อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเยี่ยมผู้ป่วยและการจัดศพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การเยี่ยมผู้ป่วยและการจัดศพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การกางร่มให้มัยยิตขณะที่กำลังพาไปกูโบร์



ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

ถาม
อัสลามุอาลัยกุม อาจารย์คับ การกางร่มให้มัยยิตขณะที่กำลังพาไปกูโบร์มีเเบบอย่างซุนนะฮ์ไหมมั้ยคับ

ตอบ
วะอลัยกุมุสสลาม .. การกางร่มให้ผู้ตายขณะกำลังพาไปกุบูรฺ ไม่มีแบบอย่างจากซุนนะฮ์ครับ และก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นด้วย เพราะผู้ตายจะได้อาศัยร่มเงาจากอามัลศอลิห์ของเขาคุ้มกันอยู่แล้ว จึงไม่ต้องอาศัยร่มอีก ที่มีทำกันอย่างที่เห็นก็เป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติตาม "ศาสนาคิด" ทั้งนั้นครับ ...

ถ้าไม่เจตนาพาดพิงถึงซุนนะฮ์หรือถือว่าเป็นซุนนะฮ์ คือเพียงแค่ทำไปตามความเข้าใจว่า กลัวผู้ตายจะร้อนจากแสงแดด อันเป็นเจตนาของชาวบ้านทั่วๆไปก็คงไม่มีปัญหาครับ แม้ในมุมมองผมจะเห็นว่ามันไม่ค่อยเข้าท่าก็ตาม อินชาอัลลอฮ์

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การเยี่ยมกุบูรฺตามซุนนะฺฮฺ

ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย


คำถาม

1.การเยี่ยมกุบูรฺ (ซิยาเราะฮฺกุบูรฺ) ตามซุนนะฺฮฺ ต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง? การขอดุอาอ์ให้ชาวกุบูรฺขณะเยี่ยมต้องทำอย่างไร นั่ง หรือยืน หันหน้าไปทางไหน?

2.การเอาแป้ง หรือน้ำที่บรรจุในกาน้ำ(ที่เขาเรียกว่าน้ำดุอาอ์)รดตามหินที่ระหว่างหลุมศพ(ตาหนา) นั้น เพื่ออะไร ผลเป็นอย่างไรบ้าง?

ตอบ

ข้อแรก ซุนนะในการซิยาเราะฮ์กุบูรฺ (แปลว่า เยี่ยมกุบูรฺ) มีอยู่แค่ 2 ประการคือ ให้สล่ามแก่ชาวกุบูรฺ และอ่านดุอาอิสติฆฟารฺ(ขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์)ให้พวกเขา ซึ่งในการซิยาเราะฮ์กุบูรฺนี้การยืนน่าจะสะดวกกว่าการนั่งครับ การกระทำที่อื่นจากสล่ามและอิสติฆฟารฺเหมือนดังที่ชาวบ้านทั่วๆไปกระทำกันไม่ใช่ซุนนะฮ์ครับ ส่วนมารยาทในการขอดุอา - ไม่ว่าดุอาอะไร - ควรจะหันไปทางกิบลัตครับ ...

คำถามข้อที่สอง เรื่องการใช้ "น้ำเย็นธรรมดา" รด "บนหลุมศพ" หลังจากฝังเสร็จใหม่ๆกรณีถ้าหลุมนั้นเป็นดินทรายหรือดินร่วม นักวิชาการให้เหตุผลว่า เพื่อให้ดินนั้นจับตัวแน่น ไม่ยุบตัว แค่นั้นเอง ไม่มีเหตุผลใดมากไปกว่านี้ .. เพราะฉะนั้น ที่มีผู้กระทำกันอย่างที่เล่ามา ผมก็ไม่ทราบว่า เขากระทำกันด้วยเหตุผลอะไรและเอาข้อมูลมาจากไหน ? ...

สำหรับการทำความสะอาดกุบูรฺ เช่นการตัดต้นไม้ที่เกะกะหรือตัดกิ่งไม่หนามในกุบูรฺออก แม้ไม่มีในซุนนะฮ์ แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีครับ อินชาอัลลอฮ์ เพราะเป็นการให้ความสะดวกและความปลอดภัยแก่ผู้ไปซิยาเราะฮ์กุบูรฺท่านอื่นและตอนนำมัยยิตไปฝัง .

ส่วนหญ้าและต้นไม้ที่ปักตรงหลุมฝังมัยยิตในกูบูรฺเขาอิสติฟาร์ให้ชาวกูบูรฺนั้น ไม่มีหลักฐานหรอกครับว่า ต้นไม้ ต้นหญ้าอะไรในกุบูรฺ จะ "อิสติฆฟารฺ" ให้คนตาย นอกจากเป็นความเข้าใจของนักวิชาการบางท่านเกี่ยวกับการที่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม นำก้านอินทผลัมสองซีกปักบนหลุมศพสองหลุมที่กำลังถูกทรมานแล้วเข้าใจว่า ก้านอินทผลัมสดนั้นจะกล่าว "ตัสเบี๊ยะห์" ให้คนตาย ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวนี้ ขัดแย้งกับข้อความชัดเจนของหะดีษเดียวกันอีกกระแสหนึ่งจากการบันทึกของท่านมุสลิม จากท่านญาบิรฺ บินอับดุลลอฮ์ ร.ฎ. ที่ระบุว่า การที่ผู้ตายในหลุมได้รับผ่อนปรนการทรมาน เกิดจากชะฟาอะฮ์และดุอาของท่านนบีย์ มิใช่เกิดจากก้านอินทผลัมสดกล่าวตัสเบี๊ยะห์ให้ ...






วันศุกร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ผู้หญิงละหมาดญะนาซะฮได้ไหม








             บางท้องถิน เมื่อเห็นบรรดาผู้หญิงมาร่วมละหมาดญะนาซะฮ กลายเป็นเรื่องแปลก  มีการถามกันว่าผู้หญิงละหมาดญะนาซะฮได้หรือ? บ้างก็มองว่า การที่ผู้หญิงละหมาดญะนาซะฮ  เป็นเรื่องแปลก และ เป็นการละหมาดของพวกวะฮบีย์
  เพราะฉะนั้น จึงขอนำเสนอทัศนะนักวิชาการว่า เรื่องนี้เป็นอย่างไร

ท่านอิหม่ามนะวาวีย์(ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า

إذا حضرت النساء مع الرجال لصلاة الجنازة ، صّلَّين مقتديات بالإمام ، وكان صفهن خلف صف الرجال ، كما في صلاتهن مع الرجال في الصلاة المكتوبة ، هكذا قال الشافعية.( المجموع شرح المهذب للنووي : 4/170

เมื่อบรรดาผู้หญิงมาละหมาดญะนาซะฮ พร้อมกับผู้ชาย ก็ให้พวกนาง เป็นผู้ตามอิหม่าม และให้แถวของพวกนางอยู่หลังแถวของบรรดาผู้ชาย เหมือนในละหมาดของพวกนางพร้อมกับบรรดาผู้ชายในละหมาดฟัรดู นักวิชาการแนวชะฟิอียะฮได้กล่าวไว้เช่นนี้ – ดู อัลมัจญมัวะ ชัรหุลมุหัซซับ ของอิหม่ามนะวาวีย เล่ม 4 หน้า 170

ท่านสัยยิดสาบิก (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า

يجوز للمرأة، أن تصلي على الجنازة مثل الرجل؛ سواء صلت منفردة، أو صلت مع الجماعة، فقد انتظر عمر أم عبد الله، حتى صلت عَلى عتبة. وأمرت عائشة، أن يؤتى بسعد بن أبي وقاص؛ لتصلي عليه(1

อนุญาตให้ผู้หญิงละหมาดญะนาซะฮได้เช่นเดียวกับผู้ชาย ไม่ว่านางจะละหมาดคนเดียวหรือละหมาดพร้อมกับหมู่คณะ ก็ตาม แท้จริง ท่านอุมัร เคยรอให้อุมมิอับดิลละฮ จนนางละหมาดให้แก่อุตบะฮเสร็จ และท่านหญิงอาอีฉะฮ เคยใช้ให้นำศพสะอัด บิน อบี วักกอศมา เพื่อที่นางจะละหมาดญะนาซะฮ ให้แก่เขาด้วย (1)

وقال النووي: وينبغي أن تسن لهن الجماعة، كما في غيرها. وبه قال الحسن بن صالح، وسفيان الثوري، وأحمد، والأحناف. وقال مالك: يصلين فرادى

และอิหม่ามนะวาวีย์ กล่าวว่า “ ซุนนะฮให้พวกนางละหมาดญะนาซะฮร่วมกัน เหมือนในละหมาดอื่น ,อัลหะซัน บิน ศอลิห์,อัษเษารีย์,อะหมัดและกลุ่มหะนะฟีย์ ก็ได้ถือตามนี้ และ มาลิก กล่าวว่า พวกนางต้องต่างคนต่างทำ” ดู หนังสือ ฟิกฮอัสสุนนะฮ เล่ม 1 หน้า 451

والله أعلم بالصواب

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ข้อบ่งชี้ถึงลักษณะที่ดีของผู้ตาย




(1)...ผู้ตายกล่าวปฏิญาณตนก่อ
นสิ้นลมหายใจว่า ลาอีลาฮาอิลลัล
ลอฮฺ คือ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดสมควรแก่การ
เคารพสักการะอย่างแท้จริงเว้นแต่อัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น ดังที่ท่า
นรอซูล ได้กล่าวว่า

من كان آخر كلامه من الدنيا لا إله إلا الله دخل الجنة

ผู้ใดที่กล่าวคำพูดสุดท้ายของเขาในโลกดุนยาว่า ลาอีลาฮาอิลลัลล
อฮฺ เขาผู้นั้นจะได้เข้าสวรรค์ (อบูดาวู๊ด และอัลฮากิม)

(2)..เสียชีวิตในขณะประกอบคุณงามความดี เชื่อฟัง และภักดีต่ออัลลอฮฺ

เช่น เสียชีวิตในขณะละหมาด หรือ เสียชีวิตในขณะออกไปสู้รบในหนทางของอัลลอฮฺ

(3)...มีรอยยิ้มบนใบหน้า ซึ่งสังเกตได้ว่าผู้ตายมีใบหน้าที่สดใส และปราศจากรอยหมองคล้ำ

(4)...ใบหน้าอิ่มเอิบสดใสจากข่าวที่ได้ยินมาจากมละกัลเมาต

(5)...นิ้วชี้ยกขึ้น

(6)...มีเหงื่อซึมออกมาจากหน้าผาก ซึ่งตรงนี้มีหลักฐานยืนยันโดยมีรายงานมาจากท่านบุร็อยดะฮฺ อิบนี ฮะซีม ได้กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านรอซูล กล่าวว่า

المؤمن يموت بعرق الجبين

ผู้ที่ศรัทธานั้นจะตายในสภาพที่มีเหงื่อไหลซึมออกมาจากหน้าผาก 
(อะหหมัด อันนะซาอี และตริมีซียย์)

(7)...ตายในวันศุกร์ หรือคืนวันศุกร์ ท่านรอซูล กล่าวว่า

ما من مسلم يوم الجمعة أو ليلة الجمعة إلا وقاه الله فتنة القبر

ไม่มีมุสลิมคนหนึ่งคนใดตายวันศุกร์หรือคืนวันศุกร์ เว้นแต่อัลลอ
ฮฺจะทรงป้องกันเขาให้พ้นจากการลงโทษในหลุมฝังศพ(กูบูร)
(ตริมีซีย์)




วันเสาร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2558

เมื่อมีการกล่าวเท็จแก่อิบนุตัยมียะฮว่าห้ามเยี่ยมกุบูรนบี




ท่านบาบอผู้ทรงคุณวุฒิผู้นำทางวิญญานอาชาอิเราะฮบางกลุ่มกล่าวหาอิบนุตัยมียะฮว่า
ท่านชัยค์อิบนุตัยมียะฮ์ ผู้นำจิตวิญญาณของกลุ่มคณะใหม่วะฮ์ฮาบี เสียชีวิตในปีที่ 728 ฮ. ช่วงบั่นปลายชีวิตของท่าน ท่านได้ถูกกักขังจำนวน 7 ครั้งด้วยกันในเรื่องมัสอะละฮ์ทางด้านหลักความเชื่อและทางด้านฟิกฮ์และครั้งสุดท้ายท่านได้ถูกกักขังที่กรุงอามัสกัส(อัดดิมัชกี้ย์)ในประเทศซีเรียและเสียชีวิตในที่กักขังนั้นจากมัสอะละฮ์ที่ท่านได้ดูหมิ่นเกียรติของท่านนะบีย์มุฮัมหมัดศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวัซซัล จากหนังสือ “ มัจมั๊วอ์ ฟะตาวา ” ของท่านในยุซฺ หน้า 520 ว่า
“ การตั้งใจออกเดินทางเพื่อไปเยี่ยมเยียนสุสานจากบรรดาสุสานต่างๆ(ไม่ว่าจะเป็น)สุสานของท่านนะบีย์ หรืออื่นจากนี้(เช่นบรรดาสุสานของศ่อฮาบะฮ์และคนศอลิห์)นั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกห้ามตามมติของบรรดาปรวงปราชญ์ จนกระทั้งบรรดาปราชญ์เหล่านั้นไม่อนุญาตให้ทำการย่อละหมาดในการเดินทางเนื่องจากเรื่องนี้ เพราะถือว่า เป็นการเดินทางที่เป็นความชั่ว ”
โดยท่านอิบนุตัยมียะฮ์ได้ตัดสินหะดีษตามความเข้าใจของเขาเองค้านกับบรรดาอุลามาอฺอะลุสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์จากหะดีษที่ว่า
“ ไม่มีการตั้งใจที่จะออกเดินทาง ยกเว้นการเดินไปยังมัสยิดสามแห่ง คือมัสยิดอัลหะรอม มัสยิดอัลอักศอ และมัสยิดของฉัน (คือมัสยิดอันนะบาวีย์)


>>>>>>>>>>>>>>
ขอชี้แจงดังนี้

มาดูความจริง ที่แสดงให้เห็นว่าข้างต้น คือความเท็จ
ไม่มีคนใดบอกว่า การเยี่ยมกุบูรนบี เป็นมะอศียะฮ หรือเป็นบาป แต่ที่เขาพูดคือ การเตรียมเสบียงเดินทางเพื่อเจาะจงเยี่ยมกุบูรนบี เป็นการเฉพาะ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ส่วนคนที่เดินทางไปทำหัจญ์ และเดินทางไปละหมาดที่มัสยิดอัลนะบะวีย์และถือโอการเยี่ยมกุบูรนบีนั้น เป็นสิ่งที่ชอบให้กระทำ
ดังที่ท่านอิบนุตัยมียะฮกล่าวว่า
قَدْ ذَكَرْت فِيمَا كَتَبْته مِنْ الْمَنَاسِكِ أَنَّ السَّفَرَ إلَى مَسْجِدِهِ وَزِيَارَةَ قَبْرِهِ - كَمَا يَذْكُرُهُ أَئِمَّةُ الْمُسْلِمِينَ فِي مَنَاسِكِ الْحَجِّ - عَمَلٌ صَالِحٌ مُسْتَحَبٌّ .
แท้จริงข้าพเจ้าได้ระบุในสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เขียนมัน จากพิธีการทำหัจญ์ ว่า แท้จริงการเดินทาง ไปยังมัสยิดของท่านนบี และเยี่ยมกุบูรของท่านนบี ดังที่บรรดาอิหม่ามแห่งมุสลิมได้ระบุเอาไว้ในเรื่องการบำเพ็ญหัจญ์นั้น คือ การงานที่ดี ส่งเสริมให้กระทำ(มุสตะหับบะฮ) – ดู มัจญมัวะฟาตาวา เล่ม ๒๗ หน้า ๓๓๐

อิบนุตัยมียะฮกล่าวต่อไปว่า
وَالصَّلَاةُ تُقْصَرُ فِي هَذَا السَّفَرِ الْمُسْتَحَبِّ بِاتِّفَاقِ أَئِمَّةِ الْمُسْلِمِينَ لَمْ يَقُلْ أَحَدٌ مِنْ أَئِمَّةِ الْمُسْلِمِينَ إنَّ هَذَا السَّفَرَ لَا تُقْصَرُ فِيهِ الصَّلَاةُ . وَلَا نَهَى أَحَدٌ عَنْ السَّفَرِ إلَى مَسْجِدِهِ وَإِنْ كَانَ الْمُسَافِرُ إلَى مَسْجِدِهِ يَزُورُ قَبْرَهُ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بَلْ هَذَا مِنْ أَفْضَلِ الْأَعْمَالِ الصَّالِحَةِ وَلَا فِي شَيْءٍ مِنْ كَلَامِي وَكَلَامِ غَيْرِي نَهْيٌ عَنْ ذَلِكَ وَلَا نَهْيٌ عَنْ الْمَشْرُوعِ فِي زِيَارَةِ قُبُورِ الْأَنْبِيَاءِ وَالصَّالِحِينَ وَلَا عَنْ الْمَشْرُوعِ فِي زِيَارَةِ سَائِرِ الْقُبُورِ ; بَلْ قَدْ ذَكَرْت فِي غَيْرِ مَوْضِعٍ اسْتِحْبَابَ زِيَارَةِ الْقُبُورِ
การละหมาด จะถูกย่อในการเดินทางที่ชอบให้กระทำนี้ ด้วยมติเห็นฟ้องของบบรรดาอิหม่ามแห่งมุสลิม และไม่มีคนใดจากบรรดาอิหม่ามมุสลิม พูดว่า การเดินทางนี้ การละหมาดจะไม่ถูกย่อ และไม่มีคนใดห้ามไม่ให้เดินทางไปยังมัสยิดนบี และแม้การเดินทางไปยังมัสยิดนบี นั้น เขาได้เยี่ยมกุบูรนบี ศอ็ลฯ ด้วยก็ตาม แต่ทว่า นี้คือ ส่วนหนึ่งจาก บรรดาการงานดีที่ประเสริฐ กว่า และไม่มีในสิ่งใดจากคำพูดของข้าพเจ้า และคำพูดของคนอื่นอื่นจากข้าพเจ้า ที่ห้ามจากดังกล่าวนั้น และไม่มีการห้ามใดๆ จากสิ่งที่ถูกบัญญัติ ในเรื่องการเยี่ยมบรรดากุบูรนบีและบรรดาคนดีๆ และไม่มีการห้ามจากสิ่งที่ถูกบัญญัติในการเยียมบรรดากุบูรอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น ข้าพเจ้าได้ระบุไว้หลายแห่ง ว่า ส่งเสริมให้กระทำ(มุสตะหับ)ให้เยี่ยมบรรดากุบูร.................ดู มัจญมัวะฟาตาวา เล่ม ๒๗ หน้า ๓๓๐

.....................
สรุปว่า ข้อความของท่านโต๊ะครูข้างต้นทีกล่าวหาว่าอิบนุตัยมียะฮห้ามเยี่ยมกุบูรนบี และห้ามย่อละหมาด เป็นการกล่าวเท็จตัดตอนคำพูดมาใส่ร้ายอิบนุตัยมียะ
บรรดาปราชญ์ยุคสะลัฟ ได้ห้ามการเดินทางเพื่อจุดประสงค์เพียงการเยี่ยมกุบูรนบี ศอ็ลฯเป็นการเฉพาะ โดยไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อที่จะละหมาด ณ มัสยิดนะบะวีย์ โดยอาศัยหลักฐานต่อไปนี้
ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า :
لَا تُشَدُّ الرِّحَالُ إِلَّا إِلَى ثَلَاثَةِ مَسَاجِدَ المَسْجِدِ الحَرَامِ، وَمَسْجِدِ الرَّسُولِ صلى الله عليه وسلم، وَمَسْجِدِ الْأَقْصَى
ความว่า “ไม่มีการตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเดินทาง ยกเว้นการเดินไปยังมัสยิดสามแห่ง มัสยิดอัล-หะรอม มัสยิดเราะสูล และมัสยิดอัล-อักศอ” (มุตตะฟะกุนอะลัยฮฺ : อัล-อัล-บุคอรีย์ย์ 1189 และมุสลิม 1397)
อัลมะนาวีย์ กล่าวว่า
من زار قبري) أي من زارني في قبري فقصد البقعة نفسها ليس بقربة كذا ذكره السبكي في الشفاء وحمل عليه ما نقل عن مالك من منع شد الرحل لمجرد زيارة القبر من غير إرادة إتيان المسجد للصلاة فيه
ผู้ใดเยี่ยมกุบูรของฉัน) หมายถึง ผู้ใดเยี่ยมฉัน ที่กูบูรของฉัน แล้วเขามุ่งหมายเฉพาะสถานที่ไม่ได้เพื่อการแสดงการใกล้ชิด(ไม่ใช่เพื่อแสดงการอิบาดะฮต่อหลุมศพ) ,ในทำนองเดียวกันนั้น อัสสุบกีย์ ได้ระบุมัน ในหนังสือ อัชชิฟาอฺ และเขาได้ถือมันตาม สิ่งที่รายงานจากมาลิก จากการห้าม ตั้งใจเดินทางเพียงเพื่อการเยี่ยมกุบูรนั้น โดยไม่มีความประสงค์ที่จะไปมัสยิดนั้น(มัสยิดอันนะบะวีย์) เพื่อละหมาดในนั้น – ดู ฟัยฎุลเกาะดีร ชัรหุญามิอุศเศาะฆีร ของอัลมะนาวีย์ เล่ม 6 หน้า 140

อัลมะนาวีย์ ได้ระบุว่า อิหม่ามาลิก ก็ห้ามเรื่องการเจตนาตั้งใจเดินทางเพียงเพื่อเยี่ยมกุบูรนบี ศอ็ลฯ โดยไม่ประสงค์จะไปละหมาดที่มัสยิดอันนะบะวีย์ ชี้เห็นว่า การห้ามดังกล่าวมีมาก่อนหน้าอิบนุตัยมียะฮด้วยซ้ำ
อิบนุกุดามะฮ กล่าวว่า
فإن سافر لزيارة القبور والمشاهد، فقال ابن عقيل: لا يباح له الترخص لأنه منهي عن السفر إليها قال النبي صلى الله عليه وسلم: ((لا تشد الرحال إلا إلى ثلاثة مساجد)) متفق عليه
ดังนั้น หากเขาเดินทางไปเยี่ยมกุบูร และการเยี่ยมชม อิบนุอะกีลกล่าวว่า “ไม่อนุญาต ผ่อนปรนแก่เขา เพราะ แท้จริงมันถูกห้ามจากการเดินทางไปยังมัน ,นบี ศอ็ลฯกล่าวว่า ( ไม่มีการจงใจเดินทาง ยกเว้น ไปยังสามมัสยิด – ดูอัลมุฆนีย์ เล่ม 2 หน้า 200
............
แม้แต่ปราชญมัซฮับชาฟิอีเองบางท่านก็ได้ยึดตามความหมายที่ปรากฏในหะดิษ ข้างต้น เช่น
อัลหาฟีซอิบนุหะญัร กล่าวว่า
قال الشيخ أبو محمد الجويني يحرم شد الرحال إلى غيرها عملاً بظاهر هذا الحديث وأشار القاضي حسين إلى اختياره وبه قال عياض وطائفة
เช็ค อบูมุหัมหมัด อัลญุวัยนีย์ ได้ห้ามการจงใจเดินทาง ไปยังที่อื่นจากมัน (อื่นจากสามมัสยิด) โดยปฏิบัติตามความหมายที่ปรากฏของหะดิษนี้ และ อัลกอฏีย์หุสัยนฺ ได้แสดงให้เห็นว่าเขาได้เลือกมัน(เลือกทัศนะนี้) และ อิยาฎ และนักวิชาการกลุ่มหนึ่ง ได้กล่าวด้วยมัน (ด้วยทัศนะนี้) - ดู ฟัตหุลบารีย์ เล่ม 3 หน้า 65
..............
จะเห็นได้ว่า อุลามาอฺมัซฮับชาฟิอี บางท่านก็ถือตามหะดิษที่ห้ามจงใจเตรียมสัมภาระเดินทาง ยกเว้นสามมัสยิด ดังที่กล่าวข้างต้น ท่านครูผู้สร้างฟิตนะฮ น่าจะแนบเนียนมากกว่านี้
อัศศอ็นอานีย์ กล่าวว่า
والحديث دليلٌ على فضيلة المساجد هذه ودلَّ بمفهوم الحصر أنه يحرم شد الرحال لقصد غير الثلاثة كزيارة الصالحين أحياءً وأمواتاً لقصد التقرب ولقصد المواضع الفاضلة لقصد التبرك بها والصلاة فيها
และหะดิษนี้ เป็นหลักฐาน แสดงถึง ความประเสริฐของ บรรด่มัสยิดเหล่านี้ และด้วยความหมายสรุป แสดงว่า ห้ามไม่ให้ตั้งใจเดินทาง เพื่อจุดมุ่งหมายอื่นจากมัสยิดทั้งสาม เช่น การเยี่ยมคนดีๆ ที่มีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตแล้ว เพื่อจุดประสงค์การแสดงตนเพื่อความใกล้ชิด(อิบาดะฮ) และตั้งใจไปยังสถานที่ที่ประเสริฐ เพื่อจุดประสงค์เอาบะเราะกัตด้วยมัน และละหมาดในนั้น – ดู สุบุลุสสลาม เล่ม 3 หน้า 394
อิบนุตัยมียะฮกล่าวว่า
وسئل مالك عن رجل نذر أن يأتي قبر النبي، فقال مالك: إن كان أراد القبر فلا يأته وان أراد المسجد فليأته ثم ذكر الحديث: ((لا تشد الرحال إلا إلى ثلاثة مساجد)) ذكره القاضي إسماعيل في مبسوطه
มาลิก ถูกถามเกี่ยวกับชายคนหนึ่ง ได้บนบานว่าจะไปที่หลุมศพนบี แล้ว มาลิก กล่าวว่า “ หากเขาประสงค์จะไปยังกุบูร (เป็นการเฉพาะ) เขาจงอย่าไป และหากเขาประสงค์จะไปมัสยิดนั้น ก็จงไป หลังจากนั้นเขาได้ระบุหะดิษที่ว่า
لا تشد الرحال إلا إلى ثلاثة مساجد
ไม่มีการตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะเดินทาง ยกเว้นการเดินไปยังมัสยิดสามแห่ง
อัลกอฎีย์อิสมาอีล ได้กล่าวไว้ใน มับสูฏของเขา – ดูมัจญมัวฟะตาวา เล่ม 1 หน้า 304
.............
อิบนุตัยมียะฮ มีทัศนะเรื่องนี้เช่นเดียว กับอิหม่ามมาลิก และนักวิชาการคนอื่นๆหลายท่าน รวมถึงอุลามาอฺมัซฮับชาฟิอีด้วย แต่ แปลก ที่ ท่านครู เจาะจงใส่ร้ายอิบนุตัยมียะฮ แสดงให้เห็นถึงความอคติ ไร้อามานะฮทางวิชาการ ใช้ อารมณ์ และความเคียดแค้นตัดสินคน


والله أعلم بالصواب

.....................
อะสัน หมัดอะดั้ม



วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การห้ามก่อสร้างมัสยิดเหนือหลุมฝังศพ



สำหรับเรื่องการสร้างมัสยิดเหนือหลุมฝังศพของพวกนักบุญ หรือวะลีย์ อิสลามได้ห้ามมันอย่างชัดเจนแล้ว

แต่มุสลิมบางคนกลับแปลอายะฮฺต่อไปนี้อย่างผิดๆ เพื่อทำให้มันเป็นที่ถุดต้องสำหรับพวกเขาในการที่จะสร้างอาคาร อนุสารวรีย์และมัสยิดเหนือหลุมศพของพวกนักบุญ

พระองค์อัลลอฮฺ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) ตรัสว่า

وَكَذَٰلِكَ أَعْثَرْنَا عَلَيْهِمْ لِيَعْلَمُوا أَنَّ وَعْدَ اللَّهِ حَقٌّ وَأَنَّ السَّاعَةَ لَا رَيْبَ فِيهَا إِذْ يَتَنَازَعُونَ بَيْنَهُمْ أَمْرَهُمْ فَقَالُوا ابْنُوا عَلَيْهِم بُنْيَانًا رَّبُّهُمْ أَعْلَمُ بِهِمْ قَالَ الَّذِينَ غَلَبُوا عَلَىٰ أَمْرِهِمْ لَنَتَّخِذَنَّ عَلَيْهِم مَّسْجِدًا ( 21 )

"และในทำนองนั้นเราได้เปิดเผยแก่พวกเขาเพื่อพวกเขาจะได้รู้ว่าสัญญาของอัลลอฮ์นั้นเป็นจริง และแท้จริงวันสิ้นโลกนั้นมีจริง ไม่ต้องสงสัยเลย เมื่อพวกเขาโต้เถียงกันในหมู่พวกเขาถึงเรื่องของพวกเขา(ชาวถ้ำ) แล้ว พวกเขากล่าวว่า “จงสร้างอาคารที่ปากถ้ำให้แก่พวกเขา” พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขาทรงรู้ดียิ่งขึ้นในเรื่องของพวกเขา ฝ่ายบรรดาผู้มีเสียงข้างมากในเรื่องของพวกเขากล่าวว่า “แน่นอนเราจะสร้างมัสยิดที่ปากถ้ำให้แก่พวกเขา”(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-กะฮ์ฟฺ 18:21)

ความจริงแล้ว คัมภีร์อัลกุรอานอายะฮฺดังกล่าว ได้ชี้ให้เห็นความหลงผิดของผู้มีอำนาจที่จะสร้างสถานที่เคารพสักการะเหนือถ้ำของผู้นิทรา(สหายแห่งถ้ำ)ที่เป็นสัญญาณหนึ่งแห่งการฟื้นคืนชีพและชีวิตหลังความตาย แต่พวกเขากลับอันดีนี้ไปสร้างวิธีการทำชิริกอีกอย่างหนึ่ง

อัลกุรอานอายะฮฺดังกล่าวได้มีการนำไปใช้โต้แย้งเพื่อสนับสนุนความถูกต้องในการสร้างมัสยิดเหนือศพนักบุญ ทั้งที่ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอัะลัยฮิวะซัลลัม) ได้กล่าวห้ามไว้อย่งชัดเจน

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"อัลลอฮฺด้ทรงสาปแช่งผู้หญิงที่ไปเยี่ยมหลุมฝังศพและคนที่สร้างมัสยิดเหนือหลุมศพนั้น และจุดไฟไว้เหนือมัน" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด อัตติรมีซีย์)

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
จงระวังบรรดาคนที่ล่วงลับไปก่อนหน้าสู่เจ้าที่ได้ทำให้หลุมฝังศพของนบีของพวกเขาเป็นสถานที่แห่งการเคารพสักการะ ฉันห้ามพวกท่านทำเช่นนั้น (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
อัลลอฮฺได้ทรงสาปแช่งพวกยิวและคริสเตียน เพราะพวกเขาได้ทำให้หลุมศพของนบีของพวกเขาเป็นสถานที่เคารพสักการะ (บันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด, อัลบุคอรีย์, มุสลิม และอัลนะซาอี)

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า

พฤติกรรมของคนเหล่านั้นเป็นสิ่งแปลกประหลาด ถ้าหากคนดีมีคุณธรรมสักคนหนึ่งในหมู่พวกเขาเสียชีวิต พวกเขาก็จะสร้างมัสยิดไว้เหนือหลุมศพของผู้นั้นและวาดรูปของเขาไว้ คนเหล่านี้จะถูกถือว่าเป็นผู้ทำความผิดที่เลวที่สุดในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ (บันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด , อัลบุคอรีย์, มุสลิม และอัลนะซาอี)

ท่านญาบิร อับดิลละฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“ท่านรสูลุลลอฮฺได้สั่งห้ามการฉาบปูนลงบนหลุมศพ การปลูกสร้างสิ่งใดๆบนหลุมสพและรวมถึงการนั่งบนหลุมสพ” (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม เลขที่ 970)

ท่านฟะฎอละฮฺ กล่าวว่า
"ฉันได้ยินท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สั่งให้เราปรับสุสานให้ราบ” (บันทึกหะดิษโดยอิมามมุสลิม เลขที่ 968)


ท่านอิมามนะวะวีย์ กล่าวว่า
“บรรดาสหายของเรากล่าวว่า ; การโบกปูนลงบนสุสานคือสิ่งที่น่ารังเกียจและการนั่งบนสุสานคือสิ่งต้องห้ามรวมถึงการนั่งพิงใช้เป็นที่ค้ำยัน...”

ท่านอิมามชาฟิอีย์ ร่อหิมาฮุลลอฮฺ ได้เล่าเหตุการณ์ในสมัยของท่านที่ได้มีการรื้อสถูปสูงที่ถูกสร้างขึ้นบนกุบูรฺสุสาน
“ท่านอิมามอัชชาฟิอีย์กล่าวไว้ในหนังสือ อุลอุม ของท่านความว่า“ข้าพเจ้าได้เห็นบรรดานักปราชญ์แห่งเมืองมักกะฮฺร่วมกันออกคำสั่งให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเหนือหลุมศพ โดยที่การรื้อถอนนี้ได้ถุกสนับสนุนจากหะดิษของท่านนบีที่ระบุว่า ;ไม่มีหลุมศพที่ถูกยกให้สูง เว้นแต่ว่าหลุมศพนั้นจะถูกปรับให้ราบเรียบ (ปราศจากสิ่งปลูกสร้าง)” (อัลมินฮาจชัรฮฺเศะเฮียะฮฺมุสลิมบินอัลฮัจญาจ เล่ม 7 หน้า 27-28)


ดังนั้นคำพูดของท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ดังกล่าว จึงเป็นที่ชัดเจนว่าการสร้างสถานที่แห่งการเคารพสักการะเหนือหลุมศพเป็นสิ่งที่ผิดและต้องห้าม อัลกุรอานเพียงแต่พูดความจริงทางประวัติศาสตร์ที่นักบวชชาวคริสต์และผู้ปกครองโรมันได้กระทำความหลงผิดลงไปต่างหาก และมิได้สั่งให้ทำเช่นนั้น




วันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การใช้ผ้าเขียวห่อหุ้มร่างมัยยิต



สำหรับคำถามเรื่องบุคคลบางคนใช้ผ้าเขียวห่อหุ้มร่างมัยยิต โดยอ้างการกิยาสหรือเปรียบเทียบมาจากการที่ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ส่งผ้าของท่านให้ห่อเป็นผืนแรกหรือชั้นในสุดแก่มัยยิตท่านซัยหนับ บุตรีของท่านที่เสียชีวิต

ดังการบันทึกของท่านบุคอรีย์ หะดีษที่ 1253, 1254, 1257, ท่านมุสลิม หะดีษที่ 939, ท่านอบูดาวูด หะดีษที่ 3126, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ หะดีษที่ 995 และผู้บันทึกท่านอื่นๆ โดยรายงานมาจากท่านอุมมุอะฏียะฮ์ ร.ฎ.นั้น นักวิชาการมีทัศนะสอดคล้องกันว่า หะดีษบทนี้เป็นหลักฐานว่า ผู้ตาย (ท่านซับหนับ) ได้รับบะรอกะฮ์จากการกระทำของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ..

 แต่การที่จะนำเอาบุคคลธรรมดาอย่างเราๆท่านๆไปเปรียบเทียบกับท่านนบีย์ว่าจะสามารถแผ่บะรอกะฮ์แก่ผู้อื่นเหมือนท่านนบีย์ในกรณีนี้ได้หรือไม่

 ยังเป็นปัญหาที่ขัดแย้งกันระหว่างนักวิชาการ ..

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านอิหม่ามนะวะวีย์และท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ สองนักวิชาการผู้ยิ่งใหญ่แห่งมัษฮับชาฟีอีย์ก็ยังมีทัศนะว่า หะดีษบทนี้คือหลักฐานว่า มนุษย์สามารถรับบะรอกะฮ์จากร่อยรอยของบรรดาคนศอลิห์ (คนดี) ได้ (ดังปรากฏในหนังสือ "ชัรฺหุมุสลิม" ของท่านอิหม่ามนะวะวีย์ เล่มที่ 7 หน้า 3, และหนังสือ "ฟัตหุ้ลบารีย์" ของท่านอิบนุหะญัรฺ เล่มที่ 3 หน้า 129-130)

ซึ่งทัศนะของนักวิชาการสองท่านนี้ก็คือ "หลัก" ของผู้ที่ปฏิบัติดังคำถามข้างต้น ..

จึงเป็นเรื่องยากที่ผู้ใดจะไปหักล้างความเชื่อในเรื่องนี้ชนิดถอนรากถอนโคนจนสะเด็ดน้ำ หรือกล่าวหาว่าการกระทำอย่างนี้เป็นบิดอะฮ์ฎอลาละฮ์ ..

แต่สำหรับผม เห็นด้วยกับทัศนะที่ว่า เรื่องของการตะบัรฺรุกหรือการแผ่บะรอกะฮ์นั้นเป็นเรื่อง "เฉพาะตัว"

 ของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเท่านั้น ซึ่งผมไม่มีเวลาพอที่จะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียด ณที่นี้ ..

 ส่วนในกรณีที่ผู้รู้บางคนใช้ผ้าเขียวของตนห่มคลุมหรือห่อให้มัยยิต

ไม่ว่าจะเป็นการขอร้องจากญาติๆของผู้ตายหรือผู้รู้ท่านนั้นอาสาคลุมให้เอง

 - ดังที่ถามมานั้น ผมมองว่า เป็นการกระทำที่ไม่ สอดคล้องกับหะดีษข้างต้น

 เพราะในตัวบทหะดีษระบุอย่างชัดเจนว่า ท่านศาสดาคือ "ผู้เสนอ" ทำสิ่งนี้แก่บุตรีของท่านเอง โดยไม่มีผู้ใดขอร้อง เพราะท่านรู้ดีว่าในตัวท่านมีบะรอกะฮ์อยู่อย่างแท้จริงและสามารถ "แผ่" บะรอกะฮ์นั้นให้แก่ผู้อื่นได้จริง ..

ผมจึงอยากจะถามผู้รู้ท่านใดที่อาสาทำสิ่งนี้แก่ผู้ตายที่ศรัทธาในตัวท่านว่า ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าในตัวท่านมี "บะรอกะฮ์" อยู่จริง

 และท่านสามารถ "แผ่" บะรอกะฮ์ของท่านให้แก่ผู้อื่นได้จริง

 เหมือนท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ??? ..

ถ้าท่านมั่นใจอย่างนั้น ท่านก็มีสิทธิ์ปฏิบัติตามความเชื่อของท่านได้

ซึ่งผมก็เคารพในการตัดสินใจของท่าน

แต่อย่าลืมว่า ท่านต้องรับผิดชอบในการกระทำของท่านต่อพระองค์อัลลอฮ์ (ศุบฮานะฮูวะตะอาลา) และเตรียมตอบคำถามของพระองค์ด้วยว่า บะรอกะฮ์ที่ท่านแผ่ให้ลูกศิษย์ลูกหาของท่านในการกระทำอย่างนั้น ท่านรู้ได้อย่างไรว่าท่านมี และใครเป็นคนให้ท่าน ?? ...


 ...........................
Admin : al-wadeeh
 Notes by อาจารย์มะห์มูด ศรีอุทัย





วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การเยี่ยมสุสาน



زيارة المقابر 


ท่านบุร็อยดะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

« كُنتُ نَهَيْتُكُمْ عَنْ زِيَارَةِ الْقُبُورِ، فَزُورُوهَا » [أخرجه مسلم]

“ฉันเคยได้ห้ามพวกท่านไม่ให้ไปเยี่ยมหลุมศพ แต่พวกท่านจงไปเยี่ยมมันเถิด”  บันทึกโดยมุสลิม

ท่านอัตติรมิซียฺ ได้มีข้อความเพิ่มเติมว่า

« فَإِنَّهَا تُذَكِّرُكُم الآخِرَةَ »

“เพราะมันทำให้พวกท่านคิดถึงโลกอาคิเราะฮฺ”

และท่านยังได้เล่าอีกว่า

« كَانَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يُعَلِّمُهُمْ إِذَا خَرَجُوا إِلَى الْمَقَابِرِ، أَن يَقُولَ قَائِلُهُمْ السَّلَامُ عَلَيْكُمْ أَهْلَ الدِّيَارِ مِنَ الْمُؤْمِنِينَ وَالْمُسْلِمِينَ، وَإِنَّا، إِنْ شَاءَ اللهُ بِكُم لَاحِقُونَ، أَسْأَلُ اللهَ لَنَا وَلَكُمُ الْعَافِيَةَ » [أخرجه مسلم]

“ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ได้สอนพวกเขาเมื่อพวกเขาออกไปที่สุสาน ให้คนในพวกเขากล่าวว่า
อัสสลามุอลัยกุม อะฮ์ลัดดิยาร มินัลมุอ์มินีนะ วัลมุสลิมีนะ วะอินนา อินชาอัลลอฮุ บิกุม ลาหิกูน อัสอะลุลลอฮะละนา วะละกุมุลอาฟียะฮฺ
ขอความสันติจงมีแด่พวกท่าน ชาวสุสานเอ๋ย ทั้งบรรดามุอฺมิน และบรรดามุสลิม และแท้จริงพวกเรา หากอัลลอฮฺทรงประสงค์ ก็จะตามไปพบพวกท่าน ฉันขอต่ออัลลอฮฺให้พวกเราและพวกท่านได้รอดพ้น(ภัยทั้งปวง)”  บันทึกโดยมุสลิม

ท่านอบูมัรษัด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

« لَا تُصَلُّوا إِلَى الْقُبُورِ، وَلَا تَجْلِسُوا عَلَيْهَا » [أخرجه مسلم]

“พวกท่านจงอย่าละหมาดหันไปทางหลุมศพ และพวกท่านจงอย่านั่งบนมัน”  บันทึกโดยมุสลิม

ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

« لَأَنْ يَجْلِسَ أَحَدُكُمْ عَلَى جَمْرَةٍ فَتُحْرِقَ ثِيَابَهُ، فَتَخْلُصَ إِلَى جِلْدِهِ، خَيْرٌ لَهُ مِنْ أَنْ يَجْلِسَ عَلَى قَبْرٍ » [أخرجه مسلم]

“แน่นอนการที่พวกท่านคนใดนั่งลงบนถ่านไฟ แล้วมันก็ไหม้ผ้าของเขาและลามไปจนถึงผิวหนังของเขา ยังดีกับเขามากกว่าการที่เขาจะนั่งบนหลุมศพ”  บันทึกโดยมุสลิม

คำอธิบาย
การเยี่ยมสุสานนั้นเป็นสุนนะฮฺที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม มีแบบอย่างไว้ ท่านทำด้วยตัวท่านเองและได้มีคำสั่งให้ทำด้วย เพราะมันทำให้คิดถึงโลกอาคิเราะฮฺ คนที่มีปัญญาเมื่อได้เห็นที่พำนักสุดท้ายของเขาในโลกนี้แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะมีความสมถะ และมุ่งเน้นกับการก่อร่างสร้างบ้านอันถาวรของเขาในโลกอาคิเราะฮฺ

ประโยชน์ที่ได้รับ
สมควรไปเยี่ยมหลุมศพ และมันจะให้เตือนให้คิดถึงโลกอาคิเราะฮฺ
สมควรให้สลาม ขณะเข้าไปในสุสาน ตามแบบที่มีรายงานมาจากท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม
ห้ามละหมาดหันไปทางหลุมศพ เพราะมันจะนำไปสู่การทำอิบาดะฮฺต่อมันได้
ห้ามนั่งบนหลุมศพ


........................................................
ดร.รอชิด บิน หุเสน อัล-อับดุลกะรีม
แปลโดย : สะอัด วารีย์
ตรวจทานโดย : ฟัยซอล อับดุลฮาดี
ที่มา : หนังสือ อัด-ดุรูส อัล-เยามียะฮฺ มิน อัส-สุนัน วะ อัล-อะห์กาม อัช-ชัรอียะฮฺ, เว็บ al-islam.com



การเยี่ยมคนป่วย


عيادة المريض


ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

« حَقُّ المُسْلِمِ عَلَى المُسْلِمِ خَمْسٌ: رَدُّ السَّلاَمِ، وَعِيَادَةُ المَرِيضِ، وَاتِّبَاعُ الجَنَائِزِ، وَإِجَابَةُ الدَّعْوَةِ، وَتَشْمِيتُ العَاطِسِ » [متفق عليه]

“สิทธิมุสลิมต่อมุสลิม มีห้าประการ คือ การตอบสลาม และการเยี่ยมคนป่วย และการตามไปส่งมะยัต(คนตาย) และการตอบรับคำเชิญ และการดุอาอ์ให้คนจาม”  บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺและมุสลิม

ท่านเษาบาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

«مَنْ عَادَ مَرِيضًا لَمْ يَزَلْ فِي خُرْفَةِ الْجَنَّةِ»، قِيلَ يَا رَسُولَ اللهِ وَمَا خُرْفَةُ الْجَنَّةِ؟ قَالَ: «جَنَاهَا»  [أخرجه مسلم]

“แท้จริงมุสลิมเมื่อไปเยี่ยมพี่น้องมุสลิมของเขา เขาจะยังคงอยู่ในคุรฟะฮฺของสวนสวรรค์ไปจนกว่าเขาจะกลับไป มีการกล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม และอันใดคือคุรฟะฮฺของสวรรค์เล่า? ท่านกล่าวว่า ผลไม้ที่ถูกเก็บเกี่ยวของมัน”  บันทึกโดยมุสลิม

ท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้เล่าว่า ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า

« مَا مِنْ مُسْلِمٍ يَعُودُ مُسْلِمًا غُدْوَةً إِلَّا صَلَّى عَلَيْهِ سَبْعُونَ أَلْفَ مَلَكٍ حَتَّى يُمْسِيَ، وَإِنْ عَادَهُ عَشِيَّةً إِلَّا صَلَّى عَلَيْهِ سَبْعُونَ أَلْفَ مَلَكٍ حَتَّى يُصْبِحَ، وَكَانَ لَهُ خَرِيفٌ فِي الجَنَّةِ » [أخرجه الترمذي]

“ไม่มีมุสลิมคนใดไปเยี่ยมไข้มุสลิมในยามเช้า เว้นแต่จะมีมลาอิกะฮฺเจ็ดหมื่นตนขอพรให้เขาไปจนถึงตอนเย็น และหากเขาไปเยี่ยมไข้เขาในยามเย็น นอกจากว่าจะมีมลาอิกะฮฺเจ็ดหมื่นตนขอพรให้เขาไปจนถึงตอนเช้า และเขาได้จะผลไม้ในสวรรค์”  บันทึกโดยอัต-ติรมิซียฺ

คำอธิบาย
หนึ่งในงานที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ส่งเสริมให้ทำคือการไปเยี่ยมคนป่วย เพราะเป็นการช่วยให้เขาไม่คิดฟุ้งซ่านและทำให้เขามีจิตใจดีขึ้น มันเป็นสิทธิของมุสลิมต่อพี่น้องมุสลิมด้วยกัน และท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะสัลลัม ได้บอกกล่าวว่า มันมีผลบุญอย่างมหาศาล

ประโยชน์ที่ได้รับ
สมควรไปเยี่ยมคนป่วยเพราะเป็นการเกื้อกูลกันและใส่ใจสภาพของกัน
มันเป็นสิทธิของมุสลิมต่อพี่น้องมุสลิมด้วยกัน
เป็นความประเสริฐ และผลบุญมหาศาลของมัน


.......................................................
ดร.รอชิด บิน หุเสน อัล-อับดุลกะรีม
แปลโดย : สะอัด วารีย์
ตรวจทานโดย : ฟัยซอล อับดุลฮาดี
ที่มา : หนังสือ อัด-ดุรูส อัล-เยามียะฮฺ มิน อัส-สุนัน วะ อัล-อะห์กาม อัช-ชัรอียะฮฺ, เว็บ al-islam.com






วันอาทิตย์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

การจัดศพของท่านนบี


ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะวัลลัม) เสียชีวิตในวันจันทร์ และถูกฝังในวันอังคาร ณ สถานที่ที่ท่านนบีเสียชีวิต และผู้คนได้วิงวอนขอพรให้ท่านนบี โดยต่างคนต่างขอให้ท่าน

ขณะอาบน้ำศพของท่านนบีไม่มีการถอดเสื้อผ้าตัวที่ท่านสวมอยู่ขณะที่ท่านเสียชีวิต

ศพของท่านนบีได้ถูกห่อด้วยผ้า 3 ผืน ที่ทำในนัจญ์รอน ด้วยผ้า 2 ชิ้น และเสื้อตัวที่ท่านสวมอยู่ในขณะเสียชีวิต

 ผู้ที่ได้อาบน้ำให้ศพของท่านนบี คือ ท่านอะลี, ท่านฟัดล์ และท่านอุซามะฮฺ บินเซด (ร่อฎียัลลออุอันฮุม)

ผู้ที่วางศพของท่านนบีในหลุมฝังศพ คือ ท่านอะลี, ท่านฟัดล์, ท่านอุซามะฮฺ บินเซด และท่านอับดุรฺเราะฮฺมาน บินเอาฟฺ (ร่อฎียัลลออุอันฮุม)

รายงานจากท่านยะฮฺยา เล่าว่า
"ท่านนบีเสียชีวิตในวันจันทร์ และถูกฝังในวันอังคาร ผู้คนได้วิงวอนขอพรให้ท่านเป็นการส่วนตัว โดยไม่มีใครนำการขอพรให้พวกเขา บางคนกล่าวว่าท่านจะถูกฝังใกล้แท่นเทศนา บางคนกล่าวว่าท่านจะถูกฝังในสุสานบะกีอฺ อบูบักรจึงได้กล่าวว่า "ฉันได้ยินท่านรสูลุลลออฺ กล่าวว่า"ไม่มีนบีคนใดเคยถูกฝังที่อื่นนอกไปจากในสถานที่ที่ท่านนบีนั้นเสียชีวิต" ดังนั้น หลุมฝังสพจึงถูกขุดขึ้นที่นั้น เมื่อจะมีการอาบน้ำศพของท่าน พวกเขาต้องการที่จะถอดเสื้อ ของท่านออก แต่พวกเขาได้ยินเสียงกล่าวว่า"อย่าถอดเสื้อของท่านออก"ดังนั้น พวกเขาจึงไม่ถอดเสื้อของท่านและอาบน้ำศพของท่านโดยที่ท่านยังสวมเสื้ออยู่" (บันทึกหะดิษโดยอิมามมาลิก เลขที่ 16.27)


รายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร่อฎียัลลออุอันฮา) เล่าว่า
"ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ เราไม่รู้ว่าเราต้องถอดเสื้อผ้าของท่านนบีเหมือนที่เราเคยถอดเสื้อผ้าผู้ตายของเรา หรือจะต้องอาบน้ำให้ท่านโดยที่มีเสื้อผ้าสวมใส่อยู่ ขณะที่ผู้คนยังคงมีความคิดเห็นแตกต่างกันนั้น อัลลอฮฺได้ทรงทำให้ทุกคนง่วงซึมจนกระทั่งคอตกและหลับคางชนหน้าอก หลังจากนั้นก้มีเสียงพุดจากคนผู้หนึ่งที่ข้างๆ บ้าน โดยไม่รู้ว่าเป็นใคร เสียงนั้นกล่าวว่า"อาบน้ำให้ท่านนบีโดยที่ท่านสวมใส่เสื้อผ้าอยู่"ดังนั้น ผู้คนจึงลุกขึ้นยืนรอบท่านนบี และอาบน้ำให้ท่านโดยที่เสื้อผ้าสวมใส่อยู่ พวดเราราดน้ำลงบนเสื้อ และถุกร่างของท่านด้วยเสื้อของท่าน ไม่ใช่่ด้วยมือของพวกเขา ท่านหยิงอาอิชะฮฺเคยกล่าวด้วยว่า : ถ้าแันรู้อะไรมากกว่านี้มาก่อน จะไม่มีใครได้อาบน้ำให้ท่าน นอกไปจากบรรดาภรรยาของท่าน" ผบันทึกหะดิษโดยอิมามอบุดาวูด เลขที่ 20.3135)

รายงานจากท่านอับดุลลอฮฺ บินอับบาส (ร่อฎียัลลออุอันฮุม) เล่าว่า
"ศพของท่านนบีได้ถูกห่อด้วยผ้า 3 ผืน ที่ทำในนัจญ์รอน ด้วยผ้า 2 ชิ้น และเสื้อตัวที่ท่านสวมอยู่ในขณะเสียชีวิต" (บันทึกหะดิษโดยอิมาอบุดาวูด เลขที่ 20.3147)

รายงานจากอามิรฺ เล่าว่า
"อะลี, ฟัดล์ และอุซามะฮฺ บินเซด ได้อาบน้ำให้ศพของท่านนบี และพวกเขาได้วางท่านลงไปในหลุ่มศพ กล่าวกันเวลาต่อมาว่าพวกเขาได้ให้อับดุรฺเราะฮฺมาน บินเอาฟฺ มาร่วมกับพวกเขาด้วย อะลีกล่าวหลังจากนั้นว่า "ผู้คนของเขาผู้นี้น่าจะมารับใช้เขา" (บางที่อาจหมายความว่าญาติของคนผู้หนึ่งมีสิทธิและหน้าที่ที่จะดูแลเขา ทั้งในขณะมีชีวิตและเสียชีวิต)" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอบูดาวูด เลขที่ 20.3203)


والله أعلم بالصواب



วันอาทิตย์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อิมามชาฟิอีย์ท่านเกลียดการจัดเลี้ยงงานศพ


          เมื่อถามมุสลิมบ้านเรา ว่าสังกัดมัซฮับไหน ต่างก็ตอบตรงกันว่า มัซฮับชาฟิอีย์ แต่แล้วใยมุสลิมบ้านเรา ถึงปฏิบัติตรงข้ามกับที่อิมามชาฟีอีย์ ที่กล่าวไว้โดยสิ้นเชิง

           ในที่นี้ขอกล่าวกรณีจัดเลี้ยงเมื่อมีการเสียชีวิตของมุสลิมคนใดเกิดขึ้น ครอบครัวผู้ตายก็จะมีการจัดเลี้ยงเพื่ออุทิศให้แก่ผู้ตาย(จริงๆแล้วอิสลามไม่มีการอุทิศบุญแก่ผู้ตาย แต่มีการทำแทนเท่านั้น) โดยมีการกำหนดเฉพาะเจาะจงวันจัดเลี้ยง ไม่ว่าวันที่ 1, 2 ,3 , 7 ,40 หรือวันที่ 100 นับแต่วันที่เสียชีวิตของผู้ตาย

         ซึ่งมันตรงกันข้ามกับสุนนะฮฺ และคำกล่าวของอิมามชาฟิอีย์ ที่มุสลิมบ้านเราสังกัดทัศนะของท่านโดยสิ้นเชิง

        ท่านอิมามชาฟิอีย์ กล่าวว่า ท่านเกลียดงานศพต่างๆ นั้นหมายรวมถึงการที่ญาติของผู้ตายจัดเลี้ยงอาหารแก่โต๊ะลาแบ(โต๊ะะลาใบ) หรือแก่ผู้คนในชุมชน และให้พวกเขาทำพิธีต่างๆ แล้วมีการอุทิศผลบุญนั้นแก่ผู้ตาย เพราะการกระทำเช่นนั้นท่านอิมามชาฟิอีย์เห็นว่า มันทำให้เกิดการเศร้าโศกขึ้นมาใหม่ และจะทำให้เสียค่าใช้จ่ายอันไม่จำเป็น

       ซึ่งจะเห็นได้ว่า เมื่อมุสลิมคนใดในบ้านเราเสียชีวิตลง ก็ต้องออกค่าใช้จ่ายด้วยการไปติดหนี้ยืมสินมากมาย เพื่อนำมาใช้จ่ายในการจัดเลี้ยงทำบุญอุทิศคนตาย อันดับแรก ก็ต้องนำเงินไปซื้อข้าวสาร ซื้อไข่ไก่ แล้วนำมาแจก พร้อมซองเงิน แก่ผู้ที่มาละหมาดญานะซะฮฺ ซึ่งขึ้นอยู่ว่ามีผู้มาละหมาดญานะซะฮฺมากน้อยเพียงใด หลังจากนั้น ก็นำค่าใช้จ่ายมาจัดเลี้ยงอาหารที่บ้านของญาติผู้ตายตามวันที่กำหนดเฉพาะเจาะจงไว้

       แน่นอนว่าต้องมีค่าใช้จ่ายมากมาย โดยเฉพาะครอบครัวที่ยากจน หรือขัดสน ต้องเป็นหนี้สินเขาอย่างหลีกเลี้ยงไม่ได้ เพื่อให้เป็นไปตามที่คนมุสลิมบ้านเราทำกัน โดยมุสลิมบางคนเข้าใจว่า นั้นเป็นบทบัญญัติศาสนา เป็นแบบอย่างท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  บรรดาศอฮาบะฮฺ และอิมามชาฟีอีย์ วางเอาไว้ เพราะได้มีการกระทำเช่นนี้สืบกันมาแต่ตั้งแต่บรรพบุรุษ และโต๊ะลาแบก็ได้บอกและให้กระทำเช่นนั้น

      แต่มันตรงข้าม กันอย่างสิ้นเชิง  เมื่อมุสลิมคนใดเสียชีวิตลง ท่านนบี ศ็อลลัลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  ได้กำชับให้เราชำระหนี้สินของผู้ตายให้หมดสิ้น และทรัพย์สินของผู้ตายนั้นถือเป็นมรดกเป็นสิทธิของทายาทที่เขาจะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเขา แต่เรากลับไปเพิ่มหนี้สิน มันตรงข้ามกับคำสอนศาสนาอย่างสิ้นเชิง

     เราลองมาดูคำพูดของท่านอิมามชาฟิอีย์ กล่าวไว้ในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

ท่านอิมามนะวะวีย์ (ท่านสังกัดมัซฮับชาฟิอีย์ สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ.676) กล่าวไว้อัลมัจญมัวอ์ (5/306) ว่า

"ส่วนการไปนั่งเพื่อการปลอบใจนั้น อิมามชาฟิอีย์ อัลมุศ็อนนิฟ และสหายท่านอื่นๆ ก็ได้ตราไว้ถึงความน่าเกลียดของการนั้น พวกเขากล่าวว่า หมายถึงไปนั่งเพื่อการปลอบใจ โดยที่ครอบครัวของผู้ตายจะไปชุมนุมในบ้านหนึ่ง แล้วผู้ที่ต้องการปลอบใจจะมุ่งไปหาพวกเขา พวกเขากล่าวว่า หากแต่ว่า สมควรที่พวกเขาจะเลิกราไปธุระต่างๆ ของพวกเขา แล้วผู้ใดได้พบพวกเขา ก็ให้เขาปลอบใจพวกเขา และไม่มีความแตกต่างระหว่างบรรดาผู้ชาย และผู้หญิง ในการเป็นที่น่าเกลียดของการไปนั่งเพื่อการปลอบใจ"

อิมามชาฟิอีย์ ที่อิมามนะวะวีย์ได้ชี้ถึง ได้ตราไว้ในหนังสืออัลอุมมฺ(1/248) ไว้ว่า

"และฉันเกลียดงานศพต่างๆ และมันก็คือหมู่คณะ  ถึงแม้จะไม่มีการร้องไห้ให้แก่พวกเขาก็ตาม เพราะว่า การกระทำเช่นนั้น มันทำให้เกิดความเศร้าโศกใหม่ และทำให้ต้องมีค่าใช้จ่าย พร้อมกับสิ่งที่มันได้ผ่านไปในนั้น จากร่องรอย"

เหมือนกับว่าท่านอิมามชาฟีอีย์ชี้ถึงหะดิษของท่านญะรีรฺ บุตรของอับดุลลอฮฺ อัลบะญะลีย์ ที่ว่า

รายงานจากท่านญะรีรฺ บุตรของอับดุลลอฮฺ อัลบะญะลีย์ กล่าวว่า

كُنَّا نَعُدُّ اْلإِجْتِمَاعَ إِلَى أَهْلِ الْمَيِّتِ  وَصُنْعَةَ الطَّعَامِ بَعْدَ دَفْنِهِ مِنَ النِّيَاحَةِ

 “พวกเราถือว่าการรวมตัวกันยังบ้านผู้ตายและทำอาหาร(ที่บ้านของผู้ตายนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการนิยาหะฮฺ”(นิยาหะฮฺ หมายถึงการแสดงอาการเศร้าโศกเสียใจ เช่นการตีอกชกหัว ฉีกเสื้อผ้า ตีโพยตีพาย ครวญคราง ขีดขวนใบหน้าเสมือนคนขาดสติ ซึ่งเป็นที่ต้องห้ามในอิสลาม){บันทึกหะดิษโดยอิบนุ มาญะฮฺ หะดิษเลขที่ 1612 บทว่าด้วย ห้ามการร่วมชุมนุมกันที่บ้านของผู้ตาย และทำอาหาร(ที่บ้านผู้ตาย) และท่านอะหฺมัด หะดิษเลขที่ 6866)

และท่านอิมามนะวะวีย์ กล่าวว่า
"และมุศ็อนนิฟ และคนอื่นๆ ได้อ้างหลักฐานยืนยันให้ด้วยอีกหลักฐานหนึ่ง ซึ่งมันก็เป็นอุตริกรรม"
เช่นเดียวกับท่านอิบนฺ อัลฮุมามได้ตราไว้ในซัรหุลฮิดายะฮฺ (1/473) ในการเป็นสิ่งที่น่าเกลียดของการจัดหาอาหารจากครอบครัวของผู้ตายในรับรอง และกล่าวว่า มันเป็นอุตริกรรมที่น่าเกลียด ซึ่งเป็นแนวทางของพวกฮัมบะลีย์ ดังที่ปรากฏอยู่ในอัลอินศ้อฟ (2/565)



 ท่านอิหม่ามนะวะวีย์  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัล-มัจญมั๊วะอฺ” เล่มที่ 5 หน้า 320 ว่า…

قَالَ صَاحِبُ الشَّامِلِ وَغَيْرُهُ : وَأَمَّا إِصْلاَحُ أَهْلِ الْمَيِّتِ طَعَامًا وَجَمْعُ النَّاسِ عَلَيْهِ فَلَمْ يُنْقَلْ فِيْهِ شَىْءٌ وَهُوَ بِدْعَةٌ غَيْرُ مُسْتَحَبَّةٍ …..

“ท่านเจ้าของหนังสือ “อัช-ชามิล” (มีชื่อว่า อบูนัศรฺ, มะห์มูด บิน อัล-ฟัฎล์ อัล-อิศบะฮานีย์, มีชื่อรองว่า อิบนุ ศ็อบบาค เป็นชาวเมือง อิศฟาฮาน, สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 512) และนักวิชาการท่านอื่นๆกล่าวว่า…

อนึ่ง การที่ครอบครัวผู้ตายได้จัดปรุงอาหารขึ้น และเชิญชวนผู้คนให้มาร่วมรับประทานกัน พฤติกรรมนี้ ไม่เคยปรากฏมีรายงานหลักฐานมาแต่ประการใด, ดังนั้น มันจึงเป็นบิดอะฮ์ที่ไม่ชอบตามหลักการศาสนา”


             >>>>แต่ตรงกันข้าม ท่านอิหม่ามอัชชาฟิอีย์ กลับสนับสนุนให้เพื่อนบ้านของผู้ตาย หรือญาติใกล้ชิดของผู้ตายทำอาหารให้แก่ครอบครัวผู้ตายต่างหาก..

อิหม่ามอัชชาฟิอีย์ ได้กล่าวไว้ในตำราเมาซูอะฮฺ อัลอิหม่าม อัชชาฟิอีย์ ; อัลกิตาบอัลอุมฺม์ ; ด๊ารฺกุตัยบะฮฺ เล่มที่ 3 หน้า 416-417 หนังสือตุหฺฟะตุล อะหฺวะซีย์ เล่ม 4 หน้า 38 และหนังสือ มิรฺกอตุลมะฟาตีหฺ เล่ม 4 หน้า 223 ว่า
 “ฉันชอบให้เพื่อนบ้านของผู้เสียชีวิตหรือผู้เป็นเครือญาติของผู้เสียชีวิตทำอาหารที่ให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้อิ่มในวันและค่ำคืนที่เขาเสียชีวิตลง ซึ่งอาหารที่ยังความอิ่มหนำแก่พวกเขา เพราะแท้จริงสิ่งดังกล่าวเป็นซุนนะฮฺและเป็นการรำลึกที่ประเสริฐ และเป็นการปฏิบัติของเหล่าชนแห่งความดีทั้งก่อนและหลังพวกเรา"
หลังจากนั้นท่านอิมามชาฟิอีย์ ท่านได้นำหะดิษที่รายงานจากท่านจากท่านอับดุลลอฮฺ บุตรของยะอฺฟัรฺ มากล่าว โดยท่านกล่าวว่า
 "ทั้งนี้เพราะเมื่อมีข่าวการเสียชีวิตของท่านญะอฺฟัร  มาถึงท่านร่อซู้ล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็กล่าวว่า : "พวกท่านทั้งหลายจงทำอาหารแก่ครอบครัวของญะอฺฟัรเถิด เพราะแท้จริงได้มีเรื่องราวที่ทำให้พวกเขาต้องยุ่ง (สาละวน) มายังพวกเขา"
หะดิษดังกล่าว รายงานดังนี้

จากท่านญะอฺฟัรฺ บุตรของคอลิด จากพ่อของเขา จากท่านอับดุลลอฮฺ บุตรของยะอฺฟัรฺ(เกิดที่ดินแดนหะบะชะฮฺ สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. ที่ 80) เล่าว่า
" เมื่อข่าวการสิ้นชีวิตของท่านญะอฺฟัรฺรู้ถึงท่านรสูลุลลอฮ์ ท่านรสูล กล่าวว่า “พวกท่านจงทำอาหารให้แก่ครอบครัวของญะอฺฟัรเถิด เพราะสิ่งที่ทำให้เกิดความยุ่งยาก (หมายถึงความเศร้าโศกเสียใจ) มาประสบกับพวกเขา”
(บันทึกโดยอบูดาวูด หะดิษเลขที่ 3130 บทว่าด้วยการทำอาหารให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย , ติรฺมีซีย์ หะดิษเลขที่ 998 บทว่าด้วยการทำอาหารให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย , อิบนุ มาญะฮฺ หะดิษเลขที่ 1610 บทว่าด้วยการทำอาหารให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย , หากิม หะดิษเลขที่ 1377 บทว่าด้วยญะนาวะฮฺ , อะหฺมัด หะดิษเลขที่ 1754 อบูยะอฺลา หะดิษเลขที่ 6801 อับดุรฺเราะซาก หะดิษเลขที่ 6670 บทว่าด้วยการทำอาหารให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย บัยหะกีย์ หะดิษเลขที่ 7197 บทว่าด้วยการจัดเตรียมอาหารอาหารให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย และดารุ กุฏนีย์ หะดิษเลขที่ 11 บทว่าด้วยญะนาวะฮฺ)


!!!สิ่งที่ท่านอิหม่ามอัชชาฟิอีย์ รอฎียัลลอฮุอันฮุ ระบุว่าเป็นสิ่งที่ท่านชอบให้กระทำเพราะเป็นสุนนะฮฺอันประเสริฐเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าและส่วนใหญ่ในบ้านเราตามทัศนะท่านอิหม่ามชาฟิอีย์จำต้องช่วยกันรณรงค์ฟื้นฟูซุนนะฮฺข้อนี้ซึ่งจวนเจียนจะจางหายไปจากสังคมบ้านเราอยู่รอมร่อ.....!!!


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การขุดหลุ่มฝังมัยยิต(ฝังคนตาย)


การขุดหลุมฝังมัยยิตนั้นมี 3 วิธีด้วยกันคือ

วิธีที่หนึ่งขุดหลุมแบบลูกหลุม(ละหฺดุน)
การขุดแบบลูกหลุมนั้น ให้ขุดหลุมลงไปก่อน แล้วจึงเซาะลูกหลุมจากด้านข้างให้มีความกว้างพอประมาณว่าวางศพได้

รายงานจากท่านอนัน ร่อฎียัลลอฮุอัลฮุ เล่าว่า
"เมื่อท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เสียชีวิตลง ซึ่งที่เมืองมะดีนะฮฺมีชายผู้หนึ่งชำนาญในการขุดหลุมแบบลูกหลุม ส่วนชายอีกคนชำนาญขุดหลุมแบบเจาะตรงลงไป บรรดาเศาะหาบะฮฺกล่าวว่า พวกเราจะขอต่อพระผู้อภิบาลของเราให้ทรงเลือก (บุคคลที่ขุดหลุมฝังศพของท่านรสูล) โดยเราจะส่งคนไปตามบุคคลทั้งสอง นี้มา หากบุคคลใดมาถึงก่อน (เราจะเลือกบุคคลนั้น) โดยจะละอีกบุคคลหนึ่งไว้ เช่นนั้นก็ถูกส่งไปยังบุคคลทั้งสอง ปรากฏว่าบุคคลที่ชำนาญในการขุดแบบลูกหลุมก็มาถึงก่อน ดังนั้นพวกเราก็ช่วยกันขุดแบบลูกหลุมให้แก่ท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม" (หะดิษเศาะเฮียะฮฺ บันทึกหะดิษโดยอิบนุมาญะฮฺ หะดิษเลขที่ 1624)

วิธีที่สอง การขุดแบบเจาะตรงลงไป (ชักกุน)

การขุดแบบเจาะตรงลงไปก่อน แล้วให้เจาะลูกหลุมตรงกลางให้มีความกว้างประมาณศพหย่อนลงไปได้

ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"การจชขุดแบบลูกหลุมสำหรับพวกเรา ส่วนการขุดแบบเจาะตรงลงไปสำหรับ(กลุ่มชน)อื่นจากพวกเรา" (หะดิษเศาะเฮียะฮฺ บันทึกหะดิษโดยอบูดาวูด หะดิษเลขที่ 3210)

วิธีที่สาม การขุดหลุมแบบไม่มีหลุม

การขุดหลุมแบบไม่มีหลุม คือการขุดหลุมลงไปในดิน โดยไม่มีลุกหลุมทั้งตรงกลาง และด้านข้าง จากนั้นให้ก็ให้ศพโดยนำศพไว้ในโลง เรียกว่าฝังทั้งโลง

การฝังมัยยิตแบบไม่มีลูกหลุมนี้ ไม่พบหลังฐานจากหะดิษของท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แต่บรรดาอุละมาอฺอนุญาตให้ฝังแบบดังกล่าว เพราะบางประเทศไม่สามารถฝังแบบละหฺดุน และชักกุนได้


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿



วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การทำบุญคนตายมีจริงหรือในมัซฮับชาฟิอียฺ"




    ท่านอิหม่ามนะวะวีย์ (ท่านสังกัดมัซฮับชาฟิอีย์ สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ.676) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัล-มัจญมั๊วะอฺ” เล่มที่ 5 หน้า 320 ว่า…

قَالَ صَاحِبُ الشَّامِلِ وَغَيْرُهُ : وَأَمَّا إِصْلاَحُ أَهْلِ الْمَيِّتِ طَعَامًا وَجَمْعُ النَّاسِ عَلَيْهِ فَلَمْ يُنْقَلْ فِيْهِ شَىْءٌ وَهُوَ بِدْعَةٌ غَيْرُ مُسْتَحَبَّةٍ …..

“ท่านเจ้าของหนังสือ “อัช-ชามิล” (มีชื่อว่า อบูนัศรฺ, มะห์มูด บิน อัล-ฟัฎล์ อัล-อิศบะฮานีย์, มีชื่อรองว่า อิบนุ ศ็อบบาค เป็นชาวเมือง อิศฟาฮาน, สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 512) และนักวิชาการท่านอื่นๆกล่าวว่า…

อนึ่ง การที่ครอบครัวผู้ตายได้จัดปรุงอาหารขึ้น และเชิญชวนผู้คนให้มาร่วมรับประทานกัน พฤติกรรมนี้ ไม่เคยปรากฏมีรายงานหลักฐานมาแต่ประการใด, ดังนั้น มันจึงเป็นบิดอะฮ์ที่ไม่ชอบตามหลักการศาสนา”


والله أعلم بالصواب

โดย อ.อรุณ บุญชม
✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


วันพฤหัสบดีที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การจัดศพที่ไม่มีแบบอย่างจากท่านนบี และบรรดาศอหะบะฮฺ






การจัดศพแบบนี้มีด้วยหรือในอิสลาม







ถ้าเป็นงานศพของศาสนาอื่น เขาเรียกว่าพวงหรีด...พวงหรีด หมายถึงดอกไม้ที่จัด
ตกแต่งขึ้นตามโครงรูปร่างที่เรากำหนด เช่น รูปวงกลม วงรี รูปสามเหลี่ยม รูปสี่เหลี่ยม ฯลฯ การจัดพวงหรีดเป็นการจัดดอกไม้ที่นำไปใช้ในงานอวมงคลเพื่อใช้สำหรับนำไปเคารพศพในงานศพนอกจากจัดดอกไม้ เป็นพวงหรีดแล้ว ยังมีการนำดอกไม้มาจัดเป็นรูปทรงต่าง ๆ ตกแต่งบริเวณรอบ ๆ ที่ตั้งศพ บนหีบศพ เพื่อลดความเศร้าโศกของเจ้าภาพ และยังแสดงถึงฐานะของเจ้าภาพอีกด้ @ อวมงคล หมายถึง การทำบุญเกี่ยวกับเรื่องการตายดังกล่าวแล้ว นิยมทำกันอยู่ ๒ อย่างคือ ทำบุญหน้าศพ ที่เรียกกันว่าทำบุญ ๗ วัน ๕๐ วัน ๑๐๐ วัน หรือทำบุญหน้าวันปลงศพ อย่างหนึ่ง ทำบุญอัฐิหรือทำบุญปรารภการตาย ของบรรพบุรุษ หรือผู้ใดผู้หนึ่ง ในวันคล้ายกับวันตายของท่านผู้ล่วงลับไปแล้วอย่างหนึ่ง ทั้งสองอย่างนี้ มีระเบียบ


ลองคิดดูแบบง่ายๆ กษัตย์ซาอุดิอาราเบีย รวยล้นฟ้า สามารถหาโลงทองคำฝังเพรชชุบมุกเลยด้วยซ้ำแต่ พอตายไปบรรดาอุลามะซาอุดิอาราเบียกะฝั่นด้วยฝ้า แล้วลงหลุมง่ายๆ ไม่ฟุ่มเฟือย

แล้วนี่คนธรรมาดากลับมาตกแต่งด้วยดอกต่างๆ แถมใส่โลงด้วย คนตายเขาไม่รู้เรื่องหลอก คนเป๊นนี้แหละที่ทำ



ท่านนบีฯศ็อลฯกล่าวว่า “แน่นอนพวกเจ้าจะประพฤติตามแนวทางของคนก่อนพวกเจ้าทีละคืบ ทีละศอก จนกระทั่งพวกเขาเหล่านั้นเดินเข้าไปในรูแย้ พวกเจ้าก็จะเดินตามพวกเขา (เข้าไปในรูแย้) ด้วย” บรรดาเศาะหาบะฮฺก็ถามว่า “พวกนั้นคือ ยะฮูดและนะศอรอ (ยิวและคริสต์) ใช่หรือไม่?” ท่านก็ตอบว่า “จะเป็นใครเสียอีก” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ : 3269 มุสลิม : 2669)



"พวกท่านอย่าได้ถามประชาชนปัจจุบันในสิ่งที่พวกเขาทำบิดอะฮฺต่างๆขึ้นมา เพราะพวกเขาจะเตรียมข้ออ้าง(คำตอบ)ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แต่จงถามเขาเรื่องซุนนะฮฺท่านจะพบว่าพวกเขาไม่รู้จักมันเลย(ว่าซุนนะฮฺในเรื่องนั้นๆเป็นอย่างไร)"

ฮิชาม บิน อุรวะฮ์ หลานท่านหญิงอาอิชะฮฺ --
จากหนังสือ คำนะศีฮัต แก่ผู้ที่เชื่อในบิดอะอฺ หะสะนะหฺ
โดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ต้นเหตุที่ทำให้เกิดบิดอะฮ์(การเพิ่มเติม)ในศาสนาอิสลาม



ท่านนบี ซ.ล. เคยทำใว้เป๊นแบบอย่างมากมายแล้วและนี่คือแนวทางที่ดีที่สุด ซอฮาบะฮ์ก๊เข้าใจตามที่นบีสอน * แต่ชนรุ่นหลังกลับเอาสมองปัญญาไปนำหน้าศาสนา คิดเองประดิษย์เอง .


วาทะอาจารย์ฟารีด หลังจากที่ท่านได้ยกประเด็นการใช้ชื่ออิหม่ามชาฟีอีในการหากินเรื่องศาสนาของราชครูหัวเก่า(บางคน)ในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอีซีกุโบร์ ทำบุญบ้านคนตาย เบอรซันญี บารอดอฮฺ อ่านยาซีนที่หลุมฝังศพ ทำเมาลิด การกล่าวอุศอลลีย์ ซึ่งเหล่านี้ถูกกุขึ้นเพื่อที่จะหลอกลวงประชาชนที่ถูกจำกัดการเข้าถึงความรู้ศาสนาด้วยการสร้างวาทกรรมเท็จๆเช่น...จะอ่านศาสนาต้องจากกีตาบยาวี...ต้องฟังบาบอ ฟังโต๊ะครูจากปอเนาะเท่านั้น ฯลฯ ซึ่งเป็นผลประโยชน์(ชื่อเสียง เงินทอง เกียรติยศ)ต่อโต๊ะครูเหล่านั้น การเข้าถึงความรู้ศาสนาที่ถูกต้องจึงยากยิ่งสำหรับชาวบ้าน

สิ่งเหล่านี้อิหม่ามชาฟีอี ไม่เคยรับรู้เพราะท่านเป็นชาวสลัฟ"ผู้เกิดก่อนคำสอนบิดอะฮฺทั้งหลายแหล"ด้วยซ้ำ ดังนั้น พวกเราจงตื่นเถอะ ปกป้องอิหม่ามชาฟีอี ผู้บริสุทธิ์จากข้อกล่าวอ้างของบรรดาราชครูหัวเก่าทั้งหลาย อินชาอัลลอฮฺ

 والله أعلم




วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทำบุญเจ็ดวัน


การอ้างหลักฐานหนึ่งเพื่อบ่งชี้ให้ทำบุญแก่ผู้ตายในช่วง 7 วัน (แต่ยังไม่มีหลักฐานบ่งชี้ให้ทำบุญแก่ผู้ตายในช่วง 40 วัน หรือ 100 วัน) โดยอ้างว่าท่านสุฟยาน(เป็นชาวกูฟะฮฺ เกิด ปี ฮ.ศ.97) เล่าว่า ท่านฏอวุส(เป็นชาวเยเมน เสียชีวิต ปี ฮ.ศ.106) กล่าวว่า

: إن الموتى يفتنون فى قبورهم سبعاَ وكانوا يستحبون أن يطعموا عنهم تلك الأيام  " แท้จริงบรรดาผู้ตายนั้น พวกเขากำลังถูกลงโทษในกุบูรของพวกเขา ในช่วง 7 วัน และปรากฏว่าบรรดาซอฮาบะฮ์มีความชอบที่จะให้แจกจ่ายอาหาร(ทำเศาะดาเกาะฮฺ)แทนบรรดาผู้ตายในช่วงเจ็ดวันดังกล่าว"
(จากหนังสือ “ปัญหาขัดแย้งทางสาสนา เล่ม 1 หน้า 26)

ขอชี้แจงตามประเด็นดังนี้

.-ท่านฏอวุส บุตรของกัยสาน อัลยะมานีย์ อบู อับดุรฺเราะหฺมาน อัลหุมัยรีย์ เขาอยู่ในฐานะตาบีอีน(หมายถึงบุคคลที่พบเศาะหาบะฮฺในสภาพที่เป็นมุสลิม และตายในสภาพของผู้นับถือศาสนาอิสลาม)
เป็นบุคคลที่เชื่อถือได้และเข้าใจสาสนาเป็นอย่างดี ทันพบปะกับเศาะหาบะฮ์จำนวนมากร่วม  50  ท่าน เขาทำอัจญ์ประมาณ 40 ครั้ง สิ้นชีวิต ในปี ฮ.ศ.106 ณ เมืองมักกะฮฺ, 
(แต่ปีที่ท่านสิ้นชีวิตยังมีความขัดแย้งกัน ดังนี้
ท่านอิบนุ สะอฺด์ (สะอัด) กล่าวว่า ..  ท่านฏอวูสสิ้นชีวิตเมื่อปี ฮ.ศ. 90 กว่าๆ …
ท่านอิบนุหิบบานกล่าวว่า ..  ท่านฏอวูสสิ้นชีวิตปี ฮ.ศ.  101
ท่านอิบนุเชาศับ (إبن شوذب) กล่าวว่า .ฉันไปร่วมในพิธีศพของท่านฏอวูสที่มักกะฮ์เมื่อปี ฮ.ศ.  100
ท่านอัมรฺ บิน อะลีย์ และบางคนกล่าวว่า  ท่านฏอวูสสิ้นชีวิตปี ฮ.ศ.  106
ท่านอัล-ฮัยษัม บิน อะดีย์กล่าวว่า  ท่านฏอวูสสิ้นชีวิตเมื่อเกือบๆ ฮ.ศ. 110
(โปรดดูหนังสือ  “อัล-หาวีย์ ลิล ฟะตาวีย์”  ของท่านอัซ-สะยูฏีย์  เล่มที่ 2  หน้า  317,   และหนังสือ  “ตะฮ์ซีบุต ตะฮ์ซีบ”  ของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์  เล่มที่  5  หน้า  9))
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
.-หะดิษข้างต้นเป็นหะดิษมักฏูอฺ หะดิษมักฏูอฺหมายถึง “หะดิษที่อ้างถึงตาบิอีย์ หรือตาบิอิตตาบิอีย์(บุคคลที่ท่านตาบิอีย์ แต่ไม่ทันเศาะหาบะฮฺ) และบุคคลอื่นจากเขา (คืออื่นจากตาบิอิตตาบิอีย์) ระบุเป็นคำพูดหรือการกระทำ”(หนังสือ “ตัยสีรฺ มุศเฏาะละหิล หะดิษ” หน้า 133)

ส่วนหุกุมของหะดิษมักฏูฮฺ คือ หะดิษมักฏูอฺไม่อนุญาตให้นำมาเป็นหลักฐานอ้างอิงในด้านบทบัญญัติทางศาสนา ถึงแม้ว่าการกล่าวอ้างหะดิษถึงผู้พูดจะถูกต้องก็ตาม เพราะถือว่าเป็นคำพูด หรือการกระทำของมุสลิมคนหนึ่งจากบรรดามุสลิมทั้งหลายเท่านั้น (หนังสือ “ตัยสีรฺ มุศเฏาะละหิล หะดิษ” หน้า 134)

ท่านอิหม่ามนะวะวีย์  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  “อัล-มัจญมั๊วะอฺ”  เล่มที่  1  หน้า  60   และในหนังสือ  “ชัรฺหุ มุสลิม”  เล่มที่  1  หน้า  31  ว่า …
قَالَ الْغَزَالِىُّ  :  وَأَمَّا قَوْلُ التَّابِعِىِّ  :  كَانُوْا يَفْعَلُوْنَ ..  فَلاَ يَدُلُّ عَلَى فِعْلِ جَمِيْعِ اْلاُمَّةِ،  بَلْعَلَى الْبَعْضِ  فَلاَ حُجَّةَ فِيْهِ ….
“ท่านอัล-ฆอซาลีย์กล่าวว่า   อนึ่ง คำพูดของตาบิอีนที่ว่า   “พวกเขา (เศาะหาบะฮ์) กระทำกัน (อย่างนั้นๆ)” ..   คำพูดนี้ไม่ได้แสดงว่า เป็นการกระทำของเศาะหาบะฮ์ทั้งหมด  ทว่า,  มันเป็นเพียงการกระทำของเศาะหาบะฮ์บางท่านเท่านั้น  ดังนั้น ในคำพูดดังกล่าวจึงไม่ใช่เป็นหลักฐานใดๆทั้งสิ้น ……..” 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

-หะดิษของท่านฏอวุสยังมีการโต้แย้งอยู่ว่ามีสายสืบที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะท่านสุฟยาน เป็นชาวกุฟะฮฺ เกิดในปี ฮ.ศ.97 ส่วนท่านฏอวุสผู้รายงาน เป็นชาวเยเมน เสียชีวิต ปี ฮ.ศ.106 ตามทัศนะที่มีน้ำหนักและถูกต้องดังคำยืนยันของอัซซะฮะบีและอัลหาฟิซอิบนุหะญัร โอกาสที่สุฟยานจะพบเจอกับฏอวูสนั้นอยู่ในช่วงอายุเพียง 9  ปีเป็นอย่างมากเท่านั้น และท่านฏอวูสผู้รายงานเป็นชาวเยเมน ในขณะที่สุฟยานผู้รับรายงานเป็นชาวกูฟะฮฺ (เมืองหนึ่งในประเทศอีรัก) ซึ่งท่านอบูนุอิม และท่านอื่น ๆ ต่างระบุว่าสุฟยานเริ่มเดินทางออกจากเมืองกูฟะฮฺเมื่อปี ฮ.ศ.150 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ฏอวูสได้เสียชีวิตไปแล้วถึง 40 กว่าปี สายรายงานของท่านซุฟยานนี้  ก็ไม่มีสายรายงานมาสนับสนุนในการยืนยันว่า  ถ้อยคำที่ชี้ถึงการได้ยินหะดิษนี้ของท่านซุฟยานจากท่านฏอวูส ซึ่งคำอ้างของอิมามสะยูฏีเป็นเพียงการคาดคะเนเท่านั้น
 ท่านอัซ-สะยูฏีย์  จึงกล่าวยอมรับในหนังสือ  “อัล-หาวีย์ ลิล ฟะตาวีย์”  เล่มที่  2  หน้า  317  ว่า …
أَنَّ أَكْثَرَرِوَايَتِهِ عَنْهُ  بِوَاسِطَةٍ
“ที่จริง  รายงานของท่านซุฟยาน อัษ-เษารีย์จากท่านฏอวูส  ที่มากที่สุดก็คือ จะต้องผ่าน “สื่อกลาง” จากผู้อื่นอีกทีหนึ่ง
จากการบันทึกประวัติท่านซุฟยาน อัษ-เษารีย์ ของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ในหนังสือ “อัต-ตะฮ์ซีบ” เล่มที่ 4 หน้า 99,.. และท่านอัษ-ษะฮะบีย์ในหนังสือ  “ซิยัรฺ อะอฺลามินนุบะลาอ์”  เล่มที่  7  หน้า  175-177  ซึ่งได้ตีแผ่รายนาม “شُيُوْخٌ” คือ  “ครู”  หรือผู้ที่ถ่ายทอดหะดีษให้แก่ท่านซุฟยาน อัษ-เษารีย์เป็นจำนวนหลายร้อยคนนั้น   ไม่ปรากฏมีชื่อของท่านฏอวูส บินกัยซานว่าเป็น “ครู” ของท่านซุฟยานรวมอยู่ด้วยเลย
ในทำนองเดียวกัน  ในการบันทึกประวัติของท่านฏอวูส บิน กัยซาน ในหนังสือ  “อัต-ตะฮ์ซีบ”  เล่มที่  5  หน้า  9 . ท่านอิบนุหะญัรฺได้ระบุรายนาม  “تَلاَ مِيْذُ”  หรือศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดหะดีษจากท่านฏอวูส เป็นจำนวนมากมายหลายสิบคน   แต่ในจำนวนบุคคลดังกล่าวนี้  ก็ไม่ปรากฏมีชื่อของท่านซุฟยาน อัษ-เษารีย์ ว่า  เป็นศิษย์ที่ได้รายงานหะดีษมาจากท่านฏอวูสเลยเช่นเดียวกัน
นี่จึงเป็นหลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งว่า  ท่านซูฟยาน อัษ-เษารีย์  ไม่เคยได้รับฟังหะดีษบทใดมาจากท่านฏอวูส บิน กัยซานโดยตรง

ในส่วนของท่านซุฟยาน อัษ-เษารีย์  แม้ว่า ท่านจะได้รับความเชื่อถืออย่างสูงส่งขนาดไหนก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงก็คือ  มี  “บ่อยครั้ง”  ที่ท่านรายงานหะดีษในลักษณะ “มั่วนิ่ม” หรือตัดลีซ, และ  “บางครั้ง”   การ  “ตัดลีซ” ของท่าน ก็ยังเป็นการ  “อำพราง”  นามผู้รายงานหะดีษให้แก่ท่าน ที่เป็นคนที่ขาดความเชื่อถือ โดยการระบุนามผู้ที่เชื่อถือได้แทน    ดังคำกล่าวของท่าน มิซฟิรฺ บิน ฆ็อรฺมิลลาฮ์ ในหนังสือ  “อัต-ตัดลีซ ฟิล หะดีษ”  หน้า  266
“ซึ่งหะดีษเรื่องการที่เศาะหาบะฮ์บริจาคอาหารแทนผู้ตายในเจ็ดวันข้างต้น  ผมมั่นใจว่า  น่าจะจัดอยู่ในกรณีนี้”  คือ ท่านซุฟยาน อัษ-เษารีย์อาจได้รับฟังหะดีษนี้จากผู้รายงานคนใดคนหนึ่ง (ซึ่งไม่รู้ว่าจะเชื่อถือได้หรือไม่)  แต่ท่านก็มิได้ระบุนามของบุคคลผู้นั้นในสายรายงาน ทว่า ท่านกลับกล่าวว่า .. قَالَ طَاوُوْسٌ .. คือ “ท่านฏอวูสกล่าวว่า …..”  อันเป็นคำพูดที่คลุมเครือ  เพราะไม่ได้ระบุให้ชัดเจนว่า ท่านฏอวูสกล่าวกับท่านเองหรือกล่าวกับใคร? … ซึ่งการรายงานในลักษณะนี้ ถือว่า เป็นการรายงานในลักษณะตัดลิซหรือแสร้งมั่วนิ่ม  ตามหลักวิชาการ  หะดีษบทนี้ เป็นหะดีษเฎาะอีฟเพราะสายรายงานขาดตอน ระหว่างท่านฎอวูสกับท่านซุฟยาน  จึงนำมาอ้างเป็นหลักฐานไม่ได้


 !!แต่ฝ่ายที่สนับสนุนให้กินบุญบ้านคนตาย อ้าว่า การเสียชีวิตของท่านฏอวูส  บางรายงานว่าปีเสียชีวิต เป็นปี ฮ.ศ. 106  บ้างก็รายงานว่าเสียชีวิต ปี ฮ.ศ.113  ขึ้นไปจนถึงปีฮ.ศ. 120 ฝ่ายนี้จึงยึดทัศนะปีเสียชีวิต 113 - 120 ของ ฮ.ศ.  เพื่อให้ท่านซุฟยาน อายุ 16 - 23  และถึงแม้ท่านฏอวุสเสียชีวิต ปี ฮ.ศ.97 ซึ่งขณะนั้นท่านสุฟยาน อายุเพียง 9 ขวบก็ตาม เด็ก 9 ขวบ ก็รับหะดิษได้แล้ว แม้เด็กอายุ 5 ขวบก็สามารถได้ยินหะดิษได้  เพราะอายุ 5 ขวบนั้น ถือว่ารู้เดียงสาแล้ว และยืนยันว่า ในการที่จะมีโอกาสพบท่านฏอวูส ท่านซุฟยานกับท่านฏอวูส  มีสิทธิ์ที่จะได้เจอกัน   เพราะไม่มีหลักฐานใดมายืนยันว่าทั้งสองเป็นไปไม่ได้ที่จะได้เจอ  ทั้งสองก็อยู่ในสมัยเดียวกัน แม้เมืองกูฟะฮ์จะห่างกับเมืองเยเมนมากก็ตาม 


>>>แต่ถึงแม้ว่าฝ่ายที่ว่าหะดิษของท่านฏอวุสมรสายสืบที่ถูกต้อง แต่เนื้อหาของหะดิษนั้นขัดกับหะดิษที่เศาะเฮียะฮฺ ดังนี้

ท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ กล่าวว่า “เมื่อผู้ตาย(มัยยิต) ถูกฝัง มะลักสองท่านมายังเขา ทั้งสองผิวดำ ดวงตาของเขาทั้งสองสีน้ำเงิน ชื่อบุคคลหนึ่งจากทั้งสองคือ มุงกัรฺ อีกท่านหนึ่งชื่อนะกีรฺ ทั้งสองกล่าวแก่ผู้ตายว่า “ท่านจะกล่าวอย่างไรกับชายคนหนึ่ง(ที่ชื่อมุหัมมัด) ผู้ตายกล่าวตอบว่า “เขาคือบ่าวของพระองค์อัลลอฮ์ และเป็นศาสนทูตของพระองค์ ฉันขอปฏิญาณ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรได้รับการเคารพภัคดี นอกจากพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น และขอปฏิญาณตนว่ามุหัมมัดเป็นบ่าวและเป็นศาสนทูตของพระองค์ มะลักทั้งสองกล่าวว่า ฉันรู้แล้วว่าท่านจะต้องกล่าวเช่นนี้ จากนั้นหลุมศพของเขาก็ขยายกว้างถึงเจ็ดสิบศอก และยาวเจ็ดสิบศอก และยังมีรัศมีอยู่ในหลุมศพของเขา แล้วมีเสียงกล่าวแก่ผู้ตายว่า ท่านจงนอนเถิด ผู้ตายตอบว่า ฉันต้องการกลับไปยังครอบครัวของฉันเพื่อที่จะบอกข่าวดีให้แก่พวกท่าน (ว่าอยู่ในกุบูรฺมีความสุขสบาย ไม่ถูกลงโทษ) มะลักทั้งสองกล่าวว่า  ท่านจงนอนหลับเฉกเช่นการนอนหลับ(ของเจ้าบ่าวเจ้าสาว) ในคืนแรกเถิด ซึ่งจะไม่มีผู้ใดปลุกเขา นอกจากบุคคลที่เป็นที่รักยิ่งสำหรับครอบครัวของเขา (เป็นการเปรียบเทียบถึงความสุขที่เกิดขึ้นในคืนแรก) จนกระทั้งพระองค์อัลลอฮฺให้เขาฟื้นขึ้นจากที่นอนของเขา(หมายถึงวันกิยามะฮฺ) ส่วนผู้ตายเป็นมุนาฟิก เขาจะกล่าวว่า ฉันได้ยินผู้ศรัทธากล่าวอย่างนั้น แนก็กล่าวเช่นนั้นด้วย (ได้ยินผู้ศรัทธากล่าวว่า มุหัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ ฉันก็กล่าวเช่นนั้นด้วย) ที่จริงแนไม่รู้ มะลักทั้งสองกล่าวว่า ฉันนึกแล้วว่าท่านต้องกล่าวเช่นนี้ จากนั้นจึงมีเสียงกล่าวแก่แผ่นดินว่า เจาจงบีบรัดเขาเถิด และแผ่นดินก็รัดเขาจนกระทั้งซี่โครงประสานกัน และเขายังคงถูกลงโทษเช่นนั้นในกุบูรฺจนกระทั้ง พระองค์อัลลอฮฺทรงทำให้เขาฟื้นขึ้นจากที่นอนของเขา (หมายถึงวันกิยามะฮฺ)”
(บันทึกโดยติรฺมิซีย์ หะดิษเลขที่ 1081) และอิบนุ หิบบาน หะดิษเลขที่ 117)

หะดิษข้างต้นท่านรสูล กล่าวว่า ภายหลังการสอบสวนเสร็จแล้ว หากตอบคำถามของมลาอิกะฮฺได้ กุบูรฺของเขาจะกว้างและยาว 70 ศอก อีกทั้งยังมีรัสมีในกุบูรฺของเขา และคงสภาพนั้นจนกระทั้งวันกิยามะฮฺ และหากผู้ตายไม่สามารถตอบคำถามได้ในกุบูรฺได้ แผ่นดินจะบีบรัดจนซี่โครงประสานกัน และคงสภาพนั้นตราบจนวันกิยามะฮฺ ส่วนท่านฏอวุสกล่าวว่า ผู้ตายจะถูกลงโทษในช่วง 7 วันเท่านั้น ไม่ใช่ถูกลงโทษจนกระทั้งวันกิยามะฮฺ ซึ่งไม่ตรงกับหะดิษที่ท่านรสูลกล่าวเอาไว้

และจากหะดิษข้างต้น ยังกล่าวถึงหลักความเชื่อของมุสลิมที่ว่า วิญญาณของผู้ตายจะไม่สามารถกลับมายังบ้านของเขาโดยเด็ดขาด ดั่งสำนวนหะดิษที่ว่า “แล้วมีเสียงกล่าวแก่ผู้ตายว่า ท่านจงนอนเถิด ผู้ตายตอบว่า ฉันต้องการกลับไปยังครอบครัวของฉันเพื่อที่จะบอกข่าวดีให้แก่พวกท่าน (ว่าอยู่ในกุบูรฺมีความสุขสบาย ไม่ถูกลงโทษ) มะลักทั้งสองกล่าวว่า  ท่านจงนอนหลับเฉกเช่นการนอนหลับ(ของเจ้าบ่าวเจ้าสาว) ในคืนแรกเถิด”
ส่วนกรณีที่มีมีกล่าวว่าอ้างว่า “ดวงวิญาณของผู้ตาย จะมาเยือนบ้านของเขาในคืนวันศุกร์ มาดูครอบครัวของเขา หากว่าคนในครอบครัวของเขาทำความดี ดวงวิญาญาณก็จะขอดุอาอ์และดีใจ แต่หากครอบครัวของเขาทำชั้ว เขาก็ขอดุอาอ์ให้ร้าย และจะมีความเศร้าโศกเสียใจ เพราะฉะนั้นที่ดีแล้วควรให้อาหารแทนผู้ล่วงลับ(ทำบุญ) หรือทำเศาะดะเกาะฮฺให้ในคืนวันศุกร์ที่บ้านผู้ตาย”
(หนังสือ “ปัยหาขัดแย้งทางศาสนา เล่ม 1 หน้า 24)
จึงเป็นคำกล่าวอ้างที่ขัดแย้งกับหะดิษของท่านรสูลอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งไม่มีข้อมูลแห่งความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

.-ท่านรสูล กล่าวว่า ส่งเสริมให้เพื่อนบ้านหรือญาติใกล้ชิดปรุงอาหารไปให้ครอบครัวของผู้ตาย เพราะพวกเขากำลังเศร้าโศกเสียใจ
จากท่านญะอฺฟัรฺ บุตรของคอลิด จากพ่อของเขา จากท่านอับดุลลอฮฺ บุตรของยะอฺฟัรฺ(เกิดที่ดินแดนหะบะชะฮฺ สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. ที่ 80) เล่าว่า เมื่อข่าวการสิ้นชีวิตของท่านญะอฺฟัรฺรู้ถึงท่านรสูลุลลอฮ์ ท่านรสูล กล่าวว่า “พวกท่านจงทำอาหารให้แก่ครอบครัวของญะอฺฟัรเถิด เพราะสิ่งที่ทำให้เกิดความยุ่งยาก (หมายถึงความเศร้าโศกเสียใจ) มาประสบกับพวกเขา”
(บันทึกโดยอบูดาวูด หะดิษเลขที่ 3130 บทว่าด้วยการทำอาหารให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย , ติรฺมีซีย์ หะดิษเลขที่ 998 บทว่าด้วยการทำอาหารให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย , อิบนุ มาญะฮฺ หะดิษเลขที่ 1610 บทว่าด้วยการทำอาหารให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย , หากิม หะดิษเลขที่ 1377 บทว่าด้วยญะนาวะฮฺ , อะหฺมัด หะดิษเลขที่ 1754 อบูยะอฺลา หะดิษเลขที่ 6801 อับดุรฺเราะซาก หะดิษเลขที่ 6670 บทว่าด้วยการทำอาหารให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย บัยหะกีย์ หะดิษเลขที่ 7197 บทว่าด้วยการจัดเตรียมอาหารอาหารให้แก่ครอบครัวของผู้ตาย และดารุ กุฏนีย์ หะดิษเลขที่ 11 บทว่าด้วยญะนาวะฮฺ)

ส่วนท่านฏอวุสกล่าวว่า พวกเขาชอบที่จะให้แจกจ่ายอาหารภายในเจ็ดวัน ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่สอดคล้องกับสุนนะฮฺของท่านรสูลโดยสิ้นเชิง เพราะท่านรสูลมิได้สั่งใช้ให้แจกจ่ายอาหารแก่ผู้คนทั่วไป แต่ให้ทำอาหารไปให้ เฉพาะครอบครัวของผู้ตายเท่านั้น
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

.-หะดิษของท่านฏอวุสในประโยคที่ว่า “ปรากฏว่าพวกเขาชอบที่จะให้พวกเขาแจกจ่ายอาหารในช่วงเจ็ดวันดังกล่าว” โดยอธิบายคำว่า “พวกเขา” หมายถึง เศาะหะบะฮฺ

ส่วนหะดิษของท่านญะรีรฺ บุตรของอับดุลลอฮฺ อัลบะญะลีย์ กล่าวว่า

كُنَّا نَعُدُّ اْلإِجْتِمَاعَ إِلَى أَهْلِ الْمَيِّتِ  وَصُنْعَةَ الطَّعَامِ بَعْدَ دَفْنِهِ مِنَ النِّيَاحَةِ

 “พวกเราถือว่าการรวมตัวกันยังบ้านผู้ตายและทำอาหาร(ที่บ้านของผู้ตายนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการนิยาหะฮฺ”(นิยาหะฮฺ หมายถึงการแสดงอาการเศร้าโศกเสียใจ เช่นการตีอกชกหัว ฉีกเสื้อผ้า ตีโพยตีพาย ครวญคราง ขีดขวนใบหน้าเสมือนคนขาดสติ ซึ่งเป็นที่ต้องห้ามในอิสลาม){บันทึกหะดิษโดยอิบนุ มาญะฮฺ หะดิษเลขที่ 1612 บทว่าด้วย ห้ามการร่วมชุมนุมกันที่บ้านของผู้ตาย และทำอาหาร(ที่บ้านผู้ตาย) และท่านอะหฺมัด หะดิษเลขที่ 6866)

สำนวนที่ว่า “พวกเรา” คือการลงความเห็นของบรรดาเศาะหะบะฮฺ

>>>นี้คือสิ่งที่ขัดแย้งอย่างเห็นได้ชัดระหว่างหะดิษของท่านฏอวุส ซึ่งอยู่ในฐานะตาบิอีน ซึ่งมีการอธิบายว่า บรรดาเศาะหาบะฮฺชอบให้ทำบุญเลี้ยงเลี้ยงเจ็ดวัน กับหะดิษของท่านญาบิรฺ ซึ่งอยู่ในฐานะเศาะหะบะฮฺกล่าวว่า บรรดาเศาะหาบะฮฺห้ามรับประทานอาหารบ้านผู้ตาย เพราะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการนิยาหะฮฺ หรือห้ามกระทำนั้นเอง
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

.-อิหม่ามอัชชาฟิอีย์ ยังสนับสนุนให้เพื่อนบ้านของผู้ตาย หรือญาติใกล้ชิดของผู้ตายทำอาหารให้แก่ครอบครัวผู้ตาย
อิหม่ามอัชชาฟิอีย์ กล่าวว่า “ฉันชอบให้เพื่อนบ้านของผู้เสียชีวิตหรือผู้เป็นเครือญาติของผู้เสียชีวิตทำอาหารที่ให้ครอบครัวของผู้เสียชีวิตได้อิ่มในวันและค่ำคืนที่เขาเสียชีวิตลง เพราะแท้จริงสิ่งดังกล่าวเป็นซุนนะฮฺและเป็นการรำลึกที่ประเสริฐ และเป็นการปฏิบัติของเหล่าชนแห่งความดีทั้งก่อนและหลังพวกเรา ทั้งนี้เพราะเมื่อมีข่าวการเสียชีวิตของท่านญะอฺฟัร  มาถึงท่านร่อซู้ล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็กล่าวว่า : "พวกท่านทั้งหลายจงทำอาหารแก่ครอบครัวของญะอฺฟัรเถิด เพราะแท้จริงได้มีเรื่องราวที่ทำให้พวกเขาต้องยุ่ง (สาละวน) มายังพวกเขา"
(บันทึกโดยอบูดาวูด ในบทอัลญะนาอิซฺ (3132), อัตติรมิซียฺ ใน "อัลญะนาอิซฺ" (998) และอิบนุมาญะฮฺ ใน "อัลญะนาอิซฺ" (1610) (จากตำราเมาซูอะฮฺ อัลอิหม่าม อัชชาฟิอีย์ ; อัลกิตาบอัลอุมฺม์ ; ด๊ารฺกุตัยบะฮฺ เล่มที่ 3 หน้า 416-417 หนังสือตุหฺฟะตุล อะหฺวะซีย์ เล่ม 4 หน้า 38 และหนังสือ มิรฺกอตุลมะฟาตีหฺ เล่ม 4 หน้า 223)
!!!สิ่งที่ท่านอิหม่ามอัชชาฟิอีย์ (ร.ฮ.) ระบุว่าเป็นสิ่งที่ท่านชอบให้กระทำเพราะเป็นซุนนะฮฺอันประเสริฐเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าและส่วนใหญ่ในบ้านเราตามทัศนะท่านอิหม่ามชาฟิอีย์จำต้องช่วยกันรณรงค์ฟื้นฟูซุนนะฮฺข้อนี้ซึ่งจวนเจียนจะจางหายไปจากสังคมบ้านเราอยู่รอมร่อ

และท่านอิหม่ามชาฟีอีและท่านอิหม่ามมาลิก ท่านทั้งสองก็มีทรรศนะ ที่ว่า อิบะดะฮ์เกี่ยวกับร่างกายอย่างเดียว เช่น ละหมาด การถือสิลอด และการอ่านอัลกุรฺอาน ผลบุญของอิบาดะฮ์นี้ไม่ถึงผู้ตาย ต่างกับอิบาดะฮ์อื่นๆ เช่นอิบาดะฮ์ ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินอย่างเดียว เช่นซะกาตและการทำวอดาเกาะฮ์ หรืออิบาดะฮ์ที่ผสมกันระหว่างร่างกายกับทรัพย์สิน เช่น ฮัจญ์ ผลบุญของอิบาดะฮ์ประเภทนีจะถึงผู้ตาย(ซึ่งมีหลักฐานหะดิษที่เศาะเฮียะฮ์ยืนยันชัดเจน)

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

.-คำว่า  “นำอาหารไปบริจาค”  กับคำว่า  “เลี้ยงอาหารที่บ้าน”  มี  “วิธีการ และหุก่ม”  ในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องการตาย  แตกต่างกัน,  ซึ่งหลายท่านอาจจะยังไม่ทราบหรือมองข้ามไปก็ได้

กล่าวคือ วิธีแรก    หมายถึง   “การนำอาหารไปบริจาคให้แก่ผู้รับอันเป็นคนยากจน”   วิธีการอย่างนี้ ไม่มีข้อขัดแย้งกันแต่ประการใดว่า  ทายาทของผู้ตาย  สามารถปฏิบัติแทนผู้ตายได้ เพราะมันคือการเศาะดะเกาะฮ์หรือการบริจาค,    จะเศาะดะเกาะฮ์ด้วยเงิน,  สิ่งของ,  อาหาร หรืออะไรก็ได้ . แทนให้แก่ผู้ตาย,    ทั้งนี้ เพราะมีหลักฐานจากหะดีษที่ถูกต้องซึ่งบันทึกโดยท่านบุคอรีย์   หะดีษที่  1388  และท่านมุสลิม  หะดีษที่  51/1004  มายืนยันไว้

ส่วนวิธีที่สอง คือ  “การเลี้ยงอาหารที่บ้านผู้ตาย”  ประเด็นนี้แหละคือ ปัญหาที่นักวิชาการทั้ง 4 มัษฮับเห็นพ้องกันว่า  เป็นบิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจ  แต่ขณะเดียวกัน กลับมีผู้รู้บางท่านกำลังพยายามส่งเสริมให้ชาวบ้านประเภท  “อะวาม”  คือชาวบ้านทั่วๆไป ปฏิบัติกัน
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

สรุป
>>>การทำบุญ 7 วัน 40 วัน และ  100 วัน ให้แก่ผู้ตายนั้นไม่มีรูปแบบฉบับและไม่พบหลักฐานที่เศาะเอียะฮฺ จากท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ว่าจากคำสอน การกระทำ หรือการยอมรับในเรื่องดังกล่าว
 >>>ไม่พบแบบฉบับของท่านอบูบักรฺ ท่านอุมัรฺ ท่านอุสมาน , ท่านอาลี และบรรดาเศาะหะบะฮฺท่านอื่นๆ
 >>>ไม่พบคำสอนหรือทัศนะบรรดาอิหม่ามในมัซฮับต่างๆ และบรรดานักวิชาการท่านอื่นๆ ที่ส่งเสริมให้กระทำเช่นนั้น ยกเว้นท่านอิบนุ กุดามะฮฺ ที่มีทัศนะว่า “ถ้ามีความจำเป็นในเรื่องดังกล่าวก้อนุญาต เพราะบางทีผู้มาร่วมงานศพ มาจากต่างหมู่บ้านหรือสถานที่ไกลๆ และค้างคืน ณ ที่พวกเขา พวกเขาไม่มีทางเลี่ยงนอกจากต้องรับรองเขาในบานะแขก”(หนังสือฟิกฮุสสุนะฮฺ เล่ม 1 หน้า 508)
แม้ว่าท่านท่านอิบนุกุดามะฮฺ จะมีทัศนะดังกล่าว แต่ก็มีเงื่อนไขที่จำเป็นและหลีกหลี่ยงไม่ได้จริงๆ  และขณะจะรับประทานอาหารที่บ้านผู้ตาย ต้องไม่มีพิธีกรรมอันประกอบไปด้วยการอ่านและขอดุอาอ์ อย่างที่พบเห็นกันในปัจจุบันแต่อย่างใด

والله أعلم