อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุสลิมกับคนต่างศาสนิก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุสลิมกับคนต่างศาสนิก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

การอวยพรแสดงความยินดี กับคนกาเฟร ในวันคริสมาสและวันปีใหม่



-ชัยค์ ศอลิหฺ อิบนุ อัลอุษัยมีน รอหิมะฮุลลอฮุตะอาลา-

ถาม:

อะไรคือฮุกม(ข้อตัดสิน)ของการอวยพรแสดงความยินดีกับคนกาเฟร ในวันคริสต์มาสที่พวกเขาทำงานร่วมกับเรา? เราจะตอบกับพวกเขาอย่างไร เมื่อเขาชวนเราไปร่วมงาน?และอณุญาติหรือไม่ที่จะไปยังสถานที่จัดงานเฉลิมฉลองต่างๆ ซึ่งพวกเขาได้ฉลองงานนี้กันอยู่
และ มันเป็นบาปหรือไม่กับคนที่เขาได้ทำสิ่งที่ได้กล่าวไปแล้วโดยไม่ได้มีเจตนาทำมันแต่ทำเพราะเป็นมารยาท เกรงใจ ลำบากใจ หรืออื่นๆจากเหตุผลดังกล่าว,และอณุญาติหรือไม่ที่จะปฏิบัติตามพวกเขาในสิ่งดังกล่าว? ช่วยให้คำชี้ขาดแก่เราถึงผลตอบแทนทั้งหลายด้วย

ตอบ:
การอวยพรแสดงความยินดีในวันคริสต์มาส หรือวันอื่นๆที่เป็นวันรื่นเริงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับศาสนาของพวกเขา หะรอม(ห้าม,ไม่อณุญาต)ด้วยกับมติเอกฉันท์ ดังสิ่งที่เป็นหลักฐานของสิ่งดังกล่าวจาก ท่าน อิบนุ กอยยิม รอหิมะฮุลลอฮฺ ในตำราของเขา أحكام أهل الذمة "อะฮฺกาม อะฮฺลุซซิมมะฮฺ"ได้กล่าวไว้ว่า:
และสำหรับการอวยพรแสดงความยินดี ด้วยกับพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปฏิเสธ(กุฟรฺ)นั้น เป็นสิ่งที่ หะรอม ด้วยกับมติเอกฉันท์ เช่นเดียวกับการอวยพรแสดงความยินดี กับวันรื่นเริงต่างๆของพวกเขา และการถือศีลอดของพวกเขา
ดังที่เขากล่าวว่า:สุขสันต์วันรื่นเริงสำหรับท่าน หรือ ขอให้มีความสุขในวันรื่นเริงนี้ และแบบเดียวกันกับมัน , และหากว่าเขาให้สลามตอบรับกับผู้ปฏิเสธที่กล่าวมัน ดังนั้นแล้วมันเป็นสิ่งที่ต้องห้าม และมันได้เข้าอยู่ในตำแหน่งของการอวยพรให้กับการสุญูดของเขาต่อไม้กางเขน หามิได้สิ่งดังกล่าวนี้ คือบาปอันใหญ่หลวง ณ ที่อัลลอฮฺ และเป็นที่น่ารังเกียจอย่างมากที่เขาได้อวยพรให้กับการดื่มสุรา และการฆ่าตัวเอง และการร่วมเพศที่หะรอม และอื่นๆจากมัน
และจำนวนมากมาย ของผู้ที่ไม่เอาใจใส่กับศาสนา พวกเขานั้นได้ทำสิ่งดังกล่าว และไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้นมันคือความเลวทราม ดังนั้น ใครที่ไปอวยพรนั้น คือ บ่าวที่ทำการฝ่าฝืน หรือ บิดอะฮฺ (อุตริกรรม)หรือ กุฟรฺ (การปฏิเสธ )
แน่นอนอัลลออฺจะทรงให้เขาได้รับรู้ถึงความเกลีดชังและความโกรธกริ้วของพระองค์ - จบคำพูดของ ท่านอิบนุกอยยิม รอหิมะฮุลลอฮฺ -

และการอวยพรแสดงความยินดีในวันรื่นเริงต่างๆที่เกี่ยวข้องกับศาสนาของกาเฟรนั้น หะรอม (เป็นที่ต้องห้าม) และมันจะถูกตอบแทนด้วยกับสิ่งที่ท่านอิบนุกอยยิมได้กล่าวไว้ เพราะว่ามันเป็นการยอมรับกับพิธีกรรมต่างๆของผู้ปฏิเสธ และพึงพอใจกับพวกเขา แท้จริงแล้วตัวของเขาต้องไม่พึงพอใจกับสิ่งที่เป็นการปฏิเสธ
หากแต่ว่ามัน เป็นที่ต้องห้ามบนมุสลิม ที่จะพึงพอใจกับพิธีกรรมต่างๆทีเป็นการปฏิเสธ หรือการอวยพร ด้วยกับสิ่งอื่นๆจากมัน เพราะว่า อัลลอฮฺตะอาลา ทรงไม่พึงพอใจกับสิ่งดังกล่าว ดังที่อัลลอฮฺตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า:
إِن تَكْفُرُوا فَإِنَّ اللَّهَ غَنِيٌّ عَنكُمْ وَلَا يَرْضَىٰ لِعِبَادِهِ الْكُفْرَ وَإِن تَشْكُرُوا يَرْضَهُ لَكُمْ
"หากพวกเจ้าปฏิเสธศรัทธา ดังนั้น แท้จริงอัลลอฮฺนั้น ทรงพอเพียงจากพวกเจ้าและจะไม่ทรงปิติยินดีต่อการเนรคุณของปวงบ่าวของพระองค์ และหากพวกเจ้ากตัญญู พระองค์ก็จะทรงปิติยินดีต่อพวกเจ้า "
(อัซ-ซุมัร :7)
และอัลลอฮฺตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า
(الْيَوْمَ أَكْمَلْتُ لَكُمْ دِينَكُمْ وَأَتْمَمْتُ عَلَيْكُمْ نِعْمَتِي وَرَضِيتُ لَكُمُ الْإِسْلَامَ دِينًا) (المائدة:3)
ความว่า " วันนี้เราได้ให้ความสมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้วซึ่งศาสนาของพวกเจ้า และเราได้ให้ครบถ้วนแล้วแก่พวกเจ้าซึ่งความกรุณา และเมตตาของเรา แก่พวกเจ้า และเราได้ยอมรับแล้วว่าอิสลามเป็นศาสนาสำหรับพวกเจ้า "(อัลมาอิดะฮฺ:3)
และการที่ท่านได้อวยพรแสดงความยินดีกับพวกเขาด้วยกับสิ่งดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ หะรอม ไม่ว่าพวกเขาจะทำงานร่วมกันหรือไม่ก็ตาม
----------------------------------------------------
س: ما حكم تهنئة الكفار بعيد الكرسمس؛ لأنهم يعملون معنا؟ وكيف نرد عليهم إذا حيونا بها؟ وهل يجوز الذهاب إلى أماكن الحفلات التي يقيمونها بهذه المناسبة، وهل يأثم الإنسان إذا فعل شيئاً مما ذكر بغير قصد وإنما فعله إما مجاملة أو حياء أو إحراجاً أو غير ذلك من الأسباب، وهل يجوز التشبه بهم في ذلك ؟ أفتونا مأجورين.
جـ: تهنئة الكفار بعيد الكريسمس أو غيره من أعيادهم الدينية حرام بالاتفاق كما نقل ذلك ابن القيم رحمه الله في كتابه ( أحكام أهل الذمة ).
حيث قال: وأما التهنئة بشعائر الكفر المختصة به فحرام بالاتفاق مثل أن يهنئهم بأعيادهم وصومهم فيقول: عيد مبارك عليك أو تهنأ بهذا العيد ونحوه؛ فهذا إن سلم قائله من الكفر فهو من المحرمات وهو بمنزلة أن يهنئه بسجوده للصليب؛ بل ذلك أعظم إثماً عند الله وأشد مقتاً من التهنئة بشرب الخمر وقتل النفس وارتكاب الفرج الحرام ونحوه. وكثير ممن لا قدر للدين عنده يقع في ذلك ولا يدري قبح ما فعل، فمن هنأ عبداً بمعصية أو بدعة أو كفر؛ فقد تعرض لمقت الله وسخطه. انتهى كلامه رحمه الله.
وإنما كانت تهنئة الكفار بأعيادهم الدينية حراماً وبهذه المثابة التي ذكرها ابن القيم؛ لأن فيها إقراراً لما هم عليه من شعائر الكفر ورضى به لهم، وإن كان هو لا يرضى بهذا الكفر لنفسه، لكن يحرم على المسلم أن يرضى بشعائر الكفر أو يهنيء بها غيره؛ لأن الله تعالى لا يرضى بذلك كما قال الله تعالى: { إن تكفروا فإن الله غني عنكم ولا يرضى لعباده الكفر وإن تشكروا يرضه لكم } وقال تعالى: {اليوم أكملت لكم دينكم وأتممت عليكم نعمتي ورضيت لكم الإسلام ديناً }. وتهنئتهم بذلك حرام سواء كانوا مشاركين للشخص في العمل أم لا.
العلامه محمد صالح العثيمين رحمه الله

วันพุธที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เราจะส่งความสุขให้คริสตชนในวันคริสต์มาสได้อย่างไร



- มุสลิมในปัจจุบัน เราไม่เพียงมอบของขวัญแก่ชนต่างศาสนิกเท่านั้น แต่ยังเข้าร่วมในพิธีกรรมทางศาสานาของเขาอีกด้วย
- ยกตัวอย่าง อีกไม่นานจะถึงวันคริสต์มาส
- มีมุสลิมจำนวนมากมายที่กล่าวพรแก่คริสตชนว่า สุขสันต์วันคริสต์มาส
- เราต้องการสานสัมพันธ์อันดีงามระหว่างกัน
- แต่ท่านรู้ไหมว่า ในขณะที่ท่านกล่าวคำอวยพรนี้ ท่านกำลังทำอะไรอยู่
- ท่านกำลังให้คำปฏิญาณว่า อัลลอฮฺทรงให้กำเนิดลูกชายในวันที่ 25 ธันวาคม (มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์)
- เรายังไม่พูดถึงว่า ความเชื่อนี้ถูกหรือผิด แต่ทุกครั้งที่ท่านกล่าวว่า สุขสันต์วันคริสต์มาส แก่เพื่อนๆคริสตชน แสดงว่าท่านกำลังให้คำปฏิญาณว่า อัลลอฮฺทรงให้กำเนิดลูกชายในวันที่ 25 ธันวาคม (มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์)
- เรายังไม่พูดประเด็นที่ว่าผิดถูกหรือไม่ แต่ท่านกำลังมีส่วนร่วมกับการแสดงความยินดีในครั้งนี้
- มันเป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ เมื่อวันคริสต์มาสมาถึง ท่านจงถามเพื่อนคริสตชนว่า ทำไมท่านเฉลิมฉลองในวันคริสต์มาส
- พวกเขาจะตอบว่า เพราะเป็นวันประสูตรของพระเยซู ท่านจงถามต่อว่า พระเยซูคือใคร
- พวกเขาจะตอบว่า พระเยซูคือพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่
- ท่านจงรีบฉวยโอกาสนี้ ดะวะฮฺเขาทันที ว่า
- ไม่มีประโยคเดียวในไบเบิ้ล ที่พระเยซูประกาศอย่างชัดเจนว่า "ฉันคือพระเจ้า" หรือ "จงเคารพบูชาฉัน"
- หากคริสตชนคนไหนสามารถบอกได้ว่า มีโองการเดียวในคัมภีร์ไบเบิ้ลที่ระบุอย่างชัดเจน ไม่คลุมเคลือว่า "พระเยซูคือพระเจ้า" หรือ " จงเคารพบูชาฉัน" แล้ว ฉันยินดีประกาศเป็นคริสตชนทันที
- เป็นเรื่องที่ง่ายๆมาก
- และนี่คือวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้คริสตชนมีความสุขที่แท้จริง
***
:: ดร.ซากิร ไนค์
------------------------------
แปลโดย อ.มัสลัน มาหามะ
ข้อความ จาก HOPE of ISLAM








วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2558

มุสลิมร่วมพิธีฉลองงานวันเกิดพระ



จากเหตุการที่มุสลิมในอำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส ได้ร่วมกับชาวบ้านไทยพุทธจัดพิธีฉลองงานวันเกิดพระรูปหนึ่งของวัดประชุมชลธารา ซึ่งมีการจัดพิธีเช่นนี้มากว่า 10 ปี โดยมีมุสลิมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ผู้นำศาสนาเข้าร่วมงานพิธีกันอย่างคับคั่ง ซึ่งในงานจะมีพิธีตามพุทธศาสนา และการเต้นรำบนเวที่ มีมุสลีมะฮ์ และมุสลิมีนหลายท่านเข้าร่วมแจมด้วย

นาอูซูบิลลาฮิมินซาลิก : ขออัลลอฮฺคุ้มครองเราให้ห่างไกลจากการกระทำเหล่านี้ด้วยเถิด

เขาทำอะไรกันหรือ? ทำไมต้องเข้าวัดเข้าวาด้วยหรือ? ทำำไมต้องเต้นรำด้วยหรือ? ถึงเวลาผสมผสานศาสนากันแล้วหรอ?

แค่แสดง ความยินดี แล้วไม่เข้าในพิธี ทำไมได้หรือ?

อิสลามไม่มีการเฉลิมวันเกิด

พิธีของเขา มุสลิมอย่าเข้าไปร่วม

لَكُمْ دِينُكُمْ وَلِيَ دِينِ

"สำหรับพวกท่านก็คือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันก็คือศาสนาของฉัน"
(อัลกุรอาน สูเราะฮ์ อัล-กาฟิรูน :6)












วันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2557

การถวายพระพรในบทบัญญัติอิสลาม




ทุกๆปี เมื่อถึงวันที่ 5 ธ.ค. ก็จะมีคำถามมากมายถามเรื่องการถวายพระพร ซึ่งจริงๆแล้ว ทางสำนักจุฬาก็ได้แสดงความคิดเห็นแล้ว และผมไม่ได้คัดค้าน แต่ขอเสริมและอธิบายเพิ่มเติม เพื่อความเข้าใจ และมอบให้กับพี่น้องมุสลิม ตัดสินใจกันเอาเองว่า ควรจะทำหรือไม่ อย่างไร

การถวายพระพร เท่าที่ผมถามเพื่อนๆที่ทำงาน ก็มีความหมายเหมือนกับการขอดุอาร์ ดังนั้น สิ่งที่ผมจะอธิบายต่อไปนี้ จะเกี่ยวกับการขอดุอาร์ให้กับคนต่างศาสนิก อย่างเดี่ยว ไม่ได้เกี่ยวกับพิธีกรรมอื่นที่มีลักษณะของการทำอิบาดัตแต่อย่างใด

การขอดุอาร์ให้กับคนต่างศาสนิก ไม่ได้เป็นสิ่งต้องห้ามทั้งหมด และไม่ได้เป็นสิ่งที่อิสลามอนุญาติทั้งหมดเช่นกัน แต่นักวิชาการอิสลามได้ฟัตวาตามบริบทต่างๆที่แตกต่างกัน ซึ่งมีรายละเอียดต่อไปนี้

๑. การขอดุอาร์ให้คนต่างศาสนิกได้รับการอภัยโทษหรือได้รับเราะห์มัตจากอัลลอฮฺ เป็นสิ่งที่อิสลามไม่อนุมัติ ถือเป็นสิ่งต้องห้าม

 อิหม่ามนะวาวีย์ได้กล่าวความว่า การละหมาด (ญะนาซะห์) แก่คนกาฟิร และการขอดุอาร์ให้ได้รับการอภัยโทษเป็นสิ่งต้องห้ามด้วยตัวบทหลักฐานที่ชัดเจนจากอัลกุรอานและเป็นอิจมาอฺ (เป็นที่เห็นพ้องต้องกันว่าต้องห้าม) (อัลมัจมูอฺ เล่ม ๕ หน้า ๑๒๐) ซึ่งอัลก่อร่อฟีย์จากมัซหับอิหม่ามมาลิกและอิบนฺอัลลานจากมัซหับอิหม่ามชาฟีอีย์เห็นว่าการกระทำเช่นนี้เป็นกุฟร์ (คืออาจทำให้ผู้กระทำนั้นตกศาสนา) (อัลฟุรูก เล่ม ๔ หน้า ๒๖๐ และ อัลฟุตูหาตอัลร็อบบานียะห์ เล่ม ๗ หน้า ๒๓๘)


อัลลอฮฺได้กล่าวในคำภีร์อัลกุรอานว่า

إِنَّ اللّهَ لاَ يَغْفِرُ أَن يُشْرَكَ بِهِ وَيَغْفِرُ مَا دُونَ ذَلِكَ لِمَن يَشَاء وَمَن يُشْرِكْ بِاللّهِ فَقَدْ ضَلَّ ضَلاَلاً بَعِيدًا
(النساء: 116)

ความว่า แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้เป็นภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดให้มีภาคี ขึ้นแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล

และโองการอีกมากมาย ที่เป็นตัวบทหลักฐานของหุก่มและเป็นการอิจมาอฺ

๒. การขอดุอาร์ให้เขาได้รับทางนำ (ฮิดายะห์) จากอัลลอฮฺ เป็นสิ่งที่กระทำได้ เพราะการขอดุอาร์ให้มวลมนุษย์เข้ารับอิสลามและได้รับทางนำนั้น เป็นสิ่งที่อิสลามสนับสนุนและส่งเสริมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ เราเห็นการกระทำของนะบีมากมายที่นะบีได้ขอทางนำจากอัลลอฮฺให้กับประชาชาติของเขา นะบีขอให้อัลลอฮฺให้ฮิดายะห์แก่มารดาของอะบูหุรัยเราะห์ก่อนที่จะเข้ารับอิสลาม และดุอาร์ที่ทุกคนรู้และจำ ตอนนะบีไปที่ฎออิฟ เรียกร้องให้เขารับอิสลาม แต่กลับโดนชาวฎออีฟกระทำอย่างรุนแรง นะบีก็ได้ขอให้อัลลอฮฺทรงประทานทางนำแก่พวกเขา อันเนื่องจากพวกเขายังไม่รู้สัจธรรม

๓. การขอดุอาร์ให้คนต่างศาสนิกพินาศ จริงๆแล้ว อิสลามไม่สนับสนุนให้มุสลิมขอความพินาศให้แก่ใคร แม้คนๆนั้นจะเป็นคนต่างศาสนิกก็ตาม แต่อิสลามก็อนุโลมให้กระทำได้กับกลุ่มคนที่ทำร้ายอิสลามและมุสลิม โดยเฉพาะกลุ่มคนหรือคนที่ตั้งตัวเป็นศัตรูและจ้องทำร้ายอิสลามและมุสลิม ดังที่เคยเกิดขึ้นกับเผ่าริอฺล์ ซักวาน อุศัยยะห์ และบะนีละห์ยานที่ได้ฆ่าศ่อหะบะห์ที่ถูกส่งไปยังพวกเขาเพื่อสอนอิสลามตามคำเรียกร้อง ณ บ่อมะอูนะห์ ซึ่งนะบีได้ขอดุอาร์ให้พวกเขาเหล่านั้นประสบความพินาศเป็นเวลาหนึ่งเดือน

๔. ดุอาร์ให้คนต่างศาสนิกได้รับสิ่งดีๆทางโลก เช่น ขอให้ริซกี ขอให้อายุยืน เป็นต้น ซึ่งนักวิชาการอิสลามมีความเห็นตรงกันว่า ไม่สามารถขอให้กับกาฟิรหัรบีย์ได้ แต่คนต่างศาสนิกคนนั้นไม่ได้เป็นกาฟิรหัรบีย์ นักวิชาการอิสลามก็ได้แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม

๔.๑ สามารถขอดุอาร์ให้กับคนต่างศาสนิกได้ เพื่อให้เขานั้นเข้ารับอิสลามหรือหวังว่าเขาจะยอมรับอิสลาม หรือให้เขายอมรับสัจธรรม ซึ่งเป็นทัศนะของมัซหับอิหม่ามชาฟีอีย์ มัซหับอิหม่ามอะห์มัด ส่วนหนึ่งของอุลามาอฺมัซหับอิหม่ามอะบูหะนีฟะห์ และเป็นทัศนะที่เชคอิบนฺตัยมิยะห์ยอมรับและทำการตัรญิหฺ (อัซการอิหม่ามนะวาวีย์ หน้า ๓๑๗ ตุหฺฟะตูลมุหฺตาจ เล่ม ๒ หน้า ๘๘ ฟัยฎูลกอดีร เล่ม ๑ หน้า ๓๔๕ รูหุลบะยาน เล่ม ๒ หน้า ๒๕๓ มัจมูอุลฟะตาวา เล่ม ๑ หน้า ๑๔๔ มะฏอลิบอุลินนุฮา เล่ม ๒ หน้า ๖๐๘)


ซึ่งหลักฐานหนึ่งที่นำมาสนับสนุนทัศนะนี้ คือ

عن عُقبةَ بنِ عامرٍ الجُهنيِّ أنَّهُ مرَّ برجلٍ هيئتُه هيأةُ مُسلِمٍ ، فسلَّمَ فردَّ عليهِ : وعليكَ ورحمةُ اللهِ وبركاتُه ، فقال لهُ الغلامُ : إنَّهُ نَصرانيٌّ ! فقام عُقبةُ فتَبِعَه حتَّى أدركَهُ فقال : إنَّ رحمةَ اللهِ وبرَكاتُه علَى المؤمِنينَ ، لكِن أطالَ اللهُ حياتَكَ ، وأكثرَ مالَكَ وولدَكَ
(صحيح الأدب المفرد للشيخ الألباني برقم 847 وقال الألباني: حسن)

ความว่า จากอุกบะห์ บิน อามิร อัลญุฮะนีย์ ซึ่งแท้จริงเขาได้เดินผ่านผู้ชายคนหนึ่งมีลักษณะ(การสวมใส่) เหมือนคนมุสลิม แล้วเขาก็ได้ให้สลามแก่อุกบะห์ และท่านก็ได้ตอบสลามกลับไปว่า และสำหรับเจ้านั้น เราะห์มัตและความบะรอกัต คนใช้ของท่านก็กล่าวแก่ท่านว่า แท้จริงเขาเป็นคริสต์ อุกบะห์ก็หลุกขึ้นแล้วตามเขาคนนั้นจนพบ แล้วท่านก็กล่าวว่า แท้จริงความเมตตาของอัลลอฮฺและความบะรอกัตของพระองค์สำหรับผู้ศรัทธา ทว่า ขอให้อัลลอฮฺทรงให้ท่านอายุยืน และให้ท่านมีทรัพย์สินและลูกหลานมากมาย

๔.๒ ส่วนหนึ่งของนักวิชาการอิสลามเห็นว่า ไม่อนุญาติให้ขอดุอาร์แก่คนต่างศาสนิก ซึ่งเป็นทัศนะที่กลุ่มหนึ่งอุลามาอฺสายมัซหับอิหม่ามอะบูหะนีฟะห์เห็นว่าเป็นทัศนะที่ดีกว่า (ตับยีนุลหะกออิก เล่ม ๖ หน้า ๓๐ อัลบะห์รุลรออิก เล่ม ๘ หน้า ๒๓๒)

ซึ่งทัศนะที่มีน้ำหนักกว่า คือ ทัศนะแรก และมีหลักฐานชัดเจนกว่า

ดังนั้น สำหรับพี่น้องมุสลิม ที่จะทำการใดๆในเรื่องที่เกี่ยวกับการขอพรหรือดุอาร์ให้กับคนต่างศาสนิก ก็ให้พิจรณาเองว่า บริบทไหน ทัศนะที่ท่านคิดว่า จะใช้ได้หรือไม่ วัลลอฮูอะลัม


...............................
ผศ.ดร.อิบรอเฮม สือแม





วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

นิยายเสน่หาซ่อนรอยทรายหมิ่นอิสลาม



ร้านค้าไหน seven ไหน ยังขายอยู่
บอยคอตและเอาเรื่องเลยครับ.....
นี่มันหมิ่นอัลลอฮตะอาลาชัดๆ
นาอูซุบิลลาฮิมินาซาลิก
ปัญญาหนอ ปัญญา....
วอนผู้เกี่ยวข้อง ตรวจสอบและติดตามด้วยครับ

เอาชื่อพ่อ หรือแม่ นายเลยไหม ??
มุสลิมบางคน ไม่คิดมาก ผ่านๆก็ได้
อย่าคิดมาก แค่ชื่อของอัลลอฮ คริสต์ก็เรียกชื่อนี้...
แต่หากถามมุสลิมคนนั้นว่า...
สมมุติ มีใครเอาชื่อเต็มๆ ของ พ่อ หรือ แม่ คนที่ไม่คิดมาก
มาระบุใส่ ในนิยาย รักๆ เซ็กๆ....
ถามว่า คิดผ่านๆ อย่าคิดมากเลยไหม ??
อุตส่าห์เรียนสูง คิดได้แค่นี้....
อย่าว่าแต่ชื่อ พระเจ้าของอิสลามเลย
หากเอาชื่อ พระเจ้าในศาสนาอื่น ที่เขานับถือ
เขาจะยอมกันไหม
หรือแม้ กระทั่ง ชื่อพ่อหรือแม่ตัวเองหนิ

นาอูซุบิลลาฮิมินซาลิก

ส่วนประเด็น ว่าคนที่ใช้ ชื่อนี้ เราไม่รู้จิตใจเขา

ใช่ แต่ผมคิดว่า คนที่ไม่รู้ว่า ใช้ชื่อ พระเจ้าของศาสนาอื่น ในหนังสือ แล้วเนียตดี ในหนังสือ นิยายแบบนี้ ผมว่า เขาคงจะอยู่ในถ้ำหล่ะครับ ถึงไม่รู้ว่า การใช้ชื่อแบบนี้ มันอ่อนไหวต่อมุสลิมเราเพียงใด

เพราะเราคิดแต่ว่า เขาเนียตดี กระมั่ง มันถึงมีแบบนี้ เรื่อยๆ เรื่องชื่อนบีมูฮัมหมัด ก็เป็นประเด็น อยู่เรื่อยๆ เพราะเราคิดน้อย

แต่คราวนี้ มาถึง ชื่อ อัลลอฮเลยเนอะ

เฮ้ออ นี่ หากชื่อพ่อ หรือแม่ของเรา เราคงไม่คิดกระมั่งว่า เราไม่รู้จิตใจเขาหรอก เขาคงเนียตดี...กระมั้งงง

เขาคงมีเหตุผลของเขา เนอะ...

@@ชะบ๊าบ ก๊อลบุนสะลีม







อัลฮัมดุลิลลาฮ....
บรรณาธิการ แสดงความเสียใจ ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
คือ กาเฟร ยังเสียใจ และสั่งเก็บหนังสือดังกล่าวไป
แต่จะมีมุสลิมเรา ที่แสดงความเสียใจ กับการออกความเห็นก่อนหน้านี้ว่า
คิดมากก็คิดได้ หากจะให้ผ่าน ก็ผ่านได้ สำหรับ ชื่ออัลลอฮในหนังสือ
ซุบฮานัลลอฮ.....
[https://www.facebook.com/chularatchamontri/photos/pcb.746133902124796/746132735458246/?type=1&theater] วันนี้เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุมสำนักจุฬาราชมนตรี ชั้น 3
อาคารศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ ถนนคลองเก้า
แขวงคลองสิบ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร
บรรณาธิการ “เสน่หาซ่อนรอยทราย” เป็นตัวแทนสำนักพิมพ์บงกชได้เข้าพบผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี ประกอบด้วย
1. นายประสาน ศรีเจริญ รองประธานคณะผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี
2. นายอนันต์ วันแอเลาะ ผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี
3. นายกอเซ็ม มั่นคง ผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี
โดยการเข้าพบดังกล่าว
บรรณาธิการหนังสือตัวแทนสำนักพิมพ์ได้แสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและ
แจ้งว่า ในเบื้องต้นได้ขอให้ทางผู้จำหน่ายพิจารณาเก็บหนังสือ
“เสน่หาซ่อนรอยทราย” จากร้านสะดวกซื้อเซเว่นฯ และ Book Smile
รวมทั้งได้ลบข้อมูลออกจากหน้าเว็บไซต์บงกชไปแล้ว
ซึ่งตัวแทนที่มาพบไม่มีอำนาจตัดสินใจดำเนินการใด ๆ ได้
ต้องนำเรื่องไปแจ้งให้ผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจทราบอีกที
จึงได้นัดให้ผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจได้และผู้เขียนมาพบอีกครั้งในวัน
จันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2557




วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ประวัติการสถาปนารัฐอิสราเอลจากคำบอกเล่าของชาวยิวและคริสเตียน‬



ในวิดีโอเรื่องนี้ซึ่งมีความยาว 9 นาที 48 วินาทีและหาชมไม่ได้แล้วบนยูทูป นักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ นักการฑูต และนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนชาวยิวและชาวคริสเตียนผู้มีใจเป็นธรรมจากมหาวิทยาลัยและองค์กรชั้นนำได้ออกมากล่าวปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของชาวปาเลสไตน์ และบอกเล่าถึงความเป็นมาของการจัดตั้งรัฐอิสราเอลบนชะตากรรมอันเลวร้ายของชาวปาเลสไตน์

Dauglas Dicks จากองค์กรบรรเทาทุกข์แคธอลิค (Catholic Relief Services) กล่าวว่า นิยายปรัมปราที่ชาวตะวันตกมักจะได้รับการเล่าขานกันเสมอเกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ก็คืออาหรับและยิวเป็นศัตรูกันมาเป็นพัน ๆ ปีแล้วและพวกเขาจะยังคงเป็นศัตรูกันเช่นนี้ตลอดไป

James Akin ทูตอเมริกาประจำซาอุดิอารเบีย (ค.ศ. 1973-1975) กล่าวว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นเรื่องประหลาดมาก เพราะหากเราศึกษาประวัติศาสตร์เพียงเล็กน้อยก็จะทราบได้ทันทีว่านิยายปรำปราดังกล่าวไม่มีความจริงอยู่เลย เพราะในความเป็นจริงแล้วไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า "ความรู้สึกเป็นศัตรูที่มีมาแต่ดั้งเดิม" (congenital enmity) ระหว่างอาหรับและยิว บรรดาคนยิวต่างมีชีวิตที่รุ่งเรืองในโลกอาหรับ ในยามที่ชาวยิวถูกประหัตประหารทุกหนแห่งในยุโรป

Rashid Khalidi นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียกล่าวว่า ในปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งมีกระแสต่อต้านชาวยิวในยุโรป พวกเขาได้เริ่มหาหนทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว มีการจัดตั้งกองกำลังขนาดเล็กของไซออนิสต์ซึ่งเล็งเห็นว่าชาวยิวจะปลอดภัยได้ก็ด้วยการจัดตั้งรัฐของยิวขึ้นเท่านั้น

Dauglas Dicks กล่าวว่าจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมดก็คือการทีชาวยิวไซออนิสต์ปรารถนาจะจัดตั้งรัฐของชาวยิวขึ้นมาในดินแดนของชาวปาเลสไตน์

Ilan Pappe นักประวัติศาสตร์อิสราเอล จากมหาวิทยาลัยฮัยฟา (Haifa University) กล่าวว่าชาวยิวส่วนใหญ่ในอิสราเอลถูกสอนกันมาว่าปาเลสไตน์เป็นดินแดนที่ว่างเปล่ามาช้านานแล้วก่อนที่จะมีชาวยิวจะเดินทางเข้ามาตั้งรกรากในดินแดนแห่งนี้

Phyllis Bennis จาก Institute for Policy Studies ตั้งคำถามว่าใครต้องเป็นคนชดใช้ให้กับการลงหลักปักฐานของชาวยิว เป็นความจริงหรือที่ว่าอิสราเอลคือ "แผ่นดินที่ปราศจากผู้คน สำหรับผู้คนที่ปราศจากแผ่นดิน" (A land without people for a people without a land)

อันที่จริงแล้วปาเลสไตน์ไม่ใช่ดินแดนที่ว่างเปล่า แต่เป็นดินแดนที่มีชาวอาหรับซึ่งมีทั้งวัฒนธรรมอันสูงส่งและมีการศึกษาอาศัยอยู่แล้วจำนวนมากมาย พวกเขามีพื้นที่ทำเกษตรกรรม มีตลาดร้านค้า มีเมือง มีหมู่บ้าน มีถนนหนทาง มีการค้าขายและการติดต่อปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในส่วนอื่น ๆ ของโลก มีจำนวนประชากรมากมายถึง 462,465 คนในปี ค.ศ.1878 โดยที่ 96.8 % คือชาวอาหรับที่เป็นมุสลิมและคริสเตียน มีชาวยิวอาศัยอยู่เพียง 3.2 % เท่านั้น ปี ค.ศ. 1882-1914 ชาวยิวจากยุโรปจำนวน 65,000 คนเริ่มอพยพเข้ามา ชาวยิวเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้นภายใต้การปกครองของเจ้าอาณานิคมอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และต่อมาอังกฤษได้ออกคำประกาศบัลฟอร์ซึ่งให้สัญญาจะจัดตั้งดินแดนของชาวยิวขึ้นในปาเลสไตน์ มาตรการดังกล่าวนี้ขัดแย้งกับคำสัญญาก่อนหน้านั้นของอังกฤษที่ทำขึ้นในปี ค.ศ. 1915 ซึ่งอังกฤษสัญญาว่าจะมอบสิทธิในการปกครองตนเองให้ชาวอาหรับที่อยู่ในภูมิภาคนั้นทั้งหมด

อย่างไรก็ตามโดยพื้นฐานแล้วอังกฤษให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันในการจัดตั้งรัฐอิสราเอลโดยให้การสนับสนุนการจัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกันชาวอาหรับในปาเลสไตน์กลับถูกปฏิเสธสิทธิในการปกครองตนเองทั้งหมด ในปี 1922 ประชากรอาหรับมุสลิมและคริสเตียนมีจำนวน 757,182 คิดเป็น 87.6 % ของประชากรทั้งหมด ส่วนชาวยิวเพิ่มขึ้นเป็น 11% ชาวปาเลสไตน์เริ่มเห็นว่าคนยุโรปคือผู้กุมชะตากรรมของผู้อื่นที่ไม่ใช่คนยุโรปไว้ทั้งหมดทั้งในแง่การมีตำแหน่งแห่งที่ การมีตัวตนของพวกเขา รวมทั้งความปรารถนาและความต้องการของพวกเขา ในช่วงทศวรรษที่ 1920 ชาวปาเลสไตน์เริ่มเห็นว่าแผ่นดินของพวกเขาถูกฉกชิงไปโดยชาวยุโรป การปะทะกันครั้งแรกระหว่างชาวปาเลสไตน์และชาวยิวจึงเริ่มต้นขึ้นและยังเป็นเช่นนั้นเรื่อยมา

ระหว่างปี ค.ศ. 1920-1931 ชาวยิวจำนวน 108,825 เริ่มอพยพเข้ามาในดินแดนปาเลสไตน์ จนกระทั่งช่วงต้นของทศวรรษ 1930 จำนวนประชากรยิวในปาเลสไตน์ยังอยู่ที่ไม่เกิน 17% (จำนวนประชากรทั้งหมดในปาเลสไตน์ในปี 1930 อยู่ที่ 1,035,154 คน คิดเป็นชาวอาหรับมุสลิมและคริสเตียนจำนวน 81.6 % และชาวยิวจำนวน 16.9%) แต่การขึ้นมามีอำนาจของฮิตเลอร์ในเยอรมันได้ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ในเวลาเพียง 5 ปี ระหว่างปี 1932-1936 ชาวยิวจำนวน 174,000 คนได้หลั่งไหลกันเข้ามาในปาเลสไตน์ ทำให้จำนวนชาวยิวเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ปี ค.ศ. 1937-1945 ชาวยิวอพยพเข้ามาอีก 119,800 คน ในขณะที่ชาวโลกพยายามแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความน่าสะพรึงกลัวของมาตรการการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวของนาซีเยอรมัน ความพยายามที่จะทำให้ปาเลสไตน์กลายเป็นดินแดนของชาวยิวก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

Phyllis Bennis กล่าวว่าชาวปาเลสไตน์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับนาซี พวกเขาไม่มีส่วนต้องรับผิดชอบอะไรกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว แต่พวกเขาต้องมาชดใช้ให้กับชะตากรรมของชาวยิว ในปี ค.ศ.1947 ความขัดแย้งระหว่างชาวปาเลสไตน์กับชาวยิวเริ่มบานปลายจนเกินจะควบคุมได้ อังกฤษได้ตัดสินใจนำปัญหาเรื่องปาเลสไตน์เข้าสู่การพิจารณาขององค์กรสหประชาชาติซึ่งถูกกดดันให้ต้องแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ออกเป็นสองรัฐคือรัฐของชาวอาหรับและของชาวยิว ชาวอาหรับจะได้รับดินแดนทั้งหมด 43 % ทั้ง ๆ ที่อาหรับ (มุสลิมและคริสเตียน) มีประชากรอยู่ในสัดส่วนถึง 2/3 ของประชากรในพื้นที่และครอบครองที่ดินมากกว่า 92% ของดินแดนทั้งหมด ส่วนชาวยิวได้รับดินแดนทั้งหมด 53 % ถึงแม้ประชากรยิวจะมีเพียง 1/3 และเป็นเจ้าของที่ดินน้อยกว่า 8% ของดินแดนทั้งหมด นอกจากนั้นพื้นที่ทั้งหมดที่ชาวยิวได้ไปครอบครองนั้นล้วนเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก พวกไซออนิสต์ได้ฉวยโอกาสในความเหนือกว่าของตนในด้านความพร้อมทางทหารและฉวยโอกาสครอบครองเมืองสำคัญ ๆ ทั้งหมดของปาเลสไตน์

Hava Keller อดีตทหารหญิงอิสราเอลที่เข้าร่วมสงครามระหว่างชาวอาหรับและอิสราเอลในปี 1948 เหล่าว่า ขณะที่เธอและเพื่อนทหารนำกำลังเข้าไปในบริเวณดินแดนที่ถูกยึดครองแห่งหนึ่งในปาเลสไตน์นั้น พวกเธอได้เข้าไปในแฟลตแห่งหนึ่ง เธอเห็นรองเท้าของเด็กเล็ก ๆ อายุประมาณ 2 ขวบคู่หนึ่งถูกทิ้งไว้ เธอกล่าวว่าพวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะสวมรองเท้า และต้องรีบหนีไปโดยไม่ได้เอาอะไรติดตัวไปเลย

Ilan Pappe กล่าวว่ามีการขจัดชาวปาเลสไตน์ออกไปจากดินแดนของพวกเขาอย่างเป็นระบบรวมทั้งมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้น เหตุการณ์ที่สร้างชื่อในทางเลวร้ายให้ไซออนิสต์มากที่สุดคือการสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์ในหมู่บ้านแดร์ยาซีน โดยที่ประชาชนทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็ก ๆ จำนวนร้อยกว่าคนถูกสังหารอย่างเป็นระบบ

หญิงชราชาวปาเลสไตน์คนหนึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า ตัวเธอ ลูก ๆ และพี่ชายไปแอบซ่อนตัวอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง พี่ชายของเธออยู่เป็นเพื่อนเธอและลูก ๆ ทั้งคืน พวกอิสราเอลได้ขว้างระเบิดใส่บ้านหลังนั้นและทำให้เธอและลูก ๆ ได้รับบาดเจ็บ เมื่อเหตุการณ์สงบลงพวกยิวก็เข้ามาในบ้านและนำตัวทุกคนออกไป จากนั้นพวกเขาเริ่มทุบตีมูซาพี่ชายของเธออย่างรุนแรง เธอได้ให้เงินกับทหารบางคนเพื่อไม่ให้พวกเขาฆ่ามูซา ทหารอิสราเอลคนหนึ่งกล่าวกับเธอว่า เธอนี่ใจดีจริง ๆ นะ เดี๋ยวฉันจะแสดงให้เห็นว่าฉันจะทำอย่างไรกับพี่ชายของเธอ จากนั้นทหารคนนั้นก็ผลักมูซาลงไปหมอบอยู่บนพื้น แล้วทหารคนดังกล่าวก็จ่อปืนไปที่หัวของมูซาและยิงเข้าที่หัวของเขาถึงห้านัดด้วยกัน สมาชิกส่วนใหญ่ในครอบครัวและญาติ ๆ ของเธอซึ่งประกอบไปด้วยลูกชายสองคน ลูกเลี้ยงหนึ่งคน พ่อแม่ พี่ชายสองคน ปู่ย่า ตายาย ลุงป้าน้าอาและลูก ๆ ของพวกเขาถูกฆ่าตายทั้งหมด ความโหดเหี้ยมของการโจมตีหมู่บ้านแดร์ยาซีนก่อให้เกิดความกลัวและหวาดผวาของประชาชนชาวปาเลสไตน์ และนำไปสู่การที่ชาวบ้านซึ่งปราศจากอาวุธป้องกันตัวทั่วทั้งดินแดนปาเลสไตน์พากันอพยพหนีภัยออกจากบ้านเรือน ผลก็คือชาวปาเลสไตน์ประมาณ 400,000 คนถูกบังคับให้ต้องหลบหนีออกจากปาเลสไตน์ไปยังดินแดนรอบ ๆ เช่น เลบานอน ซีเรีย จอร์แดน และอียิปต์ ก่อนที่ประเทศอาหรับบางประเทศจะส่งทหารเข้ามาช่วยชาวปาเลสไตน์ หลังจากนั้นวันที่ 15 มิถุนายน ค.ศ. 1948 ซึ่งอิสราเอลได้ประกาศจัดตั้งรัฐอิสราเอลอย่างเป็นทางการ

ถึงแม้จะมีการใช้ถ้อยคำสำนวนต่าง ๆ ที่ส่อให้เห็นบรรยากาศแห่งการทำสงครามในหมู่ชาวอาหรับ แต่อันที่จริงแล้วมีทหารอาหรับจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ถูกส่งเข้าไปในสมรภูมิรบ และส่วนใหญ่แล้วในสงครามครั้งนั้นกองทัพอิสราเอลมีความเหนือกว่ามาก ทหารอาหรับมีจำนวนทั้งหมด 68,000 คน ขณะที่ทหารอิสราเอลมีทั้งหมดถึง 90,000 คนด้วยกัน

Noam Chomsky นักวิเคราะห์เรื่องราวในตะวันออกกลางและนักเขียนกล่าวว่ากองทัพอิสราเอลได้ขจัดชาวปาเลสไตน์ออกไปและยึดครองดินแดนที่เคยเป็นของพวกเขาไว้เกือบทั้งหมด ดินแดนใหม่ของอิสราเอล (หลังสงครามครั้งนั้น) ครอบคลุมถึง 78% ของดินแดนปาเลสไตน์ทั้งหมด ดินแดนในเขต West Bank ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของจอร์แดน และฉนวนกาซ่าตกอยู่ภายใต้การครอบครองของอียิปต์ ถึงแม้จะมีการลงนามในสัญญาสงบศึกระหว่างอิสราเอลและรัฐอาหรับต่าง ๆ แต่สันติภาพยังเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา นั่นเป็นเพราะว่าชาวปาเลสไตน์อีกถึงประมาณ 700,000 คนยังคงต้องอาศัยอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยที่กระจัดกระจายอยู่รอบ ๆ ผืนแผ่นดินและบ้านเรือนที่เคยเป็นของพวกเขาและเป็นที่ซึ่งพวกเขายังคงปรารถนาที่จะกลับไป ดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์ต้องทิ้งร้างอันเป็นผลจากการถูกขับไล่ออกไปจากบ้านเรือนทั้งหมดนั้นถูกลบออกไปจากแผนที่ และดินแดนเหล่านี้ถูกแปลงให้เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวยิวหรือไม่ก็จะกลายเป็นแหล่งเพาะปลูกอันอุดมสมบูรณ์ของชาวยิว ในบรรดาหมู่บ้านทั้งหมด 500 หมู่บ้านซึ่งตกอยู่ภายใต้การครอบครองของอิสราเอลในปี ค.ศ. 1948 นั้น หมู่บ้านจำนวน 400 แห่งถูกทำลายทิ้ง ความพยายามในการขจัดโอกาสทั้งหมดไม่ให้ชาวปาเลสไตน์กลับไปยังบ้านเรือนของตนเองได้นั้นเป็นเรื่องที่สหประชาชาติยังคงให้ความสำคัญและยังคงชูประเด็นหลักในเรื่องสิทธิมนุษยชนของชาวปาเลสไตน์ โดยมีความพยายามทั้งในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศและในเชิงมนุษยธรรมเพื่อคืนสิทธิการกลับคืนถิ่นฐานเดิมให้กับชาวปาเลสไตน์

Phyllis Bennis กล่าวทิ้งท้ายว่าชาวปาเลสไตน์ที่สูญเสียผืนแผ่นดินไปอันเป็นผลมาจากการจัดตั้งรัฐอิสราเอลในปี ค.ศ. 1948 นั้นไม่สามารถแม้แต่จะกลับไปเยี่ยมเยียนถิ่นฐานเดิมของตน แต่คน ๆ หนึ่งสามารถ “กลับ” ไปยังอิสราเอลได้และอ้างสิทธิการถือครองที่ดินของชาวปาเลสไตน์ได้ทันทีเสมือนว่านั่นคือการคืนสิทธิเดิมให้กับเขา โดยไม่จำเป็นต้องมีความผูกพันทางประวัติศาสตร์ต่อพื้นที่แห่งนั้น ไม่จำเป็นต้องพูดภาษาฮีบรูได้ ไม่จำเป็นต้องรู้จักใครในอิสราเอล ไม่จำเป็นต้องมีครอบครัวที่เคยอยู่ที่นั่น สิ่งเดียวที่คุณจำเป็นต้องมีคือการเป็นยิวซึ่งก็เป็นเพียงศาสนาหนึ่ง เหมือนศาสนาอื่น ๆ อีกมากมายเท่านั้นเอง

ถอดความโดย สุรัยยา สุไลมาน
๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๗
กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

รับชมวิดีโอได้จากเพจ The Deen Show ตามลิงค์นี้ค่ะ https://www.facebook.com/photo.php?v=10152162548471104&set=vb.207242941103&type=2&theater

ภาพประกอบจาก http://www.palestineremembered.com/MissionStatement.htm



วันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เมื่อครูมุสลิมกลับรับไหว้พิธีไหว้ครูเสียเอง



วันไหว้ครู เป็นพิธีกรรมของคนต่างศาสนิก ซึ่งมันเป็นพิธีที่ขัดแย้งกับคำสอนอิสลาม ไม่ว่าเป็นพิธีกรรมนั้นมีความเชื่อในเรื่องโชคลาง มีการทำพิธีไหว้ครู โดยนักเรียนจะเตรียมพานดอกไม้ มีดอกไม้ประดับด้วยหญ้าแพรก และธูปเทียน สถานที่ทำพิธีไหว้ครูจำพวกโต๊ะหมู่ที่บูชาพระพุทธ มีบทสวดมนต์ไหว้พระก่อนไหว้ครู คำไหว้ครูที่เป็นการวิงวอนจากสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ และให้นักเรียนมานั่งตรงครูอาจารย์ และทำการกราบไหว้ครู ซึ่งพิธีดังกล่าวทั้งหมดขัดแย้งกับความเชื่อและเป็นที่ต้องห้ามตามบัญญัติอิสลามทั้งสิ้น จึงเป็นที่ต้องห้ามที่นักเรียนมุสลิมเข้าร่วม หรือสนับสนุนในการประกอบพิธีดังกล่าว

รายงานจากท่านอฺะดีย์ บุตรของหาติมกล่าวว่า ฉันมาหาท่านนบีมุหัมมัด ขณะนั้นฉันแขวนไม้กางเขนที่ทำมาจากทอง ท่านนบีมุหัมมัดจึงกล่าวว่า
“ท่านจงโยนทิ้งรูปเจว็ดนั้นเถิด(หมายถึงรูปไม้กางเขน)”
และฉันได้ยินท่านนบีอ่านอายะฮฺที่ว่า
“พวกเขาได้ยึดเอาพวกนักพรตของพวกเขา และบาทหลวงของพวกเขาเป็นพระเจ้าอื่นจากพระองค์อัลลอฮฺ”  (อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัต-เตาบะฮฺ : 31)
ท่านนบีกล่าวต่อว่า แท้จริงผู้คนมิได้เคารพกราบไหว้พวกเขา (พวกนักพรต, บาทหลวง) หรอก! แต่ทว่าเมื่อพวกเขาทำให้สิ่งหนึ่งเป็นที่อนุมัติ ผู้คนก็ทำให้สิ่งนั้นเป็นที่อนุมัติไปด้วย, และเมือพวกเขาทำให้สิ่งหนึ่งเป็นที่ต้องห้าม ผู้คนก็ทำให้สิ่งนั้นเป็นที่ต้องห้ามตามไปด้วย” (บันทึกหะดิษโดยติรฺมิซีย์)  

แต่ที่ไหนได้  เมื่อมีการห้ามนักเรียนมิให้ร่วมพิธีดังกล่าว แต่กลับมีครูมุสลิม ที่แต่งตัวแต่งกายบ่งบอกถึงความเป็นมุสลิม กลับไปนั่งในพิธีไหว้ครูนั่งรับไหว้นักเรียนเสียเอง

ตักเตือนเด็กไม่ให้ร่วม แต่ครูผู้ที่สวมผ้าคลุมผมเรียบร้อย ซึ่งผ่านการศึกษาเรียนรู้มามากมาย กลับเป็นเสียเอง แล้วจะนำพาเด็กมุสลิมให้อยู่บนแนวทางอิสลามได้อย่างไร 

นะอูซุบิลลาฮิมินซาลิก ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองพวกเราจากสิ่งนั้นด้วยเถิด



الله أعلم بالصواب







วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2557

คัมภีร์ไบเบิลห้ามดื่มไวน์




คุณรู้ไหมว่าการดื่มไวน์(เหล้าองุ่น)หรือเครื่องดื่มมึนเมา
เป็นที่ต้องห้ามในคัมภีร์ไบเบิล ?

"ปังและเหล้าองุ่นเปลี่ยนเป็นพระกายและพระโลหิตของพระเยซู
บันดาลให้พระคริสตเจ้าผู้ทรง กลับคืนชีพประทับท่ามกลางเรา"

“เหล้าองุ่นที่ทำให้จิตใจมนุษย์ชื่นบาน น้ำมันมะกอกที่ทำให้ใบหน้าผ่องใส และขนมปังเพื่อค้ำชูใจเขา.”—บทเพลงสรรเสริญ 104:15, พระคริสตธรรมคัมภีร์ ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย

แต่ในไบเบิลกับขัดเเย้งกันเองกับข้อความด้านบนดังนี้
ลูกา 1:15 : เพราะว่าเขาจะเป็นใหญ่จำเพาะพระเจ้า เขาจะไม่กินน้ำองุ่นหมักและเหล้าเลย และจะประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ตั้งแต่ครรภ์มารดา
โรมัน 14:21 : เป็นการดีที่จะไม่กินเนื้อสัตว์หรือเหล่าองุ่นหรือทำสิ่งใดๆที่จะเป็นให้พี่น้องสะดุด

ทุกศาสนาห้ามดื่มเหล้า วัตถุประสงค์ที่พระเจ้าประทานศาสนามาคือ รักษาชีวิตรักษาสติปัญญารักษาเลือดรักษาทรัพสินทร์เพื่อรักษาตัวศาสนาเอง ทุกศาสนาห้ามกินเหล้าเพื่อรักษาสติปัญญาของมนุษย์ไม่ให้เสียไปหรือถูกทำลาย

ศาสนาคริสก็ห้าม ถ้าดูจากคัมภีร์ไบเบิลพระเยซูก็ห้ามสิ่งมึนเมาคำว่า ไวน์ จริงๆแล้วคือน้ำองุ่น แต่พวกเขาไปตีความหมายเองว่าเป็นไวน์องุ่น

พระคัมภีร์เป็นแรกๆเขียนในภาษาฮิบรูแล้วเปลี่ยนมาเป็นภาษากรีก(ใช้ยึดถือเป็นต้นฉบับ)

คำว่า “น้ำองุ่น” และ “ไวน์องุ่นหรือเหล้าองุ่น”สองสิ่งนี้ในภาษากร­ีก เขาใช้คำเดียวกันคือ oinos คำนี้หมายถึง เหล้าองุ่นหรือน้ำองุ่นสดคั้น หรืออาจจะใช้แทนองุ่นแห้งก็ได้

แต่พวกเขาจงใจที่จะเเปลคำว่า oinos ให้เป็นไวน์หรือเหล้าองุ่นแทนที่จะเป็นน้ำองุ่นสด ทั้งที่ในสมัยของพระเยซู พวกอิสราเอลนิยมปลูกสวนองุ่นเพื่อที่จะนำเอาผลของมันมาคั้นเป็นน้ำผลไม้ดื่มเพราะมีประโยชน์ต่อร่างกาย

เป็นไปได้อย่างไรที่ศาสดาที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าจะสอนให้คนดื่มของมึนเมา


..........................................................
ดาบแห่งอัลเลาะห์ แอนตี้ ไซออนิสต์‎




วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เมื่อมุสลิมใส่บาตร




                       มุสลิมบ้างท่านภาคภูมิใจเหลือเกินที่เห็นมุสลิมบางคนนำสิ่งของ หรือเงินธนบัตรมอบหรือใส่ในบาตรที่พระในพุทธศาสนาเดินมาบิณฑบาตร โดยเข้าใจว่าเป็นการบริจาค หรือทำทานเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

                      แต่ความจริงการกระทำเช่นนี้ไม่ใชการบริจาค หรือทำศอดะเกาะฮฺตามหลักบทบัญญัติอิสลาม แต่เป็นการร่วมกันสนับสนุนพิธีกรรมตามความเชื่อของพุทธศาสนาเขา ซึ่งพระสงฆ์ หรือสามเณรถือเป็นตัวแทนของพุทธศาสนา ไม่ใช่ชาวพุทธศาสนาทั่วๆไป ที่เราสามารถช่วยเหลือได้ตามปกติทั่วไป

                      การบิณฑบาตรเป็นกิจวัตรของพระภิกษุสงฆ์และสามเณรในพระพุทธศาสนา ในการออกเดินถือบาตรรับการถวายภัตตาหารหรือสิ่งของจากชาวบ้านในเวลาเช้า โดยมีความเชื่อว่า การทำบุญตักบาตรนี้ มีมาแต่ครั้งพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ทรงผนวชใหม่ๆ ยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงประทับที่สวนมะม่วง พระองค์เสด็จบิณฑบาตผ่านกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ ชาวเมืองเห็นพระมาบิณฑบาต ก็ชวนกันนำอาหารมาตักบาตรเป็นครั้งแรก นับแต่นั้นมา การตักบาตรจึงถือเป็นประเพณีมาจนบัดนี้ และเมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่ควงไม้เกด มีพ่อค้า 2 คน นำข้าวสัตตุก้อน สัตตุผง ซึ่งเป็นเสบียงสำหรับเดินทางเข้าไปถวาย พระพุทธองค์ทรงรับไว้ด้วยบาตร นี่ก็เป็นที่มาของการตักบาตรทางพระพุทธศาสนาด้วยประการหนึ่ง

                   และชาวพุทธศาสนายังมีความเชื่อว่าการตักบาตรนั้น เป็นการทำบุญประจำวันของชาวพุทธ และชาวพุทธไทยเชื่อว่า การออกบิณฑบาตของพระสงฆ์เป็นการช่วยโปรดสัตว์ที่อยู่ในอบายภูมิ เช่น เปรตวิสัย ให้ได้รับส่วนบุญ ด้วยเหตุผลทางจิรยธรรม ในการทำบุญตักบาตรนั้น


          1.เป็นการสั่งสมบุญในแต่ละวัน เพราะการสั่งสมเป็นเหตุนำความสุขมาให้
          2.เป็นการเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการทำบุญทำให้จิตใจแจ่มใส เพื่อให้มีกำลังใจที่เข้มแข็ง เพราะผู้ที่ไม่มีบุญเกื้อหนุนอยู่ในใจ ย่อมพ่ายแพ้ต่อบาปได้ง่าย
          3.เป็นการทำที่พึ่งคือบุญให้แก่ตนเองในอนาคต
          4.เป็นการช่วยรักษาพุทธประเพณี เพราะพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต และที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต ด้วนแต่ดำรงพระชนม์ชีพด้วยอาหารบิณฑบาต
          5.เป็นการช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนา เพราะพระสงฆ์เป็นผู้ศึกษา ปฏิบัติพระธรรมวินัย แล้วนำมาสั่งสอนให้ประชาชน ได้รับรสแห่งพระธรรมด้วย อีกทั้งยังดำรงตนเป็นตัวอย่างด้านความประพฤติดีงามของสังคม ฉะนั้น ชาวพุทธควรทำบุญตักบาตรเป็นประจำทุกวัน เพื่อเป็นการสั่งสมบุญให้แก่ตนเองที่จะต้องนำไป ดุจเสบียงเดินทาง ในการท่องเที่ยวเวียนเกิดและเวียนตายอยู่ในวัฏฏสงสาร อันไม่ปรากฏ
เบื้องต้นและที่สุด และบุญที่สั่งสมไว้นี้ จะช่วยเกื้อกูลให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้



          เมื่อการบิณฑบาตรของพระภิกษุสงฆ์และสามเณรในพระพุทธศาสนา และการตักบาตรของชาวพุทธศาสนาเป็นพิธีกรรม ความเชื่อ จึงเป็นเรื่องศาสนา อิสลามกับศาสนาอื่นได้แบ่งแยกกันโดยชัดเจนแล้วว่า ศาสนาใครศาสนามันไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่ร่วมสนับสนุนและต่างไม่กล่าวหาใส่กัน อิสลามเป็นศาสนาของเรา ส่วนศาสนาของเขาเราไม่ข้องเกี่ยว อิสลามจึงห้ามเกี่ยวข้องพิธีกรรมของศาสนาอื่นโดยเด็ดขาด แต่สำหรับทางโลกเกี่ยวการช่วยเหลือกันทางสังคมนั้น อิสลามอนุมัติอยู่แล้ว

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า
" لَكُمْ دِينُكُمْ وَلِيَ دِين "
 ความว่า "สำหรับพวกท่าน คือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉัน คือ ศาสนา (ของฉัน)"   (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลกาฟิรูน อายะฮฺที่ 6 )


พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า
وَمَن يَبْتَغِ غَيْرَ الإِسْلاَمِ دِيناً فَلَن يُقْبَلَ مِنْهُ

“ผู้ใดแสวงหาอื่นจากอิสลามมาเป็นศาสนา (ของตน) แน่นอนเขาจะไม่ถูกตอบรับ” (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอาลิอิมรอน : 85)


أُمِرْنَا أَنْ نَتْرُكَهُمْ وَمَا يَدِيْنُوْنَ

"เราได้ถูกใช้ให้ทำการปล่อย (ให้เป็นอิสระกับ) พวกเขาและสิ่งที่พวกเขานับถือ"



ดังนั้นการใส่บาตรเป็นพิธกรรมความเชื่อของชาวพุทธสาสนา อิสลามจึงห้ามไปเกี่ยวข้อง หากมุสลิมคนใดได้กระทำไปโดยไม่ทราบว่าขัดกับบทบัญญํติศาสนา ก็หยุดกระทำการดังกล่าวเสีย และหยุดภาคภูมิใจกับการกระทำนั้นเถิด....!!!!!


والله أعلم بالصواب


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

หรือจะเรียกเขาว่า “มุอัลลัฟ”ตลอดชีวิต???!!!



คำว่า “มุอัลลัฟ” ถูกนำมาจากคำว่า(اَلْمُؤَلًّفَةِقُلُوْبُهُمْ) ซึ่งหมายถึง กลุ่มคนที่มีเป้าาหมายในกรทำให้หัวใจของพวกเขาเกิดความอบอุ่นเป็นกันเองด้วยการโน้มน้าวเข้าสู่อิสลาม หรือด้วยการทำให้เกิดความมั่นคงในการเป็นอิสลามิกชน หรือด้วยการยุติการประทุษร้ายของพวกเขาที่มีต่อชาวมุสลิม หรือมุ่งหวังประโยชน์ของพวกเขาในการช่วยปกป้องชาวมุสลิม หรือช่วยให้มุสลิมมีชัยต่อศัตรู เป็นต้น (ฟิกฮุซซะกาฮฺ , ดร.ยูซุฟ อัลกอรฎอวี่ย์ เล่มที่ 2 หน้า 636)  ถือเป็นกลุ่มคนหนึ่งใน 8 จำพวกที่มีสิทธิรับซะกาต

ดังนั้น มุอัลลัฟ คือผู้ที่ยังไม่เป็นมุสลิม  แต่หัวใจของพวกเขากำลังโน้มน้าวที่จะเข้าสู่อิสลาม เมื่อเขาได้ศรัทธาและกล่าวกล่าวชาฮาดาฮ์ ปฏิญาณตนรับอิสลาม ถือว่าเขาเป็นมุสลิมเต็มตัว ส่วนเขาจะเป็นมุอฺมินที่สมบูรณ์นั้นก็ขึ้นอยู่กับความมั่นคงในศรัทธา การเข้าใจเรื่องราวของศาสนา และการประพฤติตนตามหลักการว่ามีความมั่นคงมากน้อยเพียงใด

จึงไม่มีคำนิยามใดเลยที่จะเรียกคนเคยเป็นศาสนิกอื่น แล้วเข้ารับอิสลาม ว่า มุอัลลัฟ เมื่อเขาเข้ารับอิสลามก็ไม่ต่างอะไรกันเลยกับผู้ที่เป็นมุสลิมมาแต่กำเนิดที่บิดามารดาเป็นมุสลิม หากมุสลิมผู้นั้นไม่มีความเข้าใจในศาสนา ไม่มีการปฏิบัติตนตามที่ศาสนาบัญญัติ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับมุสลิมที่เพิ่งเข้ารับศาสนาอิสลามแต่อย่างใดเลย

แล้วเหตุไฉนถึงเรียกมุสลิมที่เข้ารับอิสลามที่ไม่ได้เป็นมุสลิมแต่กำเนิดว่า มุอัลลัฟ และได้ถูกเรียกเช่นนี้ตลอดไป จนไม่มีที่สิ้นสุด แล้วเมื่อไหร่เขาจะได้เป็นมุสลิมเต็มตัวสักที  หรือเขารอคำนี้ไปตลอดชีวิตเชียวหรือ???



สรุปว่า..
มุอัลลัฟ คือ คนที่สนใจ อิสลาม
หากเขาเข้ารับอิสลาม กล่าวปฏิญาณตน มีศรัทธามั่น
ปฏิบัติตามคำสั่งใช้ คำสั่งห้าม (อย่างน้อยคือ ละหมาด) แล้ว
เขาคนนั้น ก็คือ มุสลิม นั่นเอง

มิเช่นนั้น ก็คงต้องเรียก บรรดาซอฮาบะห์ทั้งหลายว่าเป็น "มุอัลลัฟ"




 والله أعلم

วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2555

"การยกมือไหว้ กับผู้คนทั่วไปเป็นที่ต้องห้ามหรือไม่?




 "การยกมือไหว้" ไม่พบนักวิชาการท่านไหนระบุ หรือฟัตวาว่า ผิดหลักการของศาสนา เมื่อไม่พบว่ามีบุคคลใดระบุว่าเป็นสิ่งต้องห้าม เช่นนั้นยังอนุญาต ( مباح ) ให้มุสลิมกระทำได้


 "การยกมือไหว้" ผู้คนทั่วไปนั้นเป็นวัฒนธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาแต่อย่างใดทั้งสิ้น เมื่อไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา เช่นนี้การยกมือไหว้ของมุสลิมต่อคนที่ไม่ใช่มุสลิม อนุญาตให้กระทำได้


 หาก "การยกมือไหว้" ยกมือไหว้พระภิกษุ ,เณร หรือบุคคลที่เป็นตัวแทนของศาสนา หรือรูปปั้นรูปเจว็ดเช่นนี้ถือว่า มุสลิมห้ามกระทำ เพราะการยกมือไหว้พระภิกษุ และสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นเรื่องของศาสนานั่นเอง 


 หาก "การยกมือไหว้" พร้อมกับก้มเท่ากับท่าทางของการรูกูอฺ เช่นนั้นถือว่าไม่อนุญาตให้กระทำ เพราะการก้มเท่ากับท่าทางรูกูอฺในนมาซถือว่ากระทำเทียบเท่ากับการอิบาดะฮฺต่อพระองค์อัลลอฮฺ ข้างต้นถือว่าต้องห้ามเช่นกัน


 والسلام 

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ไม่ใช่หน้าที่ของนบีและบรรดาผู้ศรัทธาในการขออภัยโทษให้แก่บรรดาผู้ตั้งภาคี




بِسْمِ الله الرحمن الرحِيْمِ


ซูเราะห์อัตเตาบะห์ อายะห์ที่ 113 
“ไม่ใช่หน้าที่ของนบีและบรรดาผู้ศรัทธาในการขออภัยโทษให้แก่บรรดาผู้ตั้งภาคี แม้ว่าพวกเขาจะเป็นญาติใกล้ชิดกันก็ตาม หลังจากเป็นที่ชัดเจนแก่พวกเขาแล้วว่า พวกเขาคือชาวนรก”


อัลกุรอานอายะห์นี้ถูกประทานลงมาในเหตุการณ์ขณะที่อบูตอเล็บ ลุงของท่านนบีเจ็บหนักใกล้จะสิ้นชีวิต และมีฮะดีษศอเฮียะห์ที่บันทึกเหตุการณ์ในครั้งนี้ไว้คือ

ขณะที่อะบูตอเล็บ เจ็บหนักใกล้ตาย ท่านนบีได้เข้าไปเยี่ยมและพบว่า ณ.ที่นั่นมีอะบูญะฮ์ อิบนิ ฮิชาม กับ อับดุลลอฮ์ อิบนิ อบีอุมัยยะห์ อิบนิ มุฆีเราะห์ ร่วมอยู่ด้วย, ท่านนบีได้กล่าวแก่อบูตอเล็บว่า

"โอ้ลุงเอ๋ย โปรดกล่าวว่า ลาอิลาฮาอิ้ลลัลลอฮ์ เป็นคำที่ฉันจะได้ยืนยันให้แก่ท่าน ณ.ที่อัลลอฮ์ ทว่าอบูญะฮ์ และอับดุลลอฮ์ อิบนิอะบีอุมัยยะห์ กล่าวแย้งว่า นี่อะบูตอเล็บ เจ้าจะทิ้งศาสนาของอับดุลมุตตอเล็บกระนั้นหรือ แต่ท่านนบีก็ยังคงเสนอถ้อยคำนี้ให้แก่อะบูตอเล็บโดยที่ทั้งสองก็คอยแย้งตลอดเวลา จนกระทั่งอบูตอเล็บยืนยันที่จะกล่าวตามพวกเขา คือยอมอยู่ในศาสนาของอับดุลมุตตอเล็บ และปฏิเสธที่จะกล่าวว่า ลาอิลาฮาอิ้ลลัลลอฮ์ ท่านรอซูลจึงได้กล่าวว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่าฉันจะขอภัยโทษให้แก่ท่านอย่างแน่นอนตราบใดที่ฉันยังไม่ถูกห้าม"


ด้วยเหตุนี้พระองค์อัลลอฮ์จึงได้ประทานอัลกุรอานอายะห์นี้มาครับ...;;;



 والله أعلم