อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพมุสลิม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพมุสลิม แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

แนวทางการรักษาการถูกแมลงสัตว์กัดต่อยด้วยการอ่านฟาติฮะฮฺ

แนวทางการรักษาการถูฏแมลงสัตว์กัดต่อยด้วยการอ่านฟาติฮะฮฺได้หรือ ? 


บันทึกในหนังสือ “ซอฮีฮัยนฺ” จากฮะดีษของท่านอบีซะอีด อัลคุดรี กล่าวว่า

มีคนกลุ่มหนึ่งจากบรรดาซอฮาบะฮฺของท่านนบี (ซ.ล.) เดินทางไกลจนกระทั่งไปถึงชนเผ่าอาหรับเผ่าหนึ่ง และทำประโยชน์ให้กับชนเผ่านั้น โดยที่หัวหน้าของชนเผ่านั้นถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย แต่ลูกน้องทั้งหมดไม่มีความสามารถจะช่วยได้ และบางคนในกลุ่มของเขากล่าวว่า “พวกท่านลองไปหาผู้ที่มาพักอยู่ใหม่ เผื่อว่าพวกเขาจะมีวิธีช่วยอันใดได้บ้าง” แล้วพวกนั้นมาหา และกล่าวว่า “โอ้ท่านผู้มาพักใหม่ นายของเราถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย และเราได้รักษาเขาในทุก ๆ วิธีที่เรามีอยู่แต่ไม่ได้ผล พวกท่านสามารถมีอันใดช่วยเหลือได้บ้างหรือเปล่า ?” บางคนในหมู่ซอฮาบะกล่าวว่า “ได้ ฉันจะทำการปัดเป่าให้ แต่ในเมื่อฉันมาเป็นแขกพวกท่าน แต่พวกท่านไม่ยอมเชิญฉันให้เป็นแขก ดังนั้น ฉันจะยังไม่ปัดเป่าให้ จนกว่าพวกท่านจะทำอะไรบางอย่างให้ฉันก่อน” พวกนั้นยอมขอโทษและสัญญาจะให้แพะ, แกะฝูงหนึ่งเป็นรางวัล เขาจึงเข้าไปหาหัวหน้าและกล่าว “อัลฮัมดุลิลลาฮิร็อบบิลอาละมีน” และแล้วหัวหน้าเผ่านั้นรู้สึกดีขึ้นและหายทันที เดินได้ดีเหมือนไม่ได้เป็นอะไรมาก่อน พวกชนเผ่านั้นจึงมอบแพะ, แกะฝูงหนึ่งเป็นของกำนัล หนึ่งในบรรดาซอฮาบะฮฺกล่าวว่า “เราเอามาแบ่งกันเถอะ” แต่ผู้ที่ทำปัดเป่านั้นกล่าวว่า “อย่าเพิ่งเลย ไว้รอให้ถึงท่านนบี (ซ.ล.) ก่อนแล้วเล่าเรื่องให้ท่านฟัง” พวกเขารอจนมาพบท่านนบี (ซ.ล.) และเล่าให้ท่านฟัง ท่านนบี (ซ.ล.) จึงกล่าวว่า “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าฟาติฮะฮฺนั้นเป็นส่างปัดเป่าได้ ?” หลังจากนั้นท่านกล่าวว่า “พวกท่านทำถูกต้องแล้ว จงแบ่งทรัพย์สินเถิด แลนับฉันรวมไปด้วย” บันทึกโดย อัลบุคอรี

***ประโยชน์ของการปัดเป่าด้วยอัลกุรอาน

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า ทุก ๆ คำในอัลกุรอานนั้นมีความหมายและมีคุณประโยชน์ที่สามารถทดสอบได้ ไม่มีสิ่งที่น่าสงสัยหรือเคลือบแคลงใจในคำตรัสของพระผู้เป็นเจ้าเลยเป็นสิ่งประเสริฐเหมือนดังที่พระองค์ประเสริฐกว่าผู้ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น เป็นสิ่งที่ทำให้โรคหายสนิทได้ เป็นสิ่งคอยป้องกันที่มีประโยชน์ เป็นแสงสว่างที่มั่นคง เป็นความเมตตาโดยถ้วนหน้า สามารถทำให้ภูเขาแตกทลายลงได้ ด้วยความยิ่งใหญ่และความศักดิ์สิทธิ์ของมัน

ดังที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ตรัสในซูเราะฮฺ อัลอิสรออฺ อายะฮฺที่ 82 ว่า

“และเราได้ให้ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอานลงมา ซึ่งเป็นการบำบัดและความเมตตาแก่บรรดาผู้ศรัทธา และมันมิได้เพิ่มอันใดแก่พวกอธรรม นอกจากการขาดทุนเท่านั้น”

ดังที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ตรัสในซูเราะฮฺ อัลฟัตฮฺ อายะฮฺที่ 29 ว่า

“และอัลลอฮฺทรงสัญญาบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลายในหมู่พวกเขาว่าจะได้รับการอภัยโทษและรางวัลอันใหญ่หลวง”

บรรดาซอฮาบะฮฺทุก ๆท่านคือผู้ที่มีความศรัทธาและปฏิบัติความดีอยู่แล้ว และเมื่อคิดถึงอัลฟาติฮะฮฺ ซึ่งไมมีส่วนใดจากอัลกุรอาน หรือจากเตารอต หรืออินญีล หรือซะบูรฺ ที่จะมาเทียบเทียมได้ มันเป็นที่รวมแห่งความหมายทั้งหมดในอัลกุรอาน รวมการกล่าวระลึกถึงพระนามเดิมของพระผู้เป็นเจ้า คือ คำว่า “อัลลอฮฺ” และพระเจ้าเป็นผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตา และย้ำถึงพันธสัญญา และกล่าวถึงหลักความเชื่อในการมีของพระเจ้า การมีพระเจ้าเพียงองค์เดียว กล่าวถึงการขอจากพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงประเสริฐ ขอความช่วยเหลือและขอทางนำ และเน้นเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่จะขอด้วย กล่าวถึงดุอาอฺที่ประเสริฐสุดกว่าดุอาอฺทั้งมวล กล่าวถึงทางนำที่เที่ยงตรงที่มั่นคงทีเกิดจากความสมบูรณ์ของการรู้จักพระองค์ การยอมรับความเป็นหนึ่งเดียวของพระองค์ และการเคารพภักดีพระองค์ ด้วยการทำในสิ่งที่พระองค์ทรงใช้ ละเว้นสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม และการดำรงอยู่ในสิ่งเหล่านั้นตราบสิ้นชีวิต วัลลอฮุอะลัม


.............................................................
(จากหนังสือ : ศาสตร์การแพทย์ ของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.))
ศอลาฮฺ ซัยฟุดดีน อับดุลฮักกฺ : เขียน
มุสตอฟา มานะ : แปลและเรียบเรียง
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์




การปัดเป่าด้วยฟาติฮะฮฺ


เพราะเหตุใดการปัดเป่าด้วยฟาติฮะฮฺ ถึงมีผลทำให้พิษต่าง ๆ หายได้ ? 


ผลของการปัดเป่าด้วยการอ่านฟาติฮะฮฺหรือดุอาอฺอื่น ๆ นั้นทำให้พิษต่าง ๆ หายไปได้นั้นถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ยิ่ง สัตว์ที่มีพิษต่าง ๆ นั้นมีวิธีการทำให้เกิดพิษด้วยจิตที่สกปรกของมัน เช่นที่กล่าวไปแล้ว อาวุธของมันคือ ไข้ที่เกิดขึเนหลังจากที่ได้ถูกมันกัดต่อยแล้ว มันจะไม่กัดต่อ นอกจากมันจะรู้สึกโกรธเสียก่อน และเมื่อมันโกรธ ความโกรธนั้นส่งผลทำให้เกิดเป็นพิษขึ้น และมันได้ปล่อยพิษออกมาจากอวัยวะสำหรับพ่นพิษ อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงให้ทุก ๆ โรคนั้นมียารักษาและทุก ๆ สิ่งนั้นมีสิ่งที่แก้กันอยู่ในจิตใจของผู้ที่ทำการปัดเป่าได้ทำให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่างขั้นในจิตใจของผู้ถูกทำ เช่นเดียวกับที่สัตว์มีพิษนั้นทำ ดังนั้น ในตัวผู้ถูกสารพิษจึงมีพลังจิตวิญญาณของทั้งสัตว์พิษและจิตวิญญาณของผู้ทำปัดเป่าต่อสู้กันอยู่ภายใน และทำปฏิกิริยาต่อกันเช่นเดียวกับยาที่ทำกับโรค ถ้าหากพลังจิตของผู้ปัดเป่าแข็งแกร่งกว่าโรคที่มีอยู่ มันจะขับโรคนั้นออกมาได้ด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ (ซ.บ.)

ผลของโรคและยานี้ ขึ้นอยู่กับพลังการทำปฏิกิริยาของทั้งสองต่อกันนั่นเอง เช่นเดียวกับยาและโรคทางธรรมชาติ แต่ในเรื่องนี้เป็นยาและโรคทางจิตวิญญาณ สิ่งที่มีส่วนช่วยอีกอย่างหนึ่งคือ ลมหายใจที่เขาปัดเป่า และน้ำลายที่พ่นออกเวลาปัดเป่ามีส่วนช่วยเช่นกันด้วยการเพิ่มความชื้นเพิ่มลมและพลังจิตที่เกิดจากการทำรุกยบะฮฺ การกล่าวซิกรุลลอฮฺ การกล่าวดุอาอฺ

รุกยะฮฺ (การปัดเป่า) นั้นอกมาจากหัวใจของผู้ที่ทำปัดเป่าและจากปากของเขา เนื่องจากอวัยวะเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายของเขาต่างร่วมกันกระทำขึ้นมา ทั้งด้านจิตใจ ทางด้านวาจาและด้านการกระทำพร้อม ๆ กัน ดังนั้น จึงมีผลสำเร็จอย่างดียิ่ง เช่นเดียวกับวิธีการของผู้ที่ผสมยาด้วยส่วนผสมต่าง ๆ นั้นเอง วัลลอฮุอะลัม


.............................................................
(จากหนังสือ : ศาสตร์การแพทย์ ของท่านนบีมุฮัมมัด
ศอลาฮฺ ซัยฟุดดีน อับดุลฮักกฺ : เขียน
มุสตอฟา มานะ : แปลและเรียบเรียง
อดทน เพื่อชัยชนะ  โพสต์





แนวทางการรักษาโรคแผลอักเสบหรือพุพองของท่านนบี


ท่านนบี (ซ.ล.) มีแนวทางการรักษาโรคแผลอักเสบหรือพุพองอย่างไร ? 


จากฮะดีษของท่านอนัสในหนังวสือ “ซอฮีฮฺมุสลิม” รายงานว่า

ท่านนบี (ซ.ล.) อนุญาตให้ใช้การปัดเป่าด้วยดุอาอฺในกรณีเป็นไข้ โรคถูกสายตาที่ชั่วร้าย และแผลพุพองได้

ในหนังสือ “สุนันอบีดาวูด” รายงานจากท่านชิฟาอฺ บินติอับดุลลอฮฺ กล่าวว่า

“ท่านรอซูล (ซ.ล.) เข้ามาหาฉันและฉันกำลังอยู่กบท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺ ท่านกล่าวว่า “ทำไมท่านไม่สอนเขาเกี่ยวกับเรื่องการใช้ดุอาอฺปัดเป่าเมื่อเป็นแผลพุพอง เช่นเดียวกับที่สอนเขาให้รู้จักการเขียนเล่า ?”

อัลนัมละฮฺ คือแผลชนิดหนึ่งที่เกิดบริเวณเอวทั้งสองข้าง เป็นโรคที่รู้จักกันดีในสมัยนั้น มันถูกเรียกว่า “นัมละฮฺ” ซึ่งตามศัพท์เดิม หมายถึง มด เนื่องเพราะผู้คนที่เป็นโรคนี้จะรู้สึกแสบคันบริเวณแผลเหมือนกับถูกมดกัด โรคนี้แบ่งเป็นสามระดับ

ท่านคอลาล รายงานว่า ท่านหญิงชิฟาอฺ บินติอับดุลลอฮฺ เป็นผู้ที่รักษาผู้ป่วยด้วยโรคแผลอักเสบหรือแผลพุพอง โดยการเป่าดุอาอฺมาตั้งแต่สมัยก่อนอิสลามแล้ว และเมื่อท่านได้อพยพมาที่มะดีนะฮฺ หลังจากที่ได้รับอิสลามที่มักกะฮฺแล้ว ท่านกล่าวว่า

“โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ แท้จริง ฉันได้ทำการรักษาผู้ป่วยเป็นแผลด้วยการเป่าดุอาอฺตั้งแต่สมัยก่อนอิสลาม และฉันต้องการแสดงให้ท่านดู” และนางกล่าวว่า

“ด้วยพระนามของอัลลอฮฺขอให้ภยันตรายนี้ถูกดูดกลับไปยังที่ ๆ มันมาเถิด และขออย่าให้มันทำอันตรายแก่ผู้ใดอีก โอ้อัลลอฮฺขอจงปัดเป่าภยันตรายจากมันด้วยเถิด โอ้พระเจ้าแห่งมนุษยชาติ”

และนางกล่าวเช่นนั้นซ้ำไปมาเจ็ดครั้งบนไม้หอมและหินที่สะอาดแล้วเอาไม้หอมมาฝนกับหินที่สะอาด โดยใส่น้ำส้มสายชูและทาเข้าที่แผลอักเสบ ฮะดีษนี้ยังเป็นหลักฐานด้วยว่าการสอนหนังสือให้แก่หญิงสาวนั้นเป็นสิ่งที่อนุญาตให้กระทำได้ วัลลอฮุอะลัม


.............................................................
(จากหนังสือ : ศาสตร์การแพทย์ ของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.))
ศอลาฮฺ ซัยฟุดดีน อับดุลฮักกฺ : เขียน
มุสตอฟา มานะ : แปลและเรียบเรียง
อดทน  เพื่อชัยชนะ  โพสต์







การปัดเป่ารักษาในกรณีถูกงูกัด



จงยกหลักฐานเกี่ยวกับท่านนบี (ซ.ล.) อนุญาตให้ปัดเป่า รักษาอาการงูกัด ?

ใน “สุนันอิบนิมาญะฮฺ” เล่าถึงท่านหญิงอาอิชะฮฺ รายงานว่า
“ท่านนบี (ซ.ล.) อนุญาตให้ใช้ดุอาอฺปัดเป่าในกรณีถูกงูกัด และแมงป่องต่อยได้”

มีเรื่องเล่าจากอิบนิชิฮาบ อัซซุฮฺรียฺ กล่าวว่า
บรรดาซอฮาบะฮฺของท่านนบี (ซ.ล.) ท่านหนึ่งถูกงูกัด ท่านนบี (ซ.ล.) จึงถามว่า “มีใครรู้จักการปัดเป่าบ้าง ?” พวกเขาจึงตอบว่า “โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ แท้จริง ชนเผ่าฮัซมฺเคยใช้การปัดเป่าในการรักษางูกัดได้ แต่เมื่อท่านห้ามการปัดเป่า พวกเขาทิ้งมันไป” ท่านนบีจึงกล่าวว่า “ท่านจงไปตามอิมาเราะฮฺ บินฮัซมฺมาหน่อย” พวกเขาไปตามมา ตามที่ท่านนบีสั่ง เขาได้แสดงให้ท่านนบีเห็นวิธีการปัดเป่า เมื่อท่านเห็นแล้วจึงกล่าวว่า “ไม่น่าจะเสียหายอะไร” ท่านจึงอนุญาตให้เขาทำการปัดเป่าเพื่อรักษาผู้ที่ถูกงูกัดได้ (บันทึกโดย มุสลิม)


.............................................................
(จากหนังสือ : ศาสตร์การแพทย์ ของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.))
ศอลาฮฺ ซัยฟุดดีน อับดุลฮักกฺ : เขียน
มุสตอฟา มานะ : แปลและเรียบเรียง
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์

วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557

แนวทางการรักษาโรคปวดศีรษะและไมเกรนของท่านนบี

ท่านนบี (ซ.ล.) มีแนวทางการรักษาโรคปวดศีรษะและไมเกรน อย่างไร ? ****
ในหนังสือ “ซอฮีฮฺ” กล่าวว่า ขณะที่ท่านนบีป่วยหนักและใกล้จะเสียชีวิตนั้น ท่านกล่าวว่า
“ฉันรู้สึกปวดศีรษะมาก” และท่านเคยรัดศีรษะของท่านด้วยผ้า”
หนังสือ “สุนัน” ว่า ท่านรอซูล (ซ.ล.) เมื่อมีคนมาร้องทุกข์กับท่านด้วยเรื่องปวดศีรษะ ท่านจะบอกกับเขาว่า
“จงกรอกเลือดเถิด” และเมื่อมีคนมาร้องทุกข์กับท่านด้วยเรื่องปวดเท้า ท่านจะบอกกับเขาว่า “จงย้อมด้วยต้นเทียน (เฮนนา) เถิด”
อาการปวดศีรษะ คือ อาการปวดบริเวณใดบริเวณหนึ่งของศีรษะ หรือทั้งหมดศีรษะ ถ้าปวดเพียงข้างใดข้างหนึ่งของศีรษะ เรียกว่า ปวดหัวไมเกรน ถ้าปวดศีรษะทั้งหมด เรียกว่า ปวดหัวแบบหมวกเหล็ก เพราะมันเหมือนกับหมวกเกราะของทหารเวลาออกรบที่จะคลุมทั้งศีรษะ บางครั้งอาจปวดเฉพาะข้างหน้าหรือข้างหลังก็ได้
อาการปวดหัวมีหลายชนิดและมีสาเหตุจากหลาย ๆ อย่าง การปวดหัวนั้นสาเหตุที่จริงแล้วเกิดจากการที่ศีรษะร้อนขึ้นและความร้อนจากไอสารพิษวิ่งอยู่ภายใน และต้องการจะหาทางออก แต่หาไม่พบ จึงทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้นเช่นเดียวกับอาการปวดเวลามีไข้ สารทุก ๆ อย่างที่ขึ้น เมื่อเวลาร้อนขึ้นจะต้องการพื้นที่มากขึ้นกว่าเดิม เมื่อไอพิษนี้อยู่เต็มศีรษะ และหาทางออกไม่ได้ก็จะทำให้ปวดมากขึ้น และเกิดอาการวิงเวียนหน้ามืดตาลายได้
ดังนั้น การรักษาโรคปวดศีรษะ ในฮะดีษนี้ด้วยต้นเทียนหรือเฮนนาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรักษาในบางชนิดชองการปวดศีรษะเท่านั้น ถ้าหากว่าอาการปวดศีรษะเกิดจากความร้อนที่ขึ้นสูงและไม่มีสารพิษใดต้องทำให้อาเจียนออกมา การใช้ต้นเทียนจะมีประโยชน์เมื่อบดมันให้ป่นผสมกับน้ำส้มและแปะไว้ที่หน้าผาก จะทำให้อาการปวดศีรษะบรรเทาลงได้ และเมื่อนำมาพันที่ศีรษะไว้จะทำให้เส้นประสาทสงบขึ้น อาการปวดจึงน้องลง
ต้นเทียนนี้ไม่เพียงใช้รักษาอาการปวดศีรษะเท่านั้น แต่ยังช่วยบรรเทาปวดในส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้ด้วยเช่นกัน และยังไม่ประโยชน์ในการรักษาก้อนเนื้ออักเสบโดยใช้พันรอบก้อนเนื้อนั้นสามารถทำให้บรรเทาอาการอักเสบลงได้ วัลลอฮุอะลัม
......สาเหตุของอาการปวดศีรษะมีดังนี้
1. เกิดจากคุณสมบัติธาตุความร้อน
2. เกิดจากคุณสมบัติธาตุความเย็น
3. เกิดจากคุณสมบัติธาตุความแห้ง
4. เกิดจากคุณสมบัติธาตุความชื้น
5. มีแผลในกระเพาะอาหาร จะทำให้เกิดปวดศีรษะได้ เนื่องจากมีเส้นประสารทเชื่อมถึงกันระหว่างศีรษะและกระเพาะอาหาร
6. เกิดจากลมในกระเพาะอาหารที่มีมากเกินไปและแผ่ขึ้นไปที่ศีรษะทำให้ปวดศีรษะ
7. เกิดจากก้อนในเส้นเลือดที่มาเลี้ยงกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดปวดศีรษะจากการปวดกระเพาะอาหารซึ่งเชื่อมต่อถึงกัน
8. ปวดศีรษะเนื่องจากการรับประทานอาหารจนแน่นท้องเกินไปย่อยได้เพียงบางส่วน และบางส่วนไม่ถูกย่อยทำให้ปวดศีรษะและมึนศีรษะได้
9. ปวดศีรษะเนื่องจากมีเพศสัมพันธ์ เนื่องจากร่างกายอ่อนเพลียทำให้ไม่สามารถด้านทานความร้อนจากอากาศภายนอกได้ทำให้ปวดศีรษะ
10. ปวดศีรษะเนื่องจากการอาเจียน เนื่องจากมีความแห้งมากเกินและอาจเกิดจากการมีธาตุลมสะสมในกระเพาะอาหารมากและดันขึ้นเบื้องสูงสู่ศีรษะทำให้ปวดศีรษะ
11. ปวดศีรษะเนื่องจากอากาศที่ร้อนมากเกินไป
12. ปวดศีรษะเนื่องจากอากาศที่หนาวมากเกินไป หรือเกิดจากไอน้ำที่สะสมอยู่ในศีรษะและไม่สามารถสลายตัวได้
13. ปวดศีรษะเนื่องจากการอดนอน
14. ปวดศีรษะเนื่องจากมีสิ่งที่มากดบนศีรษะ หรือใช้ศีรษะทูนของหนัก ๆ มากไป
15. ปวดศีรษะเนื่องจากพูดมากเกินไป ทำให้พลังของสมองลดลง
16. ปวดศีรษะเนื่องจากการเคลื่อนไหวมากเกินหรือเล่นกีฬาหนักเกิน
17. ปวดศีรษะเนื่องจากปัญหาทางจิตใจ เช่น ความเศร้า ความวิตกกังวล ความคิดชั่วร้าย ฯลฯ
18. ปวดศีรษะเนื่องจากการหิวมากทำให้เกิดลมพิษมากเกินในกระเพาะอาหารและตีขึ้นเบื้องสูงสู่ศีรษะ
19. ปวดศีรษะเนื่องจากก้อนในสมองเองจะรู้สึกเหมือนมีค้อนมาตอกที่ศีรษะของเขาตลอดเวลา
20. ปวดศีรษะจากไข้เนื่องจากมีไฟหรือความร้อนก่อตัวขึ้นในร่างกาย
......ปวดศีรษะข้างเดียว (ไมเกรน)
สาเหตุของการปวดศีรษะแบบไมเกรนหรือปวดข้างเดียวนั้น เกิดจากสารพิษในเส้นเลือดแดงที่หล่อเลี้ยงสมอง เมื่อไหลเข้าไปสารพิษจะเข้าไปยังด้านสมองที่อ่อนแอกว่า สารพิษนั้นอาจเป็นไอระเหยหรือสารผสมที่ร้อนหรือเย็นก็ได้ และอาการของมันอันหนึ่งคือการเห็นการเต้นของเส้นเลือดแดงนั้นและเมื่อกดที่เส้นเลือดนั้นไม่ให้มันเต้นอาการปวดหัวก็จะบรรเทาลง
อบูนาอีม กล่าวไว้ในหนังสือ “การแพทย์ของท่านนบี” ว่า การปวดศีรษะชนิดนี้เกิดกับท่านนบี (ซ.ล.) ทำให้ท่านปวดศีรษะมากและออกจากบ้านไม่ไหวหนึ่งถึงสอง จากท่านอิบนิ อับบาส กล่าวว่า
“ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวคุฎบะฮฺ ให้พวกเราฟังในขณะที่ท่านรัดศีรษะของท่านด้วยผ้า”
การรัดศีรษะด้วยผ้าเป็นการบรรเทาอาการปวดศีรษะชนิดไมเกรนได้และในการปวดศีรษะอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน วัลลอฮุอะลัม


.....................................................................................
(จากหนังสือ : ศาสตร์การแพทย์ ของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)
ศอลาฮฺ ซัยฟุดดีน อับดุลฮักกฺ : เขียน
มุสตอฟา มานะ : แปลและเรียบเรียง
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์





วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การรักษาด้วยน้ำผึ้ง การกรอกเลือดและการนาบไฟ


ท่านนบี (ซ.ล.) ใช้ให้รักษาด้วยน้ำผึ้ง การกรอกเลือดและการนาบไฟ จริงหรือ ? ****


ในหนังสือ “ซอฮีฮฺอัลบุคอรี” รายงานจากท่านซะอีด อิบนิญุเบรฺ จาก อิบนิอับบาส จากท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า
“สิ่งที่บำบัดโรคมี 3 อย่าง คือ การดื่มน้ำผึ้ง การกรีดเพื่อกรอกเลือด และการจี้หรือนาบด้วยไฟ และฉันห้ามประชาชาติของฉันให้ห่างจากการนาบด้วยไฟ”
ท่านนบี (ซ.ล.) สั่งให้เราใช้น้ำผึ้งเป็นยาถ่ายและใช้การกรีดเพื่อเอาเลือดออก บางคนพูดว่า การเอาเลือดออก เข้าอยู่ในคำพูดท่านนบี ที่ว่า “การกรีดด้วยมีดเพื่อกรอกเลือด” ถ้าหากวิธีนี้ยังไม่ได้ผลวิธีสุดท้ายคือการใช้นาบด้วยไฟ ท่านนบีกล่าวเอาไว้เพื่อเป็นการรักษาวิธีสุดท้าย เพราะใช้การนาบด้วยไฟ เมื่อร่างกายต่อต้านยามาก หรือใช้ยารับประทานแล้วไม่ได้ผล คำพูดของท่านนบีที่ว่า “และฉันห้ามพวกท่านจากการนาบด้วยไฟ”
และในรายงานอื่น ท่านกล่าวว่า “ฉันไม่ชอบถูกนาบด้วยไฟ” เป็นการยืนยันให้ใช้วิธีนี้เป็นวิธีสุดท้ายเมื่อมีความจำเป็นจริง ๆ เท่านั้นไม่ให้ใช้การรักษาด้วยการนาบด้วยไฟเป็นอย่างแรก เนื่องจากมันมีความเจ็บปวดมาก ดังนั้น จะใช้เพื่อรักษาความเจ็บปวดที่มากกว่าเท่านั้น วัลลอฮุอะลัม
................................................................
**** ท่านนบี (ซ.ล.) มีแนวทางการกรอกเลือด ไว้อย่างไร ? ****
จากฮะดีษท่านฏอวูซ จากอิบนิอับบาส ว่า
ท่านนบี (ซ.ล.) ทำการกรอกเลือด และให้เงินค่าจ้างแก่ผู้ที่มากรอกเลือดให้ท่าน (บันทึกโดย อัลบุคอรี)
ส่วนที่ใช้ในการเจาะและกรอกเลือด มีดังนี้
*** การเจาะเลือดที่แขน สามารถช่วยบรรเทาโรคที่บริเวณศีรษะและลำคอ ซึ่งอาการเกิดจากมีเลือดมากเกินไป หรอืเกิดจากมีสารพิษในเลือด
***การเจาะเส้นเลือดที่ต้นคอ สามารถช่วยรักษาโรคเจ็บม้าม, โรคหอบหืด, โรคทรวงอก และโรคปวดขมับ
***การกรอกเลือดที่หลังส่วนบน สามารถช่วยบรรเทาการเจ็บปวดที่ไหล่และคอหอย
***การกรอกเลือดบริเวณเส้นเลือดดำที่คอทั้งสองเส้น สามารถช่วยบรรเทาโรคที่ศีรษะ, หน้า, ฟัน, หู, ตา, จมูกและหลอดคอ
***การกรอกเลือดใต้คาง มีประโยชน์ในการรักษาโรคปวดฟัน โรคของใบหน้าและลูกกระเดือก ถ้าทำในจังหวะที่เหมาะสม ทำให้ศีรษะและกรามทั้งสองข้างโล่งสบาย
***การกรอกเลือดที่หน้าอกด้านล่าง มีประโยชน์ในการรักษาจุดหรือแผล และโรคเรื้อนที่ต้นขา และยังมีประโยชน์ในการรักษาโรคเก๊าท์, โรคริดสีดวง, โรคเท้าช้างและโรคคันหลัง
<<< มีหลักฐานจากแนวทางของท่านนบี (ซ.ล.) ดังนี้
ท่านอนัส (ร.ฎ.) กล่าวว่า
ท่านนบี (ซ.ล.) กรอกเลือดบริเวณเส้นเลือดดำที่คอสองเส้น และบริเวณหลังส่วนบน (บันทึกโดย อะหมัด)
และในหนังสือ “ซอฮีฮัยนฺ” กล่าวว่า
“ท่านนบี (ซ.ล.) กรอกเลือด 3 ครั้ง ครั้งแรกบริเวณหลังส่วนบน และสองครั้งที่บริเวณเส้นเลือดต้นคอทั้งสอง” (บันทึกโดย อัลบุคอรี)
และในหนังสือ “ซอฮีฮฺ” รายงานว่า
ท่านนบี (ซ.ล.) เคยกรอกเลือดในขณะทำอิฮฺรอมบริเวณศีรษะของท่าน เนื่องจากท่านปวดศีรษะ (บันทึกโดย อัลบุคอรี)
.............................................................
**** เวลาใดที่ควรกรอกเลือด ? ****
เวลาที่ควรกรอกเลือด คือ
ท่านติรมีซีรายงานในหนังสือ “ญามิอฺของท่าน” ฮะดีษของท่านอิบนิอับบาส เป็นฮะดีษมัรฺฟัวะอฺ ว่า
“แท้จริง การกรอกเลือดที่ดีนั้นต้องเป็นวันที่สิบเจ็บ สิบเก้า และยี่สิบเอ็ด”
รายงานจากท่านอนัส ว่า
ท่านนบี (ซ.ล.) กรอกเลือดบริเวณเส้นเลือด ที่คอและบริเวณหลังด้านบน โดยท่านกรอกเลือดในวันที่สิบเจ็ด สิบเก้าและยี่สิบเอ็ด
ในหนังสือ “สุนันอิบนิมาญะฮฺ” รายงานจากท่านอนัส เป็นฮะดีษมัรฺฟัวะอฺ กล่าวว่า
“ผู้ใดต้องการจะกรอกเลือด ให้กรอกเลือดวันที่สิบเจ็ด สิบเก้าและยี่สิบเอ็ด เพื่อเลือดจะได้ไม่ปั่นป่วนและทำให้เสียชีวิตได้”
ในหนังสือ “สุนันอบีดาวูด” จากฮะดีษมัรฺฟัวะอฺของท่านอบีฮุรอยเราะฮฺ กล่าวว่า
“ผู้ใดกรอกเลือดในวันที่สิบเจ็ด สิบเก้าและยี่สิบเอ็ด จะหายจากโรคทุกชนิด”
ฮะดีษนี้หมายความถึงทุกโรคที่เกิดจากมีเลือดมากเกินไป
และฮะดีษต่าง ๆ เหล่านี้สอดคล้องกับความเห็นของแพทย์ส่วนมากเกี่ยวกับวันที่จะทำการกกรอกเลือดควรทำในครึ่งหลังของเดือน และสามในสี่ส่วนของเดือน จะดีกว่าต้นเดือน หรือปลายเดือน แต่ถ้าหากทำเพราะมีเหตุจำเป็นการกรอกเลือดในช่วงไหนก็มีประโยชน์ทั้งสิ้น ไม่ว่าต้นเดือนหรือปลายเดือน
ท่านคอลาล กล่าวว่า ท่านอิศมะฮฺ บินอิศอม บอกฉันว่า ฮัมบัลบอกฉันว่า “อบูอับดุลลอฮฺ อะหมัด อิบนิฮัมบัล กรอกเลือดในทุก ๆ ช่วงของเดือนและทุกเวลาที่จำเป็นต้องทำ”
เจ้าของหนังสือ “อัลกอนูน” กล่าวว่า “เวลาสำหรับการกรอกเลือดคือเวลากลางวัน ชั่วโมงที่สองและสาม นอกจากคนที่เลือดข้นจริง ๆ เท่านั้นให้อาบน้ำให้เรียบร้อย รอหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้นจึงจะกรอกเลือด”


.......................................................
(จากหนังสือ : ศาสตร์การแพทย์ ของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)
ศอลาฮฺ ซัยฟุดดีน อับดุลฮักกฺ : เขียน
มุสตอฟา มานะ : แปลและเรียบเรียง
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์




การจี้ด้วยไฟ และการเจาะเส้นเลือดดำ



มีหลักฐานให้จี้ด้วยไฟ และการเจาะเส้นเลือดดำหรือไม่ ?

มีการยืนยันในหนังสือ “ซอฮีฮฺ” รายงานจากท่านญาบิรฺ อิบนิ อับดุลลอฮฺ กล่าวว่า
“ท่านนบี (ซ.ล.) ส่งแพทย์ไปหาท่านอุบัย บินกะอฺบฺ และแพทย์ทำการเจาะเส้นเลือดดำและและจี้ด้วยไฟให้เขา” (บันทึกโดย มุสลิม)
ท่านซะอฺด บินมุอาซ ได้รับบาดเจ็บบริเวณเส้นเลือดดดำที่แขนท่านนบี (ซ.ล.) จึงจี้ด้วยไฟที่เส้นเลือดนั้น และจี้อีกครั้งเมื่อมันบวมขึ้น (บันทึกโดย มุสลิม)
“แท้จริง มีชายคนหนึ่งจากชาวอันศอรฺได้บาดเจ็บบริเวณเส้นเลือดดำที่แขนของเขา และท่านนบี (ซ.ล.) ส้งให้เขาจี้เส้นเลือดนั้นด้วยไฟ”
ท่านฟัรดฺ บินฏกัยนฺ กล่าวว่า รายงานจากท่านซุฟยาน จากท่านซุเบรฺ จากท่านญาบิรฺ ว่า “ครั้งหนึ่งท่านนบี (ซ.ล.) จี้ให้เขาบริเวณเส้นเลือดดำที่แขฯ”
ในหนังสือ “ซอฮีฮฺอัลบุคอรี” จากฮะดีษของท่านอนัส กล่าวว่า
ครั้งหนึ่ง เขาถูกจี้ด้วยไฟเพื่อรักษาโรคปอดอักเสบ (เยื่อหุ้มปอดอักเสบ) ขณะที่ท่านนบี (ซ.ล.) ยังมีชีวิตอยู่
ในฮะดีษติรมีซี รายงานจากท่านอนัสว่า
“ท่านนบี (ซ.ล.) จึงให้อัสอัด บินซุรอเราะฮฺ เพื่อรักษาโรคอักเสบนิ้ว” (บันทึกโดย ตริมีซี)
มีการยืนยันในหนังสือ “ซอฮีฮฺ” ถึงฮะดีษที่คนเจ็ดหมื่นคนที่เข้าสวรรค์โดยไม่ต้องถูกสอบสวน
“คนพวกนั้นคือผู้ที่ไม่ใช้เวทมนต์คาถา, ไม่จี้ด้วยไฟ, ไม่เชื่อเรืองโชคลาง แต่เขามอบหมายต่อพระเจ้าของเขาเพียงองค์เดียว” (บันทึกโดย อัลบุคอรี)
ฮะดีษเกี่ยวกับการจี้ไฟนี้ รวบรวมแล้วจะได้แนวคิด 4 อย่าง คือ
1. ให้ทำ
2. ไม่สนับสนุนให้ทำ
3. ยกย่องผู้ที่ไม่ทำมัน
4. ไม่ให้ทำมัน
แต่ไม่มีข้อขัดแย้งกันในระหว่างฮะดีษเหล่านี้ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าการจี้ด้วยไฟเป็นสิ่งที่อนุญาตให้ทำได้ แต่ไม่สนับสนุน และการสรรเสริญผู้ที่ละทิ้งมันแสดงให้เห็นว่าการไม่ทำนั้นเป็นสิ่งที่ดีกว่า ส่วนการห้ามมันหมายถึงให้เป็นทางเลือกได้ แต่ไม่ควรทำ หรือหมายถึงการห้ามผู้ที่ทำมันเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคในอนาคต วัลลอฮุอะลัม

.............................................................
(จากหนังสือ : ศาสตร์การแพทย์ ของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.))
ศอลาฮฺ ซัยฟุดดีน อับดุลฮักกฺ : เขียน
มุสตอฟา มานะ : แปลและเรียบเรียง
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์






สื่อที่ทำให้เกิดโรคลมบ้าหมูหรือลมชัก


อะไรเป็นสื่อที่ทำให้เกิดโรคลมบ้าหมูหรือลมชัก ?

ปรากฏในหนังสือ “ซอฮีฮัยนฺ” รายงานจากท่านอะฎอล บินอบีรอบาฮฺ กล่าวว่า ท่านอิบนิอับบาส กล่าวว่า
“ให้ฉันบอกไหมถึงสตรีคนหนึ่งซึ่งอยู่ท่ามกลางชาวสวรรค์ ?” ฉันตอบว่า “จงบอกมาเถิด” ท่านกล่าวว่า “นางคือหญิงผิวดำได้มาหาท่านนบี (ซ.ล.) และกล่าวว่า ฉันป่วยเป็นโรคลมชัก และเสื้อผ้าฉันเปิดออก โปรดขอต่ออัลลอฮฺให้ฉันด้วย” ท่านนบีจึงบอกว่า “ถ้าหากเธอต้องการ เธอต้องอดทน และเธอจะได้สวรรค์เป็นการตอบแทน หรือถ้าหากเธอต้องการหาย เธอจงขอต่ออัลลอฮฺให้หาย อัลลอฮฺจะให้เธอหาย” หญิงคนนั้นจึงกล่าวว่า “ฉันจะอดทน แต่ว่าฉันไม่ต้องการให้เสื้อผ้าฉันเปิดออก จงขอดุอาอฺให้ฉันด้วยเถิดไม่ให้เสื้อผ้านั้นเปิดออก ท่านนบีจึงขอให้แก่นางตามต้องการ” (บันทึกโดย อัลบุคอรี)
โรคลมชักหรือลมบ้าหมู แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
.....ชนิดแรก เกิดจากวิญญาณเข้าสิง
.....ชนิดที่สอง เกิดจากส่วนผสมที่เป็นพิษอยู่ในร่างกาย และชนิดที่สองเป็นโรคทางการแพทย์พูดถึง และให้การรักษา

*** การรักษาโรคลมชัก (สาเหตุเกิดจากวิญญาณชั่วร้าย) มีสองส่วน
..... ส่วนแรก เกี่ยวกับผู้ที่เป็นลมชัก ส่วนที่สองเกี่ยวกับผู้รักษา ส่วนของผู้ทีเป็นลมชัก คือต้องทำใจให้เข้มแข็งและมีความจริงใจ โดยหันไปพึ่งพาอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และขออภัยโทษต่อพระองค์ด้วยหัวใจและลิ้น และนี่เป็นส่วนหนึ่งที่จะต้อสู้กับวิญญาณชั่วร้ายได้ การจะเอาชนะวิญญาณชั่วร้ายได้ ต้องอาศัยอาวุธที่เหมาะสมและมีกำลังแข็งแรง ถ้าหาดขาดอย่างหนึ่งอย่างใด การต่อสู้ย่อมไม่ประสบผลตามที่มุ่งหวังไว้ ดังนั้น ถ้าขาดทั้งสองสิ่งยิ่งไม่สามารถจะต่อสู้โรคร้ายได้เลย ดังนั้น หัวใจที่ไม่มีความเชื่อมั่นในอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ไม่มีการมอบหมายต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) ไม่มีความเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) และไม่มีการมุ่งสู่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) เท่ากับว่า เขาไม่มีอาวุธอะไรเลยที่จะต่อสู้กับวิญญาณร้ายได้
...... ส่วนที่สอง เกี่ยวข้องกับผู้รักษา ต้องมีสองสิ่งที่กล่าวมาแล้วเช่นเดียวกัน ถ้าเขามีสองสิ่งนี้อย่างสมบูรณ์แล้ว เพียงแค่กล่าวว่า
“จงออก” หรือกล่าวว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ” หรือกล่าวว่า “ไม่มีพลังและอำนาจใด ๆ นอกจากอัลลอฮฺ เพียงองค์เดียวเท่านั้น”
ท่านนบี (ซ.ล.) เคยกล่าวว่า
“จงออกไปเถิดเจ้าศัตรูของอัลลอฮฺ ฉันเป็นรอซูลของอัลลอฮฺ” (บันทึกโดย อะหมัด)

*** โรคลมชักที่เกิดจากมีส่วนผสมที่เป็นพิษอยู่ในร่างกาย
โรคลมชักที่เกิดจากส่วนผสมเป็นพิษคือ โรคที่ทำให้เกิดการอ่อนแอ หรืออาการแข็งเกร็งของอวัยวะบางส่วน ทำให้ระบบการทำงานของอวัยวะบางส่วนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
สาเหตุของมันเกิดจากส่วนผสมที่ข้นและเหนียว โดยทำให้เกิดการอุดตันของช่องว่างบางส่วนในสมอง ทำให้สมองส่วนความรู้สึกและการเคลื่อนไหวหยุดทำงานไปบางส่วน
สาเหตุอื่น เช่นเกิดจากลมที่รวมตัวกันมากไปปิดกั้นระบบทางเดินของลมหรือหัวใจ หรือมีไปน้ำรวมตัวกันในบางส่วนของร่างกายและส่งไปยังสมอง ทำให้เกิดโรคขึ้นโดยเฉียบพลัน สมองเกิดการเกร็ง เพราะต้องต่อสู้กับสารพิษที่รวมตัวกันนั้น ทำให้เกิดอาการการกระตุกเกร็งของกล้ามเนื้อในร่างกายหลาย ๆ ส่วน คน ๆ นั้นจะยืนอยู่ไม่ได้ต้องล้มลงและมีน้ำลายฟูมปาก
โรคนี้ถือเป็นโรคที่มีอาการหนักมากชนิดหนึ่ง เนื่องจากมันก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างสาหัส ในขณะที่มีการชักกระตุกและยังเป็นโรคเรื้อรังด้วย
เมื่อพิจารณาถึงการที่มันเป็นบ่อย ๆ หรือเป็นเวลาหลาย ๆ ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากโรคนี้เกิดขึ้นในคนอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไปแล้ว และเป็นลมชักติดต่อกันหลายครั้ง ทั้งนี้ เนื่องจากมีความบกพร่องในเนื้อเยื่อสมองของเขาเอง
ฮิปโปเครติส กล่าวว่า “โรคลมชักชนิดนี้จะอยู่กับเขาไปจนวันตาย”
เมื่อทราบดังนี้แล้ว เราจะเห็นว่าผู้หญิงในฮะดีษนี้ซึ่งเกิดลมชักและเสื้อผ้าเปิดออก คงจะเป็นลมชักชนิดที่เกิดจากส่วนผสมเป็นพิษ ซึ่งคงจะเป็นไปตลอดชีวิต รักษาไม่หาย ท่านนบีจึงได้สัญญากับเธอว่า ซึ่งคงจะเป็นไปตลอดชีวิต รักษาไม่หาย ท่านนบีจึงได้สัญญากับเธอว่า เธอจะได้สวรรค์เป็นสิ่งตอบแทน ความอดทนต่อโรคภัยของเธอ และขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺ เพียงให้เสื้อผ้าของเธอไม่เปิดออกเวลาเกิดลมชักเท่านั้น และให้เธอเป็นคนเลือกเอาระหว่างการอดทนต่อโรคและสวรรค์เป็นการตอบแทน กับการขอดุอาอฺให้หายจากโรค ซึ่งท่านนบี (ซ.ล.) ไม่ได้รับประกันว่าจะหายแน่นอนในที่สุดเธอเลือกเอาสวรรค์และการอดทน วัลลอฮุอะลัม


.............................................................
(จากหนังสือ : ศาสตร์การแพทย์ ของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)
ศอลาฮฺ ซัยฟุดดีน อับดุลฮักกฺ : เขียน
มุสตอฟา มานะ : แปลและเรียบเรียง
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์





แนวทางรักษาโรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทสันหลังของท่านนบี


ท่านนบี (ซ.ล.) มีแนวทางรักษาโรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทสันหลัง ไว้อย่างไร ? ****

ท่านอิบนิมาญะฮฺ บันทึกในหนังสือสุนันของเขาว้า ท่านมุฮัมมัด อิบนิซีรีน เล่าจากท่านอนัส อิบนิมาลิก กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านรอซูล (ซ.ล.) กล่าวว่า
“การรักษาโรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท ให้เอาไขมันที่หางแกะอาหรับตัวเมียมาละลาย แล้วแบ่งเป็น 3 ส่วนและให้ดื่มวันละส่วน”
โรคหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทสันหลัง เป็นอาการปวดหลังบริเวณสะโพกด้านหลังร้าวไปถึงหน้าขา บางทีลงไปถึงข้อเท้า ถ้าหากทิ้งไว้นานมันจะลงไปด้านล่างมากขึ้นเรื่อย ๆ และทำให้คนนั้นผอมลง หน้าขาลีบเล็กลง
ส่วนการกำหนดเป็นแกะตัวเมียของเบดูอินนั้น เนื่องจากมีคุณสมบัติพิเศษคือตัวเล็ก ขับถ่ายของเสียน้อยกว่า มีผิวพรรณและมีการเลี้ยงดูเป็นพิเศษกว่า คือแกะตัวเมียมันจะกินพืชสมุนไพรหลาย ๆ ชนิด เช่น ไม้ขม และอื่น ๆ อีก แร่ธาตุและคุณประโยชน์ของสมุนไพรเหล่านี้จะสะสมอยู่ในเนื้อหนังของแกะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณหางของมัน และพบว่าผลของสมุนไพรดังกล่าวจะมีมากในนมมากกว่าเนื้อ แต่ความพิเศษของหางสามารถทำให้สารพิษสุก
ยาต่าง ๆ สำหรับประชาชาติใดหรือชนเผ่าใดนั้น มักจะเป็นอาหารพื้นเมืองที่เขาคุ้นเคยกินกันอยู่แล้ว
วัลลอฮุอะลัม

.............................................................
(จากหนังสือ : ศาสตร์การแพทย์ ของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)
ศอลาฮฺ ซัยฟุดดีน อับดุลฮักกฺ : เขียน
มุสตอฟา มานะ : แปลและเรียบเรียง
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์

แนวทางการรักษาโรคไข้หวัดของท่านนบี



ท่านนบี (ซ.ล.) มีแนวทางการรักษาโรคไข้หวัดไว้อย่างไร ?


ปรากฏในหนังสือ “ซอฮีฮัยนฺ” จากนาเฟียะอฺ จากอิบนิอุมัรฺ ได้เล่าว่า ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า

“แท้จริง ไข้หรือไข้สูงมาจากไฟนรก ดังนั้น จงทำให้มันเย็นลงด้วยน้ำ” (บันทึกโดย อัลบุคอรี และ มุสลิม)

แท้จริง ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า

“แท้จริง ไข้มาจากไฟนรก ดังนั้นจงทำให้เย็นลงด้วยน้ำ” หรือ อีกรายงานว่า “ด้วยน้ำซัมซัม” (บันทึกโดย อัลบุคอรี)

ไข้หรือความร้อนในร่างกายนั้นจะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ
1. ไข้ภายนอก คือ ความร้อนในร่างกายที่พบเห็น หรือเกิดมาจากสาเหตุภายนอกร่างกาย ได้แก่ มีก้อนบวมอักเสบ การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ หรือความร้อนที่ได้รับจากแสงอาทิตย์โดยตรง หรืออากาศที่ร้อนจัดมาก ๆ

2. ไข้ภายใน สาเหตุเกิดจากความป่วยไข้ภายใน ซึ่งเกิดในอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง แล้วแพร่กระจายออกไปทั่วร่างกาย ถ้าหากเป็นไข้ที่เริ่มด้วยลม หรือเกี่ยวพันกับลมในร่างกาย เรียกว่า ไข้วัน เนื่องจากมันจะหายภายในวันเดียวหรือไม่เกินสามวัน ถ้าหากเป็นชนิดที่เกิดจากส่วนผสมที่เป็นอันตราย เรียกว่าแผลเน่าเปื่อย ซึ่งมีอยู่สี่แบบ แบบน้ำดีเหลือง แบบน้ำดีดำ แบบเป็นก้อนเมือก เสมหะและแบบเป็นคล้ายก้อนเลือดเสีย ถ้าเป็นไข้ที่เกิดจากกระดูกสันหลังเรียกว่า ไข้ดักกุน นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งย่อยไปอีกหลายอย่างมากมาย

แนวทางในการรักษาโรคไข้หวัดคือ น้ำที่เย็นและน้ำซัมซัม จะช่วยบรรเทาไข้ให้หายลงได้และบรรเทาอาการป่วยไข้ได้ แต่ต้องเป็นไข้ชนิดไม่มีก้อนเนื้ออักเสบ และไม่ควรใช้ในเวลามีบาดแผลอยู่ ถ้าทำได้ดังนี้เขาจะหายป่วยด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยของท่านนบี ซึ่งเต็มไปด้วยโรคภัยต่าง ๆ มากมาย และมีบ้านเรือนอยู่กันหนาแน่น และมีการแพร่กระจายโรคได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่มียาที่ให้ผลดีนั่นเอง
.................................................................

**** ท่านนบี (ซ.ล.) มีแนวทางการรักษาโรคท้องเสียไว้อย่างไร ? ****
ในหนังสือ “ซอฮีฮียนฺ” มีฮะดีษของ อบีมุตะวักกิล จาก อบีซะอีล อัลคุดรียฺ ว่า

มีชายคนหนึ่งมาหาท่านนบี (ซ.ล.) และกล่าวว่า พี่ชายของฉันปวดท้อง บางรายงานบอกว่า ท้องเสีย ท่านนบีจึงกล่าวว่า “เอาน้ำผึ้งให้เขาดื่มเถิด” ชายคนนั้นกลับไป และกลับมาอีก บอกว่าอาการไม่ดีขึ้น บางรายงานบอกว่ายังมีอาการท้องเสียอีกสองถึงสามครั้ง และกลับมาหมาท่านนบีอีก ซึ่งทุก ๆ ครั้งท่านนบี กล่าวว่า “จงเอาน้ำผึ้งให้ดื่มเถิด” จนกระทั่งครั้งที่สี่ ท่านนบีจึงกล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงกล่าวไว้ถูกต้องดีแล้ว แต่ท้องของพี่ชายท่านนั้นโกหก” (บันทึกโดย อัลบุคอรี)

และในบันทึกมุสลิมกล่าวว่า “แท้จริงท้องเขาผิดปกติไป” คือระบบย่อยอาหารเสียและลำไส้ของเขาป่วย

ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวอีกว่า

“มี 2 ประการจะช่วยบำบัดพวกท่านคือ น้ำผึ้งและอัลกุรอาน” (บันทึกโดย อิบนิมาญะฮฺ)

การรวมระหว่างแพทย์ทางด้านร่างกายกับแพทย์ทางด้านจิตวิญญาณ ระหว่างอายุรแพทย์กับจิตแพทย์ และระหว่างยาตามธรรมชาติ (สมุนไพร) กับยาที่ได้จากอัลลอฮฺ นี่คือสิ่งที่ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวถึง น้ำผึ้ง ซึ่งมันสามารถช่วยขจัดของเสียออกจากท้อง เนื่องจากรับประทานอาหารอิ่มเกินไป

การรับประทานน้ำผึ้งเพื่อขจัดของเสียต่าง ๆ ที่หลั่งไหลอกมาจากกระเพาะอาหารและลำไส้ให้อกไป

น้ำผึ้งยังมีสารที่ทำให้ลำไส้สะอาด ขจัดสิ่งสกปรกและของเสียต่าง ๆ ที่รวมตัวกันในกระเพาะอาหารจนข้นเป็นก้อนเหนี่ยว จนเป็นสาเหตุให้อาหารเคลื่อนผ่านและย่อยไม่ได้ ในกระเพาะอาหารนั้นจะมีเส้นขนเล็ก ๆ อยู่มากมายคล้ายกับเส้นขนบนผ้ากำมะหยี่เพื่อเอาไว้ดูดซึมอาหาร เมื่อของเสียที่ข้นเหล่านี้มาเกาะติด กระเพาะอาหารจะทำงานไม่สะดวก ระบบย่อยอาหารจึงเสียไปด้วย ดังนั้น กระเพาะอาหารจึงต้องการบางสิ่งมาขจัดได้อย่างดียิ่ง

น้ำผึ้งเป็นยาที่ดีที่สุดสำหรับโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำน้ำผึ้งมาผสมกับน้ำร้อน แล้วดื่มเป็นประจำทุกวัน สามารถทำให้หายป่วยด้วยการอนุมัติของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) วัลลอฮุอะลัม


.............................................................
(จากหนังสือ : ศาสตร์การแพทย์ ของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)
ศอลาฮฺ ซัยฟุดดีน อับดุลฮักกฺ : เขียน
มุสตอฟา มานะ : แปลและเรียบเรียง
อดทน เพื่อชัยชนะ  โพสต์








ทุก ๆ โรคมียารักษาจริงหรือ ?






รายงานจากท่านมุสลิมในหนังสือ “ซอลีฮฺของท่าน” จากท่านอบีซูเบรฺ จากท่านญาบิรฺ บินอับดุลลอฮฺ จากท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า

“ทุก ๆ โรคมียารักษา เมื่อยาถูกกับโรคนั้นจะหายได้ด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ” (บันทึกโดย มุสลิม)

ในหนังสือ “ซอฮีฮัยนฺ” รายงานจากท่านอะฏอฮฺ จากอบีฮุรอยเราะฮฺ จากท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า

“อัลลอฮฺ จะไม่ส่งโรคใด ๆ ลงมา นอกจากจะให้มียารักษาสำหรับโรคนั้น ๆ มาด้วย” (บันทึกโดย อัลบุคอรี)

ในหนังสือ “มุสนัตของอิมามอะหมัด” มีฮะดีษจากท่านซิยาด บินอะลาเกาะฮฺ จากท่าน อุซามะฮฺ บินชะรีก กล่าวว่า

ขณะที่ฉันอยู่กับท่านรอซุลุลลอฮฺ มีอาหรับบ้านนอกกลุ่มหนึ่งมาหาท่านรอซูล แล้วกล่าวว่า “โอ้ท่านรอสุลุลลอฮฺ เราต้องมีการบำบัดรักษาด้วยหรือ ?” ท่านรอซูลกล่าวตอบว่า “แน่นอน โอ้บ่าวของอัลลอฮฺ ท่านต้องมีการบำบัดรักษา เพราะแท้จริงอัลลอฮฺไม่ทรงให้เกิดโรคขึ้นในโลกนี้ นอกจากพระองค์จะไม่มีวิธีการบำบัดรักษามาด้วย นอกจากโรคเดียวเท่านั้น” พวกเขาถามว่า “โรคอะไรหรือ ?” ท่านนบีตอบว่า “โรคชราภาพ”

และสำนวนหนึ่งกล่าวว่า

“แท้จริง อัลลอฮฺจะไม่ทรงให้มีโรคใดเกิดขึ้น นอกจากจะให้มีวิธีการรักษามาด้วย ผู้ที่จะรู้วิธีรักษา และผู้โง่เขลาจะไม่รู้วิธีรักษา” (บันทึกโดย อะหมัด)

ในหนังสือ “มุสนัด” จากฮะดีษของท่านอิบนิมัสอูด เป็นฮะดีษมัรฺฟัระอฺ กล่าวว่า

“แท้จริง อัลลอฮฺนั้นจะไม่ส่งโรคมา นอกจากพระองค์จะส่งยารักษามาด้วย ผู้ที่รู้จะรู้วิธีรักษา และผู้โง่เขลาจะไม่รู้วิธีรักษา” (บันทึกโดย อะหมัด)

ในหนังสือ “มุสนัด” และ “สุนัน” จากอบีคุซามะฮฺ เล่าว่า ฉันกล่าวว่า

“โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านเห็นการปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายที่เราได้ทำการปัดเป่าไหม ? และท่านได้เห็นการรักษาที่เราทำการรักษาหรือไม่ ? และการป้องกันสิ่งชั่วร้ายที่เราทำการป้องกัน เหล่านั้นเป็นสิ่งที่ต่อต้านกับการกำหนดกฎสภาวะ (กอฎอ กอดัรฺ) ของอัลลอฮฺหรือไม่ ?” ท่านบี ตอบว่า “ไม่หรอก นั่นคือการกำหนดกฎสภาวะของอัลลอฮฺ
.................................................................

**** สิ่งใดบำบัดโรคที่ประเสริฐที่สุด ?

สิ่งบำบัดโรคที่ประเสริฐที่สุด ลำดับได้ดังนี้ คือ
1. อัลกุรอาน
2. แนงทางการแพทย์ของท่านนบี (ซ.ล.)
3. สิ่งที่ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวไว้ในซูเราะฮฺอิสรอฺ อายะฮฺที่ 62 ว่า

“และเราได้ให้ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอานลงมาซึ่งเป็นการบำบัดและความเมตตาแก่บรรดาผู้ศรัทธา และมันมิได้เพิ่มอันใดแก่พวกอธรรม นอกจากการขาดทุนเท่านั้น

อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงตรัสในสูเราะฮฺ ยูนุส อายะฮฺที่ 57 อีกว่า

“โอ้มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริง ข้อตักเตือน (อัลกุรอาน) จากพระเจ้าของพวกท่านได้มายังพวกท่านแล้ว และ (มัน) เป็นการบำบัดสิ่งที่มีอยู่ในทรวงอก และเป็นการชี้แนะทาง และเป็นความเมตตาแก่บรรดาผู้ศรัทธา”

ทั้งสองอายะฮฺนี้ บ่งชี้ให้เห็นว่าผู้ที่บำบัดโรคด้วยอัลกุรอาน เขาจะต้องมีความเชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้นว่า อัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่ถูกต้องเป็นสัจธรรมที่มาจากอัลลอฮฺ และจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติที่มีอยู่ในอัลกุรอานอย่างครบถ้วน

ดังนั้น ผู้ใดปฏิเสธการบำบัดโรคด้วยอัลกุรอาน อัลลอฮฺจะไม่ทรงทำให้เขาหายป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างเด็ดขาด
.............................................................

**** ท่านนบี (ซ.ล.) มีวิธีการบำบัดโรคอย่างไร ?

วิธีบำบัดโรคของท่านนบี (ซ.ล.) แบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ
1. ด้วยยาและธรรมชาติบำบัด (สมุนไพร)
2. ด้วยการขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) (รักษาทางจิตวิญญาณ)
3. ด้วยทั้งสองอย่างมารวมกัน

ท่านนบี (ซ.ล.) ถูกส่งมาเพื่อเป็นทางนำ และเป็นผู้เรียกร้องมนุษย์ไปสู่อัลลอฮฺ และสวรรค์ของพระองค์ เพื่อมนุษย์จะได้รู้จักพระองค์ เพื่อชี้แจงต่อประชาชาติของท่านให้รู้ถึงความเมตตาของพระองค์ และรู้ถึงคำสั่งใช้ของพระองค์ที่มีต่อพวกเขา เพื่อให้รู้ถึงสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม เพื่อบอกเล่าพวกเขาเกี่ยวกับบรรดาท่านนบีและรอซูล และสภาพของพวกเขาเหล่านั้นกับประชาชาติของบรรดาท่านนบีและรอซูล และสภาพของพวกเขาเหล่านั้นกับประชาชาติของพวกเขา เพื่ออธิบายการสร้างโลกของพระองค์ การเริ่มต้นและสิ้นสุดของโลกและวีการที่จะทำให้จิตใจของพวกเขามีความสุข

การแพทย์ทางร่างกาย เป็นสิ่งที่มีมาเพื่อให้การกำหนดบัญญัติของท่านนบีสมบูรณ์ยิ่งขึ้น การบำบัดเหล่านี้ ควรทำเมื่อมีความจำเป็นจริง ๆ ถ้าหากไม่มีความจำเป็นให้หันไปดูแลรักษาหัวใจและจิตใจให้การศรัทธาต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) มากขึ้น

การมีสุขภาพจิตที่ดีนั้นเพื่อป้องกันสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคทางใจต่างๆ หรือทำให้หัวใจเสียความสมดุลไป ถือว่ามีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง การรักษาร่างกายโดยไม่รักษาหัวใจนั้น มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่การรักษาจิตใจให้ดีขณะที่ร่างกายป่วย จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายมากนัก เมื่อร่างกายหายป่วยเขาจะได้รับประโยชน์อย่างมากมาย และความสำเร็จทั้งหลายขึ้นอยู่กับอัลลอฮฺ (ซ.บ.) เพียงองค์เดียวเท่านั้น
…………………………………….

**** อะไรคือข้อคิดจากการเรียกร้องไปสู่การอดทน (ซอบัรฺ) ? ****

แท้จริง การอดทนสามารถรักษาสุขภาพร่างกาย หัวใจ จิตวิญญาณ โดยที่อัลลอฮฺจะให้ความเข้มแข็งแก่ผู้ที่อดทนในสิ่งที่มาประสบกับเขา และเขาสามารถเผชิญต่อความยากลำบากในการดำรงชีวิต อัลลอฮฺทรงใช้ท่านนบี (ซ.ล.) เรียกร้องประชาชาติของท่านให้ไปสู่ความอดทน เพราะการอดทนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธา

การอดทนแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
1. การอดทนในการเชื่อฟังและปฏิบัติตามอัลลอฮฺ
2. การอดทนต่อสิ่งที่เป็นความชั่ว (มะอฺซียะฮฺ)
3. การอดทนต่อการที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงทดสอบ (อิบดิลาฮฺ)

อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ตรัสในซูเราะฮฺ อิบรอฮีม อายะฮฺที่ 5 ว่า

“และโดยแน่นอน เราได้ส่งมูซาพร้อมด้วยสัญญาณต่าง ๆ ของเราว่า จงนำกลุ่มชนของเจ้าออกจากความมืดมนทั้งหลายสู่ความสว่าง และจงเตือนพวกเขาให้ระลึกถึงวัน (แห่งความโปรดปราน) ของอัลลอฮฺ แท้จริง ในการนั้นย่อมเป็นสัญญาณแก่ผู้อดทน ผู้ขอบคุณทุกคน”

อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ตรัสในซูเราะฮฺอาละอิมรอน อายะฮฺที่ 200 ว่า

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! จงมีความอดทน และจงต่างอดทนซึ่งกันและกันเถิด และจงประจำอยู่ชายแดน และพึงกลัวเกรงอัลลอฮฺเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ


............................................
(จากหนังสือ : ศาสตร์การแพทย์ ของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)
ศอลาฮฺ ซัยฟุดดีน อับดุลฮักกฺ : เขียน
มุสตอฟา มานะ : แปลและเรียบเรียง
อดทน เพื่อชัยชนะ โพสต์





การรักษาสุขภาพตาของท่านบี




ท่านนบี (ซ.ล.) รักษาสุขภาพตาอย่างไร ?


ท่านอบูดาวูดได้บันทึกในหนังสือ “สุนันของเขา” รายงานจากท่านอับดุรเราะมาน บินนัวะอฺมาน บินมะอฺบัด บินฮูซะฮฺอัลอันซอรี จากปู่ของเขาเล่าไว้ว่า ท่านนบี (ซ.ล.) ใช้ให้ทาแร่พลวงที่ตาก่อนนอน

ในหนังสือ “สุนันอิบนิมาญะฮฺ” และท่านอื่น ๆ จากอิบนิอับบาส กล่าวว่า

“ท่านนบีเคยทาตาด้วยสีทาตาข้างละ 3 ครั้ง” (ฮะดีษฮะซัน บันทึกโดย อิบนิมาญะฮฺ)

ในบันทึกของติรมีซีกล่าวว่า จากท่านอิบนิอับบาส รายงานว่า

“ท่านรอซูล (ซ.ล.) เมื่อท่านจะทาตาของท่าน จะทาตาขวา 3 ครั้ง โดยเริ่มและจบด้วยตาขวา และตาซ้าย 2 ครั้ง” (ฮะดีษฮะซัน บันทึกโดย ติรมีซี)

ถ้าหากทาทั้งสองตา ให้ทาตาข้างขวาก่อน แล้วตามด้วยข้างซ้าย แล้วมาข้างขวาใหม่ จนครบข้างขวา 3 ครั้ง ข้างซ้าย 2 ครั้ง แต่ถ้าทำทีละข้างให้ทำข้างขวา 3 ครั้ง และข้างซ้าย 3 ครั้ง
วิธีนี้เป็นไปตามแนวทางของท่านอิมามอะหมัด

ประโยชน์ของการทาตา

การทาตาเป็นการรักษาสุขภาพของตาอีกแบบหนึ่ง ทำให้สายตาคมขึ้น ทำให้ตาสวยงามแวววาว ทำให้ของเสียที่ถูกขับออกจากตานุ่มลง ทำให้ของเสียออกจากตาได้ดีขึ้น และยังเป็นสิ่งที่ประดับดวงตาในยาทาตาบางชนิด ทั้งยังมีประโยชน์ในเวลานอนถ้าทาก่อนนอน การที่ดวงตาอยู่นิ่งจากการนอนจะทำให้ยาทาตานั้นรวมตัวกับตาได้ดีขึ้นเกิดประโยชน์มากขึ้น ยาทาตาที่ทำด้วยแร่พลวงเป็นยาที่มีผลมากที่สุดในเรื่องนี้

ในหนังสือ “สุนันอิบนิมาญะฮฺ” จากท่านซาลิมจากพ่อของเขาเป็นฮะดีษมัรฺฟัวะอฺ กล่าวว่า

“ท่านทั้งหลายจงใช้แร่พลวงทาตาเถิด มันจะทำให้ตาสดใส ทำให้ขนตางอกงาม” (ฮะดีษฮะซัน บันทึกโดย อิบนิมาญะฮฺ)

ในหนังสือ “อบีนุอัยมฺ” กล่าวว่า

“มันเป็นสิ่งที่ทำให้ขนตางอกงาม ขจัดสิ่งสกปรกต่าง ๆ ในตา ช่วยทำให้ตามองเห็นดีขึ้น” (ฮะดีษฮะซัน บันทึกโดย อบูนุอัยมฺ)

ในหนังสือ “สุนันอบนิมาญะฮฺ” จากท่านอิบนิอับบาส เป็นฮะดีษมัรฺฟัวะอฺ กล่าวว่า

“ยาทาตาที่ดีที่สุดสำหรับพวกท่านคือ แร่พลวง ทำให้ตาสวยงาม ทำให้ขนตางอกงาม” (บันทึกโดย อิบนิมาญะฮฺ)

ประโยชน์ของแร่พลวง

แร่พลวง
เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งใช้ทาตาให้มีสีดำ ถูกนำมาจากเมืองอิสฟาฮาน ประเทศอีหร่าน ถือเป็นแหล่งที่ดีสุด แหล่งที่นำเข้าอีกแหล่งหนึ่งคือแถบประเทศตะวันตก ชนิดที่ดีสุดคือชนิดที่เป็นผงได้เร็วสุด และผงของมันจะมีความแวววาว ภายในจะดูมันวาว ไม่มีสิ่งสกปรกเจือปนอยู่

แร่พลวงเป็นธาตุเย็นและแห้ง มีประโยชน์สำหรับดวงตา ทำให้ตาแข็งแรง ทำให้เส้นประสาทแข็งแรงขึ้น รักษาสุขภาพของตา ขจัดเนื้อส่วนเกินที่อยู่บริเวณขอบแผลและช่วยรักษาแผลได้ ท ความสะอาดสิ่งสกปรกต่าง ๆ ในแผลนั้น ขจัดความสกปรกออกไป

แร่พลวงยังสามารถขจัดอาการปวดศีรษะ ถ้าหากนำมาทาผสมกับน้ำผึ้ง และเมื่อนำแร่พลวงมาบดผสมกับไขมัน แล้วประคบแผลที่ถูกไฟไหม้ สามารถป้องกันไม่ให้เกิดเป็นตุ่มน้ำใส ๆ ขึ้น และช่วยซ่อมแซมผิดหนังส่วนที่ไหม้ไฟให้หายเป็นปกติ แร่พลวงเป็นยาทาตาชนิดที่ดีที่สุดสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่สายตาฟ่าฟาง โดยต้องนำมาผสมกับมิสกฺ (ชะมดเชียง) วัลลอฮุอะลัม


............................................
(จากหนังสือ : ศาสตร์การแพทย์ ของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)
ศอลาฮฺ ซัยฟุดดีน อับดุลฮักกฺ : เขียน
มุสตอฟา มานะ : แปลและเรียบเรียง
อดทน เพื่อชัยชนะ  โพสต์





การเจ็บป่วย



การเจ็บป่วยแบ่งออกเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง ?

.... ความเจ็บป่วยนั้นแบ่งออกเป็น 2 อย่าง คือ
1. ความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ
2. ความเจ็บป่วยทางด้านร่างกาย

......ความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ
ความเจ็บป่วยทางด้านจิตใจ แบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ
1. ความเจ็บป่วยอันเกิดจากความสงสัย ความคลุมเครือ
2. ความเจ็บป่วยจากอารมณ์กิเลสต่าง ๆ
ดังที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ตรัสในซูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 10 ว่า

“ในหัวใจของพวกเรานั้นมีโรค ดังนั้น อัลลอฮฺจึงได้เพิ่มโรคให้มากขึ้น”

และอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ตรัสในซูเราะฮฺอัลมุดดัษษิรฺ อายะฮฺที่ 31 ว่า

“และเพื่อบรรดาผู้ในหัวใจของพวกเขามีโรค อีกทั้งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะกล่าวว่าอัลลอฮฺทรงประสงค์อะไรด้วยอุปมานี้”

และอัลลอฮฺทรงกล่าวไว้เกี่ยวกับผู้ที่ปฏิเสธ และต่อต้านการใช้กุรอานและแนวทางปฏิบัติของท่านนบี (ซ.ล.) เป็นแนวทางในการตัดสินปัญหาต่าง ๆ ดังที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ตรัสในซูเราะฮฺ อันนูรฺ อายะฮฺที่ 48 – 50 ว่า

“และเมื่อพวกเขาถูกเรียกร้องไปสู่อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ เพื่อให้ตัดสินระหว่างพวกเขา เมื่อนั้นฝ่ายหนึ่งจากพวกเขาพากันผินหลังให้ และหากว่าความจริงอยู่ข้างพวกเขาแล้ว พวกเขาจะรับมาหาเขา (มุฮัมมัด) อย่างนอบน้อม ในหัวใจของพวกเขามีโรคกระนั้นหรือ ? หรือว่าพวกเขาสงสัย หรือว่าพวกเขากลัวว่าอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์จะลำเอียงออกจากพวกเขา หามิได้พวกเขาเหล่านี้เป็นผู้อธรรมต่างหาก”

สิ่งเหล่านี้ คือโรคแห่งความสงสัยและความคลุมเครือ

ส่วนโรคแห่งความใคร่และกิเลสนั้น

อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ตรัสในซูเราะฮฺ อัลอะฮฺซาบ อายะฮฺที่ 32 ว่า

“โอ้ บรรดาภริยาของนบีเอ๋ย ! พวกเธอไม่เหมือนกับสตรีใด ๆ ในเหล่าสตรีอื่น หากพวกเธอยำเกรง (อัลลอฮฺ) ไม่ควรพูดจาเพราะพริ้งนัก เพราะจะทำให้ผู้ที่ในหัวใจของเขามีโรคเกิดความโลภ”

โรคในที่นี้ คือ โรคทางอารมณ์ใคร่ที่จะนำไปสู่การผิดประเวณี วัลลอฮุอะลัม

......ความเจ็บป่วยทางด้านร่างกาย

ดังที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ตรัสใจซูเราะฮฺ อันนูรฺ อายะฮฺที่ 16 ว่า

“ไม่เป็นการลำบากใจอันใดแก่คนตาบอด และไม่เป็นลำบากใจอันใดแก่คนพิการ และไม่เป็นการลำบากใจอันใดแก่คนป่วย”

อายะฮฺนี้กล่าวถึงโรคทางด้านร่างกายที่เป็นอุปสรรคในการทำฮัจญ์ การถือศีลอด และการอาบน้ำละหมาด ซึ่งมีสิ่งมหัศจรรย์แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของอัลกุรอาน สำหรับผู้ที่มีความเข้าใจ ผู้มีสติปัญญา เมื่อพิจารณาดูและใคร่ครวญแล้ว จะพบหลักการสำคัญประการหนึ่งในการแพทย์ทางด้านร่างกาย จากทั้งสามหลักการทางการแพทย์ คือ
**การรักษาสุขภาพ
**การป้องกันสิ่งที่จะทำให้เกิดอันตราย
**และการขจัดของเสียออกจากร่างกาย

อัลลอฮฺกล่าวถึงหลักทั้งสามประการนี้ไว้ในวาระต่างกัน

อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ตรัสในซูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 184 เกี่ยวกับเรื่องการถือศีลอดว่า

“ผู้ใดในหมู่พวกเจ้าที่เจ็บป่วย หรืออยู่ในระหว่างเดินทาง ดังนั้นเขาก็จงนับวันเลื่อนไปถือวันอื่นแทน”

อายะฮฺนี้เป็นการอนุญาตให้ผู้ป่วยละศีลอดได้ เป็นการยกเว้นเนื่องจากความเจ็บป่วยของเขา ส่วนผู้เดินทางให้ละศีลอดได้เช่นกัน ทั้งนี้เพื่อการรักษาสุขภาพที่ดีเอาไว้ เพื่อจะได้ไม่ต้องถือศีลอดทั้ง ๆ ที่ยังต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา การเดินทางเป็นสิ่งที่ต้องใช้พลังงานมาก การอดอาหารทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างพลังงานมาทดแทนสิ่งที่เสียไปได้ ทำให้พลังงานลดลงและอ่อนแรงลง ด้วยเหตุผลดังกล่าว อัลลอฮฺจึงอนุญาตให้ผู้เดินทางละศีลอดได้ เพื่อเป็นการรักษาสุขภาพของเขาให้แข็งแรงนั่นเอง

อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ตรัสในซูเราะฮฺ อัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 196 เกี่ยวกับการทำฮัจญ์

“ผู้ใดเจ็บป่วยหรือมีโรคที่ศีรษะของเขา ก็ให้ถือศีลอดหรือบริจาคทาน หรือเชือดสัตว์พลีเป็นการทดแทน”

อายะฮฺนี้เป็นการอนุญาตผู้ที่ป่วย หรือมีบาดแผลที่ศีรษะจากหิด รังแค คันศีรษะ หรือโรคอื่น ๆ ให้โกนศีรษะได้ในขณะทำการอิฮฺรอม เพื่อทำให้สารพิษต่าง ๆ ที่หมักหมมอยู่บนศีรษะ อันเป็นต้นเหตุของโรคหลุดออกไปให้หมดและการโกนศีรษะยังเป็นการเปิดรูขุมขนให้สิ่งหมักหมมทั้งหลายออกมาอย่างง่ายดายยิ่งขึ้น การขจัดสารพิษออกจากร่างกายแบบนี้เทียบได้กับการขจัดสารพิษแบบอื่น ๆ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สารพิษที่ค้างอยู่ในร่างกายหมดไป


............................................
(จากหนังสือ : ศาสตร์การแพทย์ ของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)
ศอลาฮฺ ซัยฟุดดีน อับดุลฮักกฺ : เขียน
มุสตอฟา มานะ : แปลและเรียบเรียง
อดทน  เพื่อชัยชนะ โพสต์