อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ละหมาดวันศุกร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ละหมาดวันศุกร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เรื่องการที่มุสลิมเสียชีวิตในวันศุกร์



คำถาม: อยากทราบว่า ท่านนบีได้พูดถึงการเสียชีวิตในวันศุกร์ไว้อย่างไรบ้าง ?

คำตอบ : คนที่เชื่อว่าใครที่เสียชีวิตในวันสุกร์ เขาผู้นั้น จะได้เข้าสวรรค์ เเละจะหลุดพ้นจากไฟนรกหรือเชื่อว่า ใครที่เสียชีวิตในวันสุกร์ หรือ คืนวันศุกร์เขาผุ้นั้นที่เสียชีวิต จะไม่ถูกสอบสวน หรือหลุดพ้นจาการลงโทษในหลุมฝังศพ เป็นต้น ซึงบุคคลที่มีความเชื่อดังกล่าวนั้นจะใช้ฮะดิษเป็นหลักฐานที่อ้างว่า ท่านนบี(ศ๊อล) ได้กล่าวว่า:
ما من مسلم يموت يوم الجمعة أو ليلة الجمعة إلا وقاه الله فتنة القبر.
ความว่า : ไม่มีมุสลิมคนหนึ่งคนใดตายในวันศุกร์ หรือคืนวันศุกร์เว้นแต่อัลลอฮฺจะทรงป้องกันเขาให้พ้นจากฟิตนะห์ในหลุมฝังศพ (กุบูร) ”

เเละอีกสำนวนหนึง : ท่านนบี( ศ๊อล) กล่าวว่า
من مات من المسلمين يوم الجمعة أمن من عذاب القبر
ความว่า: ไม่มีมุสลิมคนหนึ่งคนใดตายในวันศุกร์ เว้นแต่อัลลอฮฺจะทรงป้องกันเขาให้พ้นจากการลงโทษในหลุมฝังศพ (กุบูร) ”

เเละฮะดิษหนึงที่ท่านนบีกล่าวว่า : من مات يوم الجمعة حوسب يوم السبت
ความว่า : ผู้ใดเสียชีวิตในวันสุกร์เขาจะถูกสอบสวนในวันเสาร์ ( หมายถึงวันศุกร์เขาจะไม่ถูกสอบสวนเเละเขาจะหลุดพ้นจากบทลงโทษ

ทั้งหมด3 ฮะดิษข้างต้นที่กล่าวมา คือ

1- เป็นฮะดิษ ฎออิฟฺ หมายถึง ฮะดิษอ่อน เเละ ไม่ใช่ฮะดิษศอฮิห
2- เป็นฮะดิษ ขาดสายรายงาน
3- เป็นฮะดิษ " ฆอรีบ" หมายถึง เป็นฮะดิษที่มีผู้รายงานเพียงคนเดียว โดเดี่ยว ตลอดสายรายงาน หรือในบางช่วงของสายรายงาน

อนึง : เพิงทราบเถอะว่า ไม่ว่าใครที่จบชีวิตของเขาด้วยจุดจบที่ดี เเน่นอนอัลลอฮสัญญาเเก่เขาด้วยสวนสวรรค์ ไม่ว่าเขาเสียชีวิตวันสุกร์หรือวันอื่นๆ เเละเช่นกันผู้ใดที่เสียชีวิตด้วยจุดจบของเขามีเเต่สิ่งเลวร้ายความชั่ว อาทิ ตายในขนะตั้งภาคีต่ออัลลออฮ ตายในขนะทำมะห์ซิยัต เนรคุณต่ออัลลอฮ เเน่นอนอัลลอฮก็ได้สัญญาเเก่เขาด้วยไฟนรกอันร้อนเเรง ฯล

ดูเสริมได้ที่:
คำฟัตวา จากคณะกรรมการถาวรเพื่อการวิจัยทางวิชาการและการชี้ขาด
ปัญหาศาสนา (ประเทศซาอุดีอาระเบีย) เล่มที่ 14 หน้า : 164



วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559

อิสลามกับการอาบน้ำวันศุกร์ (ญุมอะฮฺ)




การอาบน้ำสำหรับละหมาดญุมุอะฮฺเป็นสิ่งที่สุนัตมุอักกะดะฮฺ(ส่งเสริมอย่างยิ่งให้ทำ) และวาญิบต้องอาบน้ำสำหรับผู้ที่มีกลิ่นตัวรบกวนบรรดามะลาอิกะฮฺและคนอื่นๆ

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า

«الغُسْلُ يَومَ الجُـمُعَةِ وَاجِبٌ عَلَى كُلِّ مُـحْتَلِـمٍ»

ความว่า “การอาบน้ำในวันญุมุอะฮฺนั้นเป็นสิ่งสำหรับผู้ที่บรรลุศาสนภาวะทุกคน”
(มุตตะฟะกุน อะลัยฮฺ โดยมีบันทึกในอัล-บุคอรีย์ เลขที่ : 858 และมุสลิม เลขที่: 846)

และหลังจากอาบน้ำแล้วมีสุนัตให้ทำความสะอาดร่างกายส่วนอื่นๆ และให้ใส่น้ำหอม และสวมใส่เสื้อผ้าที่สวยงาม แล้วออกไปมัสญิดตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วให้เข้าไปอยู่ในที่ที่ใกล้อิมาม และละหมาด ดุอาอ์และอ่านอัลกุรอานให้มากๆ

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

การละหมาดสุนัตหลักอาซานครั้งแรกก่อนละหมาดวันศุกร์



ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

อัสลามุอะลัยกุมครับอาจารย์
ที่อาจารย์บอกว่าไม่มีละหมาดหลังฮาซานครั้งแรก แล้วนถ้าาอ้างถึง หะดีษนี้ล่ะครับ أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ بَيْنَ كُلِّ أَذَانَيْنِ صَلَاةٌ ثَلَاثًا لِمَنْ شَاءَ

“แท้จริงท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ระหว่างสองอะซาน (คืออะซานกับอิกอมะฮ์) นั้น มีละหมาด ท่านกล่าวถึงสามครั้ง (ครั้งที่สามท่านนะบีย์กล่าวว่า) สำหรับผู้ที่ประสงค์ (จะละหมาด) ” รายงานโดยอัลบุคอรีย์ (หะดีษลำดับที่ 627) และมุสลิม (หะดีษลำดับที่ 729)

ตอบ

ที่ผมบอกว่า "อะซานครั้งแรก" หมายถึงอะซานครั้งแรกของ "ละหมาดวันศุกร์" ซึ่งเพิ่งจะบังเกิดขึ้นในสมัยของท่านอุษมาน(หรือท่านมุอาวิยะฮ์ ตามทัศนะที่ขัดแย้งกัน)จนกลายเป็นว่า ในวันศุกร์จะมีการอะซานถึง 2 ครั้ง การละหมาดหลังอะซานครั้งแรกที่เพิ่งบังเกิดขึ้นจึงไม่มีหลักฐานจากซุนนะฮ์ให้ละหมาดสุนัตหลังอะซานครั้งนี้ หรือแม้กระทั่งหลังอะซานจริงในวันศุกร์ก็ไม่มีละหมาดสุนัตเช่นเดียวกัน เพราะหลังจากอะซานแล้ว คอฏีบก็จะอ่านคุฏบะฮ์ต่อทันที .. ที่กล่าวมาจึงเป็นคนละประเด็นกับหะดีษบทนั้นที่คุณอ้างถึงครับ เพราะหะดีษบทนั้นหมายถึงการอะซานใน "ละหมาดฟัรฺฎู" ซึ่งมีแค่ครั้งเดียวแล้วจึงมีการอิกอมะฮ์ละหมาดเลย ท่านนบีย์จึงส่งเสริมให้ละหมาดสุนัต 2 ร็อกอะฮ์ระหว่างอะซานและอิกอมะฮ์ โดยท่านใช้สำนวนเรียกอะซานและอิกอมะฮ์นี้ว่า "อะซานัยน์" ดังเป็นที่ทราบกันดี ...

วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

ความเชื่อว่าค่ำวันศุกร์วิญญาณจะกลับ


ความเชื่อ
“มีอยู่ความเชื่อหนึ่ง เช่น พฤหัสบดีค่ำลง หรือคืนวันศุกร์ จะมีวิญญาณกลับมา ซึ่งอันนี้ไม่มีหลักฐานปรากฎ ถ้าบอกว่าคนตายจะกลับมา ผมให้แง่คิดไว้อย่างหนึ่งกับคนที่คิดอย่างนั้น แง่คิดแรก คือ สมมติว่าถ้าภรรยาเสียชีวิต และสามียังอยู่บ้าน ต่อมาคืนวันศุกร์ วิญญาณภรรยากลับมาบ้าน เห็นสามีนอนกับเมียใหม่ เตียงเดิมที่นอนเดิมชุดเดิม ถามว่าวิญญาณจะเครียดไหม ขนาดอยู่บนดุนยายังเครียดเลย

แง่คิดที่สอง คือ ที่ท่านนบี(ซ.ล.) บอกว่าคนชั่วที่ตายไปแล้วจะอยู่ต่ำๆ แต่คนดีจะอยู่สูง ฉะนั้นวิญญาณที่กลับมาจะเป็นคนชั่วหรือคนดีล่ะให้เราคิด ถ้าเราบอกว่าวิญญาณพ่อเรากลับมาแสดงว่าพ่อเราชั่ว เพราะนั้นถ้าคิดแบบนี้หลักการนั้นก็ไม่เกิด”

ฉะนั้น ฝันดี ให้เราขอบคุณอัลลอฮฺ(ซบ.) ดังที่ท่านรอซูล(ซ.ล.) กล่าวไว้ความว่า "การฝันดีมาจากพระองค์อัลลอฮฺ ส่วนการฝัน (ที่ไม่ดี) มาจากชัยตอน ดังนั้นบุคคลใดที่ฝันเห็นสิ่งที่เขารังเกียจ เขาจงเป่าทางด้านซ้ายของเขา 3 ครั้ง และเขาจงขอความคุ้มครอง (ต่อพระองค์อัลลอฮฺ) ให้พ้นจากชัยตอน (ซึ่งการกระทำเช่นนั้น) ชัยฏอนไม่สามารถทำอันตรายเขาได้" (บันทึกโดยบุคอรีย์ หะดิษที่ 6480 และมุสลิม หะดิษที่ 4195) หะดิษข้างต้นชี้ให้รู้ว่า หากเราฝันดีนั่นมาจากอัลลอฮฺและศาสนาอนุญาตให้เราเล่าเรื่องราวความฝันให้ผู้อื่นฟังได้

ส่วนกรณีที่เราฝันไม่ดี นั่นมาจากชัยฏอน หากตกใจตื่นขึ้นมา ศาสนาก็สั่งใช้ให้เราถ่ม หรือเป่าไปทางด้านซ้าย 3 ครั้ง แล้วกล่าวว่า “อะอูซุบิ้ลลาฮิมินัชชัยตอนิรร่อญีม” ความว่า "ฉันขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺให้พ้นจากชัยตอนที่ถูกสาปแช่ง" เปลี่ยนอิริยาบทท่านอน และมีซุนนะห์ไม่ต้องเล่าความฝันที่ไม่ดีนั้นให้แก่ผู้อื่นฟัง ข้อแนะนำ ก่อนนอนท่านอาบน้ำละหมาด อ่านดุอาอฺ ตามด้วยกุลอะอูซุบิร็อบบิ้ลนาซ 3 ครั้ง เป่าและลูบตัวของเรา แล้วอ่านอายะห์กุรซีย์ อินชาอัลลอฮฺท่านจะได้รับความคุ้มครองจนกระทั้งเช้า”

บัรซัค
ความหมายทางภาษา
บัรซัคในภาษาอาหรับ หมายถึงสิ่งที่ปิดกันระหว่างสองสิ่ง อัลลอฮ์ตรัสว่า
وَجَعَلَ بَيْنَهُمَا بَرْزَخاً
“และ(พระองค์)ทรงทำให้มีบัรซัคระหว่างมันทั้สอง”
ซึ่งหมายถึงสิ่งที่กั้นกลาง

ความหมายทางศาสนา
สถานที่หรือห้วงเวลานับจากตายจนถึงการฟื้นคืนชีวิต อัลลอฮ์ตรัสว่า
وَمِنْ وَرَائِهِمْ بَرْزَخٌ إِلَى يَوْمِ يُُّبْعَثُونَ
“และเบื้องหลังของพวกเขา (ผู้ที่ตายไป) คือบัรซัคตราบวันที่พวกเขาจะถูกฟื้นคืนชีวิต “
ท่านมุญาฮิดกล่าวว่า “หมายถึงห้วงเวลานับจากหลังตายตราบวันฟื้นคืนชีพ”
มีผู้กล่าวแก่ท่านชะอ์บี่ย์ว่า “มีผู้หนึ่งได้ตายแล้ว ท่านจึงกล่าวว่า เขามิได้อยู่ในดุนยาและมิได้อยู่ในอาคิเราะห์”
ท่านอิบนุกอยยิม กล่าวว่า “บัรซัค คือห้วงเวลาระหว่างดุนยา (โลกนี้) และอาคิเราะห์ (ห้วงเวลาหลังฟื้นคืนชีพ) “

วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2557

อย่าเจาะจงประกอบอิบาดะฮ์เฉพาะวันศุกร์


อย่าเอาคืนวันศุกร์เป็นวันที่เจาะจงเฉพาะในการทำอิบาดะฮ์ ไม่ว่าในการทำละหมาด หรือถือสิลอดก็ตาม แต่ให้กระทำมันอย่างสำม่ำเสมอทุกๆวัน

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"พวกท่านอย่าได้เจาะจงเอาคืนของวันศุกร์ เพื่อทำการละหมาด และอย่าได้ยึดการถือศิลอดเฉพาะวันศุกร์โดยไม่สนใจวันอื่นๆ นอกจากจะเป็นวันที่มีการกำหนดให้พวกท่านถือศิลอด" (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม)







วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อย่าละทิ้งละหมาดวันศุกร์





ละหมาดวันศุกร์นั้นมีความสำคัญสำหรับมุสลิมชายอย่างมาก เป็นวาญิบ(จำเป็น)สำหรับพวกเขาที่จะเอาใจใส่ไม่ทิ้งละหมาดวันศุกร์โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้เน้นย้ำอย่างมากที่จะให้มุสลิมไปร่วมละหมาดวันศุกร์ ถึงกับท่านเคยกล่าวสัมทับว่าท่านเคยคิดที่จะออกไปหากลุ่มบุคคลที่ไม่ไปร่วมละหมาดวันศุกร์ แล้วจะเผาบ้านของพวกเขา มุสลิมจึงไม่ควรละเลยที่จะไปละหมาดวันศุกร์โดยที่ไม่มีเหตุจำเป็นใดๆที่จะละทิ้งมัน ซึ่งแน่แท้ผู้ที่มีเจตนาละทิ้งมันโดยไม่มีอุปสรรคใดๆ อัลลอฮฺตะอาลาจะประทับตราหัวใจของเขาให้เป็นผู้หลงลืม ไม่ได้รับฮิดายะฮฺจากพระองค์


ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
ฉันเองเคยคิดที่จะสั่งให้ใครสักคนทำหน้าที่นำละหมาดผู้คนแทนฉัน เพื่อที่ฉันจะได้ออกไปหากลุ่มบุคคลที่ไม่มาร่วมละหมาดวันศุกร์ แล้วจะได้เผาบ้านของเขา (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม เลขที่ 652)

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
บรรดาผู้ชอบละทิ้งละหมาดวันศุกร์ จะเลิกพฤติกรรมนี้ หรืออัลลอฮฺจะปิดหัวใจของพวกเขา แล้วพวกเขาก็จะอยู่ในบรรดาผู้ที่หลงลืมอย่างแน่นอน (บันทึกหะดิษอิมามมุสลิม เลขที่ 865)

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
ผู้ที่ตั้งใจละทิ้งละหมาดวันศุกร์ 3 ครั้ง ด้วยปล่อยปละละเลย ไม่ให้ความสำคัญต่อมัน อัลลอฮฺจะประทับตรา(ปิด)หัวใจของเขา (คือไม่ได้รับฮิดายะฮฺ) (บันทึกหะดิษโดยอิมามอบูดาวูด เลขที่ 1052 ชัยคฺอัล-อัลบานี กล่าวว่าเป็นหะดิษที่หะซันเศาะฮีหฺ)


والله ولي التوفيق




วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

อย่าลืมอ่านซูเราะห์อัลกะห์ฟีย์



คืนนี้หรือพรุ่งนี้ อย่าลืมอ่านซูเราะห์อัลกะห์ฟีย์ด้วยนะครับ

กะห์ฟีย์ แปลว่า ถ้ำ

ถ้าหากว่าเราเข้าไปในถ้ำที่ไหนๆแล้ว เราจะเจอกับความมืดทันที ก็เพราะว่าในนั้น ไม่มีแสงที่จะคอยสอดส่องให้สว่าง

แต่ถ้ำที่อยู่ในอัลกุรอ่านนี้ (ซูเราะห์อัลกะห์ฟีย์) ถ้าหากว่าเราอ่านซูเราะห์นี้แล้ว อัลลอฮฺจะทรงเพิ่มแสงสว่างให้แก่ตัวเราตลอดทั้งสัปดาห์ (จนถึงวันศุกร์หน้า)


..................
อูลุถล อัลบ๊าบ




วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การใช้ไม้เท้าค้ำยันขณะกล่าวคุฏบะฮฺวันศุกร์



การใช้ไม้เท้ายันขณะกล่าวคุฏบะฮวันศุกร์นั้น เรื่องนี้นักวิชาการอิสลามบางท่านมีทัศนะว่า ส่งเสริมให้ผู้กล่าวคุฏบะฮฺวันศุกร์กระทำเช่นนั้น
แต่อุละมาอฺบางท่าน มีทัศนะว่า ไม่ส่งเสริมให้กระทำเช่นนั้น เว้นแต่เมื่อมีความจำเป็น และทัศนะที่สองนั้นถือว่าถูกต้องกว่าทัศนะแรก

ดังนั้น หากผู้กล่าวคุฏบะฮฺ หรือค่อฏีบเป็นบุคคลที่หากเขาถือไม้เท้าค้ำขึ้นมิมบัรแล้ว จะทำให้เขาแสดงคุฏบะฮฺได้ดี หรือเป็นคนที่ร่างกายอ่อนแอ จำเป็นต้องใช้ไม้เท้าค้ำยัน จึงจะช่วยให้เขาทำหน้าที่ได้ดีขึ้น เช่นนี้ก็ไม่เป็นไร แต่หากว่าไม่จำเป็น ทัศนะที่ถูกต้องที่สุด คือ เห็นว่า "ไม่ต้องใช้ไม้เท้า"

(ตอบโดย เชคมุฮัมมัด ซอและฮฺ อัลอุษัยมีน (ร่อหิมะฮุลลอฮฺ))







วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การให้สลามขณะมีการกล่าวคุฏบะฮฺวันศุกร์



ขณะที่มีการกล่าวคุฏบะฮฺวันศุกร์ มีผู้ละหมาดบางท่าน เมื่อละหมาดตะฮียะตุลมัสยิด (คารวะมัสยิด) เสร็จสิ้นแล้วมักจะยื่นมือไปสลามคนที่นั่งอยู่ข้างเคียง

การกระทำเช่นนั้น ไม่เป็นที่อนุญาตให้จับมือสลามกับผู้อื่นโดยเด็ดขาด

และห้ามผู้อื่นให้สลามแก่เขาด้วย

และหากผู้นั้นให้สลามโดยออกเสียงว่า : อัสลามูอาลัยกุม

การละหมาดของเขาถือเป็นโมฆะ และยังไม่ได้รับผลบุญของการฟังคุฏบะฮฺอีกด้วย และเช่นเดียวกันห้ามผู้อื่นตอบรับสลามเขา

แต่หากจับมือโดยไม่ได้กล่าวสิ่งใด การละหมาดวันศุกร์ของเขาก็ไม่ถือเป็นโมฆะ  แต่เป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ (มักรูฮฺ) เนื่องจากเป็นเหตุทำให้เขาและผู้อื่นหันเหจากการรับฟังคุฏบะฮฺ



...............................................................................................
ตอบโดย เชคมุฮัมมัด ซอและฮฺ อัลอุษัยมีน (ร่อหิมะฮุลลอฮฺ)






วันพฤหัสบดีที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สงเสริมให้กล่าวคุฏบะฮ์วันศุกร์ด้วยเสียงอันดัง



ศาสนาส่งเสริมให้อ่านคุฏบะฮฺวันศุกร์ด้วยเสียง และเป็นคำพูดที่ชัดเจนฟังง่าย ไม่ใช้คำที่วกวนกำกวม และไม่หยาบคาย

รายงานจากท่านญาบิร (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า
"ปรากฎว่าท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เมื่อท่านกล่าวคุฏบะฮฺด้วยดวงตาทั้งสองของท่านแดงกล่ำ เสียงดังแสดงความโกรธมาก จนกระทั่งเสมือนว่าท่านกำลังตักเตือนทหาร ท่านกล่าวว่า : ศัตรูได้เข้าจู่โจมพวกท่านแล้วในตอนเช้า หรือตอนเย็น" (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม และอิมามอิบนุมาญะฮ์)

อิมามอันนะวะวี (ร่อหิมะฮุลลอฮฺ) กล่าว่า
"คุกบะฮฺนั้นส่งเสริมให้ใช้ภาาาที่ชัดเจนฟังง่าย เรียบเรียงโดยไม่ยืดเยื้อ และไม่ใช้ศัพท์สูงเกินไป ไม่ใช้คำที่วกวนไปมาไม่เป็นที่น่าคิด ไม่หยาบคาย เพราะจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่ให้เลือกใช้คำดีๆ กินใจเข้าใจง่าย"

ท่านอิบนุก็อยยิม (ร่อหิมะฮุลลอฮฺ)  ได้กล่าวว่า
"เช่นเดียวกันปรากฎว่าการเทศนา(คุฏบะฮฺ) ของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) นั้น ที่จริงแล้วเป็นการเน้นถึงหลักศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อมลาอิกะฮ์ คัมภีร์ ต่อรสูล ต่อวันที่ไปพบพระองค์ กล่าวถึงสวรรค์ นรก สิ่งที่อัลลอฮฺทรงสัญญาไว้แก่บรรดาคนที่พระองค์รัก และคนที่ภักดีต่อพระองค์ สิ่งที่พระองค์ได้สัญญาไว้กับศัตรูของพระองค์และผู้ที่ทำความชั่ว คำเทศนาของท่านจะทำให้หัวใจเปี่ยมไปด้วยความศรัทธา..."



الله أعلم بالصواب




วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ส่งเสริมให้ละหมาดวันศุกร์ที่ยาวและคุฏบะฮฺที่สั้น



การคุฏบะฮฺวันศุกร์สั้นๆ และการละหมาดวันศุกร์ยาวๆ นั้นเป็นแบบอย่างและหลักฐานแสดงให้เห็นว่าคนนั้นเข้าใจเป้าหมายดี เพราะคนที่พูดสั้นๆนั้นถือเป็นการพอเพียงแล้ว สำหรับคำพูดน้อยๆ แต่มีความหมายมากๆ

รายงานจากท่านอัมมาร อิบนิยาซิร (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า ฉันได้ยินท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"แท้จริงการที่คนนั้นละหมาดยาวกล่าวคุฏบะฮฺสั้นๆนั้น เป็นเครื่องหมายแห่งความเข้าใจ ดังนั้น พวกท่านจงให้ยาวในการละหมาดและจงให้คุฏบะฮฺสั้นๆ" (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม และอิมามอะหฺมัด)

รายงานจากท่านญาบิร อิบนิสะมุเราะฮฺ  (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า
"ปรากฎว่าการละหมาดของท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) นั้นปานกลาง คุฏบะฮฺของท่านก็ปานกกลาง" (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม อัตติรมีซี)

รายงานจากท่านอับดิลลาฮฺ อิบนิอะบีเอาฟา (ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ) เล่าว่า
"ปรากฎว่าการละหมาดของท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) นั้นจะละหมาดยาว และกล่าวคุฏบะฮฺสั้น" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอันนะสาอีย์ ด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง)

الله أعلم بالصواب





วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อย่าพูดคุยกันระหว่างฟังคุฏบะฮฺละหมาดวันศุกร์



ผู้ที่มาละหมาดวันศุกร์ ซึ่งกำลังฟังอิมามหรือโต๊ะคอฏีบคุฏบะฮฺอยู่นั้น ควรนิ่งเงียบตั้งใจฟังคุฏบะฮฺ แม้ว่าเป็นผู้ที่ตักเตือนผู้อื่นให้หยุดพูดก็ตาม เพราะจะทำให้การละหมาดวันศุกร์ของเราไร้ผล หากมีการคุยกัน อิมาม หรือโต๊ะคอฏีบ ที่กำลังคุฏบะฮฺ ควรตักเตือนพวกเขา และกล่าวถึงผลของการพูดคุยกันขณะคุฏบะฮฺนั้น ซึ่งมันก็เป็นส่วนหนึ่งของคุฏบะฮฺวันศุกร์

ซึ่งการที่ผู้มาละหมาดคนหนึ่งได้ตวาดเสียงไปยังกลุ่มคนที่นั่งคุยกันขณะคุฏบะฮฺนั้น ทำให้ผู้มาละหมาดจ่องไปยังเขาผู้นั้น และหยุดชะงักในการฟังคุฏบะฮฺ และไม่ทำให้กลุ่มคนที่พูดคุยกันหยุดนิ่งแต่อย่างใด นอกจากจะทำให้ผู้คนที่มาละหมาดวันศุกร์เสียสมาธิแล้ว ยังส่งผลให้การละหมาดวันศุกร์ของเขาเสียไปด้วย


ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า
 “เมื่อท่านกล่าวแก่เพื่อนของท่านขณะอิมาม (หรือเคาะฏีบ) กำลังคุฏบะฮฺในวันศุกร์ว่า ท่านจงนิ่งเถิด แน่นอนยิ่งท่านก็ทำให้ (ผลบุญของการนมาซวันศุกร์) เป็นโมฆะแล้ว”  (หะดีษเศาะหี้หฺ, บันทึกโดยบุคอรีย์ หะดีษที่ 882, มุสลิม หะดีษที่ 1404, อบูดาวูด หะดีษที่ 938, นะสาอีย์ หะดีษที่ 1385 และอิบนุมาญะฮฺ หะดีษที่ 1100)

الله أعلم بالصواب




วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

คุฏบะฮฺวันศุกร์เป็นภาษาอาหรับ


การคุฏบะฮฺวันศุกร์บางพื้นที่ อย่างในประเทสอินเดียเขาพูดเป็นภาษาอาหรับทั้งหมด ก่อนที่คอเฏบจะขึ้นมิมบัร เขาจะมีการอบรมก่อนเป็นภาษาท้องถิ่น เมื่อคอเฏบขึ้นมิมบัร มีการอาซานแล้ว คอเฏบก็คุฏบะฮฺเป็นภาษาอาหรับล้วนๆ โดยอ้างเหตุผลว่า คุฏบะฮฺเป็นส่วนหนึ่งของการละหมาด จะเป็นภาษาอื่นไม่ได้ ต้องเป็นภาษาอาหรับได้อย่างเดียว

อุลามาอ์บางท่านได้กล่าวว่า พูดทำไมภาษาอาหรับ ผู้ที่มาละหมาด เขาฟังภาษาอาหรับไม่ได้ คนที่กล่าวคุฏบะฮฺก็ยังเข้าใจภาษาอาหรับไม่ได้เเลย ดังนั้นการอบรบสั่งสอน ควรเป็นภาษาที่เข้าใจได้ง่าย  เพราะต้องได้รับการตักเตือนอุลามาอ์ ถ้าอุลามาอ์สอนอบรมตังเตือนที่ชาวบ้านฟังไม่ออก มันจะได้ประโยชน์อะไร เราอย่าทำศาสนาเป็นประเพณีปฏิบัติ เราต้องมองเป้าหมายที่เราอ่านคุฏบะฮฺ ก็เพื่อสอนคน อบรมคน ให้เข้าใจอิสลาม เข้าใจอัลกุรอาน และให้เข้าใจสุนนะฮฺของท่านนบีมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เป้าหมายมันอยู่ตรงนี้...

والله أعلم بالصواب

วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อาม้าลวันศุกร์


السلام عليكم ورحمةالله وبركاته
سلامة فاكي



สำหรับเช้าวันศุกร์นี้ สุดสัปดาห์ อากาศดี บรรยากาศสบายๆ ตื่นมาชูโกรกับลมหายใจที่ได้รับแล้วหรือยัง
อย่าลืมสร้างอาม้าลวันศุกร์กันด้วยนะ และมุสลีมีนจะต้องละหมาดญุมอัตด้วยวันนี้

วันศุกร์มีคุณค่ามากมาย

♥นุตฟะ ได้จุติขึ้นในวันศุกร์เดือนระยับ
 นบีอาดัมได้ถูกสร้างขึ้นมาในวันศุกร์
♥นบีอาดัมถูกไล่ออกจากสวรรค์ก็ในวันศุกร์
♥เป็นวันที่เริ่มสร้างนบีอาดัมจากดิน60ชนิด
♥นบีอาดัมลงสู่พื้นโลกในวันศุกร
♥นบีอาดัมได้พบกับซีตีฮาวาและได้ใช้ชีวิตร่วมกันบนโลกดุนยา์
♥วันที่อ.ลตอบรับการเตาบัตของนบีอาดัม
♥เป็นวันกียามัต
♥มลาอีกะฮ์ เป่าสังข์ในวันสิ้นโลก
♥ชาวฟ้าและชาวดินจะตกตะลึงเมื่อถึงวันศุกร์
♥ไม่มีการสอบสวน และลงโทษ สำหรับผู้ที่เสียชีวิตในวันศุกร์ แต่จะโดนลงโทษ และสอบสวนหลังจากวันศุกร์
♥ผู้ที่กล่าวชาฮาดัต และเสียชีวิต ในวันศุกร์ จะได้เข้าสวรรค์
♥อ.ลจะให้อิสระภาพแก่ชาวนรก
♥อ.ลจะให้เกียติ และอิสระภาพ600ปี หากเดินไปมัสยิดในวันศุกร์ตอนเช้า
♥การซอลาวาตต่อท่านนบีผลบุญจะทวีคูณในวันศุกร์
♥ความดีงามจะมากกว่าวันอื่นๆ
♥ความชั่วช้า สำหรับผู้ที่กระทำในวันศุกร์ผลของมันจะทวีคูณเช่นกัน
♥ผู้ที่ละหมาดวันศุกร์ (ญุมอัต)ได้รับผลตอบแทนเท่ากับถือศีลอด และละหมาดกลางคืน1ปี
♥อ่านซูเราะห์กาฟีในวันศุกร์ อ.ลจะอภัยบาปโทษของเขาจากศุกร์นี้จนถึงศุกร์หน้า
♥และซีเกร ประจำวันศุกร์คือ ยาอัลลอฮ์ 1000ครั้งต่อวัน



และคุณค่าของวันศุกร์นี้มากมายเหลือเกิน สั่งสมความดีในวันนี้ ผลบุญจะทวีคูณ ใครมั่งจะมั่ยอยากดั้ย ทำนิดแต่ได้รับผลตอบแทนเยอะ บางๆคนยอมหยุดงานในวันศุกร์เพราะเขาให้ความสำคัญกับวันศุกร์มาก บางท่านเปรียบเปรยเป็นวันอีดประจำสัปดาห์ และเราท่านทั้งหลายล่ะให้ความสำคัญกับวันศุกร์กันมากแค่ใหน อย่างน้อยๆก้อสร้างอาม้าลส่วนตัวกันเยอะๆ

และตอนเที่ยงสำหรับมุสลีมีนก้อมาละหมาดญุมอัตที่มัสยิด และตอนเย็นสำหรับมุสลีมีนที่ทำงานดะวะ ก้อออกปัยเอี๊ยะติกาฟที่มัรกัสด้วย หนึ่งคืน ส่วนมุสลีมะฮ์มากในการอ่านอัลกรุอ่าน ซีเกร ตะฮัจยุด ละหมาดสุนัตต่างๆ และดุอาร์ให้อุมมัตทั่วโลกได้เป็นดาอีย์ เข้าใจงานศาสนา พร้อมทั้งเสียสละเพื่องานศาสนาได้ตลอดเวลา เราจะต้องมีฟีเกรดาอีย์ และดุอาร์ให้ผู้อื่นได้มีฟีเกรดาอีย์เช่นกัน ปวดร้าวกับเรื่องศาสนาให้มาก เห็นคนไม่ละหมาด ไม่ถือศีลอด ไม่อ่านอัลกรุอ่าน ไม่คลุมฮีญาบ ไม่ปกปิดเอารัตที่สมควรจะปิด ไม่สร้างอาม้าลศาสนาให้เกิดขึ้นภายในบ้าน ให้ตักเตือนพวกเขาด้วยทาง กาย วาจา ใจ หากไม่มีความสามารถเราจะต้องดุอาให้พวกเขา เพราะดุอาคือสิ่งที่เราสามารถบอกกับอ.ลโดยตรงโดยไม่ผ่านผู้ใด พยายามดุอาให้มากๆในวันนี้ เพราะอ.ลจะตอบรับดุอาในวันนี้ หากสิ่งที่ท่านขอเป็นสิ่งที่พระองค์พอพระทัย พยายามกันให้มากๆนะพี่น้องที่รักทุกท่า

...............................
เทอร์คือ คลที่ชั้นรัก

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ผลบุญอันยิ่งใหญ่แก่ผู้ที่ไปมัสยิดในช่วงเช้าของวันศุกร์



จากอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮุ เล่าว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

«مَنْ اغْتَسَلَ يَوْمَ الْجُمُعَةِ غُسْلَ الْجَنَابَةِ، ثُمَّ رَاحَ فَكَأَنَّمَا قَرَّبَ بَدَنَةً، وَمَنْ رَاحَ فِي السَّاعَةِ الثَّانِيَةِ فَكَأَنَّمَا قَرَّبَ بَقَرَةً، وَمَنْ رَاحَ فِي السَّاعَةِ الثَّالِثَةِ فَكَأَنَّمَا قَرَّبَ كَبْشًا أَقْرَنَ، وَمَنْ رَاحَ فِي السَّاعَةِ الرَّابِعَةِ فَكَأَنَّمَا قَرَّبَ دَجَاجَةً، وَمَنْ رَاحَ فِي السَّاعَةِ الْخَامِسَةِ فَكَأَنَّمَا قَرَّبَ بَيْضَةً، فَإِذَا خَرَجَ الإِمَامُ حَضَرَتْ الْمَلاَئِكَةُ يَسْتَمِعُونَ الذِّكْرَ»

ความว่า “บุคคลใดก็ตามที่อาบน้ำวันศุกร์เหมือนกับที่อาบน้ำญะนาบะฮฺ

แล้วเขาออกไป (ยังมัสยิด) ในชั่วโมงแรกเขาจะได้รับผลบุญเหมือนเขากุรบานด้วยการเชือดอูฐ

และใครออกไป (ยังมัสยิด) ในชั่วโมงที่สอง เขา(จะได้รับผลบุญ)เหมือนเขาเชือดวัว

และใครออกไป(ยังมัสยิด)ในชั่วโมงที่สามเขา(จะได้รับผลบุญ)เหมือนเขาเชือดแกะที่มีเขา

และใครออกไป(ยังมัสยิด)ในชั่วโมงที่สี่เขา(จะได้รับผลบุญ)เหมือนเขาเชือดไก่

และใครออกไป(ยังมัสยิด)ในชั่วโมงที่ห้าเขา(จะได้รับผลบุญ)เหมือนเขาบริจาคไข่

และเมื่ออิมามออกมากล่าวคุฏบะฮฺ บรรดามลาอิกะฮฺก็จะเข้าร่วมฟังการกล่าวซิกิร

(คนที่มาตอนนี้และหลังจากนี้จะไม่ได้รับผลบุญกุรบานเหมือนคนที่มาก่อนหน้านี้)”

(รายงานโดยอัล-บุคอรีย์ : 841 สำนวนรายงานเป็นของท่าน, มุสลิม : 851)


...............................

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

ส่งเสริมขอดุอาอฺให้มากๆในวันศุกร์


ศาสนาส่งเสริมให้ขอดุอาอฺให้มาก ๆในวันศุกร์ เพื่อให้ตรงกับช่วงเวลาที่ดุอาอฺจะถูกตอบรับ

จากความประเสริฐของวันศุกร์นั้นก็คือ ในวันนี้มีชั่วโมงที่มีเกียรติ ที่อัลลอฮฺทรงประทานให้กับบ่าวของพระองค์ และส่งเสริมให้ขอดุอาอฺในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย มีรายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า :

أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ذَكَرَ يَوْمَ الْجُمُعَةِ فَقَالَ فِيهِ سَاعَةٌ لَا يُوَافِقُهَا عَبْدٌ مُسْلِمٌ وَهُوَ قَائِمٌ يُصَلِّي يَسْأَلُ اللَّهَ تَعَالَى شَيْئًا إِلَّا أَعْطَاهُ إِيَّاهُ وَأَشَارَ بِيَدِهِ يُقَلِّلُهَاِ

“ความจริงแล้วท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวถึงวันศุกร์ ท่านกล่าวว่าในวัน ศุกร์นั้นมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ไม่มีบ่าวมุสลิมคนใดที่เขาละหมาดและขอสิ่งใดต่ออัลลอฮฺตรงกับช่วงเวลานี้ นอกจากอัลลอฮฺจะประทานให้กับเขาเป็นการเฉพาะ และท่านร่อซูลทำท่าด้วยมือของท่านแสดง ถึงช่วงเวลาที่สั้น ”
(บันทึกโดยบุคอรียฺ หมวดที่ว่าด้วยเรื่องวันศุกร์ )

มีรายงานจากลุบาบะฮฺ อิบนิ อับดิลมุนซิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า :

وَفِيهِ سَاعَةٌ لَا يَسْأَلُ اللَّهَ فِيهَا الْعَبْدُ شَيْئًا إِلَّا أَعْطَاهُ مَا لَمْ يَسْأَلْ حَرَامًا

“...และวันนี้นั้นมีช่วงเวลาหนึ่ง ที่บ่าวคนหนึ่งขอสิ่งหนึ่งที่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องห้ามต่ออัลลอฮฺ เว้นแต่ว่าอัลลอฮฺ จะประทานให้กับเขา...”
(บันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ บทที่ว่าด้วยเรื่องความประเสริฐของวันศุกร์ หมายเลข : 1084 มุสนัดอิหม่ามอะหมัด 430/3 อัลบานียฺระบุว่าหะดีษนี้หะซัน ในเศาะเหี๊ยะหฺอิบนุมาญะฮฺ 321/1 ในมิชกาตุลมะศอเบี๊ยะฮฺ 400/1)

ช่วงเวลาที่ดุอาอฺถูกตอบรับในวันศุกร์นั้นคือเวลาไหน ?

ท่านอิบนุหะญัร อัลอัซกอลานียฺ ร่อหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า : มีมุมมองที่เห็นต่างกันในประเด็นนี้มากกว่า 40 ทรรศนะ (อิบนุหะญัร อัลอัซกอลานียฺ,บุลูฆุลมะรอม บทที่ว่าด้วยเรื่องละหมาดวันศุกร์ หน้า 63)

ท่านอิบนุล ก็อยยิม ร่อหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า : ทรรศนะที่น่าจะมีน้ำหนักนั้นมีอยู่ 2 ทรรศนะ ซึ่งทั้งสอง ทรรศนะมีหะดีษต่าง ๆ มากำกับไว้ด้วย และหนึ่งในสองทรรศนะนั้น ก็ดูเหมือนจะเป็นทรรศนะที่มี น้ำหนักกว่า(ซะอี๊ด อิบนุ อะลี อิบนุ วะฮฺฟ อัลเกาะหฺฏ่อนียฺ,เศาะลาตุลญุมุอะฮฺ หน้า 35-36)

ทรรศนะที่หนึ่ง : ช่วงเวลาที่อิหม่ามนั่ง (บนมิมบัร) จนเสร็จสิ้นจากการละหมาด

หลักฐานของทรรศนะนี้ก็คือ

- มีรายงานจากอบีบุรดะฮฺ อิบนุ อบีมูซา อัลอัชอะรียฺ เล่าว่า : อับดุลลอฮฺ อิบนิ อุมัร ได้ถามฉันว่า : ท่านไม่ได้ยินที่พ่อของท่าน (อุมัร) เล่าหะดีษจากท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ในเรื่องราวที่เกี่ยวกับช่วงเวลา (ที่ดุอาอฺจะถูกตอบรับ) ในวันศุกร์หรือ ? เขา (อับดุลลอฮฺ) เล่าว่า ฉันได้กล่าวว่า ใช่ เคยได้ยิน ฉันเคยได้ยินบิดา (อุมัร) กล่าวว่า ฉัน (อุมัร) เคยได้ยินท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

هِيَ مَا بَيْنَ أَنْ يَجْلِسَ الْإِمَامُ إِلَى أَنْ تُقْضَى الصَّلَاةُ

“ช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ระหว่างตอนที่อิหม่ามนั่ง (บนมิมบัร) จนเสร็จสิ้นการละหมาด”

(บันทึกโดยมุสลิม หมวดที่ว่าด้วยเรื่องละหมาดวันศุกร์ : 853)

ทรรศนะที่สอง : ช่วงท้ายของวันศุกร์หลังจากละหมาดอัศริ

หลักฐานของทรรศนะนี้ก็คือ

- มีรายงานจากญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า :

يَوْمُ الْجُمُعَةِ اثْنَتَا عَشْرَةَ سَاعَةً ، لَا يُوجَدُ فِيهَا عَبْدٌ مُسْلِمٌ يَسْأَلُ اللَّهَ شَيْئًا إِلَّا آتَاهُ إِيَّاهُ , فَالْتَمِسُوهَا آخِرَ سَاعَةٍ بَعْدَ الْعَصْرِ

“วันศุกร์นั้นมี 12 ชั่วโมง ซึ่งไม่มีบ่าวมุสลิมคนหนึ่งที่เขาขอสิ่งหนึ่งต่ออัลลอฮฺแล้ว เว้นแต่พระองค์จะ ประทานให้กับเขา ฉะนั้นจงแสวงหาเวลานั้น ก็คือช่วงเวลาท้ายของวันหลังละหมาดอัศริ ”

(บันทึกโดยอบูดาวุด : 1046 นะซาอียฺ หมวดที่ว่าด้วยเรื่องการละหมาดวันศุกร์ บทที่ว่าด้วยเรื่องเวลาละหมาด วันศุกร์ : 99/3)

- มีรายงานจากมาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า :

الْتَمِسُوا السَّاعَةَ الَّتِي تُرْجَى فِي يَوْمِ الْجُمُعَةِ بَعْدَ الْعَصْرِ إِلَى غَيْبُوبَةِ الشَّمْسِ

“พวกท่านทั้งหลายจงแสวงหาช่วงเวลา (ที่ดุอาอฺจะถูกตอบรับ) ซึ่งที่หวังจะพบในวันศุกร์ หลังละหมาด อัศริจนถึงเวลาที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า (เข้าเวลามัฆริบ) ิ ”

(บันทึกโดยติรมิซียฺ หมวดที่ว่าด้วยเรื่องการละหมาดวันศุกร์ : 489 อัลบะเฆาะวียฺ ในชัรหุซซุนนะฮฺ : 1051 เศาะเหี๊ยะหฺตัรฆีบ : 793 อัลบานียฺกล่าวว่าหะซันในเศาะเหี๊ยะฮฺตืรมีซียฺ 1/277)

ช่วงเวลาที่ดุอาอฺถูกตอบรับคือช่วงเวลาท้ายหลังละหมาดอัศริของวันศุกร์ตามทรรศนะที่มีน้ำหนัก

อิหม่ามอะหมัด อิบนิ ฮัมบัล ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า : หะดีษส่วนมากที่เกี่ยวกับชั่วโมงที่ดุอาอฺจะ ถูกตอบรับ คือ เวลาหลังละหมาดอัศริ และหลังดวงอาทิตย์คล้อย (ซัยยิด ซาบิก ในฟิกฮุซซุนนะฮฺ บทที่ว่าด้วยเรื่องการละหมาดวันศุกร์ เรื่องการขอดุอาอฺในวันศุกร์)

ความจริงแล้วอัลลอฮฺ ตะอาลาทรงปกปิดไม่ให้ทราบแบบชัดเจนว่าเวลาที่ดุอาอฺถุกตอบรับนั้นคือ ช่วงแรกของวัน ? หรือ ช่วงกลางของวัน ? หรือ ช่วงท้ายของวัน ? เพื่อเป็นข้อคิดที่ให้บ่าวนั้นแสวงหาช่วงเวลานั้นทั้งวัน เพราะถ้าหากว่าพระองค์ทรงแจ้งให้ทราบอย่างชัดเจนแล้ว ผู้คนก็จะให้ความสำคัญเฉพาะเวลานั้น เพียงแค่ช่วง เวลาเดียว ดังที่พระองค์ทรงปกปิดความรู้ในคืนลัยละตุลก็อดรฺนั่นเอง


والله أعلم بالصواب

ผู้ที่อ่านซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟิในวันศุกร์


ศาสนาส่งเสริมมุสลิมให้อ่านซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟิ สูเราะฮฺที่ 8 ในวันศุกร์ ซึ่งมีหลักฐานว่า ผู้ใดที่อ่านซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟิในวันศุกร์ พระองค์อัลลอฮฺจะให้แสงสว่างจากรัศมีกับเขา จากศุกร์ที่เขาอ่านไปจนอีกถึงอีกศุกร์หนึ่ง

มีรายงานจากอบีสะอี๊ด อัลคุดรียฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ความจริง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า :

مَنْ قَرَأَ سُورَةَ الْكَهْفِ فِي يَوْمِ الْجُمُعَةِ أَضَاءَ لَهُ مِنَ النُّورِ مَا بَيْنَ الْجُمُعَتَيْنِ

“บุคคลใดอ่านซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟิในวันศุกร์ อัลลอฮฺจะให้แสงสว่างจากรัศมีกับเขา จากศุกร์หนึ่ง ถึงศุกร์หนึ่ง ”

(บันทึกโดยฮากิม  : 368/2 บัยฮากียฺ : 249/3)

.......................................

กี่คนจึงจะนับเป็นละหมาดญะมาอะฮฺ





โดย อับดุศศอมัด อัน นัดวียฺ


คำถาม ในการละหมาดญะมาอะฮฺนั้นจะต้องมีกี่คนจึงจะได้รับรางวัลของการละหมาดญะมาอะฮฺ? แล้วจะนับรวมเด็กที่โตพอจะแยกแยะอะไรได้แล้วเป็นมะอฺมูมด้วยได้หรือไม่?

คำตอบ  ในเรื่องจำนวน บรรดาอุละมาอ์เห็นพ้องกันว่า จำนวนอย่างน้อยของละหมาดญะมาอะฮฺนั้นต้องมีสองคน คืออิมามหนึ่งคนและมะอฺมูมหนึ่งคน  โดยมีหลักฐานจากหะดีษต่อไปนี้

عَن مَالِكِ بْنِ الْحُوَيْرِثِ  قَالَ أَتَى رَجُلَانِ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ
وَسَلَّمَ يُرِيدَانِ السَّفَرَ فَقَالَ النَّبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إِذَا
أَنْتُمَا خَرَجْتُمَا فَأَذِّنَا ثُمَّ أَقِيمَا ثُمَّ لِيَؤُمَّكُمَا أَكْبَرُكُمَا

จากมาลิก บิน อัลหุวัยริษ ได้กล่าวว่า  มีชายสองคนมาหาท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม   โดยที่คนทั้งสองต้องการเดินทาง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม   ได้กล่าวว่า เมื่อท่านทั้งสองได้ออกไปแล้ว(เมื่อถึงเวลาละหมาด)ก็จงอะซานและอิกอมะฮฺ จากนั้นก็ให้คนที่อาวุโสกว่าเป็นอิมามนำละหมาด  (รายงานโดยอัลบุคอรียฺ)

عَنْ  أَبِي سَعِيدٍ  : أن  رَجُلاً جَاءَ وَقَدْ صَلَّى النبي صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ
وَسَلَّمَ فَقَال من يتصدق عَلَى هَذَا فَقَامَ رَجُلٌ فَصَلَّى مَعَهُ

จากอบู สะอีด ได้รายงานว่า มีชายคนหนึ่งเข้ามา ในขณะที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะ ซัลลัม  ละหมาดเสร็จแล้ว ท่านจึงกล่าวว่า ผู้ใดประสงค์จะได้รับผลบุญจากการเศาะดะเกาะฮฺในเรื่องนี้ แล้วก็มีชายคนหนึ่ง(ท่านอบูบักร)ลุกขึ้นไปร่วมละหมาดกับชายคนแรก(รายงานโดยอบูดาวูด อัตติรมีซียฺ อัดดาริมียฺ และอะหฺมัด)

                และเรื่องจำนวนของผู้ร่วมละหมาดญะมาอะฮฺนี้ มีทัศนะว่าให้ใช้กับเรื่องจำนวนของผู้ร่วมละหมาดวันศุกร์ด้วย เพราะละหมาดวันศุกร์ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการละหมาดญะมาอะฮฺ นั่นก็หมายความว่าถ้ามีสองคนก็ให้คนหนึ่งคุฏบะฮฺ คนหนึ่งเป็นผู้ฟัง
           
           ส่วนใน เรื่องที่ว่าจะนับเป็นละหมาดญะมาอะฮฺหรือไม่ถ้ามีเด็กโตที่รู้จักแยกแยะสิ่งต่างๆแล้ว(มุมัยยิซ)เป็นมะอฺมูม(โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีกันแค่สองคน)อุละมาะอ์มีความเห็นแตกต่างกัน แต่ตามทัศนะที่หนักแน่นนั้นเห็นว่าให้นับเด็กโตด้วย ทั้งนี้เพราะไม่มีหลักฐานใดห้ามในเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานว่าถ้าเป็นเด็กแล้วให้ดูก่อนว่าเป็นละหมาดฟัรฎูหรือละหมาดสุนัต  ดังนั้นการเป็นมะอฺมูมของเด็กโตนั้นใช้ได้ นี่เป็นทัศนะของมัซฮับฮะนะฟียฺ มัซฮับชาฟิอียฺ และเป็นรายงานหนึ่งของอิมามอะหฺมัด

           
 ...............................................................
(อ้างอิงจาก เศาะฮีฮฺ ฟิกฮุซซุนนะฮฺ โดย อบูมาลิก กะมาล อิบนุ อัซซัยยิด ซาลิม เล่มหนึ่ง หน้า510)

วันศุกร์ส่งเสริมให้เศาะละวาตให้ท่านนบีมากๆ


สำหรับในวันศุกร์นั้น ศาสนาส่งเสริมให้เศาะละวาตให้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มาก ๆ

มีรายงานจากเอาซฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวกับฉันว่า :

إِنَّ مِنْ أَفْضَلِ أَيَّامِكُمْ يَوْمَ الْجُمُعَةِ , فِيهِ خُلِقَ آدَمُ , وَفِيهِ قُبِضَ , وَفِيهِ النَّفْخَةُ , وَفِيهِ الصَّعْقَةُ , فَأَكْثِرُوا عَلَيَّ مِنَ الصَّلاةِ فِيهِ , فَإِنَّ صَلاتَكُمْ مَعْرُوضَةٌ عَلَيَّ   قَالُوا : وَكَيْفَ تُعْرَضُ صَلاتُنَا عَلَيْكَ وَقَدْ أَرِمْتَ ؟ ! فَقَالَ : إِنَّ اللَّهَ عَزَّ وَجَلَّ حَرَّمَ عَلَى الأَرْضِ أَنْ تَأْكُلَ أَجْسَادَ الأَنْبِيَاءَِ

“จากความประเสริฐของวันต่าง ๆ สำหรับพวกท่าน ก็คือวันศุกร์ อาดัมถูกสร้างในวันนี้ อาดัมถูกเอาชีวิต ในวันนี้ สังข์ถูกเป่าในวันนี้ เสียงกัมปนาทเกิดขึ้นในวันนี้ ดังนั้นพวกท่านจงเศาะละวาตให้กับฉันมาก ๆ ในวันนี้ เพราะการเศาะละวาตของพวกท่านจะถูกนำเสนอให้กับฉัน บรรดาเศาะฮาบะฮฺได้กล่าวถามว่า : และการเศาะละวาตของเราจะถูกนำเสนอแก่ท่านอย่างไร โดยที่ร่างของท่านสลายไปแล้ว ? ท่านนบี ตอบว่า : ความจริงแล้วอัลลอฮฺ ผู้สูงส่ง ได้ทรงห้ามแผ่นดินในการที่จะกลืนร่างกายของบรรดานบี"
(บันทึกโดยอบูดาวุด : 1047 นะซาอียฺ : 91/3 อิบนุมาญะฮฺ : 1085 มุสนัดอิหม่ามอะหมัด : 8/4)

ท่านอิบนุ ก็อยยิม ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า ส่งเสริมให้เศาะละวาตให้กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ให้มาก ๆ ในวันศุกร์ และในคืนวันศุกร์ (สายรายงานเศาะเหี๊ยะ บันทึกโดยฮากิม 519/2 บัยฮากียฺ 170/3 อิบนุญะรีร 22/30) ดังหะดีษที่ว่า

أَكْثِرُوا مِنَ الصَّلاةِ عَلَيَّ يَوْمَ الْجُمُعَةِ وَلَيْلَةَ الْجُمُعَةِ ، فَمَنْ صَلَّى عَلَيَّ صَلاةً صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ عَشْرًاَ

“พวกท่านทั้งหลายจงเศาะละวาตให้กับฉันมาก ๆ ในวันศุกร์ และคืนวันศุกร์ ผู้ใดขอพรให้แก่ฉัน หนึ่งครั้ง อัลลอฮฺจะให้พรแก่เขาสิบครั้ง ”
(บันทึกโดยบัยฮากียฺ บทที่ว่าด้วยการละหมาดวันศุกร์ : 249/3 อิหม่ามชาฟิอียฺ : 172/1)

والله أعلم بالصواب


.....................

วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

ละหมาดกิยามุลลัยล์และถือศีลอดเฉพาะวันศุกร์



ถือเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจในการเจาะจงละหมาดกิยามุลลัยล์ และถือศีลอดเฉพาะวันศุกร์

มีรายงานจากอบีฮุรอยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า :

لَا تَخْتَصُّوا لَيْلَةَ الْجُمُعَةِ بِقِيَامٍ مِنْ بَيْنِ اللَّيَالِي ، وَلَا تَخُصُّوا يَوْمَ الْجُمُعَةِ بِصِيَامٍ مِنْ بَيْنِ الْأَيَّامِ ، إِلَّا أَنْ يَكُونَ فِي صَوْمٍ يَصُومُهُ أَحَدُكُمْ

“พวกท่านอย่าได้เจาะจงละหมาดในค่ำคืนวันศุกร์คืนเดียว นอกเหนือจากคืนอื่น ๆ และอย่าได้เจาะจง ถือศีลอดในวันศุกร์วันเดียว นอกเหนือจากวันอื่น ๆ เว้นแต่ว่า มันเป็นวันถือศีลอดที่คนใดในหมู่พวก เจ้าถือศีลอดอยู่ (ถือศีลอดชดใช้ หรือถือติดต่อกับวันพฤหัสหรือติดต่อด้วยวันเสาร์-ผู้แปล) ”

(บันทึกโดยมุสลิม หมวดที่ว่าด้วยเรื่องการถือศีลอด บทที่ว่าด้วยเรื่องที่ไม่สมควรถือศีลอดวันศุกร์วันเดียวเฉพาะ  : 1144)

والله أعلم بالصواب

............................