อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อากีเกาะฮฺ กุรบาน การทำคิตาน และพิธีกรรมอื่นตามบทบัญญัติอิสลาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อากีเกาะฮฺ กุรบาน การทำคิตาน และพิธีกรรมอื่นตามบทบัญญัติอิสลาม แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2558

เงื่อนไขการทำอากีเกาะฮ์



ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

อาจารย์ ค่ะ การทำอากีเกาะฮฺนอกจากทำวันที่เจ็ด หรือวันอื่นตามที่เหมาะสมแล้ว ต้องมีเงื่อนอื่นอีกไหมค่ะ ต้องให้สายสะดือหลุดไหมค่ะ ตอนลูกดิฉัน ฉันพร้อมที่จะทำอากีเกาะฮ์ให้ลูกในวันที่เจ็ด แต่เขาห้ามไว้ เพราะต้องให้สายสะดือหลุดก่อน และทำในวันคี่ (ตามจันทรคติของไทย) หากสายสะดือหลุดวันคู่ต้องเลื่อนการทำอากีเกาะฮ์(แกกะฮ์)ไปอีกวันหนึ่ง ลูกของดิฉันได้ทำอากีเกาะฮ์วันที่ 15 เพราะสายสะดือหลุดวันนั้น อย่างนี้เป็นเงื่อนไขการทำอากีเกาะฮ์ไหมค่ะ

ตอบ

ในเรื่องการทำอะกีเกาะฮ์ให้เด็กทารก ท่านนบีย์สั่งไว้เพียง 2 ประการคือ ให้ทำในวันที่เจ็ด(นับจากวันคลอด) และให้ทำอะกีเกาะฮ์ด้วยแพะหรือแกะ หากเป็นทารกเพศชายก็ให้เชือดแพะหรือแกะ 2 ตัว หากเป็นทารกเพศหญิงก็ให้เชือด 1 ตัว

ท่านนบีย์ไม่ได้สั่งเพิ่มเติมอีกเลยว่า จะต้องรอให้สายสะดือทารกหลุดก่อนจึงจะทำอะกีเกาะฮ์ได้,
หรือให้ทำอะกีเกาะฮ์ในวันคู่หรือวันคี่
 บรรดานักวิชาการก็ไม่มีผู้ใดกล้ากำหนดเงื่อนไขตามที่คุณเขียนมา เพราะพวกท่านรู้ดีว่า นั่นเป็นการอุตริ "ความเชื่อ" ขึ้นมาใหม่ในศาสนาซึ่งเป็นเรื่องต้องห้าม
เพราะฉะนั้น ผู้ที่กล้ากำหนดเงื่อนไขการทำอะกีเกาะฮ์เพิ่มเติมดังที่คุณเล่ามาจึงเป็นผลงานของผู้ถือ "ศาสนาคิด" ซึ่งไม่เคยสนใจข้อห้ามใดๆของท่านศาสดา นอกจากพยายามจะคิดทำอะไรขึ้นมาใหม่ให้เกินเลยจากคำสั่งของท่านศาสดา เพื่อสร้าง "ความขลัง" ให้แก่ตนเองในสายตาชาวบ้านเท่านั้นเองครับ ...

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2558

วิเคราะห์หะดีษ : ท่านนบีย์ฯทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเองหลังจากถูกแต่งตั้งเป็นนบีย์แล้ว

.
โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย




เกี่ยวกับหะดีษเรื่องท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้ทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเองหลังจากถูกแต่งตั้งเป็นนบีย์แล้ว และมีนักเขียนมุสลิมในประเทศไทยท่านหนึ่งวิจารณ์ว่า หะดีษบทนี้เป็นหะดีษมุงกัรฺ คืออ่อนมาก .. จึงนำมาอ้างเป็นหลักฐานเรื่องอนุญาตให้ผู้ซึ่งพ่อแม่มิได้ทำอะกีเกาะฮ์ให้ตอนเยาว์วัย แล้วเขามาทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเองเมื่อโตไม่ได้ ...
เรื่องนี้ มิใช่เรื่องแปลก, มิใช่เป็นความผิดของท่านผู้เขียนหนังสือเล่มนั้น, และท่านก็มิใช่บุคคลแรกที่กล่าววิจารณ์หะดีษบทนี้ในลักษณะนั้น .....
เพราะนักวิชาการยุคแรกๆจำนวนหลายท่าน ก็เคยวิจารณ์หะดีษนี้, ในลักษณะอย่างเดียวกันนี้, .. มาก่อนแล้วเช่นเดียวกัน ....
ท่านอัล-บัยฮะกีย์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 458) กล่าววิจารณ์ในหนังสือ “อัส-สุนัน อัล-กุบรอ” เล่มที่ 9 หน้า 300 ว่า หะดีษนี้ เป็นหะดีษมุงกัรฺ ..
.
ท่านอิหม่ามนะวะวีย์ (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ฮ.ศ. 631-676) ได้กล่าววิจารณ์ในหนังสือ “อัล-มัจญมั๊วะอฺ” เล่มที่ 8 หน้า 431 ว่า หะดีษนี้ มุงกัรฺ, และในหน้า 432 ว่า หะดีษนี้ บาฏิล คือเป็นโมฆะ ....
ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ฮ.ศ. 773-853) ได้กล่าวในหนังสือ “ฟัตหุ้ลบารีย์” เล่มที่ 9 หน้า 595 ว่า หะดีษนี้ ไม่แน่นอน ....
ท่านมุบาร็อก ปูรีย์ นักวิชาการหะดีษแห่งอินเดีย (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ฮ.ศ. 1283-1353) ได้กล่าวในหนังสือ “ตุห์ฟะตุ้ล อะห์วะซีย์” เล่มที่ 5 หน้า 116 ว่า หะดีษนี้ เฎาะอีฟ .....
นี่คือ ตัวอย่างคำวิจารณ์ของนักวิชาการยุคแรกๆ (และยุคหลังบางท่าน) ต่อหะดีษบทนี้ ...
แต่, ผมขอตั้งข้อสังเกตให้ท่านผู้อ่านทุกท่านรับทราบไว้ด้วยว่า ข้อวิจารณ์เกือบทั้งหมดข้างต้น พุ่งเป้าไปที่กระแสรายงาน “เพียงกระแสเดียว” จากสามกระแสของหะดีษนี้เท่านั้น
นั่นคือ กระแสของท่าน อับดุลลอฮ์ บิน มุหัรฺร็อรฺ, จากท่านเกาะตาดะฮ์, จากท่านอนัส บิน มาลิก ร.ฎ...
ถ้าหะดีษบทนี้ มีรายงานมาจากกระแสนี้เพียงกระแสเดียว ก็คงไม่มีข้อขัดแย้งใดๆในด้านความเป็นหะดีษมุงกัรฺของมัน ทั้งนี้ เพราะท่านอับดุลลอฮ์ บิน มุหัรฺร็อรฺ เป็นผู้รายงานหะดีษที่ถูกวิจารณ์ในด้านขาดความน่าเชื่อถือเป็นอย่างมาก ....
แต่ในความเป็นจริงแล้ว หะดีษบทนี้ - จากการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนของนักวิชาการ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านชัยคุลหะดีษ คือท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ ในหนังสือ “ฟัตหุ้ลบารีย์” เล่มที่ 9 หน้า 595, และท่านมุหัมมัด นาศิรุดดีน อัล-อัลบานีย์ ในหนังสือ “อัศ-เศาะหี้หะฮ์” เล่มที่ 6 หน้า 502 หรือหะดีษที่2726)) แล้ว -
ปรากฏว่า หะดีษบทนี้ มีการรายงานมาจากท่านอนัส บิน มาลิก ร.ฎ. รวม 3 กระแสด้วยกัน ...
และหนึ่งจาก 3 กระแสดังกล่าว ถือว่า เป็นกระแสรายงานที่ถูกต้อง ตามหลักวิชาการหะดีษอีกด้วย ......
และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมผู้ที่มีความรู้น้อยอย่างผมจึงกล้าขัดแย้งกับบรรดานักวิชาการหะดีษชั้นนำของโลกอิสลามดังที่ระบุนามมาข้างต้นใน “ข้อเท็จจริง”และ “สถานภาพ” ของหะดีษบทนี้ ( แม้กระทั่งกับท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ ผู้ได้รับสมญานามว่า เป็น “คัมภีร์หะดีษ” เองก็ตาม ) .....
เพราะว่า, .. ถึงแม้ท่านจะมีความเชี่ยวชาญเลอเลิศเป็นเอตทัคคะในวิชาการแขนงนี้สักปานใด แต่ท่านก็คือปุถุชนคนหนึ่ง จึงย่อมจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เสมอ ซึ่งผมจะได้อธิบายให้ท่านผู้อ่านได้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ในตอนหลัง อินชาอัลลอฮ์
สายรายงานสองกระแสแรกของหะดีษบทนี้ เป็นสายรายงานที่เฎาะอีฟ, แต่สายรายงานของกระแสที่สาม เป็นสายรายงานที่เศาะเหี๊ยะฮ์ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ....
กระแสที่หนึ่ง
ท่านอนัส บิน มาลิก ร.ฎ. ได้รายงานมาว่า ......
اِنَّ النَّبِيَّ صَلَّي اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَـقَّ عَنْ نَفْسِهِ بَعْدَ مَـا بُعِثَ نَبِيًّـا

“แท้จริง ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้ทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวของท่านเอง หลังจากท่านถูกแต่งตั้งเป็นนบีย์แล้ว” ....
(บันทึกโดย ท่านอับดุรฺ ร็อซซาก ในหนังสือ “อัล-มุศ็อนนัฟ” เล่มที่ 4 หน้า 32, หรือหะดีษที่7960, ท่านอิบนุหิบบาน ในหนังสือ “อัฎ-ฎุอะฟาอฺ” เล่มที่ 2 หน้า 33, ท่านอัล-บัซซารฺในหนังสือ “อัล-มุสนัด” เล่มที่ 2 หน้า 74, และท่านอัล-บัยฮะกีย์ ในหนังสือ “อัส-สุนัน อัล-กุบรอ” เล่มที่ 9 หน้า 300) .....
สายรายงานของหะดีษข้างต้น มีดังต่อไปนี้ .....
1. อับดุรฺ ร็อซซาก และผู้บันทึกหะดีษท่านอื่นๆ
2. อับดุลลอฮ์ บิน มุหัรฺร็อรฺ
3. เกาะตาดะฮ์ อิบนุ ดิอามะฮ์
4. อนัส บิน มาลิก ร.ฎ.
5. ท่านรอซุ้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม
กระแสรายงานข้างบนนี้ถูกวิจารณ์ว่า เป็นกระแสรายงานที่มุงกัรฺหรืออ่อนมากจากนักวิชาการหลายท่าน ดังที่ผมได้ระบุนามไปแล้วข้างต้น,.. ซึ่งจุดบกพร่องของมันก็คือ ท่านอับดุลลอฮ์ บิน มุหัรฺร็อรฺ (หมายเลข 2) ......
ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ ได้กล่าววิจารณ์ท่านอับดุลลอฮ์ผู้นี้ในหนังสือ “อัต-ตักรีบ” เล่มที่ 1 หน้า 445 ว่า “มัตรูก” .. คือ ถูกเมิน หรืออ่อนมาก .....
ท่านอัส-ษะฮะบีย์ ได้อ้างคำพูดของท่านบุคอรีย์ที่กล่าววิจารณ์ท่านอับดุลลอฮ์ บิน มุหัรฺร็อรฺมาระบุในหนังสือ “อัล-กาชิฟ” เล่มที่ 2 หน้า 110-111 ว่า “เขาเป็นผู้รายงานประเภท มุงกัรฺ อัล-หะดีษ .. ซึ่งก็มีความหมายคล้ายๆหรืออยู่ในระดับเดียวกับคำว่า มัตรูก นั่นเอง ...
และในหนังสือ “มีซาน อัล-เอี๊ยะอฺติดาล” เล่มที่ 2 หน้า 500-501 ท่านอัส-ษะฮะบีย์ก็ได้ตีแผ่รายนามนักวิชาการที่กล่าววิจารณ์ท่านอับดุลลอฮ์ บิน มุหัรฺร็อรฺ พร้อมด้วยตัวอย่างหะดีษต่างๆที่มีนามของท่านผู้นี้เป็นผู้ร่วมรายงานด้วย ซึ่งเกือบทุกบท เป็นหะดีษเฎาะอีฟ .....
สรุปแล้ว กระแสรายงานที่ 1 ของหะดีษเรื่องท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้ทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเองหลังจากเป็นนบีย์แล้ว จึงเป็นกระแสรายงานที่อ่อนมาก .... ถูกต้องดังการวิจารณ์ของบรรดานักวิชาการหะดีษและนักเขียนมุสลิมท่านนั้น ....
กระแสที่สอง
ข้อความของหะดีษบทนี้จากกระแสที่สอง ก็เหมือนกับข้อความของกระแสที่หนึ่ง แต่มีสายรายงานดังต่อไปนี้ .....
1. อบู อัช-ชัยค์ (ชื่อจริงคือ หัยวาน บิน คอลิด)
2. อิสมาอีล บิน มุสลิม อัล-มักกีย์
3. เกาะตาดะฮ์ อิบนุ ดิอามะฮ์
4. .......................
5. ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม,
( โปรดดูหนังสือ “ฟัตหุ้ล บารีย์” ของท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ เล่มที่ 9 หน้า 595).....
สายรายงานนี้ ถือว่าเป็นสายรายงานที่เฎาะอีฟหรืออ่อน เพราะมีข้อบกพร่อง 2 ประการ คือ .......
(1) ท่านอิสมาอีล บิน มุสลิม อัล-มักกีย์ (ลำดับที่ 2) เป็นผู้รายงานที่เฎาะอีฟ ....
(โปรดดู “อัต-ตักรีบ” เล่มที่ 1 หน้า 74, และ “อัล-กาชิฟ” เล่มที่ 1 หน้า 78) ....
ท่านอบู หาติม อัรฺ-รอซีย์ (ชื่อจริงคือ ท่านมุหัมมัด บิน อิดริส, สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 277) ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ถือว่า มีความเคร่งครัดในเรื่องประวัติผู้รายงานหะดีษ ได้กล่าววิจารณ์ท่านอิสมาอีล บิน มุสลิม ผู้นี้ในหนังสือ “อัล-ญัรฺห์ วัต-ตะอฺดีล” เล่มที่ 2 หน้า 199 ว่า ....
وَاِسْمَاعِيْلُ هُوَ ضَعِيْفُ الْحَدِيْثِ, لَيْسَ بِمَتْرُوْكٍ , يُكْتَبُ حَدِيْثُـهُ ...
“และอิสมาอีลผู้นี้ เป็นผู้รายงานหะดีษที่เฎาะอีฟ, (แต่)ไม่ถึงกับถูกเมิน, หะดีษของเขา สามารถนำมาพิจารณา ( คือ ใช้ส่งเสริมหรือยืนยันหะดีษกระแสอื่น ) ได้”
ข้อความดังกล่าวนี้แสดงว่า แม้ท่านอิสมาอีล บินมุสลิม จะเป็นผู้รายงานที่เฎาะอีฟก็จริง แต่ก็ยังเฎาะอีฟน้อยกว่าท่านอับดุลลอฮ์ บิน มุหั้รฺร็อรฺของกระแสแรก ....
(2) หะดีษกระแสนี้ มีการรายงานในลักษณะ “มุรฺซัล” คือ ข้ามขั้นตอน .....
ท่านเกาะตาดะฮ์ อิบนุ ดิอามะฮ์ เป็นตาบิอีนหรือคนในยุคหลังจากเศาะหาบะฮ์ (สิ้นชีวิตประมาณปี ฮ.ศ. 117 หรือ 118 ) จึงไม่ทันเจอกับท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม แต่อ้างการรายงานมาจากท่านรอซู้ล ฯ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ...
ผลงานการอ้างข้ามขั้นตอนดังกล่าว มิได้เกิดจากท่านเกาะตาดะฮ์ซึ่งเป็นผู้ที่เชื่อถือได้, แต่เข้าใจว่า น่าจะเป็นผลงานของท่านอิสมาอีล บิน มุสลิม อัล-มักกีย์ ซึ่งแอบอ้างหะดีษบทนี้มาจากท่านอับดุลลอฮ์ บิน มุหัรฺร็อรฺ แล้วโยนกลองไปหาท่านเกาะตาดะฮ์อีกทีหนึ่ง .. ดังการกล่าวหาของท่านอับดุรฺ ร็อซซาก .. จากการบันทึกของท่านอิบนุหะญัรฺใน “ฟัตหุ้ลบารีย์” เล่มที่ 9 หน้า 595 .....
กระแสที่ 3.
ท่านอนัส บิน มาลิก ร.ฎ. ได้กล่าวว่า ....
اِنَّ النَّبِيَّ صَلَّي اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عَقَّ عَنْ نَفْسِهِ بَعْدَ مَا جَاءَتْـهُ النُّبُوَّةُ

“แท้จริง ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้ทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวท่านเอง หลังจากถูกแต่งตั้งเป็นนบีย์แล้ว” ....
(บันทึกโดย ท่านอัฏ-เฏาะหาวีย์ในหนังสือ “มุชกิล อัล-อาษารฺ” เล่มที่ 1 หน้า 315 หรือหะดีษที่ 1093, ท่านอิบนุ หัสม์ ในหนังสือ “อัล-มุหั้ลลา” เล่มที่ 7 หน้า 528, ท่านอัฏ-ฏ็อบรอนีย์ในหนังสือ “อัล-มุอฺญัม อัล-เอาซัฏ” หะดีษที่ 976, ท่านอัฎ-ฎิยาอ์ อัล-มุก็อดดิซีย์ ในหนังสือ “อัล-อะหาดีษ อัล-มุขตาเราะฮ์” หะดีษที่ 71, และท่านอบู อัช-ชัยค์ ในหนังสือ “อัล-อะฎอฮีย์” ดังการอ้างอิงของท่านอัล-อัลบานีย์ในหนังสือ “อัศ-เศาะหี้หะฮ์” เล่มที่ 6 หน้า 502, และท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-อัศเกาะลานีย์ จากหนังสือ “ฟัตหุ้ลบารีย์” เล่มที่ 9 หน้า 595) ..
สายรายงานของหะดีษกระแสนี้ มีดังนี้ .....
1. อัฏ-เฏาะหาวีย์ และผู้บันทึกท่านอื่นๆ
2. อัล-หะซัน บิน อับดุลลอฮ์ บิน มันศูรฺ จากการบันทึกของท่านอัฏ-เฏาะหา วีย์, .... อบูบักร์ อัล-มุสตะมิลีย์ จากการบันทึกของท่านอบู อัช-ชัยค์, และ อัมรฺ บิน มุหัมมัด อัน-นากิด จากการบันทึกของท่านอิบนุหัสม์ ...
3. อัล-ฮัยษัม บิน ญะมีล
4. อับดุลลอฮ์ บิน อัล-มุษันนา บิน อับดุลลอฮ์ บิน อนัส บิน มาลิก ร.ฎ.
5. ษุมามะฮ์ บิน อับดุลลอฮ์ บิน อนัส บิน มาลิก ร.ฎ.
6. อนัส บิน มาลิก ร.ฎ.
7. ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม
สายรายงานของหะดีษนี้ ถือว่าเป็นสายรายงานที่ถูกต้อง, ... บุคคลตั้งแต่ลำดับที่ 4 ลงมา ล้วนเป็นผู้รายงานที่ท่านบุคอรีย์เชื่อถือและยอมรับในหนังสือ “อัศ-เศาะเหี๊ยะฮ์” ของท่าน,. ส่วนท่านอัล-ฮัยษัม บิน ญะมีล แม้จะมิใช่เป็นผู้รายงานของท่านบุคอรีย์ แต่ท่านก็เป็นผู้รายงานหะดีษที่ได้รับความเชื่อถือ ( ษิเกาะฮ์) เช่นเดียวกัน ....
( โปรดดูหนังสือ “อัต-ตักรีบ” เล่มที่ 2 หน้า 326, และหนังสือ “อัล-กาชิฟ” เล่มที่ 3 หน้า 202 ) ....
ท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-อัศเกาะลานีย์ ได้นำเอาหะดีษบทนี้จากทุกกระแส มาวิเคราะห์ในหนังสือ “ฟัตหุ้ล บารีย์” เล่มที่ 9 หน้า 595 .... ( ซึ่งผมจะขออธิบายแบบสรุปในบางตอนเพื่อความกระชับและเข้าใจง่ายขึ้น ) ดังต่อไปนี้ .....

ثَانِيْهِمَا : مِنْ رِّوَايَةِ اَبِيْ بَكْرٍ الْمُسْتَمِلِيِّ عَنِ اْلهَيْثَمِ بْنِ جَمِيْلٍ وَدَاوُدَ بْنِ الْمُحَبَّرِ قَالاَ : حَدَّثَنَاعَبْدُاللَّـهِ بْنُ الْمُثَنَّي عَنْ ثُمَامَةَ عَنْ اَنَسٍ، وَدَاوُدُ ضَعِيْفٌ، لَكِنِ الْهَيْثَمُ ثِقَـةٌ، وَعَبْدُاللَّـهِ مِنْ رِجَالِ الْبُخَارِىِّ، فَالْحَدِيْثُ قَوِىُّ اْلإِ سْنَادِ، وَقَدْ اَخْرَجَهُ مُحَمَّدُ بْنُ عَبْدِ الْمَلِكِ عَنْ عَمْرٍوالنَّاقِدِ، وَاَخْرَجَهُ الطَّبْرَانِيُّ فِي ( اْلاَوْسَطِ ) عَنْ اَحْمَدَ بْنِ مَسْعُوْدٍ كِلاَ هُمَا عَنِ الْهَيْثَمِ بْنِ جَمِيْلٍ وَحْدَهُ بِهِ فَلَوْلاَ مَافِيْ عَبْدِ اللَّـهِ بْنِ الْمُثَنَّي مِنَ الْمَقَالِ لَكَانَ هَذَاالْحَدِيْثُ صَحِيْحًا...... .
“ กระแสที่สองจากสองกระแสของหะดีษนี้ (จากการบันทึกของท่านอบู อัช-ชัยค์) มาจากการรายงานของท่านอบูบักรฺ อัล-มุสตะมิลีย์ ... ซึ่งรายงานมาจากท่าน อัล-ฮัยษัม บิน ญะมีล และท่านดาวูด บิน อัล-มุหับบัรฺ, โดยทั้ง 2 ท่านนั้นกล่าวว่า : ท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัล-มุษันนาได้กล่าวกับเราโดยรายงานมาจาก ท่านษุมามะฮ์ บิน อนัส ....... ท่านดาวูด บิน อัล-มุหับบัรฺ เป็นผู้รายงานที่เฎาะอีฟ แต่ท่านอัล-ฮัยษัม เป็นผู้ที่เชื่อถือได้, และท่านอับดุลลอฮ์(บิน อัล-มุษันนา) ก็เป็นผู้รายงานของท่านบุคอรีย์ ดังนั้น หะดีษนี้จึงถือว่า มีสายรายงานแข็งแรง, (ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์กล่าวต่อไปว่า) ..ท่านมุหัมมัด บิน อับดุลมะลิก ได้บันทึกหะดีษนี้มาจากท่านอัมรฺ อัน-นากิด .. และท่านอัฏ-ฏ็อบรอนีย์ ก็ได้บันทึก(หะดีษนี้)ในหนังสือ “อัล-มุอฺญัม อัล-เอาซัฏ” มาจากท่านอะห์มัดบิน มัสอูด, ซึ่งแต่ละท่านจากทั้งสองนั้น (ท่านอัมรฺและท่านอะห์มัด) ได้รายงานหะดีษนี้มาจากท่านอัล-ฮัยษัม บิน ญะมีล ตามลำพัง.. (คือ ไม่มีชื่อท่านดาวูด บิน อัล-มุหับบัรฺร่วมรายงาน) ด้วย, ซึ่งถ้าไม่เพราะข้อวิจารณ์เกี่ยวกับตัวท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัล-มุษันนาแล้ว หะดีษบทนี้ก็จะเป็นหะดีษที่ถูกต้อง (เศาะเหี๊ยะฮ์) .....
สรุปคำวิจารณ์ของท่านอิบนุหะญัรฺก็คือ “จุดอ่อน” ของหะดีษกระแสนี้ อยู่ที่ท่าน อับดุลลอฮ์ บิน อัล-มุษันนา ..
ผมจึงขออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานภาพของท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัล-มุษันนาให้ท่านผู้อ่านรับทราบพอเป็นสังเขปครับ ....

แม้ว่า, ท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัล-มุษันนาผู้นี้จะเป็นผู้รายงานที่ท่านบุคอรีย์ยอมรับ แต่นักวิชาการหะดีษท่านอื่นๆก็มีมุมมองที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับตัวท่าน ... คือ นักวิชาการบางส่วนให้ความเชื่อถือ และบางส่วนก็ไม่ให้ความเชื่อถือ ......
( ดูรายละเอียดเกี่ยวกับข้อวิจารณ์ท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัล-มุษันนาได้จากหนังสือ “มีซาน อัล-เอี๊ยะอฺติดาล” เล่มที่ 2 หน้า 499-500, และหนังสือ “ตะฮ์ซีบุต-ตะฮ์ซีบ” เล่มที่ 5 หน้า 338-339 ) ...

ซึ่งท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์เอง, ... หลังจากได้ตีแผ่รายนามนักวิชาการ - ทั้งที่ให้ความเชื่อถือและไม่ให้ความเชื่อถือต่อท่านอับดุลลอฮ์ บินอัล-มุษันนา - แล้ว ท่านอิบนุหะญัรฺ ก็กล่าวสรุปว่า ....
فَهَذَا مِنَ الشُّيُوْخِ الَّذِيْنَ اِذَاانْفَرَدَ اَحَدُهُمْ بِالْحَدِيْثِ لَمْ يَكُنْ حُجَّـةً
“ และนี่ (หมายถึงท่านอับดุลลอฮ์ บินอัล-มุษันนา) คือหนึ่งจากบรรดาผู้รายงานหะดีษที่หากเขารายงานหะดีษบทใดมาเพียงลำพังแล้ว หะดีษนั้นก็ไม่อาจจะนำมาเป็นหลักฐานได้” ....
(จาก “ฟัตหุ้ล บารีย์” เล่มที่ 9 หน้า 595)......

สรุปแล้ว หะดีษเรื่องท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเองหลังจากถูกแต่งตั้งเป็นนบีย์แล้ว -- แม้กระทั่งจากกระแสรายงานที่ 3 .. คือกระแสของท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัล-มุษันนา ที่รายงานมาจากท่าน ษุมามะฮ์ บิน อับดุลลอฮ์ ผู้เป็นลุงก็ตาม -- ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ถือว่า ในทัศนะของท่าน คือหะดีษเฎาะอีฟ, นำมาอ้างเป็นหลักฐานไม่ได้ ....
จุดนี้เองที่ผมมองว่า น่าจะเป็น “จุดพลาด” ของท่านอิบนุหะญัรฺในกรณีนี้ (ขออัลลอฮ์โปรดอภัยแก่ท่านด้วย) .....

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นนี้ มีดังต่อไปนี้ ......
ท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัล-มุษันนา หนึ่งในผู้รายงานหะดีษกระแสที่สามนี้ ได้รายงานหะดีษนี้มาจากลุงของท่าน - คือ ท่าน ษุมามะฮ์ - ผู้เป็นพี่ชายของท่านอัล-มุษันนา บิดาของท่าน ...
ทั้งท่านษุมามะฮ์และท่านอัล-มุษันนา เป็นบุตรของท่านอับดุลลอฮ์ ... และท่านอับดุลลอฮ์ ก็เป็นบุตรชายของท่านอนัส บินมาลิก ร.ฎ. ...
ท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัล-มุษันนา จึงเป็น “เหลนปู่” ของท่านอนัส บิน มาลิก ร.ฎ. ...

อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัล-มุษันนา เป็นผู้รายงานของท่านบุคอรีย์, แม้ว่าจะมีนักวิชาการบางท่านไม่ให้ความเชื่อถือ แต่ก็เป็นการไม่เชื่อถือในภาพรวม, .. แตกต่างกับท่านบุคอรีย์ที่มองท่านอับดุลลอฮ์ผู้นี้อย่างเป็นกลาง ... คือท่านจะไม่ไม่เน้นหนักข้างฝ่ายใดในระหว่างผู้ที่ยอมรับและไม่ยอมรับ, .. ทั้งๆที่ท่านก็ได้ชื่อว่า เป็นผู้เข้มงวดในเรื่องการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้รายงานหะดีษมากที่สุด ยิ่งกว่าผู้บันทึกหะดีษท่านอื่นๆ ........
ท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์เอง ได้เสนอมุมมองของท่านบุคอรีย์เกี่ยวกับท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัล-มุษันนาไว้ในอารัมภบท หรือ “มุก็อดดิมะฮ์” ของหนังสือฟัตหุ้ลบารีย์ ... นั่นคือหนังสือ “ฮัดยุส-ซารีย์” หน้า 416 มีข้อความว่า .......
عَبْدُ اللَّـهِ بْنُ الْمُثَنَّى بْنِ عَبْدِ اللَّـهِ بْنِ اَنَسِ بْنِ مَالِكٍ.... قُلْتُ : لَمْ أَرَالْبُخَارِىَّ إحْتَجَّ بِـهِ اِلاَّ فِيْ رِوَايَتِـهِ عَنْ عَمِّـهِ ثُمَامَةَ، فَعِنْدَهُ عَنْـهُ أَحَادِيْثُ ..
“อับดุลลอฮ์ เป็นบุตรของอัล-มุษันนา , อัล-มุษันนาเป็นบุตรของอับดุลลอฮ์, อับดุลลอฮ์เป็นบุตรของท่านอนัส บิน มาลิก ร.ฎ. ............. ฉันไม่เคยเห็นว่าท่านบุคอรีย์จะอ้างหรือยอมรับท่านอับดุลลอฮ์ผู้นี้ เว้นแต่ในกรณีที่เขารายงานหะดีษใดมาจากลุงของเขา คือ ท่านษุมามะฮ์ เท่านั้น, ... ซึ่งท่านบุคอรีย์ก็มีบันทึกหะดีษที่ท่านอับดุลลอฮ์ได้รายงานมาจากคุณลุง คือท่านษุมามะฮ์ ไว้หลายหะดีษด้วยกัน” .....
ความหมายของคำกล่าวข้างต้นนี้ก็คือ ท่านบุคอรีย์ถือว่า หากหะดีษใดที่ท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัล-มุษันนา รายงานมาจากลุงของท่าน คือ ท่านษุมามะฮ์ ท่านบุคอรีย์ก็จะยอมรับหะดีษนั้นเป็นหลักฐานได้โดยตรง, แต่ถ้าเป็นการรายงานมาจากบุคคลอื่น ท่านก็จะไม่ยอมรับ เว้นแต่จะต้องมีการรายงานสอดคล้องหรือยืนยันมาจากผู้รายงานท่านอื่นอีกทีหนึ่ง ....
นี่คือ ข้อเท็จจริงที่ท่านอิบนุ หะญัรฺได้บันทึกไว้ในหนังสือ “ฮัดยุส-ซารีย์” ...
และในหนังสือ “อัศ-เศาะเหี๊ยะฮ์” ของท่านบุคอรีย์ ก็มีหะดีษซึ่งท่านอับดุลลอฮ์ ได้รายงานมาจากท่านษุมามะฮ์ อยู่หลายหะดีษด้วยกัน..... และบรรดานักวิชาการต่างก็ยอมรับเป็นเอกฉันท์ว่า เป็นสายรายงานและเป็นหะดีษที่เศาะเหี๊ยะฮ์ จากการบันทึกของท่านบุคอรีย์ทั้งสิ้น ...
เท่าที่ผมได้ตรวจสอบดูแล้ว ปรากฏว่า หะดีษต่างๆที่ท่านบุคอรีย์ได้บันทึกไว้ในหนังสือ “อัศ-เศาะเหี๊ยะฮ์” จากการรายงานของ ท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัล-มุษันนา, จากท่านษุมามะฮ์ บิน อับดุลลอฮ์, จากท่านอนัส บิน มาลิก ร.ฎ. ซึ่งเป็นกระแสรายงานเดียวกันกับหะดีษกระแสที่ 3 เรื่องท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้ทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเองฯ ที่ผมกำลังวิเคราะห์อยู่นี้ ก็คือ หะดีษที่ 1448, 1450, 1451, 1453, 1454, 1455, 1487, 3106, 5878, 6955 .....
เพื่อความชัดเจนยิ่งขึ้น ผมจึงขอนำ “สายรายงาน” ของหะดีษต่างๆที่ท่านบุคอรีย์ได้บันทึกไว้ตามหมายเลขหะดีษข้างต้น มาให้อ่านกันดังนี้ ....
حَـدَّثَنَا مُحَمَّدُ بْنُ عَبْدِ اللَّـهِ: قَالَ حَـدَّثَنِيْ اَبِيْ، قَالَ حَـدَّثَنِيْ ثُمَامَةُ اَنَّ اَنَسًا رَضِيَ اللَّـهُ عَنْهُ حَـدَّثَهُ اَنَّ ........
“ท่านมุหัมมัด บิน อับดุลลอฮ์ได้บอกเรา (บุคอรีย์), ... โดยท่านกล่าวว่า บิดาของฉัน (คือ ท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัล-มุษันนา) ได้บอกฉันว่า ท่านษุมามะฮ์ (บิน อับดุลลอฮ์) ได้บอกว่า ท่าน-อนัส บิน มาลิก ร.ฎ. ได้บอกว่า แท้จริง .......... (แล้วเป็นข้อความของหะดีษ)” ....
จะเห็นได้ว่า สายรายงานนี้ของท่านบุคอรีย์ ก็คือ “สายรายงานเดียวกัน” กับหะดีษกระแสที่ 3 เรื่องท่านนบีย์ทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเองข้างต้นนั่นเอง ...
หะดีษ 2 บท ... ที่มี “สายรายงานเดียวกัน” และถูกต้องตามเงื่อนไขท่านบุคอรีย์ ... ตามข้อเท็จจริงแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไปหุก่มว่า บทหนึ่งเป็นหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ และอีกบทหนึ่งเป็นหะดีษเฎาะอีฟ .......
เพราะฉะนั้น สรุปแล้ว หะดีษที่ว่า ... “ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้ทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเองหลังจากถูกแต่งตั้งเป็นนบีย์แล้ว” - จากกระแสที่สาม - ในทัศนะของผม ถือว่า เป็นหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ (ถูกต้อง) โดยปราศจากข้อสงสัย เพราะสายรายงานของมันถูกต้อง ตรงตามตามเงื่อนไขของท่านบุคอรีย์ทุกอย่าง วัลลอฮุ อะอฺลัม ...
หมายเหตุ.
ผมเข้าใจว่า ตอนที่ท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ กำลังวิเคราะห์หะดีษบทนี้ในหนังสือ “ฟัตหุ้ล บารีย์” แล้วท่านก็สรุปว่าเป็นหะดีษเฎาะอีฟนั้น ท่านคงจะลืมนึกถึงอย่างสนิทในข้อสังเกตที่ท่านได้เขียนไว้เองในหนังสือ“ฮัดยุส-ซารีย์” เกี่ยวกับมุมมองของท่านบุคอรีย์ที่มีต่อลักษณะการรายงานของท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัล-มุษันนา, ... เพราะมิฉะนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่ท่านจะตัดสินว่า หะดีษนี้เป็นหะดีษเฎาะอีฟ ... ในเมื่อสายรายงานของมันเป็นสายรายงานที่ถูกต้องในทัศนะของท่านบุคอรีย์, ... ตรง ตามข้อสังเกตของท่านทุกอย่าง .....
และ .. แม้ท่านอิบนุ หะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ จะได้กล่าวไว้ในตอนหลังว่า ถ้าสมมุติว่าหะดีษบทนี้ถูกต้อง ก็อาจเป็นไปได้ว่า เรื่องนี้ เป็นเรื่องเฉพาะตัว (خُصُوْصِيَّةٌ) ของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมเท่านั้น, ...
เรื่องนี้ ผมถือว่า เป็นมุมมองส่วนตัวของท่าน ที่ “อาจจะ” ถูกต้องก็ได้ ...
แต่ถ้าหากเราไปพิจารณาดูมุมมองของนักวิชาการท่านอื่นๆดูบ้าง อาทิเช่น ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์, ท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุ หัมบัล, ท่านมุหัมมัด บินซีรีน, ท่านหะสัน อัล-บัศรีย์ ฯลฯ ก็จะพบว่า บรรดานักวิชาการเหล่านี้ไม่ถือว่า กรณีดังกล่าวในหะดีษ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม, ..... หากแต่เป็นบทบัญญัติที่ประชาชาติมุสลิมทั่วไปสามารถนำมาปฏิบัติได้, ... เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานใดที่จะมาบ่งชี้ว่า เรื่องนี้เป็นเพียงเรื่องเฉพาะตัวของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ดังมุมมองของท่านอิบนุ หะญัรฺ .....
ด้วยเหตุนี้ นักวิชาการส่วนใหญ่ (ยกเว้นท่านอิหม่ามมาลิก) จึงมีทัศนะว่า วันเวลาที่ประเสริฐที่สุดและดีที่สุดในการทำอะกีเกาะฮ์ก็คือวันที่เจ็ด, แต่หากไม่พร้อม ก็อาจยืดระยะเวลาออกไปได้อีก โดยท่านอิหม่ามอะห์มัดกล่าวว่า ให้ไปทำในวันที่ 14 หรือวันที่ 21 ก็ได้, ส่วนท่านอิหม่ามชาฟิอีย์กล่าวว่า อนุโลมให้ยืดระยะเวลาออกไปจนเด็กคนนั้นบรรลุศาสนภาวะ, และเมื่อเขาบรรลุศาสนภาวะแล้ว ก็ไม่อนุญาตให้ผู้ใดทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่เขาอีก, แต่หากเขาต้องการจะทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเอง (เหมือนที่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมเคยทำ) ก็เป็นที่อนุญาต ...
ส่วนท่านอิหม่ามมาลิก มีทัศนะว่า การทำอะกีเกาะฮ์ จะต้องทำภายในวันที่เจ็ดนับจากวันที่ทารกคลอดออกมา หากหลังจากนั้น ก็ไม่มีสุนนะฮ์ให้ทำอีก ....
ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ ได้กล่าวในหนังสือ “อัส-สุนัน” ของท่าน ตอนท้ายของหะดีษที่ 1522 มีใจความว่า .. บรรดานักวิชาการเห็นชอบที่จะให้มีการเชือดอะกีเกาะฮ์ให้แก่เด็กทารกในวันที่ 7, ถ้าหากว่าไม่พร้อมในวันที่ 7 ก็ให้เชือดในวันที่ 14, หากยังไม่พร้อมอีก ก็ให้เชือดในวันที่ 21 ...
(โปรดดูรายละเอียดของข้อมูลเกี่ยวกับทัศนะต่างๆเหล่านี้ ได้จากหนังสือ “มะซาอิลอิหม่ามอะห์มัด อิบนุ หัมบัล” ... จากการบันทึกของท่านศอลิห์ บุตรชายของท่าน หมายเลข 621, ... หนังสือ “ฟัตหุ้ล บารีย์” เล่มที่ 9 หน้า 594-595, ... และหนังสือ “นัยลุ้ล เอาฏ็อรฺ” เล่มที่ 5 หน้า225 เป็นต้น ) .....
สรุปแล้ว นักวิชาการส่วนใหญ่มีทัศนะว่า คำสั่งให้เชือดอะกีเกาะฮ์ในวันที่เจ็ดตามที่มีระบุในหะดีษบางบทนั้น มิใช่เป็นข้อบังคับ, แต่ถือเป็นเวลาที่ดีเลิศเท่านั้น, หากไม่พร้อม ก็สามารถที่จะเลื่อนเวลาออกไปได้ตามความเหมาะสม, ... แม้กระทั่งหากว่า ผู้ใดไม่เคยมีใครทำอะกีเกาะฮ์ให้ตอนเพิ่งคลอด ก็อนุญาตให้แก่ผู้นั้นทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเองได้ ดังกล่าวมาแล้ว .....
ท่านอิบนุ อบีย์ชัยบะฮ์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ “อัล-มุศ็อนนัฟ” เล่มที่ 5 หน้า 530 ด้วยสายรายงานที่ถูกต้องจากท่านมุหัมมัด บิน ซีรีน (เป็นตาบิอีน, สิ้นชิวิตปี ฮ.ศ. 110) ซึ่งกล่าวว่า ..
لَوْ اَعْلَمُ اَنَّـهُ لَمْ يُعَـقَّ عَنِّـيْ لَعَقَقْتُ عَنْ نَفْسِيْ
“สมมุติถ้าฉันรู้ว่า ยังไม่เคยมีใครทำอะกีเกาะฮ์ให้ฉันละก็ ฉันก็จะทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวฉันเองอย่างแน่นอน”....
และท่านอิบนุ หัสม์ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ “อัล-มุหั้ลลา” เล่มที่ 7 หน้า 528 ด้วยสายรายงานที่หะสัน (สวยงาม) จากท่านหะสัน อัล-บัศรีย์ (เป็นตาบิอีน, สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 110) ซึ่งกล่าวว่า .....
اِذَا لَمْ يُعَـقَّ عَنْكَ فَعُـقَّ عَنْ نَفْسِـكَ
“ หากว่ายังไม่เคยมีใครทำอะกีเกาะฮ์ให้ท่าน ก็ให้ท่านทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวท่านเอง” ....

สรุป.
เมื่อได้พิจารณาข้อมูลต่างๆจากหะดีษที่รายงานมาเกี่ยวกับเรื่องการทำอะกีเกาะฮ์อย่างละเอียดแล้ว ผมจึงมีความเห็นว่า ทัศนะของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ น่าจะเป็นทัศนะที่ถูกต้องที่สุด ...
นั่นคือ การทำอะกีเกาะฮ์ในวันที่เจ็ด มิใช่เป็นข้อบังคับ, แต่ถือเป็นเวลาที่ดีเลิศ (อัฟฎ็อล) คือ ... หากมีความพร้อมก็จะเป็นการดีที่สุดที่จะทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ทารกในวันที่เจ็ดนับจากวันที่เขาคลอดออกมา, แต่หากไม่พร้อม ก็อนุโลมให้ยืดเวลาต่อไปได้จนกว่าจะพร้อม และหากเมื่อใดเขาโตขึ้นโดยยังมิได้ทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่เขาขณะยังเล็กอยู่ ก็ให้เขาทำอะกีเกาะฮ์ให้แก่ตัวเองได้ ... ตามนัยของหะดีษข้างต้นนี้ ....

วัลลอฮุ อะอฺลัม ...


วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การเก็บเงินไว้สำหรับกุรบานหนึ่งตัวตั่งแต่ต้นปีจนถึงวันที่เชือด



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม

ถ้าเราเก็บเงินไว้สำหรับกุรบานหนึ่งตัวตั่งแต่ต้นปีจนถึงวันที่เชือดถือว่าเป็นกุรบานบนบานหรือไม่? และหากครอบครัวนึงมี 8 คน วัวหนึ่งตัวสามาถทำได้ทั้งครอบครัวหรือว่าได้แค่7ส่วน

ตอบ
 "ความตั้งใจ" กับ "การบนบาน" ไม่เหมือนกันครับ ถ้าเราเพียงแต่ตั้งใจว่าจะพยายามเก็บรวบรวมเงินในปีนี้ให้ครบแล้วจะซื้อแพะทำกุรฺบานหนึ่งตัว อย่างนี้เป็นแค่ความตั้งใจ กุรฺบานที่ทำก็เป็นเพียงกุรฺบานสุนัต แต่สมมุติถ้าลูกชายเราจะจับสลากทหารแล้วเรากล่าวว่า "เพื่ออัลลอฮ์ หากลูกชายฉันผ่านพ้นจากการเป็นทหารฉันจะซื้อแพะทำกุรฺบานหนึ่งตัว" อย่างนี้เป็นการบนบาน หากบังเอิญลูกชายเราจับได้สลากดำจริงๆ ก็วายิบเราจะต้องซื้อแพะมาทำกุรฺบาน อันถือเป็นกุรฺบานวายิบครับ ...

สำหรับส่วนของกุรบานที่เป็นวัว ถ้าเป็นการ "ลงหุ้นเงิน" ของบุคคล ไม่ว่าในครอบครัวหรือนอกครอบครัวก็ได้แค่ 7 ส่วนครับ ...

เป็นกุรบานบนบานหรือไม่?


ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย
คำถาม

ดิฉันมีปัญหาว่าเป็นสัตว์กุรบานบนบานหรือเปล่า? คือ เมื่อปีที่แล้วครอบครัวได้เชื่อดสัตว์กุรบาน เป็นวัวหนึ่งตัว วัวตัวนี้ในปีก่อนโน้น พ่อบ้านได้ซื้อวัวตัวนั้นมาเพื่อเชื่อดกุรบาน แต่ปรากฏว่าอายุวัวตัวนั้นไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดให้เชือดได้ จึงต้องรอมาเชือดในปีถัดไปคือปีที่แล้ว แต่ปรากฎว่า โต๊ะครู โต๊ะละไบแถวนั้น บอกว่า วัวตัวนั้นเป็นกุรบานบนบาน ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งเจ็ด จึงไม่สามารถรับประทานเนื้อกุรบานนั้นได้ อยากทราบว่าจากข้อเท็จจริงข้างต้นถือเป็นกุรบานบนบานหรือไม่ ค่ะ

ตอบ
 เราจะรู้ว่าเป็นกุรฺบ่านสุนัตตามปกติหรือกุรฺบ่านบนบานซึ่งเป็นกุรฺบ่านวายิบ ก็ต้องสอบถามผู้ทำกุรฺบ่านเองซิครับว่า เขาบนบานอะไรไว้หรือเปล่า หากเขาบนบานไว้จริง คำตอบของโต๊ะครูก็ถูกต้อง คือห้ามเจ้าของกุรฺบานรับประทานเนื้อกุรฺบ่านที่วายิบ(จากการบนบาน) ครับ วัลลอฮุ อะอฺลัม

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ซุนนะฮ์ในการแจกเนื้อกุรฺบานคือ แจกเนื้อสด




ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม
ผมจะทำกุรบ่าน แพะ 1ตัว (ได้ 1ส่วน)เชือดแล้วก็ แกง (สาระมั่น) จากนั้น ก็นำไปแจกจ่ายให้พี่น้อง ในวันอีด และเก็บไว้กิน นิดหน่อย แบบนี้ ถือว่าไช้ได้ไช่ไหมคับ ..... แบบ แกงแล้วแจก

ตอบ
ซุนนะฮ์ในการแจกเนื้อกุรฺบานคือ แจกเนื้อสดครับ! .. ส่วนซุนนะฮ์ในเรื่องอะกีเกาะฮ์ก็คือ แจกแกงครับ วัลลอฮุ อะอฺลัม..

การมอบเงินให้พ่อบ้านไปซื้อสัตว์ทำกุรบาน



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

คำถาม
อาจารย์ครับ หากเรารวบรวมเงินของคนในครอบครับคนละนิดเพื่อให้ครบส่วน แบบนี้ถือว่าเป็นการหุ้นภายในส่วนไหมครับ หรือกรณีลูกๆอยากให้พ่อหรือแม่ได้ทำกรุบาน โดยรวบรวมเงินไปให้พ่อหรือแม่ซื้อแพะ หรือลงหุ้นวัว โดยเรามิได้เนียตว่าเป็นส่วนของเราด้วย อย่างนี้ได้ใช่ไหมครับอาจารย์

ตอบ

สมมุติว่าพ่อบ้าน รวบรวมเงินจากลูกเมียหรือบุคคลในครอบครัวมารวมกันซื้อแพะตัวหนึ่งเพื่อทำกุรฺบาน อย่างนี้จะเรียกว่า เป็นการทำส่วนตัวหรือเฉพาะตัวได้หรือไม่ ? คุณคงให้คำตอบได้ ..

เพราะฉะนั้น คำตอบต่อคำถามของคุณก็เป็นคำตอบเดียวกันนี่แหละครับ

สรุปแล้ว การทำกุรฺบานแพะหนึ่งตัวหรือวัวหนึ่งส่วน พ่อบ้านไม่มีสิทธิ์ร่วมกับสมาชิกในครอบครัวเรื่องราคา แต่มีสิทธิ์ร่วมกับพวกเขาในผลบุญ หมายถึงพ่อบ้านตั้งเจตนาว่า กรฺุบานแพะตัวนี้ ทำให้แก่ตัวเองและทำแทนบุคคลในครอบครัว คือลูกเมีย อย่างนี้ทุกคนจะพลอยได้รับผลบุญด้วยครับ แม้จะไม่ได้ร่วมลงทุนด้วยก็ตาม.. วัลลอฮุ อะอฺลัม ...

สมมุติถ้าพ่อบ้านไม่มีเงิน แต่ลูกเมียร่วมเงินกันได้ก้อนหนึ่งเท่าราคาแพะหรือวัวหนึ่งส่วน แล้วพวกเขาก็ฮะดียะฮ์ คือมอบเงินก้อนนั้นให้พ่อบ้านไปซื้อแพะเพื่อทำกุรฺบาน (ขอย้ำว่า ให้เงินก้อนนั้นกับพ่อบ้าน ไม่ใช่วะเกลหรือมอบหมายให้พ่อบ้านไปซื้อแพะแทนพวกเขา) ก็เท่ากับพ่อบ้านทำกุรฺบานด้วยเงินของตัวเองเพียงคนเดียว หุก่มก็เหมือนที่กล่าวมาแล้ว คือสามารถเนียตทำกุรฺบานแทนลูกเมียได้ครับ วัลลอฮุ อะอฺลัม ...


การร่วมหุ้นกับสัตว์กุรฺบานหนึ่งส่วน




ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม
ขอถามเรื่องการทำ กรุบาน ครับ การทำกรุบานที่มีจำนวนหุ้น 7 หุ้น แต่ในจำนวน 1 หุ้นใน 7 หุ้นนี้ มีการหุ้นส่วนกันอีก กรณีนี้จะทำได้หรือไม่ครับ

ตอบ

วัวหนึ่งส่วนจากเจ็ดส่วน มีค่าเท่ากับแพะหนึ่งตัว เมื่อแพะหนึ่งตัวทำได้เฉพาะเพียงคนเดียว ห้ามมีหุ้นส่วนกับใคร เพราะฉะนั้นโดยรูปการณ์แล้ว วัวหนึ่งส่วนจึงคงร่วมหุ้นกับใครไม่ได้ครับ วัลลอฮุ อะอฺลัม

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2558

พิธีโกนผมไฟและขึ้นเปลเด็กแรกเกิด ที่แท้ไม่ใช่การทำอากีเกาะฮ์


พิธีกรรมหนึ่งที่มีการจัดขึ้นในสังคมมุสลิมบ้านเรา อันเป็นพิธีรับขวัญเด็กแรกเกิด นั้นคือ พิธีโกนผมไฟ และพิธีขึ้นเปลรับขวัญเด็ก

ซึ่งหากดูผิวเผินแล้ว ก็จะเข้าใจว่ามันเป็นพิธีกรรมตามบทบัญญัติอิสลาม ที่เป็นแบบอย่างมาจากท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) สืบทอดมายังบรรดาเศาะหาบะฮ์ และมายังบรรดาบรรพชนยุคหลังเศาะหาบะฮฺ จนมาถึงพวกเราทุกวันนี้ คือจะเข้าใจว่า มันคือ พิธีทำอากีเกาะฮ์ (แกกะฮ์) ตามแบบฉบับของท่านรสูล  (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เพราะในพิธีทำอากีเกาะฮ์นั้นจะมีการโกนผมเด็กอยู่ในพิธีดังกล่าวด้วย

 แต่หากมีการสังเกตรายละเอียดแล้วมันกลับไม่ใช่ แต่มันคือประเพณีพิธีกรรมของคนเก่าแก่โบร่ำโบราณที่สืบต่อกันมา ที่ผสมผสานระหว่างพิธีกรรมของพราหมณ์ และอิสลาม(ที่อุตริขึ้นมาเป็นการเฉพาะ) คือสำหรับวิธีโกนผมไฟ การขึ้นเปล ตลอดจนความเชื่อต่างๆก่อนทำพิธี ได้แก่ การห้ามทำพิธีโกนผมไฟ และขึ้นเปล จนกว่าสายสะดือจะหลุดจากสะดือเด็กเสียก่อน (ต่างกับการทำอากีเกาะฮ์ ที่ให้ทำในวันที่ 7 นับแต่วันเด็กเกิด โดยไม่มีเงื่อนไขว่าสายสะดื้อต้องหลุดก่อน) วันที่ทำพิธีต้องเป็นวันคี่ โดยดูจากปฏิทินจันทรคติของไทย ไม่ใช่ตามวันที่ปฏิทินฮิศเราะฮ์ศักราช  เช่นวันที่ 21 มิถุนายน 2558 (สุริยคติ) จะตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือนแปด(8) ปีมะแม ของปฏิทินจันทรคติของไทย (มุสลิมบางคนเข้าใจว่าเป็นวันปฏิทินอิสลาม โดยจะดูฤกษ์วันต่างๆตามปฏิทินจันทรคติของไทย ได้แก่ดูฤกษ์วันแต่งงาน ออกรถ หรือขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ)  ซึ่งหากดูตามวันปฏิทินอิสลาม วันนี้จะตรงกับวันที่  4 เดือนรอมาฎอน (เดือนที่ 9) โดยนับตั้งแต่เข้าเวลาละหมาดมัฆริบของวันที่ 20 (ของไทย) จนถึงเข้าเวลามัฆริบของวันที่ 21(ของไทย) ซึ่งหากสายสะดือหลุดจากสะดือเด็กในวันนี้ ก็จะทำพิธีโกนผมไฟและขึ้นเปลเด็กไม่ได้ เพราะตรงกับขึ้น 6 ค่ำ ซึ่งเป็นวันคู่  ต้องทำพิธีถัดไปอีกวันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันคี่นั้นเอง ห้ามมิให้นำเด็กลงเปลเพื่อให้เด็กนอน จนกว่าจะทำพิธีขึ้นเปลเด็กเสียก่อน และยังมีความเชื่ออื่นๆอีก ได้แก่ การห้ามให้สะดือตกลงน้ำ โดยมีความเชื่อว่า จะทำให้เด็กคนนี้จะเสียชีวิตด้วยการจมน้ำ หากเด็กกำมือ เด็กคนนี้จะเป็นคนตระหนี่ขี้เหนียว เป็นต้น  ซึ่งพิธีกรรมละหลักความเชื่อดังกล่าวข้างต้น มีที่มาจากพราหมณ์ และคนโบราณ

สำหรับการอ่านบัณซันญีในพิธีขึ้นเปลเด็ก อันเป็นบทร้อยแก้ว และบทร้อยกรอง ไม่ใช่หนังสือศาสนา ทั้งเรื่องที่แต่งขึ้น ผสมผสานกับเรื่องเล่าปรำปรา หรืออุปโลกน์ขึ้นมาปะปน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกอุตริขึ้นมาทั้งสิ้น หากผู้ที่อ่านหรือทำพิธีเชื่อว่าการอ่านมันแล้วเป็นเรื่องอิบาดะฮฺและได้รับผลบุญมันก็เป็นที่ต้องห้าม

จะเห็นได้ว่าพิธีโกนผมไฟเด็ก (นุหรีโกนหัว) พิธีขึ้นเปล (นุหรีขึ้นเปล) มันไม่ใช่การทำอากีเกาะฮฺตามหลักศาสนาอย่างที่คิด เพราะการทำพิธีเหล่านี้ ไม่ได้มีการยึดติดกับการเชือสัตว์อากีเกาะฮ์เด็ก  แต่เป็นพิธีที่แยกต่างหาก ซึ่งพวกเขาจะให้ความสำคัญกับพิธีโกนผมไฟและขึ้นเปลเด็ก และมีหลักปฏิบัติโดยนำพิธีพราหมณ์และคนโบราณมาประกอบในพิธี เหมือนพิธีอื่นๆ เช่น พิธียกเสาเอก พิธีขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น และจะให้โต๊ะลาแบทำการกินบุญ และขอดุอาอ์ให้เหมือนพิธีทำบุญอื่นๆ

แต่กลับไม่ให้ความสำคัญกับการทำอากีเกาะเด็กเท่าไหร่หนัก หนำซ้ำมุสลิมบางคนในกำปงนั้นอาจไม่ทราบเสียด้วยซ้ำว่ามีการทำอากีเกาะฮฺสำหรับเด็กแรกเกิดตามบทบัญญัติอิสลาม ทั้งที่การทำอากีเกาะฮฺ (การเชือดอันเนื่องจากการเกิดของเด็ก) ถือเป็นสุนนะฮฺมุอักกะดะฮฺ (สุนนะฮฺที่เน้นหนักให้กระทำ) ถึงแม้ว่าพ่อของเด็กจะยากจนก็ตาม และนักวิชาการบางท่านเห็นว่า มันจำเป็นจะต้องทำ (วาญิบ) ได้แก่ ท่านอัลลัยษ์ และดาวูด อัซซอหิรี เป็นต้น

สำหรับนักวิชาการบางท่านได้มองว่าการทำพิธีขึ้นเปลรับขวัญเด็กเป็นเรื่องประเพณีมิใช่พิธีกรรมทางศาสนา ไม่มีสิ่งใดที่เป็นข้อห้ามทางศาสนา แต่เมื่อวิเคราะห์ตามที่กล่าวมาข้างต้น จะพบว่า พิธีกรรมเหล่านี้ ไม่ใช่เป็นประเพณีตามปกติ แต่มีหลักความเชื่อ และหลักปฏิบัติของศาสนาอื่นเข้ามาปะปนด้วย

ซึ่งหากผู้รู้ศาสนา หรืออิมามมีการเน้นหนักให้คนในกำปงมีการปฏิบัติตามสุนนะฮฺนบีอย่างเคร่งคลัด และละทิ้งพิธีกรรมต่างๆ ที่สืบต่อกันมาอันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติอิสลามนั้นเสีย ด้วยการพรำสอน และทำความเข้าใจแก่สัปบุรุษในกำปง โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่ทีมีอิทธิพลในการปฏิบัติพิธี ว่าสิ่งที่ปฏิบัตินั้นไม่มีอยู่ในบทบัญญัติอิสลาม จะทำให้มุสลิมเกิดความเข้าใจ และมุ่งปฏิบัติในพิธีที่เป็นสุนนะฮฺอย่างเคร่งคลัดต่อไป




วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558

มหัศจรรย์แห่งเสียงอาซานแก่เด็กทารกแรกเกิด



ส่วนหนึ่งจากสุนนะห์นะบีที่เป็นหลักการปฏิบัติแก่เด็กทารกแรกเกิดนั้นก็คือ การอาซานที่หูขวา และอิกอมะห์ที่หูซ้ายหลังจากคลอดทันที

ได้มีรายงานจากท่านอบีรอเฟาะห์ว่า

“ฉันได้เห็นท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) อาซานที่หูของอัลฮุเซ็น บุตร อาลี ขณะที่ฟาติมะห์คลอดเขาออกมา” (บันทึกโดยอบูดาวูดและติรมิซีย์)

ส่วนในฮะดิษที่กล่าวถึงเรื่องอิกอมะห์นั้นมี 2 ฮะดิษซึ่งอยู่ในข่ายดออีฟ ซึ่งต่างจากฮะดิษที่กล่าวมาข้างต้น แต่ถึงกระนั่นความหมายของฮะดิษซอเฮาะห์ที่กล่าวมาข้างต้นก็ได้มายืนยันความหมายของฮะดิษที่มีรายงานอ่อนอยู่ดี ดังที่มีรายงานว่า

“บุคคลใดที่ได้ให้กำเนิดบุตร จงอาซานที่หูขวาของเขา และอิกอมะห์ที่หูซ้ายของเขา ญิน (อุมมุ้ อัซซิบยาน) จะไม่สามารถทำร้ายเขาได้” (บันทึกโดยอบูยะลา)

“แท้จริงท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) อาซานที่หูของอัลฮุเซ็น บุตร อาลี และอิกอมะห์ที่หูซ้าย ในวันที่เขาเกิด” (บันทึกโดยอัลบัยฮะกีย์)

แบบฉบับของท่านศาสดามูฮัมหมัดนี้ได้มาเสริมสร้างสัญชาตญานเดิมของทารกให้เกิดความสมดุล ประกาศถึงสัญลักษณ์ความเป็นอิสลามให้แก่ทารกก่อนที่ชัยฏอนจะเรียกร้องเขาสู่ความหลงผิด ก่อนที่เสียงเพลงจะกระตุ้นโสตประสาทของเขา ก่อนที่สิ่งชั่วร้ายจะล้อลวงเขาไปในหนทางที่ผิดบาป

การอาซานและอะกอมะห์ได้ประมวลความหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ ของอิสลามไว้ ไม่ว่าจะเป็นการกล่าว “อัลลอฮู่อักบัร” การกล่าว “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์” และการกล่าวยืนยันการเป็นศาสนทูตของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) เอาไว้ อีกทั้งยังมีถ้อยคำที่กล่าวเชิญชวนสู่การดำรงการละหมาด การเรียกร้องสู่ความผาสุกที่ครอบคลุมทั้งโลกนี้และโลกหน้า

แน่แท้อัลลอฮ์ (ซุบฮาฯ) ทรงกำหนดรูปลักษณ์แห่งวิทยาศาสตร์ไว้ โดยพระองค์ได้ทรงสร้างอุปกรณ์และสื่อในการให้มนุษย์ได้พบกับความรู้และได้ใช้มันในการแสวงหาความรู้ต่างๆ ด้วยระบบการรับฟัง การมอง และหัวใจอันเป็นทีอยู่ของสติปัญญา

ثُمَّ سَوَّاهُ وَنَفَخَ فِيهِ مِنْ رُوحِهِ وَجَعَلَ لَكُمُ السَّمْعَ وَالْأَبْصَارَ وَالْأَفْئِدَةَ قَلِيلًا مَا تَشْكُرُونَ

“แล้วพระองค์ได้ทรงทำให้เขามีสัดส่วนที่สมบูรณ์ และทรงเป่ารัวะฮ์ (วิญญาณ) ของพระองค์เข้าไปในเขา และพระองค์ทรงให้พวกเจ้าได้ยินและได้เห็นและให้มีหัวใจ (สติปัญญา) ส่วนน้อยเท่านั้นที่พวกเจ้าขอบคุณ” (อัซซะญะดะห์ : 9)

ในโองการนี้ คำว่า “سَوَّاه” ชี้ถึงการสร้างที่สมบูรณ์ คำว่า “السَّمْعَ” ชี้ถึง การสร้างการระบบการได้ยินอย่างสมบูรณ์ก่อนการคลอด ซึ่งนี้เป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์ต่างให้การยอมรับ

ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถสรุปข้อเท็จจริงได้ว่า ทารกที่อยู่ในครรภ์จะสามารถรับรู้เสียงที่พวกเขาได้ยินในขณะที่อยู่ในครรภ์ของมารดา และเมื่อพวกเขาได้คลอดออกมาและรับฟังการอาซานและการอิกอมะห์ผ่านหูของพวกเขา เขาจะรับรู้ได้ทันทีถึงการอาซานดังกล่าวได้เป็นอย่างดี และเมื่อพวกเขาเจริญเติบโตขึ้น เสียงนี้จะยังคงตรึงและกึกก้องอยู่ในจิตใจของพวกเขา

ศูนย์วิจัยบางแห่งได้ดำเนินการวิจัยกับกลุ่มทารก จึงพบว่า บรรดาเด็กทารกเหล่านั้นจะตอบสนองการให้นมแม่ในเชิงบวกเป็นอย่างมากขณะรับฟังเสียงอันเป็นที่รักที่พวกเขาเคยได้ยินในขณะที่อยู่ในครรภ์ของมารดา และพวกเขาจะเกิดอาการท้องผูกและปั่นป่วนในท้อง และมีความอยากที่จะดูดนมน้อยลงขณะได้ยินเสียงที่ทำให้มารดาของพวกเขาเกิดความไม่สบายใจ ซึ่งการวิจัยนี้ทำให้เราได้รู้สึกว่าแบบฉบับของท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ในการอาซานและอิกอมะห์ที่หูของเด็กทารกแรกเกิด เพื่อให้เสียงดังกล่าวคุ้นเคยผูกพันกับจิตใจของพวกเขา และเพื่อให้เสียงดังกล่าวเป็นเสียงอันเป็นที่รักของหัวใจพวกเขา และหัวใจและจิตใจของเด็กจะเกิดความเข้มแข็งต่อการกระซิบกระซาบของชัยฏอนมารร้าย

ท่านอิหม่ามอิบนุก็อยยิมได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ตัวะฟะตุ้ลเมาลูด” ว่า “และสิ่งที่ซ้อนเร้นอยู่ในการอาซาน (วัลลอฮู่อะลัม) ก็คือการที่สิ่งแรกที่มาเคาะการได้ยินของมนุษย์นั้นจะต้องเป็นถ้อยคำแห่งการเรียกร้องเชิญชวนสู่การละหมาด (อาซาน) อันสูงส่งที่ประมวลได้ด้วยความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ผู้ทรงเป็นเจ้า และถ้อยคำการกล่าวปฏิญาณตนอันเป็นสิ่งแรกเมื่อเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม ฉะนั้นดังกล่าวจึงเปรียบเสมือนการตัลกีน (สอน) ให้เขาได้รู้จักสัญลักษณ์แห่งความเป็นอิสลามขณะที่เขา (เด็กทารก) เข้าสู่โลกดุนยา เฉกเช่นตัลกีน (คำสอน) ด้วยถ้อยคำที่แสดงถึงเอกภาพของอัลลอฮ์ขณะที่พวกเขาออกจากโลกดุนยานี้ไป



วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การบนบานในอิสลาม



การบนบาน หรือ นะซัร (النذر) หมายถึง  การที่บุคคลผู้บรรลุศาสนภาวะมีสติสัมปชัญญะ  สมัครใจ  ได้บังคับตัวเองต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งมิใช่เป็นสิ่งจำเป็นของบทบัญญัติ  โดยการกล่าวด้วยวาจาที่บ่งชี้ถึงเรื่องนั้น


ไม่ส่งเสริมให้มีการบนบาน

อิสลาม ถึงแม้ว่าจะจะได้บัญญัติในเรื่องการบนบานไว้ แต่ก็ไม่ส่งเสริมให้มีการบนบาน

ท่านอิบนุอุมัร (เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุมา) กล่าวว่า

لقـول ابن عمـر رضي الله عنهما: نهى النبي ﷺ عن النــذر وقـال: «إنَّـهُ لا يَـرُدُّ شَيْئاً وَلَكِنَّـهُ يُسْتَـخْـرَجُ بِـهِ مِـنَ البَـخِيــلِ».

ความหมาย  ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามการบนบาน  โดยกล่าวว่า  “แท้จริงมัน (การบนบาน) ไม่ได้ให้สิ่งใดแต่ทว่ามันถูกเอาออกมาจากผู้ตระหนี่” (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ หมายเลขหะดีษ 6693  สำนวนหะดีษเป็นของท่าน  และมุสลิม หมายเลขหะดีษ 1639)

การบนบานที่เป็นที่อนุญาต

การบนบานจะใช้ได้ และมีผลบังคับใช้ เมื่อปรากฏว่ามันเป็นเพื่อความใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺตะอาลา เช่น  จะทำละหมาด  ถือศีลอด  ฮัจญ์  อุมเราะฮฺ  เอี๊ยะติกาฟ  ฯลฯ แต่จะต้องไม่บนบานในสิ่งที่บัญญัติเป็นวาญิบให้กระทำ เช่น บนบานจะละหมาดฟัรฎู ให้ครบ 5 เวลา จะถือศิลอดในเดือนรอมาฎอนทั้งเดือน หรือจะจ่ายซะกาตเมื่อครบพิกัต ซึ่งจำเป็นสำหรับเขาที่ต้องปฏิบัติอยู่แล้ว และจำเป็นจะต้องปฏิบัติตามคำบนบานให้ครบสมบูรณ์  และไม่อนุญาตให้บนบานต่อสิ่งอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮฺ  เช่น  กุโบร  มะลาอิกะฮฺ  นบี  หรือวะลียฺ  มิเช่นนั้นถือว่าเขาได้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺเป็นชิริกใหญ่  และการบนบานก็ถือว่าเป็นโมฆะไม่จำเป็นต้องรักษาคำบนบาน และคำบนบานจะต้องไม่เป็นการบนบานว่าจะทำความชั่ว และฝ่าฝืนต่อพระองค์อัลลอฮฺ เช่น บนบานว่าจะฆ่าคน  จะดื่มสุรา  จะทำผิดประเวณี (ซีนา)  จะถือศีลอดในวันอีด
เป็นต้น

จากอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮา จากท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม) กล่าวว่า

«مَنْ نَذَرَ أَنْ يُطِيعَ الله فَلْيُطِعْهُ، وَمَنْ نَذَرَ أَنْ يَـعْصِيَـهُ فَلا يَـعْصِهِ».

 ความว่า :  “ผู้ใดได้บนบานว่าจะภักดีต่ออัลลอฮฺดังนั้นเขาก็จงภักดีต่อพระองค์  ผู้ใดได้บนบานว่าจะฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺดังนั้นเขาอย่าได้ฝ่าฝืนต่อพระองค์”  (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ หมายเลขหะดีษ 6696)

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า

«لا نَذْرَ فِي مَعْصِيَةٍ، وَكَفَّارَتُـهُ كَفَّارَةُ يَـمِينٍ»

ความหมาย:  “ไม่มีการบนบานในสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืน  และการไถ่ถอนมันก็คือการไถ่ถอนการสาบาน” (บันทึกโดยอบูดาวุด หมายเลขหะดีษ 3290 และอัตติรมิซียฺ หมายเลขหะดีษ 1524)

รายงานจากอิบนุอับบาส (เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุมา) กล่าวว่า

بينا النبي ﷺ يخطب إذا هو برجل قائم، فسأل عنه فقالوا: أبو إسرائيل نذر أن يقوم ولا يقعد، ولا يستظل، ولا يتكلم، ويصوم. فقال النبي ﷺ: «مُرْهُ فَلْيَتَـكَلَّـمْ، وَلْيَسْتَظِلَّ، وَلْيَـقْعُدْ، وَلْيُتِـمَّ صَوْمَهُ».

ความหมาย:  ขณะท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม กำลังกล่าวเทศนาอยู่นั้น บังเอิญมีชายคนหนึ่งยืนขึ้น  ท่านนบีถามว่าเขาคือใคร  พวกเขาตอบว่า เขาคืออบูอิสรออีลผู้ได้บนบานว่าจะยืนโดยจะไม่นั่ง จะไม่อยู่ในที่ร่ม จะไม่พูดจา และจะถือศีลอด ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า  “จงใช้ให้เขาพูดและให้เข้ามาที่ร่ม ให้นั่งและในถือศีลอดต่อให้สมบูรณ์”  (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ หมายเลขหะดีษ 6704)

รายงานจากซิยาด บิน ญุบัยรฺ กล่าวว่า

كُنْتُ مَعَ ابْنِ عُمَـرَ، فَسَألَـهُ رَجُلٌ فَقَالَ: نَذَرْتُ أنْ أصُومَ كُلَّ يَوْمِ ثُلاثَاءَ أوْ أرْبِعَاءَ مَا عِشْتُ، فَوَافَقْتُ هَذَا اليَوْمَ يَوْمَ النَّحْرِ، فَقَالَ: أمَـرَ الله بِوَفَاءِ النَّذْرِ، وَنُـهِينَا أنْ نَصُومَ يَوْمَ النَّحْرِ، فَأعَادَ عَلَيْـهِ، فَقَالَ مِثْلَـهُ، لا يَزِيدُ عَلَيْـهِ.

ความหมาย ฉันเคยอยู่พร้อมกับอิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา แล้วชายคนหนึ่งได้ถามเขาว่า  ฉันได้บนบานว่าจะถือศีลอดทุกวันอังคารและวันพุธตราบใดที่ฉันมีชีวิตอยู่  และแล้ววันนั้นตรงกับวันอีดิลอัฎฮา ดังนั้นเขากล่าวว่า อัลลอฮฺได้ใช้ให้ทำสิ่งที่บนบานให้สมบรูณ์ และพวกเราถูกห้ามการถือศีลอดในวันอีดิลอัฎฮา แล้วก็กล่าวเช่นนั้นอีกทีโดยไม่เพิ่มเติมเรื่องใด” (บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ หมายเลขหะดีษ 6706  สำนวนหะดีษเป็นของท่าน  และมุสลิม หมายเลขหะดีษ 1139)

ส่วนการบนบานในสิ่งที่น่ารังเกียจ (มักรูฮฺ)  ได้แก่ การบนบานเกี่ยวกับการหย่าร้าง


  ลักษณะของการบนบาน

1. การบนบานที่มีเงื่อนไข

เป็นการบนบาน ที่จำเป็นที่จะต้องเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ เมื่อเกิดความดีขึ้น หรือรอดพ้นจากความไม่ดีต่างๆ

เช่น ผู้บนบานกล่าวว่า "ถ้าอัลลอฮฺให้ฉันหายป่วย ฉันจะถือศิลอดติดต่อกันเป็นเวลา 1 เดือน"

2.การบนบานที่ไม่มีเงื่อนไข

คือ การให้เกิดความจำเป็นที่จะเริ่มโดยมิได้มีเหตุผล หรือเงื่อนไขแต่ประการใด

เช่นผู้บนบานกล่าาว่า "จำเป็นแก่ฉันที่จะละหมาด 2 ร็อกอะฮฺ เพื่ออัลลอฮฺ หรือสัตว์ตัวนี้ฉันเชือดพลีเพื่ออัลลอฮฺ เช่นนี้ ก็จำเป็นที่ผู้บนบานจะต้องปฏิบัติตาม

การปฏิบัติตามบนบาน

เมื่อมีเงื่อนไขครบตามที่ได้บนบานไว้ก็จำเป็นสำหรับเขาที่ต้องปฏิบัติให้สมบูรณ์ตามที่บนบานไว้กับพระองค์อัลลอฮฺ   เพราะการปฏิบัติตามคำบนบานให้สมบูรณ์ถือว่าเป็นอิบาดะฮฺจำเป็นที่ต้องปฏิบัติ  และอัลลอฮฺได้ยกย่องสรรเสริญบรรดาผู้ศรัทธาที่พวกเขารักษาการบนบานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เช่น เมื่อเขาหายจากการป่วย ก็ให้เขาปฏิบัติตามจำนวนที่เขาบานไว้ เช่น จะถือศิลอดหนึ่งเดือนติดต่อกัน จะละหมาด 20 ร็อกอะฮฺ จะบริจาคเงินจำนวน 2 แสนบาท เป็นต้น เช่นนี้ก็ให้เขาปฏิบัติตามนั้นจนครบถ้วน เพราะการปฏิบัติอิบาดะฮฺที่ได้บนบานนั้นเป็นวาญิบสำหรับเขาแล้ว หากมิได้กล่าวถึงจำนวนไว้ หากเป็นการถือศิลอด ก็ให้เขาถือศิลอดหนึ่งวัน หากเป็นละหมาด ให้เขาละหมาด 2 ร็อกอะฮฺ หรือหากการบริจาคทรัพย์ ให้บริจาคจากทรัพย์หนึ่งที่มีคุณค่าราคา



กรณีผู้บนบานไม่สามารถปฏิบัติตามที่บนบาน

หากผู้บนบานได้บนบานว่าจะถือศิลอดแต่ไม่สามารถจะปฏิบัติได้ อันเนื่องจากมีอายุมาก หรือมีโรคประจำตัวที่ไม่มีหวังที่จะหายป่วยได้ ก็ให้เขาไม่ต้องถือศิลอด แต่ให้เสียค่าชดเชย(กัฟฟาเราะฮฺ) ในการบนบาน หรือให้อาหารแก่คนยากจนวันละ 1 มื้อ

สำหรับการบนบานว่าจะบริจาคทรัพย์ทั้งหมด หรือกล่าวว่าทรัพย์ของฉันนี้อยู่ในหนทางของอัลลอฮฺ ถ้าไม่ได้ปฏิบัติตาม ก็ต้องเสียค่าชดเชยสาบาน

อิมามชาฟิอีย์ และอิมามมาลิก กล่าวว่า จะต้องบริจาคทรัพย์ของเขาไป 1 ใน 3

อิมามอบูหะนีฟะฮฺ ได้กล่าวว่า ทรัพย์ดังกล่าวนั้นจะกลับไปสู่ทรัพย์ที่จำเป็นต้องจ่ายซากาต ไม่รวมทรัพย์ที่ไม่ต้องจ่ายซะกาต เช่น อสังหาริมทรัพย์ สัตว์ หรืออื่นๆ

และสำหรับการบนบานในสิ่งที่เป็นความลำบากแก่ปวงบ่าวไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติหรือการเคารพภักดีถือว่าเป็นมักรูฮฺ (น่ารังเกียจ)  ฉะนั้นผู้ใดได้บนบานในสิ่งที่เขาไม่มีความสามารถหรือจะติดตามมันซึ่งเป็นความลำบากอย่างมาก  เช่น  บนบานว่าจะละหมาดทั้งคืน  หรือถือศีลอดทุกวัน  หรือบริจาคทรัพย์ทั้งหมด  หรือจะไปทำหัจญ์ อุมเราะฮฺโดยการเดินเท้า  ไม่จำเป็นที่เขาต้องทำตามการบนบานอันนี้ให้สมบรูณ์  และให้เขาจ่ายกัฟฟาเราะฮฺ


รายงานจากอิกบะฮฺ อิบนุ อามิร ว่าแท้จริง ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"กัฟฟาเราะฮฺ การบนบานนั้น เมื่อไม่ได้ถูกเรียกว่า กัฟฟาเราะฮฺสาบาน" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอิบนุมาญะฮฺ และอัตติรมีซีย์ เป็นหะดิษหะซัน เศาะเฮียะฮฺ ฆ่ารีบ)



الله أعلم بالصواب





วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เมื่อมีผู้มอบเนื้อกุรบาน


เมื่อมีผู้มอบเนื้อกุรบานแก่เรา เราก็ต้องรับมันไว้ก่อน เพื่อไม่เสียน้ำใจจากผู้ให้

 ส่วนที่เราไม่กินสัตว์ที่เป็นกุรบาน เช่น เราไม่กินแพะ หรือหากเราแพ้สัตว์เหล่านั้น หรือเป็นสิ่งที่ต้องควบคุมร่างกายหรือเป็นสิ่งแสลงของโรคบ้างโรคจากสัตว์ที่ทำกุรบาน นั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง
 โดยอาจนำไปให้คนในครอบครัว หรือเพื่อนบ้านที่รับประทานเนื้อนั้นได้

เรื่องรักษาน้ำใจจากผู้มอบให้ซึ่งสิ่งของหรืออาหารเครื่องดื่ม หรืออื่นๆ โดยเฉพาะเนื้อกุรบานนั้นเป็นส่วนสำคัญในการรักษาน้ำใจและความเป็นพี่น้องมุสลิม

 والله أعلم بالصوا


วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

แบบอย่างของท่านรสูลุลลอฮฺในขณะเชือดสัตว์กุรฺบาน



แบบอย่างของท่านรสูลุลลอฮฺในขณะเชือดสัตว์กุรฺบาน อัลอุฎฮียะฮฺ   الأضحية มีดั่งนี้

ท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) หันคอของสัตว์กุรฺบานไปทางกิบละฮฺ (บันทึกโดยมุสลิมและอบูดาวูด)

ท่านรสูล(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  กำชับให้ใช้มีดที่คมกริบเพราะจะทำให้สัตว์กุรฺบานตายอย่างรวดเร็วโดยไม่ทรมาน (บันทึกโดยมุสลิม)

ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เชือดสัตว์กุรฺบานด้วนตนเอง (บันทึกโดยมุสลิมและอบูดาวูด)

ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  กล่าวดุอาอฺก่อนเชือดไว้ดั่งนี้

- “ บิสมิลลาฮฺ วัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุมมะ ฮาซา อันนีย์ วะอันมันลัมยุเฏาะหิ มินอุมมะตีย์ “

 ความว่า “ ด้วยนามของอัลลอฮฺ พระองค์อัลลอฮฺทรงยิ่งใหญ่ โอ้อัลลอฮฺกุรฺบานนี้จากฉัน และจากบุคคลที่มิได้ทำกุรฺบานซึ่งเป็นประชาชาติของฉัน “ (บันทึกโดยอบูดาวูด และติรฺมิซีย์)

สำนวนดุอาอฺข้างต้นกล่าวได้เฉพาะท่านรสูลุลลอฮฺเท่านั้น

-“ บิสมิลลาฮฺ วัลลอฮุอักบัร “
ความว่า “ ด้วยนามของอัลลอฮฺ , พระองค์อัลลอฮฺทรงยิ่งใหญ่ “ (บันทึกโดยมุสลิม และอบูดาวูด)

- “ บิสมิลลาฮฺ วัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุมมะ ฮาซา อัน (กล่าวชื่อเจ้าของกุรฺบาน)

“ ความว่า “ ด้วยนามของอัลลอฮฺ พระองค์อัลลอฮฺทรงยิ่งใหญ่ โอ้อัลลอฮฺกุรฺบานนี้จาก (กล่าวชื่อเจ้าของกุรฺบาน)

บทดุอาอ์สำนวนข้างต้น สุนนะฮฺให้ผู้ที่เชือดสัตว์กุรฺบานไม่ว่าเขาจะเป็นเจ้าของสัตว์ตัวนั้น หรือเป็นบุคคลที่ถูกมอบหมายก็ตามกล่าวก่อนเชือด

 สำหรับดุอาอฺสำนวนที่ว่า
 "วัจญะตุวัจฮิละลิ้ลลาซ๊ ฟาตอร็อซซะวามาวาติวัลอัร ฮะนีฟัมมุสลิเมาวะมาอะนามินนัลมุซริกีน อินนะศ่อลาตี วะนุซุกี วะมะฮยาวะมาตี ลิ้ลลาฮิร็อบบิ้ลอาลามีน"
(บันทึกโดยอิมามอะหฺมัด)
หะดีษข้างต้นเป็นหะดีษเฎาะอีฟญินดัน (คือหลักฐานอ่อนอย่างมาก) จึงไม่สามรถนำดุอาอฺข้างต้นมากล่าวก่อนเชือดสัตว์กุรฺบานได้

ส่วนการกล่าวตักบีรฺโดยกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮฺอักบัร ลาอิลาฮะอิลลัลลอวัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัรวะลิลลาฮิลฮัมด์ “  ก่อนเชือดสัตว์กุรบานนั้นไม่มีสุนนะฮฺจากท่านรสูลุลลอฮฺแต่อย่างใด



การมอบหมายให้ผู้อื่นเชือดสัตว์แทนเจ้าของ


 วิธีการมอบหมายให้ผู้อื่นเชือดสัตว์แทนเจ้าของสัตว์นั้น เพียงแต่แจ้งความประสงค์ของเราให้แก่ผู้ที่เราจะมอบหมายให้เขาเชือด ซึ่งเขายินดีที่จะรับการมอบหมายนั้น ถือว่าการมอบหมายนั้นสมบูรณ์แล้ว

 ผู้ที่มอบหมายให้ผู้อื่นเชือดสัตว์แทนตนเองนั้นไม่มีบทบัญญัติทางศาสนาว่าจะต้องปรากฏอยู่ในบริเวณ หรือตรงที่เชือดสัตว์กุรฺบานของตนเอง

ผู้ทำส่วนทั้งเจ็ดก็ไม่มีบทบัญญัติให้พวกเขามาปรากฏ ณ บริเวณสถานที่เชือดสัตว์ด้วยเช่นเดียวกัน

, ส่วนการมอบหมายจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตามขอให้ผู้ที่มอบหมายและผู้ที่ถูกมอบหมายรับทราบซึ่งกันและกันเป็นอันว่าใช่ได้

เพราะท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวไว้ว่า “ บรรดามุสลิมจะอยู่บนเงื่อนไขที่พวกเขาตกลงซึ่งกันและกัน “ (บันทึกโดยมุสลิม)

 ผู้ที่มอบหมายให้ผู้อื่นเชือดสัตว์กุรฺบานแทนตนเองนั้นไม่มีบทบัญญัติทางศาสนาให้กล่าวเช่นเดียวผู้ที่ถูกมอบหมายขณะที่เขาเชือดสัตว์ นั่นหมายรวมว่าผู้ที่มอบหมายไม่ต้องกล่าวอะไรทั้งสิ้น

ส่วนการกล่าว “ บิสมิลลาฮฺ วัลลอฮุอักบัรฺ “ มีสุนนะฮฺให้ผู้ที่ทำการเชือดกล่าวเท่านั้น

 ผู้ที่มอบหมายได้กล่าววาจาให้แก่ผู้ที่ถูกรับมอบหมายว่าให้เชือดสัตว์กุรฺบานแทนฉัน โดยผู้ที่ถูกรับมอบหมายก็รับปากว่าจะกระทำเช่นนั้นให้ ถือว่าสมบูรณ์ ส่วนการเจ้าของส่วนทั้งเจ็ดมาปรากฎตัวที่เชือดกุรบานพร้อมจับเชือกที่ผูกสัตว์กุรบานพร้อมๆกันขณะเชือดก็ไม่มีแบบอย่างสุนนะฮฺเช่นเดียวกัน

 ส่วนกรณีที่เจ้าของส่วนทั้งเจ็ดต้องมอบหมายให้แก่ผู้ที่ถูกรับมอบหมายด้วยหรือไม่นั้นก็ตกลงกันว่า ในระหว่างบุคคลทั้งเจ็ดมีใครจะเชือดสัตว์กุรฺบานบ้าง หากไม่มีทั้งหมดก็มอบหมายให้บุคคลหนึ่งในเจ็ดนั้นเป็นตัวแทนไปมอบหมายให้บุคคลหนึ่งทำหน้าที่เชือดสัตว์แทนพวกเขา เช่นนี้ถือว่ากระทำอย่างสมบูรณ์แล้ว

 ผู้ที่ถูกรับมอบหมายให้เชือดกุรฺบานต้องตั้งเจตนา(ไม่ใช่กล่าวออกมา) ว่ากุรฺบานนี้เป็นของบุคคลที่ทำส่วนทั้งเจ็ด (หากจำชื่อเจ้าของส่วนได้ก็ให้กล่าวด้วย)


บิดอะฮ์ในการเชือดกุรบาน

ในบางพื้นที่ในบ้านเรา ก่อนเชือดและขณะเชือดจะมีอุปกรณ์ต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องในการเชือดกุรบานด้วย ได้แก่ ผ้าขาว รองเท้าแตะ ถาด กาน้ำ ร่ม โดยนำอุปกรณ์เหล่านี้มาร่วมพิธีด้วยเสร็จแล้วมอบให้แก่คนที่เชือด โดยมีความเชื่อว่ารองเท้าแตะนั้นจะได้สวมใส่ในวันกิยามะฮ์ ได้กางร่มป้องกันความร้อนของดวงอาทิตย์ในวันกิยามะฮ์ จะได้ขี่สัตว์กุรบานเป็นพาหนะในวันกิยามะฮฺ และนอกจากที่กล่าวมาข้างต้นยังมีการพรมน้ำให้สัตว์กุรบาน การอาบน้ำให้สัตว์กุรบาน การพรมแป้ง น้ำหอมให้สัตว์กุรบาน การหวีขนให้สัตว์กุรบาน การกล่าวตักบีรวันอีดก่อนเชือด การนำหัวหอมมาเสียบที่ปลายมีดขณะเชือดเนื้อกุรบาน โดยมีความเชื้อว่าจะทำให้เนื้อกุรบานหอม เหมือนดั่งคำว่าหอมของหัวหอมนั้น นำถาดมาวางบนสัตว์กุรบาน เมื่อเชือดกุรบานแล้วจะนำส่วนหัวของสัตว์กุรบานใส่ถาดให้โต๊ะครูที่ทำการเชือด การกระทำดังกล่าวข้างต้นในขณะเชือดเนื้อกุรบานเป็นประเพณีสืบสานกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งไม่มีหลักฐานทางศาสนาแต่อย่างใด ประเพณีเหล่านั้นหากไม่นำมาเกี่ยวของกับการทำอิบาดะฮฺ หรือในเรื่องศาสนา ก็ไม่เป็นไร เช่น การสวมรองเท้าแตะเพื่อไม่ให้เซี่ยนหนามหรือเศษแก้วบาดหรือตำเท้า การกางร่มเพื่อกันแสงแดดให้ผู้เชือดกุรบาน เป็นต้น การกระทำเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่เป็นเช่นนั้น พวกเขากระทำไปโดยมีความเชื้อ และถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพิธีการเชือดกุรบาน ถ้าไม่กระทำก็จะไม่เซ๊าะฮ์ ซึ่งถือว่าการทำเช่นนั้นเข้าข่ายเป็นอุตริกรรม (บิดอะฮฺ) ที่หลงผิดเพราะไปอ้างว่าเป็นเรื่องที่มีรูปแบบทางศาสนา (การทำกุรบานเป็นอิบาดะฮฺ) ทั้งๆ ที่ไม่มีตัวบทระบุให้กระทำ จะทำให้การทำกุรบานหม่นหมอง ใช้ไม่ได้(ไม่เซ๊าะฮ์) ไม่ถูกตอบรับจากพระองค์อัลลอฮ์ เป็นเพียงการเชือดให้กับครอบครัว มิใช่การเชือดพลีแต่อย่างใด


والله ولي التوفيق







วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

การทำอะกีเกาะฮฺของเด็กที่เกิดจากซินา และแม่ของเด็กยังไม่เข้ารับอิสลาม


ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า

« كُلُّ غُلاَمٍ رَهِينَةٌ بِعَقِيقَتِهِ تُذْبَحُ عَنْهُ يَوْمَ السَّابِعِ »

“ทารกทุกคนถูกประกันด้วยอะกีเกาะฮฺของเขา โดยเชือด (สัตว์) สำหรับเขาในวันที่เจ็ด (นับวันคลอด)” (บันทึกโดยอบูดาวูด)

ในเมื่อท่านรสูลุลลอฮฺระบุว่าเด็กทุกคนถูกประกันด้วยการทำอะกีเกาะฮฺ ฉะนั้นให้เป็นเด็กก็แล้วกัน จะเป็นเด็กที่ศาสนาเรียกว่า ลูกซินา หรือไม่ก็ตาม ก็มีสุนนะฮฺให้ทำอะกีเกาะฮฺทั้งสิ้น

แต่ก็มีนักวิชาการที่ระบุว่า จริงอยู่เด็กซินาแม้ว่าจะอนุญาตให้ทำอะกีเกาะฮฺ แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงทำอะกีเกาะฮฺ เพราะนั่นเท่ากับว่า ประจานผู้ที่เป็นพ่อแม่

ส่วนกรณีชายมุสลิมทำซินากับสตรีกาฟิรฺ ซึ่งถ้าหากนางไม่เข้ารับอิสลามก่อนคลอดลูก และก่อนนิกาหฺ เช่นนี้ ผู้เป็นบิดาอาจจะต้องนำเด็กมาเลี้ยง เพราะถือว่าเป็นลูกของตน เช่นนี้หากเขาจะทำอะกีเกาะฮฺ ก็สามารถทำได้

แต่ถ้านางไม่เข้าอิสลาม และไม่นิกาหฺ โดยนางพาเด็กหนีไปเลย เช่นนี้ก็ถือว่าสุดความสามารถ ประเด็นนี้ฝ่ายพ่อของเด็กจะต้องแก้ปัญหาของตนเอง

. والله أعلم