อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จรรยามารยาท แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จรรยามารยาท แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2559

จงนอบน้อมและชูโกร



คนรวยมองออกไปทางหน้าต่าง
เห็นคนยากจนหยิบของกินจาก
ถังขยะ อัลฮัมดุลิลลาฮ์ที่ฉัน
ไม่เป็นคนยากจน

คนยากจนมองไปรอบๆเหน
คนบ้าใส่เสื้อผ้าไม่ครบชิ้น
นั่งริมทาง อัลฮัมดุลิลลาฮ์
ฉันไม่เป็นคนบ้า

คนบ้ามองไปข้างหน้าเห็นรถ
พยาบาลพาคนเจ็บป่วยด้วย
รีบเร่ง อัลฮัมดุลิลลาฮ์ฉันไม่
เจ็บไข้ได้ป่วย

หลังจากนั้นคนป่วยที่โรงพยาบาล
เห็น จนท.เข็นศพไปห้องดับจิต
อัลฮัมดุลิลลาฮ์ ฉันยังไม่ตาย

เฉพาะคนตายเท่านั้นที่ขอบคุณ
ตูฮันไม่ได้ ทำไมเราไม่ชูโกรที่
พระองค์ยังให้โอกาสกับเราที่
ยังมีชีวิตในขณะนี้

เพื่อให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น
เราควรไป 3 สถานที่

1.โรงพยาบาล เราจะเข้าใจว่า
ไม่มีอะไรมีค่าไปมากกว่าสุขภาพ
ร่างกายดี ไม่มีโรคภัย

2.คุก เราจะเข้าใจว่าการเป็นอิสระ
มีค่ามากๆสำหรับชีวิตเรา

3.กุโบร์(สุสาน) เราจะเข้าใจว่า
ชีวิตในแต่ละวันไม่มีคุณค่าใดๆ
แก่นแท้ชีวิตวันนี้คือต้นทุน
ชีวิตวันพรุ่งนี้(หลังจากตาย)

ดังนั้นจงนอบน้อมและชูโกร
กับทุกสิ่งทุกอย่างเถิด

cr.เพจอุสตาซอัซเฮาร์อิดรุส


จงมองขึ้นชั้นฟ้า และอย่ามองลงดิน



نَحْنُ لَا نَمْلِكُ تَغْیِیْرَ الْمَاضِي

เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้
وَ لَا رَسْمَ الْمُسْتَقْبَلِ

และก็ไม่สามารถขีดเส้นอนาคตได้
فَلِمَاذَا نَقْتُلُ أَنْفُسَنَا حَسْرَةً

แล้วทำไมเราฆ่าตัวเราเองด้วยความผิดหวัง
عَلَى شَيْءٍ لَا نَسْتَطِیْعُ تَغْیِیْرَهُ؟

บนสิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้
اَلْحَیَاةُ قَصِیْرَةٌ، وَأَهْدَافُهَا كَثِيْرَةٌ

ชีวิตนี้สั้นนัก ขณะเดียวกันเป้าหมายมันนั้นมากมาย
فَانْظُرْ إِلَى السَّحَابِ
وَلَا تَنْظُرْ إِلَى التُّرَاب..
จงมองขึ้นชั้นฟ้า และอย่ามองลงดิน
إِذَا ضَاقَتْ بِكَ الدُّرُوْبُ
فَعَلَیْكَ بِعَلَّامِ الْغُیُوْبِ
وَقُلِ الْحَمْدُ للهِ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ

ถ้ารู้สึกว่าหนทางคับแคบ จงหวนคืนสู่อัลลอฮฺที่รอบรู้ถึงสิ่งเร้นลับ
และจงกล่าว อัลหัมดุลิลละต่อทุกอย่าง
سَفِيْنَةُ (تَايْتَنِكْ) بَنَاهَا مِئَاتُ الْأَشْخَاصِ

เรือไททานิคถูกสร้างโดยคนนับร้อย
وَسَفِيْنَةُ ( نُوْحٍ ) بَنَاهَا شَخْصٌ وَاحِدٌ

ในขณะที่เรือนบีนุฮฺถูกสร้างขึ้นแค่คนๆเดียว


اَلْأُوْلَى غَرِقَتْ، وَالثَّانِيَةُ حَمَلَتْ اَلْبَشَرِيَّةَ
แต่ ไททานิคจมน้ำ ส่วนเรือนบีนุฮฺสร้างความปลอดภัยแก่มนุษย์ชาติ

اَلتَّوْفِيْقُ مِنَ اللهِ سُبْحَانَهُ وَتَعَالَى

เตาฟีก มาจากอัลลอฮฺเท่านั้น
نَحْنُ لَسْنَا السُّكَّانَ الْأَصْلِيِّيْنَ
لِهَذَا الْكَوْكَبِ الْأَرْضِ !!
بَلْ نَحْنُ نَنْتَمِيْ إِلَى ( الْجَنَّةِ )

เราไม่ใช่ชาวโลกเดิมๆในดาวดิน เดิมๆเราคือชาวสวรรค์
حَيْثُ كَانَ أَبُوْنَا آدَمُ
يَسْكُنُ فِي الْبِدَايَةِ
لَكِنَّنَا نَزَلْنَا هُنَا مُؤَقَّتًا
لِكَيْ نُؤَدِّيَ اخْتِبَارُا قَصِيْرًا
ثُمَّ نَرْجِعُ بِسُرْعَةٍ ..

สถานที่ ที่พ่อเรา อาดัม อาศัยอยู่ในครั้งแรก
เราอาศัยที่นี่แค่ชั่วคราวเท่านั้น
เพื่อทำข้อสอบสั้นๆ แล้วก็รีบกลับ


فَحَاوِلْ أَنْ تَعْمَلَ مَا بِوُسْعِكَ
لِتَلْحَقَ بِقَافِلَةِ الصَّالِحِيْنَ
الَّتِيْ سَتَعُوْدُ إِلَى وَطَنِنَا الْجَمِيْلِ الْوَاسِعِ
وَلَا تُضَيِّعْ وَقْتَكَ فِيْ هَذَا الْكَوْكَبِ الصَّغِيْرِ

ดังนั้นจงพยายามเท่าที่ท่านจะทำได้
เพื่อให้ได้อยู่กับกอฟีละห์เหล่าคนดี ที่จะกลับสู่ประเทศที่งดงามกว้างขวาง
อย่าได้ปล่อยปะละเลยเวลาของท่านในดวงดาวเล็กใบนี้
اَلْفِرَاقُ: لَيْسَ السَّفَرَ، وَلَا فِرَاقَ الْحُبِّ، حَتَّى الْمَوْتِ لَيْسَ فِرَاقًا
سَنَجْتَمِعُ فِي الْآخِرَةِ
اَلْفِرَاقُ هُوَ: أَنْ يَكُوْنَ أَحَدُنَا فِي الْجَنَّةِ،
وَالْآخَرُ فِي النَّارِ
جَعَلَنِيَ رَبِّيْ وَإِيَّاكُمْ مِنْ سُكَّانِ جَنَّتِهِ..

การจากกันนั้น ไม่ใช่การเดินทางอันยาวไกล
หรือเพราะถูกคนรักทอดทิ้ง
มิหนำซ้ำ ความตายก็ไม่ใช่การจากกัน สาเหตุเพราะเราจะรวมตัวกันอีกในวันอาคีเราะ
การจากกันที่แท้จริงคือ เมื่อคนใดคนหนึ่งจากพวกเราอยู่ในสวรรค์ และอีกคนอยู่ในนรก
ขอดุอาจากอัลลอฮฺโปรดทำให้เราเป็นคนหนึ่งจากชาวสวรรค์


وَالْحَيَاةُ مَا هِيَ إِلَّا قِصَّةٌ قَصِيْرَةٌ !!
( مِنْ تُرَابٍ .  تُرَابٌ . إِلَى تُرَابٍ )
( ثُمَّ حِسَابٌ . فَثَوَابٌ . أَوْ عِقَابٌ  )

ชีวิตนี้คือเรื่องเล่าแสนสั้น จากดิน บนดิน และหวนคืนสู่ดิน
แล้วสอบสวน (ที่ผลลัพธ์มีแค่สองความเป็นไปได้) ผลบุญ หรือบทลงโทษ
فَعِشْ حَيَاتَكَ للهِ - تَكُنْ أَسْعَدَ خَلْقِ ﷲ
اَللَّهُمَّ لَكَ الْحَمْدُ كَمَا يَنْبَغِيْ لِجَلَالِ وَجْهِكَ وَعَظِيْمِ سُلْطَانِكَ

ดังนั้น จงมีชีวิตเพื่ออัลลอฮฺ แล้วท่านจะเป็นมัคลูคที่มีความสุขที่สุด
โอ้อัลลอฮฺ สำหรับพระองค์การสรรเสริญทั้งมวลที่เหมาะสมแก่ความสูงส่งของใบหน้าของพระองค์ และความยิ่งใหญ่ของอำนาจของพระองค์

หิกมะฮฺอันงดงาม จาก ดร.อาฮิฎ อัลกอรนี
Sulaiman HU Rodnuan ถอดความ


วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับความตาย



เมื่อชีวิตของมนุษย์นั้น

นับกันด้วยนาทีและวินาที

ที่จะกลายเป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นสัปดาห์

เป็นเดือนและเป็นปี

และพวกเราก็ไม่มีใครรู้ว่า

กำหนดความตายของตน จะสิ้นสุดลงเมื่อใดและที่ไหน

จึงไม่สมควรที่เราจะเพิกเฉย

แต่เราต้องมุ่งมั่น เตรียมพร้อมสำหรับความตาย

เราจะต้องมีความอดทน

ต่อสู้อย่างไม่ท้อแท้และสินหวัง จากความเมตตาของอัลลอฮฺตะอาลา

เพราะผู้สิ้นหวังในความเมตตาของอัลลอฮ์นั้น

จะมีก็แต่พวกที่ไร้ศรัทธาเท่านั้น


มุสลิมเริ่มต้นที่พระเจ้าของเขาและจบที่พระองค์



หากการศรัทธาต่ออัลลอฮ์เป็นสถานีเริ่มต้นของทุกอย่าง

การศรัทธาต่อวันอาคีเราะฮ์ ก็คงเป็นสถานีสุดท้ายปลายทาง

เป็นจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดของมนุษย์

จบลงที่การพำนักอย่างถาวร ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง

ด้วยพระกรุณาและความเป็นธรรมของพระองค์

หลายคนอาจกล่าวว่า

"ตนกระทำดีต่างๆมามากมาย"

แต่พระองค์จะตรัสถามกลับว่า

ทั้งหมดนั้นทำเพื่อใคร?"

หากคำตอบ ไม่ใช่พระองค์เพียงองค์เดียว

เราจะไปถามหาความผาสุขและความรอดพ้นจากผู้ใด

มุสลิมเริ่มต้นที่พระเจ้าของเขาและจบที่พระองค์

ไม่ว่าสังคมจะนับว่าอะไรดีหรือไม่ดี

มุสลิมก็จะยังคงอยู่กับพระบัญชาของพระเจ้าอย่างไม่เสื่อมคลาย






วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557

มุสลิม 10 ประการ





1) คือศรัทธาที่เเท้ไม่สันคลอน

2) อิบะดะห์ถูกต้องตามเเบบอย่าง

3) งดงามจรรยามารยาท

4) รอบรู้สติปัญญาล้ำเลิศ

5) รักษาระเบียบวินัย

6) จงจำเอาไว้อาชีพการงานดี

7) สุขภาพเเข็งเเรงเเบบชนะใจตัวเอง

9) เก่งบริหารเวลา

10) จำไว้น่ะสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น


นี่คือคุณลักษณะที่ดีของมุสลิม 10 ประการ
จงจำเอาไว้ให้มั่นเเล้วทำตาม ความประเสริฐจะเกิดกับเธอ
ไม่ยากเย็นอะไรใช่ไหมใครๆก็ทำได้อย่างนี้เพียงเอาศรัทธาที่เธอเเละฉันมีเป็นเเรงพลังผลักดัน
เกิดเป็นมุสลิมอย่าเป็นเพียงเเค่ในนามจงทำตามวิธีที่สมบูรณ์
เกิดเป็นมุสลิมอย่าเป็นเพียงมุสลิมเเต่จงเป็นมุสลิมที่ดี


............................
รุ่งอรุณ เเห่งอิสาม









สิทธิและหน้าที่ของการเป็นพี่น้องในอิสลาม (ต้องตักเตือนและสอนเขา)





สิทธิต่าง ๆ ของมุสลิมที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ ในขณะเดียวกันมันก็คือหน้าที่ที่บรรดามุสลิมถึงปฏิบัติต่อกันด้วย สิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ ที่มุสลิมพึงปฏิบัติต่อกันนั้นได้ถูกกำหนดไว้ในอัลกุรอานและหะดีษเรียบร้อยล้ว สิทธิหน้าที่ที่จะกล่าวต่อไปนี้คือ

***** ต้องตักเตือนและสอนเขา *****

สำหรับมุสลิมแล้วการตักเตือนนั้น ถือเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ของร่อซูล (ซ.ล.) ของคัมภีร์ ของบรรดาผู้นำมุสลิม และบุคคลทั่วไป และการตักเตือนยังเป็นหน้าที่ ที่มุสลิมทุกคนไม่สามารถหลบหลีกได้ เขาจำต้องตักเตือนพี่น้องและเพื่อนฝูงของเขา หลักฐานที่บ่งชี้ว่าการตักเตือนกันนั้นเป็นวาญิบมีดังต่อไปนี้

ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า "ศาสนาคือการตักเตือน" พวกเรา (เหล่าศอฮาบะฮฺ) กล่าวว่า ให้กับใคร? ท่านกลล่าวว่า "ให้อัลลอฮฺ คัมภีร์ของพระองค์ ร่อซูลของพระองค์ บรรดาผู้นำมุสลิมและบุคคลทั่วไป" (รายงานโดยมุสลิม)

ญารีร อิบนิ อัลดุลลอฮฺ เล่าว่า

"ฉันให้สัตยาบันกับท่านร่อซูลุลลอฮฺ (ซ.ล.) ว่า จะดำรงไว้ซึ่งการละหมาด จ่ายซะกาตและตักเตือนมุสลิมทุกคน" (รายงานโดบ อัลบุคอรีและมุสลิม)

การสอน การให้ความรู้ ความเข้าใจต่อมุสลิมนั้นหถือเป็นหน้าที่ของมุสลิมทุกคนที่ีมีความรู้ความสามารถต้องสอนมุสลิมด้วยกัน

หลักฐานที่บ่งชีื้ว่ามุสลิมจำต้องสอนพี่น้องมุสลิมนั้นคือดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่า

"เมื่ออัลลอฮฺ ทรงเอาคำมั่นสัญญาจากบรรดาผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจในคัมภีร์ว่า แน่นอนยิ่งพวกเจ้าจะต้องแจกแจงคัมภีร์นั้นให้แจ่มแจ้งแก่ประชาชนทั้งหลายและพวกเจ้าอย่างปิดบังมัน" (อาลิอิมรอน : 187)

นักวิชาการหลายท่านได้สรุปความหมายของอายะฮฺนี้ไว้ดังนี้

อัลหะซันและเกาเตาดะฮฺ กล่าว่า "อายะฮฺนี้ พูดถึงทุกคนที่มีความรู้ความเข้าใจในคัมภีร์ (ศาสนา) ดังนั้น ผู้ใดรู้สิ่งใดก็จงสั่งสอนสิ่งนั้น และพวกเจ้าจงระวังการไม่สอนไม่สั่ง (หรือการปิดบังวิชาความรู้) เพราะการไม่สอนไม่สั่งจะนำมาซึ่วความหายนะ"

มุฮัมมัด บุตรกะอับ กล่าวว่า " ไม่อนุญาตให้ผู้รู้คนใดยุติหรืออยู่เฉยกับการสอน การให้ความรู้ และไม่อนุญาตให้ผู้ไม่รู้อยู่นิ่งเฉยกับความไม่รู้ของเขา

อบูฮุร็อยเราะฮฺ (ร.ฎ.) กล่าวว่า "ถ้าหากอัลลอฮฺไม่เอาผิดกับชาวคัมภีร์ที่มีความรู้ (ที่เขาปิดบังความรู้แล้ว) แน่นอนฉันจะไม่สั่งสอนบอกกล่าวสิ่งใดกับพวกท่านเลย" แล้วท่านก็อ่านอายะฮฺนี้

"เมื่อพี่น้องมุสลิมมีความต้องการทางด้านทรัพย์สิน การช่วยเหลือด้วยการให้ทรัพย์สินนั่นถือเป็นวาญิบ (ความจำเป็น) เช่นเดียวกันถ้าหากพี่น้องมุสลิมมีความต้องการทางวิชาความรู้ การช่วยเหลืิอ หรือการให้ความรู้ก็ถือว่าเป็นวาญฺิบอีกเช่นเดียวกัน"

สรุปว่า การชี้แนะบอกกล่าวในสิ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน ทั้งในเรื่องดุนยาและอาคีเราะฮฺ ถือเป็นสิ่งวาญิบ ตราบใดที่ผู้ชี้แนะมีความสามารถและพี่น้องมุสลิมมีความต้องการ

***มารยามในการตักเตือน

อีหม่ามซาฟิอีย์ ริฮีมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า "บุคคลใดตักเตือนพี่น้องของเขาอย่างลับ ๆ แท้จริงเาได้ตักเตือนแลประดับประดาให้กับเขาแล้ว และบุคคลใดตักเตือนพี่น้องของเขาอย่างเปิดเผย (ต่อหน้าผู้คน) แท้จริงเขาผู้นัั้นได้ประจานและทำให้พี้น้องของเขาอับอาย"

จากคำกล่าวของท่านอีหม่านซาฟิอีย์ ทำให้เราทราบถึงมารยาทของชาวสลัฟในการตักเตือนผู้อื่น ดังนั้นผู้ที่จะตักเตือนผู้อื่นจักต้องปฏิบัติตามสิ่งต่อไปนี้

1. ต้องออกห่างไกลจากการประจบประแจง :
เพราะบางครั้งการตักเตือนเป็นการประจบประแจงเป็นการเตือนเพื่อผลประโยชน์ของตนเองมิใช่เพื่อผลดีของผู้ที่ถูกเตือน

2. ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห้นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้า :
เพราะการแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ถือเป็นการปิดความไม่ดีของผู้อื่นอีกด้วย แต่เงื่อนไของการแสร้งทำเป้นไม่รู้มีอยู่ว่า ต้องทำเพื่อศาสนาและความบริสุทธิ์ฺของศาสนาพร้อมกับมุ่งหวังว่าเขาจะละทิ้งสิ่งไม่ดีนั้น

ส่วนการละทิ่งการแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นในการตักเตือนนั้น ถืดว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเลินเล่อทั้งหน้าที่ของการตักเตือนและหน้าที่ของการเป็นพี่น้องในอิสลาม เมื่อเราเห็นบุคคลหนึ่งทำไม่ดีไม่งามเราต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก่อน จนกระทั่งเรามั่นใจว่า ถ้าเราปล่อยเขาทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่ตักเตือน เขาก็ไม่ละทิ้งการกระทำที่ไม่ดีนี้และไม่มีทีท่าว่าเาจะปรับปรุงตัวเองให้ดีึข้น เมื่อเรามั่นใจอย่างนี้ เราจะต้องตกัเตือนเขาทันที โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องตักเตือนเขาด้วยดีด้วยเหตุด้วยผลและในสถานที่ที่เหมาะสม มิใช่เป็นการประจานหรือทำให้เขาอับอาย

3. ข้อตำหนิที่เขาตักเตือนพี่น้องของเขานั้นต้องเป็นข้อตำหนิที่พี่น้องเขาไม่รู้ตัวเอง :
การปฏิบัติเช่นนี้เป็นการแปรตัวบทของหะดีษ ออกสู่รูปแบบของการปฏิบัติอย่างแท้จริงหะดีษดังกล่าวก็คือ "มุอฺมินเป็นกระจกเงาซึ่งกันและกัน"

4. ผู้ถูกตักเตือนต้องยอมรับและขอให้ผู้ตักเตือนบอกกล่าวข้อตำหนิอื่น ๆ อีก :
เพราะอุมัรฺ บุตรค็อฏฏ็อบ (ร.ฎ.) เคยขอให้เพือน ๆ ศอฮาบะฮฺบอกถึงข้อตำหนิต่าง ๆ ของเขา เขากล่าวว่า "ขออัลลอฮฺได้เมตตากับคน ๆ หนึ่งที่บอกถึงข้อตำหนิต่าง ๆ ของพี่น้องของเขา และท่านได้นำมาปฏิบัติเป็นตัวอย่าง โดยท่านกล่าวกับซัลมาน อัลฟาริซียฺ ว่า ท่านทราบอะไรเกี่ยวกับตัวฉันบ้างในสิ่งที่ท่านไม่ชอบ? ซัลมานก็กล่าวว่า ฉันทราบว่าท่านนั้นมีเครื่องแต่งกายอยู่สองชุด ท่านใช้สวมใส่ในเวลากลางวันหนึ่งชุด และกลางคืนอีกหนึ่งชุด และฉันทราบอีกว่าท่านนั้นมีกับข้าวสองอย่างบนโต๊ะ อุมัรฺกล่าวว่า สองอย่างนี้ฉันทราบดี แล้วมีสิ่งอิ่นอีกหรือไม่นอกจาจากทั้งสองนี้ ซัลมานกล่าวว่ "ไม่"

5. ผู้ถูกตักเตือนจะต้องไม่รังเกียจผู้ที่มาเตือนเขา :
เพราะผู้ที่มาตักเตือนนั้นมุ่งหวังที่จะให้ผู้ที่ถูกตักเตือนได้รับความดี เขาคู่ควรที่จะต้องได้รับการตอบรับและการให้เกียรติ ผู้ที่ถูกตักเตือนสมควรที่จะขอบคุณและรับฟังเขาด่้วยดีเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขตัวเอง แต่ถ้าผู้ถูกตักเตือนรังเกียจผู้มาตักเตือนก็เท่ากับว่าผู้นั้นรังเกียจความดี ผู้มีสติปัญญาหรือวิญญูชนจะไม่ทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน และผู้ที่กระทำเช่นนั้นเสมือนกลุ่มชนของนบีซอลิฮฺ (ซ.ล.) ดังที่อัลกุรอานได้เล่าให้พวกเราฟังว่า

"แท้จริงฉันได้ประกาศแก่พวกท่านแล้ว ซึ่งสารแห่งพระเจ้าของฉัน และฉันก็ได้ตักเตือนแก่พวกท่านด้วย แต่ทว่าพวกท่านไม่ชอบบรรดาผู้ตักเตือน" (อัลอะอฺรอฟ : 79)

6. บางครั้งต้องหยุดตักเตือน :
เพราะบางครั้งข้อตำหนิที่เราต้องการให้เขาละทิ้งนั้นเป็นนิสัยดั้งเดิมหรือเป็นลักษณะนิสัยส่วนตัวทีีมีมานานแล้ว ยากที่จะละทิ้งในเวลาอันสั้น เมื่อการตักเตือนบ่อย ๆ ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ ก็ควรหยุดและคอยหาจังหวะและโอกาสใหม่ที่เห็นว่าเหมาะสม และควรตักเตือนในลักษณะทางตรงบ้างทางอ้อมบ้าง และการตักเตือนนี้ต้องตักเตือนอย่างนิ่มนวลเป็นไปตามจรรยามารยาทของการตักเตือน พยายามอย่าให้เขาเกิดอคติหรือเกิดการต่อต้าน และด้วยการตักเตือนนี้เองทำให้มุสลิมในอดีตเป็นคนดี โดดเด่นในหน้าประวัติศาสตร์ ผู้ตักเตือนก็เตือนด้วยความรักและความหวังดี ผู้ถุูกตักเตือนก็น้อมรับคำตักเตือนและหาทางปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น

7. ผู้ตักเตือนต้องยกโทษและให้อภัยแก่ผู้ที่ถูกตักเตือน :
โดยมีเงื่อนไขต่อไปนี้

7.1 การให้อภัยนี้ต้องเป็นสิทธิ์ของผู้ตักเตือน เช่น ผู้ถูกตักเตือนทำงานชิ้นหนึ่งให้ใกับผู้ตักเตือนไม่เรียบร้อย หรือไม่ดีผู้ตักเตือนนี้มีสิทธิ์ที่จะให้อภัยหรือตักเตือนเขาก็ได้

7.2 การให้อภัยนี้ ต้องไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิหนึ่งสิทธิใดของอัลลอฮฺ เพราะเจ้าของสิทธิคืออัลลอฮฺ มิใช่ผู้ตักเตือนและเมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ตักเตือนสามารถเลือกเอาได้ว่าจะตักเตือนเขาหรือปกปิดเรื่องนี้เอาไว้ และสามารถเลือกได้ว่าจะตักเตือนโดยทางตรงหรือทางอ้อม




.................................................................................
(จากหนังสือ : 6 ขั้นตอนสู่ความเป็นพี่น้องในอิสลาม)
ดร. อะลี อับดุลหะลีม มะฮฺมูด : ผู้เขียน
สมบูรณ์ สืบสุข : ผู้แปล
อดทน เพื่อช้ยชนะ โพส











วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

มีเรื่องไม่สบายใจอะไร ก็ให้บอกอัลลอฮฺ


ท่านนบียะอฺกูบ อะลัยฮิสสะลาม ได้พูดให้แก่ลูก ๆ ของท่านว่า : เขากล่าวว่า “แท้จริง ฉันร้องเรียนความเศร้าสลดของฉัน และความทุกข์ระทมของฉันต่ออัลลอฮ์ และฉันรู้ (เรื่องความเมตตา) จากอัลลอฮ์ ซึ่งพวกเจ้าไม่รู้" (ซูเราะฮฺ ยูซุฟ : 86)

เหมือนกับว่าท่านได้พูดกับพวกเขาว่า ฉันอยากให้พวกคุณได้รับรู้ว่า พวกคุณไม่มีวันได้รับรู้ถึงความเศร้าสลดของฉัน และพวกคุณไม่มีวันรู้ถึงความรู้สึกของฉัน และฉันได้ภาวนาและวอนขอซึ่งความหวัง และคาดการณ์ที่ดีต่ออัลลอฮฺเท่านั้น

ลูก ๆ ของท่านได้ทำให้ท่านต้องเสียใจ หากแต่ว่าท่านไม่คิดที่จะสิ้นหวังเลยแม้แต่น้อย วอนภาวนาขอดุอาอฺ เพื่อให้อัลลอฮฺทรงมอบแต่สิ่งที่ดีให้แก่ท่าน

สุดท้าย ลูกสุดที่รักของท่าน (ท่านนบียูซุฟ อะลัยฮิสสะลาม) ก็กลับมาสู่อ้อมกอดของท่าน ดวงตาของท่านที่เคยบอด ก็กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง

แล้วเรื่องที่ไม่สบายใจอันเล็กน้อยของเราล่ะ ทำไมไม่คิดที่จะวอนขอต่อพระองค์บ้าง ?



..............................
อูลุล  อัลบ๊าบ



วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หมั่นทำความสะอาดหัวใจ


ท่านอิบนุลก็อยยิม เราะหิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวว่า :


ดวงหัวใจ จะเจ็บปวดได้ เมื่อใดที่ร่างกายกำลังเจ็บอยู่
การเยียวยารักษาดวงหัวใจให้หายได้ จะอยู่ในการเตาบะฮฺและหมั่นดูแลให้ดี

การทำความสะอาดดวงหัวใจ จะเหมือนกับการทำความสะอาดกระจกด้วยการปัดเช็ด และมันจะใสสะอาดได้ ด้วยการซิเกรฺต่ออัลลอฮฺ

มันจะเปลื้องหรือล่อนจ้อนได้ ก็เหมือนกับการเปลื้องของเรือนร่าง และเครื่องนุ่งห่มของมัน ก็คือการตักวา

มันจะหิวโหยและกระหายได้ เหมือนการหิวของเรือนร่าง อาหารของมันและเครื่องดื่มของมันนั้น ก็คือความรู้ การมอบหมายต่ออัลลอฮฺ ความรัก และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้คน

.
................................................................
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ



วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

อิสลามศาสนาแห่งสัจธรรม


หากอิสลามไม่ใช่เป็นศาสนาแห่งสัจธรรม ได้รับความช่วยเหลือและปกป้องจากอัลลอฮ์ แล้ว ศาสนานี้คงถูกปราบปรามจากมหาอำนาจอย่างถอนรากถอนโคนไม่เหลือซาก อิสลามคงไม่สามารถยืนหยัดเผชิญหน้ากับการทำลายล้างที่โหดร้ายที่สุดที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับศาสนาและประชาสังคมอื่น ตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน การที่มุสลิมและอิสลามถูกปราบปรามอย่างหนักหน่วง หาใช่เพราะมุสลิมหรืออิสลามเป็นผู้ก่อปัญหาตามที่ถูกใส่สีตีไข่โดยประชาคมโลกปัจจุบันแต่อย่างใดไม่ หากเป็นสัญญาณที่เป็นสิ่งบ่งชี้ความมีชีวิตของศาสนานี้ที่พร้อมเติบโต แตกกิ่งก้านสาขาและออกดอกผลิตผลอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ชื่นชอบของประชาสังคมทั่วไป ถึงแม้ผู้ปฏิเสธจะรังเกียจก็ตาม

ความว่า "และพวกเขาวางอุบายกัน(เพื่อสกัดกั้นการเผยแพร่ของอิสลาม)และอัลลอฮฺก็ทรงวางอุบาย(คือทรงวางอุบายที่จะช่วยเหลือศรัทธาชน โดยทำให้อุบายของพวกเขาไร้ผล)และอัลลออฮฺนั้นทรงเป็นผู้เยี่ยมกว่าในหมู่ผู้วางอุบาย” (อัลอันฟาล 8 : 30)


.............................
Sulaimarn Darakai



วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

โปรดจงพึงพอใจ


โปรดจงพึงพอใจ เมื่อเราได้นั่งคลุกคลีกับครอบครัว เพราะยังมีอีกหลายคน ที่หวังอยากจะมีเหมือนที่เรามี

โปรดจงพึงพอใจ เมื่อเราได้ไปทำงาน เพราะยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่มีงานทำ

โปรดจงพึงพอใจ เมื่อเรายังมีสุขภาพกายที่แข็งแรงและสมบูรณ์ เพราะยังมีคนป่วยอีกหลายคนที่ยอมทุ่มเงินทองเพื่อซื้อมันมา

โปรดจงพึงพอใจ เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ เพราะคนที่ตายไปแล้ว หวังอยากมีชีวิตใหม่เพื่อสร้างแต่ความดีงาม

โปรดจงพึงพอใจ ที่เราได้เกิดมาเป็นตัวเรา เพราะยังมีอีกหลายคน ที่หวังอยากจะเป็นเหมือนที่เราเป็นอยู่

.
...............................................................
บทความดี ๆ โดย : المرأة العفيفة كنز الرجل
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ


วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

อย่าได้พร่ำบ่น แต่จงขอบคุณ



คนรวยบ่นว่า : ถ้าฉันเป็นคนจนก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องปวดหัวกับปัญหาเงินทอง
คนจนบ่นว่า : ถ้าฉันเป็นคนรวย ฉันคงไม่ลำบากอย่างที่เป็นอยู่
คนแก่บ่นว่า : อยากกลับไปใช้ชีวิตเหมือนตอนหนุ่มสาว จะได้มีพละกำลัง
คนหนุ่มสาวบ่นว่า : ถ้ากลับไปเป็นเด็กก็ดีเหมือนกัน จะได้เล่นอย่างมีความสุข
เด็ก ๆ บ่นว่า : เมื่อไหร่หนูจะโตเหมือนผู้ใหญ่สักที
คนที่มีชีวิตบ่นว่า : ถ้าฉันตายไปก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องทนทุกข์กับโลกดุนยา
และคนที่เสียชีวิตแล้วบ่นว่า : โอ้ อัลลอฮฺ ได้โปรดพระองค์ทรงให้ฉันมีชีวิตอีกครั้ง เพื่อให้บ่าวคนนี้ได้กระทำความดีต่อพระองค์

อย่าได้พร่ำบ่นกับสิ่งที่อัลลอฮฺทรงได้โปรดปรานให้แก่เรา แต่จงขอบคุณพระองค์ให้มาก เพราะมันเป็นนิอฺมัตที่ดีที่สุด ถ้าหากว่าเราได้ใคร่ครวญกับมัน

.
..................................................
บทความดี ๆ โดย : Amr Khaled
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ

เราไม่รู้ว่าความตายจะมาเยือนวันไหน



ชีวิตเราจะกลับไปหาพระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) วันไหน เวลาใด เราไม่สามารถทราบได้เลย  เพราะเราไม่สามารถรับรู้อายุขัยที่พระองค์กำหนดไว้ในแต่ละคนได้

บางคนก่อนที่เขาเสียชีวิต ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง อยู่อย่างสนุกสนานคลื้นเครง อยู่ๆก็ล้มลงสิ้นลมหายใจ บางคนก็กำลังประกอบความดี บ้างก็กำลังประกอบความชั่วอยู่ ไม่ได้ทันตั้งตัว พระองค์ก้เอาชีวิตของเขากลับไป

ตอนนี้ เวลานี้ เราไม่รู้ชีวิตแห่งความตายของเรามาเยือนตอนไหน แต่สิ่งที่เราต้องตระเตรียมไว้สำหรับมัน ก็คือการทำความดี สะสมผลบุญ เพื่อทดแทนรางวัลจากพระองค์ เท่านั้นเอง

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

 وَقَدِّمُوا لِأَنفُسِكُمْ وَاتَّقُوا اللَّهَ وَاعْلَمُوا أَنَّكُم مُّلَاقُوهُ وَبَشِّرِ الْمُؤْمِنِينَ ( 223 ) อัล-บะเกาะเราะฮ - Ayaa 223

"และจงประกอบล่วงหน้าไว้สำหรับตัวของพวกเจ้า และพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และพึงรู้ด้วยว่าแท้จริงพวกเจ้านั้นจะเป็นผู้พบกับพระองค์ และเจ้า จงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายเถิด"
(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ 2:223)


ดูคลิปประกอบ https://www.facebook.com/photo.php?v=10152574481041226&set=vb.114150946225&type=2&theater









วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เมตตาต่อสิ่งมีชีวิต




อิสลามเป็นศาสนาที่ถูกส่งมาเพื่อแผ่ความเมตตาแก่มวลมนุษย์ชาติดั่งคำดำรัสของพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ความว่า
“เรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่บรรดามนุษย์ชาติทั้งหลาย”(อัลอัมบิยาอ์ 107)

ตัวอย่างในประวัติศาสตร์อันหอมกรุ่น ถูกบันทึกไว้หลายแผ่นกระดาษด้วยกัน ภาพลักษณ์ซึ่งท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลฯ ได้ฉายภาพให้พวกท่านเห็น

เสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ขณะที่ท่านรอซูลเรียกร้องสู่อิสลาม มีหญิงชราตาบอดนางหนึ่งด้วยความโกรธเกลียดท่านรอซูลถึงขนาดย้ายบ้านจากในเมืองมักกะฮฺไปพำนักอยู่ตีนภูเขานอกเมืองท่านรอซูลหาโอกาสไปเยี่ยมนางเป็นประจำโดยนำอาหารเครื่องดื่มไปให้ด้วยโดยที่นางไม่รู้ว่าเขาผู้นั้นคือใคร ?

อยู่มาวันหนึ่ง ท่านไม่ได้ไปเยี่ยม นางเฝ้ารอด้วยความทุกข์ใจเพราะกลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไปต่อจากนั้นท่านรอซูลสั่งท่านอบูบักร์ให้ไปเยี่ยมแทนเมื่อได้ยินเสียงเดินนางดีใจมากและรู้ด้วยสัญชาตญาณว่าคนที่มาวันนี้ไม่ใช่คนที่นางรอคอย นางจึงถามว่า

หญิงตาบอด: ชายคนที่มาทุกวันทำไมวันนี้เขาไม่มาล่ะ?

อบูบักร์:
เขามีภารกิจยุ่งมากเขาจึงให้ฉันมาแทน

หญิงตาบอด: แล้วท่านเป็นใคร?
อบูบักร์:
อบูบักร์!

หญิงตาบอด: ถ้างั้น ชายคนนั้นก็คือ มูฮัมมัด

เมื่อรู้เช่นนั้นนางผู้เคยเกลียดมูฮัมมัดถึงขนาดย้ายบ้านไปอยู่เพียงลำพังกล่าวปฏิญาณตน “ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ถูกกราบไหว้อย่างเที่ยงแท้นอกจากอัลลอฮฺและขอปฏิญาณว่ามูฮัมมัดเป็นรอซูลของอัลลอฮฺ”

แล้วท่านอบูบักร์ก็ได้พานางเข้าไปในมักกะฮฺ...

นั่นคือประวัติศาสตร์!! นั่นคือรอซูลุลลอฮฺของเรา ท่านได้มอบความเมตตาอาทรให้แก่คนที่เกลียดชังท่าน แล้วพวกเราอยู่ตรงจุดไหนของประวัติศาสตร์! อิสลามประณามต่อการกระทำทารุณโหดเหี้ยมเพราะอิสลามเป็นศาสนาที่นำพาความสันติสุขมามอบให้แก่พื้นโลก ในทุกสงครามท่านรอซูลุลลอฮฺจะสั่งบรรดาทหารที่ออกทำศึก ห้ามฆ่าเด็ก สตรี คนชรานักบวชนักพรตห้ามตัดทำลายต้นไม้ หรือทำร้ายต่อสัตว์

อัลฮั้มดุลิ้ลลาฮฺ



....................
แวนิต้า โรส




วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ศาสนทูตมุหัมมัด อบรมสั่งสอนเด็กๆ อย่างไร



ไปให้พ้นๆ เลย!!
หยุดเดี๋ยวนี้นะ เจ้าเด็กน่ารำคาญ!!

“มันไม่น่าจะถือว่าเป็น “เรื่องปกติ” ที่ปัจจุบันนี้ในสังคมส่วนใหญ่ผู้ใหญ่มักจะพูดจากับเด็กๆ ด้วยน้ำเสียง และถ้อยคำที่ไม่ดีแบบนั้น”

พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และผู้ปกครอง คนดูแลเด็ก
สามารถที่จะสูญเสียการควบคุมอารมณ์
และขาดความอดทนกับพฤติกรรมที่ดื้อซนของเด็กๆ
ได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเด็กๆ เหล่านั้น
เป็นเด็กที่มีความเฉลียวฉลาด มีไหวพริบ
ช่างสงสัย คล่องแคล่ว ว่องไว กล้าหาญ
มีความมั่นใจในตัวเองและสนุกสนานร่าเริงเป็นพิเศษ

“เด็กๆ” คือของขวัญชิ้นใหญ่จากอัลลอฮฺ
การมีลูกและการที่จะเลี้ยงดูพวกเขาให้เป็นคนดีมีศีลธรรม
อยู่ในหลักการศาสนาได้นั้นจำต้องอาศัยรากฐานของ
โครงสร้างครอบครัวที่มั่นคง แข็งแรง

ในขณะที่พวกเราหลายคนต่างทราบกันดี
และต่างเคี่ยวเข็ญเด็กๆ ในเรื่อง “สิทธิของพ่อแม่ในอิสลาม”
หากแต่ว่าพวกเรากลับมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่าเด็กตัวเล็กๆ
เหล่านั้น ต่างก็เกิดมาพร้อมด้วย
“สิทธิในอิสลามบางประการที่เรามีหน้าที่ที่จะต้องมอบสิทธิ
เหล่านั้นให้กับพวกเขา”
ด้วยเช่นกัน แม้แต่ทารกที่อยู่ในครรภ์ก็ยังมีสิทธิของพวกเขา
ที่สามารถเป็นเหตุให้การแบ่งมรดกนั้นล่าช้าออกไปได้
เช่นเดียวกันกับที่มันมีผลต่อกฏเกณฑ์ของการหย่าร้างในอิสลามด้วย

ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
ได้รับมือกับเด็กๆ รวมไปถึงเด็กเล็กที่มีพฤติกรรม
อุปนิสัยที่แตกต่างกันไปในหลายๆ สถานการณ์
ด้วยความอดทนและด้วยความเมตตา

ด้วยเพราะอัลลอฮฺทรงสั่งใช้พวกเราในอัลกุรอาน
ว่าให้ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างของศาสนทูตมุหัมมัด
ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งความพึงพอพระทัยของพระองค์
ในโลกหน้า

ดังนั้นเราจึงควรศึกษาว่าศาสนทูตขัดเกลา
อบรมตักเตือนเด็กเล็กๆ
อย่างไร ในเวลาที่พวกเขาทำบางสิ่งบางอย่าง
ที่อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ทดสอบความอดทน
อดกลั้นของผู้ใหญ่ที่มีความเคร่งเครียด
และอารมณ์เสียง่ายอย่างเราๆ ในปัจจุบัน

“อดทนต่อการขับถ่ายของเสียของเด็ก”
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
เด็กที่อยู่ในวัยที่ต่ำกว่า 1 ขวบ จะน่ากอด จ้ำม้ำ และน่ารัก
ทุกคนต่างอยากจะเข้าไปอุ้ม หอม กอด และเล่นด้วย
จนกระทั่งเมื่อพวกเขาขับถ่าย หรือปัสสาวะในผ้าอ้อมจนมีกลิ่นเหม็น

ทันทีที่สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น

“ผู้ใหญ่ที่แสนดี (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาสุภาพบุรุษ)”
ที่กำลังอุ้มเด็กน้อยอยู้ ก็รีบยีบจมูกแสดงความรังเกียจ
และรีบยื่นเด็กน้อยกลับไปให้กับผู้เป็นแม่
หรือคนดูแลเด็กเพื่อทำความสะอาด

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่สิ่งที่ท่านนบี มุหัมมัด
ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
เคยทำ เมื่อท่านอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น
ท่านมักจะอุ้มเด็กทารกมาวางไว้บนตักของท่าน
แม้ว่าในช่วงเวลานั้นจะไม่มีผ้าอ้อมสำเร็จรูปเช่นทุกวันนี้ก็ตาม

จากหะดีษรายงานโดยท่านหญิงอาอิชะฮฺ

“เด็กทารกชายคนหนึ่งได้ถูกนำมายัง
ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
เพื่อทำ ตะฮฺนิกให้เขา แต่เด็กน้อยได้ปัสสาวะรดท่าน
อย่างไรก็ตามศาสนทูตได้เอาน้ำราดไปตรงที่ที่มีปัสสาวะ
(เพื่อทำความสะอาด) {รายงานโดยอัลบุคอรียฺ}

ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
ได้ยับยั้งตัวท่านจากการแสดงความรังเกียจหรือ
แสดงปฏิกิริยาปฏิเสธเด็กแรกเกิดที่ปัสสาวะรดใส่ท่าน
นี่แสดงให้เห็นถึงแบบอย่าง...ความอดทนอดกลั้นขั้นสูง
ที่ท่านมีต่อธรรมชาติของเด็ก
เพราะมันเป็นเรื่องปกติที่เด็กแรกเกิดจะปัสสาวะบ่อยครั้ง

บทเรียนสำหรับเราจากการกระทำของท่านคือ
การไม่แสดงความหงุดหงิดต่อการขับถ่ายของเสียของเด็ก
ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
(ไม่ว่าจะเป็นน้ำมูก อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อ หรืออ้วกนม)
แม้ว่ามันอาจจะเปื้อนบนเสื้อผ้าของเราก็ตาม
อีกทั้งเรายังควรช่วยทำความสะอาดของเสียที่
เกิดขึ้นโดยปราศจากความกังวลต่อเกียรติทางสังคมของเรา

“อดทนต่อพฤติกรรมของเด็กวัยหัดเดิน”
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
เมื่อเด็กเติบโตขึ้น พวกเขาก็จะเข้าสู่วัยหัดเดิน
ที่มีความกระตือรือร้นคล่องแคล่ว ว่องไว
(หรือในปัจจุบันเรียกว่า เด็กก่อนวัยเรียน)
พวกเขารักการปีนป่ายขึ้นตัก
ขึ้นหลังผู้ใหญ่และทำตัวป่วน วุ่นวาย

เป็นที่ทราบกันดีว่าศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
ไม่เพียงแค่ปล่อยให้เด็กในวัยนี้เข้าไปในมัสญิด
ขณะละหมาดฟัรฎูญะมาอะฮฺเท่านั้น
หากแต่ท่านยังอดทนต่อพฤติกรรมของพวกเขาขณะที่ท่าน
ทำการละหมาดด้วย แม้ว่าพฤติกรรมของเด็กๆ
จะก่อให้เกิดเสียง หรือการรบกวนก็ตาม

จากหะดีษบทหนึ่ง ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ ชาดดัด
รายงานจากการบอกเล่าของบิดาของท่านว่า
ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้เข้ามานำละหมาด
ให้พวกเราในคืนหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นเวลามัฆริบ หรืออีชา

และขณะนั้นท่านกำลังอุ้มหะซัน หรือหุซซัยนฺ
หลานของท่านคนใดคนหนึ่งอยู่
ท่านเดินเข้ามาอยู่ข้างหน้าและวางหลานของท่านลง
จากนั้นท่านจึงกล่าวตักบีรและเริ่มละหมาด
ท่านสูญูดเป็นเวลานาน บิดาของฉันเล่าต่อว่า
“พ่อเงยหน้าขึ้น และเห็นหลานของท่านอยู่บนหลังของท่าน
ขณะที่ท่านกำลังสุญูด เมื่อเห็นเช่นนั้น พ่อจึงก้มลงไปสูญูดต่อ”

เมื่อศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมละหมาดเสร็จ
ผู้คนจึงกล่าวต่อท่านว่า

“โอ้ เราะสูลลุลลอฮฺ ขณะที่ท่านละหมาด
ท่านสุญูดนานจนพวกเราคิดว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับท่าน
หรือท่านกำลังรับวะฮียฺเสียอีก”

ท่านตอบว่า “ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นหรอก
แต่ลูกชายของฉันขี่บนหลังของฉัน
ฉันจึงไม่อยากจะรบกวนเขา จนกว่าเขาจะพอใจ” {อันนะซาอียฺ}

หะดีษบทนี้เป็นอีกหนึ่งแบบอย่างที่ดีงามที่ทำให้
เห็นว่าศาสนทูตมุหัมมัดอดทนต่อความซนของเด็กๆ
เพียงใด คุณลองจินตนาการดูสิว่า
หากมีเด็กวัย 2-4 ขวบขึ้นขี่หลังอีหม่ามในระหว่างการละหมาด
ในปัจจุบันนี้ คุณคิดว่าปฏิกิริยาของเขาจะเป็นเช่นไร

มากไปกว่านั้น ศาสนทูตมุหัมมัดยังได้ยืดระยะเวลา
การสูญูดของท่านให้นานขึ้นเพื่อให้เด็กได้สนุกกับ
การเล่นที่ไร้เดียงสาของเขาต่อไป
อันเป็นเหตุให้บรรดาเศาะหาบะฮฺที่ยืนละหมาดญะมาอะฮฺ
อยู่ข้างหลังท่านเกิดความสงสัย กังวลใจ

“ตักเตือนด้วยการใช้มือ”
~~~~~~~~~~~~~~
เด็กๆ ชอบเวลามีคนแสดงความรัก
ความเมตตาต่อพวกเขาด้วยภาษากาย
และพวกเขาชอบการถูกสัมผัส แทนที่เราจะลงโทษ
พวกเขาด้วยการพร่ำบ่นยืดเยื้อหรือเทศนา
เพื่อให้พวกเขาแก้ไขความผิดพลาดของเขา
การปกป้องเขาให้พ้นจากอันตรายด้วยภาษากายนั้น
มีประสิทธิภาพมากกว่า

หะดีษรายงานโดยท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ

‘อินทผลัมได้ถูกนำมามอบให้ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม

ทันทีที่ถูกเก็บมาจากต้น
แต่ละคนจะนำอินทผลัมของพวกเขามาวางไว้
(ข้างหน้าท่าน) จนกระทั่งมันรวมกันเป็นกองใหญ่
(อยู่ตรงหน้าท่าน) ครั้งหนึ่งท่านอัลหะซันและท่านอัลหุซัยนฺ
หลานของท่านได้มาเล่นอินทผลัมทีี่กองไว้
และท่านใดท่านหนึ่งในสองคนนั้น
ได้หยิบอินทผลัมเข้าปาก
เมื่อศาสนทูตมุหัมมัดเห็นเช่นนั้น
ท่านจึงใช้มือหยิบเอาอินทผลัมออกมาจากปาก
ของหลานท่านและบอกกับหลานของท่านว่า
“เจ้าไม่รู้หรือว่าลูกหลานของมุหัมมัดจะไม่ทานของบริจาค?”
(อัลบุคอรียฺ)

ศาสนทูตมุหัมมัดหยิบเอาอินทผลัมออกจากปากของหลาน
ด้วยตัวท่านเอง ขณะเดียวกันท่านก็ได้อธิบาย
เหตุผลสั้นๆ ต่อหลานของท่าน
ด้วยวิธีการจัดการกับสถานการณ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด
ซึ่งเป็นวิธีการที่จะทำให้เด็กตัวเล็กๆ
เต็มใจที่จะคายอินทผลัมหวานๆ ออกจากปากของพวกเขาเองด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
กลับใช้วิธีการตะคอกใส่ลูก
เพื่อไม่ให้พวกเขาหยิบจับสิ่งของบางอย่าง

หรือให้ออกห่างจากบริเวณที่มีอันตรายแทน
ซึ่งการกระทำดังกล่าวมักจะถูกเพิกเฉยจากเด็ก
และเมื่อเด็กไม่ทำตาม พ่อแม่ก็จะแผดเสียงด่า
ทอลูกอย่างรุนแรงต่อหน้าผู้คน ที่ลูกๆ ไม่เชื่อฟังพวกเขา

บทเรียนที่ได้จากหะดีษบทนี้ในการรับมือ
กับสถานการณ์ดังกล่าวที่ถูกต้องคือ
ผู้ใหญ่ควรรีบลุกขึ้นและนำตัวเด็กออกมาให้พ้นจากอันตราย
และตักเตือนพวกเขาด้วยคำอธิบายสั้นๆ กระชับได้ใจความ

หะดีษอีกบทที่แสดงให้เห็นถึงวิธีการรับมือ
ในรูปแบบเดียวกันของศาสนทูตมุหัมมัดคือ

ท่านอนัสเล่าว่า “ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
คือหนึ่งในบรรดามวลมนุษย์ที่มีคุณสมบัติที่ดีที่สุด

วันหนึ่งท่านใช้ให้ฉันไปทำบางอย่างให้ท่าน
และฉันบอกท่านว่า
“ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ กระผมจะไม่ไปหรอกครับ”
แต่ในใจของฉัน ฉันรู้สึกว่าฉันควรจะไปทำในสิ่งที่ท่านสั่งใช้ฉัน
จากนั้นเมื่อฉันออกไปและเจอกลุ่มเด็กผู้ชาย
ที่กำลังเล่นกันอยู่ระหว่างทาง
ฉันจึงเข้าไปเล่นด้วย

ทันใดนั้นศาสนทูตมุหัมมัดก็มายืนอยู่ข้างหลังฉัน
และจับที่ด้านหลังคอของฉัน และเมื่อฉันมองท่าน
ท่านก็หัวเราะ และบอกฉันว่า “ไปที่ที่ฉันบอกให้เธอไปนะ
อนัสตัวน้อย” ฉันจึงตอบท่านว่า “ครับๆ กระผมจะไปเดี๋ยวนี้เราะสูลุลลอฮฺ”
(อบูดาวูด)

ศาสนทูตมุหัมมัดใช้วิธีการสัมผัสและคำพูดตักเตือน
ที่อ่อนโยนพร้อมๆ กันเพื่อให้ท่านอนัสรู้ตัวว่าเขากำลังลืม
ท่านทราบว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติที่เด็กตัวเล็กๆ
จะเสียสมาธิจากการพบเห็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน
เล่นระหว่างทาง จนลืมหน้าที่

หะดีษบทนี้ ยังเป็นการบ่งชี้ให้เห็นว่าเมื่อเด็กผ่านพ้นวัยหัดเดิน
เราสามารถที่จะฝึกให้พวกเขาทำงานง่ายๆ ได้
แต่เราก็ต้องจำไว้ว่ามันเป็นเรื่องปกติที่เด็ก
จะต่อต้านคำสั่งทันทีทันใดในตอนแรกและ
อาจเสียสมาธิได้ง่ายเมื่อพบเห็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันเล่นอยู่

“ให้คำอธิบายที่สั้นกระชับ ในการอบรมตักเตือน”
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
เมื่อเด็กเติบโต อยู่ในวัยระหว่าง 6-7 ขวบ
พวกเขาก็จะเข้าสู่วัยที่เริ่มมีความเข้าใจว่าอะไรถูก
อะไรผิด เมื่ิอศาสนทูตมุหัมมัดพบว่าเด็กทำผิด
ทำสิ่งที่ไม่ควร ท่านจะตักเตือนสั่งสอน
พวกเขาด้วยวิธีการที่อ่อนโยนและอธิบาย
ถึงสิ่งที่ถูกต้องต่อเด็กด้วยถ้อยคำที่สั้นกระชับ
โดยปราศจากการด่าทอ การตำหนิที่รุนแรง
หรือทำให้พวกเขาเกิดความละอายต่อหน้าคนอื่น

ท่านอุมัร อิบนุ อบู ซะลามะฮฺรายงานว่า
‘ตอนที่ฉันยังเป็นเด็กอยู่ภายใต้การดูแลของท่านนบี
มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
ฉันเคยใช้หมุนมือไปรอบๆ จานอาหาร

ครั้งหนึ่งท่านจึงบอกฉันว่า

“กล่าวพระนามของอัลลอฮฺ ( กล่าว บิสมิลลาฮฺ)
และทานด้วยมือขวา และเริ่มทานจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเธอ”
(อัลบุคอรียฺ และมุสลิม)

เด็กตัวเล็กๆ มักจะมีสมาธิสั้น
มีความสนใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งในช่วงระยะเวลาสั้นๆ
มีความกระตือรือร้นสูง และมีความสงสัยใคร่รู้
พวกเขาอยากจะสำรวจทดลองทุกๆ สิ่งในโลกใบนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่ยังเป็นเรื่องใหม่
ของใหม่สำหรับพวกเขา อย่างไรตาม
มันก็เป็นไปได้ว่าเราก็อาจจะคาดเดาความหมายจากปฏิกิริยา
การกระทำต่างๆ ของพวกเขาได้อย่างผิดๆ
เว้นเสียแต่ว่าเราจะฝึกความอดทนต่อพฤติกรรมของพวกเขา
โดยปราศจากการตำหนิ ด่าทอ หรือว่ากล่าวพวกเขา
อย่างรุนแรงหรือไม่เป็นธรรม

เพราะเด็กๆ คือสมบัติที่มีค่าที่ถูกประทานมาจากอัลลอฮฺ
เราควรที่จะพร่ำบอกกับตัวเองอยู่เสมอไม่ให้กระทำการใดๆ
ที่รุนแรงกับพวกเขา อัลลอฮฺยังมิได้ทรงบันทึกบาปใดๆ
แก่พวกเขาเลยด้วยซ้ำ

แม้ว่าพวกเขาจะทำถ้วย จาน ชามแตก หรือหยิบจับรื้อค้นสิ่งที่อยู่ในตู้หรือลิ้นชักที่เราเก็บไว้อย่างดีแล้วก็ตาม

ในฐานะพ่อแม่ หากว่าเราขาดความอดทนกับลูกๆ ของเราและปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างผิดๆ เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺอย่างจริงใจโดยทันทีทันใด

พ่อแม่ที่ไม่รู้สึกเสียใจหรือสำนึกผิดต่อความผิดพลาด
ที่พวกเขาทำต่อลูกๆ ของพวกเขาขณะที่ลูกๆ
ของพวกเขายังเป็นเด็ก อ่อนแอ
และยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากเขา
ย่อมต้องจบลงด้วยการเผชิญกับลูกหลานที่เติบโตขึ้นมาพร้อม
กับการมีอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่ายกับพวกเขา

และทำตัวห่างเหินจากพวกเขาเมื่อพวกเขาเข้าสู่วัยชรา
นั่นเป็นเพราะเด็กน้อยเติบโตมาด้วยความทรงจำ
ที่เลวร้ายจนกลายเป็นความโกรธที่ฝังลึกเก็บไว้ในใจนานหลายปี

ดังนั้นการอ่านและศึกษาเรื่องราวความรัก
ความใส่ใจ และพฤติกรรมที่อ่อนโยน
ของศาสนทูตมุหัมมัดศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม

ที่มีต่อเด็กๆ เป็นประจำสม่ำเสมอ
เราย่อมสามารถป้องกันตัวเราเองให้พ้น
จากการปฏิบัติต่อลูกๆ ของเราด้วยพฤติกรรม
ที่อาจสร้างความโกรธกริ้วต่ออัลลอฮฺ
และปกป้องตัวเราเองให้พ้นจากการสร้างความเสียหาย
ต่อความสัมพันธ์กับพวกเขาในระยะยาวด้วย

******************
จากบทความ How Prophet Muhammad reprimanded children
เขียนโดย Sadaf Farooqi
แปล เรียบเรียง: بنت الاسلام
สายลมแห่งความห่วงใย  โพส

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

จงยึดมั่นในความสัตย์จริง


พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

﴿ فَمَنۡ أَظۡلَمُ مِمَّنِ ٱفۡتَرَىٰ عَلَى ٱللَّهِ كَذِبًا أَوۡ كَذَّبَ بَِٔاليَٰتِهِۦٓۚ إِنَّهُۥ لَا يُفۡلِحُ ٱلۡمُجۡرِمُونَ ١٧ ﴾ [يونس : ١٧]

"ดังนั้น ผู้ใดเล่าจะอธรรมยิ่งกว่าผู้กล่าวเท็จต่ออัลลอฮฺ หรือผู้ปฏิเสธบรรดาโองการของพระองค์ แท้จริงบรรดาผู้ทำผิดนั้นย่อมไม่บรรลุความสำเร็จ" (ยูนุส: 17)

يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اتَّقُوا اللَّـهَ وَكُونُوا مَعَ الصَّادِقِينَ ﴿ سورة التوبة: ١١٩﴾

โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย พึงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด และจงอยู่อยู่ร่วมกับบรรดาผู้ที่พูดจริง (ซูเราะหฺ อัตเตาบะฮฺ : 119

عَنْ عَبْدِ اللَّهِ بن مسعود رضي الله عنه قَالَ; قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم :
" عَلَيْكُمْ بِالصِّدْقِ فَإِنَّ الصِّدْقَ يَهْدِي إِلَى الْبِرِّ وَإِنَّ الْبِرَّ يَهْدِي إِلَى الْجَنَّةِ وَمَا يَزَالُ الرَّجُلُ يَصْدُقُ وَيَتَحَرَّى الصِّدْقَ حَتَّى يُكْتَبَ عِنْدَ اللَّهِ صِدِّيقًا وَإِيَّاكُمْ وَالْكَذِبَ فَإِنَّ الْكَذِبَ يَهْدِي إِلَى الْفُجُورِ وَإِنَّ الْفُجُورَ يَهْدِي إِلَى النَّارِ وَمَا يَزَالُ الرَّجُلُ يَكْذِبُ وَيَتَحَرَّى الْكَذِبَ حَتَّى يُكْتَبَ عِنْدَ اللَّهِ كَذَّابًا "
صحيح البخاري : 6094 , صحيح مسلم: 2607 , صحيح-الألباني"صحيح الجامع": 407 , صحيح-الألباني"صحيح الترمذي": 1971

จากท่านอับดุลลอฮฺ บิน มัสอู๊ด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า:
"พวกท่านทั้งหลายจงยึดมั่นในความสัตย์จริง เพราะความสัตย์จริงนั้นจะนำพาไปสู่ความดี และความดีจะนำพาไปสู่สวนสวรรค์ ผู้ใดก็ตามที่มีความสัตย์จริง และใฝ่หาความสัตย์จริง เขาจะได้รับการบันทึก ณ ที่อัลลอฮฺว่าเป็นผู้ที่ยึดมั่นในความสัตย์จริง และพวกท่านทั้งหลายจงพึงระวังการโกหก เพราะการโกหกนั้นจะนำพาไปสู่ความชั่วร้าย และความชั่วร้ายจะนำพาไปสู่ไฟนรก ผู้ใดก็ตามที่ชอบโกหก และฝักใฝ่การโกหกอยู่เป็นนิจ เขาก็จะถูกบันทึก ณ ที่อัลลอฮฺว่าเป็นจอมโกหก"
เศาะฮีหฺ อัลบุคอรียฺ : 6094 , เศาะฮีหฺ มุสลิม : 2607 , เศาะฮีหฺ-อัลบานียฺ "เศาะฮีหฺ อัลญามิอฺ" : 407 , เศาะฮีหฺ-อัลบานียฺ "เศาะฮีหฺ อัตติรฺมิซียฺ" : 1971


عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ رضي الله عنه أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صلي الله عليه وسلم قَالَ:
"مَنْ كَانَ يُؤْمِنُ بِاَللَّهِ وَالْيَوْمِ الْآخِرِ فَلْيَقُلْ خَيْرًا أَوْ لِيَصْمُتْ،...."
[ متفق عليه ]
صحيح البخاري :6475,6136,6018 , صحيح مسلم:47 , صحيح ابن حبان:530

จากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เมื่อ ท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า :
“ผู้ใดที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันปรโลก เขาก็จงพูดสิ่งดี หรือไม่ก็จงเงียบเสีย ….”
[มุตตะฟะกุล อลัยฮฺ]
เศาะฮีหฺ อัลบุคอรียฺ : 6475,6136,6018 , เศาะฮีหฺ มุสลิม :47 , เศาะฮีหฺ อิบนุ ฮิบบาน :530


عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ رضي الله عنه ، سَمِعَ رَسُولَ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم يَقُولُ :
" إِنَّ الْعَبْدَ لَيَتَكَلَّمُ بِالْكَلِمَةِ مَا يَتَبَيَّنُ فِيهَا، يَزِلُّ بِهَا فِي النَّارِ أَبْعَدَ مِمَّا بَيْنَ الْمَشْرِقِ ".
صحيح البخاري: 6477 واللفظ له , صحيح مسلم: 2988, صحيح-الألباني"صحيح الجامع": 1678

จากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ยิน ท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้กล่าวว่า ;
“แท้จริง(หากว่า)บ่าวคนหนึ่งที่พูดด้วยคำพูดหนึ่งโดยไม่หาข้อเท็จจริงในคำพูดนั้น(ไม่ได้ไตร่ตรองก่อนว่าคำพูดนั้นดีหรือชั่ว) มันทำให้เขาตกนรกที่ไกลยิ่งกว่าระยะระหว่างทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเสียอีก”
เศาะฮีหฺ อัลบุคอรียฺ : 6477 และเป็นสำนวนของท่าน , เศาะฮีหฺ มุสลิม : 2988 , เศาะฮีหฺ–อัลบานียฺ "เศาะฮีหฺ อัลญามิอฺ" : 1678

عن سهل بن سعد رضي اللّه عنه عن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال:
“ مَنْ يَضْمَنْ لِيْ مَا بَيْنَ لَحْيَيْهِ وَمَا بَيْنَ رِجْلَيْهِ، أَضْمَنْ لَهُ الْجَنَّةَ “
صحيح البخاري: 6474 , صحيح الألباني "صحيح الجامع": 6617

จากสะฮฺลฺ บิน สะอัด เราะฎิยัลลอฮุ อันฮฺ จาก ท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า :
“ผู้ใดที่รับประกันกับฉันว่าจะระวังรักษาสิ่งที่อยู่ระหว่างขากรรไกรทั้งสองข้างของเขา (ปากและลิ้น) และสิ่งที่อยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างของเขา (อวัยวะเพศ) ฉันจะรับประกันสวรรค์ให้แก่เขา”
เศาะฮีหฺ อัล-บุคอรียฺ : 6474 , เศาะฮีหฺ อัลบานียฺ "เศาะฮีหฺ อัลญามิอฺ" : 661




ชีวิตนบีที่สมถะ



มนุษย์ทุกคนหวัง
ความสุขสบาย
จากปัจจัยจำนวนมาก แต่ในความ
เป็นจริงนั้นความสุข
ไม่ได้เกิดจากวัตถุแต่
อย่างใด

ความสุขที่แท้จริงเกิดจาก
ความพอใจมากกว่า ดังที่ท่านนบี
เคยกล่าวไว้ว่า

“คนโชคดี คือ ผู้ที่ได้รับทางนำ
จากอิสลาม มีปัจจัยชีวิตที่พอเพียง
และมีความพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่"

(บันทึกโดยฏอบรอนี)

ความโชคดีตรงนี้ก็คือ การมีชีวิตที่ดี
ในโลกนี้นั้นก็คือ การมีจิตวิญญาณที่ดี
การมีฐานะที่ไม่ขัดสน
และการมีจิตใจที่มั่นคง
ท่านนบี เองก็ได้รับคำสั่งให้มี
ความพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ โดยไม่
ต้องไปเปรียบเทียบ
กับชีวิตอันหรูหราของพวกปฏิเสธศรัท
ธา ที่เกิดมาเพื่อแสวงหา
ความสุขสำราญในโลกนี้เท่านั้น พวก
เขา
จึงมีชีวิตเพื่อการกอบโกยแต่เพียงอย่า
งเดียว อันเนื่องมาจากพวกเขา
ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโลกหน้า
เพื่อการตอบแทนความดี
หรือชำระโทษผู้กระทำผิด
ดังที่อัลลอฮฺ ได้ตรัสไว้ความว่า
" ﻭَﻻ ﺗَﻤُﺪَّﻥَّ ﻋَﻴْﻨَﻴْﻚَ ﺇِﻟَﻰ ﻣَﺎ ﻣَﺘَّﻌْﻨَﺎ ﺑِﻪِ ﺃَﺯْﻭَﺍﺟًﺎ
ﻣِﻨْﻬُﻢْ ﺯَﻫْﺮَﺓَ ﺍﻟْﺤَﻴَﺎﺓِ ﺍﻟﺪُّﻧْﻴَﺎ ﻟِﻨَﻔْﺘِﻨَﻬُﻢْ ﻓِﻴﻪِ ﻭَﺭِﺯْﻕُ
ﺭَﺑِّﻚَ ﺧَﻴْﺮٌ ﻭَﺃَﺑْﻘَﻰ "

“และเจ้า (มุฮำมัดมุสลิมทุกคน)
อย่าทอดสายตาของเจ้าไปยังสิ่งที่เรา
ได้ให้ความเพลิดเพลิน
แก่บุคคลต่างๆ
(จากกาเฟร) ซึ่งความสุขสำราญ
ในชีวิตดุนยา
เพื่อเราจะได้ทดสอบพวกเขาในการนี้
และการตอบแทนของพระเจ้าของเจ้า
นั้นดียิ่งกว่าและจีรังกว่า ”

(อัลกุรอาน /131)

โองการข้างต้น ให้อะไรแก่เราบ้าง ?
โองการข้างต้น บอกเราว่า

- ไม่ควรดูแต่คนที่มี
ความสมบูรณ์ทุกอย่าง ของชีวิต
ในดุนยา

- การได้รับความรวย
และยศถาบรรดาศักดิ์ ถือ
เป็นการทดสอบจากอัลลอฮฺ ว่า เป็น
ผู้กตัญญูรู้คุณ หรือไม่ ?

-ความจนไม่ใช่ความ
อัปยศของชีวิต

- ปัจจัยของชีวิตดุนยา
เป็นเพียงภาพลวงตา และชั่วคราว

- การตอบแทนจากอัลลอฮฺ ดีกว่า
และคงมั่นนิรันดร์ (สวรรค์)
ความหรูหราของชีวิต จึงไม่
ใช่เป้าหมายของชีวิต
ของมุสลิม

ความร่ำรวย ไม่ใช่
ความมากมายของทรัพย์สิน แต่
ความร่ำรวยในทัศนะอิสลาม คือ
ความมีน้ำใจอันกว้างขวาง
วิถีชีวิตของท่านนบี
เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด โดยเฉพาะ
กับบรรดาผู้ศรัทธา ภาพของ
ความสมถะของท่าน ทั้งๆ ที่
เป็นมหาบุรุษของโลก ตามที่อุมัร อิบนุ
คอตต๊อบได้เล่าเรื่องราวของท่านตอนที่ท่าน
สาบานจะไม่ยุ่งเกี่ยว
กับบรรดาภรรยา ที่เรียกร้องปัจจัย
ในดุนยาจากท่าน และท่าน
ได้ปลีกตัวไปพักใน
ส่วนหนึ่งของมัสยิด
ท่านอุมัร ได้มาเยี่ยมท่านพบว่า
ท่านนบี นอน
อยู่บนเสื่อมีร่องรอยติดสีข้างของท่าน
อุมัรเมินหน้าหนี และอะไรเกิดขึ้น
กับท่าน ?
โอ้ท่านศาสนทูต ท่านเป็น
ผู้ถูกเลือกสรรจากอัลลอฮฺ
จากบรรดาสิ่งที่ถูกสร้าง
จักรพรรดิเปอร์เซียและโรมันมีสภาพ
เป็นอย่างไร ?
ท่านนบี ลุกขึ้นด้วยหน้าแดงกล่ำ
(โกรธ) และกล่าวว่า โอ้ อิบนุคอตต๊อบ
ท่านมีความสงสัยในตัวฉัน
กระนั้นหรือ ?
แล้วท่านได้กล่าวว่า “ชนเหล่านี้
ปรารถนาได้ความดีงาม ในชีวิตดุนยา
โดยเร่งรีบ”

ส่วนในรายงานของมุสลิม
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
ได้กล่าวว่า “ท่านพอใจหรือไม่ที่ดุนยา
เป็นของพวกเขา และอาคิเราะฮฺ
เป็นของพวกเรา"

อุมัรตอบว่า “ใช่แล้ว
ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ แล้ว

เขากล่าวว่า ฉันของสรรเสริญอัลลอฮฺ

ในความรู้สึกของอุมัร คือ คนระดับนบี
ทำไมต้องมานอนบนเสื่อ
เหมือนคนจนนอน
ทั้งๆ ที่ท่านเป็นมหาบุรุษที่ยิ่ง
ใหญ่ของโลก
ยิ่งใหญ่กว่าจักรพรรดิ
ของเปอร์เซีย
และโรมันเสียอีก
แต่มีสภาพที่แตกต่างๆ
จากจักรพรรดิทั้งสอง คำพูดนี้ที่ทำให้ท่านนบี
โกรธมุอัร ท่านจึงได้ตั้งคำถามว่า
พอใจไหมที่โลกหน้า
เป็นของเรา
โดยที่โลกนี้
เป็นของพวกปฏิเสธอัลลอฮฺ เนื่องจาก
ผู้ศรัทธาถูกบังเกิดมา
เพื่อโลกหน้า
แต่ก็อย่าลืมหน้าที่
และสิทธิของชีวิตของโลกนี้
ในกรณีที่คล้ายกันนี้ อิบนุ มัสอูดคน
ใกล้ชิดท่านได้เล่าว่า
“ท่านร่อซูล นอนบนเสื่อ
และรอยเสื่อติดที่ผิวหน้า
อิบนุมัสอูด ได้ลูบรอยออก
และกล่าวว่า ข้าสาบานต่ออัลลอฮฺว่า
หากว่าท่านอนุญาต (ให้ฉัน) ปูนั้น”

(บันทึกโดยอัตติรมีซีย์)

ดุนยา คือ ต้นไม้ที่เราพัก
ใต้ร่มเงาของมัน วันหนึ่งเราก็
ต้องเดินทางต่อไป
มันคือการเดินทาง
กลับบ้านเก่า ส่วน
จะไปไหนเดี๋ยวก็รู้เอง…

.........................................
โดย ...อ.อับดุลลอฮฺ มานะ
มูลนิธิ ชี้นำสู่สันติสุข


เซฟหัวใจบล็อคฟิตนะห์




ทำใจได้เลยหากจะใช้สื่อ ที่เรียกว่าFacebook
ทำใจที่จะเห็นฟิตนะห์ ข้อแรกเลย คือ
1. เห็นเพื่อนในเฟสบุคออน เราก็สงสัยและออนทำไม
มีธุระอะไรดึกๆ ดื่นๆ
คุยกับใคร . .
. . ตัวเราก็กลัว พี่น้องมุสลิมของเราจะใช้ระบบแฟนนี่สิ หนักเลย
. . . . . . .สิ่งดีมีอยู่ . .แต่สิ่งเลวร้ายน่ะ . . มันเยอะกว่า
ผู้หญิงลงรูปแล้วมีคนแซว แต่ยังยอมรับคำแซว โดยไม่นิ่งเฉยกลับไป
นั้นผู้หญิงมุสลิมะห์ก็ถูก ทำลายเกียรติไปมากแล้ว (โดน แซวนู่นนี้นั่น จ๊ะๆ จ๋าๆ)
. . .เราต้องระวังนะ วันกียามะห์ หรือเร็วสุดในกุโบรฺโดนถามจะตอบยังไง . . .

...........................
Sorlah Hooddeen



วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

จิตใจภายในสะท้อนสู่การกระทำภายนอก


เมื่อจิตใจของเราดีแล้ว สิ่งที่สะท้อนออกมาภายนอก คือการกระทำ ก็ถูกสั่งการไปในทางที่ดีด้วย ตรงกันข้าม ถ้าหากข้างในเสียแล้ว ก็ย่อมทำให้การกระทำที่ถูกสั่งการจากภายในไปในทางที่ไม่ดีด้วย ดั่งพืชที่ปลูกกับดินที่ดี ก็จะทำให้พืชนั้นงอกเงยออกมาด้วยอนุมัติของพระองค์อัลลอฮฺ แต่หากดินที่ปลูกพืชนั้นไม่ดี ก็จะทำให้พืชนั้นงอกออกมาในสภาพที่ไม่สมบูรณ์

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

وَالْبَلَدُ الطَّيِّبُ يَخْرُجُ نَبَاتُهُ بِإِذْنِ رَبِّهِ وَالَّذِي خَبُثَ لَا يَخْرُجُ إِلَّا نَكِدًا( 58 )

“และดินที่ดี นั้นพืชของมันจะงอกออกมา ด้วยอนุมัติแห่งพระเจ้าของมัน และดินที่ไม่ดีนั้นพืชของมันจะไม่ออกนอกจากในสภาพแกร็น" (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-อะอฺรอฟ 7:58)

ซึ่งหากเรากระทำในสิ่งไม่ดี หรือต้องห้ามตามบทบัญญัติศาสนา ก็เท่ากับสร้างจุดดำขึ้นในจิตใจ หากยังไม่ขจัดออกไปโดยการกระทำความดีลบล้างหรือกลับเนื้อกลับตัว จุดดำนั้นก็จะเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งมันปกคลุมหัวใจเสียหมด จนไม่สามารถแยกแยะว่าสิ่งไหนดีสิ่งไหนชั่ว มองสิ่งที่ถูกเป็นผิด สิ่งที่ผิดเป็นชอบ ดังนั้นจงพยายามบังคับจิตใจของเรา ด้วยการฝึกฝน ดูแล เอาใจใส่มัน ไม่ฝ่าฝืน หรือกระทำสิ่งที่ต้องห้าม ก้อนเนื้อของเราคือหัวใจนั้นก็จะบริสุทธิ์ไร้จุดด่างดำ

ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"ในร่างกายนั้นจะมีเนื้อก้อนหนึ่ง ที่หากว่ามันดีแล้ว ร่างกายทั้งหมดก็จะดีตามไปด้วย แต่หากมันเสียหายแล้ว ร่างกายทั้งหมดก็เสียหายไปด้วย พึ่งทราบเถิดว่า เนื้อก้อนนั้นคือหัวใจ" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์และมุสลิม)


الله أعلم بالصواب



คุณมีชีวิตเพื่ออะไร?



ให้คำตอบกับการมีชีวิตของคุณ
เองได้ไหม...

ชีวิตที่เหลือจะดำเนินอย่างไร...

ชีวิตเพื่อสุขหรือชีวิตเพื่อทุกข์....

จะสุขหรือทุกข์ ขอให้ดำเนินชีวิต
ด้วยความยำเกรง

เพราะเมื่อคุณได้ประสบความตาย

ชีวิตหลังจากความตายขึ้นอยู่กับ
การมีชีวิตของคุณในปัจจุบัน

โปรดเติมเต็ม ดุอาอของคุณด้วย
ชื่อของฉัน

ลาตันสานี ฟี ดุอาอ อิกุม
อย่าลืมฉันในดุอาอของท่าน
แล้วฉันจะไม่ลืมท่านในดุอาอ
ของฉัน

.......................
Mareena Khan



วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ความรู้นั้นคือผู้ที่ปฏิบัติตามกุรอ่านและซุนนะห์



ท่านอิมาม อัลบัรบะฮารีย์ - ร่อฮิมะฮุ้ลลอฮ์ - กล่าวว่า :

ِواعْلَمْ أَنَّ العِلْمَ لَيْسَ بِكَثْرَةِ الرِوَايَةِ وَالْكُتُبِ، وَلَكِنَّ العَالِمُ مَنِ اتَّبَعَ الكِتَابِ والسُّنَّةِ، وَإِنْ كَانَ قَلِيْلَ العِلْم وَالكُتُبِ وَمَنْ خَالَفَ الكِتَابَ وَالسُّنَّةِ، فَهُوَ صَاحِبُ بِدْعَةٍ وَإِنْ كَانَ كَثِيْرَ الرِّوَايَةِ وَالكُتُب.
َ

"พึงรู้เถอะ แท้จริงแล้ว ความรู้นั้น มิใช่ความมากของคำพูดหรือหนังสือ แต่ทว่าผู้รู้(ที่แท้จริง) ก็คือผู้ที่ ปฏิบัติตามกุรอ่าน และซุนนะห์ แม้ว่าความรู้และหนังสือเขียน(ของเขา)จะมีน้อยก็ตาม และใครผู้ใด ขัดแย้งกับ กุรอ่าน และซุนนะห์ เขาก็คือพวกบิดอะห์ แม้ว่าคำพูดและหนังสือ(ของเขา)จะมีมากก็ตาม (ไม่ใช่ข้ออ้าง) ..."

|| อิรซาดุซซารีย์ ฟีซัรฮิซซุนนะห์ ลิ้ลบัรบะฮาลีย์ หน้า 191


..........................
Narawit Nilpanit