจึงถือว่ามีเป็นคุณสมบัติเป็นเพียงผู้รายงานหะดีษหะซันไม่ใช่หะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ ...
ดังนั้น “สายรายงาน” ของหะดีษนี้จึงเป็นสายรายงานที่หะซัน ...
แต่สิ่งที่จะต้องพิจารณาก็คือ “ข้อความ” บางตอนของหะดีษบทนี้ ...
นั่นคือ ข้อความที่การกล่าวถึง “การนั่งตะวัรฺรุกในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก” และกล่าวถึง “การนั่งและการลุกขึ้นจากตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก” ...
เรื่องการอ่านตะชะฮ์ฮุดจากรายงานของท่านอิบนุมัสอูด ร.ฎ. มีรายงานมาหลายกระแส.. จากผู้รายงานที่เชื่อถือได้จำนวนมาก .. ดังการบันทึกของท่านบุคอรีย์, ท่านมุสลิม, ท่านอบูดาวูด, ท่านอัน-นะซาอีย์, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์, ท่านอิบนุมาญะฮ์, ท่านอะห์มัด, ท่านอิบนุคุซัยมะฮ์, ท่านอบูอะวานะฮ์ ท่านอัล-บัยฮะกีย์และผู้บันทึกท่านอื่นๆ ...
(ดูข้อมูลจากบันทึกของท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 831, 835, 1202, 6230, 6265, 6328, 7381, ท่านมุสลิม หะดีษที่ 55, 56, 57, 58, 59/402, ท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 968, 969, 970, ท่านอัน-นะซาอีย์ หะดีษที่ 1276, 1278 ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 289, ท่านอิบนุมาญะฮ์ หะดีษที่ 899 ท่านอะห์มัด เล่มที่ 1 หน้า 414, ท่านอัล-บัยฮะกีย์ เล่มที่ 2 หน้า 138 ฯลฯ ...
ในที่นี้ ผมจะเสนอตัวอย่างหะดีษนี้ 3 กระแส ซึ่งกระแสแรกจากการบันทึกของท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 831 และผู้บันทึกท่านอื่นๆ .. โดยสืบสายรายงานมาจากท่านอัล-อะอฺมัช, จากท่านชะกีก บินสะละมะฮ์, จากท่านอิบนุมัสอูด ร.ฎ. ซึ่งกล่าวว่า ...
“เมื่อก่อน เวลาพวกเรานมาซข้างหลังท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม พวกเราจะกล่าวว่า .. اَلسَّلاَمُ عَلَى جِبْرِيْلَ، اَلسَّلاَمُ عَلَى مِيْكَائِيْلَ، اَلسَّلاَمُ عَلَى فُلاَنٍ وَفَلاَنٍ .. ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงหันมาหาพวกเราแล้วกล่าวว่า .. แท้จริง พระองค์อัลลอฮ์คือ اَلسَّلاَمُ, ดังนั้นเมื่อพวกท่านคนใดนมาซ ก็ให้เขากล่าวว่า ..
اَلتَّحِيَّاتُ للهِ، وَالصَّلَوَاتُ وَالطَّيِّبَاتُ، اَلسَّلاَمُ عَلَيْكَ أَيَّهَاالنَِّبىُّ وَرَحْمَةُ اللهِ وَبَرَكَاتُهُ، اَلسَّلاَمُ عَلَيْنَا وَعَلَى عِبَادِ اللهِ الصَّالِحِيْنَ ..
... เพราะเมื่อพวกท่านกล่าวดังนี้ สล่ามหรือความสันติสุขนั้น ก็จะประสบแก่บ่าวที่ดีของอัลลอฮ์ทั้งมวล, ทั้งที่อยู่บนชั้นฟ้าและแผ่นดิน” ...
แล้วท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมก็สอนข้อความตะชะฮ์ฮุดต่อไปว่า ...
أَشْهَدُ أَنْ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللهُ وَأَشْهَدُ أَنَّ مُحَّمَدًا عَبْدُهُ وَرَسُوْلُهُ ...
กระแสที่สอง ท่านหุศ็อยน์ บินอับดุรฺเราะห์มาน, ได้รายงานมาจากท่านอบีย์วาอิล จากท่านอิบนุมัสอูด ร.ฎ. ด้วยข้อความที่คล้ายคลึงกับรายงานข้างต้นนี้ ...
(บันทึกโดยท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 1202 และผู้บันทึกท่านอื่นๆ) ...
กระแสที่สาม ท่านญะรีรฺ ได้รายงานจากท่านมันศูรฺ, จากท่านอบีย์วาอิล, จากท่านอิบนุมัสอูด ร.ฎ. เหมือนกับรายงานของท่านอะอฺมัชและท่านอบีย์วาอิลข้างต้น แต่มีข้อความเพิ่มเติมว่า .. ثُمَّ يَتَخَيَّرُ مِنَ الْمَسْأَلَةِ مَا شَاءَ (หลังจากนั้น ให้เขาเลือกขออะไรก็ได้ที่เขาประสงค์) ...
(บันทึกโดย ท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 6328, และท่านมุสลิม หะดีษที่ 55/402)
ทั้งท่านอัล-อะอฺมัช, ท่านชะกีก บินสะละมะฮ์, ท่านหุศ็อยน์ บินอับดุรฺเราะห์มาน, ท่านอบีย์วาอิล, ท่านญะรีรฺ และท่านมันศูรฺ ผู้รายงานหะดีษเรื่องการอ่านตะชะฮ์ฮุดจากท่านอิบนุมัสอูด ร.ฎ.ข้างต้นนี้ ล้วนเป็นผู้รายงานที่ ثِقَةٌ (เชื่อถือได้)ทั้งสิ้น ...
และทุกๆกระแสที่ถูกต้องเหล่านี้จะมีข้อความตรงกัน คือเป็นเพียงการสอนถ้อยคำตะชะฮ์ฮุด .. และในบางรายงาน (เช่นในกระแสที่สาม) ก็มีเพิ่มเติมการขอดุอาในตอนท้ายตะชะฮ์ฮุด เท่านั้น ...
ไม่มีกระแสใดจะกล่าวถึงเรื่องการนั่งตะวัรฺรุกในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก และไม่มีกระแสใดกล่าวถึงเรื่องการนั่งและการลุกขึ้นจากตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก .. ดังรายงานของท่านมุหัมมัด บินอิสหากข้างต้น …
การกล่าวถึงการนั่งตะวัรฺรุกในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก, การนั่งและการลุกขึ้นจากตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกโดยอ้างรายงานมาจากท่านอิบนุมัสอูด ร.ฎ. จึงเป็นการ “รายงานเดี่ยว” ของท่านมุหัมมัด บินอิสหาก ร.ฎ. ...
ท่านอัษ-ษะฮะบีย์ – หลังจากได้ตีแผ่รายนามนักวิชาการทั้งที่ให้ความเชื่อถือและไม่ให้ความเชื่อถือท่านมุหัมมัด บินอิสหากแล้ว - ได้กล่าวสรุปประวัติของท่านมุหัมมัด บินอิสหากในหนังสือ “มีซาน อัล-เอี๊ยะอฺติดาล” เล่มที่ 3 หน้า 475 ว่า ...
فَالَّذِىْ يَظْهَرُلِىْ أَنَّ ابْنَ إِسْحاَقَ حَسَنُ الْحَدِيْثِ، صَالِحُ الْحَالِ صَدُوْقٌ، وَمَا انْفَرَدَ بِهِ فَفِيْهِ نَكَارَةٌ، فَإِنَّ فِىْ حِفْظِهِ شَيْأً.
“สิ่งที่ปรากฏในมุมมองของฉันก็คือ มุหัมมัด บินอิสหาก เป็นผู้รายงานหะดีษที่หะซันและสภาพดี พอจะเชื่อถือได้, แต่สิ่งใดที่เขารายงานมาเพียงลำพัง ในสิ่งนั้นจะเป็นมุงกัรฺ เพราะในความทรงจำของเขามีปัญหา” ...
โดยนัยนี้ การรายงานของท่านมุหัมมัด บินอิสหากเรื่องการนั่งตะวัรฺรุกในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกก็ดี, การนั่งและการลุกขึ้นยืนหลังจากตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกก็ดี ถือเป็นข้อความที่เป็นมุงกัรฺ (คือเฎาะอีฟมากและเชื่อถือไม่ได้) เพราะมีท่านมุหัมมัดเพียงผู้เดียวที่อ้างรายงานข้อความนี้จากท่านอิบนุมัสอูด ร.ฎ. โดยไม่มีรายงานจากผู้ที่เชื่อถือได้อื่นใดมาสนับสนุนด้วยเลย ...
หะดีษที่ 3. มีรายงานมาจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ. ว่า ...
أَنَّ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لاَ يَزِيْدُ فِى الرَّكْعَتَيْنِ عَلَى التَّشَهُّدِ ...
“แท้จริง ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะไม่(อ่าน)เพิ่มเติมใน(การนั่งหลังจาก) สองร็อกอะฮ์ ให้มากไปกว่า(อ่าน)ตะชะฮ์ฮุด” ...
(บันทึกโดยท่านอบูยะอฺลา หะดีษที่ 4373) ...
ชี้แจง
หะดีษบทนี้ รายงานโดยท่าน “อบู อัล- เญาซาอ์”, จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ. ...
ท่านอบู-อัล-เญาซาอ์ มีชื่อจริงว่า “เอาส์ บิน อับดุลลอฮ์” สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 83 .. เป็นผู้รายงานที่ ثِقَةٌ (เชื่อถือได้) และได้รับการยอมรับจากผู้บันทึกหะดีษทั้งหกท่าน คือท่านบุคอรีย์, ท่านมุสลิม, ท่านอบูดาวูด, ท่านอัน-นะซาอีย์, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ และท่านอิบนุมาญะฮ์ ...
แต่ในกรณีหะดีษข้างต้นที่อ้างว่า ท่านอบู อัล-เญาซาอ์ได้รายงานมาจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ.นี้ มีลักษณะเป็นหะดีษมุนกอเฏี๊ยะอ์หรือหะดีษที่สายรายงานขาดตอน เนื่องจากไม่ปรากฏว่าท่านอบู อัล-เญาซาอ์จะเคยได้ยินหะดีษใดจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ. ...
หะดีษบทนี้จึงถือเป็นหะดีษเฎาะอีฟ เพราะมีจุดบกพร่องดังกล่าว ...
ท่านอิบนุอับดิลบัรฺร์ กล่าวว่า ...
أَنَّهُمْ يَقُوْلُوْنَ : إِنَّ ابْنَ الْجَوْزَاءِ لاَ يُعْرَفُ لَهُ سَمَاعٌ مِنْ عَائِشَةَ، وَحَدِيْثُهُ عَنْهَا إِرْسَالٌ
“บรรดานักวิชาการกล่าวกันว่า แท้จริงท่านอบู อัล-เญาซาอ์ ไม่เป็นที่รู้กันว่า จะเคยได้ยิน(หะดีษใด)จากท่านหญิงอาอิชะฮ์, หะดีษที่เขารายงานจากท่านจึงมีลักษณะอิรฺซาล (คือขาดตอน) ...
(จากหนังสือ “اْلإنْصَافُ فِيْمَا بَيْنَ الْعُلَمَاءِ مِنَ اْلإِخْتِلاَفِ” ของท่านอิบนุ อับดิลบัรฺร์ หน้า 9 ) ...
และท่านบุคอรีย์ ก็ได้กล่าววิจารณ์หะดีษบทหนึ่งที่ท่านอบู อัล-เญาซาอ์ ได้อ้างรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ. ว่า ...
فِىْ إِسْنَادِهِ نَظَرٌ
“ในสายรายงานของมัน มีสิ่งจะต้องพิจารณา” ...
ซึ่งท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ได้อธิบายคำกล่าวนี้ของท่านบุคอรีย์ ว่า ...
يُرِيْدُ أَنَّهُ لَمْ يَسْمَعْ مِنْ مِثْلِ ابْنِ مَسْعُوْدٍ وَعَائِشَةَ وَغَيْرِهِمَا لاَ أَنَّهُ ضَعِيْفٌ عِنْدَهُ ..
ท่านบุคอรีย์หมายถึงว่า เขา (อบู อัล-เญาซาอ์) ไม่เคยได้ยิน(หะดีษ)จากอย่างเช่นท่านอิบนุอับบาส, ท่านหญิงอาอิชะฮ์ และ(เศาะหาบะฮ์)ที่อื่นจากสองท่านนั้น,..มิใช่หมายความว่า เขาเป็นผู้รายงานที่เฎาะอีฟสำหรับท่าน” ...
(จากหนังสือ “ตะฮ์ซีบุตตะฮ์ซีบ” เล่มที่ 1 หน้า 336) ...
หะดีษบทนี้ จึงเป็นหะดีษที่เฎาะอีฟ เพราะสายรายงานขาดตอน ดังคำกล่าวของท่านอิบนุอับดุลบัรฺร์ และท่านบุคอรีย์ข้างต้น ...
ส่วน “เหตุผล” ที่อ้างว่า ไม่มีบทบัญญัติให้อ่านศ่อละวาตในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกก็คือ เหตุผลที่ท่านอิบนุ้ลก็อยยิม อัล-ญูซียะฮ์ได้กล่าวในหนังสือ “ซาอุ้ลมะอาด” เล่มที่ 1 หน้า 83 ว่า ...
ไม่มีรายงานใดๆจากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมว่า ท่านจะเคยอ่านศ่อละวาตในการนั่งตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก! ...
คำตอบในกรณีนี้ก็คือ ...
1. ไม่ปรากฏมีหลักฐานจากหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์บทใดเช่นกันที่ระบุว่า ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะเคยอ่านศ่อละวาตในการนั่งตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย! ...
เพราะ .. หลักฐานที่ถูกต้องทั้งหมดเรื่องการอ่านศ่อละวาตในการนั่งตะชะฮ์ฮุด จะเป็นหลักฐานประเภท مُطْلَقٌ -- คือครอบคลุมทั้งสองตะชะฮ์ฮุด -- ดังกล่าวมาแล้ว ...
2. การนั่งอ่านศ่อละวาตในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นสิ่งที่มีรายงานมาจากท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ. ดังหะดีษจากการบันทึกของท่านอัน-นะซาอีย์ หะดีษที่ 1719 และท่านอบู อะวานะฮ์ เล่มที่ 2 หน้า 324 ...
จริงอยู่ แม้การนั่งอ่านศ่อละวาตในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกดังที่มีระบุในหะดีษบทนี้ เป็นเรื่องการนมาซตอนกลางคืน (صَلاَةُ اللَّيْلِ) แต่สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือ การอ่านในนมาซก็ดี, การรุกั๊วะอฺ, การสุญูด, การนั่งตะชะฮ์ฮุด, ตลอดจนซิกรุ้ลลอฮ์ที่ใช้อ่านในอิริยาบถต่างๆในนมาซก็ดี ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ไม่ว่าจะเป็นนมาซฟัรฺฎูหรือนมาซสุนัตดังเป็นที่ทราบกันดี ...
สรุป
1. การอ่านศ่อละวาตให้แก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมในตะชะฮ์ฮุด ถือเป็นบทบัญญัติ .. ตามความเห็นสอดคล้องกันของนักวิชาการ ...
ส่วนความขัดแย้งที่ว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นสุนัตหรือเป็นวาญิบ เป็นเรื่องยากที่จะตัดสิน เพราะหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ทุกบทที่สั่งให้อ่านศ่อละวาต ล้วนมีช่องทางให้มองได้ทั้งสองมุม ผมจึงของดเว้นที่จะออกความเห็นในกรณีนี้ ...
2. คำสั่งให้อ่านศ่อละวาตในตะชะฮ์ฮุดดังกล่าว ครอบคลุมทั้งตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกและตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย เพราะไม่มีหลักฐานบทใดมาจำกัดคำสั่งดังกล่าวว่า หมายถึงตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้ายเท่านั้น ...
3. อนึ่ง หะดีษบางบทที่มีรายงานมาว่า คำสั่งให้อ่านศ่อละวาตในตะชะฮ์ฮุด เป็นเรื่องจำกัดเฉพาะตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย แต่เมื่อตรวจสอบดูแล้ว ไม่ปรากฏว่า จะมีบทใดมีน้ำหนักพอที่จะมาจำกัดคำสั่งให้อ่านศ่อละวาตที่ครอบคลุมทั้งสองคะชะฮ์ฮุดได้ ...
เพราะฉะนั้น การอ่านศ่อละวาตให้แก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมในตะชะฮ์ฮุดของการนมาซจึงมิใช่เป็นเรื่องเฉพาะตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย แต่ถือว่าเป็นบทบัญญัติในทั้งสองตะชะฮ์ฮุด ...
4. ส่วนที่มีบันทึกในตำราของมัษฮับชาฟิอีย์ที่กล่าวว่า วาญิบให้อ่านศ่อละวาตในตะชะฮ์ฮุดทั้งสองเพียงแค่คำว่า .. اَللَّهُمَّ صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ โดยไม่ต้องอ่านศ่อละวาตอิบรอฮีมียะฮ์ คือ كَمَا صَلَّيْتَ عَلَى إِبْرَاهِيْمَ وَعَلَى آلِ إِبْرَاهِيْمَ وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ จนจบด้วยนั้น ...
ทัศนะดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นที่ไม่มีหลักฐานบทใดมารองรับ จึงได้รับการคัดค้านจากนักวิชาการจำนวนมากและจะนำมาปฏิบัติตามไม่ได้ ..
วัลลอฮุ อะฮลัม ...

การอ่านศ่อละวาตในตะชะฮ์ฮุด เป็นสุนัตหรือเป็นวาญิบ ?


โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย


ดังได้กล่าวมาแล้วว่า การอ่านศ่อละวาตหลังจากตะชะฮ์ฮุด ถือเป็น “บทบัญญัติ” ในนมาซ .. ดังหลักฐานที่ได้อธิบายผ่านมาแล้วนั้น แต่นักวิชาการก็ยังขัดแย้งกันในประเด็นที่ว่า บทบัญญัติการอ่านศ่อละวาตดังกล่าว .. โดยเฉพาะหลังจากตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย .. เป็นวาญิบหรือเป็นสุนัต ? ...
นักวิชาการในอดีตส่วนมาก อาทิเช่นท่านอบูหะนีฟะฮ์, ท่านอิหม่ามมาลิก ตลอดจนสานุศิษย์ของทั้งสองท่าน, ท่านซุฟยาน อัษ-เษารีย์, ท่านอัล-เอาซาอีย์ เป็นต้น กล่าวว่า การอ่านศ่อละวาตหลังจากตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย เป็นสุนัต! ...
หมายความว่า หากผู้ใดนมาซโดยไม่อ่านศ่อละวาตในตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้ายของเขา ก็ไม่ทำให้เสียนมาซแต่อย่างใด ...
แต่นักวิชาการในอดีตบางท่าน อาทิเช่น ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์, ท่านอิหม่ามอะห์มัดจากรายงานครั้งหลังสุดของท่าน, ท่านอัช-ชะอฺบีย์, ท่านอิบนุลอะรอบีย์ เป็นต้น กล่าวว่า การอ่านศ่อละวาตหลังจากตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้ายเป็นวาญิบ หากใครไม่อ่านศ่อละวาต การนมาซของเขาก็ใช้ไม่ได้ ...
เศาะหาบะฮ์บางท่าน เช่นท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ, บุตรชายของท่าน คือท่านอับดุลลอฮ์, และท่านอิบนุมัสอูด ร.ฎ. ก็มีทัศนะว่า การอ่านศ่อละวาตหลังจากตะชะฮ์ฮุด ถือเป็นวาญิบในการนมาซเช่นเดียวกัน ...
สำหรับนักวิชาการยุคหลังหรือยุคปัจจุบันเท่าที่ทราบก็คือ ท่านเช็คมุหัมมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์ซึ่งมีทัศนะว่า การอ่านศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมหลังจากตะชะฮ์ฮุด ถือเป็นวาญิบ .. มิใช่เฉพาะในตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้ายเท่านั้น แต่น่าจะรวมถึงตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกด้วย .. ซึ่งท่านอัล-อัลบานีย์อ้างว่า เป็นทัศนะของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์จากหนังสือ “อัล-อุมม์” เล่มที่ 1 หน้า 102 ดังจะถึงต่อไป ...
(จากหนังสือ “ศิฟะตุ ศ่อลาติ้นนบีย์” ของท่านอัล-อัลบานีย์ หน้า 170, 181-182)
ส่วนท่านเช็คบินบาสซึ่งเป็นนักวิชาการยุคปัจจุบันอีกท่านหนึ่งมีทัศนะว่า การอ่านศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมหลังจากตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกเป็นสุนัต แต่หลังจากตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้ายเป็นวาญิบ! .. ซึ่งทัศนะของท่านเช็คบินบาสดัง กล่าวนี้ทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ท่านเอาหลักฐานใดมาจำแนกว่าการศ่อละวาตในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกเป็นสุนัต และการศ่อละวาตในตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้ายเป็นวาญิบ ...
เพราะหลักฐานที่นำมาอ้างเรื่องการอ่านศ่อละวาตหลังตะชะฮ์ฮุดทั้งสองก็คือหลักฐานบทเดียวกัน ...
ที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุดสำหรับท่านเช็คบินบาสในกรณีนี้ก็คือ ถ้ามองว่าการอ่านศ่อละวาตหลังตะชะฮ์ฮุดเป็นวาญิบ ก็ต้องเป็นวาญิบในทั้งสองตะชะฮ์ฮุด ..
หรือถ้ามองว่าเป็นสุนัต ก็ต้องเป็นสุนัตในทั้งสองตะชะฮฺฮุด เพราะไม่มีหลักฐานที่ถูกต้องบทใดมาแบ่งแยกการอ่านศ่อละวาตในสองตะชะฮ์ฮุดนั้นว่า นั่นเป็นสุนัต นี่เป็นวาญิบ .. ดังรายละเอียดที่จะอธิบายในตอนต่อไป ...
ท่านอัช-เชากานีย์ เจ้าของหนังสือ “นัยลุ้ลเอาฏอรฺ” ได้นำหลักฐานจากหะดีษบางบทมาโต้แย้งและหักล้างหลักฐานของผู้ที่มีทัศนะว่าการอ่านศ่อละวาตหลังตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้ายเป็นวาญิบ แล้วท่านก็กล่าวสรุปว่า การอ่านศ่อละวาตหลังจากตะชะฮ์ฮุด .. ทั้งตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ในการนมาซ .. เป็นสุนัต ...
(สรุปจากหนังสือ “นัยลุ้ลเอาฏอรฺ” เล่มที่ 2 หน้า 321-324) ...
ผมจะไม่นำเอารายละเอียดความขัดแย้งตลอดจนหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายอ้างอิงเรื่องวาญิบหรือสุนัตการอ่านศ่อละวาตหลัง “ตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย” มาวิเคราะห์ ณ ที่นี้ เพราะจะทำให้ข้อเขียนนี้ยืดเยื้อและออกนอกประเด็นเกินไป และผมก็ไม่กล้าตัดสินความผิดถูกของ 2 ทัศนะที่ขัดแย้งกันในเรื่องสุนัต-วาญิบนี้ด้วย เพราะหลักฐานที่แต่ละฝ่ายนำมาอ้างค่อนข้างก้ำกึ่งกัน และหลายบทก็เป็นหะดีษเดียวกันด้วยซ้ำไป ...
ความขัดแย้งเรื่องวาญิบ – สุนัต จึงเป็นเพียงการ “มองต่างมุม” ของนักวิชาการในความหนัก - เบาของคำสั่งท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเท่านั้น ...
ตัวอย่างเช่น “คำสั่ง” ให้อ่านศ่อละวาตจากหะดีษของท่านฟุฎอละฮ์ บิน อุบัย ร.ฎ. ที่ว่า ...
أَنَّ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ رَأَى رَجُلاً يُصَلِّىْ، لَمْ يَحْمَدِاللهَ وَلَمْ يُمَجِّدْهُ وَلَمْ يُصَلِّ عَلَى النَّبِىِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ، فَقَالَ النَّبِىُّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : عَجَّلَ هَذَا، ثُمَّ دَعَاهُ النَّبِىُّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقَالَ : إِذَا صَلَّى أَحَدُكُمْ فَلْيَبْدَأْ بِحَمْدِ رَبِّهِ وَالثَّنَاءِ عَلَيْهِ، وَلْيُصَلِّ عَلَى النَّبِىِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَلْيَدْعُ مَا شَاءَ ...
ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เห็นชายผู้หนึ่งนมาซ โดยไม่ได้กล่าวสรรเสริญและยกย่องพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. และมิได้กล่าวศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ท่านจึงกล่าวว่า .. “ชายผู้นี้รีบเร่งจนเกินไป” .. แล้วท่านก็เรียกเขามาและกล่าวว่า .. “เมื่อพวกท่านคนใดนมาซ ก็ให้เขาเริ่มต้นด้วยการสรรเสริญพระผู้อภิบาลของเขาและยกย่องพระองค์ และจงอ่านศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และให้เขาขอดุอาตามที่เขาประสงค์” ...
หะดีษบทนี้ เป็นหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์, บันทึกโดยท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 1481, ท่านอิบนุคุซัยมะฮ์ หะดีษที่ 710, ท่านอะห์มัด เล่มที่ 6 หน้า 18 และท่านอัล-หากิม เล่มที่ 1 หน้า 401 ...
ท่านอิหม่ามนะวะวีย์ ได้กล่าวในหนังสือ “ชัรฺหุมุสลิม” เล่มที่ 4 หน้า 124 ว่า .. คำสั่งในหะดีษนี้ (ที่ว่า .. และ “จงอ่าน” ศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ถือว่า เป็นวาญิบ .. (ตามกฎเกณฑ์ขั้นพื้นฐานของวิชาอุศูลุ้ลฟิกฮ์) ...
ดังนั้น ความหมายจากคำสั่งนี้ก็คือ วาญิบจะต้องอ่านศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมในการนมาซ ...
แต่ท่านเจ้าของหนังสือ “มุนตะกอ อัล-อัคบารฺ” ได้อธิบายหะดีษนี้ในลักษณะว่า คำสั่งให้ศ่อละวาตในนมาซข้างต้นเป็นสุนัตไม่ใช่วาญิบ เพราะถ้าวาญิบให้อ่านศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์ในการนมาซ ท่านนบีย์ก็จะต้องสั่งให้ชายผู้นั้นนมาซใหม่ด้วย เนื่องจากนมาซครั้งแรกของเขาถือว่าไม่เศ๊าะห์(ใช้ไม่ได้) เพราะไม่มีการอ่านศ่อละวาตให้แก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ...
การที่ท่านนบีย์มิได้ใช้ให้เขานมาซใหม่จึงแสดงว่านมาซเก่าของเขายังใช้ได้ ดังนั้น คำสั่งให้อ่านศ่อละวาตแก่ท่านในหะดีษบทนี้จึงมิใช่เป็นวาญิบ ...
(จากหนังสือ “นัยลุ้ลเอาฏอรฺ” เล่มที่ 2 หน้า 326-327) ...
ดังนั้น หากจะถือตามทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่ที่มองว่า การอ่านศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์ – แม้กระทั่งในตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย – เป็นเพียงสุนัต (คือถ้าไม่อ่านก็ไม่เสียนมาซ) ผมก็คิดว่า แล้วมีความจำเป็นอย่างใดหรือที่พวกเราจะมาโต้แย้งกันว่า ต้องอ่านศ่อละวาตในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกด้วยหรือไม่? ...
ลงขนาดการอ่านศ่อละวาตในตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้ายยังเป็นเพียงสุนัต(ตามทัศนะของนักวิชาการส่วนใหญ่) การอ่านศ่อละวาตในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกก็ไม่ต้องพูดถึง! ...
เพราะความหมาย “สุนัต” ก็ดังที่รู้ๆกันดี .. คือ ถ้าทำก็ได้บุญ, ถ้าไม่ทำก็ไม่บาป.. แค่นั้นเอง ...
เมื่อเราตัดปัญหาความขัดแย้งเรื่องการอ่านศ่อละวาตเป็นสุนัตหรือเป็นวาญิบออกไป เหลือเพียงอย่างเดียวที่ “ไม่ขัดแย้ง” คือ การอ่านศ่อละวาตหลังจากตะชะฮ์ฮุดในการนมาซ เป็น “บทบัญญัติ” ดังได้กล่าวมาแล้ว ...
ปัญหาต่อมาก็คือ ...
การอ่านศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์เป็นบทบัญญัติเฉพาะตะชะฮ์ฮุดครั้งหลังหรือทั้งสองตะชะฮ์ฮุด?

การอ่านศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์เป็นบทบัญญัติเฉพาะตะชะฮ์ฮุดครั้งหลังหรือทั้งสองตะชะฮ์ฮุด ?



โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย


มีนักวิชาการทั้งอดีตและปัจจุบันหลายท่านถือว่า การอ่านศ่อละวาตใน “ตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก” เป็นบทบัญญัติด้วย .. ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ...
1. ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ .. ได้กล่าวในหนังสือ “อัล-อุมม์” เล่มที่ 1 หน้า 102 ว่า ...
وَالتَّشَهُّدُ فِى اْلاُوْلَى وَالثَّانِيَةُ لَفْظٌ وَاحِدٌ لاَ يَخْتَلِفُ، ... وَمَعْنَى قَوْلِىْ : "اَلتَّشَهُّدُ" اَلتَّشَهُّدُ وَالصَّلاَةُ عَلَى النَّبِىِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ لاَ يَجْزِيْهِ أَحَدُهُمَا عَنِ اْلآخَرِ ...
การอ่านตะชะฮ์ฮุด “ครั้งแรกและครั้งที่สอง” มีข้อความอย่างเดียวกัน ไม่มีอะไรแตกต่างกัน! .. และความหมายคำพูดของฉันที่ว่า “ตะชะฮ์ฮุด” หมายถึงการ(อ่าน)ตะชะฮ์ฮุดและการศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม .. จะมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งโดยปราศจากอีกอย่างหนึ่งไม่ได้ ...
และท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ก็ได้กล่าวข้อความที่คล้ายคลึงกันนี้อีกครั้งหนึ่งในหนังสือเล่มเดียวกัน หน้า 105 ...
2. ท่านอัช-เชากานีย์ .. ได้กล่าวในหนังสือ “นัยลุ้ลเอาฏอรฺ” ว่า ...
وَلَكِنْ تَخْصِيْصُ التَّشَهُّدِ اْلأَخِيْرِ بِهَا مِمَّالَمْ يَدُلَّ عَلَيْهِ دَلِيْلٌ صَحِيْحٌ وَلاَ ضَعِيْفٌ، وَجَمِيْعُ هَذِهِ اْلأَدِلَّةِ الَّتِىْ اسْتَدَّلَ بِهَا الْقَائِلُوْنَ بِالْوُجُوْبِ لاَ تَخْتَصُّ بِاْلأَخِيْرِ، وَغَايَةُ مَا اسْتَدَّلُوْا بِهِ عَلَى تَخْصِيْصِ اْلأَخِيْرِ بِهَا حَدِيْثُ "أَنَّ النَّبِىَّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ كَانَ يَجْلِسُ فِى التَّشَهُّدِ اْلأَوْسَطِ كَمَا يَجْلِسُ عَلَى الرَّضْفِ" أَخْرَجَهُ أَبُوْدَاوُدَ وَالتِّرْمِذِىُّ وَالنَّسَائِىُّ وَلَيْسَ فِيْهِ إِلاَّ مَشْرُوْعِيَّةُ التَّخْفِيْفِ، وَهُوَ يَحْصُلُ بِجَعْلِهِ أَخَفَّ مِنْ مُقَابِلِهِ أَعْنِىْ التَّشَهُّدَ اْلأَخِيْرَ، وَأَمَّا أَنَّهُ يَسْتَلْزِمُ تَرْكَ مَا دَلَّ عَلَيْهِ الدَّلِيْلُ عَلَى مَشْرُوْعِيَّتِهِ فَلاَ، وَلاَ شَكَّ أَنَّ الْمُصَلِّىَ إِذَا اقْتَصَرَ عَلَى أَحَدِ التَّشَهُّدَاتِ وَعَلَى أَخْصَرِ أَلْفَاظِ الصَّلاَةِ عَلَيْهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ كَانَ مُسَارِعًا غَايَةَ الْمُسَارَعَةِ بِاعْتِبَارِمَا يَقَعُ مِنْ تَطْوِيْلِ اْلأَخِيْرِ بِالتَّعَوُّذِ مِنَ اْلأَرْبَعِ وَاْلأَدْعِيَةِ الْمَأْمُوْرِ بِمُطْلَقِهَا وَمُقَيَّدِهَا فِيْهِ ...
“แต่การกำหนดว่า ให้อ่านศ่อละวาตเฉพาะตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้ายเท่านั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีหลักฐานใดๆ ไม่ว่าหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์หรือหะดีษเฎาะอีฟ มายืนยันไว้ และหลักฐานทั้งหมดที่ผู้กล่าวอ้างเป็นหลักฐานว่าวาญิบให้อ่านศ่อละวาต ก็ไม่มีบทใดกำหนดว่าให้อ่านมันในตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย ซึ่งบทสรุปของหลักฐานที่พวกเขานำมาอ้างก็คือหะดีษที่ว่า .. “แท้จริงท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจะนั่งในตะชะฮ์ฮุดกลาง (คือตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก) เหมือนกับนั่งบนก้อนหินที่ถูกเผาจนร้อน” .. อันเป็นรายงานของท่านอบูดาวูด, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ และท่านอัน-นะซาอีย์ ในหะดีษนี้ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าบทบัญญัติให้รีบเร่ง (ในการนั่งตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก)เท่านั้น ซึ่งสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นได้จากการนั่งในตะชะฮ์ฮุดนี้ให้สั้นกว่าการนั่งในคู่ของมัน คือตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย .. อนึ่ง ความ(เข้าใจที่ว่า) จำเป็นจากการรีบเร่งในการนั่งในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก จะต้องละทิ้งสิ่งซึ่งมีหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นบทบัญญัติ (คือการอ่านศ่อละวาต) ก็ไม่ไช่(เป้าหมายของหะดีษนี้) เพราะไม่มีข้อสงสัยเลยว่า ผู้นมาซนั้น เมื่อเขาจำกัดการอ่านเพียงตะชะฮ์ฮุดใดตะชะฮ์ฮุดหนึ่ง และรวบรัดการอ่านศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์ด้วยถ้อยคำที่สั้นที่สุด(ในตะชะฮ์ฮุดนั้น) เขาก็ต้องรีบมันสุดๆหากนำไปเปรียบเทียบกับการอ่านให้ยาวในตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย ซึ่งมีการอ่านตะเอาวุซ (ขอความคุ้มครองจาก 4 ประการ) และดุอาอื่นๆอีกมากมายที่ถูกใช้ให้อ่านในนั้น(ตะชะฮฺฮุดครั้งสุดท้าย) .. ทั้งดุอาทั่วๆไปและดุอาเฉพาะ(คือดุอาที่มีรายงานมาในหะดีษ)” ...
(จากหนังสือ “นัยลุ้ลเอาฏอรฺ” เล่มที่ 2 หน้า 324) ...
จากคำกล่าวของท่านอัช-เชากานีย์ข้างต้น ผมมีเรื่องที่จะต้องชี้แจงใน 3 ประเด็นดังนี้ ...
ก. คำกล่าวที่ว่า .. การกำหนดว่า ให้อ่านศ่อละวาตเฉพาะตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย เป็นสิ่งที่ไม่มีหลักฐานใดๆ ไม่ว่าหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์หรือหะดีษเฎาะอีฟมายืนยันไว้ ...
คำกล่าวนี้ มีบางส่วนที่ไม่ถูกต้อง เพราะในเรื่องการกำหนดให้อ่านศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์เฉพาะในตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย เป็นสิ่งที่มีหลักฐาน .. แต่เป็นหลักฐานจากหะดีษเฎาะอีฟ! .. ดังจะได้อธิบายต่อไป ...
ข. จากหะดีษที่ว่า .. “แท้จริง ท่านนบีย์ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมจะนั่งในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกเหมือนกับนั่งบนก้อนหินร้อนๆ” .. แล้วท่านอัช-เชากานีย์อธิบายว่า หะดีษบทนี้เป็นเพียงหลักฐานให้ “รีบเร่ง” ในการนั่งตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก แต่มิใช่เป็นหลักฐานเรื่องให้ “ละทิ้ง” การอ่านตะชะฮ์ฮุดแก่ท่านนบีย์ในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกด้วย .. นั้น ...
คำอธิบายดังกล่าวนี้ สอดคล้องกับคำกล่าวของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ในหนังสือ “อัล-อุมม์” เล่มที่ 1 หน้า 105 ที่กล่าวว่า ...
فَفِىْ هَذَا – وَاللهُ تَعَاَلى أَعْلَمُ – دَلِيْلٌ عَلَى أَنْ لاَ يَزِيْدَ فِى الْجُلُوْسِ اْلأَوَّلِ عَلَى التَّشَهُّدِ وَالصَّلاَةِ عَلَى النَّبِىِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ...
“และในหะดีษบทนี้ – วัลลอฮุ อะอฺลัม - เป็นหลักฐานว่า มิให้ผู้นมาซเพิ่มเติมสิ่งใดในการนั่งตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก ให้นอกเหนือไปจากการอ่านตะชะฮ์ฮุดและการอ่านศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม” ...
ค. สายรายงานของหะดีษบทนี้ที่อ้างว่า ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมนั่งในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกเหมือนท่านนั่งบนก้อนหินที่ถูกเผาจนร้อน เป็นสายรายงานที่เฎาะอีฟ จึงนำมาอ้างเป็นหลักฐานไม่ได้ ดังจะได้อธิบายต่อไปเช่นเดียวกัน ...
3. นักวิชาการยุคหลังสองท่านซึ่งได้รับการยอมรับจากมุสลิมทั่วโลก คือท่านเช็คบินบาซและท่านเช็คอัล-อัลบานีย์ มีความเห็นสอดคล้องกันว่า การอ่านศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก เป็นบทบัญญัติ! ..
ต่างกันเพียงท่านเช็คบินบาซถือว่า บทบัญญัติดังกล่าว “เป็นสุนัต”, ขณะที่ท่านอัล-อัลบานีย์มีแนวโน้มถือว่า บทบัญญัติดังกล่าว “เป็นวาญิบ” .. ดังได้กล่าวมาแล้ว
ท่านเช็คบินบาซได้กล่าวในหนังสือ “اَلدُّرُوْسُ الْمُهِمَّةُ لِعَامَّةِ اْلاُمَّةِ” หน้า 8 ว่า ...
إِنْ كَانَتِ الصَّلاَةُ ثُلاَثِيَّةً كَالْمَغْرِبِ، أَوْرُبَاعِيَّةً كَالظُّهْرِ وَالْعَصْر وَالْعِشَاءِ فَإِنَّهُ يَقْرَأُ التَّشَهُّدَ الْمَذْكُوْرَ آنِفًا مَعَ الصَّلاَةِ عَلَى النَّبِىِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ......... وَإِنْ تَرَكَ الصَّلاَةَ عَلَى النَّبِىِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بَعْدَ التَّشَهُّدِ اْلأَوَّلِ (فَلاَ بَأْسَ) ِلأَنَّهُ مُسْتَحَبٌّ، وَلَيْسَ بِوَاحِبٍ فِى التَّشَهُّدِ اْلأَوَّلِ
“หากเป็นนมาซประเภท 3 ร็อกอะฮ์เช่นนมาซมัคริบ, หรือประเภท 4 ร็อกอะฮ์ เช่นนมาซซุฮ์รี่, อัศรี่และอิชา ก็ให้เขาอ่านตะชะฮ์ฮุดดังที่กล่าวมาเมื่อตะกี้นี้ พร้อมกับอ่านศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมด้วย ....... และหากเขาละทิ้งการอ่านศ่อละวาตแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม หลังจากตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก (ก็ไม่เป็นไร) เพราะมัน(ศ่อละวาต) เป็นสิ่งที่ชอบให้ปฏิบัติ (คือสุนัต) ไม่ใช่เป็นสิ่งวาญิบหลังจากตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก” ...
ส่วนท่านอัล-อัลบานีย์ได้กล่าวในหนังสือ “ศิฟะตุศ่อลาติ้นนบีย์ฯ” หน้า164ว่า ...
فَقَدْ قَالُوْا : يَا رَسُوْلَ اللهِ! قَدْ عَلِمْنَا كَيْفَ نُسَلِّمُ عَلَيْكَ، (أَىْ فِى التَّشَهُّدِ) فَكَيْفَ نُصَلِّىْ عَلَيْكَ؟ قَالَ : قُوْلُوْا : اَللَّهُمَّ صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ ........ اَلْحَدِيْثَ، فَلَمْ يَخُصَّ تَشَهُّدًا دُوْنَ تَشَهُّدٍ، فَفِيْهِ دَلِيْلٌ عَلَى مَشْرُوْعِيَّةِ الصَّلاَةِ عَلَيْهِ فِى التَّشَهُّدِ اْلأَوَّلِ أَيْضًا ...
“แน่นอนพวกเขา(เศาะหาบะฮ์)กล่าวว่า .. โอ้ ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ พวกเราทราบแล้วว่าจะอ่านสล่ามแก่ท่านอย่างไร(ในตะชะฮ์ฮุด) แล้วเราจะอ่านศ่อละวาตแก่ท่านอย่างไร? ท่านตอบว่า .. พวกท่านจงกล่าวว่า .. اَللَّهُمَّ صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ ... (จนจบหะดีษ) ซึ่งท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมก็มิได้จำกัด(การอ่านศ่อละวาต) ในตะชะฮ์ฮุดใดโดยปราศจากการอ่านในตะชะฮ์ฮุดอื่น ในคำสั่งนี้จึงเป็นหลักฐานเรื่องมีบัญญัติให้อ่านศ่อละวาตแก่ท่านในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกด้วย ...”
หลักฐานที่ว่า การอ่านศ่อละวาตหลังตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกเป็นบทบัญญัติ มีดังต่อไปนี้ ..

หลักฐานที่ว่า การอ่านศ่อละวาตหลังตะชะฮ์ฮุดครั้งแรกเป็นบทบัญญัติ


โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย


นักวิชาการที่มีทัศนะดังกล่าว ได้อ้างหลักฐานและการวิเคราะห์มา 2 ประเด็นดังนี้ ...
1. เพราะหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ทุกบทที่ใช้ให้อ่านศ่อละวาตในนมาซ(หลังตะชะฮ์ฮุด) ไม่มีบทใดเลยกำหนดว่าให้อ่านศ่อละวาตเฉพาะในตะชะฮ์ฮุดครั้งสุดท้าย ดังนั้นคำสั่งให้อ่านศ่อละวาตในตะชะฮ์ฮุดจึงถือว่า مُطْلَقٌ .. คือครอบคลุมทั้งสองตะชะฮ์ฮุด ...
ท่านอัล-อัลบานีย์ ได้กล่าวอธิบายในกรณีนี้ว่า ...
فَكَمَا أَنَّ السَّلاَمَ عَلَيْهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يُشْرَعُ فِىْ كُلِّ تَشَهُّدٍ فَكَذَلِكَ تُشْرَعُ الصَّلاَةُ عَلَيْهِ بَعْدَ كُلِّ تَشَهُّدٍ، سَوَاءٌ فِى الْجُلُوْسِ اْلأَوَّلِ أَوِ اْلآخِرِ لِعُمُوْمِ اْلأَدِلَّةِ وَإِطْلاَقِهَا
“ดังเช่นที่การอ่านสล่ามแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นบทบัญญัติในทุกๆตะชะฮ์ฮุด ในทำนองเดียวกันการอ่านศ่อละวาตแก่ท่านก็เป็นบทบัญญัติหลังจากทุกๆตะชะฮ์ฮุดเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นในการนั่งครั้งแรกหรือครั้งสุดท้าย เพราะหลักฐานของเรื่องนี้(การอ่านศ่อละวาต) กว้างและครอบคลุม(ทั้งสองตะชะฮ์ฮุด)” ...
(จากหนังสือ “อัศลุ ศิฟะติศ่อลาตินนบีย์ฯ” ของท่านอัล-อัลบานีย์ เล่มที่ 3 หน้า 904) ...
การกำหนด (تَخْصِيْصٌ) บทบัญญัติใดที่มีหลักการครอบคลุมให้มีความหมายแคบลง ตามหลักการจะต้องอาศัยหลักฐานที่ถูกต้อง, ชัดเจน (صَحِيْحٌ صَرِيْحٌ) เท่านั้น จะใช้หลักฐานที่ชัดเจนแต่ไม่ถูกต้อง, หรือหลักฐานที่ถูกต้องแต่ไม่ชัดเจนมากำหนดบทบัญญัติที่ครอบคลุมกว้างๆไม่ได้ ...
2. จากการวิเคราะห์คำสั่งของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ในอายะฮ์ที่ 56 ซูเราะฮ์อัล-อะห์ซาบ ที่ว่า ...
يَا اَيُّهَاالَّذِيْنَ آمَنُوْا صَلُّوْا عَلَيْهِ وَسَلِّمُوْا تَسْلِيْمًا
“โอ้ ศรัทธาชนทั้งหลาย พวกท่านจงศ่อละวาตและสล่ามแก่เขา (นบีย์) อย่างเทิดทูนเถิด” ...
โองการบทนี้แสดงว่า พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ได้สั่งให้บรรดาผู้ศรัทธากล่าวศ่อละวาตและกล่าวสล่ามแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ควบคู่กันไปทั้งสองอย่าง
ท่านอิบนุ้ลก็อยยิม อัลญูซียะฮ์ ได้กล่าวอธิบายในกรณีนี้ว่า ...
فَدَلَّ عَلَى أَنَّهُ حَيْثُ شُرِعَ التَّسْلِيْمُ عَلَيْهِ شُرِعَتِ الصَّلاَةُ عَلَيْهِ، وَلِهَذَا سَأَلَهَ أَصْحَابُهُ عَنْ كَيْفِيَّةِ الصَّلاَةِ عَلَيْهِ وَقَالُوْا : قَدْ عَلِمْنَاكَيْفَ نُسَلِّمُ عَلَيْكَ، فَكَيْفَ نُصَلِّىْ عَلَيْكَ؟ فَدَلَّ عَلَى أَنَّ الصَّلاَةَ عَلَيْهِ مَقْرُوْنَةٌ بِالسَّلاَمِ عَلَيْهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْه وَسَلَّمَ، وَمَعْلُوْمٌ أَنَّ الْمُصَلِّىَ يُسَلِّمُ عَلَى النَّبِىِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ – يَعْنِىْ فِى التَّشَهُّدِ اْلأَوَّلِ، فَيُشْرَعُ لَهُ أَنْ يُصَلِّىَ عَلَيْهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ...
“โองการข้างต้นแสดงว่า ณ ที่ใดที่มีบทบัญญัติให้กล่าวสล่ามแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม (ณ ที่นั้น) ก็มีบทบัญญัติให้กล่าวศ่อละวาตแก่ท่านด้วย! ด้วยเหตุนี้ บรรดาเศาะหาบะฮ์จึงได้ถามท่านนบีย์ถึงวิธีการกล่าวศ่อละวาตแก่ท่านโดยกล่าวว่า .. “แน่นอน พวกเราทราบแล้วถึงวิธีการกล่าวสล่ามแก่ท่าน, แล้วศ่อละวาตเล่า พวกเราจะกล่าวแก่ท่านอย่างไร?” .. คำถามดังกล่าวแสดงว่า การกล่าวศ่อละวาตแก่ท่าน นบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จะต้องมาควบคู่กับการกล่าวสล่ามแก่ท่าน .. ซึ่งสิ่งอันเป็นที่รับรู้กันก็คือ ผู้นมาซนั้นจะต้องกล่าวสล่ามแก่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม(ในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก) ดังนั้นจึงมีบทบัญญัติให้เขากล่าวศ่อละวาตแก่ท่าน (ในตะชะฮ์ฮุดครั้งแรก) ด้วย” ...
(จากหนังสือ “ญะลาอุ้ลอัฟฮาม” ของท่านอิบนุ้ลก็อยยิม หน้า 249) ...
สิ่งที่ช่วยเน้นน้ำหนักความเข้าใจดังกล่าวก็คือ ในโองการนี้มีการเชื่อมระหว่างคำว่า صَلُّوْا عَلَيْهِ และคำว่า سَلِّمُوْا تَسْلِيْمًا ด้วยพยัญชนะ وَ (แปลว่า และ) ...
ตามหลักไวยากรณ์อาหรับถือว่า การเชื่อมระหว่างคำต่อคำหรือระหว่างประโยคต่อประโยคด้วยพยัญชนะ وَ (และ) จะบ่งบอกความหมาย مُطْلَقِ الْجَمْعِ (การรวมกันโดยปราศจากข้อแม้) .. ซึ่งความหมายในที่นี้ก็คือ ทั้งคำที่เชื่อม (การอ่านสล่าม) และคำที่ถูกเชื่อม (การอ่านศ่อละวาต) จะต้องกล่าวควบคู่กันไป ...
ดังนั้น เมื่อท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สอนบรรดาเศาะหาบะฮ์ของท่านให้อ่านสล่ามแก่ท่านในตะชะฮ์ฮุดทั้งสองของการนมาซ ซึ่งแสดงว่าการอ่านสล่ามในตะชะฮ์ฮุดทั้งสองเป็นบทบัญญัติ แล้วบรรดาเศาะหาบะฮ์ก็ถามต่อไปถึงการอ่านศ่อละวาตแก่ท่านโดยพวกเขาอ้างถึงคำสั่งของพระองค์อัลลอฮ์ที่สั่งให้อ่านทั้งศ่อละวาตและสล่าม (จากโองการที่ 56 ซูเราะฮ์อัล-อะห์ซาบ) มาเป็นไตเติ้ลในคำถาม ...
แสดงว่า การอ่านศ่อละวาตดังคำสั่งของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ต้องเป็นบทบัญญัติหลังจากตะชะฮ์ฮุดทั้งสองเช่นเดียวกัน ...


นมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิดรวมกับนมาซสุนัตก่อนฟัรฺฎู ได้หรือไม่ ?.


โดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย


การนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิด หมายถึงการนมาซเพื่อเป็นการเคารพหรือให้เกียรติแก่มัสญิดในทุกครั้งที่เข้าไปในมัสญิด ก่อนที่จะนั่งลง ....
ไม่เคยปรากฏมีข้อความด้วยคำว่า الْمَسْجِدِ تَحِيَّةِ صَلاَةُ หรือ “นมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิด” ในสำนวนของหะดีษบทใดที่สั่งให้มีการนมาซเมื่อเข้าไปในมัสญิด, .. เหมือนๆกับไม่เคยปรากฏคำว่า “นมาซตะรอเวี๊ยะห์” ในสำนวนของหะดีษบทใดในเรื่องการนมาซยามค่ำคืนของเดือนรอมะฎอน ....
ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม เคยแต่เพียงสั่งว่า “เมื่อพวกท่านคนใดเข้าไปในมัสญิด ก็ให้เขานมาซ 2 ร็อกอะฮ์ก่อนที่เขาจะนั่งลง” .. หรืออีกสำนวนหนึ่งก็คือ “เมื่อพวกท่านคนใดเข้าไปในมัสญิด ก็อย่าเพิ่งนั่งลงจนกว่าจะนมาซ 2 ร็อกอะฮ์เสียก่อน” ...
แล้วนักวิชาการก็มาวิเคราะห์ดูว่า ทำไมท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม จึงมีคำสั่งให้นมาซทุกครั้งเมื่อเข้าไปในมัสญิด ? ......
คำตอบก็คือ มิใช่เพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นการให้เกียรติและแสดงความเคารพต่อสถานที่อันทรงเกียรตินี้, เพราะเจตนารมณ์ที่แท้จริงที่ได้ให้มีการสร้างมัสญิดขึ้นมา ก็เพื่อมุ่งเน้นการนมาซเป็นหลักใหญ่, ดังนั้น สิ่งแรกสุดที่ต้องกระทำเมื่อเข้าไปในมัสญิดก็คือ “การนมาซ” เพื่อเป็นการให้เกียรติสถานที่.... (ซึ่งโดยรูปการณ์จะเป็นนมาซอะไรก็ได้ สุดแต่เงื่อนไขของเวลาที่เข้าไปในมัสญิดแต่ละครั้ง ถือว่าเป็นการเคารพและให้เกียรติมัสญิดทั้งนั้น) ... ดังจะได้อธิบายต่อไป ......
หะดีษเกี่ยวกับเรื่องการนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิด มีรายงานมาจากเศาะหาบะฮ์หลายท่าน อาทิเช่น ท่านเกาะตาดะฮ์ บิน ริบอีย์ อัล-อันศอรีย์, ท่านญาบิรฺ บิน อับดุลลอฮ์, ท่านอบู ฮุร็อยเราะฮ์ , ท่านอบู ซัรฺร์ อัล-ฆิฟารีย์ ร.ฎ. เป็นต้น ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ......
หะดีษบทที่ 1 .. ท่านอบู เกาะตาดะฮ์ บิน ริบอีย์ ร.ฎ. ได้กล่าวว่า ... ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ...
اِذَادَخَلَ اَحَدُكُمُ الْمَسْجِدَ فَلْيَرْكَعْ رَكْعَتَيْنِ قَبْلَ اَنْ يَجْلِسَ ...
“เมื่อพวกท่านคนใดเข้าไปในมัสญิด ก็ให้เขานมาซ 2 ร็อกอะฮ์ก่อนที่จะนั่งลง”.....
(บันทึกโดย ท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 1163, ท่านมุสลิม หะดีษที่ 69/714, ท่านอบูดาวูด -หะดีษที่ 467, ท่านอัน-นะซาอีย์ หะดีษที่ 729, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 316, ท่านอิบนุมาญะฮ์, หะดีษที่ 1013, และท่านผู้บันทึกหะดีษท่านอื่นๆอีก)
และในสำนวนของท่านอบูดาวูด มีข้อความจากคำกล่าวของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมเพิ่มเติมว่า .....
( ثُمَّ لِيَقْعُدْ بَعْدُ اِنْ شَآءَ، اَوْ لِيَذْهَبْ لِحَاجَتِهِ )

.....“แล้วหลังจากนั้น หากเขาต้องการจะนั่งก็ให้เขานั่ง, หรือเขาต้องการจะไปธุระที่ไหนก็ให้เขาไป” ......
และในบันทึกของท่านมุสลิม (หะดีษที่ 70/714) จากการรายงานของท่านอัมร์บิน สุลัยม์,- จากท่านเกาะตาดะฮ์ มีรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของหะดีษนี้ ดังนี้ .....
หะดีษบทที่ 2 .. ท่านเกาะตาดะฮ์ บิน ริบอีย์ ร.ฎ. ได้เล่าว่า ....
دَخَلْتُ الْمَسْجِدَ وَرَسُوْلُ اللَّـهِ صَلَّي اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ جَالِسٌ بَيْنَ ظَهْرَانِي النَّاسِ، قَالَ : -- فَجَلَسْتُ، فَقَالَ رَسُوْلُ اللَّـهِ صَلَّي اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : " مَامَنَعَكَ اَنْ تَرْكَعَ رَكْعَتَيْنِ قَبْلَ اَنْ تَجْلِسَ ؟" قَالَ : فَقُلْتُ : يَارَسُوْلَ اللَّـهِ ! رَأَيْتُكَ جَالِسًا، وَالنَّاسُ جُلُوْسٌ، قَالَ : -"فَإِذَا دَخَلَ اَحَدُكُمُ الْمَسْجِدَ ، فَلاَ يَجْلِسْ حَتَّي يَرْكَعَ رَكْعَتَيْنِ " .......

“ฉันเข้าไปในมัสญิด ขณะที่ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม นั่งอยู่ท่ามกลางวงล้อมของประชาชน, (ท่านเกาะตาดะฮ์กล่าวว่า) ฉันจึงนั่งลง, ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมจึงกล่าวว่า “ท่านขัดข้องอย่างใดหรือจึงไม่ทำนมาซ 2 ร็อกอะฮ์ก่อนที่จะนั่งลงน่ะ?” .... ฉันจึงตอบว่า “โอ้ ท่านรอซู้ลุลลอฮ์! ก็ฉันเห็นท่านกำลังนั่งอยู่ และคนอื่นๆก็นั่งอยู่ทั้งนั้น” .... ท่านจึงกล่าวว่า “เมื่อคนใดจากพวกท่านเข้าไปในมัสญิด เขาก็อย่าเพิ่งนั่งลงจนกว่าจะได้นมาซ 2 ร็อกอะฮ์เสียก่อน” ......
บรรดานักวิชาการ ต่างมีทัศนะที่ขัดแย้งกันในเรื่องของการนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิดอยู่ 3 ประเด็นด้วยกัน คือ ..
1. การนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิดเป็นวาญิบหรือเป็นสุนัต ?, ...
2. เมื่อเข้าไปในมัสญิดแล้วนั่งลงก่อนที่จะนมาซ เขาจะต้องลุกขึ้นทำนมาซนี้หรือไม่ ?,
3. หากเข้าไปในมัสญิดหลังอะซานนมาซฟัรฺฎู แล้วทำนมาซสุนัตก่อนฟัรฺฎูหรือทำนมาซฟัรฺฎูเลย โดยมิได้ทำนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิดเสียก่อน จะถือว่า ได้นมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิดโดยอัตโนมัติด้วยหรือไม่ ....
สำหรับในประเด็นแรก ... หลักฐานสำคัญของผู้ที่มีทัศนะว่า การนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิดเป็นวาญิบก็คือ กฎเกณฑ์ของวิชาอุศูลุลฟิกฮ์ที่ว่า “พื้นฐานของคำสั่ง ถือว่า เป็นวาญิบ” ... และ..... “พื้นฐานของการห้าม คือ หะรอม” ...... ซึ่งในเรื่องของการนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิดนี้ ก็มีทั้งคำสั่งและคำห้าม, คือ สั่งให้นมาซก่อนที่จะนั่งลง -- ดังสำนวนของหะดีษบทแรก,... และห้ามนั่งจนกว่าจะได้นมาซเสียก่อน-- ดังสำนวนของหะดีษบทที่สอง .....
นอกจากนี้ การที่ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งท่านสุลัยก์ อัล-ฆ็อฏฟานีย์ ให้ลุกขึ้นทำนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิด --- ทั้งๆที่ท่านได้นั่งลงเรียบร้อยแล้วหลังจากเข้ามาในมัสญิดในวันศุกร์ ขณะที่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมกำลังนั่งบนมิมบัรฺ ... ก็เป็นสิ่งยืนยันน้ำหนักให้แก่ทัศนะนี้มากยิ่งขึ้น .....
ท่านอัช-เชากานีย์ ได้นำเอาหลักฐานจากทัศนะของผู้ที่ถือว่า การนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิดเป็นสุนัตทั้งหมด มาตีแผ่ในหนังสือ “นัยลุ้ลเอาฏ็อรฺ” เล่มที่ 3 หน้า 82-84, .... แล้วท่านก็ได้นำเอาหลักฐานต่างๆและเหตุผลมาหักล้างทัศนะเหล่านั้น แล้วกล่าวสรุปในหน้าที่ 84 ว่า ตามรูปการณ์แล้ว ความถูกต้องน่าจะอยู่กับทัศนะที่ว่า การนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิด เป็นวาญิบ ....
ส่วนในประเด็นที่สอง,... คือเมื่อเข้าไปในมัสญิดแล้วนั่งลงก่อนที่จะนมาซ จะต้องลุกขึ้นทำนมาซนี้อีกหรือไม่ ? .... ท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ ได้ทำการวิเคราะห์ในหนังสือ “ฟัตหุ้ล บารีย์” เล่มที่ 2 หน้า 412, โดยได้วิเคราะห์จากหะดีษบทที่สอง จากการรายงานของท่านเกาะตาดะฮ์ บิน ริบอีย์, (และจากหะดีษที่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งให้ท่านสุลัยก์ อัล-ฆ็อฏฟานีย์ ลุกขึ้นทำนมาซนี้อีกหลังจากที่เขาได้นั่งลงแล้วเมื่อตอนเข้ามาในมัสญิดขณะท่านนบีย์กำลังอ่านคุฏบะฮ์วันศุกร์) ว่า การนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิด จะไม่ขาดตอนเพราะการนั่ง ... คือ สามารถลุกขึ้นทำได้อีก ...
แต่นักวิชาการบางท่านได้กำหนดเงื่อนไขว่า การลุกขึ้นมาทำนมาซนี้หลังจากได้นั่งลงแล้ว ควรจำกัดเฉพาะคนที่นั่งลงเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเพราะลืมเท่านั้น .. ดังในกรณีย์ของท่านเกาะตาดะฮ์และท่านสุลัยก์เป็นตัวอย่าง, มิใช่ในกรณีย์ของผู้ที่มีเจตนาหรือจงใจจะนั่งทั้งๆที่รู้ว่า ยังไม่ได้นมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิดแต่ประการใด ..... ซึ่งผมก็เห็นด้วยกับทัศนะดังกล่าวนี้ เพราะถือว่า เป็นทัศนะที่ได้รวมหะดีษสองบทที่ดูจะขัดแย้งกัน ---- คือ คำสั่งให้ผู้ที่เข้าไปในมัสญิด นมาซก่อนที่จะนั่ง, และคำสั่งให้ผู้ที่นั่งลงแล้วลุกขึ้นมาทำนมาซอีก ---- ได้อย่างลงตัวที่สุด .....
สำหรับประเด็นสุดท้าย คือในประเด็นที่ว่า หากเราเข้าไปในมัสญิดหลังจากอะซานนมาซซุบฮ์หรือนมาซซุฮ์รี่ แล้วเราก็นมาซสุนัต 2 ร็อกอะฮ์ ก่อนละหมาดฟัรฺฎูนั้น โดยเนียตรวมนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิดเข้าไปด้วย จะได้หรือไม่ ? .....
สำหรับคำตอบปัญหานี้ ก็อย่างที่ผมได้เรียนไปตั้งแต่ต้นแล้วว่า เจตนารมณ์ของการนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิดก็คือ เพื่อเคารพและให้เกียรติมัสญิดด้วยการนมาซ, จะเป็นนมาซอะไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับเวลาที่เราเข้าไปในมัสญิด ......
หากเราเข้าไปในมัสญิด ในเวลาปกติที่มิใช่ตรงกับเวลาของการนมาซใดๆ, ก็ให้เรานมาซเป็นเอกเทศ 2 ร็อกอะฮ์ อย่างที่เรียกกันว่า นมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิด, ...
หากเราเข้าไปในมัสญิดหลังจากการอะซานของนมาซใดๆ แต่ยังไม่มีการอิกอมะฮ์ ก็ให้เรานมาซสุนัตก่อนนมาซฟัรฺฎู (ถ้านมาซนั้นมีสุนัตก่อนฟัรฺฎู) .... ก็ถือว่า เราได้ให้เกียรติแก่มัสญิดแล้ว ด้วยการนมาซสุนัตก่อนฟัรฺฏูนั้น .....
หากเราเข้าไปในมัสญิดขณะกำลังมีการอิกอมะฮ์ เพื่อจะนมาซฟัรฺฎูใดๆ ... แล้วเราก็รีบไปเข้าแถวและร่วมนมาซญะมาอะฮ์พร้อมกับอิหม่าม ... ก็ถือว่า เราได้ให้เกียรติแก่มัสญิดแล้วด้วยการนมาซฟัรฺฎูนั้น .....
นี่คือ ทัศนะของบรรดานักวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนี้ และผมยังไม่เคยเจอทัศนะใดๆที่จะแตกต่างไปจากนี้ ....
ท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ ได้กล่าวอธิบายในหนังสือ “ฟัตหุ้ลบารีย์” ซึ่งเป็นหนังสืออธิบายหะดีษของท่านบุคอรีย์, เล่มที่ 1 หน้า 14 มีข้อความว่า ....
وَقَدْ يَحْصُلُ غَيْرُ الْمَنْوِىِّ لِمُدْرِكٍ آخَرَ، كَمَنْ دَخَلَ الْمَسْجِدَ فَصَلَّي الْفَرْضَ اَوِالرَّاتِبَةِ قَبْلَ اَنْ يَقْعُدَ فَاِنَّهُ يَحْصُلُ لَهُ تَحِيَّةُ الْمَسْجِدِ نَوَاهَـا اَوْ لَمْ يَنْوِهَـا، ِلاَنَّ الْقَصْدَ بِالتَّحِيَّةِ شُغْلُ الْبُقْعَةِ وَقَدْ حَصَلَ ...

“และบางครั้ง ก็อาจจะได้รับในสิ่งที่มิได้ตั้งเจตนาเอาไว้ด้วย เนื่องจากมีสิ่งหนุนเนื่องอย่างอื่นประกอบ, อย่างเช่นผู้ที่เข้าไปในมัสญิด แล้วเขาก็นมาซฟัรฺฎูหรือนมาซสุนัตก่อนฟัรฺฎูเลยก่อนที่จะนั่งลง ในกรณีนี้ ถือว่า เขาได้รับผลของการนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิดด้วย ไม่ว่าเขาจะเนียตมันหรือไม่ก็ตาม, ... ทั้งนี้ เพราะเจตนารมณ์ของการนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิดก็คือ การปฏิบัติภารกิจ (หมายถึงการนมาซ) ในสถานที่นั้นๆ (คือในมัสญิด) ซึ่งมันก็ได้บังเกิดขึ้นมาแล้ว (ด้วยการนมาซฟัรฺฎูหรือนมาซสุนัตก่อนฟัรฺฎูที่เขาได้ปฏิบัติลงไป” ....
สรุปแล้ว ผมมองว่า การนมาซตะหี้ยะตุ้ลมัสญิด ก็มีหลักการคล้ายๆกับการ “ฏอว้าฟกุดูม” หรือ การฏอว้าฟเยือนบัยตุ้ลลอฮ์ สำหรับผู้ที่เดินทางเข้าไปในนครมักกะฮ์วันแรกๆไม่มีผิด, ....
ผู้ที่เดินทางเข้าสู่นครมักกะฮ์ในเวลาปกติ โดยมิใช่เป็นเทศกาลแห่งการทำหัจญ์, และเขามิได้เนียตทำอุมเราะฮ์ ก็ให้เขาให้เกียรติบัยตุ้ลลอฮ์ด้วยการฏอว้าฟเยือนเป็นเอกเทศ, ... ด้วยการเนียตว่า เขาฏอว้าฟกุดูม .. หรือฏอว้าฟเยือนบัยตุ้ลลอฮ์ ...
แต่ถ้าเขาเดินทางเข้าสู่นครมักกะฮ์พร้อมกับการเนียตทำอุมเราะฮ์เข้าไปด้วย การฏอว้าฟของเขาในครั้งแรกที่เดินทางเข้าไปในมัสญิดหะรอม ก็คือการฏอว้าฟเพื่อปฏิบัติภารกิจหรือเป็นรุก่นของอุมเราะฮ์เลย ... ซึ่งในการฏอว้าฟครั้งนี้ครั้งเดียว เขาก็ได้รับผลทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน, คือได้ทั้งฏอว้าฟรุก่นของการทำอุมเราะฮ์, และได้ทั้งการฏอว้าฟกุดูมหรือฏอว้าฟเยือนบัยตุ้ลลอฮ์ไปด้วยโดยอัตโนมัติ ... แม้ว่าเขาจะมิได้เนียตฏอว้าฟกุดูมเลยก็ตาม .....
และผมก็ยังไม่เคยเจอความขัดแย้งของบรรดานักวิชาการในกรณีนี้แต่ประการใดเช่นเดียวกัน........

วัลลอฮุ อะอฺลัม.