อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมอิสลาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อารยธรรมอิสลาม แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อัลอิดรีซีย์ ได้กล่าวถึงลักษณะโลกสัณฐานกลม



มุฮำมัด อิบนุ อับดิลลาฮฺ อิบนิ อิดรีส (หลานของอิดรีสที่ 2 อัลฮะมะดีย์ เจ้าชายแห่งนครมะละกา-สเปน) อัชชะรีฟ อัลอิดรีซีย์ถือกำเนิดในปี ฮ.ศ.493 และเสียชีวิตในปี ฮ.ศ.560 ณ เมืองซิบตะฮฺ   อัลอิดรีซี่ย์ ได้ย้ายสู่นครกุรฏุบะฮฺ (คอร์โดบาฮฺ) ในแคว้นอันดะลุส (เอ็นดะลูเซีย) ซึ่งในเวลานั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอัลมุ่รอบิฏีน ซึ่งกินอาณาเขตนับแต่สเปนและแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ อัลอิดรีซีย์ ได้ศึกษาในนครกุรฏุบะฮฺ (คอร์โดบาฮฺ) เขาให้ความสนใจเป็นการเฉพาะต่อวิชาภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา

กษัตริย์โรเจอร์ ที่ 2 ซึ่งเป็นกษัตริย์นอร์แมนที่ปกครองซิซีเลีย (ซิกิลลี่ยะฮฺ) ต่อจากชาวมุสลิมได้เชื้อเชิญอัลอิดรีซี่ย์สู่นครพาร์โลโม่ ราชธานีแห่งซิซิเลีย ซึ่งวิทยาการอิสลามยังคงรุ่งโรจน์อยู่ในเกาะดังกล่าว

 

อัลอิดรีซีย์ มีพรสวรรค์ในการดึงดูดผู้คนให้ความนิยมชมชอบเขาถึงขั้นที่ว่า บรรดาผู้ห้อมล้อมกษัตริย์โรเจอร์ที่ 2 แห่งซิซิเลีย ที่เป็นชาวคริสเตียนฝังหัวนั้น กล่าวหาว่ากษัตริย์โรเจอร์เข้ารับในศาสนาอิสลาม อันมีสาเหตุมาจากการที่เขาได้ให้เกียรติอย่างมากต่อ อัชชะรีฟ อัลอิดรีซีย์และความหลงใหลของกษัตริย์โรเจอร์ต่อวิทยาการอิสลามถึงแม้ว่าเขาจะถือในศาสนาคริสต์ก็ตาม


กษัตริย์โรเจอร์ที่ 2 แห่งซิซิเลียได้พระราชทานทรัพย์สินอันมากมายแก่อัลอิดรีซีย์ เพื่อแลกกับการที่อัลอิดรีซี่ย์จะแต่งตำราภูมิศาสตร์ที่มีเนื้อหาครอบคลุมถวายแก่พระองค์ อัลอิดรีซีย์ได้ทำตามประสงค์ของกษัตริย์โรเจอร์ด้วยการแต่งตำราอันเลื่องชื่อของเขาที่มีนามว่า “นุซฮะตุ้ลมุชต๊าก ฟิคติรอกิลอาฟ๊าก” ซึ่งอัลอิดริซีย์ได้อาศัยข้อมูลในการแต่งตำราเล่มนี้ด้วยการตั้งข้อสังเกตและสมมติฐานซึ่งประจักษ์ชัดทางวิชาการทั้งในด้านภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา นอกจากนี้อัลอิดรีซีย์ยังได้ทำแผนที่โลกใบนี้บนรูปโลกทรงกลมที่ทำจากแผ่นเงิน


อัชชะรีฟ อัลอิดรีซีย์ มีความโด่งดังด้วยความรู้อันมากมายและข้อมูลที่ละเอียดอ่อนในวิชาภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา นั่นเป็นผลมาจากการศึกษาอันยาวนานและการเดินทางท่องโลกอยู่ตลอดเวลาของเขา อัลอิดรีซีย์ได้ท่องท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งตะวันออกและตะวันตกของท้องทะเลแห่งนี้ เขานำเสนอการเดินทางของเขาซึ่งโดดเด่นด้วยข้อมูลที่รอบด้าน อาทิเช่น การกำหนดต้นกำเนิดของแม่น้ำไนล์และชนิดของสัตว์ที่เขาได้พบตามลำน้ำไนล์ตลอดจนพื้นที่เขตปริมณฑลรายล้อม และเขาได้กำหนดขอบเขตของทะเลสาบในเขตศูนย์สูตร ซึ่งนักวิชาการยุโรปประสบความล้มเหลวในเรื่องนี้

 

อัลอิดรีซีย์ ได้ให้ความสนใจในการเดินทางเยือนดินแดนต่างๆ ด้วยการพรรณนาถึงสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ ขนบธรรมเนียมประเพณีและเครื่องแต่งกายของผู้คนในดินแดนเหล่านั้น


อัลอิดรีซีย์ได้เล่าถึงเรื่องราวอันน่าทึ่งของบรรดาเด็กหนุ่มผู้รักการผจญภัย อันเป็นเรื่องราวการผจญภัยและการค้นพบทางทะเลที่บรรดาเด็กหนุ่มชาวมุสลิมจากแคว้นอันดะลุส (เอ็นดะลูเซีย) ได้ออกเดินทางจากนครลิสบอน (ลิชบูนะฮฺ) –เมืองหลวงของโปรตุเกสในปัจจุบัน-  ในเรือลำหนึ่งที่บรรจุเสบียงและน้ำจืดจำนวนมากที่พอเพียงสำหรับระยะเวลาหลายเดือน พวกเขาได้ล่องเรือสู่ท้องทะเลแห่งความมืดมน (มหาสมุทรแอตแลนติก) เป็นเวลาแรมเดือน ในภายหลังพวกเขาได้ล่องเรือมาถึงเกาะแห่งหนึ่ง ที่ชาวเกาะมีรูปร่างสูงใหญ่ ผู้หญิงชาวเกาะมีความงดงามจนน่าหลงใหล ซึ่งนักวิชาการเห็นพ้องกันว่า นั่นคือ หมู่เกาะอัลคอลิดาตฺ ที่ชาวตะวันตกรู้จักกันในชื่อ หมู่เกาะคินารี่ย์ ในขณะที่นักวิชาการอีกเป็นจำนวนมากมีความเห็นว่า หมู่เกาะดังกล่าวอยู่ในทะเลแคริบเบียน ซึ่งนั่นย่อมแสดงว่า ชาวอาหรับคือกลุ่มชนแรกที่ค้นพบทวีปอเมริกา


หลังจากผ่านพ้นเวลามาได้หลายวัน ผู้นำของกลุ่มเด็กหนุ่มเหล่านี้ได้พาเรือกลับสู่ “อัซฟา” ซึ่งเป็นเมืองท่าของดินแดนตะวันตกไกล


ในตำรา “นุซฮะตุ้ลมุชต๊ากฯ” อัลอิดรีซีย์ได้ระบุถึงแร่ธาตุต่างๆ และสถานที่ที่มีแร่ธาตุแต่ละชนิด เขาได้พูดถึงธรรมชาติทางธรณีวิทยาในตำรา “อันซา อัลมินฮัจญ์ ว่าเราฎ่อตุ้ลฟ่ารอจญ์” ถึงเรื่องราวของภูเขา แม่น้ำ และแร่ธาตุต่างๆ อีกด้วย

 

อัลอิดรีซีย์ได้กล่าวถึงทฤษฎีว่าด้วยแรงดึงดูดของโลกและโลกมีสัณฐานกลม (โลกกลม) ในตำรา “นุซฮะตุ้ลมุชต๊ากฯ” ว่า :  แท้จริงโลกนั้นกลมเหมือนความกลมของลูกบอลล์ และผืนน้ำนั้นยึดติดกับโลกที่กลมนั้น และอยู่นิ่งตามธรรมชาติ ไม่แยกออกจากโลก พื้นโลกและน้ำนั้นทั้งมั่นคงอยู่ภายในทรงกลมเหมือนกับไข่แดงที่อยู่ภายในไข่ และตำแหน่งของน้ำและผืนแผ่นดินนั้นอยู่ตรงกลาง มีลมเอื่อยๆ (ชั้นบรรยากาศ) ห้อมล้อมโลกเอาไว้ทุกด้าน ซึ่งมันจะดึงดูดโลกสู่ด้านของการโคจร นั่นเป็นเพราะการโคจรของมันเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจะอยู่บนพื้นผิวโลก และโลกได้ดึงดูดสิ่งที่มีน้ำหนักในเรือนร่างของสิ่งมีชีวิตเอาไว้ เหมือนอย่างแม่เหล็กที่จะดูดเหล็กเข้าไปหามัน”


ความจริงแล้ว อัลอิดรีซีย์ยังมีความชำนาญในสาขาวิชาอื่นอีก เช่น บทกวี, การแพทย์, เภสัชกรรมและศาสตร์ว่าด้วยพันธุ์พืช เป็นต้น

อัลอิดรีซีย์ได้กล่าวถึงลักษณะโดยสรุปของโลก โดยให้ภาพลักษณ์ของโลกว่ามีสัณฐานกลม ความยาวของเส้นรอบวงนั้นวัดได้ 22,900 ไมล์ เท่ากับ 40,068 กิโลเมตร ในส่วนตำรา “นุซฮะตุ้ลมุชต๊ากฯ” ของอัลอิดรีซีย์นั้นได้รวบรวมแผนที่เอาไว้มากกว่า 40 ชิ้น ซึ่งชาวตะวันตกได้แปลตำราเล่มนี้ออกเป็นภาษาละตินในช่วงแรกๆ และเป็นตำราเล่มแรกๆ ที่ถูกตีพิมพ์ อัลอิดรีซีย์คือบุคคลที่กล่าวว่า โลกกลมและวาดพื้นที่โลกตามข้อเท็จจริงนี้ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า การวาดรูปพื้นที่โลกบนพื้นผิวรูปโลกทรงกลมจะมีหลักการและวิธีการแตกต่างจากการวาดภาพบนพื้นผิวที่แบนราบ อัลอิดรีซีย์จึงเป็นบุคคลแรกที่กำหนดวางพื้นฐานของวิธีการวาดภาพบนพื้นผิวรูปทรงกลม



.........................................................................
อาลี เสือสมิง อัสสิยามีย์ :: งานเขียน : นักปราชญ์ในสายธารอารยธรรมอิสลาม



ชาวยุโรปเคยอาศัยประโยชน์ความรู้ของชาวอาหรับในเรื่องภูมิศาสตร์



ชาวอยุโรปได้อาศัยประโยชน์จากองค์ความรู้ของชาวอาหรับที่มีบันทึกอยู่ในตำราภูมิศาสตร์และบันทึกการเดินทางของเดินเดินทางชาวอาหรับ 

ยุโรปไม่เคยรู้จักภูมิศาสตร์ของดินแดนส่วนในของทวีปแอฟริกานอกจากอาศัยตำราและแผนที่ของชาวอาหรับที่ยังคงเป็นแหล่งอ้างอิงแห่งเดียวเกี่ยวกับดินแดนของแอฟริกา จนกระทั่งถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19

ทฤษฎีที่ว่าโลกมีสัณฐานกลมไม่เป็นที่ยอมรับในหมู่ชาวยุโรป ขนาดที่นักภูมิศาสตร์ชาวมุสลิมได้รวบรวมองค์ความรู้และมีความสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในเรื่องนี้มานมนานแล้ว 

และนั่นย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสมีความคิดที่ว่า ทางด้านทิศตะวันตก (มหาสมุทรแอตแลนติก) อาจจะเป็นเส้นทางที่นำให้เขาไปถึงอินเดีย และทำให้เขาค้นพบโลกใหม่ (ทวีปอเมริกา) ในที่สุด

 และผู้ที่มีส่วนอย่างสำคัญในเรื่องนี้ก็คือ อัช-ชะรีฟ อัล-อิรีสียฺ ซึ่งชาวยุโรปได้รับข้อมูลที่ละเอียดเกี่ยวกับอินเดีย, จีน และดินแดนในแอฟริกาเหนือจากตำรา “นุซฮะตุลมุชต๊ากฯ” ของอัช-ชะรีฟ อัล-อิดริสียฺ 

ในสมัยของกษัตริย์โรเจอร์ที่ 2 แห่งนครพอเลอร์โม่ อัช-ชะรีฟ อัล-อิรีสียฺ ได้สร้างรูปโลกที่เป็นทรงกลมทำจากโลหะเงิน เพื่ออธิบายถึงแคว้นทั้ง 7 ถวายแก่พระองค์ 

ตำราภูมิศาสตร์ของ อัล-อิดริสียฺ เป็นตำราภูมิศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในช่วงยุคกลาง 

ในหน้าแรกของตำราเล่มนี้ อัล-อิดริสียฺ ระบุอย่างชัดเจนว่า “โลกนั้นมีสัณฐานกลม”

 ตำราภูมิศาสตร์เล่มนี้ถูกตีพิมพ์ในกรุงโรมปี ค.ศ.1592 เป็นภาษาอาหรับที่ถูกคัดลอกมาส่วนหนึ่ง ต่อมาก็ถูกแปลเป็นภาษาละติ ในปี ค.ศ.1619 ซึ่งทำให้องค์ความรู้ในวิชาภูมิศาสตร์มีการพัฒนาอย่างแพร่หลายในยุโรป



ความล่าหลังของอังกฤษท่ามกลางความเจริญของอาหรับ



นักแปลอังกฤษ นักแปลที่โด่งดังชาวอังกฤษ ชื่อ เอเดลลาร์ด อัล-บาธียฺ (Adelard of Bath) เคยศึกษาวิทยาการของชาวอาหรับในซิซิลีเป็นครั้งแรก เขาเดินทางแสวงหาความรู้ไปทั่วเกาะซิซิลี และจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าสู่แคว้นชาม(ซีเรีย) เพื่อศึกษาสรรพวิทยาของชาวอาหรับ เมื่อเดินทางกลับสู่เกาะอังกฤษ หลังจากที่เขาจากอังกฤษมาราว 20 ปี เขาก็พบว่าอังกฤษในเวลานั้นยังคงล้าหลังและห่างไกลความเจริญของชาวอาหรับเป็นอันมาก

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

กฎการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ชาวมุสลิมค้นพบ


เรื่องที่อ้างกันว่า กฎของการเคลื่อนที่ในวิชากลศาสตร์เป็นผลงานการคิดค้นของไอแซค นิวตัน (Newton) นักปรชญ์ชาวอังกฤษ (ค.ศ.1642-1727) แต่ข้อเท็จจริงค้านกับคำกล่าวอ้างนั้นโดยสิ้นเชิง เพราะบรรดานักปราชญ์อาหรับและมุสลิมรู้ถึงกฎดังกล่าวก่อนหน้าไอแซคนิวตัน เป็นเวลาหลายร้อยปี นับแต่ยุคทองของอารยธรรมอิสลามในยุคกลาง


กฎการเคลื่อนที่ของวัตถุ ข้อที่ 1 อิบนุ สีนา( ابن سينا) (ฮ.ศ.371-428) เป็นผู้ค้นพบโดยระบุไว้ในตำราของเขาที่ชื่อ "อัล-อิชารอตฺ วัต-ตัมบีฮาตฺ" ว่า
"แท้จริงท่านย่อมรู้ดีว่าวัตถุนั้นเมื่อคุณสมบัติเฉพาะของมันเป็นไปโดยปกติ และไม่มีการส่งผลที่ผิดปกติจากภายนอกที่เกิดขึ้นกับมัน วัตถุนั้นก็ย่อมจำเป็นต้องมีที่เฉพาะและรูปทรงเฉพาะ ดังนั้นคุณสมบัติเฉพาะของวัตถุนั้นก็ย่อมจำเป็นจุดเริ่มต้นที่ตอบรับผลดังกล่าว"

ส่วนนิวตัน กล่าวถึงกฎข้อที่ 1 นี้ว่า "วัตถุนั้นจะคงอยู่ในสภาพที่หยุดนิ่ง(ไม่เคลื่อนไหว) หรืออยู่ในสภาพที่มีมีะระเบียบในเส้นตรงตราบใดที่ไม่มีพลัง หรือแรงจากภายนอกมาบังคับให้วัตถุนั้นมีการเปลัี่ยนแปลงสภาพนี้"

เห็นได้ชัดว่าการใช้สำนวนในการอธิบายกฎการเคลื่อนที่ของวัตถุข้อที่ 1 นี้ อิบนุสีนา อธิบายให้เห็นภาพได้ดีกว่านิวตัน

กฎการเคลื่อนที่ของวัตถุข้อที่ 2 นั้น ฮิบะตุลลอฮฺ อิบนุ มิลกา อัล-บัฆดาดียฺ (ฮ.ศ.480-560) กล่าวถึงไว้ในตำราของเขาที่ชื่อ "อัล-มุอฺตะบัรฺ ฟิล หิกมะฮฺ" ว่า
"ทุกการเคลื่อนที่นั้นย่อมอยู่ในเวลาหนึ่งอย่างไม่มีทางเป็นอื่น ดังนั้นแรงหรือพลังที่มีมากที่สุดย่อมทำให้มีการเคลื่อนที่ของวัตถุได้เร็วกว่า และอยู่ในเวลาที่สั้นกว่า... ทุกครั้งที่ความแรงมีพลังมาก ความเร็วย่อมเพิ่มขึ้น และเวลาย่อมสั้นลง ดังนั้นเมื่อแรงของพลังไม่สิ้นสุดลงความเร็วก็จะไม่สิ้นสุดลงด้วย และในกรณ๊ดังกล่าวการเคลื่อนที่จะแปรเปลี่ยนไปโดยแรงมากที่สุดเมื่อไร้เวลา เพราะการถอนเวลาออกไปในความเร็วนั้น คือที่สุดจองความแรง"

ส่วนไอแซค นิวตัน กล่าวถึงกฎข้อที่ 2 นี้ว่า
"แรงที่จำเป็นสำหรับการเคลื่อนที่จะมีความเหมาะสมที่แน่นอนกับแต่ละมวลของวัตถุและความเร็วของมัน สิ่งที่ตามมาก็คือแรงจะถูกวัดได้เช่นเดียวกับผลลัพธ์ที่ได้จากการคูณมวลกับความเร็ว โโยที่ความเร็วจะอยู่ในทิศทางเดียวกับแรงที่กระทำกับวัตถุและอยู่บนเส้นความเอียงของแรงนั้น"
แน่นอนความเห็นของนิวตันในขณะที่เขาวางกฎข้อที่ 2 นี้เป็นสิ่งที่ชัดเจน แต่เราก็สามารถที่จะกล่าวได้ว่า กฎข้อที่ 2 นี้ ทั้งฮิบะตุลลอฮฺ และไอแซค นิวตันมีส่วนในการค้นพบข้อนี้ด้วยกัน

ส่วนในกฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 3 นั้น ฮิบะตุลลอฮฺ อิบนุ มิลกา อัล-บัฆดาดียฺ เป็นผู้คิดค้นเอาไว้ในตำรา "อัล-มุอฺตะบัรฺ ฟิล หิกมะฮฺ" ของเขานั้นเอง

ข้อมูลองค์ความรู้ส่วนใหญ่ที่นักปราชญ์ชาวอาหรับและมุสลิมกล่าวถึงวิชากลศาสตร์นั้นจะปรากฎอยู่ในตำราปรัชญา มิใช่ตำราวิทยาศาสตร์ เพราะนักปราชญ์ชาวอาหรับและมุสลิม ถือว่า ความคิดเกี่ยวกับเวลา สถานที่และการเคลื่อนที่ทั้งหมดเป็นความคิดเชิงปรัชญา