อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลุ่มต่างๆ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กลุ่มต่างๆ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

เมื่ออะชาอิเราะห์หมกเม็ดตัดตอนคำพูดอิหม่ามอบุลหะซันอัลอัชอะรีย์


มื่อเขาเอาท่อนหัวและหมกเม็ดส่วนกลางและหาง
แนวทาง อุลามาอฺ อะหฺลุซซุนนะห์ถูกใจเพจ
21 ธันวาคม 2016
ท่านอิหม่ามอะบุลหะซัน อัลอัชอะรีย์ ปราชน์ใหญ่ชั้นแนวหน้าของเราชาวอะห์ลุซซุนนะห์วัลญะมาอะห์ (ฮ.ศ. 260-324)
ได้กล่าวไว้ว่า
قَالَ اَهْلُ السُّنَّةِ وَاَصْحَابُ الْحَدِيْثِ لَيْسَ بِجِسْمٍ وَلاَ يُشْبِهُ الاَشْيَاءَ
ความว่า..
“ได้กล่าวโดยชาวอะฮฺลุสซุนนะฮ์และอะฮฺลุลหะดีษ อัลลอฮฺนั้นไม่ใช่ด้วยกับรูปร่าง และพระองค์ทรงไม่คล้ายกับสรรพสิ่งทั้งหลาย”
อัลอัชอะรีย์, มะกอล้าต อัลอิสลามียีน, หน้า 211.
...............................
ปล..ท่านเช็คซัลมาน อันนัดวีย์ อุลามาอฺที่ถูกขนานนาม จากบรรดาอุลามาอฺร่วมสมัยทั่วโลกว่า
"ราชสีห์แห่งอิเดีย"
ท่านได้กล่าวไว้ว่า ..
แนวทางอะชาอิเราะห์และมาตุรีดียะห์(อะห์ลุซซุนนะห์คณะเก่า)นั้น
คือแนวทางของบรรดาอุลามาอ์มากกว่า99เปอเซนต์บนหน้าโลก.
วัลลอฮุอะลัม
@@@@@@@@@@@@@
ข้างต้น นายนามปลอม แนวทาง อุลามาอฺ อะหฺลุซซุนนะห์ ได้ตัดเอาท่อนหัวของคำพูดอิหม่ามอบุลหะซันอัลอัชอะรีย์ แต่ได้หมกเม็ดท่อนกลางและท่อนปลายของประโยค มาดูเต็มๆ
وقال أهل السنة وأصحاب الحديث: ليس بجسم ولا يشبه الأشياء وأنه على العرش كما قال عز وجل: {الرحمن على العرش استوى} طه5،، ولا نقدم بين يدي الله في القول، بل نقول استوى بلا كيف.
وأنه نور كما قال تعالى: {الله نور السموات والأرض} النور35.
وأن له وجهاً كما قال الله: {ويبقى وجه ربك} الرحمن27.
وأن له يدين كما قال: {خلقت بيدي} ص75.
وأن له عينين كما قال: {تجري بأعيننا} القمر14.
وأنه يجيء يوم القيامة هو وملائكته كما قال: {وجاء ربك والملك صفاً صفاً} الفجر22.
وأنه ينزل إلى السماء الدنيا كما جاء في الحديث.
ولم يقولوا شيئاً إلا ما وجدوه في الكتاب، أو جاءت به الرواية عن رسول الله
‫
ชาวอะห์ลุซซุนนะห์และปราชญ์ฮะดีษกล่าวว่า : พระองค์ทรงไม่มีตัวตน(เรื่อนร่างดั่งมนุษย์) และเราจะไม่เอาพระองค์ไปตัชบีฮิ์(เปรียบเทียบกับสิ่งถูกสร้าง) และดังนั้นพระองค์ทรงอยู่บนอะรัช ดั่งที่พระองค์(อัซซะวะญัล) กล่าวว่า
{الرَّحْمَنُ عَلَى الْعَرْشِ اسْتَوَى} [طه 20 : 5]
ผู้ทรงกรุณา ทรงดำรงอยู่เหนือบัลลังก์(ตอฮา 20 :5.)
และเราจะไม่ล้ำหน้าพระองค์(อวดรู้ไปกว่าพระองค์ -ผู้แปล) แต่พวกเราขอกล่าวว่า พระองค์ทรงสถิต(อิสตะวา)โดยไม่รู้วิธีของมัน และพระองค์ทรงมีนูร(รัศมี) ดั่งที่พระองค์ทรงตรัสว่า
{اللَّهُ نُورُ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ} [النور 24 : 35].
อัลลอฮ์ทรงเป็นดวงประทีปแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน (อันนูร 24 : 35)
และพระองค์ทรงมีพระพักตร์ ดั่งที่พระองค์ทรงตรัสว่า
{ وَيَبْقَىٰ وَجْهُ رَبِّكَ ذُو الْجَلَالِ وَالْإِكْرَامِ } [الرحمن 55 : 27].
และพระพักตร์ของพระเจ้าของเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผู้ทรงโปรดปรานเท่านั้นที่จะยังคงเหลืออยู่ (อัรเราะห์มาน 55 : 27 )
และพระองค์ทรงมีพระหัตถ์ทั้ง 2 ดั่งเช่นที่พระองค์ทรงตรัสว่า
{خَلَقْتُ بِيَدَيَّ} [ص 38 : 75] .
ข้าได้สร้าง(อาดัม)ด้วยมือทั้งสองของข้า (ซ้อด 38 : 75)
และพระองค์ทรงมีพระเนตรทั้ง 2 ดั่งเช่นที่พระองค์ตรัสว่า
{تَجْرِي بِأَعْيُنِنَا} [القمر 54 : 14].
มัน (เรือ) ได้แล่นไปต่อหน้าเรา (อัลเกาะมัร 54 : 14)
และพระองค์ได้ทรงเสด็จมาในวันกิยามะห์พร้อมกับมลาอิกะห์ ดั่งคำตรัสของพระองค์ที่ว่า
{وَجَاء رَبُّكَ وَالْمَلَكُ صَفًّا صَفًّا} [الفجر 89 : 22].
และพระเจ้าของเจ้าเสด็จมาพร้อมทั้งมะลาอิกะฮฺด้วยเป็นแถว ๆ (อัลฟัญร์ 89 : 22)
และพระองค์ทรงเสด็จลงมายังฟากฟ้าของดุนยา ดั่งเช่นฮะดีษ(ภาคผลของการละหมาดตะฮัจยุด) และพวกเราจะไม่กล่าวสิ่งใด เว้นเจอมันจะมีอยู่ในอัลกุรอ่านหรือมีรายงานมาจากท่านนบีศ้อลลั้ลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม!!!
# มะกอลาต อัลอิสลามมี่ยีน วะอิคติลาฟฟิลมุศ้อลลีน เล่ม 1 หน้า 285
...............
ข้างต้นนาย นามปลอม แนวทาง อุลามาอฺ อะหฺลุซซุนนะห์ เอาตัดเอาแค่เฉพาะปลายๆนิดหนึ่ง ล้วหมกเม็ดส่วนที่เห็นว่ากระทบต่อแนวคิดตัวเอง นี่ขนาดอิหม่ามของตัวเองแท้ๆ ยังกล้าที่จะตัดตอนคำพูดของท่านได้ -นาอูซุบิลละฮ ขอเรียนว่า "เรื่องรูปร่าง" นั้น ไม่มีระบุไว้ในอัลกุรอ่าน ในเชิงปฏิเสธ หรือในเชิงการยืนยัน และไม่มีสะลัฟท่านใด ยืนยันว่า การยืนยันสิฟาตตามตัวบทคือการให้รูปร่างแก่อัลลอฮ ดังข้อความต่อมาของคำพูดท่านอิหม่ามอบูหะซันได้ยืนยันไว้ ตามตัวบทที่อัลลอฮตรัสไว้และท่านนบีกล่าวไว้ โดยไม่ตีความ(ตะวีล)แต่อาชาอิเราะฮได้ตัดข้อความต่อมาที่ท่านอยูหะซันกล่าว และหมกเม็ดไว้ นี่แหละคือพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้ เพราะคิดว่าคนอาวามไม่รู้

والله أعلم بالصواب

อะสัน หมัดอะดั้ม
22/1/60

หมายเหตุ
1. ที่ระบายสีแดง คือส่วนที่อาชาอิเราะฮเอามาอ้าง
2. และที่ระบายสีเหลือง เขาตัด




วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

หากสิ่งที่พวกอะชาอิเราะฮฺพูดกันคือความจริง ท่านนบีก็คงจะต้องถ่ายทอดและบอกต่อสิ่งนี้เอาไว้แล้ว



บทความนี้กล่าวขึ้นโดย อับดุ้ลมุ้ฮฺซิน อิบนุ ฮั้มดฺ อั้ลอั้บบ้าด อั้ลบั้ดรฺ 21/8/1427 (ฮ.ศ.)

อาบีดีณ โยธาสมุทร แปลและเรียบเรียง 23/2/1437 – มะดีนะฮฺ ร่อซูลิ้ลลาฮฺ –


*หมายเหตุ ข้อมูลนี้ ได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้องแล้ว จากเจ้าของบทความให้ทำการแปลและเผยแพร่ได้ เมื่อวันที่ 28/4/1437 ตรงกับ 7/2/2016. -อาบีดีณ โยธาสมุทร ผู้แปลและเรียบเรียง-

بسماللهالرحمنالرحيم

الحمد لله رب العالمين، وصلى الله وبارك على رسوله وعلى آله وصحبه.وبعد،

เพื่อเป็นการให้คำตอบสำหรับคำถามที่เกี่ยวข้องกับพวกอะชาอิเราะฮฺที่ว่า: พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺหรือไม่? นั้น

ผมขอเรียนว่า: ชาวอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺคือ บรรดาศ่อฮาบะฮฺผู้ทรงเกียรติ ร่อดิยั้ลลอฮุอันฮุม ตลอดจนบุคคลที่ดำเนินตนอยู่บนแนวทางของพวกท่านเหล่านั้น ดังที่ท่าน (นบี) ﷺ ได้บอกเอาไว้ในการชี้แจงถึงกลุ่มชนที่รอดพ้นและปลอดภัย (จากฟิตนะฮฺและการหลงทาง) ( الفرقة الناجية ) ที่ว่า : (( هم من كان على ما أنا عليه وأصحابي ))

((พวกเขาคือ บุคคลที่ตั่งมั่นอยู่บนสิ่งที่ข้าฯและเหล่าสหายของข้าฯตั่งมั่นอยู่บนนั้น))

ซึ่งหลักความเชื่อของพวกท่านเหล่านี้ในเรื่องบรรดาพระนามของอัลลอฮฺ อั้ซซะวะญั้ล และบรรดาพระลักษณะต่างๆของพระองค์นั้น ก็คือ การให้การยืนยันว่าอัลลอฮฺ อั้ซซะวะญั้ล ทรงเป็นไปตามข้อมูลที่อั้ลกิตาบและอั้ซซุนนะฮฺได้ให้การยืนยันเอาไว้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบรรดาพระนามและพระลักษณะของพระองค์ ซึ่ง(เป็นการให้การยืนยันที่)วางอยู่บนรูปแบบที่มีความเหมาะสมและคู่ควรกับอัลลอฮฺ ซุบอานะฮูวะตะอาลา โดยจะไม่เข้าไปลงรายละเอียดเสาะหาว่าเป็นอย่างไร หรือเข้าไปทำการเปรียบเทียบว่าพระองค์ทรงคล้ายหรือเหมือนกับอะไร และไม่เข้าไปทำการบิดเบือน, เปลี่ยนความหมาย,หรือปฏิเสธความหมาย(ของข้อมูลดังกล่าว)แต่อย่างใดทั้งสิ้น ดังที่อัลลอฮฺ อั้ซซะวะญั้ล ได้ตรัสไว้ว่า

لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ ۖ وَهُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ

((ไม่มีอะไรทั้งสิ้นเหมือนกับพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงมองเห็น))

ในอายะฮฺนี้ได้ระบุข้อมูลที่ให้การยืนยันเอาไว้ว่าอัลลอฮฺ พระผู้ทรงสูงส่ง ทรงมีพระลักษณะสองพระลักษณะ ซึ่งได้แก่ การได้ยินและการเห็น โดยอยู่ในพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า

وَهُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ

(( และพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงมองเห็น))

อีกทั้ง ยังได้มีการกำจัดความคล้ายคลึงกันให้หมดไประหว่างสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระองค์(อัลลอฮฺ)กับพระองค์(อัลลอฮฺ)เอง เอาไว้อีกด้วย โดยอยู่ในพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า

لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ ۖ

((ไม่มีอะไรทั้งสิ้นเหมือนกับพระองค์))

ส่วนพวกอะชาอิเราะฮฺนั้น พวกเขาคือ พวกที่สังกัดเข้าร่วมกับแนวคิดของ อบีฮะซัน อั้ลอั้ชอะรี่ยฺ ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ซึ่งเกิดปีที่ – ฮ.ศ.270 – และเสียชีวิตปีที่ – ฮ.ศ.330 – แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่มีขึ้นก่อนหน้าที่ท่าน(อบีฮะซัน)จะหวนกลับสู่แนวทางของชาวอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺ

ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้ ก็ได้แก่ การทำการเปลี่ยนแปลงความหมาย(ตีความ) ( تأويل ) พระลักษณะส่วนใหญ่จากบรรดาพระลักษณะของอัลลอฮฺนั่นเอง ซึ่งแนวคิดๆนี้เป็นแนวคิดที่ค้านกันกับแนวทางของชาวอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺ

และจากข้อมูลข้างต้นนี้นี่เอง จึงถือได้ว่า พวกอะชาอิเราะฮฺคือ ส่วนหนึ่งจากบรรดากลุ่มอิสลามที่เพี้ยนไปจากสิ่งที่ชาวอะฮฺลุ้ซซุนนะฮฺวั้ลญะมาอะฮฺได้ตั่งมั่นกันอยู่บนนั้น

มันไม่กินกับปัญญาเลยครับ กับการที่ความจริงและความถูกต้องได้ถูกปิดเอาไว้ไม่ให้คนที่เป็นศ่อฮาบะฮฺ ไม่ให้คนที่เป็นตาบิอีนหรือคนที่เป็นอั้ตบ๊าอิ้ตตาบิอีน (ยุคที่อยู่ถัดจากยุคตาบิอีน) ได้รับทราบกัน แต่แล้วความจริงและความถูกต้องนี้ กลับมาปรากฏตัวขึ้นในภายหลัง ท่ามกลางหมู่ชนที่เป็นผู้ที่ดำเนินตนตามหลักความเชื่ออะไรซักอย่างหนึ่ง ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาหลังจากยุคของพวกท่านเหล่านั้น

ท่านอั้ลฮาฟิ้ซ อิบนุฮะญั้รได้ถ่ายทอดข้อความจำนวนมากจากบรรดาสลัฟเอาไว้ใน ฟัตฮุ้ลบารียฺ ซึ่งพูดถึงหลักความเชื่อที่ถูกต้องที่วางอยู่บนอั้ลกิตาบและอั้ซซุนนะฮฺ และความเข้าใจของบรรพชนของอุมมะฮฺนี้ ( سلف الأمة )เอาไว้ โดยท่านได้ทำการปิดท้ายการถ่ายทอดบรรดาข้อความดังกล่าวด้วยคำพูดของท่านที่ว่า

” وقد تقدم النقل عن أهل العصر الثالث وهم فقهاء الأمصار، كالثوري والأوزاعي ومالك والليث ومن عاصرهم وكذا من أخذ عنهم من الأئمة ، فكيف لا يوثق بما اتفق عليه أهل القرون الثلاثة وهم خير القرون بشهادة صاحب الشريعة؟” ا.هـ (13/407)

“และที่ผ่านมานี้ ก็ได้มีการหยิบยกข้อมูลจากกลุ่มชนแห่งยุคที่สามมาถ่ายทอดเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งพวกท่านเหล่านี้ต่างเป็น นักวิชาการคนสำคัญของแต่ละมุมเมือง ( فقهاء الأمصار ) เช่นท่านอั้ซเซารียฺ ,ท่านอั้ลเอาซาอียฺ ,ท่านมาลิก , ท่านไล้ซฺและท่านอื่นๆที่อยู่ร่วมยุคสมัยเดียวกันกับพวกท่าน ตลอดจน(ข้อมูลจาก)บรรดาบุคคลชั้นนำทั้งหลายทั้งปวงที่เข้ามารับสืบถอดวิชาการไปจากพวกท่านเหล่านี้ก็ด้วยเช่นกัน ดังนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จะให้ไม่ยอมเชื่อถือและไม่ยอมวางใจต่อข้อมูลที่บรรดาบุคคลแห่งยุคสมัยทั้งสามได้เห็นพ้องเป็นมติที่ตรงกันไว้แล้วได้อย่างไรกัน ทั้งๆที่พวกท่านเหล่านี้คือ ยุคที่เยี่ยมที่สุดแห่งบรรดายุคสมัยทั้งปวง โดยการรับรองและการยืนยันจากผู้เป็นเจ้าของบทบัญญัติ?.”

ท่าน (อั้ลฮาฟิ้ซ อิบนุฮะญั้ร)ยังได้เล่าถึงข้อมูลจากท่านอั้ลฮะซัน อั้ลบั้ศรี่ยฺไว้อีกด้วยว่า ท่านได้กล่าวไว้ว่า:

” لو كان ما يقول الجعد حقاً لبلّغه النبي صلى الله عليه وسلم ” اهـ (13/504)

“ถ้าหากสิ่งที่อั้ลญ้ะอดฺพูดเอาไว้ คือความจริง ท่านนบี ﷺ ก็คงจะต้องถ่ายทอดและบอกต่อสิ่งนี้เอาไว้แล้วเป็นแน่”

อั้ลญ้ะอดฺคนนี้ หมายถึง ลูกชายของดิ้รฮัม ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งแนวคิดอั้ลญะฮฺมียะฮฺขึ้นมานั่นเอง

และผมเอง ก็ขอพูดเหมือนที่ท่านอั้ลฮะซัน ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮฺ ได้พูดเอาไว้. ว่า:

” لو كان ما يقوله الأشاعرة وغيرهم من المتكلمين حقاً لبلغه الرسول صلى الله عليه وسلم “.

“ถ้าหากสิ่งที่พวกอะชาอิเราะฮฺและพวกอื่นๆที่มาจากพวกที่นิยมการใช้ตรรกะ ( المتكلمين ) ได้พูดกันไว้ คือความจริง ท่านร่อซู้ล ﷺ ก็คงจะต้องถ่ายทอดและบอกต่อสิ่งนี้เอาไว้แล้วเป็นแน่”



วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ชี้แจงกรณี หนังสือ หลักอะกีดะฮ์แนวทางสะลัฟระหว่างอัลอะชาอิเราะฮ์กับวะฮฺฮาบียะฮ์



ชี้แจงกรณี หนังสือ หลักอะกีดะฮ์แนวทางสะลัฟระหว่างอัลอะชาอิเราะฮ์กับวะฮฺฮาบียะฮ์ ใส่ใคล้ พี่น้องมุสลิมที่ถูกอุปโลกน์ให้เป็นวะฮบีย



ในหนังสือ หลักอะกีดะฮ์แนวทางสะลัฟระหว่างอัลอะชาอิเราะฮ์กับวะฮฺฮาบียะฮ์” ของ อ. อารีฟีน แสงวิมาน หน้า 8-9 ได้เลื่อกเอาข้อความในตัฟสีรวอวีย์ส่วนหนึง มาโจมตีและทำลายความเชื่อถือ ผู้ที่เขาได้อุปโลกน์ให้เป็นวะฮบียะฮ โดยเฉพาะเช็คมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ ดังนี้
ท่านอิหม่ามอะหมัด อัศศอวีย์ (ฮ.ศ 1175-1241 กล่าวอธิบายอายะฮ ที่ 6 ของซูเราะฮ์ฟาฏีรที่ว่า

إِنَّ الشَّيْطَانَ لَكُمْ عَدُوٌّ فَاتَّخِذُوهُ عَدُوًّا إِنَّمَا يَدْعُو حِزْبَهُ لِيَكُونُوا مِنْ أَصْحَابِ السَّعِيرِ

“แท้จริง มารร้ายชัยฏอนนั้นเป็นศัตรูกับพวกเจ้า ดังนั้น พวกเจ้าจงถือว่ามันเป็นศัตรู แท้จริง มันเรียกร้องพลพรรคของมัน เพื่อให้พวกมันเป็นสหายแห่งไฟลุกโชติช่วง”
ท่านอิหม่ามอัศศอวีย์ ได้อธิบายว่า

وَقِيْلَ هَذِهِ الأيَةُ نَزَلَتْ فِىْ الخَوَارِجِ الَّذِيْنَ يُحَرِّفُوْنَ تَأْوِيْلَ الكِتَابِ وَالسُّنَّةِ وَيَسْتَحِلُّوْنِ بِذَلِكَ دِمَاءَ الْمُسْلِمِيْنَ وأَمْوَالَهُمْ كَمَا هُوَ مُشَاهَدٌ الآنَ فِيْ نَظَائِرِهِمْ وَهُمْ فِرْقَةٌ بِأَرْضِ الحِجَازِ يُقَالُ لَهُمُ الْوَهَّابِيَّةُ يَحْسِبُوْنَ أَنَّهُمْ عَلىَ شَيْءٍ أَلاَ إِنَّهُمْ هُمُ الْكَاذِبُوْنَ

"ถูกกล่าวว่า อายะฮ์นี้(แท้จริง มารร้ายชัยฏอนนั้นเป็นศัตรูกับพวกเจ้า ดังนั้น พวกเจ้าจงถือว่ามันเป็นศัตรู แท้จริง มันเรียกร้องพลพรรคของมัน เพื่อให้พวกมันเป็นสหายแห่งไฟลุกโชติช่วง”) ถูกประทาน เกี่ยวกับพวกค่อวาริจญฺ ซึ่งพวกเขา ได้ทำการบิดเบือนกับการตีความอัลกุรอานและซุนนะฮ์ ด้วยสิ่งดังกล่าวนี้ พวกเขาจึงได้ทำการอนุมัติเลือดและทรัพย์สินของบรรดามุสลิมมีน ด้วยกับสิ่งดังกล่าว ซึ่งเสมือนกับที่ได้ปรากฏเห็นในปัจจุบัน(คือในสมัยของท่านอัศ-ศอวีย์) โดยที่พวกเขาเหล่านั้น คือชนกลุ่มหนึ่ง ที่อยู่ ณ แผ่นดินหิญาซฺ (แถบนัจญฺดีย์ มักกะฮ์ และมะดีนะฮ์ ปัจจุบัน) ซึ่งพวกเขาถูกเรียกว่า กลุ่มวะฮาบียะฮ์ พวกเขาคิดว่าตนเองอยู่บนสิ่งหนึ่ง(ที่เป็นสัจจะธรรม) แต่พึงทราบเถิดพวกเขาคือบรรดาผู้ที่โกหกมุสา" ดู ฮาชียะห์อัศ-ศอวีย์ อธิบายซูเราะฮ์ อัล-ฟาฏิร อายะฮ์ที่ 6 ตีพิมพ์ที่ มุสตอฟา อัล-หะละบีย์ และฮาชียะฮ์ อัศศอวีย์ 3/307-308 ตีพิมพ์ ที่โรงพิมพ์อัลมัชชัดอัลฮุซัยนีย์
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

ขอชี้แจงดังนี้

ข้อความที่ว่า(قيل ) แปลว่า “ได้ถูกกล่าวว่า” ข้อความนี้ ไม่ใช่ความเห็นของท่านศอวีย์ แต่ท่านได้กล่าวถึง ว่ามีผู้กล่าวเอาไว้ ซึ่งไม่ระบุว่า เป็นใครเป็นผู้กล่าว ซึ่งย่อมไม่มีน้ำหนักในการอ้างมาเป็นหลักฐาน และผู้เขียนจงใจตัดเอาข้อความท่อนนี้ เพื่อทำลายความเชื่อถือ เช็คมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ และกลุ่มที่ถูกเรียกว่า “วะฮบีย” ทั้งๆที่มีข้อความที่ท่านเช็คศอวีย์ ได้อ้างมีต่อไปอีกว่า

وقيل نزلت في لليهود والنصارى

ได้ถูกกล่าวว่า มันถูกประทานลงมา เกี่ยวกับ ยะฮูดและ นะศอรอ
และ อัศศอวีย์ได้กล่าวอีกว่า

قيل نزلت في الشيطان

และถูกกล่าวว่า มันถูกประทานลงมา เกี่ยวกับ ชัยฏอน ......................................

จึงเกิดคำถามขึ้นว่า “ทำไมผู้เขียน คือ อ. อารีฟีน จึง เลือกเอา ประโยคแรก ที่มีคำว่า “วะฮบียะฮ “ ทำไม่ ไม่บอกว่า มีผู้กล่าวว่า “อายะฮนี้ประทานลงมาเกี่ยวกับ ยะฮูด และนะศอรอ ด้วย และบ้างก็ว่าประทานลงมาเกี่ยวกับชัยฏอนที่ยุยงให้มนุษย์เห็นดีเห็นงามตามที่มันยุยง และขอถามว่า มีหลักฐานหะดิษบทใดหรือ ที่มายืนยันสนับสนุนข้อความที่ท่านเลือกเพื่อโจมตีวะฮบีย์
อยากให้ผู้เขียนมาดูคำอธิบายของปราชญ์ยุคสะลัฟและเคาะลัฟ ที่ไม่มีอคติ ต่อคนกลุ่มใดดังนี้
ท่านอิบนุญะรีร ปราชญ์ตัฟสีร ยุคสะลัฟได้อ้างการอธิบายของท่านเกาตาดะฮว่า

حَدَّثَنَا بِشْرٌ قَالَ : ثَنَا يَزِيدُ قَالَ : ثَنَا سَعِيدٌ ، عَنْ قَتَادَةَ قَوْلَهُ ( إِنَّ الشَّيْطَانَ لَكُمْ عَدُوٌّ فَاتَّخِذُوهُ عَدُوًّا ) فَإِنَّهُ لَحَقٌّ عَلَى كُلِّ مُسْلِمٍ عَدَاوَتَهُ ، وَعَدَاوَتُهُ أَنْ يُعَادِيَهُ بِطَاعَةِ اللَّهِ ( إِنَّمَا يَدْعُو حِزْبَهُ ) وَحِزْبُهُ : أَوْلِيَاؤُهُ ( لِيَكُونُوا مِنْ أَصْحَابِ السَّعِيرِ ) أَيْ : لِيَسُوقَهُمْ إِلَى النَّارِ فَهَذِهِ عَدَاوَتُهُ

บิชรุน ได้เล่าแก่เรา เขากล่าวว่า ยะซีด ได้เล่าแก่เรา เขากล่าวว่า “สะอีด ได้เล่าเรา ว่า รายงานจากเกาะตาดะฮ เกียวกับอายะฮที่ว่า(“แท้จริง มารร้ายชัยฏอนนั้นเป็นศัตรูกับพวกเจ้า ดังนั้น พวกเจ้าจงถือว่ามันเป็นศัตรู) ดังนั้น เป็นหน้าทีเหนือมุสลิมทุกคน ต้องเป็นศัตรู กับมัน และการเป็นศัตรูกับมัน คือ เป็นปฏิภักษ์(ศัตรู)ต่อมันด้วยการภักดีต่ออัลลอฮ (แท้จริง มันเรียกร้องพลพรรคของมัน) และพลพรรคของมัน หมายถึง บรรดาสหายของมัน (เพื่อให้พวกมันเป็นสหายแห่งไฟลุกโชติช่วง) หมายถึง เพื่อมันจะได้ลากพวกเขาลงสู่นรก และนี่คือ การเป็นศัตรูของมัน
– ตัฟสีรอัฏอบรีย์ เล่ม ๑๐ หน้า ๔๔๐
มาดูคำอธิบายของอิบนุกะษีร (ร.ฮ) ปราชญ์ตัฟสีร ยุคเคาะลัฟ อธิบายดังนี้
ثُمَّ بَيَّنَ تَعَالَى عَدَاوَةَ إِبْلِيسَ لِابْنِ آدَمَ فَقَالَ : ( إِنَّ الشَّيْطَانَ لَكُمْ عَدُوٌّ فَاتَّخِذُوهُ عَدُوًّا ) أَيْ : هُوَ مُبَارِزٌ لَكُمْ بِالْعَدَاوَةِ ، فَعَادُوهُ أَنْتُمْ أَشَدَّ الْعَدَاوَةِ ، وَخَالِفُوهُ وَكَذِّبُوهُ فِيمَا يَغُرُّكُمْ بِهِ ، ( إِنَّمَا يَدْعُو حِزْبَهُ لِيَكُونُوا مِنْ أَصْحَابِ السَّعِيرِ ) أَيْ : إِنَّمَا يَقْصِدُ أَنْ يُضِلَّكُمْ حَتَّى تَدْخُلُوا مَعَهُ إِلَى عَذَابِ السَّعِيرِ ، فَهَذَا هُوَ الْعَدُوُّ الْمُبِينُ

ต่อมาอัลลอฮตะอาลา ได้ชี้แจงถึงการเป็นศัตรูของอิบลิส ที่มีต่อลูกหลานอาดัม โดยพระองค์ได้ตรัสว่า(“แท้จริง มารร้ายชัยฏอนนั้นเป็นศัตรูกับพวกเจ้า ดังนั้น พวกเจ้าจงถือว่ามันเป็นศัตรู) หมายถึง มันคือผู้ที่แสดงการเป็นศัตรูกับพวกเจ้าชัดเจน ดังนั้น พวกเจ้าเองจงเป็นศัตรูกับมันอย่างแข็งขัน ,พวกเจ้าจงขัดแย้งและปฏิเสธมัน ในสิ่งที่มันหลอกลวงพวกเจ้า(ศัตรู แท้จริง มันเรียกร้องพลพรรคของมัน เพื่อให้พวกมันเป็นสหายแห่งไฟลุกโชติช่วง) หมายถึง ความจริง มันเจตนาทำให้พวกเจ้าหลงผิด จนกระทั่งพวกเจ้าเข้านรกพร้อมกับมัน และนี้คือ การเป็นศัตรูอย่างชัดแจ้ง
– ดูตัฟสีรอิบนุกะษีร เล่ม ๖ อรรถาธิบายซูเราะฟาฏีร อายะฮที่ ๖

หมายเหตุ ผู้เขียนเลือกเอาเฉพาะส่วนที่ระบายสีแดง เพราะมีคำว่า"วะฮบียะฮ" แล้วส่วนที่อยู่ในกรอบสีน้ำเงินทำไมไม่เอามาอ้าง ที่เขาบอกว่า "ได้ถูกประทานลงมาเกี่ยวกับ ยะฮูดและนะศอรอ



จากเพจ มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม


วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

คำฟัตวาของเชค มุหัมมัด นาศิรุดดีน อัลบานีย์ เกี่ยวกับกลุ่มญะมาอัตตับลีฆฺ



الشيخ محمد بن ناصر الدين الألباني - رحمه الله

คำถาม: ท่านมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับกลุ่มญะมาอัตตับลีฆฺ มันจะเป็นการอนุญาตไหมสำหรับนักศึกษาที่มีความรู้หรือคนทั่วๆไปที่จะออกไปกับพวกเขา โดยกล่าวอ้างว่าออกไปเรียกร้องเชิญชวนมาสู่หนทางของอัลลอฮ์

ตอบ:

กลุ่มญะมาอัตตับลีฆฺไม่ได้ยึดรูปแบบ (มินฮาจ) จากกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺของท่านศาสดาตลอดจนบรรดาคู่ลาฟาอัรรอชิดีน ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่อนุญาตให้ออกไป ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่ปฎิบัติตามรูปแบบ(มินฮาจ) ในการเรียกร้องตามรูปแบบของคู่ลาฟาอุรรอชิดีนที่ได้ทำไว้ แต่สำหรับอาเล็มผู้ที่มีความรู้ดีก็สามารถออกไปเชิญชวนมาสู่อัลลอฮ์โดยออกไปกับพวกเขา

แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ดีแล้ว จำเป็นที่เขาจะต้องอยู่ในประเทศของเขาและแสวงหาความรู้ในมัสยิด จนกระทั่งเกิดมีผู้มีความรู้ในหมู่ของพวกเขาผู้ซึ่งจะสามารถ ตั้งกลุ่มที่จะเรียกร้องเชิญชวนไปสู่อัลลอฮ์ แต่ตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่เช่นนี้ก็จำเป็นต่อนักศึกษาที่มีความรู้ ที่จะเรียกร้องกลุ่มญะมาอีตตับลีฆฺ ให้หันมาศึกษาคำสอนจากกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺของท่านศาสดา (จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ) และเชิญชวนผู้คนเรียกร้องดะอวะฮฺไปสู่กิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺ

ในตอนเริ่มนั้นกลุ่มญะมาอัตตับลีฆฺ ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำแบบที่เป็นอยู่ แต่ทว่าพวกเขาถือว่า การกระทำแบบอื่นจะเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดการแตกแยก และด้วยเหตุนี้จึงทำให้พวกเขามีลักษณะคล้ายคลึงมากที่สุดกับกลุ่มญะมาอัตของกลุ่มอิควานอัลมุสลิมีน กลุ่มญะมาอัตตับลีฆฺกล่าวว่างานดะอฺวะฮฺของพวกเขานั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของ กิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺ อย่างไรก็ตามสิ่งนี้เป็นเพียงคำพูดที่ฟังไม่ขึ้น และไม่มีเหตุผล เพราะเป็นที่แน่นอนว่า พวกเขาไม่มีหลักอะกีดะฮฺ(หลักความเชื่อมั่น) ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในหมู่ของพวกเขา ดังนั้นเราจะพบว่าพวกเขาบางคนก็เป็นพวกมาตู่รีดีย์ บางคนก็เป็นพวกอัชอารีย์ ในขณะที่บางคนเป็นพวกซูฟีย์ จนกระทั่งบางคนไม่ยึดติดกับแนวความคิดใดๆเลย การดะอฺวะฮฺของพวกเขามีขึ้นก็เพื่อที่จะรวบรวมผู้คนไว้ด้วยกันและมีการสั่งสอนอบรมกัน

ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาไม่ได้สั่งสอนและให้ความรู้กันอย่างจริงๆจังๆ กว่าครึ่งศตวรรษได้ผ่านไปแต่ยังไม่ปรากฏมีอุละมาอจริงๆสักคน ที่เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นมาจากกลุ่มนี้ จะเห็นได้ว่าการดะอฺวะฮฺของกลุ่มญะมาอัตตับลีฆฺจะออกไปในแนวซูฟียะฮ์ โดยพวกเขาจะเรียกร้องไปสู่จรรยามายาทที่ดี แต่ในเรื่องของการปรับปรุงแก้ไขหลักการอะกีดะฮ์ที่ผิดเพี้ยนจากคนในกลุ่มให้ถูกต้องนั้น พวกเขาไม่ได้ใช้ความพยายามเลยแม้แต่น้อย ในการที่จะพยายามปรับปรุงแก้ไขหลักอะกีดะฮฺให้ถูกต้อง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าพวกเขา เชื่อว่าสิ่งนี้จะไปสร้างความแตกแยกและความแตกต่างให้เกิดขึ้น

และเรื่องมีอยู่ว่า คุณสะอีด อัลฮูเซ็น ได้ติดต่อพูดคุยกันทางจดหมายกับหัวหน้าของกลุ่มญะมาอัตตับลีฆฺในอินเดียและปากีสถาน และเป็นที่ปรากฏชัดว่าพวกเขายอมรับและมีความเชื่อในเรื่อง ชะฟาอะฮ์ การให้ความช่วยเหลือและการขอความช่วยเหลือต่อผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺและอีกหลายสิ่ง และเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ที่จะต้องทำการบัยอะฮ์หรือให้คำปฎิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อกลุ่ม

อาจจะมีคนถามว่าก็ในเมื่อพวกเขาได้แก้ไขข้อบกพร่องเนื่องจากความพยายามของคนหลายๆคนช่วยกัน และมีผู้คนมารับอิสลามหลายต่อหลายคน นี่ยังไม่เป็นสิ่งยืนยันที่เพียงพออีกหรือถึงการอนุญาตให้ออกไปและมีส่วนร่วมกับพวกเขาในการเรียกร้อง เราขอตอบว่า จริงๆแล้วเราได้ยินได้ฟังมามากแล้วกับคำพูดเช่นนี้ และเราก็รู้ว่าพวกเขาได้ลอกเลียนแบบมาจากซูฟียะฮ์

ยกตัวอย่างเช่น มีเชคคนหนึ่งที่มีอะกีดะฮ์ที่ผิดเพี้ยน และไม่รู้อะไรที่เกี่ยวกับซุนนะฮฺเลย และได้หลอกเอาทรัพย์สินของประชาชนไป พร้อมกันนั้นก็มีคนที่ทำชั่วแบบเปิดเผยหลายคนไปขอให้พวกเขาลบล้างบาปให้

ดังนั้นกลุ่มไหนก็แล้วแต่ที่เรียกร้องไปสู่ความดีจะต้องปฎิบัติและยึดถือตามกิตาบุลลอฮ์และซุนนะฮ์เพียงเท่านั้น ซึ่งเป็นวิธีการที่บริสุทธิ์

เพราะฉะนั้นพวกเขาเรียกร้องไปสู่อะไรกันเล่า ?

พวกเขาเรียกร้องไปสู่การยึดมั่นกับกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺของท่านศาสดาอย่างแท้จริงหรือเปล่า ?

ตลอดจนไปสู่อะกีดะฮฺของคู่ละฟาอัรรอชิดีน โดยทิ้งการยึดถือกับมัสฮับแบบหลับหูหลับตา จนกระทั่งซุนนะฮ์ของท่านนะบี เข้ามามีอิทธิพลเหนือมัสฮับของพวกเขา พวกเขาทำเช่นนี้หรือเปล่า ?

แต่กลุ่มญะมาอัตตับลีฆฺก็ไม่มีความรู้ในรูปแบบที่ว่านี้ แต่ทว่ารูปแบบ(มินฮาจ) ของพวกเขานั้นจะเปลี่ยนไปตามแต่สถานที่ที่พวกเขาไป ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆเพื่อให้เหมาะสมกับตนเอง

จาก อัล ฟัตวา อัลอิมาร่อตียยะฮฺ ของ อัล อัล-บานี ข้อมูลทั้งหมดนำมาจาก al-Fataawa al-Imaaraatiyyah of al-Albaanee

http://www.fatwaonline.com/fataawa/creed/deviants/0010326_5.htm

ผู้แปล อ.มานัฟ ดีนนุ้ย

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การบิดเบือนหะดิษเพื่อใส่ร้าย มุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ


มาดูโต๊ะครู อัลอัชอะรีย์ แห่งเว็บซุนนะฮสะติวเด้น โจมตีกล่าวหาว่า เช็คมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ โกหกต่อท่านนบี โดยกล่าวข้อความต่อไปนี้

ตราบใดที่ชีอะฮ์ยึดประวัติศาสตร์มาอ้างโดยลักษณะที่ขัดแย้งกับตัวบทของอัลกุรอานและซุนนะฮ์ ผม ไม่ขอเชื่ออย่างเด็ดขาดฉันท์ใด แน่นอนจากบทนำประวัติกำเนิดวะฮาบีย์นี้ผมก็ไม่เชื่ออย่างเด็ดขาดฉันท์นั้น เพราะประวัติบทนำกำเนิดวะฮาบีย์นี้ มันขัดแย้งกับซุนนะฮ์นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และเป็นการกล่าวมุสาต่อซุนนะฮ์นบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ดังนั้นหากเราเชื่อต่อท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เราก็ห้ามเชื่อบทนำประวัติกำเหนิดวะฮาบีย์อันนี้ เพราะท่านร่อซูลุลลอฮ์ได้สาบานต่ออัลเลาะฮ์ในการปฏิเสธเนื้อหาประวัติอันนี้ ไว้ตั้งแต่ 1400 ปีมาแล้ว

รายงานจากอุกบะฮ์ บิน อามีร เขากล่าวว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

وَإِنِّي قَدْ أُعْطِيتُ خَزَائِنَ مَفَاتِيحِ الْأَرْضِ وَإِنِّي وَاللَّهِ مَا أَخَافُ بَعْدِي أَنْ تُشْرِكُوا وَلَكِنْ أَخَافُ أَنْ تَنَافَسُوا فِيهَا

"แท้จริงบรรดาคลังกุญแจแห่งแผ่นดินได้ถูกมอบให้แก่ฉัน และแท้จริงฉันขอสาบานต่ออัลเลาะฮ์ว่า หลังจากที่ฉันเสียชีวิตไปแล้ว ฉันไม่กลัวว่าพวกท่านจะทำชิริก แต่ทว่าฉันกลัวว่าพวกท่านจะแข่งขันกันชิงดีชิงเด่นบนผืนแผ่นดิน" รายงานโดยบุคอรีย์ (3329)

รายงานจากท่านญาบิร เขากล่าวว่า

سَمِعْتُ النَّبِيَّ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏يَقُولُ ‏ ‏ إِنَّ الشَّيْطَانَ قَدْ أَيِسَ أَنْ يَعْبُدَهُ الْمُصَلُّونَ فِي ‏ ‏جَزِيرَةِ الْعَرَبِ ‏ ‏وَلَكِنْ فِي ‏ ‏التَّحْرِيشِ ‏ ‏بَيْنَهُمْ

"ฉันได้ยินท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า แท้จริงชัยฏอนนั้นได้สิ้นหวังให้บรรดาผู้ทำการละหมาด(คือบรรดามุสลิมีน) ทำการกราบไหว้มัน(คือทำชิริก)ในคาบสมุทรอาหรับ แต่มันพยายามสร้างความแตกแยกระหว่างพวกเขา" รายงานโดยมุสลิม (5030)

http://www.sunnahstudent.com/forum/index.php?PHPSESSID=21623b534eb83953844277753a872694&topic=3549.msg27440;topicseen#new
................................................

โต๊ะครูอัลอัลอัซอารีย์ อ้างหะดิษข้างต้น โดยเข้าใจว่า นบี Solallah บอกว่า หลังจากสมัยนบี Solallah คนอาหรับไม่มีการทำชิริก และกล่าวหา ดร.อับดุลลอฮ หนุ่มสุข ที่ระบุ ว่าท่านมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ ทำสงครามกับการทำชิริกในคาบสมุทรอาหรับนั้นเป็นเรื่อง เท็จ ไม่จริง

อัลอัชอัชฮารี พยายามบิดเบือนหะดิษข้างต้น เพื่อโจมตี มุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ ทีพวกตั้งฉายาว่า “วะฮบีย อัลอัลอัซฮารี บอกว่า นบี Solallah ได้สาบานรับรองแล้วว่า คนในโลกอาหรับไม่ทำชิริก เพราะฉะนั้น การที่มุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ อ้างว่า คนอาหรับในสมัยของท่าน ทำชิริก เป็นการโกหกต่อท่านนบี  Solallah นะอูซุบิลละฮ ทั้งๆหะดิษต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่า ต่อไปในอนาคต ยังมีชาวอาหรับทำชิริก บูชาเทวรูป

عن أبي هريرة-رضي الله عنه- أن رسول الله-صلى الله عليه وسلم- قال: لا تقوم الساعة حتى تضطرب أليات نساء دوس حول ذي الخلصة، وكانت صنما تعبدها دوس في الجاهلية بتبالة

รายงานจากอบีฮุรัยเราะฮ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู ว่า รซูลุ้ลลอฮ กล่าวว่า “วันกิยามะฮจะยังไม่เกิดขึ้น จนกว่า สะโพกของบรรดาผู้หญิงเผ่าเดาส์ จะส่ายอยู่รอบๆซิลอัลเคาะเศาะฮ และมันเป็นรูปปั้นที่เผ่าเดาส์เคยเคารพบูชามันในสมัยญาฮิลียะฮ อยู่ที่ตะบะละฮ (เป็นสถานที่แห่งหนึ่งในยะมัน) – หะดิษรายงานโดย บุคอรี ,มุสลิมและอิหม่ามอะหมัด

...............
ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า คนที่โกหก ไม่ใช่ ท่านมุหัมหมัดบิดอับดุลวะฮับ และไม่ใช่ ดร. อับดุลลอฮ หนุ่มสุข แต่เป็น นายอัลอัซอารีย์ โต๊ะครูแห่ง เว็บ ซุนนะฮสะติวเด้น


เช็คอิบนุอุษัยมีน ขออัลลอฮเมตตาต่อท่านได้กล่าวว่า

يأس الشيطان أن يعبد في جزيرة العرب لا يدل على عدم الوقوع ؛ لأنه لما حصلت الفتوحات وقوي الإسلام ودخل الناس في دين الله أفواجاً أيس أن يعبد سوى الله في هذه الجزيرة ‏.‏ فالحديث خبر عما وقع في نفس الشيطان ذلك الوقت ولكنه لا يدل على انتفائه في الواقع ‏.‏

ชัยฏอนหมดหวัง ต่อ การที่มันจะได้รับการเคารพภักดีในคาบสมุทรอาหรับ ไม่ได้แสดงบอกว่า มัน จะไม่เกิดขึ้น เพราะ ว่า เมื่อ ได้รับชัยชนะ,อิสลามแข็งแกร่งและบรรดาผู้คนเข้ารับอิสลามเป็นพวกๆ มัน(ชัยฏอน) มันก็หมดหวัง ต่อการที่มันได้รับการเคารพภักดี อื่นจากอัลลอฮ ในคาบสมุทรนี้ เพราะหะดิษ ได้บอกเล่าเกี่ยวกับตัวของชัยฏอน ในเวลานั้น แต่ว่า มันไม่ได้เป็นหลักฐานแสดงบ่งบอกถึง การปฏิเสธว่ามันจะไม่เกิดขึ้น

http://www.al-eman.com/Islamlib/viewchp.asp?BID=353&CID=17


รายงานจากอุกบะฮ์ บิน อามีร เขากล่าวว่า ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

وَإِنِّي قَدْ أُعْطِيتُ خَزَائِنَ مَفَاتِيحِ الْأَرْضِ وَإِنِّي وَاللَّهِ مَا أَخَافُ بَعْدِي أَنْ تُشْرِكُوا وَلَكِنْ أَخَافُ أَنْ تَنَافَسُوا فِيهَا

"แท้จริงบรรดาคลังกุญแจแห่งแผ่นดินได้ถูกมอบให้แก่ฉัน และแท้จริงฉันขอสาบานต่ออัลเลาะฮ์ว่า หลังจากที่ฉันเสียชีวิตไปแล้ว ฉันไม่กลัวว่าพวกท่านจะทำชิริก แต่ทว่าฉันกลัวว่าพวกท่านจะแข่งขันกันชิงดีชิงเด่นบนผืนแผ่นดิน" รายงานโดยบุคอรีย์ (3329)

http://www.sunnahstudent.com/forum/index.php?PHPSESSID=21623b534eb83953844277753a872694&topic=3549.msg27440;topicseen#new
.....................................

หะดิษข้างต้นท่านครู อัลอัชอารี แห่งเว็บซุนนะฮสะติวเด้น เอามาอ้างว่า นบี Solallah สาบานแล้วว่า ต่อไปชาวอาหรับจะไม่ทำชิริก เพื่อโต้แย้งและกล่าวหาว่า ดร. อับดุลลอฮ หนุ่มสุข และ ประวัติการต่อสู้ชิริกของท่านมุหัมหมัดอิบนุวะฮับ นั้น เป็นการมุสา เป็นการกล่าวเท็จต่อนบี Solallah

จึงอยากจะถามว่า เมื่อท่านนบียืนยันว่าต่อไปชาวอาหรับจะไม่ทำชิริก ทำไมท่านจึงสอนให้ระวังเรื่องชิริก เช่น

عن أبي هريرة رضي الله عنه أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال: "اجتنبوا السبع الموبقات، قيل: يا رسول الله، وما هن؟ قال: "الشرك بالله، والسحر، وقتل النفس التي حرَّم الله إلا بالحق، وأكل مال اليتيم، وأكل الربا، والتولي يوم الزحف، وقذف المحصنات الغافلات المؤمنات" (متفق عليه

รายงานจากอบีฮุรัยเราะ เราะดิยัลลอฮุอันฮู ว่า แท้จริง รซูลุลลอฮ  Solallah กล่าวว่า "พวกท่านพึงห่างใกลอันตรายเจ็ดประการ ,มีผู้กล่าวว่า " โอ้รซูลุลลอฮ มันมีอะไรบ้าง? ท่านกล่าวว่า " การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ(ชิริก) ,ไสยศาสตร์ ,การฆ่าชีวิตที่อัลลอฮทรงห้าม เว้นแต่กรณีเพื่อความยุติธรรม ,การกินดอกเบี้ย, การกินทรัพย์สินเด็กกำพร้า(โดยมิชอบ) ,การหนีออกจากสนามรบ และการใส่ร้ายหญิงผู้ศรัทธาที่มีคุณธรรมว่า มีชู้ - มุตตะฟักอะลัยฮิ
..........
หะดิษบทนี้ยกเลิกแล้วหรือ เพราะโต๊ะครูอัลอัชอะรีย์ บอกว่า นบี Solallah ยืนยันว่า ต่อไปจะไม่มีชิริกอีกแล้ว เพราะฉะนั้น แสดงให้เห็นว่า การเข้าใจหะดิษข้างต้นของโต๊ะครูอัลอัซอารีย์แห่งซุนนะฮสะติวเด้น ต่อหะดิษที่นำมาอ้าง คือ การไม่เข้าใจหะดิษ เพราะหากเข้าใจ ก็แสดงว่า บิดเบือนหะดิษเพื่อโจมตีพวกที่เขาตั้งฉายาว่าวะฮบีย์ เท่านั้นเอง วัลอิยาซุบิลละฮ

 อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาตรัสว่า

أَفَمَنْ زُيِّنَ لَهُ سُوءُ عَمَلِهِ فَرَآهُ حَسَنًا

ดังนั้น ผู้ที่ความชั่วแห่งการงานของเขาได้ถูกนำให้เพริศแพร้วแก่เขา แล้วเขาเห็นว่ามันเป็นสิ่งดีกระนั้นหรือ

อิบนุญะรีร อธิบายว่า


الْقَوْل فِي تَأْوِيل قَوْله تَعَالَى : { أَفَمَنْ زُيِّنَ لَهُ سُوء عَمَله فَرَآهُ حَسَنًا } يَقُول تَعَالَى ذِكْره : أَفَمَنْ حَسَّنَ لَهُ الشَّيْطَان أَعْمَاله السَّيِّئَةَ مِنْ مَعَاصِي اللَّه وَالْكُفْر بِهِ , وَعِبَادَة مَا دُونَهُ مِنَ الْآلِهَة وَالْأَوْثَان , فَرَآهُ حَسَنًا , فَحَسِبَ سَيِّئَ ذَلِكَ حَسَنًا , وَظَنَّ أَنَّ قُبْحه جَمِيل , لِتَزْيِينِ الشَّيْطَان ذَلِكَ لَهُ

คำพูดในการอรรถาธิบาย คำตรัสของอัลลอฮ ผู้ทรงสูงส่งที่ว่า (ดังนั้น ผู้ที่ความชั่วแห่งการงานของเขาได้ถูกนำให้เพริศแพร้วแก่เขา แล้วเขาเห็นว่ามันเป็นสิ่งดีกระนั้นหรือ) อัลลอฮ ผู้ซึ่งการสดุดีพระองค์นั้นสูงส่ง ตรัสว่า “ ผู้ที่มารร้ายได้ให้เขาเห็นดีเห็นงามกับบรรดาการงานที่ชั่วของพวกเขา จากการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ ,การปฎิเสธศรัทธาต่อพระองค์ ,การอิบาดะฮสิ่งอื่นอื่นจากพระองค์ จากบรรดาพระเจ้าจอมปลอมและรูปเจว็จ แล้วเขาเห็นว่ามันดี กระนั้นหรือ ,เขาคิดว่าความชั่วดังกล่าว เป็นเรื่องดี กระนั้นหรือ และพวกเขาเข้าใจว่า ความน่าเกลียดของเขา เป็นสิ่งสวยงาม เพราะมารร้าย(ชัยฏอน) ยุยงให้เขาเห็นดีเห็นงามในเรื่องดังกล่าว - ตัฟสีร อัฏฏอ็บรีย์ อรรถาธิบาย ซูเราะฮ ฟาฏิร อายะฮที่ 8

ข้างบนเป็นการตัฟสีรของนักตัฟสีรชาวสะลัฟ ผู้ทรงธรรม

.......................

ส่วนข้างล่างคือ การตัฟสีรที่ อะชาอีเราะฮอนด้า แห่งซุนนะฮสะติเด้น เอามาสัปเปลี่ยน ประโยคก่อนไว้หลัง ประโยคหลังไว้ก่อน เพื่อจะได้ยัดเยียดความชั่วให้กับท่านมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮอับ

ท่าน อิมาม อัช-ชัยค์ อัศ-ศอวีย์ กล่าวไว้ในตัฟซีร ของท่าน ว่า

وَقِيْلَ هَذِهِ الأيَةُ نَزَلَتْ فِىْ الخَوَارِجِ الَّذِيْنَ يُحَرِّفُوْنَ تَأْوِيْلَ الكِتَابِ وَالسُّنَّةِ وَيَسْتَحِلُّوْنِ بِذَلِكَ دِمَاءَ الْمُسْلِمِيْنَ وأَمْوَالَهُمْ كَمَا هُوَ مُشَاهَدٌ الآنَ فِيْ نَظَائِرِهِمْ وَهُمْ فِرْقَةٌ بِأَرْضِ الحِجَازِ يُقَالُ لَهُمُ الْوَهَّابِيَّةُ يَحْسِبُوْنَ أَنَّهُمْ عَلىَ شَيْءٍ أَلاَ إِنَّهُمْ هُمُ الْكَاذِبُوْنَ

"ถูกกล่าวว่า อายะฮ์นี้ ถูกประทาน เกี่ยวกับพวกค่อวาริจญฺ ซึ่งที่พวกเขา ได้ทำการบิดเบือนกับการตีความอัลกุรอานและซุนนะฮ์ โดยที่พวกเขาได้ทำการหะลาลเลือดและทรัพย์สินของบรรดามุสลิมมีน ด้วยกับสิ่งดังกล่าว เสมือนที่ได้ปรากฏเห็นในปัจจุบัน(คือในสมัยของท่านอัศ-ศอวีย์) โดยที่พวกเขาเหล่านั้น คือชนกลุ่มหนึ่ง ที่อยู่ ณ แผ่นดินหิญาซฺ (แถบนัจญฺดีย์ มักกะฮ์ และมะดีนะฮ์ ปัจจุบัน) ซึ่งพวกเขาถูกเรียกว่า กลุ่มวะฮาบียะฮ์ พวกเขาคิดว่าตนเองอยู่บนสิ่งหนึ่ง(ที่เป็นสัจจะธรรม) แต่พึงทราบเถิดพวกเขาคือบรรดาผู้ที่โกหกมุสา" ดู ฮาชียะห์อัศ-ศอวีย์ อธิบายซูเราะฮ์ อัล-ฟาฏิร อายะฮ์ที่ 6 ตีพิมพ์ที่ มุสตอฟา อัล-หะละบีย์ และฮาชียะฮ์ อัศศอวีย์ 3/307-308 ตีพิมพ์ ที่โรงพิมพ์อัลมัชชัดอัลฮุซัยนีย์

…..

ข้อความเดิมมีดังนี้



وقيل: هذه الآية نزلت في الخوارج الذين يحرفون تأويل الكتاب والسنة، ويستحلون بذلك دماء المسلمين وأموالهم، كما هو مشاهد الآن في نظائرهم، وهم فرقة بأرض الحجاز يقال لهم: الوهابية، يحسبون أنهم على شيء ألا إنهم هم الكاذبون

และมีผู้กล่าวว่า อายะฮนี้ ถูกประทานลงมา เกี่ยวกับพวกเคาะวาริจญ ที่พวกเขา ได้ทำการบิดเบือนกับการตีความอัลกุรอานและซุนนะฮ์ โดยที่พวกเขาได้ทำการหะลาลเลือดและทรัพย์สินของบรรดามุสลิมมีน ด้วยกับสิ่งดังกล่าว เสมือนที่ได้ปรากฏเห็นในปัจจุบันโดยที่พวกเขาเหล่านั้น คือชนกลุ่มหนึ่ง ที่อยู่ ณ แผ่นดินหิญาซฺ) ซึ่งพวกเขาถูกเรียกว่า กลุ่มวะฮาบียะฮ์ พวกเขาคิดว่าตนเองอยู่บนสิ่งหนึ่ง(ที่เป็นสัจจะธรรม) แต่พึงทราบเถิดพวกเขาคือบรรดาผู้ที่โกหกมุสา

...........

นายฮอนด้า จากเว็บซุนนะฮสะติวเด้น ได้พยายามสอดใส้วงเล็บ ให้คนเขาใจว่า เป็นความเห็นของอิหม่ามศอวีย์ ทั้งๆที่ท่านเอง ได้กล่าวว่า “มีผู้กล่าวว่า” คือ ไม่ใช่ความเห็นของท่าน แล้วท่านก็ได้นำคำพูดของอะชาอีเราะฮสุดโต่งบางคนมากล่าวอ้าง โจมตีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขา ว่า”วะฮบีย์” ว่าเป็นพวกโกหก นี้คือความเลวระยำของโต๊ะครูอะชาอีเราะฮ ที่พยายามหาความชั่วใส่ร้ายท่านมุหัมหมัดบินอับดุลวะฮับ การบิดเบือนอายะฮอัลกุรอ่านเพื่อมาสนองตอบอารมณ์

นายฮอนด้า แห่ง ซุนนะฮสะติวเด้น นำตัฟสีรศอวีย์มาอ้าง สำหรับตัฟสีรดังกล่าวนั้น มีฟัตวาดังนี้

السؤال: ما حكم اعتماد ما في تفسير الصاوي و الخازن من شطحات وإسرائيليات؟
الجواب: الصاوي ليس له تفسير مستقل، إنما له حاشية على تفسير الجلالين، وهذه الحاشية إنما هي منطبعة بتخصصه هو، وقد كان رحمه الله موغلاً في التصوف، وفي ثقافة أهل زمانه، ولذلك أتى بشطحات كثيرة، وبأمور مخالفه، حتى رد بعض الأحاديث الصحيحة بمجرد عادات، فلذلك لا يؤخذ بما خالف الشرع مما أتى به،

ถาม : การยึดเอาสิ่งที่อยู่ในตัฟสีรอัศศอวีย์ และอัลคอซิน จากบรรดาสิ่งที่เกินความเป็นจริงและอิสรออีลียาตนั้น มีหุกุมอย่างไร

ตอบ

อัศศอวีย์ นั้น เขาไม่ได้มีตัฟสีร ที่เป็นเอกเทศของเขาเอง แต่ความจริง เขามี แค่คำอธิบายที่อยู่ขอบหนังสือตัฟสีรอัลญะลาลัยนฺ และ อัลฮาชิยะฮ(คำอธิบาย)นี้ ความจริง มันคือ สิ่งที่ถูกพิมพ์ เฉพาะเขาเองเท่านั้น และแท้จริง ปรากฏว่าเขาเป็นผู้ที่คลั่งใคล้ในวิชา ตะเศาวูฟ และ ในวัฒนธรรมของคนในยุคของเขา และเพราะเหตุดังกล่าว เขาได้ นำเอาเอาบรรดาคำพูดที่เกินความเป็นจริงมากมายและ บรรดาสิ่งที่ขัดแย้งของเขา มานำเสนอ จนกระทั่งได้คัดค้านกับบรรดาหะดิษเศาะเฮียะบางส่วน ด้วยอาศัย(หลักฐาน)แค่ประเพณีเท่านั้น เพราะดังกล่าวนั้น จึงไม่ควรนำเอาสิ่งที่ขัดแย้งกับบทบัญญัติ จากสิ่งที่เขาได้นำเสนอ.....

http://www.aldoah.com/upload/showthread.php?t=11705

.............

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ท่านศอวีย์นำเสนอนั้น อาจจะด้วยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของท่าน และท่านคงไม่ปราถนาที่จะก่อฟิตนะฮให้แก่ท่านมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ ขออัลลอฮอภัยแก่ท่าน


รายงานจากนาเฟียะ จากอิบนุอุมัร ว่า

‏أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏قَالَ ‏ ‏اللَّهُمَّ بَارِكْ لَنَا فِي ‏ ‏شَامِنَا ‏ ‏اللَّهُمَّ بَارِكْ لَنَا فِي ‏ ‏يَمَنِنَا ‏ ‏قَالُوا وَفِي ‏ ‏نَجْدِنَا ‏ ‏قَالَ اللَّهُمَّ بَارِكْ لَنَا فِي ‏ ‏شَامِنَا ‏ ‏وَبَارِكْ لَنَا فِي ‏ ‏يَمَنِنَا ‏ ‏قَالُوا وَفِي ‏ ‏نَجْدِنَا ‏ ‏قَالَ هُنَاكَ الزَّلَازِلُ وَالْفِتَنُ وَبِهَا ‏ ‏أَوْ قَالَ مِنْهَا ‏ ‏يَخْرُجُ ‏ ‏قَرْنُ الشَّيْطَانِ
แท้จริงรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า โอ้ข้าแด่อัลเลาะฮ์ โปรดทรงประทานความจำเริญแก่เราในเมืองชามของเราด้วยเถิด โอ้ข้าแด่อัลเลาะฮ์ โปรดทรงประทานความจำเริญแก่เราในเมืองเยเมนของเราด้วยเถิด" เหล่าซอฮาบะฮ์ถามว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮ์ แล้วในเมืองนัจด์ของเราล่ะ? ท่านร่อซูลจึงกล่าวว่า "โอ้ข้าแด่อัลเลาะฮ์ โปรดทรงประทานความจำเริญแก่เราในเมืองชามของเราด้วยเถิด โอ้ข้าแด่อัลเลาะฮ์ โปรดทรงประทานความจำเริญแก่เราในเมืองเยเมนของเราด้วยเถิด" เหล่าซอฮาบะฮ์ถามว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮ์ แล้วในเมืองนัจด์ของเราล่ะ? ท่านร่อซูลุลลอฮ์จึงกล่าวว่า "ที่นั่น(คือที่เมืองนัจด์)มีแผ่นดินไหว มีบรรดาฟิตนะฮ์ที่นั้น หรือ ท่านกล่าวว่า เขาของชัยฏอนได้ขึ้นที่นั่น - บันทึกโดย อัตติรมิซีย์

.............................

คำว่า “ นัจญด์” ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึง แคว้นนัจญด์ในปัจจุบัน แต่เป็น ประเทศอีรัก ดังคำอธิบายต่อไปนี้

อัลมุบาเราะกาฟูรีย์ กล่าวว่า

. قَالَ الْخَطَّابِيُّ : نَجْدٌ مِنْ جِهَةِ الْمَشْرِقِ وَمَنْ كَانَ بِالْمَدِينَةِ كَانَ نَجْدُهُ بَادِيَةَ الْعِرَاقِ نَوَاحِيَهَا وَهِيَ مَشْرِقُ أَهْلِ الْمَدِينَةِ , وَأَصْلُ النَّجْدِ مَا اِرْتَفَعَ مِنْ الْأَرْضِ وَهُوَ خِلَافُ الْغَوْرِ فَإِنَّهُ مَا اِنْخَفَضَ مِنْهَا وَتِهَامَةُ كُلُّهَا مِنْ الْغَوْرِ وَمَكَّةُ مِنْ تِهَامَةَ , اِنْتَهَى قَالَ الْحَافِظُ بَعْدَ نَقْلِ كَلَامِ الْخَطَّابِيِّ هَذَا وَعُرِفَ بِهَذَا وَهُوَ مَا قَالَهُ الدَّاوُدِيُّ إِنَّ نَجْدًا مِنْ نَاحِيَةِ الْعِرَاقِ فَإِنَّهُ تَوَهَّمَ أَنَّ نَجْدًا مَوْضِعٌ مَخْصُوصٌ وَلَيْسَ كَذَلِكَ , بَلْ كُلُّ شَيْءٍ اِرْتَفَعَ بِالنِّسْبَةِ إِلَى مَا يَلِيهِ يُسَمَّى الْمُرْتَفِعَ نَجْدًا وَالْمُنْخَفِضَ غَوْرًا اِنْتَهَى

อัลคอ็ฏฏอบีย์ กล่าวว่า “ คือ เมือง นัจญด์ ทางด้านทิศตะวันออก และ ผู้ที่อยู่ที่นครมะดีนะฮ ประกฎว่า นัจด์ ของเขาคือ พื้นที่ของอิรัก อนาเขตของอีรัก คือ ทิศตะวันออกของชาวมะดีนะฮ และที่มาของคำว่า “อัลนัจด์คือ พื้นที่สูงจากแผ่นดิน และมันตรงกันข้ามกับคำว่า “อัลเฆารุ” เพราะมันคือ พื้นที่ต่ำจากแผ่นดิน และติฮามะฮ ทั้งหมดของมัน เป็นส่วนหนึ่งของ อัลเฆารุ และนครมักะฮ เป็นส่วนหนึ่งของติฮามะฮ . อัลหาฟิซ(อิบนุหะญัร) ได้กล่าวหลังจากที่ได้รายงานคำพูดของ อัลคอฏฏฮบีย์นี้ ว่า และที่รู้กันด้วย ความหมายนี้ และมันคือ สิ่งที่ อัดเดาดีย์ ได้กล่าวมันไว้ ว่า แท้จริง คำว่า “นัจด์” เป็นส่วนหนึ่งของอณาเขตของอีรัก แท้จริงได้มีการเข้าใจว่า “นะญัจดฺ” คือสถานทีที่เฉพาะ ทั้งๆที่ไม่ใช่เช่นนั้น แต่ทว่า “ ทุกพื้นที่ที่สูง เมื่อเทียบกับบริเวณใกล้เคียง พื้นที่ที่สูงนั้น ก็จะถูกเรียกว่า “นัจด์” และ พื้นที่ที่ต่ำ จะถูกเรียกว่า “เฆาะรุน” .จบคำพูด - ดู ตุหฟะตุลอะหวะซีย์ อธิบายหะดิษอัตติรมิซีย หะดิษหมายเลข 3888

............

เพราะฉะนั้น โตะครูเว็บสะติวเด้นพุ่งเป้าไปที่บ้านเกิดของท่านอิหม่ามมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ ว่า เป็นตัวก่อฟิตนะฮ มันเป็นการใส่ร้ายที่น่าอดสูที่สุด

เช็คอัลบานีย์กล่าวว่า

فيستفاد من مجموع طرق الحديث أن المراد من نجد في رواية البخاري ليس هو الإقليم المعروف اليوم بهذا الاسم ، وإنما هو العراق ، وبذلك فسره الخطابي والحافظ ابن حجر العسقلاني
ผลที่ได้จากการรวมบรรดาหะดิษหลายๆกระแสนั้น แท้ จริงความหมาย คำว่า “นัจด์” ในรายงานของอัลบุคอรีนั้น ไม่ใช่ แคว้นที่เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบัน ด้วยชื่อนี้ และความจริง มันคือ อีรัก และด้วยดังกล่าว อัลคอฏฏอบีย์และ อัลหาฟิซอิบนุหะญัรอัลอัสเกาะลานี้ย์ได้อธิบายไว้ - ดู คำอธิบายของอัลบานีย์ ในหนังสือ ฟะฎออิลุชชามวะดะมัสกัส ของอบีอัลหะซัน อัรเราะบิอีย์ หน้า 26

.........

และหะดิษจากท่านอิบนุอุมัรเช่น กันว่า คำว่า "นัจดฺ" หมายถึง อีรัก คือ

عن ابن عمر رضي الله عنهما أنه سمع رسول الله صلى الله عليه وهو مستقبل المشرق يقول : ألا إن الفتنة ها هنا ، ألا إن الفتنة هاهنا ، ألا إن الفتنة هاهنا ، من حيث يطلع قرن الشيطان . رواه الشيخان
รายงานจากอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮู ว่า เขาได้ยินรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หันหน้าไปทางทิศตะวันออก พร้อมกล่าวว่า “ พึงทราบไว้เถิด แท้จริง ฟิตนะฮ อยู่ที่นี่ , “ พึงทราบไว้เถิด แท้จริง ฟิตนะฮ อยู่ที่นี่, “ พึงทราบไว้เถิด แท้จริง ฟิตนะฮ อยู่ที่นี่ จากที่ที่เขาของชัยฎอน ขึ้น – รายงานโดย บุคอรีและมุสลิม

.........

และหะดิษข้างต้น ก็ไม่ได้หมายความว่า "คนอีรักเลวทุกคน" อย่างที่ถูกกล่าวหาคนในบ้านเกิดของท่านมุหัมหมัดและท่านมุหัมหมัด บินอับดุลวะฮับ ว่า สร้างฟิตนะฮ

วัสสลาม

 มาดูฟัตวา เพิ่มเติม

عن ابن عمر قال صلى الله عليه وسلم اللهم بارك لنا في شأمنا اللهم بارك لنا في يمننا قالوا وفي نجدنا قال اللهم بارك لنا في شأمنا وبارك لنا في يمننا قالوا وفي نجدنا قال هناك الزلازل والفتن وبها أو قال منها يخرج قرن الشيطان)ومعنى نجد المرتفع من الأرض وفي روايةأخرى أيضا عن ابن عمر قال رأيت رسول الله صلى الله عليه وسلم يشير بيده يؤم العراق ها ان الفتنة ههنا ها ان الفتنة ههنا ثلاث مرات من حيث يطلع قرن الشيطان )فوضح المطلوب حيث أن العراق أرفع من جزيرة العرب فكانت تسميها نجدا والله اعلم

รายงานจากอุมัรว่า

แท้จริงรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า โอ้ข้าแด่อัลเลาะฮ์ โปรดทรงประทานความจำเริญแก่เราในเมืองชามของเราด้วยเถิด โอ้ข้าแด่อัลเลาะฮ์ โปรดทรงประทานความจำเริญแก่เราในเมืองเยเมนของเราด้วยเถิด" เหล่าซอฮาบะฮ์ถามว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮ์ แล้วในเมืองนัจด์ของเราล่ะ? ท่านร่อซูลจึงกล่าวว่า "โอ้ข้าแด่อัลเลาะฮ์ โปรดทรงประทานความจำเริญแก่เราในเมืองชามของเราด้วยเถิด โอ้ข้าแด่อัลเลาะฮ์ โปรดทรงประทานความจำเริญแก่เราในเมืองเยเมนของเราด้วยเถิด" เหล่าซอฮาบะฮ์ถามว่า โอ้ท่านร่อซูลุลลอฮ์ แล้วในเมืองนัจด์ของเราล่ะ? ท่านร่อซูลุลลอฮ์จึงกล่าวว่า "ที่นั่น(คือที่เมืองนัจด์)มีแผ่นดินไหว มีบรรดาฟิตนะฮ์ที่นั้น หรือ ท่านกล่าวว่า เขาของชัยฏอนได้ขึ้นที่นั่น )

ความหมายคำว่า "นัจด" คือ พื้นที่สูง จากพื้นดิน(ที่ราบสูง) และมีรายงานหนึ่งจากอิบนุอุมัรกล่าวว่า

ฉันเห็นรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ชี้มือของท่านไปที่ อิรัก แล้วกล่าว่า "ฟิตนะฮเกิดขึ้นที่นี่,

ฟิตนะฮเกิดขึ้นที่นี่, ฟิตนะฮเกิดขึ้นที่นี่ กล่าวสามครั้ง จากที่ขึ้นของเขาของชัยฏอน) ดังนั้น เป้าหมายที่ต้องการ นั้นชัดเจน เพราะ อีรัก เป็นพื้นที่สูงกว่า คาบสมุทรอาหรับ ดังนั้น มันจึงถูกเรียกว่า "นัจด์"

วัลลอฮุอะลัม

https://www.ftawa.ws/fw/showthread.php?t=1995

ดูหนังสือ تخريج أحاديث فضائل الشام ودمشق للربعي หะดิษหมายเลข 8 หน้า 9

.............

เพราะฉะนั้น มันไม่ได้เจาะจงถิ่นกำเนิดของ เช็ค มุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ ที่พวกอะชาอีเราะฮแห่งเว็บสะติวเด้น ต้องการทำลาย


อะชาอีเราะฮ พยายาม บิดเบือนหะดิษโดยพยายามโยงท่านอิหม่ามมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ ว่า เป็นต้นตอของฟิตนะฮ ว่า ถิ่นกำเนิดของวะฮบีย์ คือ ที่มาของฟิตนะฮ โดยคุณไม่สนใจว่า "คำว่า "นัจด์" ที่ว่า หมายถึง เมืองอะไร

ลองมาดูหะดิษ

وعن ابن عمر قال صلى رسول الله صلى الله عليه وسلم الفجر ثم أقبل على القوم فقال اللهم بارك لنا في مدينتنا وبارك لنا في مدنا وصاعنا اللهم بارك لنا في شامنا ويمننا فقال رجل والعراق يا رسول الله قال من ثم يطلع قرن الشيطان وتهيج الفتن رواه الطبراني في الأوسط ورجاله ثقات

รายงานจากอิบนุอุมัร ว่า รซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ละหมาดฟัจญัร(ละหมาดศุบฮิ) หลังจากนั้นก็ได้หันหน้าไปทางกลุ่มคน แล้วกล่าวว่า

โอ้อัลลอฮ ได้โปรดประทานความจำเริญ แก่พวกเราในมะดีนะฮของพวกเรา และได้โปรดประทานความจำเริญแก่พวกเรา ในมุดของพวกเราและศออฺ ของพวกเรา ,โอ้อัลลอฮ ได้โปรดประทานความจำเริญแก่พวกเราในชามของพวกเราและในเยเมนของพวกเรา แล้วมีชายคนหนึ่งกล่าวว่า "ในอีรักด้วยโอ้ ท่านรซูลุลลอฮ ท่านรซูลุลลอฮจึงกล่าวว่า " ที่นั้น เขาชัยฏอน ขึ้นมาทางนั้น และฟิตนะฮ จะเกิดขึ้น(จนเกิดการปั่นป่วน) - รายงานโดยอัฏฏอ็บรอนีย์ ในอัลเอาสอ็ฏ และบรรดาผู้รายงานเชื่อถือได้ - ดู มัจญมัวะอัซซะวาอิด เล่ม 3 หน้า 305

.....

หะดิษข้างต้นและมีอีกหลายๆหะดิษที่ยืนยันว่า "นัจด์" ในหะดิษ คือ อีรัก ซึ่ง ท่านฮาฟิซ อิบนุหะญัร และอัลคอฏฏอบีย์ ก็ ได้ยืนยัน

รายงานจากสาลิม บิน อับดุลลอฮ บิน อุมัร กล่าวว่า

‏ ‏ ‏يَا أَهْلَ ‏ ‏الْعِرَاقِ ‏ ‏مَا أَسْأَلَكُمْ عَنْ الصَّغِيرَةِ وَأَرْكَبَكُمْ لِلْكَبِيرَةِ ‏ ‏سَمِعْتُ ‏ ‏أَبِي ‏ ‏عَبْدَ اللَّهِ بْنَ عُمَرَ ‏ ‏يَقُولُا ‏

‏سَمِعْتُ رَسُولَ اللَّهِ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏يَقُولُ ‏ ‏إِنَّ الْفِتْنَةَ تَجِيءُ مِنْ هَاهُنَا وَأَوْمَأَ بِيَدِهِ نَحْوَ الْمَشْرِقِ مِنْ حَيْثُ يَطْلُعُ قَرْنَا الشَّيْطَانِ وَأَنْتُمْ يَضْرِبُ بَعْضُكُمْ رِقَابَ بَعْضٍ
รายงานจากสาลิม บิน อับดุลลอฮ บิน อุมัร กล่าวว่า “โอ้ชาวอีรัก” คำถามพวกท่านเกี่ยวกับ เรื่องเล็กช่างมากมายเสียจริง และ ท่านกระทำผิดใหญ่โตที่พวกท่านทำ ช่างมากมายเสียจริง .. ! ฉันได้ยิน บิดาของฉัน คืออับดุลลลอฮ บิน อุมัร กล่าวว่า “ฉันได้ยิน รซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ แท้จริง ฟิตนะฮ มาจากที่นี่ ท่านได้ชี้ไปทางทิศตะวันออก จากที่ที่สองเขาของชัยฎอนปรากฏขึ้นมา และพวกท่าน ก็จะบั่นคอซึ่งกันและกัน (หมายถึงการรบราฆ่าฟันกัน) – รายงานโดยมุสลิม(5172)

.........

อิบนุตัยมียะฮกล่าวว่า

هذه لغة أهل المدينة النبوية فى ذاك الزمان ، كانوا يسمون أهل نجد والعراق أهل

المشرق " انتهى

นี้คือ ภาษาของชาวอาหรับนครมะดีนะตุลมุเนาวะเราะฮ ในสมัยนั้น ปรากฏว่าพวกเขา เรียกชาวนัจด์ และชาวอิรักว่า “ชาวตะวันออก” – ดู มัจญมัวะฟะตาวา เล่ม 27 หน้า 41

...............

หวังว่า หะดิษข้างต้นย่อมเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า นัจด์ ในหะดิษหมายถึง แผ่นดินอีรัก แต่.. ไม่ได้หมายถึงพี่น้องชาวอีรักทุกคนเลว นะครับ และหะดิษข้างต้น เป็นการยืนยันว่า คนที่เอาหะดิษบุคอรี เรื่อง ฟิตนะฮ ไปใส่ร้ายอิหม่ามมุหัมหมัดนั้น คือ คนที่บิดเบือนหะดิษเพื่อสนองอารมณ์

อัลหาฟิซอิบนุหะญัร กล่าวว่า

" كان أهل المشرق يومئذ أهل كفر ، فأخبر صلى الله عليه وسلم أن الفتنة تكون من تلك

الناحية ، فكان كما أخبر ، وأول الفتن كان من قبل المشرق ، فكان ذلك سببا للفرقة

بين المسلمين ، وذلك مما يحبه الشيطان ويفرح به ، وكذلك البدع نشأت من تلك الجهة

ปรากฏว่า ชาวตะวันออก ในเวลานั้น เป็นชาวกุฟุร ดังนั้น นบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงได้บอก ว่า ฟิตนะฮ เกิดขึ้นจากสถานที่ดังกล่าว แล้วมันก็เกิดขึ้น ตามที่ท่านนบีได้บอกไว้ และ เริ่มแรก ฟิตนะฮ เกิดขึ้นทางด้านตะวันออก แล้ว ฟิตนะฮดังกล่าวนั้น เป็นสาเหตุให้เกิดความแตกแยกในระหว่างมุสลิม และดังกล่าวนั้น เป็นส่วนหนึ่งจากสิ่งที่ชัยฏอนชอบและยินดีด้วยมัน และ ในทำนองเดียวกันนั้น บิดอะฮ ได้เกิดขึ้น จากทิศดังกล่าว - ดู ฟัตหุลบารีย์ เล่ม 13 หน้า 47

....................

ข้างต้น เป็นการยืนยัน จาก ท่านหาฟิซอิบนุหะญัร ว่า ฟิตนะฮ เกิดขึ้นที่แผ่นดินชาวตะวันออก อันหมายถึงอีรัก ตามที่ได้ระบุมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ ทีมโต๊ะครูแห่งเว็บสุนนะฮสะติวเด้น พยายามที่จะบอกว่า “หมายถึง ดินแดนถิ่นกำเนิดวะฮบีย์ นี้คือ อคติและความอาฆาตแค้นที่ส่งผลให้คนพยายามบิดเบือนหะดิษเพื่อทำลายคนอื่น วัลอิยาซุบิลละฮ

เรียบเรียงโดย อาจารย์อะซัน หมัดอะดั้ม



วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

มุสลิมที่ถูกอุปโลกน์ให้เป็นวะฮบีย์ แนวทางลัทธิบูชาเจว็จจริงหรือ?




ไม่น่าเชื่อว่า เพราะการที่ถูกปลูกฝัง ให้มี ความเกลียดชัง อคติ จึงทำให้คุณ AbdulHageem Al Ash'ari ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่ม ที่ชื่อว่า อะฮลุสสุนนะฮ วัลญะมาอะฮ (ไม่แอบอ้าง)จึงหาญกล้าหุกุมพี่น้องว่า ถือลัทธิบูชาเทวรูป เพราะการยึดแนวทางบูชาเจว็จนั้น ไม่มีในอิสลาม แต่เป็นแนวทางของกาเฟร

ขอประณามและขอให้พี่น้องที่ถูกอธรรมช่วยกันประณามและตักเตือนโต๊ะครูคนนี้ด้วย เพราะมันเป็นเรื่องใหญ่

บรรดาอายะฮ หะดิษและทัศนะของชาวสะลัฟมากมายที่แสดงบอกการอยู่ บนฟ้าของอัลลฮ ซึ่งหมายการอยู่เบื้องสูงด้วยซาตของพระองค์

ตัวอย่างหลักฐานดังกล่าว ก็คือคำตรัสของอัลลอฮ สุบหานะฮุ วะตะอาลา ที่ว่า
أَأَمِنْتُمْ مَنْ فِي السَّمَاءِ أَنْ يَخْسِفَ بِكُمُ الْأَرْضَ فَإِذَا هِيَ تَمُورُ
พวกเจ้าจะปลอดภัยละหรือ จากการที่พระองค์ทรงสถิตย์อยู่ ณ ฟากฟ้า(หมายถึง ทรงสถิตอยู่เหนือฟากฟ้า)จะให้แผ่นดินสูบพวกเจ้าแล้วขณะนั้นมันจะหวั่นไหว
(สูเราะฮฺอัล-มุลกฺ 67 : 16)

และในหะดีษ
الرَّاحِمُونَ يَرْحَمُهُمُ الرَّحْمَنُ ارْحَمُوا أَهْلَ الأَرْضِ يَرْحَمْكُمْ مَنْ فِى السَّمَاءِ
“ผู้ที่เมตตาจะได้รับความเมตตาจากผู้ทรงเมตตา (ดังนั้น)จงเมตตาต่อชาวโลกเถิด (แล้ว)แล้วผู้ที่อยู่ ณ ฟากฟ้า(อัลลอฮ)ก็จะเมตตาพวกท่าน ] บันทึกโดยอบูดาวูด หมายเลขที่ 4941 และอัต-ติรมีซีย์ หมายเลขที่ 1924 ชัยคฺ อัล-อัลบานีย์ กล่าวว่า หะดีษนี้เศาะฮีหฺ

อิหม่ามบุคอรี กล่าวว่า
وقال ضمرة بن ربيعة عن صدقة سمعت سليمان التيمي يقول لو سئلت أين الله لقلت في السماء فإن قال فأين كان عرشه قبل السماء لقلت على الماء فإن قال فأين كان عرشه قبل الماء لقلت لا أعلم قال أبو عبد الله وذلك لقوله تعالى { ولا يحيطون بشيء من علمه إلا بما شاء } يعني إلا بما بين
และฎอ็มเราะฮ บิน เราะบีอะฮ ได้รายงานจาก เศาะดะเกาะฮ ว่า ฉันได้ยินจากสุลัยมานอัตตัยมีย์ กล่าวว่า “ฉันถูกถามว่า “อัลลอฮอยู่ใหน? ฉันตอบว่า “อยู่บนฟ้า แล้วถ้าเขากล่าวว่า “ อะรัชของพระองค์ อยู่ใหน ก่อนที่ มีฟากฟ้า ,ฉันก็จะกล่าวว่า “อยู่บนน้ำ แล้วถ้าเขากล่าวถามว่า อะรัชของพระองค์อยู่ใหน ก่อนที่มีน้ำ ฉันก็จะกล่าวว่า “ฉันไม่รู้ ,อบูอับดุลลอฮ กล่าวว่า ดังกล่าวนั้นแหละ ที่อัลลอฮตะอาลาตรัสว่า
وَلاَ يُحِيطُونَ بِشَيْءٍ مِّنْ عِلْمِهِ إِلاَّ بِمَا شَاء
และพวกเขาไม่ได้ล้อมรอบ (เข้าถึง) สิ่งใดจากความรู้ของพระองค์ เว้นแต่ตามที่พระองค์ทรงประสงค์
หมายถึง ยกเว้นสิ่งที่พระองค์อธิบายไว้ – คอ็ลคุอัฟอาลิลอิบาด ของ อิหม่าม บุคอรี ๑/๓๘ หะดิษหมายเลข ๖๔ และอัลลาลุกาอีย์ ใน ชัรหุอุศูลุลเอียะติกอด หะดิษหมายเลข ๖๗๑

ฏอมเราะฮ บิน ชุอบะฮ เป็นปราชสะลัฟ เสียชีวิตปี ฮ.ศ ๒๐๒ เป็นปราชญที่เป็นที่ยอมรับว่าเชื่อถือได้ - สิยารุเอียะลามอัลนุบาลาอฺ เล่ม ๙ หน้า ๓๒๗ หัวข้อ ضَمْرَةُ بْنُ رَبِيعَةَ

มีหลักฐานมากมากมายที่ระบุถึงการอยู่เบื้องสูงอัลลอฮ แต่..สักกี่หมื่นกี่พันอายะฮ ก็คงไม่มีประโยชน์ กับคนประเภทนี้ และการกล่าวหาว่า มุสลิมที่ถูกเรียกวะฮบีย ยึดแนวทางบูชาเจว็ด มีคนกดไลน์ถูกใจ ณ เวลานี้ ๓๓๗ คน น่าหดหู่ยิ่งนัก

والله أعلم بالصواب


............................
อะสัน  หมัดอะดั้ม








วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อะฮลุลกาลาม ไม่ถูกนับอยู่ในระดับชั้นของอุลามาอฺ




อิบนุอับดิลบัร (ร.ฮ) กล่าวว่า

أجمع أهل الفقه والآثار من جميع الأمصار أن أهل الكلام أهل بدع وزيغ، ولا يعدون عند الجميع في جميع الأمصار في طبقات العلماء، وإنما العلماء أهل الأثر والتفقه فيه

อบูอัมริน บิน อับดิลบัร (ร.ฮ) กล่าวว่า มติของอะฮลุลฟิกฮและอะฮลุลอะษัร จากเมื่องต่างๆ ทั้งหมดว่า แท้จริง อะฮลุลกาลาม นั้นคือ อะฮลุลบิดอะฮ และผู้ที่ลุ่มหลง ในทัศนะ ทั้งหมด(ของปราชญอะลุลฟิกฮและอะฮลุลอะษัร) ในเมืองต่างๆทั้งหมด พวกเขา(อะฮลุลกาลาม)จะไม่ถูกนับอยู่ในทำเนียบอุลามาอฺ และความจริง อุลามาอฺนั้นคือ อะฮลุลอะษัร และผู้ที่ทำความเข้าใจในมัน – ญาเมียะบะยานอัลอิลมิวัลฟัฎลิ 2/195

วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

กลุ่มต่างๆ ที่แตกไปจากแนวทางอิสลามอันถูกต้อง





กลุ่มแรก “อัลก้อดะรียะฮฺ”

           คือกลุ่มแรกที่เกิดขึ้นในปลายยุค “ศ่อฮาบะฮฺ” พวกเขาปฏิเสธการบันทึกและกำหนดของพระผู้เป็นเจ้า โดยเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นและดำเนินไปในโลกนี้ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับการบันทึกหรือกำหนดล่วงหน้าใดๆ จากพระองค์ หากแต่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น พวกเขาปฏิเสธหลักศรัทธาพื้นฐานที่สำคัญในศาสนาอิสลาม คือ “อัลก้อดัร” ซึ่งเป็นหลักศรัทธาพื้นฐานประการที่หก

          เหตุนี้พวกเขาจึงถูกขนานนามว่า “อัลก้อดะรียะฮฺ” และยังถูกขนานนามว่าเป็นพวกเมไจ (อัลมะญู๊ซ) แห่งประชาชาตินี้ ที่ถูกขนานนามเช่นนั้นก็เพราะว่า พวกเขาเชื่อว่าแต่ละคนคือผู้สร้างการกระทำของตัวเองโดยปฏิเสธการสร้างและกำหนดของอัลลอฮฺ พวกเขายืนยันว่ามีผู้สร้างอื่นจากพระองค์ ซึ่งไม่แตกต่างจากพวกเมไจหรือเรียกตามภาษาอาหรับว่า “อัลมะญู๊ซ” ในอดีตพวกนี้เชื่อว่ามีพระผู้สร้างสององค์ องค์หนึ่งคือแสงสว่างซึ่งสร้างแต่สิ่งดีๆ และอีกองค์หนึ่งคือความมืดสร้างแต่สิ่งชั่วร้าย

          พวก “อัลก้อดะรียะฮฺ” เลวร้ายกว่า พวก “อัลมะญู๊ซ” เพราะพวก “อัลก้อดะรียะฮฺ” เชื่อว่ามีผู้สร้างมากกว่าสอง โดยพวกเขากล่าวว่ามนุษย์คือผู้สร้างการกระทำของตัวเอง อย่างไรก็ดีพวกเขาก็ถูกขนานนามว่าเป็นพวก “อัลมะญู๊ซ” แห่งประชาชาตินี้ เพราะเชื่อว่าผู้สร้างมีมากกว่าหนึ่ง

          ต่อมาเกิดกลุ่มที่มีแนวคิดตรงข้ามโดยสิ้นเชิงกับกลุ่มอัลก้อดะรียะฮฺขึ้นโดยได้รับการขนานนามต่อมาว่ากลุ่ม “อัลญะบะรียะฮฺ” พวกเขาเชื่อว่ามนุษย์ถูกบังคับโดยทุกกรณีกล่าวคือมนุษย์ไม่มีอิสระใดๆ ในการเลือกเฟ้น พฤติกรรมหรือการกระทำของมนุษย์เป็นไปในลักษณะถูกบังคับให้กระทำทั้งสิ้น พวกเขาพยายามจะยืนยันเรื่องการบันทึกและกำหนดของอัลลอฮฺแต่เป็นการยืนยันที่สุดโต่งและผิดพลาดซึ่งไม่แตกต่างจากพวก “อัลก้อดะรียะฮฺ” ในแง่ของความสุดโต่ง พวกอัลก้อดะรียะฮฺสุดโต่งในแง่ของการยืนยันความมีอิสระของมนุษย์แต่พวกอัลญะบะรียะฮฺสุดโต่งในแง่การยืนยันการบันทึกและกำหนดของอัลลอฮฺ

ต่อมากลุ่ม อัลก้อดะรียะฮฺ แตกออกเป็นอีกหลายกลุ่มซึ่งแต่ละกลุ่มมีแนวความเชื่อในส่วนย่อยที่แตกต่างกันออกไปแต่ก็มีหลักใหญ่ๆ ตรงกัน ดังนั้นจึงยังจัดอยู่ในหลุ่ม อัลก้อดะรียะฮฺอยู่


กลุ่มที่สอง “อัลค่อวาริจญ์”

           คือกลุ่มที่ไม่เชื่อฟังผู้ปกครองและมีความคิดลักษณะขบทซึ่งเกิดขึ้นในปลายยุคของท่านอุษมาน อิบนุ อัฟฟาน ค่อลีฟะฮฺลำดับที่สาม เหตุการณ์วุ่นวายในปลายยุคของท่านเป็นเหตุพาไปสู่การสังหารท่านในที่สุด

           ในยุคของท่านอาลี อิบนุ อะบีฎอลิบ แนวคิดลักษณะ “อัลค่อวาริจญ์” ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น พวกเขาตัดสินเหล่าศ่อฮาบะฮฺที่เห็นด้วยกับพวกเขาว่าสิ้นสภาพการเป็นมุสลิม (มุรตัด) โดยพวกเขาเชื่อและเข้าใจว่าโทษของผู้กระทำผิดในบาปใหญ่ทั้งหลายคือการสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม นี้คือความหลงผิดใหญ่หลวงของพวกเขา อันเป็นเหตุให้พวกเขาตัดสินเหล่าศ่อฮาบะฮฺที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขาว่าถึงกับสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม

           แนวคิดความเชื่อของพวกเขาคือไม่ดำเนินตามแนวทางของชาวซุนนะฮฺ (ผู้ยึดมั่นในแบบฉบับและคำสอนของนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ) พวกเขาไม่เชื่อฟังผู้นำโดยมีแนวคิดว่าการปฏิวัติคือศาสนาหากเห็นว่าผู้นำอธรรม การก่อขบทคือแนวทางสร้างสังคมให้เที่ยงตรงได้แม้จะจากชนหมู่น้อยก็ตาม โดยเป็นแนวคิดที่ต่างจากคำสั่งเสียของท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม อย่างสิ้นเชิง

“ฉันสั่งเสียพวกพวกท่านให้เชื่อฟังและปฏิบัติตามแม้ผู้นำจะมาจากทาสก็ตาม ผู้ใดที่มีชีวิตยืนยาวเขาจะได้เห็นความชัดแย้งมากมาย”
 
           การเชื่อฟังผู้นำมุสลิมถือเป็นศาสนา แต่พวก “อัลค่อวาริจญ์” กลับกล่าวว่า “เราคืออิสระชน” นี้คือรากเง้าของแนวคิดปฏิวัติทั้งหลายในยุคนี้

           พฤติกรรมของพวก “ค่อวาริจญ์” สร้างความแตกแยก ร้าวฉาน และสับสนขึ้นในหมู่มุสลิม เป็นการฝืนคำสอนของอัลลอฮฺและร่อซู้ลของพระองค์ในเรื่องดังกล่าว พวกเขายังเห็นว่าผู้ประพฤติผิดในบาปใหญ่คือผู้สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมอีกด้วย

           บาปใหญ่เช่น การซินา (พฤติผิดในกามวิสัย) การกินเหล้าเมายา การลักขโมย การกินดอกเบี้ย ฯลฯ หากผู้ใดล่วงละเมิดไปกระทำเข้า ผู้นั้นถือสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมตามคติความเชื่อของพวก “อัลค่อวาริจญ์” ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องอย่างร้ายแรง และต่างไปจากความเชื่อของชาวซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺ (อัลญะมาอะฮฺแปลว่ากลุ่มชนที่รวมตัวกันเป็นปึกแผ่นไม่แตกแยก-ซึ่งหมายถึงมุสลิมีนในยุคต้นๆ) ที่เข้าใจโดยถูกต้องว่าผู้กระทำบาปใหญ่หากมิได้ปฏิเสธหลักการนั้นๆ เขาก็ยังเป็นมุสลิม เพียงแต่เขาเป็นผู้ฝ่าฝืนเท่านั้น และการกระทำบาปแม้จะเป็นบาปใหญ่ก็มิได้ทำให้ผู้นั้นสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมแต่อย่างใด แต่พวกอัลค่อวาริจญ์กลับเชื่อว่าผู้กระทำบาปใหญ่สิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม และเชื่อว่าจะไม่ได้รับการอภัยและต้องตกนรกตลอดกาล ซึ่งตรงกันข้ามกับคำสอนของศาสนา

           สาเหตุสำคัญที่ทำให้พวกเขาคิดและเชื่อเช่นนั้นคือ ความไม่เข้าใจในตัวบทของศาสนาและไม่ยินยอมรับฟังคำอธิบายใดๆ จากปราชญ์ในยุคนั้นๆ (ในยุคเริ่มต้นคือเหล่าสาวกของท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ) พวกเขามักมีความเข้มงวดในการปฏิบัติศาสนกิจ จริงจังกับการเคารพภัคดีต่ออัลลอฮฺ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปฏิบัติบละหมาด ถือศีลอด อ่านอัลกุรอ่าน และ ฯลฯ พวกเขามีความเคร่งครัดมาก แต่ส่วนใหญ่กระทำไปบนพื้นฐานของความไม่เข้าใจมากกว่า ท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวถึงพวกเขาว่า “พวกเขาหลุดออกจากศาสนาดุจลูกธนูที่พุ่งออกจากคันศร”    กล่าวคือหลุดออกไปจากศาสนาทั้งๆ ที่พวกเขาปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นการละหมาด ถือศีลอด อ่านอัลกุรอ่าน และ ฯลฯ

           พวกอัลค่อวาริจญ์สังหารมุสลิมด้วยกันมาตั้งแต่อดีต เช่น ท่านอุษมาน อิบนุอัฟฟาน ท่านอาลี อิบนุ อะบีตอลิบ และท่านซุเบร อิบนุ้ล เอาวาม เป็นต้น พวกเขาเข่นฆ่าสาวกหลายท่านและพวกเขายังไม่วางมือจากการเข่นฆ่ามุสลิมตราบเท่าทุกวันนี้

           ความรักความหวงแหนศาสนาเพียงลำพังมิอาจนำพาคนให้รอดพ้นจากความหลงผิดได้ หากแต่จะเป็นหนทางสู่ความหายนะเสียด้วยซ้ำไป ดังนั้นความรักความหวงแหนศาสนาต้องตั้งอยู่บนความรู้และความเข้าใจอันถูกต้องด้วย จึงจะเป็นพลังสร้างสรรค์ยิ่งใหญ่หาไม่แล้วจะกลายเป็นพลังร้ายแรงทำลายทุกสิ่งโดยพลิบตา

 ในยุคต่อๆ มากลุ่มแนวคิดนี้ได้แตกออกกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยอีกจนนับไม่ถ้วน และถูกส่งผ่านมาถึงยุคเราด้วยเช่นกัน


กลุ่มที่สาม “อัชชีอะฮฺ”

           คือกลุ่มที่สนับสนุนสายตระกูลของท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งเรียกว่า “อะฮฺลุ้ลบัยตฺ” เพราะความเหมายเดิมของชีอะฮฺคือการปฏิบัติตามและให้การช่วยเหลือ

         ต่อมากลายเป็นชื่อของคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างว่าเจริญรอยตามแนวทางของสายตระกูลของท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งก็คือท่านอาลี อิบนุ อบีตอลิบและลูกหลาน พวกเขาอ้างว่าท่านอาลี ร่อฎิยัลลอฮุอัลฮุ (ขออัลลอฮฺทรงพอพระทัยท่าน) คือผู้ได้รับพินัยกรรมให้สืบทอดตำแหน่งผู้นำหลังจากท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ล่วงลับไปแล้ว ดังนั้นท่านอบูบักรฺ อุมัร และอุษมาน ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุ้ม (ขออัลลอฮฺทรงพอพระทัยท่านเหล่านั้น) จึ่งเป็นผู้อธรรมเพราะแย่งตำแหน่งผู้นำไปจากท่านอาลี นี้คือความเชื่อของพวกเขา

           ตามจริงแล้วเรื่องราวมิได้เป็นที่พวกเขาเชื่อแต่ประการใดเพราะเหล่าศ่อฮาบะฮฺ(สาวก) ส่วนใหญ่ต่างเหลือกและสนับนุนท่านเหล่านั้นให้เป็นผู้นำสืบต่อกันมาจวบจนเลือกท่านอาลีเป็นผู้นำลำดับที่สี่ ทั้งสามท่านมิได้แย่งชิงตำแหน่งมาแต่อย่างใด

            พวกเขาหลงไหลคลั่งไคล้ในคำว่า “อะฮฺลุ้ลบัยตฺ” จนเป็นเหตุให้ตัดสินศ่อฮาบะฮฺ (สาวก) ส่วนใหญ่ว่าสิ้นสภาพจากการเป็นมุสลิม เพราะสนับสนุนให้ผู้อื่นขึ้นมาเป็นผู้นำสืบต่อจากท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บางกลุ่มถึงกับเชื่อว่าผู้นำจากสายสกุลของท่านนบี ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มีสิทธิ์ออกข้อบัญญัติทางศาสนาได้รวมถึงเป็นผู้ปราศจากความผิดบาปใดๆ และอีกหลายๆ กลุ่มเชื่อว่าอัลกุรอ่านถูกตัดทอน ต่อเติม และบิดเบือนไปจากฉบับจริงโดยน้ำมือของศ่อฮาบะฮฺ (สาวก)

 ทั้งสามกลุ่มที่กล่าวแล้วข้างต้น ในกาลต่อมาก็แตกออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยจนนับไม่ถ้วน


กลุ่มที่สี่ “อัลญะฮฺมียะห์” 

            “อัลญะฮฺมียะฮฺ” เป็นกลุ่มอ้างถึงบุคคลๆ หนึ่งชื่อว่า อัลญะฮฺม์ อิบนุ ศ็อฟวาน (الجهم بن صفوان )มีชีวิตระหว่างปีฮ.ศ ๗๘-๑๒๘ ผู้เป็นลูกศิษย์ของ อัลญะอฺ อิบนุ ดิรฮัม ผู้เป็นศิษย์ของ ฎอลู๊ต ผู้เป็นศิษย์ของ ละบี๊ด อิบนุ้ล อะอฺศ็อม ซึ่งเป็นคนยิว


           แนวคิดความเชื่อของกลุ่ม “อัลญะฮฺมียะฮฺ” คืออะไร แนวคิดความเชื่อของพวกเขาคือปฏิเสธพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺ พวกเขายืนยันแต่เพียงอาตมันของพระองค์เท่านั้น กล่าวคือยืนยันเพียงว่าพระองค์ทรงมีอยู่แต่จะมีอยู่แต่ปฏิเสธที่เรียกพระนามของพระองค์และปฏิเสธที่จะยืนยันคุณลักษณะต่างๆ ของพระองค์โดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการตั้งภาคีต่อพระองค์ และเป็นการทำให้พระองค์ซึ่งมีอยู่องค์เดียวกล่ายเป็นหลายองค์

           ไม่ทราบเหมือนกันว่าเหตุใดพวกเขาถึงคิดและเชื่อเช่นนั้น เพราะหากจะกล่าวถึงคนๆ หนึ่งที่มีคุณลักษณะหลากหลายก็มิได้สื่อใดๆ ว่าผู้นั้นมีหลายคนแต่ประการใด แล้วเหตุใดจึงต้องเชื่อว่าการยืนยันพระนามและคุณลักษณะต่างๆ แก่อัลลอฮฺจะทำให้เกิดภาคีแก่พระองค์เล่า

           การที่เราทราบว่าอัลลอฮฺมีพระนามและคุณลักษณะมากมายจากตัวบทอัลกุรอ่าน เป็นทำให้เรารู้ลึกซึ้งว่าพระองค์คือใคร และเป็นการบอกถึงความสมบูรณ์ยิ่งของพระองค์อีกทางหนึ่งด้วย ดังนั้นจึงฟังไม่ขึ้นว่าการยืนยันพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺจะเป็นการเพิ่มภาคีแก่พระองค์

           สรุปง่ายๆ ว่าพวกกลุ่ม “อัลญะฮฺมียะฮฺ” มีความผิดเพี้ยนในด้านพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺ ในเวลาเดียวกันกลุ่มนี้ก็มีความเชื่อในด้านการบันทึกและกำหนดของอัลลอฮฺตรงกับกลุ่ม “อัลญะบะรียะฮฺ” ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยที่ตรงข้ามกลุ่ม “อัลก้อดะรียะฮฺ” ที่กล่าวแล้วข้างต้น พวกเขาปฏิเสธเรื่องสิทธิ์การเลือกกระทำของมนุษย์ กล่าวโดยย่อคือมนุษย์ถูกบังคับให้กระทำไปตามที่ได้มีการกำหนดไว้ล่วงหน้า อุปมาเหมือนขนนกที่ตกอยู่จะเคลื่อนไหวได้ก็ด้วยแรงลมที่พัดมาเท่านั้น

          ต่อมามีกลุ่มเกิดขึ้นใหม่อีกหลายกลุ่มที่มีส่วนเชื่อมโยงกับความเชื่อของกลุ่ม “อัลญะฮฺมียะฮฺ” ซึ่งก็คือกลุ่ม“อัลมั๊วอฺตะซิละฮฺ” กลุ่ม “อัลอัชอะรียะฮฺ” และกลุ่ม “อัลมาตุรีดียะฮฺ”


          กลุ่ม “อัลมั๊วอฺตะซิละฮฺ” ยืนยันเรื่องพระนามของอัลลอฮฺแต่ปฏิเสธคุณลักษณะต่างๆ ของพระองค์ กล่าวคือยืนยันและยอมรับพระนามต่างๆ แต่ปฏิเสธที่จะให้ความหมายใดๆ ในพระนามเหล่านั้นซึ่งก็คือคุณลักษณะต่างๆ ของพระองค์นั่นเอง

           กลุ่มนี้มีความเป็นมาดังนี้  ผู้เป็นผู้นำกลุ่มคือ “วาศิล อิบนุ อะฎออฺ” ผู้เป็นลูกศิษย์ของท่าน ฮะซัน อัลบะศ่อรี่ ผู้เป็นปราชญ์ในยุคของตาบิอีน (ลูกศิษย์ของศ่อฮาบะฮฺ) ตามประวัติกล่าวได้มีผู้ถามท่านฮะซันถึงโทษของผู้กระทำบาปใหญ่ ท่านตอบไปตามแนวทางความเชื่อชาวซุนนะฮฺว่า “เขายังนับว่าเป็นผู้ศรัทธาอยู่ (กล่าวคือยังไม่สิ้นสภาพการเป็นมุสลิมแม้จะประพฤติผิดในบาปใหญ่) แต่การศรัทธาของเขาบกพร่องไม่สมบูรณ์ เขาศรัทธาตามศรัทธาที่เขามีอยู่และเขาเป็นคนไม่ดีตามความผิดใหญ่หลวงที่เขากระทำ” เมื่อวิศิล อิบนุ อะฎออฺ ได้ยินดังนี้ก็รู้สึกไม่พอใจและแยกจากมาพลางกล่าวว่า “ฉันเห็นว่าเขาไม่เป็นทั้งผู้ศรัทธา(มุอฺมิน) และไมเป็นทั้งผู้ปฏิเสธ (กาฟิร) แต่เขาอยู่ในกึ่งกลางระหว่างทั้งสอง (การศรัทธาและการปฏิเสธ)” เมื่อเขาแยกจากมาก็มีผู้คนที่เขลาบางกลุ่มแยกตัวตามเขามาโดยเชื่อว่าคำพูดของวาศิลถูกต้องกว่าคำพูดของท่านฮะซัน ตั้งแต่นั้นมาผู้คนกลุ่มนั้นถูกขนานนามว่า “อัลมั๊วอฺตะซะละฮฺ” หากแปลตามภาษาหมายถึงการแยกตัวหรือปลีกตัวออกมานั่นเอง ต่อมากลุ่มนี้มีความเชื่อที่ผิดๆ เพิ่มขึ้นอีกหลายประการ

           ต่อมาเกิดกลุ่ม “อัลอัชอะรียะฮฺ” ขึ้น หากจะกล่าวแล้วก็คือเป็นการแตกแขนงของกลุ่มอัลมั๊วอฺตะละฮฺนั่นเอง ชื่อกลุ่มนี้ได้จากชื่อสกุลของผู้ก่อตั้งกลุ่มคือฮะซัน อัลอัชอะรีย์ เดิมทีเขามีความเชื่อแบบอัลมั๊วอฺตะซิละฮฺ ต่อมาศึกษาจนทราบถึงความผิดพลาดใหญ่ของกลุ่มดังกล่าวจึงได้ประกาศตัวเพื่อปฏิเสธความเชื่อดังกล่าว แต่ก็ยังสลัดไม่พ้นความผิดในด้านพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮฺ กล่าวคือหลังจากปฏิเสธที่จะเชื่อแบบอัลมั๊วอฺตะซิละฮฺก็หันไปยึดแนวทางของบุคคลผู้หนึ่งชื่อว่า “มุฮัมมัด อิบนุ สอี๊ด อัลกัลล้าบ” ซึ่งเขายืนยันคุณลักษณะของอัลลอฮฺเพียงเจ็ดคุณลักษณะเท่านั้นคือ

๑. ความรู้

๒. ความสามารถ

๓. พระประสงค์

๔. ชีวิต

๕. ได้ยิน

๖. มองเห็น

๗. และตรัส

        โดยให้เหตุผลว่าปัญญาสามารถยอมรับได้เพียงเจ็ดคุณลักษณะเท่านั้น และสิ่งใดที่ปัญญามิอาจรับได้จะยืนยันว่าเป็นคุณลักษณะของอัลลอฮฺมิได้

           ต่อมาอัลลอฮฺทรงประทานทางนำอันถูกต้องแก่ฮะซัน อัลอัชอะรีย์ เขาได้สลัดความเชื่อเดิมๆ และหันมายึดถือความเชื่อที่ถูกต้องตามตัวบทจากอัลกุรอ่านและอัซซุนนะฮฺ ซึ่งผู้นำทางความรู้ที่ถูกต้องในยุคนั้นคือท่านอิหม่ามอะฮฺหมัด อิบนุ ฮัมบัล ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาฮะซัน อัลอัชอะรีย์กล่าวในห่วงสุดท้ายของชีวิตคือหลังจากที่กลับตัวกลับใจว่า “ฉันเชื่อตามแนวทางของผู้นำชาวซุนนะฮฺวัลญะมาอะอฺ อะฮฺหมัด อิบนุ ฮัมบัล”

           ดังนั้นบรรดาผู้ที่อ้างว่ายึดถือความเชื่อของเขาในยุคปัจจุบัน แท้ที่จริงแล้วเป็นการถือเอาความเชื่อของ “มุฮัมมัด อิบนุ สอี๊ด อัลกัลล้าบ” ต่างหาก เพราะอะบุลฮะซัน อัลอัชอะรีย์ประกาศกลับตัวกลับใจแล้ว ดังปรากฏในตำราที่เขาเขียนขึ้น เช่น หนังสือ “อัลอิบานะฮฺ ฟี อุศู้ลลิดดิยานะฮฺ” และ “อัลมะกอลาตอัลอิสลามียะฮฺ” เป็นต้น ดังนั้นกลุ่มอัชอะรียะฮฺในยุคปัจจุบันจึงมิใช่ความเชื่อใดๆ ของอะบุ้ลฮะซัน อัลอัชอะรีย์แต่อย่างใด แม้จะเรียกกันอยู่ว่ากลุ่มอัลอัชอะรียะฮฺ

ย่อความมาจากข้อเขียนของ

ดร.ศอและฮ์ อิบนุ เฟาซาน อัลเฟาซาน

สมาชิกสภาอุละมาอฺาวุโสของประเทศซาอุดิอาราเบีย

http://www.alfawzan.ws


           สรุปแล้วรากเง้าของกลุ่มหลงผิดต่างๆ ในปัจจุบันล้วนมีที่มาจากสี่กลุ่มหลักในอดีตทั้งสิ้น  ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มศูฟีเฎาะรีเกาะฮฺ กลุ่มตับลีฆ (หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่ากลุ่มดะอฺวะฮฺ) กลุ่มอิควานมุสลิมูน กลุ่มญิฮาด กลุ่มตักฟีร กลุ่มปัญญานิยมยุคใหม่ กลุ่มก็อดยานี และฯลฯ

          หากจะตั้งคำถามว่าแล้วกลุ่มใดคือกลุ่มที่ถูกต้องที่สุด คำตอบง่ายๆ คือกลุ่มที่ดำเนินตามคัมภีร์อัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺของท่านศาสดามุอัมหมัด ศ้อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม บนพื้นฐานการเข้าใจของบรรพชนที่ดี (สะละฟุศศอและฮฺ) ในยุคต้นๆ อิสลาม โดยไม่บิดเบือน เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือตีความให้เปลี่ยนไปจากที่ปรากฏในตัวบททางศาสนา


......................................
อาจารย์ อิสฮาก   พงษ์มณี ผู้แปลและย่อความ





วันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

นี้หรือ ถ้อยคำที่ออกจากปลายลิ้นคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ศรัทธา




Siming Awae วาฮาบี ก้นิสัย เหมือนไซตอน รุ้ทั้งรุ้ว่า เขาต้องตกนรก แต่ยังหลอก ลูกหลานอาดัม ไห้เข้านรก พร้อมกับเขา ไม่ต้องเถียงกับาฮาบีหรอกคับ เสียเวลา
>>>>>>>>>>


ผมอ่านข้อความข้างต้น ก็รู้สึกหดหู่ใจ จึงอยากให้ช่วยกันชี้แจงทางวิชาการให้พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย ได้เข้าใจว่า
มุสลิมที่ถูกเรียกว่า "พวกวะฮบีย์ หรือพวกคณะใหม่ หรือ พวกมูดา ไม่ได้เป็นไพร่พล หรือ ทหารของชัยฏอน เพราะไม่มีสักอักษรเดียวที่คนที่ถูกเรียกฉายานี้ เรียกร้องไปสู่แนวทางชัยฏอน แต่สิ่งที่เขาเรียกร้องคือ การกลับมาสู่กิตาบุลลอฮ และสุนนะฮนบี ศอ็ลฯ

สำหรับแนวคิดที่สำคัญของวะฮาบียะฮ์(พวกที่ถูกเรียกว่าวะฮบีย)นั้นพอสรุปเป็นหัวข้อได้ดังนี้ คือ

(1) ยึดแนวของอิหม่าม อะห์มัด อิบนุ ฮัมบัล (มัซฮับฮัมบะลีย์) ในเรื่องปลีกย่อยต่างๆ แต่ไม่ยึดแนวทางของอิหม่ามคนใดเป็นเกณฑ์แน่นอนในเรื่องหลักพื้นฐานทั่วไป

(2) เรียกร้องให้เปิดประตูการอิจติฮาด (หมายถึง การวิเคราะห์ และวินิจฉัยหลักฐานต่างๆ ทางศาสนาเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อบัญญัติของปัญหาต่างๆ) หลังจากที่ได้ถูกปิดมานานตั้งแต่กรุงแบกแดดแตกจากการโจมตีของพวกมองโกลในปี ฮ.ศ.656 (ค.ศ.1235)

(3) ยืนยันในความจำเป็นที่จะต้องยึดถือคัมภีร์อัลกุรอาน และซุนนะฮ์ (แบบฉบับของศาสนฑูต มูฮัมมัด)

(4) ยึดมั่นในแนวทางของอะฮลิสซุนนะฮวัลญะมาอะฮ์ )

(5) เรียกร้องสู่หลักเตาฮีด (การให้เอกภาพต่อพระผู้เป็นเจ้า) อันบริสุทธิ์ตามแนวทางของกัลญาณชนมุสลิมในยุคแรกของอิสลาม

(6) เน้นหลักการเตาฮีดอัลอัสมาอวัสสิฟาต (การให้เอกภาพต่อพระผู้เป็นเจ้าด้านนามชื่อ และคุณลักษณะของพระองค์)

(7) ต่อต้านสิ่งเหลวไหลและอุตริกรรมทางศาสนาซึ่งแพร่หลายในสังคมอันเนื่องจาก ความโง่งมงายของผู้คน

(8) คัดค้านกลุ่ม ฏอรีเกาะฮ์ซูฟีย์ และ กลุ่ม ตะกัลลีมีน และสิ่งอุตริทางศาสนาที่กลุ่มเหล่านี้สร้างขึ้นมา

(9) ต่อต้านการทำชิริก (ตั้งภาคี) ต่ออัลลอฮ์ ทุกประเภท

(10) ต่อต้านการตักลีด (การตามอย่างคนตาบอด) และเรียกร้องสู่การให้ความรู้การค้นหาหลักฐาน

 (10 ข้อ ข้างต้นคัดจาก ข้อเขียนของ ผศ.ดร. อับดุลเลาะ หนุ่มสุข)

والله أعلم بالصواب

...........................
อะสัน  หมัดอะดั้ม


วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เมื่อผู้ปฏิบัติตามบรรพชนยุคต้นกลับถูกเรียกว่าคณะใหม่


ปัญหาคือ คนที่ปฏิบัติตามแนวทางสะลัฟ คณะเก่า ถูกกล่าวหาว่าเป็นคณะใหม่ และ คนที่อ้างว่าเป็นคณะเก่าแต่อุตริบิดอะฮขึ้นใหม่มาอ้างเป็นคำสอนศาสนา โดยอ้างประเพณีนิยมปู่ย่าตายายเป็นแบบอย่าง นี่คือปัญหา

คำว่าเก่า ต้องมีมาแต่ก่อนคือ คำสอนอัลลอฮ สุนนะฮรอซูลและอิจญมาอฺของบรรพชนผู้ทรงธรรมยุคสะลัฟ

 และคำว่าใหม่คือ สิ่งที่เกิดขึ้นทีหลัง เช่นคำสอนที่เกิดขึ้นหลังจากศาสนาสมบูรณ์แล้ว

 ท่านอีหม่ามมาลิก(รอฮีมาฮุลลอฮฺ)ได้กล่าวว่า..

: "مَن ابتدع في الإسلام بدعة يراها حسنة فقد زعم أنَّ محمداً خان الرسالة؛ لأنَّ الله يقول: {الْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ} ، فما لَم يكن يومئذ ديناً فلا يكون اليوم ديناً" الاعتصام للشاطبي (1/28) .

“ ผู้ใดที่ได้อุตริกรรมขึ้นในอิสลาม โดยมองสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี แน่นอน เขาได้อ้างว่า ท่านนบี ได้ทุจริตต่อสาส์นแห่งพระเจ้า เพราะอัลลอฮฺ ได้กล่าวว่า “วันนี้ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งศาสนาของพวกเจ้า “ ดั้งนั้น ถ้าวันนั้นมันไม่ได้เป็นศาสนา วันนี้มันก็ไม่ใช่ศาสนา “ (หนังสือ อัลอิอฺติศอม ของท่านอีหม่าม อัชชาฏีบีย์ )



วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

ใครบอกว่า วะฮบีย์ต่อต้านมัซฮับสี่



มักมีการกล่าวหา คนที่เขาเรียกกลุ่มวะฮบีย์ หรือพวกคณะใหม่ว่า เป็นพวกไม่เอาอุลามาอฮ ต่อต้านมัซฮับ ทั้งหมดล้วนเป็นการใส่ร้ายทั้งสิ้น


ขอชี้แจงว่า

กลุ่มที่ถูกเรียกว่า “วะฮาบีย์ ในอดีตและปัจจุบัน ไม่ได้คัดค้านมัซฮับทั้งสี่ แต่ไม่ได้ส่งเสริมให้ยึดติดและตักลิด(เชื่อตาม)มัซฮับทั้งสี่อย่างหลับหูหลับตาต่างหาก

มาดูคำพูดของ เช็คอับดุลลอฮ บุตร เช็คมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮาบ กล่าวไว้ว่า

مذهبنا في أصول الدين مذهب أهل السنة والجماعة وطريقتنا طريقة السلف وهي أنا نقر آيات الصفات وأحاديثها على ظاهرها .
ونحن أيضا في الفروع على مذهب الإمام أحمد بن حنبل ولا ننكر على من قلد أحد الأئمة الأربعة .
ولا نستحق مرتبة الاجتهاد المطلق ولا أحد لدينا يدعيها . إلا أننا في بعض المسائل إذا صح لنا نص جلي من كتـاب أو سنة غيـر منسـوخ ولا مخصص ولا معارض بأقوى منه وقال به أحد الأئمة الأربعة أخذنا به وتركنا المذهب كإرث الجد والإخوة ، فإنا نقدم الجد بالإرث وإن خالف مذهب الحنابلة
มัซฮับของเราในเรื่องอุศูลุดดีน(หมายถึงในเรืองรากฐานของศาสนา ซึ่งหมายถึงด้านอะกีดะฮ) คือ มัซฮับอะฮลุสสุนนะฮวัลญะมาอะฮ และแนวทางของเราคือ แนวทางสะลัฟ และมันคือ แท้จริงเรายอมรับบรรดาอายาตสิฟาต(อายะฮอัลกุรอ่านที่เกี่ยวกับสิฟัตอัลลอฮ) และบรรดาหะดิษสิฟัต ตามความหมายที่ปรากฏของมัน(ตามตัวบท)

และเช่นเดียวกันใน ด้านฟุรูอุดดีน(ในด้านสาขาศาสนา หมายถึงในภาคปฏิบัตศาสนกิจ) เรา
นั้นอยู่มัซฮับอิมามอะห์มัด บิน ฮัมบัล และเราไม่คัดค้านต่อผู้ที่เชื่อตามอิมามคนหนึ่งคนใดจากบรรดาอิมามทั้งสี่ และเราไม่มีสิทธิ์อยู่ในฐานะอิจญติฮาดมุฏลัก(อิจญติฮาดอิสระ)และคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเราไม่อ้างมัน เว้นแต่ว่า ในบางประเด็น

เมื่อมีตัวบทชัดเจน เศาะเฮียะสำหรับเรา จากคัมภีร์และสุนนะฮที่ไม่ถูกยกเลิก และไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกจำกัดเฉพาะและไม่ได้ค้านกับหลักฐานที่แข็งแรงกว่า โดยที่คนหนึ่งคนใดจากมัซฮับทั้งสี่ได้กล่าวมันเอาไว้ เราก็เอามันมายึดถือ และเราก็จะละทิ้งมัซฮับ (ที่เราสังกัดอยู่) เช่น (มัซฮับที่มีทัศนะว่า)ปู่และบรรดาพี่น้องหญิงสืบทอดมรดกได้ เราก็เอาผู้ที่เป็นปู่มาก่อน (ผู้เป็นพี่น้องหญิงที่มีสิทธิ์รับมรดก) และแม้มันจะขัดแย้งกับมัซฮับอัลหะนาบะฮละฮ (ที่เราสังกัดอยู่)ก็ตาม - อัดดุรรุสสะนียะฮ เล่ม 1 หน้า 126

……………………….
จะเห็นได้ว่า กลุ่มที่ถูกเรียกว่า “วะฮาบีย์ในอดีต” พวกเขา ไม่ได้ต่อต้านมัซฮับ แต่พวกเขาสอนให้ตามมัซฮับอย่างมีสติ คือ ตามที่ตรงกับหลักฐานที่เศาะเฮียะ ไม่ใช่หลับตาตาม

อิหม่ามมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับ เองกล่าว ว่า

عقيدتنا في جميع الصفات الثابتة في الكتاب والسنة هي عقيدة أهل السنة والجماعة، نؤمن بها ونقرها كما جاءت مع إثبات حقائقها وما دلت عليه، من غير تكييف ولا تمثيل، ومن غير تعطيل ولا تبديل ولا تأويل

อะกีดะฮของเรา ในทั้งหมดของสิฟัตที่ปรากฏยืนยันในอัลกิตาบและอัสสุนนะฮ คือ อะกีดะฮ อะฮลุสสุนนะฮ วัลญะมาอะฮ ,เราศรัทธาและยอมรับมันตามที่ปรากฏมา พร้อมทั้งยืนยันถึงความจริงของมัน และสิ่งที่มันได้แสดงบอกไว้ โดยไม่อธิบายรูปแบบวิธีการ และไม่เปรียบเทียบ และโดยไม่ปฏิเสธสิฟัต ,ไม่เปลี่ยนแปลงและไม่ตีความความ

وأما مذهبنا ، فمذهب الإمام أحمد بن حنبل إمام أهل السنة والجماعة في الفروع ولا ندعي الاجتهاد ، وإذا بانت لنا سنة
صحيحة عن رسول الله صلى الله عليه وسلم عملنا بها ، ولا نقدم عليها قول أحد ، كائناً من كان.

สำหรับมัซอับของเรา เราดำเนินตามมัซฮับ อิหม่ามอะหมัด บิน หัมบัล อิหม่ามแห่งอะฮลุสสุนนะฮวัลญะมาอะฮ ในเรื่องสาขาของศาสนา(หมายถึงในเรื่องภาคปฏิบัติศาสนกิจ) และเราไม่กล่าวอ้างการอิจญติฮาด และเมื่อปรากฏสุนนะฮที่เศาะเฮียะจากรซูลุลลออ แก่เรา เราก็ปฏิบัติด้วยมัน และเราจะไม่นำคำพูดของคนหนึ่งคนใดล้ำหน้าสุนนะฮรซูลุลลอฮ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
- อัลฮะดียะฮอัสสะนียะฮ หน้า 99
........................
จากคำพูดของเช็คมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮับข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า ท่านไม่ได้รังเกียจมัซฮับ แต่ท่านไม่ได้ยึดติดกับมัซฮับแบบเอามัซฮับนำหน้า แล้วเอาอัลกุรอ่านและอัสสุนนะฮไว้เบื้องหลัง
ส่วนเรื่องอะกีดะฮนั้น ท่านยึดแนวทางอะฮลุสสุนนะฮ วัลญะมาอะฮ ไม่ใช่อะกีดะฮยิวตามที่คนบางกลุ่มกล่าวหา

والله أعلم بالصواب


อะสัน หมัดอะดั้ม



วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2558

คำฟัตวาของเชค มุหัมมัด นาศิรุดดีน อัลบานีย์ เกี่ยวกับกลุ่มญะมาอัตตับลีฆฺ


الشيخ محمد بن ناصر الدين الألباني - رحمه الله

คำถาม: ท่านมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับกลุ่มญะมาอัตตับลีฆฺ มันจะเป็นการอนุญาตไหมสำหรับนักศึกษาที่มีความรู้หรือคนทั่วๆไปที่จะออกไปกับพวกเขา โดยกล่าวอ้างว่าออกไปเรียกร้องเชิญชวนมาสู่หนทางของอัลลอฮ์
ตอบ:
กลุ่มญะมาอัตตับลีฆฺไม่ได้ยึดรูปแบบ (มินฮาจ) จากกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺของท่านศาสดาตลอดจนบรรดาคู่ลาฟาอัรรอชิดีน ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่อนุญาตให้ออกไป ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่ปฎิบัติตามรูปแบบ(มินฮาจ) ในการเรียกร้องตามรูปแบบของคู่ลาฟาอุรรอชิดีนที่ได้ทำไว้ แต่สำหรับอาเล็มผู้ที่มีความรู้ดีก็สามารถออกไปเชิญชวนมาสู่อัลลอฮ์โดยออกไปกับพวกเขา
แต่สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ดีแล้ว จำเป็นที่เขาจะต้องอยู่ในประเทศของเขาและแสวงหาความรู้ในมัสยิด จนกระทั่งเกิดมีผู้มีความรู้ในหมู่ของพวกเขาผู้ซึ่งจะสามารถ ตั้งกลุ่มที่จะเรียกร้องเชิญชวนไปสู่อัลลอฮ์ แต่ตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่เช่นนี้ก็จำเป็นต่อนักศึกษาที่มีความรู้ ที่จะเรียกร้องกลุ่มญะมาอีตตับลีฆฺ ให้หันมาศึกษาคำสอนจากกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺของท่านศาสดา (จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ) และเชิญชวนผู้คนเรียกร้องดะอวะฮฺไปสู่กิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺ
ในตอนเริ่มนั้นกลุ่มญะมาอัตตับลีฆฺ ไม่ได้ตั้งใจที่จะทำแบบที่เป็นอยู่ แต่ทว่าพวกเขาถือว่า การกระทำแบบอื่นจะเป็นสิ่งที่จะทำให้เกิดการแตกแยก และด้วยเหตุนี้จึงทำให้พวกเขามีลักษณะคล้ายคลึงมากที่สุดกับกลุ่มญะมาอัตของกลุ่มอิควานอัลมุสลิมีน กลุ่มญะมาอัตตับลีฆฺกล่าวว่างานดะอฺวะฮฺของพวกเขานั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของ กิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺ อย่างไรก็ตามสิ่งนี้เป็นเพียงคำพูดที่ฟังไม่ขึ้น และไม่มีเหตุผล เพราะเป็นที่แน่นอนว่า พวกเขาไม่มีหลักอะกีดะฮฺ(หลักความเชื่อมั่น) ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในหมู่ของพวกเขา ดังนั้นเราจะพบว่าพวกเขาบางคนก็เป็นพวกมาตู่รีดีย์ บางคนก็เป็นพวกอัชอารีย์ ในขณะที่บางคนเป็นพวกซูฟีย์ จนกระทั่งบางคนไม่ยึดติดกับแนวความคิดใดๆเลย การดะอฺวะฮฺของพวกเขามีขึ้นก็เพื่อที่จะรวบรวมผู้คนไว้ด้วยกันและมีการสั่งสอนอบรมกัน
ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาไม่ได้สั่งสอนและให้ความรู้กันอย่างจริงๆจังๆ กว่าครึ่งศตวรรษได้ผ่านไปแต่ยังไม่ปรากฏมีอุละมาอจริงๆสักคน ที่เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นมาจากกลุ่มนี้ จะเห็นได้ว่าการดะอฺวะฮฺของกลุ่มญะมาอัตตับลีฆฺจะออกไปในแนวซูฟียะฮ์ โดยพวกเขาจะเรียกร้องไปสู่จรรยามายาทที่ดี แต่ในเรื่องของการปรับปรุงแก้ไขหลักการอะกีดะฮ์ที่ผิดเพี้ยนจากคนในกลุ่มให้ถูกต้องนั้น พวกเขาไม่ได้ใช้ความพยายามเลยแม้แต่น้อย ในการที่จะพยายามปรับปรุงแก้ไขหลักอะกีดะฮฺให้ถูกต้อง ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าพวกเขา เชื่อว่าสิ่งนี้จะไปสร้างความแตกแยกและความแตกต่างให้เกิดขึ้น
และเรื่องมีอยู่ว่า คุณสะอีด อัลฮูเซ็น ได้ติดต่อพูดคุยกันทางจดหมายกับหัวหน้าของกลุ่มญะมาอัตตับลีฆฺในอินเดียและปากีสถาน และเป็นที่ปรากฏชัดว่าพวกเขายอมรับและมีความเชื่อในเรื่อง ชะฟาอะฮ์ การให้ความช่วยเหลือและการขอความช่วยเหลือต่อผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺและอีกหลายสิ่ง และเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ที่จะต้องทำการบัยอะฮ์หรือให้คำปฎิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อกลุ่ม
อาจจะมีคนถามว่าก็ในเมื่อพวกเขาได้แก้ไขข้อบกพร่องเนื่องจากความพยายามของคนหลายๆคนช่วยกัน และมีผู้คนมารับอิสลามหลายต่อหลายคน นี่ยังไม่เป็นสิ่งยืนยันที่เพียงพออีกหรือถึงการอนุญาตให้ออกไปและมีส่วนร่วมกับพวกเขาในการเรียกร้อง เราขอตอบว่า จริงๆแล้วเราได้ยินได้ฟังมามากแล้วกับคำพูดเช่นนี้ และเราก็รู้ว่าพวกเขาได้ลอกเลียนแบบมาจากซูฟียะฮ์
ยกตัวอย่างเช่น มีเชคคนหนึ่งที่มีอะกีดะฮ์ที่ผิดเพี้ยน และไม่รู้อะไรที่เกี่ยวกับซุนนะฮฺเลย และได้หลอกเอาทรัพย์สินของประชาชนไป พร้อมกันนั้นก็มีคนที่ทำชั่วแบบเปิดเผยหลายคนไปขอให้พวกเขาลบล้างบาปให้
ดังนั้นกลุ่มไหนก็แล้วแต่ที่เรียกร้องไปสู่ความดีจะต้องปฎิบัติและยึดถือตามกิตาบุลลอฮ์และซุนนะฮ์เพียงเท่านั้น ซึ่งเป็นวิธีการที่บริสุทธิ์
เพราะฉะนั้นพวกเขาเรียกร้องไปสู่อะไรกันเล่า ?
พวกเขาเรียกร้องไปสู่การยึดมั่นกับกิตาบุลลอฮฺและซุนนะฮฺของท่านศาสดาอย่างแท้จริงหรือเปล่า ?
ตลอดจนไปสู่อะกีดะฮฺของคู่ละฟาอัรรอชิดีน โดยทิ้งการยึดถือกับมัสฮับแบบหลับหูหลับตา จนกระทั่งซุนนะฮ์ของท่านนะบี เข้ามามีอิทธิพลเหนือมัสฮับของพวกเขา พวกเขาทำเช่นนี้หรือเปล่า ?
แต่กลุ่มญะมาอัตตับลีฆฺก็ไม่มีความรู้ในรูปแบบที่ว่านี้ แต่ทว่ารูปแบบ(มินฮาจ) ของพวกเขานั้นจะเปลี่ยนไปตามแต่สถานที่ที่พวกเขาไป ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆเพื่อให้เหมาะสมกับตนเอง
จาก อัล ฟัตวา อัลอิมาร่อตียยะฮฺ ของ อัล อัล-บานี ข้อมูลทั้งหมดนำมาจาก al-Fataawa al-Imaaraatiyyah of al-Albaanee
http://www.fatwaonline.com/fat…/creed/deviants/0010326_5.htm

วันเสาร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2558

การตีความมือว่าอำอาจเป็นแนวคิดพวกญะมียะฮ


อะหมัดรอซีดี อิสมัญ อัลอัชอะรีย์ อุลามาอ์ของวะฮ์ฮาบี พูดกล่าวชัดเจนว่า ยะดุนหะกีกีย์ ตามความหมายในเชิงลุเฆาะฮ์ ก็คือ มือที่เป็นสัดส่วน มีนิ้ว
>>>>>>>
ดูซิครับ บาบอเราตอบ ทั้งๆที่อัลลอฮบอกว่า ไม่มีสิ่งใดเหมือนพระองค์ แกยังจะจินตนาการว่า ต้องมีนิ้ว นะอูซุบิลละฮ คำว่า (يد ) ภาษาอาหรับ แปลว่ามือ นั้นคือ การยืนยันความหมายจริงๆ ของคำว่ามือ แกไปเข้าใจว่า หมายถึงมือจริงๆ ที่เหมือนมัคลูค บาบอเองยังไม่เข้าใจ อะกีดะฮสะลัฟเลย

อิหม่ามติรมิซีย์ กล่าวว่า
وقد ذكر الله عز وجل في غير موضع من كتابه اليد والسمع والبصر فتأولت الجهمية هذه الآيات ففسروها على غير ما فسر أهل العلم وقالوا إن الله لم يخلق آدم بيده وقالوا إن معنى اليد هاهنا القوة
อัลลอฮฺตะอาลาได้กล่าวไว้ในหลายจุดจากคัมภีร์ของพระองค์ไม่ว่าจะเป็น ศิฟัต อัลยัด(พระหัตถ์) อัซซะมาอ์(ได้ยิน) อัลบัศรฺ(ทรงเห็น) แต่ทว่าพวกญะฮฺมียะฮฺได้ทำการตีความบรรดาโองการเหล่านี้ และได้ทำการอธิบายเลยเถิดไปกว่าที่บรรดาอุลามาอ์ได้ทำการตัฟซีรไว้ พวกเขากล่าวว่าแท้จริงอัลลอฮฺตะอาลามิได้สร้างอาดัมมาจากพระหัตถ์ของพระองค์ แต่พวกเขากล่าวว่า พระหัตถ์นั้นหมายถึงอำนาจ - หนังสือ สุนันอัตติรมิซีย์ เล่ม 3 หน้าที่ 50-51)

การปฏิเสธ ความหมายตามตัวบทว่า “ มือ โดยตีความ ว่า อำนาจ นั้น เป็นแนวคิดพวกญะมียะฮ ไม่ใช่อะกีดะฮสะลัฟ

อิสหาก บิน อิบรอฮี( ฮ.ศ ๑๙๘ – ๒๘๕) ซี่งเป็นปราชญ์ยุคสะลัฟ กล่าวว่า

وأما إذا قال كما قال الله تعالى يد وسمع وبصر ولا يقول كيف ولا يقول مثل سمع ولا كسمع فهذا لا يكون تشبيها وهو كما قال الله تعالى في كتابه ليس كمثله شيء وهو السميع البصير
แต่หากเป็นการกล่าวในสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงตรัสไว้แล้ว เช่น พระหัตถ์, ทรงสดับฟัง, ทรงทอดพระเนตร พร้อมกับไม่ถามว่ามันเป็นอย่างไรแบบไหน ตลอดจนไม่กล่าวว่าอัลลอฮฺได้ยินเหมือนกับฉันได้ยิน ดังนั้นแบบนี้ไม่เป็นการตัชบีฮฺ(เปรียบเทียบ)ต่ออัลลอฮฺตะอาลา พระองค์กล่าวไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนหรือคล้ายคลึงกับพระองค์แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงได้ยินและทรงเห็น” (หนังสือ สุนันอัตติรมิซีย์ เล่ม 3 หน้าที่ 50-51)

คำว่า อัลยัด หรือ อื่นๆนั้นจะต้อง มีความหมายว่า “มือ” อย่างแน่นอนจะมาอ้างเล่นลิ้นว่าในทางภาษาแล้วคำว่า อัลยัด นั้นมีหลายความหมายดังนั้นจึงไม่อาจทราบได้ว่ามันหมายถึงอะไรไม่ได้ เพราะการที่ท่าน อิสหากบินอิบรอฮีมได้ กล่าวว่า إنما يكون التشبيه إذا قال يد كيد “การตัชบีฮฺ(เปรียบกับมัคลูก)นั้นคือการที่เรากล่าวว่า พระหัตถ์ของอัลลอฮฺก็เหมือนกับมือของฉัน” นั้นคือการยืนยันว่าคำว่า อัลยัด หมายถึง มือ

เพราะถ้าไม่ใช่ความหมายว่ามือ ท่านอิสหาก ก็จะไม่ยกตัวอย่างว่า
إنما يكون التشبيه إذا قال يد كيد
“การตัชบีฮฺ(เปรียบกับมัคลูก)นั้นคือการที่เรากล่าวว่า พระหัตถ์ของอัลลอฮฺก็เหมือนกับมือของฉัน