อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลักศรัทธา อากีดะฮ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลักศรัทธา อากีดะฮ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เตาฮีด




 เตาฮีด คือ การยอมรับในการที่จะปฏิบัติอิบาดะฮฺ (เคารพบูชา) ต่ออัลลอฮ์แต่เพียงผู้เดียว ☝

เตาฮีดแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ :

🌸 1. เตาฮีด อัร-รุบูบียะฮฺ : คือการที่เราเชื่อว่าอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา คือผู้สร้าง การสร้างในที่นี้คือ การสร้างในสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถสร้างได้ ไม่สามารถลอกเลียนแบบอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ และมันเกินความสามารถของมนุษย์คนหนึ่งที่จะทำได้ เช่น การสร้างดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงดาว ชั้นฟ้า แผ่นดิน การให้ริสกี (ปัจจัยยังชีพ) การให้เป็น-ให้ตาย ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ไม่มีมนุษย์คนใดที่จะสร้างได้ ไม่มีมนุษย์ผู้ใดที่จะสร้างมดหรือแมลงวันได้ แม้เพียงตัวเดียว ไม่มีผู้ใดที่จะทำได้เทียบเท่าหรือเหมือนอัลลอฮ์ และถ้าเชื่อว่ามีผู้ใดสามารถทำได้เช่นนั้น นั่นคือการทำชิริก (ตั้งภาคี) ต่ออัลลอฮ์

นอกจากนี้ ในเรื่องของริสกี ก็ไม่มีผู้ใดสามารถให้ริสกีได้ นอกจากอัลลอฮ์ หากจะกล่าวว่ามนุษย์ผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้ให้ริสกี ย่อมต้องหาต้นตอที่มาของริสกีนั้นกันอย่างไม่จบไม่สิ้น และริสกีที่เราได้รับกันอยู่ทุกวันนี้ที่เห็นได้อย่างชัดเจน ก็คืออากาศที่เราใช้หายใจ มีใครให้กับเราได้บ้าง นอกจากอัลลอฮ์

อนึ่ง จักรวาลที่เต็มไปด้วยหมู่ดาว โคจรอย่างเป็นระบบตามรอบวงโคจร และมีรูปทรงเฉพาะของมัน หากไม่มีผู้สร้างและวางระบบมันแล้วไซร้ มันจะโคจรอย่างเป็นระบบ และมีรูปทรงเฉพาะของมันได้สมบูรณ์อย่างนี้หรือ? อยู่ดี ๆ ก้อนฝุ่นในอวกาศมันจะรวมตัวกันเองได้อย่างบริบูรณ์ โดยไม่มีผู้ควบคุมมันได้อย่างไร?

ดังนั้น เตาฮีด อัร-รุบูบียะฮฺ ก็คือ การที่เราเชื่อว่าอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงอภิบาลในทุก ๆ สรรพสิ่ง โดยไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ทำไม่ได้ และไม่มีผู้ใดจะทำได้เหมือนกับพระองค์ หรือเทียบเท่ากับพระองค์

🌺 2. เตาฮีด อัล-อุลูฮียะฮฺ : คือเตาฮีดในเรื่องของการอิบาดะฮฺ กล่าวคือ บ่าวจะต้องกระทำการปฏิบัติอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แต่เพียงผู้เดียว จะทำต่อผู้อื่นไม่ได้เด็ดขาด และถ้าเราไปทำอิบาดะฮฺต่อผู้อื่น ก็เท่ากับว่าเราทำชิริก (ตั้งภาคี) ต่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

การอิบาดะฮฺนั้น ไม่ได้หมายถึงเพียงการละหมาดอย่างเดียว แต่รวมอยู่ในหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน เช่น "อัลฮัมดุ" (การสรรเสริญ) "อัลฮัมดุลิ้ลลาฮิร็อบบิ้ลอาละมีน" (มวลการสรรเสริญนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก) เป็นต้น ดังนั้น เราจะสรรเสริญใคร ก็ต้องไม่เป็นการสรรเสริญที่เกินขอบเขตของความเป็นมนุษย์ แต่ถ้ายกระดับบุคคลคนหนึ่งเกินขอบเขตของความเป็นมนุษย์ กระทั่งมากกว่าอัลลอฮ์ หรือเทียบเท่าอัลลอฮ์ หรือสรรเสริญจนเลยเถิด ก็เท่ากับว่าเราได้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์แล้ว เพราะเราไปอิบาดะฮฺต่อเขาด้วยกับการสรรเสริญจนเกินความพอดี

สำหรับการขอพร (อัด-ดุอาอฺ) นั้น เราจะขอสิ่งใด ก็ต้องขอต่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แต่เพียงผู้เดียว จะไปขอผ่านสื่อกลาง (วะซีละฮฺ) ไม่ได้ จะไปขอต่อต้นไม้ ก้อนหิน เจว็ต หรือสิ่งไม่มีชีวิตอื่น ๆ ก็ไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่าง เราต้องขอจากอัลลอฮ์ ส่วนการขอจากมนุษย์ในดุนยาในสิ่งที่เป็นไปได้ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ เช่นนี้สามารถทำได้ อาทิ การขอความช่วยเหลือ ขออาหาร ขอเงิน และอื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ เราจะมอบหมาย (อัต-ตะวักกุ้ล) ต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ไม่ได้

กล่าวได้ว่า การสรรเสริญ การขอดุอาอฺ การมอบหมาย การรุกั๊วะ การสุญูด รวมถึงการขอความคุ้มครอง ฯลฯ เหล่านี้ เป็นการปฏิบัติอิบาดะฮฺที่ต้องทำต่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เท่านั้น

"อียากะนะอฺบุดุ วะอียากะนัสตะอีน" (เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราเคารพภักดี และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือ) นี่คือสิ่งที่เรากล่าวในทุกครั้งที่อ่านซูเราะห์ อัล-ฟาติฮะฮฺ ในทุกเวลาละหมาด

🌼 3. เตาฮีด อัล-อัสมาอฺ วัศ-ศิฟาต : คือการเชื่อว่าอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงมีหนึ่งเดียวในด้านของคุณลักษณะต่าง ๆ และทรงมีหนึ่งเดียวในด้านของพระนามต่าง ๆ

คุณลักษณะของอัลลอฮ์ไม่ได้มีเพียงแค่ 20 คุณลักษณะ อย่างที่ใครหลาย ๆ คนเข้าใจ ทั้งนี้ คุณลักษณะของอัลลอฮ์และพระนามของอัลลอฮ์นั้น มีความสอดคล้องกัน

เช่น พระนาม "อัล-ฆ่อฟู๊ร" (ผู้ทรงให้อภัย) : เราก็จะต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงให้อภัยจริง ๆ ไม่ได้มีใครที่จะให้อภัยไปได้มากกว่าอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา แล้ว และถ้าเชื่อว่ามีใครให้อภัยได้มากกว่าหรือเทียบเท่ากับอัลลอฮ์ ก็เท่ากับว่าคน ๆ นั้นตั้งภาคีต่อพระองค์

พระนาม "อัร-ร่อฮีม" (ผู้ทรงเมตตา) : เราก็ต้องเชื่อว่าพระองค์เป็นผู้ทรงเมตตาที่สุด ไม่มีใครเมตตามากไปกว่าหรือเทียบเท่ากับพระองค์อีกแล้ว เป็นต้น

ไม่มีผู้ใดที่จะมีลักษณะดีไปกว่าหรือเทียบเท่ากับอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

------------------

สรุปความจาก : "วิธีการจำแนกเตาฮีดแบบง่าย ๆ" โดย อ.รออีส ศรีทับทิม https://youtu.be/ZlFjuvJlhvY



วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2559

แปลก....เอาเคาะลัฟมาหุกุมว่าผู้แปลอายาตสิฟาตคือสะลัฟแอบอ้าง


อะหมัดรอชีดี อิสมัญ อัลอัชอะรีย์
อะหมัดรอชีดี อิสมัญ อัลอัชอะรีย์ ท่านอิหม่ามอัลฆ่อซาลีย์ ได้กล่าวถึงแก่นแท้อะกีดะฮ์สะลัฟที่ไม่แอบอ้างแบบวะฮฺฮาบีว่า
اَلإِمْسَاكُ عَنِ التَّصَرُّفِ فِيْ أَلْفَاظٍ وَارِدَةٍ وَيَجِبُ عَلَى عُمُوْمِ الْخَلْقِ الْجُمُوْدُ عَلَى أَلْفَاظِ هَذِهِ الأَخْبَارِ وَالإِمْسَاكِ عَنِ التَّصَرُّفِ فِيْهَا...مِنْ تَبْدِيْلِ اللَفْظِ بِلُغَةٍ أُخْرَى يَقُوْمُ مَقَامَهَا فِي الْعَرَبِيَّةِ أَوْمَعْنَاهَا بِالْفَارِسِيَّةِ أَوِ التُّرْكِيَّةِ بَلْ لاَ يَجُوْزُ النُّطْقُ إِلاَّ بِاللَفْظِ الْوَارِدِ
“ คือ ต้องงดเว้นจากการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่มีระบุมา(ในอัลกุรอานและซุนนะฮ์)และ จำเป็น(วาญิบ)แก่ผู้คนทั่วไปให้หยุดอยู่บนถ้อยคำของบรรดาหะดีษ และจำเป็นต้องงดเว้นจากการไปเปลี่ยนแปลงถ้อยคำศิฟาตเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำให้เป็นภาษาอื่นมาแทนที่ภาษาอาหรับ หรือเปลี่ยนความหมายภาษาอาหรับให้เป็นภาษาเปอร์เซียหรือภาษาตุรกีย์ ยิ่งกว่านั้น ไม่อนุญาตให้พูดนอกจากด้วยถ้อยคำที่ระบุมา (เช่น อิสตะวา ก็พูดว่า อิสตะวา วัจญฺฮ์ ก็พูดว่า วัจญฺฮ์ เป็นต้นไม่ใช่แปลเป็นภาษาไทยภายนอกแบบวะฮฺฮาบี) ”
อัลฆ่อซาลีย์, อิลญามุลเอาวาม อัน อิลมิลกะลาม, หน้า 41.
2 นาที · ถูกใจ · 1
>>>>>
ชี้แจง
อิหม่ามเฆาะซาลี มีชีวิตอยู่ ระหว่างปี ฮ.ศ 450- 505 ท่านมีอะกีดะฮแนวอาชาอิเราะฮ ไม่ใช่ปราชญสะลัฟ การห้ามแปลสิฟาตอัลลอฮ หรืออายาตเป็นภาษาอื่นที่ผู้ฟังเข้าใจ ไม่ปรากฏในอัลกุรอ่านและอัสสุนนะฮ เพราะ การศรัทธาต่ออัลลอฮนั้น ผู้ทีศรัทธาจะต้องเข้าใจรู้ความหมายในสิ่งที่ศรัทธา มันเป็นไปไม่ได้ที่ให้ยืนยันหรืออิษบาตสิฟาต โดยที่ไม่รู้ว่าคืออะไร
อิบนุกุตัยบะฮ (ฮ.ศ 213-276) ปราชญ์ยุคสะลัฟกล่าวว่า
ولم ينزل الله "شيئاً" من القرآن إلا لينفع به عباده، ويدل به على معنىً أراده
และอัลลอฮ จะไม่ทรงประทานสิ่งใดๆ จากอัลกุรอ่านลงมา นอกจาก เพื่อให้บ่าวของพระองค์ได้รับประโยชน์ด้วยมัน และ แสดงบอกถึงความหมาย ที่พระองค์ต้องการด้วยมัน – ดู มุชกิลุลกุรอ่าน หน้า 98-99
............
เมื่อรู้ความหมาย ทำไมจึงถ่ายทอดความหมายตามภาษาที่ผู้ฟังเข้าใจไม่ได้ ปราชญ์ยุคสะลัฟ เขาอธิบายความหมายอายาตเป็นภาษาอาหรับ เช่น
อิบนุญะรีร ปราชญ์ตัฟสีรยุคสะลัฟต่อไปนี้ ซึ่งท่านอธิบายความหมาย “อัลอิสติวาอฺ”ในซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์อายะฮ์ที่ 29 ท่านอัฏเฏาะบะรีย์ได้เลือกความหมายที่ว่า
ว่า
وأوْلى المعاني بقول الله جل ثناؤه:"ثم استوى إلى السماء فسوَّاهن"، علا عليهن وارتفع،
บรรดาความหมายที่ดีที่สุด จากคำตรัสของอัลลอฮ์ ที่ว่า “หลังจากพระองค์ทรงอิสติวาสู่ฟากฟ้า แล้วพระองค์ก็ทรงสร้างมัน” คือ พระองค์ทรงอยู่สูงเหนือมันและสูง (เหนือมัน) -
บะชีร บิน อุมัร อัซซะฮรอนีย์ ปราชญ์ยุคสะลัฟ (ฮ.ศ 209) กล่าวว่า
سمعت غير واحد من المفسرين يقول : {الرَّحْمَنُ عَلَى الْعَرْشِ اسْتَوَى}: ارتفع
ข้าพเจ้า ได้ยิน บรรดานักตัฟสีร(นักอรรถาธิบายอัลกุรอ่าน)หลายท่าน กล่าวว่า (พระเจ้าผู้ทรงเมตตา ทรงอิสตะวา เหนืออะรัช ) หมายถึง สูง (เหนืออะรัช ) - ดูที่มา
مسند إسحاق بن راهويه (ت. 238 هـ) كما في اتحاف الخيرة المهرة للبوصيري (ج1 ص186)، والمطالب العالية لابن حجر (ج12 ص570)، فالإسناد صحيح؛ ورواها اللالكائي في شرح أصول اعتقاد أهل السنة والجماعة بسنده عن إسحاق بن راهويه (ج3 ص396
....... คำว่า " อิรตะฟะอะ " คำนี้ เป็นความอธิบาย คำว่า อิสตะวา อะลา " แสดงว่าสะลัฟรู้ความหมาย เขาจึงอธิบายความหมายเป็นภาษาอาหรับ ภาษาที่เขาเข้าใจ เขาไม่ได้แปลเป็นภาษาไทย เพราะไม่จำเป็น แต่คนไทยที่เป็นคนอาวาม ต้องแปลภาษาไทยจึงจะเข้าใจ แล้วมีคำสอนจากอายะฮ และหะดิษบทใดห้ามแปลอายาตสิฟาต
อัลลอฮตาอาลาตรัสว่า
إِنَّا أَنزَلْنَاهُ قُرْآنًا عَرَبِيًّا لَّعَلَّكُمْ تَعْقِلُونَ
แท้จริงพวกเราได้ให้อัลกุรอานแก่เขาเป็นภาษาอาหรับ เพื่อพวกเจ้าจะใช้ปัญญาคิด - ยูซุฟ :2
อิหม่ามอัลกุรฏุบีย์ อธิบายว่า
لَعَلَّكُمْ تَعْقِلُونَ أَيْ لِكَيْ تَعْلَمُوا مَعَانِيَهُ ، وَتَفْهَمُوا مَا فِيهِ
เพื่อพวกเจ้าจะใช้ปัญญาคิด หมายความว่า เพื่อพวกเจ้าจะได้รู้บรรดาความหมายของมันและเพื่อพวกเจ้าจะได้ทำความเข้าใจในมัน –ตัฟสีร อัลญาเมียะลิอะหกามอัลกุรอ่าน ๗/๑๐๕
คำพูดที่เอามาอ้างข้างต้นว่าห้ามแปลอายาตสิฟาต เป็นคำพูดที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์อัลกุรอ่านอย่างชัดเจน เพราะใส่กรอบให้อ่านเฉพาะอาหรับ ห้ามแปลความหมายภาษาอื่น ซึ่งไม่ได้เป็นคำสั่งหรือข้อห้ามทางศาสนบัญญัตเลย จะเอามาเป็นหุกุมได้หรือครับ
แปลกกล่าวหาผู้ที่แปลความหมายอายาตสิฟาต ให้ผู้คนเข้าใจ ว่าเป็นสะลัฟแอบอ้าง แต่ ...ที่สอนให้อีหม่านกับสิ่งที่ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ความหมายเพราะห้ามแปล กลับกลายเป็นสะลัฟแท้ - นะอูซุบิลละฮ
والله أعلم بالصواب
อะสัน หมัดอะดั้ม
๒๕/๑/๕๙

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ศึฟัต 20 มาจากไหน?



____________________________________

ศีฟัต 20 ที่มีการเรียนการสอนกันในปอเนาะหลายแห่งของบ้านเรา มีที่มาจากกีตาบ มลายูเล่มหนึ่ง ที่มีชื่อว่า "อัล-ฟาริดะฮฺ อัล-ฟะวาอิด ฟี อิลมฺ อัล-อะกออิด"( فريدة الفرائد في علم العقائد) เขียนโดยชัยคฺ อะหฺมัด อัล-ฟาฏอนียฺ ชาวบ้านจากหมู่บ้านยัมมู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เกิดเมื่อวันที่ 10 เมษยน พ.ศ.2399 หรือในรัชสมัยราชกาลที่ 4 เสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ.2451

หนังสือเล่มนี้ ว่าด้วยคุณลักษณะของอัลลอฮฺ 20 ประการ โดยในหน้าแรกๆของหนังสือเล่มนี้ ได้ระบุว่านี่คือแนวทางอะกีดะฮฺของอิม่าม อะบุล หะสัน อัล-อัชอารียฺ(เสียชีวิต ฮ.ศ.324)

ฟังคลิปอธิบายเรื่อง ศีฟัต 20 โดย อ.ฟารีด เฟ็นดี้ (หะฟีเซาะฮุลลอฮฺ)

https://www.youtube.com/watch?v=mnrBy_OXeio

ซึ่งศีฟัต 20 นี้เพิ่งเกิดในคาบสมุทรมลายู เมื่อร้อยกว่าปีนี้เอง บรรดาอุละมาอฺในอดีต ที่(ถูกอ้างว่า)มีอะกีดะฮฺแบบเดียวกับอะชาอิเราะฮฺ กลับไม่มีแม้แต่ท่านเดียวที่จะสอนศีฟัต 20 นี้

อัลลอฮุมุสตะอาน


วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ผู้เป็นเจ้าของโลโก้ موجود بلا مكان (ทรงมีโดยไม่มีสถานที่) คือ กลุ่มมุอฺตะซิละฮ


โดย อ.อะสัน  หมัดอะดั้ม

อิหม่ามอบูหะซัน อัลอัชอะรีย์ (ฮ.ศ 260-328)ปราชญ์สะลัฟที่ถูกอ้างว่าเป็นหัวหน้ามัซฮับอาชาอิเราะฮ กล่าวว่า


اختلف المعتزلة في ذلك، فقال قائلون: البارئ بكل مكان، بمعنى أنه مدبر لكل مكان...والقائلون بهذا القول جمهور المعتزلة أبو هزيل والجعفراني والإسكافي ومحمد بن عبد الوهاب الجبائي. وقال قائلون: البارئ لا في مكان، بل هو على ما لم يزل. وهو قول هشام الفوطي وعباد بن سليمان وأبي زفر وغيرهم من المعتزلة. وقالت المعتزلة في قول الله عزوجل (طه: 5) ]الرحمن على العرش استوى[ يعني استولى



พวกมุอฺตะซิละฮ มีความเห็นขัดแย้งกันในประเด็นดังกล่าว มีผู้กล่าวว่า พระเจ้าผู้สร้าง อยู่ทุกหนทุกแห่ง ความหมายคือ ทรงบริหารทุกหนทุกแห่ง ..และบรรดาผู้ที่กล่าวด้วยทัศนะนี้ คือพวกมุอฺตะซิละฮส่วนใหญ่ ได้แก่ อบูฮะซีล, อัลญะอฺฟะรอนีย์, อัลอิสกาฟีย์,และมุหัมหมัด บิน อับดุลวะฮฮับอัลญะบาอีย์ และมีผู้กล่าวว่า " อัลลอฮไม่ทรงมีสถานที่ แต่ทว่า ทรงดำรงอยู่ตลอดไป และมันคือ ทัศนะของฮิชาม อัลฟุวาฏี,อับบาด บิน สุไลมาน,อบีซุฟัรและอื่นจากพวกเขา จากพวกมุอฺตะซิละฮ และพวกมุอฺตะซิละฮ กล่าวเกี่ยวกับคำตรัสของอัลลอฮที่ว่า "พระเจ้าผู้ทรงเมตตาทรงอิสติวาอ์ อยู่บนอะรัช- ฏอฮา/5 ว่า หมายถึง อำนาจการปกครอง" – ดู - อัลมะกอลาตอิสลามียีน1/236


สรุป

ท่าน อิหม่ามอบูหะซัน อัลอัชอะรีย์ กล่าวว่า
1-"ผู้ที่อ้างว่าอัลลอฮทรงมี โดยไม่มีสถานที่คือ มุอตะซิละฮ มีนามว่า "ฮิชามอัลฟุวาฏี,อับบาด บินสุลัยมานและอบีซูฟัร
2.   ผู้ที่ตีความคำว่า "อิสติวาอ" ว่าหมายถึง การปกครอง คือ พวกมุอตะซิละฮ

والله أعلم بالصواب




คนที่ถูกอุปโลกน์ให้เป็นวะฮบีย์ มีอะกีดะฮเชื่อว่าอัลลอฮมีรูปร้างจริงหรือ



ในหนังสือ หลักอะกีดะฮ์แนวทางสะลัฟระหว่างอัลอะชาอิเราะฮ์กับวะฮฺฮาบียะฮ์ หน้า 96-97
อาจารย์อารีฟีน ได้ตั้งหัวเรื่องว่า "วะฮบีย์กับอะกีดะฮพระเจ้ามีรูปร่าง

โดยอ้างคำพูดชัยค์บินบาซ ว่า

واليد والقدم والأصابع والكلام والإرادة وغير ذلك. كلها يقال فيها إنها معلومة من حيث اللغة العربية
และมือ(ของอัลลอฮ) เท้า,บรรดานิ้ว,การพูด,การเจตนา ทั้งหมดนั้นจะถูกกล่าวว่า มันมีความหมายเป็นที่รู้กันตามหลักภาษาอาหรับ"

>>>>>>>>

ชี้แจงดังนี้

อาจารย์อารีฟีน กล่าวหาคนที่ตนเองอุปโลกน์ให้เป็นวะฮบีย์ และชัยคฺบินบาซ ว่า มีอะกีดะฮเชื่อว่าอัลลอฮมีรูปร้าง โดยตัดข้อความคำพูดของชัยค์บินบาซบางส่วน อย่างไร้อามานะฮทางวิชาการ
มาดูคำพูดชัยค์บินบาซ เต็มๆหลังจากที่ท่านได้อธิบายเรื่อง สิฟัตอิสติวาอฺ ท่านได้กล่าวต่อว่า

وهكذا القول في باقي الصفات من السمع والبصر والرضى والغضب واليد والقدم والأصابع والكلام والإرادة وغير ذلك. كلها يقال فيها إنها معلومة من حيث اللغة العربية، فالإيمان بها واجب والكيف مجهول لنا لا يعلمه إلا الله سبحانه، مع الإيمان أن صفاته سبحانه كلها كاملة، وأنه سبحانه لا يشبه شيئا من خلقه، فليس علمه كعلمنا، ولا يده كأيدينا، ولا أصابعه كأصابعنا، ولا رضاه كرضانا إلى غير ذلك، كما قال سبحانه: {لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ وَهُوَ السَّمِيعُ الْبَصِيرُ

และในทำนองเดียวกันนี้ คือ คำพูดเกียวกับบรรดาสิฟาตที่เหลือ เช่น การได้ยิน,การเห็น,การพอพระทัย,มือ ,เท้า,บรรดานิ้ว,การพูด,การเจตนา ทั้งหมดนั้นจะถูกกล่าวว่า มันมีความหมายเป็นที่รู้กันตามหลักภาษาอาหรับ ดังนั้น การศรัทธาต่อมันนั้น เป็นวาญิบ และรูปแบบวิธีการนั้น ไม่เป็นที่รู้กัน สำหรับเรา ไม่มีผู้ใดรู้มันนอกจากอัลลอฮ (ซ.บ) พร้อมกับให้ศรัทธาว่า แท้จริงบรรดาคุณลักษณะของพระองค์ (ซ.บ)ทั้งหมดของมัน สมบูรณ์ และแท้จริงพระองค์ ซ.บ ไม่มีสิ่งใดจากมัคลูคของพระองค์ คล้ายคลึงพระองค์ ,ความรู้ของพระองค์ ไม่เหมือนความรู้ของเรา,มือของพระองค์ ไม่เหมือนมือของเรา ,บรรดานิ้วของพระองค์ ไม่เหมือนบรรดานิ้วของเรา,การพอพระทัยของพระองค์ ไม่เหมือนการพอใจของเรา ฯลฯ ดังที่พระองค์ ซ.บ ตรัสว่า (ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์คือ ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น) -ฟัตวาเช็ตบินบาซ เล่ม 2 หน้า 96-97 เรือง
بيان مذهب أهل السنة في الاستواء

...........
การกล่าวหาชัยคฺบิน บาซ และกลุ่มพี่น้องมุสลิมที่ถูกอุปโลกน์ให้เป็นลัทธิวะฮบียะฮ ว่า มีอะกีดะฮว่าอัลลอฮมีรูปร่างนั้น เป็นการบิดเบือน ปรักปรำ ใส่ร้ายพี่น้องมุสลิม อย่างน่าละอายที่สุด วัลอิยาซุบิลละฮ

เพราะสะลัฟนั้น พวกเขาไม่ถื่อว่า การยืนยันความหมายตามที่มีมาในตัวบทคือการเปรียบอัลลอฮกับมัคลูคและเป็นการเชื่อว่า พระเจ้ามีรูปร่าง เพราะมันคือสิฟาต ไม่ใช่อวัยวะ

وَقَالَ نُعَيْمُ بْنُ حَمَّادٍ : مَنْ شَبَّهَ اللَّهَ بِشَيْءٍ مِنْ خَلْقِهِ فَقَدْ كَفَرَ ، وَمَنْ أَنْكَرَ مَا وَصَفَ اللَّهُ بِهِ نَفْسَهُ فَقَدْ كَفَرَ ، وَلَيْسَ فِيمَا وَصَفَ اللَّهُ بِهِ نَفْسَهُ وَلَا رَسُولُهُ تَشْبِيهٌ

และ นุอัยมฺ บิน หัมมาด กล่าวว่า “ ผู้ใดเปลียบเทียบอัลลอฮ ว่าคล้ายคลึงด้วยสิ่งใดๆจากมัคลูคของพระองค์ แน่นอน เขาเป็นกุฟุร และผู้ใด ปฏิเสธ สิ่งที่อัลลอฮทรงพรรณนาคุณลักษณะแก่ตัวของพระองค์เองด้วยมัน แน่นอนเขาเป็นกุฟุร และ สิ่งที่อัลลอฮ ทรงพรรณนาคุณลักษณะแก่ตัวของพระองค์เองด้วยมันและสิ่งที่รอซูลของพระองค์ (พรรณนาคุณลักษณะแก่พระองค์ด้วยมัน)นั้น ไม่ใช่เป็นการตัชบีฮ(หมายถึงไม่ใช่เป็นเปรียบเทียบว่าอัลลอฮคล้ายคลึงกับมัคลูค) – ดู ชัรหุอะกีดะฮอัฏเฎาะหาวียะฮ เล่ม หน้า 85 และ ดู ชัรหุอุศูลเอียะติกอด อะฮลิสสุนนะฮวัลญะมาอะฮ เล่ม 2 หน้า 532 หะดิษหมายเลข 936

ท่านอิบนุตัยมียะฮ (ร.ฮ) กล่าวว่า

ثُمَّ لَفْظُ " التَّجْسِيمِ " لَا يُوجَدُ فِي كَلَامِ أَحَدٍ مِنْ السَّلَفِ لَا نَفْيًا وَلَا إثْبَاتًا فَكَيْفَ يَحِلُّ أَنْ يُقَالَ : مَذْهَبُ السَّلَفِ نَفْيُ التَّجْسِيمِ أَوْ إثْبَاتُهُ بِلَا ذِكْرٍ لِذَلِكَ اللَّفْظِ وَلَا لِمَعْنَاهُ عَنْهُمْ

ต่อมา คำว่า “อัตตัจญซีม” (การมีรูปร่าง) ไม่พบในคำพูดของคนหนึ่งคนใดจากชาวสะลาฟ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธ หรือ การรับรอง ดังนั้น
จะอนุญาตให้พูดว่า “มัซฮับสะลัฟ ปฏิเสธการมีรูปร่าง หรือ รับรองมัน ได้อย่างไร โดยที่ไม่การกล่าวถึงถ้อยคำดังกล่าวและไม่ได้กล่าวถึงความหมายของมัน จากพวกเขา – ดู มัจญมัวะ ฟะตาวา อิบนุตัยมียะฮ เล่ม 4 หน้า 152 เรื่อง อะกีดะฮ
คำว่า "รูปร่างเกี่ยวกับอัลลอฮ เป็นคำที่ถูปอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายพี่น้องมุสลิมที่ไม่ตีความอายะฮและหะดิษสิฟาตเหมือนกับตัวเองเท่านั้น

والله أعلم بالصواب

มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม


วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558

อิหม่ามมาลิกมี่ทัศนะห้ามอธิบายอายะฮและหะดิษเกี่ยวกับสิฟาตจริงหรือ





ในหนังสือ หลักอะกีดะฮ์แนวทางสะลัฟระหว่างอัลอะชาอิเราะฮ์กับวะฮฺฮาบียะฮ์ หน้า ๕๒
อาจารย์ อารีฟีน แสงวิมาณ อ้างว่า

ท่านอัซซะฮะบีย์(ฮ.ศ 673 –748) กล่าวว่า

وَالْمَحْفُوظُ عَنْ مَالِكٍ - رَحِمَهُ اللَّهُ - رِوَايَةُ الْوَلِيدِ بْنِ مُسْلِمٍ أَنَّهُ سَأَلَهُ عَنْ أَحَادِيثِ الصِّفَاتِ ، فَقَالَ : أَمِرَّهَا كَمَا جَاءَتْ ، بِلَا تَفْسِيرٍ
.
และสายรายงานที่ได้ยิน(หรือได้รู้กัน)จากอิหม่ามมาลิก(ร่อฮิมะหุลลอฮ) คือสายรายงานของอัลวะลิด บิน มุสลิม ที่ว่าแท้จริง เขาได้ถามอิหม่ามมาลิก เกี่ยวกับหะดิษศิฟัต ดังนั้นท่านอิหม่ามมาลิกกล่าวว่า ท่านจงทำการผ่านบรรดาหะดิษเหล่านั้นไปเสมือนได้มีระบุมาดดยไม่ตัฟสีร(อธิบายความหมาย)
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>

ชี้แจง
คำว่า
. أَمِرَّهَا كَمَا جَاءَتْ ، بِلَا تَفْسِيرٍ

อาจารย์อารีฟีน แปลว่า ท่านจงทำการผ่านบรรดาหะดิษเหล่านั้นไปเสมือนได้มีระบุมาโดยไม่ตัฟสีร(อธิบายความหมาย)
ความจริง ความหมายของประโยคนี้คือ ปล่อยมันให้ผ่านไปดังสิ่งที่มันได้มีมา โดยไม่มีการอรรถาธิบาย
ส่วนในวงเล็บที่อาจารย์เติมว่า (ไม่อธิบายความหมาย) นั้น อาจารย์ถือวิสาสะ ใส่เข้าไปตามความเห็นตัวเอง เพื่อให้สอดรับกับทัศนะตัวเองที่ว่า ห้ามไม่ให้ไปเข้าก่ายความหมายอายะฮและหะดิษสิฟาต ซึ่งเป็นการบิดเบือนคำพูดอิหม่ามอัซซะฮะบีย”
เพราะคำว่า
بِلَا تَفْسِيرٍ
ไม่ได้หมายถึง การไม่อธิบายความหมาย แต่หมายถึง การอธิบายรูปแบบวิธีการ
ดังหลักฐานต่อไปนี้

قال الوليد بن مسلم: (سألت الأوزاعي ومالك بن أنس وسفيان الثوري والليث بن سعد عن هذه الأحاديث التي فيها الرؤية وغير ذلك، فقالوا: أمضها بلا كيف

อัลวะลีด บิน มุสลิม กล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ถาม อัลเอาซาอีย์ ,มาลิก บิน อะนัส ,ซูฟยาน อัษเษารีย์ และ อัลลัยษ บิน สะอีด เกี่ยวกับบบรดาหะดิษเหล่านี้ ที่รายงานเกี่ยวกับการเห็น(อัลลอฮ) ในมันและอื่นจากดังกล่าวนั้น แล้วพวกเขากล่าวว่า “ จงปล่อยมัน โดยไม่มีการถามถึงรูปแบบวิธีการว่าเป็นอย่างไร – ดู
บันทึกโดย อัดดารุลกุฏนีย์ หน้า ๗๕ หะดิษหมายเลข ๖๔ ,มุคตะศอรอัลอุลูว์ หน้า ๑๔๓ หะดิษหมายเลข ๑๑๖

อบูกอซิม อิสมาอีล อัลอัศบะฮานีย์ (ฮ.ศ ๕๓๕) ได้ถูกถามเกี่ยวกับ บรรดาคุณลักษณะของพระเจ้า แล้วเขากล่าวว่า

مذهب مالك، والثوري، والأوزاعي، والشافعي، وحماد ابن سلمة، وحماد بن زيد، وأحمد، ويحيى بن سعيد القطان، وعبد الرحمن بن مهدي، وإسحاق بن راهويه، أن صفات الله التي وصف بها نفسه، ووصفه بها رسوله، من السمع، والبصر، والوجه، واليدين، وسائر أوصافه، إنما هي على ظاهرها المعروف المشهور، من غير كيف يتوهم فيها، ولا تشبيه ولا تأويل، قال ابن عيينة: «كل شيء وصف الله به نفسه فقراءته تفسيره.

ทัศนะ มาลิก , อัษเษารีย์ ,อัลเอาซาอีย์ ,อัชชาฟิอีย,หัมมาด บิน สะละมะอ ,หัมมาด บิน เซด ,อะหมัด ,ยะหยา บิน สะอีด อัลก็อฏฏอน ,อับดุรเราะหมาน บิน มะฮดีย์ และอิสหาก บิน รอฮะวียะฮ ว่า แท้จริงบรรดาคุณลักษณะของอัลลอฮ ที่พระองค์ทรงอธิบายลักษณะให้แก่ตัวพระองค์ด้วยมัน และรอซูลของพระองค์อธิบายลักษณะแก่พระองค์ด้วยมัน เช่น ทรงได้ยิน ,ทรงเห็น,ใบหน้า ,สองมือ และบรรดาคุณลักษณะอื่นๆของพระองค์ ความจริง มันอยู่บนความหมายที่ปรากฏ(ตามตัวบท)ของมัน ที่เป็นที่รู้จักและเป็นที่แพร่หลาย โดยไม่มีการถามว่าเป็นอย่างไรที่ทำให้เกิดข้อสงสัยในมัน และไม่มีการเปรียบเทียบและไม่มีการตีความ ,อิบอุยัยนะฮกล่าวว่า “ ทุกสิ่งที่อัลลอฮ ทรงอธิบายคุณลักษณะให้แก่ตัวของพระองค์เองด้วยมัน ,การอ่านมันคือ การตัฟสีรมัน)
หลังจากนั้น อัลอัศบะฮานีย์ อธิบายว่า

: أي هو على ظاهره لا يجوز صرفه إلى المجاز بنوع من التأويل

หมายถึง มันอยู่บนความหมายที่ปรากฏของมัน ไม่อนุญาตให้ผันมันไปสู่ความหมายเชิงอุปมา (มะญาซ) ด้วยชนิดใดๆ จากการตีความ – อัลอุลูว ลิลอะลียิลฆอฟฟาร ของอิหม่ามอัซซะฮะบีย์ หน้า ๒๖๓ และ กิตาบุลอะรัช ของเขา เล่ม ๒ หน้า ๓๕๙-๓๖๐
จากที่ผมได้อธิบายทั้งหมด ขอยืนยันว่า การอ้างว่า สะลัฟไม่รู้ความหมายสิฟาตและไม่อธิบายความหมายสิฟาต คือ การอ้างที่บิดเบือนทัศนะของสะลัฟ

والله أعلم بالصواب


มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม

วันพุธที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

การเอาหะดิษการเมียะรอจญ์นบีมาเป็นหลักฐานว่าอัลลอฮอยู่บนฟ้านั้นเป็นบิดอะฮวะฮบีย์จริงหรือ



ผู้โจมตีวะฮบีย์ กล่าวว่า
วะฮ์ฮาบี(คณะใหม่)กล่าวว่า อัลลอฮฺนั่งอยู่บนฟ้าสูงสุดพ้นต้นพุทราแห่งการสิ้นสุดไป ซึ่งเป็นทิศเดียวกับบัยตุลลอฮฺที่นครมักกะฮ์เนื่องด้วยตรงขึ้นไปเหนือฟ้าชั้นที่ 7 นั้นมีบัยตุลมะอฺมูรซึ่งเป็นสถานที่ทำการต่อวาฟของเหล่าบรรดามะลาอิกะฮ์ โดยวะฮ์ฮาบีใช้ตรรกะที่ว่า ท่านนะบีย์ศ็อลฯทรงขึ้นไปรับฟัรฎูละหมาดในคืนมิอฺรอจญฺพบอัลลอฮฺ ณ ที่นั้น
มหาบริสุทธิ์แห่งอัลลอฮฺเจ้า จากความเชื่อที่หลงผิด(บิดอะฮ์)ของกลุ่มวะฮ์ฮาบี

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
ผมขอชี้แจงต่อไปนี้และอนุญาตให้เอาหลักฐานทางวิชาการมาโต้แย้งได้ทุกเวลา
การอ้างหลักฐานจากหะดิษอิสรออฺและเมียะรอจญ์ เพื่อยืนยันการอยู่เบื้องสูงเหนืออะรัชของอัลลอฮ ตาอาลานั้น เป็นการยืนยันจากปราชญ์ยุคสะลัฟและเคาะลัฟ เช่น

อิหม่ามอิบนุคุซัยมะฮ (ฮ.ศ 223-311)

وَفِي الأَخْبَارِ دَلالَةٌ وَاضِحَةٌ أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ عُرِجَ بِهِ مِنَ الدُّنْيَا إِلَى السَّمَاءِ السَّابِعَةِ ، وَأَنَّ اللَّهَ تَعَالَى فَرَضَ عَلَيْهِ الصَّلَوَاتِ عَلَى مَا جَاءَ فِي الأَخْبَارِ ، فَتِلْكَ الأَخْبَارُ كُلُّهَا دَالَّةٌ عَلَى أَنَّ الْخَالِقَ الْبَارِئَ فَوْقَ سَبْعِ سَمَاوَاتِهِ

ในบรรดาการบอกเล่า(หมายถึงหะดิษอัลเมียะรอจญ) คือหลักฐาน แสดงว่า แท้จริงนบี ศอ็ลฯ ถูกนำขึ้น จากดุนยา สู่ชั้นฟ้าที่เจ็ด และอัลลอฮ ตาอาลา ได้กำหนดละหมาดห้าเวลา ให้เป็นข้อบังคับ บนสิ่งที่มีมาในบรรดาคำบอกเล่า(หมายถึงหะดิษเมียะรอจญ์) และ บรรดาคำบอกเล่า(หะดิษ) ทั้งหมด แสดงบอกว่า พระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรค์ ผู้ทรงให้บังเกิด อยู่เหนือเจ็ดชั้นฟ้าของพระองค์ - กิตาบุตเตาฮีด หน้า 119

อิบนุคุซัยมะฮ ปราชญยุคสะลัฟ ยืนยันว่า หะดิษเมียะรอจญเป็นหลักฐานว่าอัลลอฮอยู่เหนือเจ็ดชั้นฟ้า
อิบนุอะบิลอิซ อัดดะมัชกีย์ กล่าวว่า

وَفِي حَدِيثِ الْمِعْرَاجِ دَلِيلٌ عَلَى ثُبُوتِ صِفَةِ الْعُلُوِّ لِلَّهِ تَعَالَى

ในหะดิษเมียะรอจญ คือ หลักฐาน แสดงการยืนยัน คุณลักษณะ การอยู่เบื้องสูงของอัลลอฮตาอาลา – ดู ชัรหุอะกีดะฮอัฏเฏาะฮาวียะฮ 1/277

จึงสรุปว่า การอ้างหะดิษเมียะรอจญ เป็นหลักฐานการอยู่เบื้องสูงของอัลลอฮ นั้น ไม่ใช่อะกีดะฮบิดอะฮ อย่างที่ท่านครูผู้ใส่ร้ายวะฮบีย์โกหกบิดเบือนใส่ร้ายวะฮบีย์

والله أعلم بالصواب

........................

อะสันน  หมัดอะดั้ม





วันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เมื่ออิหม่ามนะวาวีย์ ยืนยันว่า ผู้ที่กล่าวว่า อัลลอฮ อยู่บนฟ้า เขาผู้นั้นเป็นผู้ศรัทธา



อิหม่ามนะวาวีย์ (ร.ฮ)กล่าวว่า

وَأَنَّهُ لَوْ قَالَ : لَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ الْمَلِكُ الَّذِي فِي السَّمَاءِ ، أَوْ إِلَّا مَلِكُ السَّمَاءِ ، كَانَ مُؤْمِنًا ، قَالَ اللَّهُ تَعَالَى : أَأَمِنْتُمْ مَنْ فِي السَّمَاءِ
.
และแท้จริง ถ้าเขา (ทมายถึงกาเฟร) กล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ ราชา ผู้ซึ่งอยู่บนฟ้า หรือ(เขากล่าวว่า)นอกจากราชาแห่งฟากฟ้า เขาก็เป็นผู้ศรัทธา ,อัลลอฮตาอาลาตรัสว่า
“เจ้าจะปลอดภัยละหรือ จากผู้ทรงอยู่บนฟากฟ้า..

وَلَوْ قَالَ : لَا إِلَهَ إِلَّا سَاكِنُ السَّمَاءِ ، لَمْ يَكُنْ مُؤْمِنًا ، وَكَذَا لَوْ قَالَ : لَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ سَاكِنُ السَّمَاءِ ; لِأَنَّ السُّكُونَ مُحَالٌ عَلَى اللَّهِ تَعَالَى
และถ้าเขากล่าวว่า “ไม่มีพระเจ้า นอกจากผู้อาศัยแห่งฟากฟ้า เขาก็ไม่เป็นผู้ศรัทธา และ เช่นเดียวกัน ถ้าเขากล่าวว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ ผู้อาศัยแห่งฟากฟ้า เพราะแท้จริง การอาศัยอยู่นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้แก่อัลลอฮตาอาลา- ดูเราเฎาะตุตตอลิบีน เล่ม 10 หน้า 85 มักตับอัลอิสลามีย์

คำว่าอัลลอฮ อยู่บนฟ้า ไม่ได้หมายถึง การอาศัยอยู่ในฟ้า ที่เป็นมัคลูค อาชาอิเราะฮ บางกลุ่ม เอาคำว่า “สถานที่ของอัลลอฮ”มาโจมตี วะฮบีย์
เพราะเข้าใจว่า อัลลอฮ อาศัยมัคลูค เป็นสถานที่ นี่คือ ความไม่เข้าใจ แล้วพาลเข้าใจว่าคนอื่นเชื่อตามความเข้าใจของตน

มาดู ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ(ร.ฮ)อธิบาย

وَالسَّلَفُ وَالْأَئِمَّةُ وَسَائِرُ عُلَمَاءِ السُّنَّةِ إذَا قَالُوا " إنَّهُ فَوْقَ الْعَرْشِ وَإِنَّهُ فِي السَّمَاءِ فَوْقَ كُلِّ شَيْءٍ " لَا يَقُولُونَ إنَّ هُنَاكَ شَيْئًا يَحْوِيهِ أَوْ يَحْصُرُهُ أَوْ يَكُونُ مَحَلًّا لَهُ أَوْ ظَرْفًا وَوِعَاءً سُبْحَانَهُ وَتَعَالَى عَنْ ذَلِكَ بَلْ هُوَ فَوْقَ كُلِّ شَيْءٍ وَهُوَ مُسْتَغْنٍ عَنْ كُلِّ شَيْءٍ وَكُلُّ شَيْءٍ مُفْتَقِرٌ إلَيْهِ . وَهُوَ عَالٍ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ .
และชาวสะลัฟ ,บรรดาอิหม่าม และ บรรดาปราชญสุนนะฮอื่นๆ เมื่อพวกเขากล่าวว่า แท้จริง พระองค์ อยู่เหนืออะรัช และแท้จริง พระองค์ อยู่บนฟ้า เหนือทุกสิ่ง พวกเขาจะไม่กล่าวว่า แท้จริงสิ่งใดๆ ณ ที่นี้ บรรจุ พระองค์ เอาไว้หรือ จำกัดขอบเขตพระองค์ หรือเป็นสถานที่ของพระองค์ หรือ เป็นสถานที หรือเป็นภาชนะบรรจุ (พระองค์) พระองค์ทรงบริสุทธิ์ และสูงส่งจาก ดังกล่าว แต่ทว่า ทรงอยู่เหนือทุกสิ่ง โดยที่พระองค์ ไม่พึ่งพา อาศัยทุกๆสิ่ง และทุกสิ่งพึงพาอาศัยต่อพระองค์ และพระองค์ทรงสูง เหนือทุกสิ่ง.... มัจญมัวะฟะตาวา เล่ม 11 หน้า 101

والله أعلم بالصواب


........................
อะสัน  หมัดอะดั้ม



วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

เขาว่ายิวมีอะกีดะฮเหมือนวะฮบีย์




เจ้าของหนังสือชื่อ “อะกีดะฮ์พระเจ้ามีรูปร่างจากยิวสู่ความเชื่อกลุ่มบิดอะฮ์ หน้า 19 ได้นำอะกีดะฮยิวมาอ้างดังนี้
ยิวมีความเชื่อว่า อัลลอฮอประทับอยู่บนฟ้า
ในบทเพลงสดุดี (سفر مزامير) บทที่ 2 โองการที่ 4 ระบุว่า
الساكنُ في السمواتِ يضحكُ الربُ
“พระองค์ผู้ทรงประทับในบรรดาชั้นฟ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงเย้ยหยัน เขาเหล่านั้น
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
ชี้แจง
ขอถามว่า ผู้เขียนได้ศึกษาบริบทการเชื่ออัลลอฮอยู่บนฟ้า ของยิวยุคหลัง กับ ปราชญ์ที่ผู้เขียนอุปโลกน์ให้เป็นวะฮบีว่า เหมือนกันไหม อย่าอคติและฉาบฉวยแล้วสุรุปว่าวะฮบีมีอะกีดะฮเหมือนยิว
ความจริง ชาวยิว หรือบนีอิสรออีล รวมถึงอุมมะฮยุคก่อน ๆ ที่ศรัทธา ต่อบรรดารอซูล ที่อัลลอฮส่งมา ก็มีอะกีดะฮเดียวกัน เพราะหลักอะกีดะฮในอิสลามมีหนึ่งเดียว
قال عبد الرحمن بن أبي حاتم حدثنا أبي قال حدثت عن سعيد ابن عامر الضبعي أنه ذكر الجهمية فقال هم شر قولا من اليهود والنصارى قد إجتمع اليهود والنصارى وأهل الأديان مع المسلمين على أن الله عزوجل على العرش وقالوا هم ليس على شيء
อับดุรเราะหฺมาน บิน อบีหาติม กล่าวว่า บิดาของฉันเล่าให้แก่เรา เขากล่าวว่า ฉันได้รับการเล่าจากสะอีด บิน อะมีร อัฎ-ฎุบะอีย์ว่า เขาได้พูดถึงพวกญะฮฺมียะฮฺ โดยกล่าวว่า “พวกญะฮฺมียะฮฺนั้นเลวยิ่งกว่าพวกยิวและคริศต์ เป็นที่ทราบกันดีว่า ยิวและคริศต์และศาสนาอื่นๆนั้นอยู่ร่วมกับมุสลิมในมติเอกฉันท์ว่า อัลลอฮทรงอยู่เหนือรัชฺ แต่พวกญะฮฺมียะฮฺกลับกล่าวว่า อัลลอฮมิได้อยู่เหนือสิ่งใดๆ - ดู อัล-อุลูว ลิล อะลิยยิล ฆ็อฟฟาร หน้า 157 และมุคตะศ็อร อัล-อุลูวฺ หน้า 168
อิหม่ามบุคอรี กล่าวว่า
وقال ضمرة بن ربيعة عن صدقة سمعت سليمان التيمي يقول لو سئلت أين الله لقلت في السماء فإن قال فأين كان عرشه قبل السماء لقلت على الماء فإن قال فأين كان عرشه قبل الماء لقلت لا أعلم قال أبو عبد الله وذلك لقوله تعالى { ولا يحيطون بشيء من علمه إلا بما شاء } يعني إلا بما بين
และฎอ็มเราะฮ บิน เราะบีอะฮ ได้รายงานจาก เศาะดะเกาะฮ ว่า ฉันได้ยินจากสุลัยมานอัตตัยมีย์ กล่าวว่า “ฉันถูกถามว่า “อัลลอฮอยู่ใหน? ฉันตอบว่า “อยู่บนฟ้า แล้วถ้าเขากล่าวว่า “ อะรัชของพระองค์ อยู่ใหน ก่อนที่ มีฟากฟ้า ,ฉันก็จะกล่าวว่า “อยู่บนน้ำ แล้วถ้าเขากล่าวถามว่า อะรัชของพระองค์อยู่ใหน ก่อนที่มีน้ำ ฉันก็จะกล่าวว่า “ฉันไม่รู้ ,อบูอับดุลลอฮ กล่าวว่า ดังกล่าวนั้นแหละ ที่อัลลอฮตะอาลาตรัสว่า
وَلاَ يُحِيطُونَ بِشَيْءٍ مِّنْ عِلْمِهِ إِلاَّ بِمَا شَاء
และพวกเขาไม่ได้ล้อมรอบ (เข้าถึง) สิ่งใดจากความรู้ของพระองค์ เว้นแต่ตามที่พระองค์ทรงประสงค์
หมายถึง ยกเว้นสิ่งที่พระองค์อธิบายไว้ – คอ็ลคุอัฟอาลิลอิบาด ของ อิหม่าม บุคอรี ๑/๓๘ หะดิษหมายเลข ๖๔ และอัลลาลุกาอีย์ ใน ชัรหุอุศูลุลเอียะติกอด หะดิษหมายเลข ๖๗๑
ฏอมเราะฮ บิน ชุอบะฮ เป็นปราชสะลัฟ เสียชีวิตปี ฮ.ศ ๒๐๒ เป็นปราชญที่เป็นที่ยอมรับว่าเชื่อถือได้ - สิยารุเอียะลามอัลนุบาลาอฺ เล่ม ๙ หน้า ๓๒๗ หัวข้อ ضَمْرَةُ بْنُ رَبِيعَةَ
ผมคิดตลอดและถามตัวเองอยู่ตลอดว่า ทำไม่ผู้เขียนกล้าหาญชาญชัย ท่านกล้าสาบานหรือไหมว่า หลักฐานที่บ่งบอกว่า อัลลอฮอยู่บนฟ้า ท่านกล้าสาบานหรือไม่ และท่านกล้าสาบานหรือไม่ว่าไม่จริง

والله أعلم بالصواب


......................
อะสัน  หมัดอะดั้ม



เขาอ้างว่าผู้ที่พูดเกี่ยวกับความหมายอายะฮและหะดิษสิฟาต คือ พวกบิดอะฮในยุคสะลัฟ




ผู้เขียนหนังสือ อะกีดะฮ์พระเจ้ามีรูปร่างจากยิวสู่ความเชื่อกลุ่มบิดอะฮ์ ได้ระบุคำพูดอิหม่ามนะวาวีย์ ในหน้า 53 ว่า

مَذْهَبُ مُعْظَمِ السَّلَفِ أَوْ كُلِّهِمْ أَنَّهُ لَا يُتَكَلَّمُ فِي مَعْنَاهَا ، بَلْ يَقُولُونَ : يَجِبُ عَلَيْنَا أَنْ نُؤْمِنَ بِهَا وَنَعْتَقِدَ لَهَا مَعْنًى يَلِيقُ بِجَلَالِ اللَّهِ تَعَالَى وَعَظَمَتِهِ مَعَ اعْتِقَادِنَا الْجَازِمِ أَنَّ اللَّهَ تَعَالَى لَيْسَ كَمِثْلِهِ شَيْءٌ وَأَنَّهُ مُنَزَّهٌ عَنِ التَّجَسُّمِ وَالِانْتِقَالِ وَالتَّحَيُّزِ فِي جِهَةٍ وَعَنْ سَائِرِ صِفَاتِ الْمَخْلُوقِ ،
ผู้เขียนหนังสือข้างต้นแปลว่า
แนวทางสะลัฟส่วนใหญ่(ยกเว้นพวกบิดอะฮในยุคสะลัฟ)หรือสะลัฟ(อะฮลุสสุนนะฮทั้งหมดนั้น) กล่าวคือ จะไม่พูดในความหมายอายะฮและหะดิษที่กล่าวถึงสิฟาตของอัลลอฮ แต่พวกเขากล่าวว่า จำเป็นบนเราต้องศรัทธาต่อตัวบท และเชื่อมันว่ามีความหมายหนึ่งที่เหมาะสม กับความมีเกียรติและความยิ่งใหญ่ของอัลเลาะฮ์ พร้อมกับเราเชื่ออย่างมั่นใจเด็ดขาดว่า แท้จริงอัลเลาะฮ์ ตะอาลา "ไม่มีสิ่งใดคล้ายเหมือนพระองค์" และพระองค์ทรงบริสุทธิ์จากการเป็นรูปร่าง บริสุทธิ์จากการเคลื่อนย้าย ต้องการที่อยู่ในทิศใดทิศหนึ่ง และบริสุทธิ์จากบรรดาคุณลักษณะของสิ่งที่ถูกสร้าง.
>>>>>>>>>>>>>>
ผู้อ่านโปรดสังเกตจากคำแปลของผู้เขียนคือ
ผู้เขียน ใส่วงเล็บและเพิ่มข้อความว่า (“ยกเว้นพวกบิดอะฮในยุคสะลัฟ”) ทั้งๆที่ในตัวบทคำพูดไม่ได้ระบุการยกเว้นเอาไว้เลย แล้วทำไม่จึงเพิ่มข้อความเข้ามา ทั้งนี้เพื่อที่จะให้ผู้อ่านเชื่อว่าคนยุคสะลัฟที่ให้ความหมายสิฟาตคือ พวกบิดอะฮในยุคนั้น
ขอเรียนว่า ความจริง ไม่มีสะลัฟท่านใด อ้างว่าห้ามพูดเกี่ยวกับความหมายเลย
เช็คมุหัมหมัดรอชีด ริฎอ กล่าวว่า
لَمْ يَقُلْ أَحْمَدُ وَلَا غَيْرُهُ مِنَ السَّلَفِ : إِنَّ فِي الْقُرْآنِ آيَاتٍ لَا يَعْرِفُ الرَّسُولُ وَلَا غَيْرُهُ مَعْنَاهَا بَلْ يَتْلُونَ لَفْظًا لَا يَعْرِفُونَ مَعْنَاهُ .
อะหมัด และ คนอื่นจากเขา จากสะลัฟ ไม่ได้กล่าวว่า แท้จริงในอัลกุรอ่าน มีบรรดาอายะฮ ที่รอซูลและอื่นจากท่านไม่รู้ความหมายของมัน แต่ทว่า พวกเขาอ่านถ้อยคำ โดยพวกเขาไม่รู้ความหมายของมัน – ดูตัฟสีรอัลมะนาร 3/145
>>>>>>
หมายความว่า อิหม่ามอะหมัดและสะลัฟคนอื่น ไม่เคยพูดว่า ในอัลกุรอ่านมีอายะฮที่รอซูลและคนอื่นไม่รู้ความหมาย แต่อ่านถ้อยคำอย่างเดียว ไม่รู้ความหมาย
คำอธิบายของอิหม่ามนะวาวีย์ข้างต้น ที่อ้างว่า
وأنه منزه عن التجسيم والإنتقال والتحيز في جهة
และพระองค์ทรงปราศจากการเป็นร่างกาย(ตัวตน) ปราศจากการเคลื่อนย้าย ปราศจากการอยู่ในทิศใดทิศหนึ่ง
..............
ข้อความข้างต้นเป็นความเห็นของท่านอิหม่ามนะวาวีย์เองไม่ใช่ทัศนะของปราชญ์ชาวสะลัฟ เพราะไม่มีสะลัฟคนใด กล่าวถึง คำว่าอัลลอฮ “เป็นมวลสารหรือรูปร่าง ในเชิงรับรอง(อิษบาตร)และ ในเชิงปฏิเสธ และคำว่า “ทิศ” ก็เช่นเดียวกัน สะลัฟไม่ได้กล่าวถึงคำนี้
ดังอิหม่ามอัลกุรฏุบีย์ ซึ่งเป็นปราชญ์ตัฟสีรที่มีแนวคิดเอนเอียงไปทางอะชาอิเราะฮ ได้ยืนยันไว้คือ
وَقَدْ كَانَ السَّلَف الْأَوَّل رَضِيَ اللَّه عَنْهُمْ لَا يَقُولُونَ بِنَفْيِ الْجِهَة وَلَا يَنْطِقُونَ بِذَلِكَ , بَلْ نَطَقُوا هُمْ وَالْكَافَّة بِإِثْبَاتِهَا لِلَّهِ تَعَالَى كَمَا نَطَقَ كِتَابه وَأَخْبَرَتْ رُسُله
บรรดาสลัฟยุคแรก (ร.ฎ) พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธ คำว่า"ทิศ" และพวกเขาไม่ได้พูดมัน ในทางตรงกันข้าม พวกเขาเองทั้งหมด ต่างก็กล่าวรับรอง มัน(ทิศ) แก่อัลลอฮ (ซ.บ) ดังที่ คัมภีร์ของพระองค์ได้กล่าวเอาไว้และบรรดารซูลของพระองค์ได้บอกเอาไว้ - - อัลญามิอุนอะหกามอัลกุรอ่าน 7/219
ส่วนการปฏิเสธทิศ เกี่ยวกับอัลลอฮนั้น ไม่ใช่ทัศนะสะลัฟ
คำว่า “รูปร่าง”หรือเป็นรูปร่าง ก็เช่นเดียวกัน ชาวสะลัฟไม่ได้พูดถึง แต่เป็นคำที่อุตริขึ้นมา อธิบายเกี่ยวกับสิฟัตอัลลอฮ ของคนยุคหลังเท่านั้น ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ กล่าวว่า
ليس في كتاب الله ولا سنة رسول الله صلى الله عليه وسلم ولا قول أحد من سلف الأمة وأئمتها أنه ليس بجسم وأن صفاته ليست أجساما وأعراضا فنفي المعاني الثابتة بالشرع بنفي ألفاظ لم ينف معناها شرع ولا عقل جهل وضلال
ไม่ปรากฏในคัมภีร์อัลลอฮ และสุนนะฮรซูลุลลอฮ ศอ็ลฯ และไม่ปรากฏคำพูดคนหนึ่งคนใดจากอุมมะฮยุคสะลัฟ และบรรดาอิหม่ามของพวกเขา ว่า แท้จริงพระองค์ ไม่ใช่รูปร่าง/มวลสาร และ(ไม่มีผู้ใดที่กล่าวมา กล่าวว่า)แท้จริงบรรดาคุณลักษณะของพระองค์ ไม่ใช่บรรดามวลสาร/รูปร่างและบรรดาสิ่งของ ดังนั้น การปฏิเสธ บรรดาความหมายที่ยืนยันด้วยบทบัญญัต ด้วย การปฏิเสธ บรรดาถ้อยคำ ที่ บทบัญญัติ(หมายถึงอัลลอฮและรอซูล)และสติปัญญาไม่ได้ปฏิเสธความหมายของมัน นั้น คือ ความงี่เง้าและหลุ่มหลง – ดู บะยานตัลบิสอัลญะมียะฮ เล่ม 1 หน้า 101
...........
กล่าวคือ ไม่มีสะลัฟคนใดกล่าวว่า อัลลอฮ เป็นมวลสาร หรือไม่เป็นมวลสาร(รูปร่าง) และการปฏิเสธความหมายของบรรดาถ้อยคำที่อัลลอฮและรอซูลได้ยืนยันไว้ และไม่ได้ปฏิเสธความหมายของมันนั้น ถือเป็นความโง่เขลาและหลุ่มหลง

والله أعلم بالصواب


....................
อะสัน หมัดอะดั้ม


เมื่อกลุ่มญะฮมียะฮบอกท่านว่าเขาไม่เชื่อว่าอัลลอฮเสด็จลงมา ท่านจะตอบอย่างไร




คำตอบ ข้างต้นรายงานโดยอิหม่ามบุคอรี ดังนี้

وَقَالَ الْفُضَيْلُ بْنُ عِيَاضٍ : إِذَا قَالَ لَكَ جَهْمِيٌّ : أَنَا أَكْفُرُ بِرَبٍّ يَزُولُ عَنْ مَكَانِهِ ، فَقُلْ : " أَنَا أُؤْمِنُ بِرَبٍّ يَفْعَلُ مَا يَشَاءُ

และอัลฟุฎัยลฺ บิน อิยาฎ กล่าวว่า “เมื่อผู้ที่มีแนวคิดญะฮมีย์ กล่าวกับท่านว่า “ ฉันปฏิเสธพระเจ้า ที่เสด็จลงมาจากสถานที่ของพระองค์ ก็จงกล่าวตอบว่า “ ฉันศรัทธาต่อพระเจ้าที่ทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ – ดู คอ็ลคุอัฟอาลิลอิบาด ของ อิหม่ามบุคอรี ,อิจญติมาอุลญูญูส 1/240 ,อัลอุลุว์ 129

ทำไมญะฮมียะฮจึงมีคำพูดเลวกว่ายะฮูดและนะศอรอ




อิหม่ามบุคอรี ได้รายงานไว้ใน คอ็ลคุอัฟอาลิลอิบาด 1/30 เรื่อง باب ذكر أهل العلم للمعطلة โดยกล่าวว่า

وَقَالَ سَعِيدُ بْنُ عَامِرٍ: " الْجَهْمِيَّةُ أَشَرُّ قَوْلًا مِنَ الْيَهُودِ وَالنَّصَارَى، قَدِ اجْتَمَعَتِ الْيَهُودُ وَالنَّصَارَى، وَأَهْلُ الْأَدْيَانِ أَنَّ اللَّهَ تَبَارَكَ وَتَعَالَى عَلَى الْعَرْشِ، وَقَالُوا هُمْ: لَيْسَ عَلَى الْعَرْشِ شَيْءٌ "

และสะอีด บิน อามีร(ฮ.ศ 208) กล่าวว่า ญะฮมียะฮ คือ พวกเขามีคำพูด ที่เลวกว่า ยะฮูด และนะศอรอ แท้จริง ยะฮูด ,นะศอรอ และบรรดาผู้ที่นับถือศาสนาทั้งหลาย มีมติว่า แท้เเท้จริงอัลลออตะอาลานั้นอยู่บนอะรัช และพวกเขา(ญะฮมียะห)กล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดบนอะรัช 

والله أعلم بالصواب

อัลลอฮตาอาลาทรงอยู่เหนือสรรพสิ่งทั้งมวล




อัลลอฮตาอาลาทรงบอกว่าพระองค์ทรงอยู่เหนือสรรพสิ่งทั้งหลาย

وَلِلّهِ يَسْجُدُ مَا فِي السَّمَاوَاتِ وَمَا فِي الأَرْضِ مِن دَآبَّةٍ وَالْمَلآئِكَةُ وَهُمْ لاَ يَسْتَكْبِرُونَ

และสิงที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน ที่เป็นสัตว์โลกทั้งหลายและมะลาอิกะฮ์จะสุญูดต่ออัลลอฮ์ โดยที่พวกมันจะไม่หยิ่งผยอง

يَخَافُونَ رَبَّهُم مِّن فَوْقِهِمْ وَيَفْعَلُونَ مَا يُؤْمَرُونَ
พวกเขาจะกลัวพระเจ้าของพวกเขา ผู้ทรงอำนาจเหนือพวกเจ้า ปฏิบัติตามสิ่งที่พวกเขาถูกบัญชา - อัลนะหลุ 49-50

อิบนุคุซัยมะฮ (223-311) กล่าวว่า

فأعْلمَنا الجليلُ جلَّ وعلا في هذهِ الآيةِ أنَّ ربَّنا فوقَ ملائكتهِ، وفوقَ ما في السَّماواتِ وما في الأرضِ مِنْ دَابَّةٍ، وأَعْلَمَنا أنَّ ملائكتَهُ يخافونَ ربَّهم الذي فوقهم

พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ ทรงเกรียงไกรและสูงส่ง ได้บอกให้เรารู้ในอายะฮนี้ ว่า "แท้จริงพระผู้อภิบาลของเรา อยู่เหนือมลาอิกะฮของพระองค์ ,อยู่เหนือสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสัตว์โลกทั้งหลายในแผ่นดิน และทรงบอกให้เรารู้ว่า แท้จริงบรรดามลาอิกะฮของพระองค์ พวกเขากลัวพระผู้อภิบาลของพวกเขา ซึ่งอยู่เหนือพวกเขา -อัตเตาฮีด ของอิบนุคุซัยมะฮ หน้า 111
มีหลักฐานมากมายที่แสดงถึงการอยู่เบื้องสูงของอัลลอฮเหนือสรรพสิ่งทั้งหลายที่พระองค์สร้าง แปลกใจยิ่งนัก คนที่มีอะกีดะฮเช่นนี้ กลับถูกอะชาอิเราะฮซูฟีเฏาะรี
กัต บางกลุ่ม ฉายามุสลิมที่เชื่อการอยู่เบื้องสูงของอัลลอฮ ว่า "พวกวะฮบียลัทธิใหม่นอกอิสลาม วัลอิยาซุบิลละฮ

والله أعلم بالصواب


.......................
อะสัน หมัดอะดั้ม



เขาบอกว่า การเชื่อว่าอัลลอฮอยู่บนฟ้า เพราะยึดถือตามอะกีดะกาเฟรของพวกยิวฟิรออูน..




แกนนำอาชาอิเราะฮคนหนึ่งได้กล่าวหาพี่น้องมุสลิมที่เขาเรียกวะฮบีย์ว่า อะกีดะฮอัลลอฮอยู่บนฟ้ามาจากอะกีดะฮของพวกยิวฟิรอูน ดังนั้นจึงชี้แจงเพื่อจะให้ทราบโดยทั่วกันว่า คำพูดของแกนนำอาชาอิเราะฮคนนั้นเป็นเท็จ

อัลลอฮ(ซ.บ)ตรัสว่า
وَقَالَ فِرْعَوْنُ يَا أَيُّهَا الْمَلَأُ مَا عَلِمْتُ لَكُم مِّنْ إِلَهٍ غَيْرِي فَأَوْقِدْ لِي يَا هَامَانُ عَلَى الطِّينِ فَاجْعَل لِّي صَرْحًا لَّعَلِّي أَطَّلِعُ إِلَى إِلَهِ مُوسَى وَإِنِّي لَأَظُنُّهُ مِنَ الْكَاذِبِينَ
และฟิรเอานกล่าวว่า “โอ้ปวงบริพารเอ๋ย! ฉันไม่เคยรู้จักพระเจ้าอื่นใดของพวกท่านนอกจากฉัน โอ้ฮามานเอ๋ย ! จงเผาดินให้ฉันด้วยแล้วสร้างโครงสูงระฟ้า เพื่อที่ฉันจะได้ขึ้นไปดูพระเจ้าของมูซา และแท้จริงฉันคิดว่า เขานั้นอยู่ในหมู่ผู้กล่าวเท็จ”- อัล-ก่อซอซ :38
อิบนุญะรีร อธิบายว่า
وَقَوْلُهُ : ( لَعَلِّي أَطَّلِعُ إِلَى إِلَهِ مُوسَى ) يَقُولُ : أَنْظُرُ إِلَى مَعْبُودِ مُوسَى ، الَّذِي يَعْبُدُهُ ، وَيَدْعُو إِلَى عِبَادَتِهِ ( وَإِنِّي لِأَظُنُّهُ ) فِيمَا يَقُولُ مِنْ أَنَّ لَهُ مَعْبُودًا يَعْبُدُهُ فِي السَّمَاءِ ، وَأَنَّهُ هُوَ الَّذِي يُؤَيِّدُهُ وَيَنْصُرُهُ ، وَهُوَ الَّذِي أَرْسَلَهُ إِلَيْنَا مِنَ الْكَاذِبِينَ
คำตรัสของพระองค์ที่ว่า (เพื่อที่ฉันจะได้ขึ้นไปดูพระเจ้าของมูซา) หมายถึง เขากล่าวว่า “ฉันจะได้ดู พระเจ้าของมูซา ที่เขาได้เคารพภักดีต่อพระองค์ และเขา(มูซา)ได้เชิญชวนไปสู่ การอิบาดะฮต่อพระองค์ (และแท้จริงฉันคิดว่า เขานั้น) ในสิ่งที่เขากล่าว จากการที่พระเจ้าของเขา ที่เขาเคารพภักดีต่อพระองค์นั้น อยู่บนฟ้า และ แท้จริง พระองค์ คือผู้ที่สนับสนุนเขา และช่วยเหลือเขา และพระองค์คือ ผู้ที่ ส่งเขามายังเรานั้น เป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาผู้ที่กล่าวเท็จ – ตัฟสีรอัฏฏอ็บรีย เล่ม 19 หน้า 581
.............
อิบนุญะรีร ได้อธิบายสองอายะฮข้างต้นตรงกันว่า ฟาโรห์ ได้ ได้ปฏิเสธความเชื่อมูซา อะลัยฮิสสลามสลาม โดยให้บริพารของเขาสร้างหอคอยสูง เพื่อจะขึ้นไปยังพระเจ้าของนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ที่มูซาอ้างว่า อยู่บนฟ้า และฟาโรห์ ได้กล่าวหานบีมูซา เป็นผู้ที่โกหก ในการที่อ้างว่าพระเจ้าอยู่บนฟ้า 

สรุป 
- อกิดะฮของฟิรอูนไม่เชื่อว่าพระเจ้าอยู่บนฟากฟ้า และแสดงการเยาะเย้ยโดยจะสร้างหอคอยสูงเพื่อจะได้ขึ้นไปดูพระเจ้าของมูซา

อิบนุคุซัยมะฮ (ฮ.ศ 311) อธิบายว่า

وفي قوله { وإني لأظنه كاذبا} دلالة على أن موسى قد كان أعلمه أن ربه جلا وعلا أعلى وفوق..
และในคำตรัสของพระองค์ที่ว่า (และแท้จริงฉันคิดว่า เขานั้นอยู่ในหมู่ผู้กล่าวเท็จ) คือ หลักฐาน แสดงบอกว่า แท้จริงมูซา เขาได้รู้ว่า พระเจ้าของเขา ผู้ทรงเกรียงไกรและสูงส่ง อยู่เบื้องสูง และอยู่ข้างบน- กิตาบุตเตาฮีด 1/264

อิหม่ามอัศเศาะบูนีย์ อธิบายว่า

قوله {وإني لأظنه كاذبا} يعني في قوله: إن في السماء إلهًا، وعلماء الأمة وأعيان الأئمة من السلف رحمهم الله لم يختلفوا في أن الله تعالى على عرشه، وعرشه فوق سماواته

คำตรัสของพระองค์ที่ว่า (และแท้จริงฉันคิดว่า เขานั้นอยู่ในหมู่ผู้กล่าวเท็จ) หมายถึง ในคำพูดของเขา(มูซา)ที่ว่า แท้จริงมีพระเจ้าอยู่บนฟากฟ้า) และบรรดาอุลามมาอฺแห่งอุมมะฮ และบรรดา ประชาชนแห่งอุมมะฮจากชาวสะลัฟ (ขออัลลอฮเมตตาต่อพวกเขา) พวกเขาไม่ได้เห็นต่างกัน เกี่ยวกับการที่อัลลอฮตะอาลาทรงอยู่บนฟากฟ้า บน อะรัช และอะรัชของพระองค์ อยู่เหนื่อบรรดาฟากฟ้าของพระองค์- อะกิดะฮสะลัฟวะอัศหาบุลหะดิษ หน้า 176
.................
ความจริงยังมีการอธิบายของปราชญยุคสะลัฟอีกหลายท่าน แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะแสดงให้เห็นว่า แกนนำอะชาอิเราะฮผู้กล่าวหา วะฮบีย์ว่าเอาอะกีดะฮพระเจ้าอยู่บนฟ้า มาจากฟิรเอานฺนั้น เป็นผู้มุสา โกหกและบิดเบือน โดยกล่าวหาว่า อะกีดะฮพระเจ้าอยู่บนฟ้า วะฮบีย์ได้จากอะกีดะฮฟีรอูน - ขออัลลอฮโปรดให้พี่น้องทั้งหลายปลอดภัยจากฟิตนะฮบิดเบือนศาสนาด้วยเถิด

والله أعلم بالصواب


...........................
อะสัน  หมัดอะดั้ม




หะดิษญารียะฮอิหม่ามชาฟิอีใช้เป็นหลักฐาน แต่คนที่อ้างว่าตามชาฟิอีบางคนอ้างว่าเป็นหะดิษหญิงใบ้



หะดิษที่ท่านหญิงคนหนึ่งตอบนบีว่า “อัลลอฮ อยู่บนฟ้า

มาดูคำพูดอิหม่ามชาฟิอีย์ที่ท่านอ้างหลักฐานด้วยหะดิษนี้

وَأَحَبُّ إلَيَّ أَنْ لَا يُعْتِقَ إلَّا بَالِغَةً مُؤْمِنَةً فَإِنْ كَانَتْ أَعْجَمِيَّةً فَوَصَفَتْ الْإِسْلَامَ أَجْزَأَتْهُ ، أَخْبَرَنَا مَالِكٌ عَنْ هِلَالِ بْنِ أُسَامَةَ عَنْ عَطَاءِ بْنِ يَسَارٍ عَنْ عُمَرَ بْنِ الْحَكَمِ أَنَّهُ قَالَ { أَتَيْت رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقُلْت يَا رَسُولَ اللَّهِ إنَّ جَارِيَةً لِي كَانَتْ تَرْعَى غَنَمًا لِي فَجِئْتهَا وَفَقَدَتْ شَاةً مِنْ الْغَنَمِ فَسَأَلْتهَا عَنْهَا فَقَالَتْ أَكَلَهَا الذِّئْبُ فَأَسِفْت عَلَيْهَا وَكُنْت مِنْ بَنِي آدَمَ فَلَطَمْتُ وَجْهَهَا وَعَلَيَّ رَقَبَةٌ أَفَأَعْتِقُهَا ؟ فَقَالَ لَهَا رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ أَيْنَ اللَّهُ ؟ فَقَالَتْ فِي السَّمَاءِ فَقَالَ مَنْ أَنَا ؟ فَقَالَتْ أَنْتَ رَسُولُ اللَّهِ قَالَ فَأَعْتِقْهَا

และที่ข้าพเจ้าชอบคือ จะไม่มีการปล่อยทาสให้เป็นอิสระ นอกจาก เป็นหญิงผู้ศรัทธาที่บรรลุศาสนภาวะ แล้วถ้าปรากฏว่านางเป็นหญิงอะญัม(ไม่ใช่อาหรับ) แล้วนางมีคุณลักษณะอิสลาม ก็ใช้ได้,มาลิก ได้บอกแก่เรา จากฮิลาล บิน อุสามะฮ จาก อะฏออฺ บิน ยะสาร จากอุมัร บินหะกัม ว่า “เขากล่าวว่าฉันมีทาสคนหนึ่งที่เคยเลี้ยงแพะของฉันในพื้นที่ระหว่างอุฮุดและอัล-ญะวานิยยะฮฺ วันหนึ่งเขาได้กระทำความผิดบางอย่าง เขาได้ออกโดยเอาแพะไปตัวหนึ่ง ฉันเป็นมนุษย์ธรรมดา แน่นอนว่าต้องมีอารมณ์โกรธ ฉันจึงตบหน้าเขา แล้วท่านเราะสูลุลลอฮ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็มา(เห็น) และสิ่งนี้ทำให้ฉันกังวลใจ ฉันจึงอธิบายกับท่านว่า ‘โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ ฉันควรปล่อยทาสของฉันคนนี้เป็นอิสระไหม?’ ‘พาเขามาหาฉัน’ ท่านเราะสูลุลลอฮฯ กล่าว ฉันจึงรีบพาเขามาหาท่าน แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ได้ถามนางว่า “อัลลอฮอยู่ที่ไหน?”
นางตอบว่า “อยู่บนฟากฟ้า” แล้วท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ถามต่อไปอีกว่า “ฉันคือใคร?” ทาสของฉันตอบว่า “ท่านคือศาสนฑูตของอัลลอฮ” ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ปล่อยนางให้เป็นอิสระเถิด แท้จริงนางคือผู้ศรัทธา
-ดู หนังสือ อัลอุม ของอิหม่าชาฟิอีย์ เล่ม 5 บทว่าด้วย باب عتق المؤمنة في الظهار
……………
อิหม่ามชาฟิอีย์รับรองแต่ คนอ้างตามชาฟิอีย์ไม่รับรอง ...นะอูซุบิลละฮ


...............
อะสัน  หมัดอะดั้ม


สำเนาจากเว็บคนดัง บอกว่า เป็นทาสหญิงใบ้

สำเนาหนังสืออัลอุม





วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สะลัฟห้ามแปลความหมายสิฟาตจริงหรือ?



เจ้าของตำรา ชื่อว่า “อะกีดะฮ์พระเจ้ามีรูปร่างจากยิวสู่ความเชื่อกลุ่มบิดอะฮ์ หน้า 61 ได้อ้างหลักฐานต่อไปนี้ห้ามแปลความหมายสิฟาต คือ
ท่านอัลบัยฮะกีย์ได้กล่าวรายงานถึงท่าน ซุฟยาน บิน อุยัยนะฮ์ ว่า
مَا وَصَفَ اللهُ تَبَارَكَ وَتَعَالَى بِنَفْسِهِ فِىْ كِتَابِهِ فَقِرَاءَتُهُ تَفْسِيْرُهُ ، لَيْسَ لِأَحَدٍ أَنْ يُفَسِّرَهُ بِالْعَرَبِيَّةِ وَلاَ بِالْفَارِسِيَّةِ
“สิ่งที่อัลเลาะฮ์ทรงพรรณาด้วยกับพระองค์เองในคำภีร์ของพระองค์นั้น การอ่าน(ผ่าน)มันก็คือการอธิบายมันแล้ว โดยที่ไม่อนุญาติให้คนใดคนหนึ่ง ทำการอธิบายมันด้วยภาษาอาหรับหรือภาษาเปอร์เซีย” ดู อัลอัศมาอ์ วะ อัสศิฟาต หน้า 298
ผู้เขียนบอกว่า “คำว่า “ซาต” ให้เขียนทับศัพท์ ห้ามแปล โดยอ้างหลักฐานข้างต้น
@@@@@
ชี้แจง
คำพูดของอิบนุอุยัยนะฮไม่ใช่ห้ามแปลความหมายทางภาษา เกี่ยวกับสิฟาตอัลลอฮ แต่หมายถึงการอธิบายรูปแบบสิฟาต ว่าเป็นอย่างไร มาดูหลักฐานต่อไปนี้
ซูฟยาน บิน อุยัยนะฮ(ฮ.ศ 198) กล่าวว่า
كُلُّ شَيْءٍ وَصَفَ اللَّهُ بِهِ نَفْسَهُ فِي الْقُرْآنِ ، فَقِرَاءَتُهُ تَفْسِيرُهُ ، لا كَيْفَ وَلا مِثْلَ
ทุกสิ่งที่อัลอฮ พรรณนาคุณลักษณะแก่ตัวของพระองค์ด้วยมัน การอ่านมัน คือ การอธิบายมัน ไม่มีการถามว่าเป็นอย่างไร และไม่มีการยกตัวอย่างเปรียบเทียบ
كتاب الصفات للدارقطني (ص70)؛ شرح أصول اعتقاد أهل السنة والجماعة للالكائي (ج3 ص431)
อัลอัศบะฮานีย์ (ฮ.ศ 538) อธิบายคำพูดอิบนุอุยัยนะฮว่า
فقراءته تفسيره" : « أي هو على ظاهره لا يجوز صرفه إلى المجاز بنوع من التأويل
การอ่านของมัน คือการตัฟสีรมัน หมายถึง มันอยู่บนความหมายที่ปรากฏของมัน ไม่อนุญาตให้ผันมันไปสู่ความหมายเชิงอุปมา (มะญาซ) ด้วยชนิดใดๆ จากการตีความ
العلو للعلي الغفار للذهبي (ص263)؛ وكتاب العرش له (ج2 ص359-360
ยกตัวอย่าง หะดิษนูซูล (หะดิษที่กล่าวถึงทรงเสด็จลงมา) ท่าน อบูสุลัยมัน อัลคิฏอบีย์ (ฮ.ศ 388) อธิบายว่า
هذا الحديث وما أشبهه من الأحاديث في الصفات كان مذهب السلف فيها الإيمان بها، وإجراءها على ظاهرها ونفي الكيفية عنها.
หะดิษนี้ และ สิ่งที่คล้ายคลึงกับมัน จากบรรดาหะดิษสิฟาต ปรากฏว่า มัซฮับสะลัฟ ในมัน(ในบรรดาหะดิษสิฟาต) คือ การศรัทธาด้วยมัน และปล่อยให้ดำเนินไปตามความหมายที่ปรากฏของมัน และปฏิเสธการอธิบายรูปแบบวิธีการจากมัน – ดู
الأسماء والصفات للبيهقي (ج2 ص377)
เพราะฉะนั้น คำพูดสะลัฟ ไม่ได้หมายถึงห้ามแปลความหมายในทางภาษา โดยให้อ่านทับศัพท์อย่างที่ท่านเจ้าของหนังสืออ้าง


والله أعلم بالصواب

......................
อะสัน  หมัดอะดั้ม



การเชื่อว่าอัลลอฮตรัสด้วยเสียงและอักษร เป็นอะกีดะฮลาจริงหรือ



ในตำรามีชื่อว่า อะกีดะฮ์พระเจ้ามีรูปร่างจากยิวสู่กลุ่มความเชื่อบิดอะฮ์" หน้า 13 - 14 เขาอ้าง คำพูดของเช็คญามาลุดดีน อัลหุุศ็อยรีย์ ปราชญ์มัซฮับหะนะฟี (ฮ.ศ 546 -636) กล่าวหลังจากที่ได้ฟังฟัตวาของ อิซซุดดีน อิบนุ อับดิสสลาม โดยเช็คญามาลุดดีนกล่าวว่า
هذا اعتقاد المسلمين، وشعار الصالحين، ويقين المؤمنين، وكل ما فيهما صحيح، ومن خالف ما فيهما وذهب إلى ما قاله الخصم من إثبات الحرف والصوت فهو حمار
โดยผู้เขียนตำราเล่มนี้แปลว่า
นี้คือหลักยึด ของบรรดามุสลิมีนและเอกลักษณ์ของเหล่าผู้มีคุณธรรม เป็นความมั่นใจบรรดาผู้ศรัทธา และทุกสิ่งในกระดาษสองแผ่นนี้ถูกต้อง และผู้มีทัศนะขัดแย้งกับคู่กรณี(ของท่านอิซซุดดีน) จากการยืนยัน(คำพูดของอัลลอฮมี) อักษรและและเสียง เขาคือลา
@@@@@
ข้างต้นผู้เขียนได้อ้างคำพูดที่เป็นความเห็นปราชญ์ยุคสะลัฟคนหนึ่ง มาเป็นหลักฐาน หุกุมว่า ผู้ที่มีทัศนะว่า อัลลอฮพูด มีอักษรและเสียง คนนั้นคือลา
ดังนั้นของชี้แจงด้วยคำพูดของอิหม่ามอัซซะฟารีนีย์ที่กล่าวไว้ดังนี้
وَقَدْ رُوِيَ فِي إِثْبَاتِ الْحَرْفِ وَالصَّوْتِ أَحَادِيثُ تَزِيدُ عَلَى أَرْبَعِينَ حَدِيثًا ، بَعْضُهَا صِحَاحٌ وَبَعْضُهَا حِسَانٌ وَيُحْتَجُّ بِهَا ، أَخْرَجَهَا الْإِمَامُ الْحَافِظُ ضِيَاءُ الدِّينِ الْمَقْدِسِيُّ وَغَيْرُهُ . وَأَخْرَجَ سَيِّدُنَا الْإِمَامُ أَحْمَدُ غَالِبَهَا وَاحْتَجَّ بِهِ ، وَأَخْرَجَ الْحَافِظُ ابْنُ حَجَرٍ غَالِبَهَا أَيْضًا فِي شَرْحِ الْبُخَارِيِّ ، وَاحْتَجَّ بِهَا الْبُخَارِيُّ وَغَيْرُهُ مِنْ أَئِمَّةِ الْحَدِيثِ عَلَى أَنَّ الْحَقَّ - جَلَّ شَأْنُهُ - يَتَكَلَّمُ بِحَرْفٍ وَصَوْتٍ ، وَقَدْ صَحَّحُوا هَذَا الْأَصْلَ وَاعْتَقَدُوهُ ، وَاعْتَمَدُوا عَلَى ذَلِكَ مُنَزِّهِينَ اللَّهَ - تَعَالَى - عَمَّا لَا يَلِيقُ بِجَلَالِهِ مِنْ شُبُهَاتِ الْحُدُوثِ وَسِمَاتِ النَّقْصِ
ความว่า และแท้จริงแล้ว ได้ถูกรายงานในการยืนยันถึงอักษรและเสียงนั้น หะดีษมากมาย มากกว่าสีสิบหะดีษ ส่วนหนึ่งเป็นหะดีษที่ศ่อหิหฺ และอีกส่วนหนึ่งเป็นหะดีษที่หะซันและสามารถนำมาเป็นหลักฐานได้ หะดีษเหล่านี้ถูกรายงานโดยอิหม่ามอัลหาฟิซฎิยาอุดดิน อัลมักดิสีย์ และท่านอื่นๆ และท่านซัยยิดีนาอิหม่ามอะห์มัดก็ได้รายงานส่วนมากของหะดีษเหล่านั้นและได้นำมาเป็นหลักฐาน และท่านอัลหาฟิซอิบนฺหะญัรก็ได้รายงานส่วนมากของหะดีษเหล่านี้เช่นเดี่ยวกันใน (หนังสือฟัตหุลบารีย์) ชะร่อหฺ (หนังสือศ่อหิหฺ) อิหม่ามอัลบุคอรีย์ และท่านอิหม่ามอัลบุคอรีย์และท่านอื่นๆจากอุลามาอฺหะดีษได้นำมันเป็นหลักฐานในการยืนยันว่า อัลลอฮฺ ญัลลาชะนุฮฺ ทรงพูดด้วยอักษรและเสียง และแท้จริงแล้ว พวกเขาเหล่านั้นได้หุก่มศ่อหิหฺถึงหลักการนี้และเชื่อกับมัน และพวกเขาได้ยึดสิ่งนั้น ด้วยการให้ความบริสุทธิ์แก่อัลลอฮฺ (จากข้อบกพร่องต่างๆ) ที่ไม่เหมะสมกับความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ จากความคลุมเครือที่เป็นหาดิษ (คือความใหม่ที่มีอยู่ ณ มัคโลก) และลักษณะที่ไม่สมบูรณ์ - ดูละวามิอุลอันวารอัลบะฮีมะฮ 1/143
>>>>>>
อิหม่ามอัซซะฟารีนีย์ที่กล่าวยืนยันว่า
1. ถูกรายงานในการยืนยันถึงอักษรและเสียงนั้น หะดีษมากมาย มากกว่าสีสิบหะดีษ ส่วนหนึ่งเป็นหะดีษที่ศ่อหิหฺ และอีกส่วนหนึ่งเป็นหะดีษที่หะซันและสามารถนำมาเป็นหลักฐานได้
2. อิหม่ามอัลหาฟิซฎิยาอุดดิน อัลมักดิสีย์ ,อิหม่ามอะหมัด และอิหม่ามบุคอรีย์เอามาเป็นหลักฐานว่าอัลลอฮทรงตรัสด้วยเสียง
และ อิหม่ามอัซซะฟารีนีย์ที่กล่าวยืนยันก่อนหน้านั้นว่า
وَالْحَاصِلُ أَنَّ مَذْهَبَ الْحَنَابِلَةِ كَسَائِرِ السَّلَفِ أَنَّ اللَّهَ - تَعَالَى - يَتَكَلَّمُ بِحَرْفٍ وَصَوْتٍ
และสรุปว่า แท้จริงมัซฮับอัลหะนาบะละฮ และบรรดาสะลัฟอื่นๆ ว่า แท้จริง อัลลอฮตาอาลา ตรัสด้วยอักษรและเสียง -จากหนังสือที่อ้างแล้ว
เพราะฉะนั้น ขอให้ผู้อ่านพิจารณาดู ว่า การเชื่อว่า อัลลอฮตรัสด้วยอักษรและเสียง เป็นอะกีดะฮของลาโง่ จริงหรือเท็จ ใครคือของจริง ใครคือของเท็จ

والله أعلم بالصواب

......................
อะสันยน หมัดอะดั้ม




มัซฮับสะลัฟยืนยันความหมายสิฟาตและปฏิเสธการถามถึงรูปแบบวิธีการ



อิหม่ามอัซซะฮะบีย์ ได้รายงานคำพูดอัลคิฏอบีย์ (ฮ.ศ 319-388) ปราชญ์ยุคสะลัฟว่า

فأما ما سألت عنه من الكلام في الصفات وما جاء منها في الكتاب والسنن الصحيحة فإن مذهب السلف إثباتها وإجراؤها على ظاهرها ونفي الكيفية والتشبيه عنها وكذا نقل الإتفاق عن السلف في هذا الحافظ أبو بكر الخطيب ثم الحافظ أبو القاسم التيمي الأصبهاني وغيرهم

และสำหรับสิ่งที่ท่านถามเกี่ยวกับมัน จากการพูดในบรรดาสิฟาต(คุณลักษณะอัลลอฮ) และสิ่งที่มีมาจากมัน ในคัมภีร(อัลกุรอ่าน)และบรรดาสุนนะฮที่เศาะเฮียะ แท้จริง มัซฮับสะลัฟ คือ การยืนยันมัน(บรรดาสิฟาต) บนความหมายที่ปรากฏของมัน และปฏิเสธการถามถึงรูปแบบว่าเป็นอย่างไร และปฏิเสธการเปรียบเทียบการคล้ายคลึง (กับมัคลูค) (อิหม่ามอัซซะฮะบีย์กล่าวว่า )และดังกล่าวนั้น คือการเห็นฟ้องจากสะลัฟ ในเรื่องนี้ ที่รายงานโดย อัลหาฟิซ อบูบักร์ อัลเคาะฏีบ ต่อมา อัลหาฟิซ อบูลกอซิม อัตตัยมีย์ อัลอัศบะฮานีย์ และคนอื่นจากเขา - อัลอะลูว์ ลิลอะลียิลฆอฟฟาร 1/ 236

วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ลกุรอ่านบอกว่าญิบรีลขึ้นไปยังอัลลอฮ แต่มีคนบางจำพวกบอกว่าไม่รู้อัลลอฮอยู่ไหน



แปลกไหม...อัลกุรอ่านบอกว่าญิบรีลขึ้นไปยังอัลลอฮ แต่มีคนบางจำพวกบอกว่าไม่รู้อัลลอฮอยู่ไหน

อัลลอฮ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

تَعْرُجُ الْمَلَائِكَةُ وَالرُّوحُ إِلَيْهِ فِي يَوْمٍ كَانَ مِقْدَارُهُ خَمْسِينَ أَلْفَ سَنَةٍ

[70.4] มลาอิกะฮ์และอัรรูหฺ (ญิบรีล) จะขึ้นไปหาพระองค์ในวันหนึ่งซึ่งกำหนดของมันเท่ากับห้าหมื่นปี (ของโลกดุนยานี้)

อิหม่ามอัลบัฆวีย์ อธิบายว่า

( وَالرُّوحُ) يعني جبريل عليه السلام ( إِلَيْهِ) أي إلى الله عز وجل

และอัรรูห์ หมายถึง ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ( ไปยังพระองค์) หมายถึง ไปยังอัลลอฮ ผู้ทรงสูงส่งและทรงเลิศยิ่ง - ดู ตัฟสีรอัลบัฆวีย์ อรรถาธิบายซูเราะฮ อัลมะอาริจญ อายะฮที่ 70

อิบนุญะรีร (ขออัลอฮเมตตาต่อท่าน)อธิบายว่า

تَصْعَد الْمَلَائِكَة وَالرُّوح , وَهُوَ جِبْرِيل عَلَيْهِ السَّلَام إِلَيْهِ , يَعْنِي إِلَى اللَّه جَلَّ وَعَزَّ ; وَالْهَاء فِي قَوْله { إِلَيْهِ } عَائِدَة عَلَى اسْم اللَّه
มลาอิกะฮและอัรรูหฺ ขึ้นไป และเขาคือ ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ยังพระองค์ หมายถึง ไปยังอัลลอฮ ผู้ทรงสูงส่ง ทรงเลิศยิ่ง และ อักษรฮา ในคำตรัสที่ว่า(อิลัยฮิ) กลับไปยังพระนามของอัลลอฮ (หมายถึงเป็นสรรพนามแทนชื่ออัลลอฮ) – ดู – ตัฟสีรอัฏฏอ็บรีย์ อรรถาธิบาย ซูเราะฮอัลมะอาริจญ์ อายะฮที่ 4
............
ข้างต้น อัลกุรอ่น ยืนยันชัดเจนว่า บรรดามลาอิกะฮและ ญิบรีล ขึ้นไปยังอัลลอฮ แสดงว่า พวกเขารู้ว่า อัลลอฮ อยู่ใหน เพราะพวกเขาขึ้นไปยังพระองค์

والله أعلم بالصواب


.......................
อะสัน  หมัดอะดั้ม


การงานต่างๆ ของบ่าวนั้นจะถูกนำไปเสนอต่ออัลลอฮฺอย่างต่อเนื่อง


ได้มีหลักฐานจากสุนนะฮฺว่า การงานต่างๆ ของบ่าวนั้นจะถูกนำไปเสนอต่ออัลลอฮฺอย่างต่อเนื่อง สองครั้งในแต่ละวัน คือ กลางคืนหนึ่งครั้ง และกลางวันอีกหนึ่งครั้ง

ในเศาะฮีหฺ มุสลิม (179) จากอบู มูซา อัล-อัชอะรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ยืนขึ้นให้โอวาทแก่เราด้วยห้าประโยค ท่านได้กล่าวว่า

«إِنَّ اللهَ عَزَّ وَجَلَّ لا يَنَامُ ، وَلا يَنْبَغِي لَهُ أَنْ يَنَامَ ، يَخْفِضُ الْقِسْطَ وَيَرْفَعُهُ ، يُرْفَعُ إِلَيْهِ عَمَلُ اللَّيْلِ قَبْلَ عَمَلِ النَّهَارِ، وَعَمَلُ النَّهَارِ قَبْلَ عَمَلِ اللَّيْلِ»

ความว่า “แท้จริง อัลลอฮฺ วัซซะวะญัลลฺ ไม่ทรงนอน และไม่ใช่สิ่งคู่ควรที่พระองค์จะทรงนอน พระองค์จะทรงนำความยุติธรรมลงมาและทรงยกขึ้นสู่พระองค์ งานของกลางคืนจะถูกยกสู่พระองค์ก่อนงานของเวลากลางวัน และงานของเวลากลางวัน(จะถูกยกสู่พระองค์) ก่อนงานของเวลากลางคืน”