อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชิริก ไสยศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชิริก ไสยศาสตร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ดูขลังดี..!



ข้าวเหนียวเหลืองไก่ปิ้ง เห็นแล้วนึกถึงสมัยเด็กๆ
แถวบ้านผมหรือแม้แต่ที่บ้านผมก็ทำกันแบบนี้
ดูมันเป็นพิธีกรรมของอิสลามที่มันดูขลังดี
ทั้งมีการจุดเทียน บางทีก็มีจุดธูปด้วยแต่เป็นธูปอินเดียดอกเล็กๆ
หรือไม่ก็กำยานแบบอาหรับ
พิธีกรรมแบบนี้พบได้ตั้งแต่แหลมมาลายูไปยันอินโดฯ
และยันกรุงเทพ อยุธยา
มีการบอกลูกหลานว่า เชิญปู่ย่าตามยายที่ล่วงลัดไปแล้ว
ให้มาร่วมเอ็นจอยเป็นเกียรติ์ บางทีอาจรวมไปถึงเจ้าที่เจ้าทาง
ดูไม่ต่างจากศาสนาอื่นๆที่มีความเชื่อและพิธีกรรมคล้ายๆ
กันกับหลายๆศาสนาในไทย ทำแล้วก็รู้สึกสบายใจดี

แล้วก็จะมีการทำพิธี อ่าน คัมภีร์อัลกุรอาน
ตามด้วยบทกวีที่เรียกบัรรันญีที่ท่านบูซีรีนเป็นคนประพันธ์
ที่ว่าด้วยการสรรเสริญท่านศาสดา
หรือนบีมูฮัมหมัดของอิสลามอย่างไพเราะ
จบด้วยการขอพรจากพระเจ้า ให้เป็นศิริมงคล

สมัยก่อนป๋าผมเป็นคนนำในการทำพิธีเหล่านี้ด้วย
จำสูตรลำดับได้ว่าอ่านอะไรก่อนหลัง
มีชุดใหญ่ชุดเล็ก ว่ากันไปตามขนาดของงาน
สั้นๆบ้างยาวบ้างว่าไป

ตอนนั้นป๋าผมเป็นโต๊ะอีหม่ามประจำหมู่บ้าน
ใครก็นับหน้าถือตา เชิญไปทำพิธีบ่อยๆ
บางทีคนต่างศาสนาก็มาเชิญไปทำพิธี
แบบนี้ที่บ้าน เขาสั่งอาหารหรือจ้างคนอิสลาม
มาทำอาหารเลี้ยงมุสลิมเพราะเข้าใจ
ว่ามุสลิมทานอาหารฮาลาลเท่านั้น
เจ้าภาพบอกว่าเจ้าที่ๆบ้านเขาเป็นอิสลาม
เพราะเขาซื้อที่ปลูกบ้าน
จากคนอิสลามดั้งเดิมที่เป็นเจ้าของที่แต่เก่าก่อน
คนต่างศาสนามักจะมีซองให้มุสลิมที่ไปร่วมทำพิธี
ของป๋าผมนี่จะได้เยอะหน่อย ไม่ว่าจะจากเจ้าภาพ
ที่เป็นคนต่างศาสนา(พุทธ)หรือมุสลิมก็ตาม

ป๋าผมไม่เคยหยุดเรียนเลย แม้จะจบแค่ ป.4
ป๋าอ่านได้แปลได้พอประมาณทั้งภาษามาลายู และอาหรับ
และมักจะจ้างอาจารย์พิเศษมาสอนภาษามาลายูเป็นการส่วนตัว
หรือไม่ก็ไปเรียนที่บ้านอาจารย์หรือสำนักที่เปิดสอนศาสนา

แต่ต่อมาป๋าผมเลิกเรื่องแบบนี้ทั้งหมด
และปฏิเสธที่จะทำเรื่องพิธีกรรมแบบนี้
และโต้แย้งว่าการกระทำแบบนี้ขัดต่อหลักการอิสลาม
ตั้งแต่เรื่องการจุดธูปเทียนในพิธี การเชิญวิญญาณ
บรรพบุรุษ ไปจนถึงขั้นตอนพิธีการทำเหล่านี้
เพราะไม่มีแบบอย่างจากท่านศาสดาที่ทำมา
แบบอย่างก็คือ เลี้ยงอาหารเลยโดยไม่มีเงี้อนไข
หากจะทำบุญไม่มีพิธีกรรมใดๆ ส่วนคน
ที่มากินจะขอพรให้หรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
อาจจะขอก่อนทานหรือหลังทานอาหารก็ได้
หรือจะไม่ขอก็ได้

การกระทำเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของอิสลาม
และมันเป็นอุตริกรรมในเรื่องศาสนา
และมันอาจถึงขั้นตกศาสนา เพราะตั้งภาคี
กับพระเจ้า ในกรณีเชื่อว่าวิญญาณ
บรรพบุรุษจะมา ราวกับจะให้ศิริมงคลหรือให้โทษได้
เพราะมุสลิมถือว่าอำนาจทั้งปวงนั้นเป็นสิทธิของพระเจ้าเท่านั้น
ไม่มีภาคีร่วมใดๆ

มีการถกเถียงกันมากมายในร้านกาแฟ
ป๋าผมเริ่มเป็นตัวประหลาดของสังคมมุสลิม
ส่วนใหญ่ในยุคนั้นแถวบ้านเริ่มไม่ค่อยยอมรับป๋าผม
และเรียกป๋าผมว่า "พวกคณะใหม่"

ทุกวันนี้เวลาที่ป๋าพูดถึงเรื่องสิ่งที่เคยทำเหล่านี้
ท่านจะรู้สึกเสียใจ และบอกว่า "ป๋าทำไปตามแบบ
ที่คนเก่าๆทำต่อกันมา และป๋าไม่รู้ว่าถูกผิด
เพียงแต่เห็นว่าดีไม่มีอะไรที่ดูแล้วเสียหาย
แต่มารู้ทีหลังว่าแบบอย่างเหล่านี้
ไม่เคยมีในอิสลามเลยในสมัยท่านนบี"
เสียงป๋าสั่นเครือน้ำตาคลอแทบทุกครั้ง
ที่ป๋านึกถึงเรื่องนี้
และ พูดว่า"อัซตัฆฟิรุลลอฮ์" ขออภัยโทษ
และสำนึกผิดต่อพระเจ้า ด้วยความหวังว่า
อัลลอฮ์จะทรงให้อภัยในสิ่งที่ท่านทำมาในอดีต

cr.posted by musachiza



วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

โต๊ะตะเกี่ย อยุธยา



ถามโดย คนอยุธยา

เนื่องจากผู้ถามได้เขียนเล่าเหตุการณ์ที่ประสบมายาวมาก ทางทีมงานจึงขออนุญาตสรุปเป็นประเด็นและตั้งเป็นคำถามได้ดังนี้

เทศกาลของทุกปี โดยเฉพาะวันอีดเล็กและอีดใหญ่ จะมีมุสลิมจำนวนมากแห่กันไปทำพิธีที่มะก่อมของโต๊ะตะเกี่ย เพื่อขอริสกี ขอให้แคล้วคลาด บ้างก็มาแก้บน ผมรู้ดีว่าการทำอย่างนั้นเป็นชิริก แต่ไม่รู้จะห้ามปรามอย่างไร ได้แต่เตือนญาติใกล้ชิด และคนที่พอจะเตือนได้เท่านั้น แต่พวกเขาจะอ้างว่า ไม่ได้ขอกับตะเกี่ย เพียงให้ท่านช่วยขอต่ออัลลอฮ์อีกทีหนึ่ง ข้ออ้างของเขาถูกต้องหรือ

คำตอบโดย อาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้

เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธว่า ยังมีพี่น้องมุสลิมของเราอีกจำนวนมาก กระทำสิ่งที่หมิ่นเหม่ต่อการตกศาสนา ด้วยการบวงสรวง, กราบไหว้, หรือวิงวอนขอต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ และเหตุการณ์ที่ว่านี้ไม่ใช่เกิดขึ้นที่เดียวตามคนอยุธยาได้ถามมา แต่มะก่อมของบรรดาผู้ที่เขาเชื่อว่าเป็นโต๊ะวะลีกะรอมัตนั้น กระจายอยู่ทั่วเมืองไทย และต่างก็มีตำนานพิสดารอันลือลั่น จนกล่าวกันว่า บุคคลเหล่านั้นตอนที่มีชีวิตอยู่เขาเป็นคนที่มีบุญญาธิการ บางคนสามารถเดินบนน้ำ บางคนเหาะเหิรเดินอากาศได้ บางคนหายตัวได้ บางคนแบ่งร่างไปปรากฏในหลายสถานที่ และฯลฯ สถานที่เหล่านี้ที่ขึ้นชื่อก็เห็นจะมี โต๊ะตะเกี่ย อยู่ที่อยุธยา, โต๊ะเกาะไร่ อยู่ที่ ฉะเชิงเทรา, โต๊ะระยองอยู่ที่ จ.ระยอง, และโต๊ะมะขามอยู่ที่ จ.ตราด เป็นต้น

เนื่องจากความหละหลวมของบรรดาผู้นำตั้งแต่อดีตจนกระทั่งปัจจุบัน ที่ไม่เอารู้เอาชี้กับเรื่องที่เป็นอันตรายต่ออะกีดะห์ของบรรดามุสลิม แต่เขาจะให้ความสำคัญกับอาหารที่จะกินลงท้อง ที่ต้องกวดขันไล่ตีตราฮาลาล แต่มุสลิมเสพอะกีดะห์ผิดๆ เช่นนี้พวกเขากลับนิ่งเฉย จนวันเวลาผ่านไปเนินนานทำให้สถานที่เหล่านี้ถูกมองว่าขลังและศักดิ์สิทธิ จนกลายเป็นที่พึ่งทางใจของผู้คน และไม่เฉพาะมุสลิมเพียงอย่างเดียว บางที่ก็มีการจัดลิเก มหรสพถวาย ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับศาลเจ้าพ่อ,เจ้าแม่ที่มีอยู่ดาษดื่น แต่ที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็คือบริเวณที่ทำการนั้นคืออณาเขตของมัสยิด หรือบางที่ไม่ใช่เขตมัสยิดแต่ก็เป็นกุโบร์ของมุสลิม แต่การจะจัดการใดๆในปัจจุบันดูจะเป็นเรื่องยากเข้าไปทุกที เพราะบางสถานที่ก็ได้รับการจดทะเบียนเป็นโบราณสถานไปแล้ว

ที่จริงตามข้อกำหนดของศาสนานั้น หน้าที่ของคนเป็นจะต้องขอดุอาอ์ให้กับผู้ตาย ไม่ใช่ไปขอเอาจากผู้ตาย และหากผู้ตายสามารถเนรมิตสิ่งใดให้ได้ละก็ บุคคลที่ประเสริฐที่สุดที่น่าจะวิงวอนขอมิใช่นบีมูฮัมหมัดหรอกหรือ เพราะท่านก็ตายไปแล้วเช่นกัน หรือบรรดาคลลีฟะห์ บรรดาศอฮาบะห์ผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลายจะไม่ดีกว่าหรือ แต่เราก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะเราประกาศตนอยู่ทุกวัน และวันละหลายครั้งว่า

اِيَّاكَ نَعْبُدُ وَاِيَّاكَ نَسْتَعِيْنُ

“เฉพาะพระองค์อัลลอฮ์เท่านั้นที่เราจะอิบาดะห์ และเฉพาะอัลลออ์เท่านั้นที่เราจะวิงวอนขอช่วยเหลือ” ซูเราะห์อัลฟาติฮะห์ อายะห์ที่ 5

ด้วยเหตุนี้การวิงวอนขอต่อคนตายจึงเป็นชิริก (การตั้งภาคี) อย่างไม่ต้องสงสัยและไม่มีข้อขัดแย้งในหมู่ปวงปราชญ์
ท่านนบีมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า

اِذَا مَاتَ الانْسَانُ اِنْقَطَعَ عَنْهُ عَمَلُهُ

“เมื่อมนุษย์ได้ตาย งานของเขาก็จบแล้ว” รายงานโดยอบูฮุรอยเราะห์ บันทึกโดยอิหม่ามมุสลิม ฮะดีษเลขที่ 3084

บุคคลที่นอนอยู่ในกุโบร์นั้น เมื่อตอนเขามีชีวิตอยู่เขาก็ต้องทำอะมัลเหมือนอย่างกับเราที่ละหมาด,บวช,ซะกาต,ฮัจญ์, ขอดุอาอ์, และอื่นๆ แต่เมื่อเขาจากดุนยาไป งานของเขาก็จบ ข้างต้นนี้คือคำยืนยันจากท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม แต่เราผู้อยู่เบื้องหลังยังไม่ยอมให้งานของคนตายจบด้วยการเอาเขาเป็นสื่อให้ขอดุอาอ์ให้แก่เราอีก
ส่วนคำอ้างที่ว่า “ไม่ได้ขอกับตะเกี่ย เพียงให้ท่านช่วยขอต่ออัลลอฮ์อีกทีหนึ่ง” เป็นคำที่พ้องกับคำของพวกมุชรีกีนที่ได้กล่าวอ้างไว้ ซึ่งพระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงนำมากล่าวไว้ว่า

وَالَّذِيْنَ اتَّخَذُوا مِنْ دُوْنِهِ أوْلِيَاءَ مَا نَعْبُدُهُمْ اِلاَّ لِيُقَرَبُوْنَا الِى اللهِ زُلْفًا

“และบรรดาผู้ที่เอาสิ่งอื่นเป็นผู้คุ้มครองนอกจากอัลลอฮ์ (พวกเขากล่าวว่า) เราไม่ได้อิบาดะห์ต่อสิ่งเหล่านั้น นอกจากเพื่อทำให้เราได้ใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์” ซูเราะห์อัชซุมัร อายะห์ที่ 3

คนที่ให้คนตายขอดุอาอ์ให้เขาไม่แตกต่างจากมุชรีกีนในอายะห์ข้างต้นนี้เลย



วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

ความเชื่อเรื่องโต๊ะตะเกี่ย หรือ เจ้าพระคุณตะเกี่ย


ตอบคำถามโดย อ.อาลี เสือสมิง




อ.อาลี เสือสมิง : ความเชื่อเรื่องโต๊ะตะเกี่ย หรือ เจ้าพระคุณตะเกี่ยฯ ที่ตำบลคลองตะเคียน อยุธยา

อ.อาลี เสือสมิง นักวิชาการมุสลิม ได้ตอบคำถามเรื่องความเชื่อเรื่องโต๊ะตะเกี่ย หรือ เจ้าพระคุณตะเกี่ยโยคินราชมิสจินจาสยาม ที่ตำบลคลองตะเคียน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในเว็บไซต์ alisuasaming.org ต่อคำถามที่มีคนถามว่า “ความเชื่อเรื่องตะเกี่ยเป็นอย่างไร และขอรายละเอียดต่างๆ เพื่อให้ได้รู้สิ่งที่แท้จริง”

“ตะเกี่ย” น่าจะเป็นคำที่มีรากศัพท์มาจาก ตะกียะฮฺ تَكِيَّةٌ มีรูปพหูพจน์ว่า تَكَا يَا (ตะกายา) เดิมหมายถึงบ้านของคนจนหรือคนขอทาน แต่ต่อมาถูกใช้เรียกถึงสถานที่พำนักของศูฟียฺ ซึ่งเป็นคนที่บำเพ็ญสมถะและสละชีวิตทางโลก เรียก ศูฟียฺ อีกอย่างว่า ฟะกีร (فَقِيْرٌ) ซึ่งหมายถึงผู้มีความต้องการใกล้ชิดพระเจ้า โดยปริยายหมายถึง คนจน คนอนาถา หากคำว่า “ตะเกี่ย” มาจากคำว่า ตะกี่ยะฮฺ ก็จะมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า คอนกอฮฺ (خَا نْقَاه) ซึ่งเป็นคำฟารีสียฺ (ปาซียฺ) และคำว่า ซาวียะฮฺ (زَاوِيَة) ตลอดจนคำว่า ริบาฏ (رِبَاطٌ) ซึ่งทั้งหมดมีความหมายเดียวกันว่า “บ้านหรือที่พักของพวกศูฟียฺ”

และ ความหมายที่ว่านี้ก็สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ของโต๊ะตะเกี่ย หรือเจ้าพระคุณตะเกี่ยโยคินราชมิสจินจาสยาม ที่ตำบลคลองตะเคียน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะที่ตั้งของสุสานหรือมะก็อมของเจ้าพระคุณตะเกี่ยเดิมเป็นที่พักอาศัยของ ศูฟียฺท่านหนึ่ง มีชื่อปรากฏตามแผ่นกระดานจารึก (แกะสลักนูนต่ำ) เป็นภาษาเปอร์เซียว่าชัยคฺ ษามะฮฺ มัยมูน ชาฮฺ อัลลอฮฺย๊าร เป็นชาวฮินดูสตาน (อินเดีย) เสียชีวิตในวันจันทร์ เดือนญุมาดาอัล-เอาวัลฺ เวลาเย็น ในปี ฮ.ศ. ที่ 1,000 คือเมื่อสี่ร้อยกว่าปีมาแล้ว กล่าวกันว่า เจ้าพระคุณตะเกี่ยฯ เข้ามายังกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2097 ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ และสิ้นชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2122 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา แห่งกรุงศรีอยุธยา

มีเรื่อง เล่าขานถึงความกะรอมะฮฺของเจ้าพระคุณตะเกี่ยฯ เอาไว้หลายเรื่องด้วยกัน แต่ทั้งหมดก็เป็นการายงานแบบมุขปาฐะ คือเล่าจากปากสู่ปาก รุ่นสู่รุ่น ซึ่งไม่สามารถตรวจสอบว่าจริงเท็จประการใด สิ่งที่สำคัญสำหรับเราในฐานะเป็นผู้ศรัทธาต่ออัลอฮฺ (ซ.บ.) และเป็นผู้ดำเนินตามวิถีของท่านนบีมุฮัมมัด (ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็คือ สิ่งที่เชื่อถือได้ก็คือ ที่นั่นเป็นสุสานของผู้ศรัทธา เราสามารถซิยาเราะฮฺสุสานดังกล่าวนั้นได้ โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับการซิยาเราะฮฺสุสานของมุสลิมทั่วไป

กล่าว คือ ให้สล่ามและขอดุอาอฺจากพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ให้ทรงประทานความเมตตา การให้อภัย และเรื่องดีๆ ที่จะเกิดขึ้นกับผู้ล่วงลับที่อยู่ในสุสานนั้นใน อาลัม บัรซัค และ อาคิเราะฮฺ ส่วนการไปวิงวอนขอโดยตรงให้ผู้ที่ล่วงลับในสุสานให้บันดาลสิ่งต่างๆ ที่ต้องการย่อมเป็นสิ่งต้องห้าม

และถือเป็นการตั้งภาคีใหญ่ดัง เช่นการกระทำของคนต่างศาสนิกที่มาจุดธูปเทียนและนั่งพนมมือขอต่อท่านเจ้าพระ คุณฯ ในเรื่องต่างๆ นั่นแหล่ะคือการตั้งภาคีใหญ่ ส่วนมุสลิมที่อ้างว่า ไม่ได้ขอต่อท่านเจ้าพระคุณฯ แต่อาศัยสถานที่ซึ่งมาบารอกะฮฺเพราะเป็นสุสานของโต๊ะวะลียฺ กะเราะมัตในการตอบรับดุอาอฺที่ขอต่ออัลลอฮฺ (ซ.บ.) ผู้ที่อ้างเช่นนั้นก็ต้องรับผิดชอบในสภาวะทางความเชื่อ (อะกีดะฮฺ) ของตน เพราะผู้นั้นย่อมรู้ดีแก่ใจในสิ่งที่ตนกล่าวอ้าง

อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่ต้องหลีกเลี่ยงเพราะเป็นการกระทำที่หมิ่นเหม่ และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดจากผู้ที่พบเห็น แม้ว่าเจ้าพระคุณฯ จะเป็นวะลียฺจริงมีกะเราะมัตมากมายเพียงใด นั่นก็เป็นเรื่องเฉพาะของท่านที่อัลลอฮฺ (ซ.บ.) ทรงประทานให้แก่ท่าน ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราในเรื่องความเป็นวะลียฺและกะเราะมัติดังกล่าว และเจ้าพระคุณฯ ก็คือมัคลู๊กที่อ่อนแอเหมือนอย่างเรา คือต้องตาย

จึงให้ข้อสรุปได้ว่า การซิยาเราะฮฺสุสานที่บริเวณมัสยิดเจ้าพระคุณตะเกี่ย เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ แต่ต้องระวังในเรื่องความเชื่อ (อะกีดะฮฺ) ตลอดจนการกระทำบางอย่างที่มีคนต่างศาสนิกได้กระทำ ณ สถานที่แห่งนี้ ซึ่งจำเป็นที่ผู้ดูแลต้องบอกกล่าวและห้ามปราม เพราะหากเห็นดีและอำนวยความสะดวกให้คนต่างศาสนิกมากระทำชิรกฺ ณ สถานที่ของชาวมุสลิมโดยไม่มีการห้ามปราม นั่นก็เท่ากับเป็นการริฎอ (ยินดี) ต่อการกุฟรฺ ซึ่งถือเป็นกุฟรฺหรือมุรตัดได้ จึงต้องระวังให้จงหนักในเรื่องนี้

ที่มา http://alisuasaming.org/webboard/index.php?topic=2266.0

















วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559

ผู้ที่เชื่อว่าฝนตกลงมาด้วยอิทธิพลของดวงดาว



ท่านนบี(ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า
“บ่าวของข้าตื่นขึ้นมาในสภาพเป็นผู้ศรัทธาต่อข้าและปฏิเสธข้า
ผู้ใดที่เชื่อว่าฝนที่ตกลงมาด้วยความโปรดปราณและความเมตตาของอัลลอฮ์ เขาคือผู้ศรัทธาต่อข้าและเป็นผู้ปฏิเสธอิทธิพลของดวงดาว
ส่วนผู้ใดที่เชื่อว่าฝนตกลงมาด้วยอิทธิพลของดาวดวงนั้นดวงนี้ เท่ากับเขาได้ปฏิเสธต่อข้าและศรัทธาต่อดวงดาว”

(บันทึกหะดิษโดยอิหม่ามมุสลิม เลขที่56 บทที่36 : ใครที่กล่าวว่า "เราได้รับฝนเพราะดวงดาว" เป็นผู้ปฏิเสธ )


หะดิษบทนี้ยืนยันผู้ที่เชื่ออิทธิพลของการโคจรของดวงดาว กลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา ซึ่งการเชื่อฤกษ์ยามต่างๆ ในการทำพิธีหรือกิจการต่างๆ เช่น การแต่งาน การซื้อรถ การขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น ก็เป็นการเชื่อว่าดวงดาวมีอิทธิพลต่อกิจการนั้นๆ
เพราะถือฤกษ์ยามข้างขึ้นข้างแรมนี้ว่าจะมีผลดีผลร้ายในพิธีกรรมหรือกิจการดังกล่าว จะเอาชะตาชีวิตไปฝากไว้กับข้างขึ้น โดยเชื่อว่าแต่งงานหรือทำกิจการใดๆ จะได้ขึ้น หรือเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าไปทำในข้างแรมจะทำให้ชีวิตคู่อับเฉา หรือกิจการล่มสลาย
การดูฤกษ์ยามข้างขึ้นข้างแรมมีเหตุมาจากการโคจรของดวงจันทร์ที่เป็นหนึ่งในบริวาลของดวงอาทิตย์ ซึ่งรอบการโคจรของดวงจันทร์จะกินระยะเวลาประมาณ 29 – 30 วัน โดยช่วงขาขึ้นเริ่มจากขอบฟ้าด้านตะวันตกที่เราแลเห็น จากเสี้ยวเล็กๆ ก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละวัน ซึ่งจะถูกนับเป็นข้างขึ้น เช่น ขึ้น 2 ค่ำ 3 ค่ำ 4 ค่ำ และ ฯลฯ




วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559

ตือรี ดนตรีเพื่อรักษาคนป่วย อดีตความเชื่อในสังคมมุสลิมสามจังหวัด


ลักษณะความเชื่อ

ตือรี หรือ มะตือรี หรือ ตือฆี หรือ มะตือฆี คือการบรรเลงดนตรีประกอบการเข้าทรงเพื่อให้คนทรงกับหมอได้สื่อสารกับเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือดวงวิญญาณเพื่อสอบถามถึงวิธีการที่จะรักษาผู้ป่วยให้ หายจากการเจ็บป่วย

ความสำคัญ
ตือรี นิยมแสดงเพื่อรักษาผู้ป่วยที่เชื่อว่ามีมูลเหตุมาจากการถูกคุณไสย เวทมนตร์คาถา การฝังรูป ฝังรอย เลขยันต์ ถูกเข็ม ถูกหนังอาคมเข้าท้อง ถูกวิญญาณ (อางิน) ทักทอ เช่น การละเล่นเซ่นไหว้ครูศิลปิน (สำหรับผู้มีเชื้อสายโนรา - มะโย่งและวายัง) โดยอาศัยโต๊ะตือรีเป็นผู้ติดต่อสื่อสารกับดวงวิญญาณนำมาบอกกล่าวกับโต๊ะมี โนะ แนะแนวทางให้ทราบกรรมวิธีเพื่อรักษาคนไข้หรือถอดถอนอาถรรพณ์อย่างไร เช่นการเซ่นไหว้ ใช้บน ทำพิธีพลีกรรมขอขมาลาโทษ
ความเชื่อเรื่องนี้แต่เดิมมีอยู่ในหมู่คนไทยมุสลิมในดินแดนกันดารบริเวณ จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส แต่ปัจจุบันการแพทย์เจริญขึ้นประกอบทั้งเห็นว่าความเชื่อนี้ขัดกับหลักการ ทางศาสนา ความเชื่อนี้จึงแทบไม่เหลืออยู่อีกเลย

พิธีกรรม

๑. การแสดงตือรีจะประกอบด้วยบอมอ (หมอ) ซึ่งมีชื่อเรียกว่าโต๊ะมีโนะ มีหน้าที่ขับร้องรำนำสรรเสริญเชื้อเชิญเทพเจ้า วิญญาณของบรรพบุรุษหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่ง อีกคนหนึ่งเรียกกันว่า โต๊ะตือรี หรือคนทรงเจ้าทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารระหว่างดวงวิญญาณกับโต๊ะมีโนะ และมีคนเล่นดนตรีบรรเลงคู่กับการขับลำนำ ๕ - ๖ คน ได้แก่ คนซอ ๑ คน รำมะนา ๒ คน คนตีฆ้องใหญ่ ๑ คน คนตีโหม่งหรือฆ้องราง ๑ คน และอาจมีคนตีฉิ่งอีก ๑ คน โดยโต๊ะมีโนะและโต๊ะตือรีจะนั่งหันหน้าไปทางผู้ป่วย ผู้เล่นดนตรีทุกคนนั่งทางขวามือของโต๊ะมีโนะ

๒. การจัดเครื่องเซ่นหมอจะจัดเครื่องเซ่นที่ญาติผู้ป่วย เตรียมไว้ให้ใส่ถาด ๒ ใบ
ใบที่ ๑ เอาด้ายดิบมาขดภายในถาดให้รอบถาดแล้วเทข้าวสารเหลืองกระจายให้ทั่วถาด เอาเทียนไข ๑ เล่ม หมาก ๑ คำ เงิน ๕ บาท วางไว้บนข้าวสารเหลือง
ใบที่ ๒ เอาข้าวเหนียวเหลือง (นึ่งสุก) ใส่ลงในถาดทำให้เป็นรูปกรวยยอดแหลม เอาไข่ไก่ต้มสุกปอกเปลือกครึ่งฟองนำไปปักไว้บนยอดแหลมของข้าวเหนียว โดยให้ส่วนที่ปอกเปลือกอยู่ด้านบน จุดตะเกียง ๑ ดวง หรือเทียนไข ๑ เล่ม วางไว้ข้างข้าวเหนียวเหลืองแล้วนำถาดทั้งสองไปใส่สาแหรกแขวนไว้เหนือศีรษะ ของผู้ทำพิธี ส่วนเครื่องเซ่นอีกส่วนหนึ่งให้จัดใส่จานดังนี้ ข้าวตอกจัดใส่จาน ๒ ใบ ใบหนึ่งคลุกน้ำตาลทราย อีกใบหนึ่งไม่คลุกแล้วนำข้าวตอกทั้งสองจานมาวางไว้ตรงหน้าหมอ ขนมจีน ๓ จับ หมากพลู ๑ คำ กำยาน ถ่านไฟกำลังติดใส่จานอย่างละ ๑ ใบ ให้วางเรียงทางด้านซ้ายของจานข้าวตอก

๓. เมื่อจัดเครื่องเซ่นเรียบร้อยแล้วหมอจะให้คนทรงนั่งหันหน้าตรงกับหมอ วางเครื่องเซ่นอยู่ระหว่างกลาง ให้ผู้ป่วย (ที่เข้าใจว่าเกิดจากผีร้าย) นอนในที่จัดไว้ในห้องพิธี จากนั้นคนทรงจะหยิบกำยานใส่ลงในจานที่ใส่ถ่านกำลังติดไฟและร่ายมนตร์ ขณะที่คนทรงกำลังร่ายมนตร์อยู่นั้น หมอจะสีซอ(รือบะ) คลอไปด้วยเมื่อร่ายมนตร์เสร็จหมอจะหยุดสีซอ คืนซอให้กับนักดนตรี แล้วหมอกับคนทรงไหว้ครูพร้อมกันดังนี้ "อาโปง แนแนะ มาอะดีกูรู กูรูยาแงตูเลาะ พาปอ แนแนะยาแง มารือกอ ดายอ" พอไหว้ครูเสร็จหมอก็ร่ายมนตร์เรียกผีมารับเอาเครื่องเซ่นและอธิษฐานบอกกล่าว ให้เทวดามาเป็นสักขีพยานช่วยปกป้องคุ้มครองผู้ป่วย

๔. คนทรงจะทำพิธีเสี่ยงทายว่าผู้ป่วยเป็นโรคเกิดจากผีร้ายที่ใดโดยมีวิธีเสี่ยง ทายอยู่ ๒ วิธี คือเสี่ยงทายจากข้าวตอกเครื่องเช่น วิธีหนึ่ง และเสี่ยงทายจากเทียนไขอีกวิธีหนึ่ง

๕. หลังจากนั้นก็จะทำพิธีเรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คณะตือรีของตนนับถือให้เข้า สิงคนทรง แล้วให้คนทรงรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วย โดยวิธีใช้ปากดูดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายผู้ป่วยเพราะเชื่อว่าการดูดด้วยปากจะทำให้ผีที่ทำให้เกิดความเจ็บ ป่วยออกจากร่างผู้ป่วยได้ ซึ่งคนทรงจะต้องดูดผู้ป่วยถึง ๕ ครั้ง ครั้งแรกจะดูดปลายเท้าของผู้ป่วยพร้อมกับดนตรีบรรเลง เมื่อดูดเสร็จดนตรีจะหยุดแล้วหมอจะถามคนทรงว่า "ผีมาจากไหน" คนทรงก็ตอบว่า "ผีมาจากดิน" หมอก็สั่งคนทรงว่าเขาต้องการอะไรให้จัดการให้เขา เสร็จแล้วดนตรีจะบรรเลงต่อ คนทรงก็ดูดร่างกายของผู้ป่วยเป็นครั้งที่ ๒ ที่บริเวณท้องหรือลำตัว ครั้งที่ ๓ ที่ลำคอ ครั้งที่ ๔ ดูดที่ศีรษะหรือใบหน้าของผู้ป่วย ดูดเสร็จแต่ละครั้งหมอก็จะถามว่า "ผีมาจากไหน" คนทรงก็จะตอบว่ามาจากน้ำ ลม และไฟตามลำดับแล้วหมอก็สั่งให้คนทรงปฏิบัติเหมือนกับการดูดครั้งแรก การดูดครั้งที่ ๕ ให้ดูดตามที่คนทรงเสี่ยงทายข้าวตอกว่าคู่สุดท้ายหรือเม็ดสุดท้ายอยู่ที่ใด ถ้าตกอยู่ที่ดินให้ดูดซ้ำที่ปลายเท้า ถ้าตกที่น้ำให้ดูดซ้ำที่บริเวณท้องหรือลำตัว ถ้าตกที่ลมให้ดูดซ้ำที่ลำคอ ถ้าตกที่ไฟให้ดูดซ้ำที่บริเวณศีรษะหรือใบหน้า

๖. เมื่อคนทรงทำพิธีดูดผู้ป่วยเสร็จแล้วหมอไสยศาสตร์จะพูดกับผีในผู้ป่วยว่า "ขอให้ผีที่สิง อยู่ในร่างของผู้นี้ออกเสียเถิดแล้วเราจะจัดการสิ่งที่พวกเจ้าต้องการให้ ทุกอย่าง" เมื่อหมอพูดและให้สัญญากับผีที่อยู่ในร่างของผู้ป่วยแล้วเชื่อกันว่าจะทำให้ ผู้ป่วยหายเป็นปกติ
การประกอบพิธีไล่ผีรักษาความเจ็บป่วยนี้ จะกระทำกันในเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ได้ ถ้าทำพิธีวันดียวหรือคืนเดียวไม่หาย ก็ให้ทำติดต่อกัน ๓ วัน ๓ คืน ถ้าผู้ป่วยยังไม่หายอีกให้เว้นสักระยะหนึ่ง แล้วหาตือรีคณะใหม่มาทำพิธีอีกจนกระทั่งผู้ป่วยหาย เชื่อกันว่าถ้าประกอบพิธีถูกต้อง ผู้ป่วยก็จะหายจากความเจ็บป่วยจริง ๆ






วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559

คาถาอาคม คือ ความนิยมของมุชริกีน



اَمْحَمْدُُ لَُِِلُِ اُلََِّيْ يُُُِبَ اُمطَائِؼِيَْْ وَُيُكاَفُِِ اُمْمُخْلِصِيَْْ ،ُ وَُيُضَاغِفُ بُِرَهُ ػَُلََ اُمْمُحْسِ نِيَْْ ،ُُ
لاَ اُللُُ
ِ
لَََ اُ
ِ
وَأَشْيَدُ أَُنْ لُاَ اُ اُمْلَوِيُّ اُمْمَتِيُْْ ،ُُ وَُُأَشْيَدُ أَُنَ مُُحَمَدًا رَُسُوْلُ اُللِ اُمْمَبْؼُوْثُ رَُحَْْةًُ
نِلْؼَامَمِيَْْ ،ُ اَُنلَيُمَ صَُلِّ وَُسَلِِّْ ػَُلََ سَُ يِّدِنََ مُُحَمَدٍ وَُػَلََ أُٓلَِِ وَُصََْبِوِ وَُمَنْ تَُمَسَمَ بُِِلِّيْنِ وَُاىْتَدَىُ
بَِِدْيِوِ اُمْمُبِيَْْ .ُُُ
أَمَا بَُؼْدُ فَُيَا غُِبَادَ اُللِ :ُُ أُُُوْصِيْكُُْ وَُهَفْسِِْ أَُوَلاً بُِتَلْوَى اُللِ تَُؼَالََ وَُطَاغَتِوِ .ُُُفَلَدْ كَُالَُ
اللُ تَُؼَالََ فُِِ اُمْلُرْأٓنِ اُمْكَرِيِْْ :ُ مَُُنْ عََُِلَ صَُامِحًا مُِنْ ذَُنَرٍ أَُوْ أُُهْثََ وَُىُوَ مُُؤْمِنٌ فَُلَنُحْيِيَنَوُ حَُيَاةًُ
طَيِّبَةً وَُمَنَجْزِيَنََُّمْ أَُجْرَهُُْ بُِأَحْسَنِ مَُا كُاَهُوْا يَُؼْمَلُوْنَ .ُ
ท่านพี่นองร่วมศรัทธาที่รัก
อุลามาอ์ (اَمْؼُلَمَاءُُ ) ปวงปราชญ์ของอิสลามให้ทัศนะว่า นักเวทมนต์คาถา เป็นผู้ทาบาปใหญ่ถึงขั้นคาว่า ชิริก (شِِْكٌُ ) และกุโฟร (نُفْر ) อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ตรัสว่า

وَمَكِنَ اُمشَ يَاطِيَْ نَُفَرُواْ يُُؼَلِّمُونَ اُمنَاسَ اُمسِّحْرَُ: سُورة اُمبلرة :ُ اُلٓية 2ُ01ُ

ความว่า “แต่ทว่าชัยฏอนเหล่านั้นต่างหากที่ปฏิเสธการศรัทธาโดยสอนมนุษย์ซึ่งวิชาไสยศาสตร์”
อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงบอกเล่าเรื่องของฮารูต ( ىَارُوْت ) และมารูต ( مَارُوْت ) ในกุอานว่า

وَاتَبَؼُواْ مَُا تَُتْلُواْ اُمشَ يَاطِيُْ ػَُلََ مُُلِْْ سُُلَيْمَانَ وَُمَا نَُفَرَ سُُلَيْمَُانُ وَُمَكِنَ اُمشَ يَاطِيَُْ
نَفَرُواْ يُُؼَلِّمُونَ اُمنَاسَ اُمسِّحْرَ وَُمَا أُُنزِلَ ػَُلََ اُمْمَلَكَيِْْ بُِبَابِلَ ىَُارُوتَ وَُمَارُوتَ وَُمَا يُُؼَلِّمَانِ مُِنُْ
همََا نََُْنُ فُِتْنَةٌ فَُلاَ تَُكْفُرْ فَُيَتَؼَلَمُونَ مُِنَُّْمَا مَُا يُُفَُ
بِضَارِّينَ بُِوِ مُِنْ أَُحَدٍ اُ مَنِ اُشْتَََاهُ مَُا لََُُُ
فِِ اُلٓخِرَةِ مُِنُْ خَُلاقٍ وَُمَبِئْسَ مَُا شََُِوْابِوِ أَُهفُسَيُمْ مَُوْ كَُاهُواْ يَُؼْلَمُونَ :ُ سُورة اُمبلرة :ُ اُلٓية 102

ความว่า “และพวกเขาได้กระทาตามสิ่งที่ชัยฏอนทั้งหลาย ในสมัยนบี สุลัยมานอะลัยฮิสสลามอ่านให้ฟัง ซึ่งนาวิชาไสยศาสตร์ออกเผยแพร่และปฏิบัติกัน และสุลัยมานหาได้ปฏิเสธการศรัทธาไม่ แต่ทว่าชัยฏอนเหล่านั้นต่างหากที่ปฏิเสธการศรัทธาโดยสอนผู้คนทั้งหลายซึ่งวิชาไสยศาสตร์และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่มะลาอิกะฮ์ทั้งสอง คือ ฮารูตและมารูต ณ เมืองบาบี้ล (กล่าวคือวิชาไสยศาสตร์ที่อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงให้มะลาอีกะฮ์ทั้งสองนามาเพื่อทดสอบความ อีหม่านของบนีอิสรออีล และเขาทั้งสองจะไม่สอนให้แก่ผู้ใดจนกว่าจะกล่าวว่า แท้จริงเราเพียงเป็นผู้ทดสอบเท่านั้น ท่านจงอย่าปฏิเสธการศรัทธาเลย (กล่าวคือ จงอย่าศึกษามันเลยเพราะเป็นการปฏิเสธศรัทธา) และมนุษย์ทั้งหลายก็ศึกษาจากเขาทั้งสอง สิ่งที่พวกเขาจะใช้มันสู่ความแตกแยกระหว่างคนหนึ่งกับภรรยาของเขา และพวกเขาไม่อาจทาให้สิ่งนั้นเป็นอันตรายแก่ผู้ใดได้ นอกจากด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) เท่านั้น และพวกเขาก็เรียนสิ่งที่เป็นโทษแก่พวกเขา และมิใช่เป็นคุณแก่พวกเขา และแท้จริงพวกเขารู้แล้วว่า แน่นอนผู้ที่ซื้อมันไว้นั้น (คือผู้ที่เชื่อไสยศาสตร์และยึดถือมัน) ในวันอาคิเราะฮ์ก็ย่อมไม่มีส่วนได้ใดๆ และแน่นอนเป็นสิ่งที่ชั่วช้าจริงๆ ที่พวกเขาขายตัวของพวกเขาด้วยสิ่งนั้นหากพวกเขารู้”
อาจจะมีพี่น้องของเราอีกส่วนหนึ่ง ที่เข้าร่วมและพัวพันกับเวทมนต์คาถา ซึ่งคิดเอาเองว่าเป็นบาปเล็ก แต่หารู้ไม่ว่า มันคือ บาปใหญ่ และเป็นการสร้างชิริกภาคีต่ออัลลอฮ์ (ซ.บ.) ท่านพี่น้องทราบหรือไม่ว่า บทลงโทษในโลกดุนยาของผู้เล่นคาถาอาคมคือการถูกปลิดชีวิต

ท่านนบี (ศ็อลฯ) กล่าวว่า

اِجْتَُنِبُوا اُمسَ بْعَ اُمْمُوْبِلَاتُِ فَُذَنَرَمِنََّْا اَُمسِّحْر: مُتفق ػُليوُ

ความว่า “ท่านทั้งหลายจงออกห่างไกลจากเจ็ดความพินาศหนึ่งใน เจ็ดคือ اَمسِّحْرُُ ไสยศาสตร์หรือคาถาอาคม”

และนบีมูฮาหมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า
حَدُّ اُمسَاحِرِضََْبُوُ بُِِمسَ يْفِ :ُُ رُواه اُمتَمذي
ความว่า “โทษทันต์ของ اَمسَاحِرُُ นักเวตมนต์เล่นคาถาอาคมคือการฟันเขาด้วยคมดาบ”

จากท่านบุญาละฮ์บินอับดะฮ์ (بَُُالََُ بُْنُ غَُبْدَةُُ ) กล่าวว่า
أَتاَنََ نُِتَابُ عََُُرَ رَُضَِِاُللُُ غَُنْوُ كَُبْلَ مَُوْتِوِ بُِسَ نَةٍ أَُنِ اُكْتُلُوْا كَُُُ سَُاحِرٍ وَُسَاحِرَةٍُ
ความว่า “ได้มีสารจากท่านค่อลีฟะฮ์ อุมัรบินค๊อฏฏ๊อบ ร่อฎิยั้ลลอฮุอันฮุ ก่อนการตายของท่านเพียงหนึ่งปีมายังพวกเรา มีใจความว่า ท่านทั้งหลายจงฆ่าทุกนักเวทมนต์คาถาอาคมทั้งหญิงและชาย”

จากท่านอะลีบินอะบีฏอลิบกล่าวว่า
اَمْكاَىِنُ سَُاحِرٌُ وَُامسَاحِرُُ كُاَفِرٌُ
ความว่า “ผู้ทานาย ทายทักคือซาหิรและซาหิรคือผู้ปฏิเสธศรัทธา”

ท่านอะบีมูซา ร่อดิยัญลอฮุอัลฮุ กล่าวว่าท่านนบีมูฮาหมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า
ثَلاَثَةٌ لُاَ يَُدْخُلُوْنَ اُمْجَنَةَ مُُُدْمِنُ اُمْخَمْرِ وَُكَاطِعُ رَُحِمٍ وَُُمُصَدِّقٌ بُِِمسَاحِرُِ :ُُُ رُُواه اُحْدُ
وابن حُبان وُابويؼلَ وُالحاكمُ
ความว่า “สามจาพวกจะไม่ได้เข้าสวรรค์ 1. ผู้เสพสุรา 2. ผู้ตัดขาดเครือญาติ 3. ผู้ที่เชื่อต่อเวทมนต์ และในทานองเดียวกัน การรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยคาถาอาคมหรือแขวนเครื่องรางของขลังและการทาเสน่ห์ยาแฝด”
ดั่งท่านนบีมูฮาหมัด (ศ็อลฯ) กล่าวว่า

أَمرُّقََ وَُامتَمَائُِِ وَُامتِّوَلََُ شُِِْكٌ :ُُ رُُواه اُحْد وُابوداود
ความว่า “การรักษาด้วยเวทมนต์ การแขวนเครื่องรางของขลัง การทาเสน่ห์ยาแฝด เป็นชิริก (شِِْكٌُ )”
ท่านค๊อฏฏอบีย์ (اَمْخَطَابُِ ) รอฮีมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า อนึ่งการรุกยะฮ์ชัรอียะฮ์ คือการรักษาโรคภัยไข้เจ็บหรือถูกทาของ (ไสยศาสตร์) ด้วยกุรอานหรือพระนามของอัลลอฮ์ (ซ.บ.) เป็นที่อนุญาต เนื่องจากท่านนบีได้ทาการรักษาและขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ให้แก่หลานของท่านนามว่า หะซันและหุซัยน์ ร่อฎิยั้ลลอฮุอันฮุ มาด้วยสานวณดังนี้

اُغِيْذُكُُمَبِكََِمَاتِ اُللِ اُمتَامَةِ مُِنْ كُُُِّ شَُ يْطَانٍ وَُىَامَةٍ وَُمِنْ كُُُِّ ػَُيٍْْ لُاَمَةٍ :ُُ رُواه اُمبخاري
ความว่า “และท่านกล่าวว่า ท่านนบีอิบรอฮีม ก็ปฏิบัตเช่นนี้แก่นบี อิสมาอีลและนบีอิสหากอะลัยฮิมัสสลาม”
أَكُوْلُ كَُوْلِِْ ىَُذَا وَُأَسْ تَغْفِرُ اُللَ اُمْؼَظِيَْْ لُِِْ وَُمَكُُْ وَُمِسَائِرِ اُمْمُسْلِمِيَْْ وَُامْمُسْلِمَاتُِ
هوَُ ىُُوَ اُمْغَفُوْرُ اُمرَحِيُُْْ
ِ
فَاسْ تَغْفِرُوْهُ اُ



ตะกรุดน้ำมันดุหยงหลงเหยื่อ ไม่มีในอิสลาม


มันคิดคาดไม่ถึง เมื่อได้อ่านบทความเรื่่องน้ำตาปลาพยูน หรือน้ำมันดุหยง บอกว่าถูกเสกเป่าโดยมุสลิม อันทำให้เพศตรงข้ามหลงเสน่ หลงรัก ว่ามีอยู่ในสังคมมุสลิมบ้านเรา เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องไสยศาสตร์ การทำเสน่ห์ ยาแฝด ที่เป็นที่ต้องห้าม และเป็นบาทใหญ่ในอิสลาม

ท่านนบี มุหัมหมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า

اِجْتَُنِبُوا اُمسَ بْعَ اُمْمُوْبِلَاتُِ فَُذَنَرَمِنََّْا اَُمسِّحْر: مُتفق ػُليوُ

ความว่า “ท่านทั้งหลายจงออกห่างไกลจากเจ็ดความพินาศหนึ่งใน เจ็ดคือ اَمسِّحْرُُ ไสยศาสตร์หรือคาถาอาคม”
(บันทึกหะดิษโดยอิมามบุคอรีย์ และมุสลิม)

ยังไงลองอ่านบทความนี้แล้วกัน

“สุดยอดน้ำมันเสน่ห์ในตำนาน ที่ร่ำลือว่าแรงไม่แพ้น้ำมันพราย”
น้ำตาปลาพยูน หรือปลาดุหยงที่คนทางมุสลิมเรียกนั้น เป็นที่ลือเลื่องมาแต่ครั้งโบร่ำโบราณมานานแล้วว่า เป็นยอดในเรื่องทางเสน่หา ผูกจิต มัดใจให้หลงรักคลั่งไคล้ดั่งต้องมนต์ ใครมีของแท้ๆพกติดตัวไว้แม้นปลายสำลี ไม่ต้องกลัวเรื่องขาดแคลนคนรักหรือคู่ครอง แถมยังอุดมไปด้วยโภคทรัพย์นานาประการ ทำมาหากินเจริญรุ่งเรืองอีกด้วย นับได้ว่าเป็นยอดปรารถนาของผู้รู้ในแถบแหลมมลายู ทั้งชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม ซึ่งใครมีต่างหวงแหนและเก็บงำซ่อนเร้นไว้ เพราะกลัวจะมีคนมาขอ มาขโมยเอาไป พวกหมอเสน่ห์และอาจารย์ไสยเวทย์ทั้งหลายมักจะขวนขวายหามาทำพิธีปลุกเสก เพื่อให้บังเกิดเป็นยอดน้ำมันเสน่ห์ เพื่อเอาไว้สงเคราะห์ให้กับลูกศิษย์ลูกหาที่มีความต้องการด้านนี้เป็นการเฉพาะ

กล่าวถึงในการจัดสร้างตะกรุดน้ำมันดุหยงหลงเหยื่อครั้งนี้ ได้ผ่านพิธีกรรมการสร้างอย่าพิถีพิถันตามจารีตประเพณีโบราณ เริ่มตั้งแต่ได้รับมอบหัวเชื้อก้อนสำลีที่ใช้ซับน้ำตาปลาดุหยงมาจากบ้านคุณยาย(แม่แก่)หน่อเนื้อเชื้อสายโนราห์ ซึ่งคุณยายท่านนี้ได้รับหัวเชื้อนี้มาตั้งแต่สมัยท่านยังสาวๆ มาจนถึงปัจจุบันนี้ก็กินเวลาล่วงเลยมากว่า 50ปีแล้ว ซึ่งท่านหวงแหนและเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีโดยได้ต่อเชื้อใส่น้ำมันหล่อเลี้ยงเอาไว้ ครั้นเมื่อได้หัวเชื้อน้ำตาปลาดุหยงมาแล้ว ก็ได้ทำการพลีกรรมบอกกล่าวครูบาอาจารย์ ผสมเข้ากับน้ำมันหอมสูตรเฉพาะ และบรรจุใส่หลอดแก้วขนาดตะกรุดเพื่อให้พกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก

ซึ่งในส่วนของหลอดตะกรุดนั้นจัดสร้างด้วยเนื้อชนวนมงคลทองสัมฤทธิ์ แกะเดินลายฉลุแบบโบราณอย่างพิถีพิถัน คล้ายงานลงถมของทางภาคใต้ จึงทำให้เกิดความสวยงามทั้งในด้านรูปลักษณ์และดีไซน์ ที่แลดูโดดเด่นมองดูเรียบหรู แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความเข้มขลังแบบโบราณ นับได้ว่าเป็นงานที่ความขลังมาพบพานกับความสวยงามได้อย่างลงตัวที่สุด

ตะกรุดน้ำมันดุหยงหลงเหยื่อ รุ่นนี้ได้ผ่านพิธีปลุกเสกกำกับพระเวทย์จากอาจารย์สายฆราวาสผู้เรืองเวทย์ถึง 3พิธีทั้งทางไทยพุทธและไทยมุสลิม

ครั้งที่ 1ได้รับการชุบอาคมจากท่านหมอแซม แห่งดอนหลา อาจารย์ฆราวาสผู้เรืองเวทย์ที่มีผู้นับถือมากมาย ผู้สืบทอดคาถาอาคมสายทวดถ้ำพระเขาเมือง ซึ่งหมอแซมท่านนี้ท่านนี้ดังเรื่องสายวิชาเสน่ห์เมตตามานานมากแล้ว วันนั้นท่านได้ชุบอาคมให้แบบเข้มขลังกินเวลานานหลายชั่วโมง จึงเชื่อขนมกินได้เลยว่าตะกรุดน้ำมันดุหยงหลงเหยื่อ แรงแน่นอน

ครั้งที่2ได้รับการปลุกเสกเดี่ยวจากท่านอาจารย์ชัย บ้านปากคลองเก่า ซึ่งอาจารย์ชัยท่านนี้เป็นผู้ที่ได้รับการสืบทอดตำราพิไชยสมบัติสายเขาอ้อ ท่านได้เมตตาปลุกเสกร่ายมนต์ครอบเสน่ห์ โภคสมบัติให้บังเกิดขึ้นกับผู้ที่ใช้ตะกรุดน้ำมันดุหยงรุ่นนี้ ตราบฉายแสงสุริยัน จนแลสิ้นแสงจันทรา

ครั้งที่3 ได้รับการมนต์และตบแป้งมหาเสน่ห์โดย โต๊ะยีผาด แห่งนาบินหลา โต๊ะครูผู้มีอำนาจจิตกล้าแข็ง สืบสายวิชามาจากแขกเล เคยเป็นถึงหมอไสยเวทย์ประจำคณะหนังตะลุง คณะแจ้งบอดอันโด่งดัง โต๊ะยีได้ทำการมนต์พร้อมตบแป้งอัดพลังใส่ตะกรุดดุหยงหลงเหยื่อนี้ตามศาสตร์ของทางมุสลิมให้เป็นพิเศษ เพราะวิชาน้ำมันดุหยงมหาเสน่ห์เป็นวิชาที่ท่านถนัดและชำนาญเป็นพิเศษ ว่ากันว่าขนาดของๆท่านที่ทำการมนต์เพียงชั่วครูเพียงไม่กี่นาที มีคนนำเอาไปใช้แล้วยังก่อประสบการณ์ด้านเสน่ห์มากมายนับไม่ถ้วน แต่นี่ท่านจัดเต็มให้ขนาดนี้ ไม่แรงก็ไม่รู้ว่าไงแล้ว

วิธีใช้ตะกรุดน้ำมันดุหยงหลงเหยื่อนี้ สามารถนำมาห้อยคอ คาดเอวหรือพกพาเป็นพวงกุญแจได้ทั้งนั้นเอาตามที่เราสะดวก ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องเปิดเอาน้ำมันข้างในออกมาใช้แต่ประการใด เพราะแต่โบราณนั้นเชื่อกันว่า “เพียงแค่ใช้ติดตัวพกพา จะมีวาสนาในเรื่องเพศตรงข้าม และคนที่หมายปอง จะหลงรักปักใจในเรา มิรู้สิ้น” และที่สำคัญน้ำมันชุดนี้ทำมาได้จำนวนน้อย หากใช้แล้วหมดไป นับว่าน่าเสียดายมากนักแลฯ
**ตะกรุดน้ำมันดุหยงหลงเหยื่อนี้ สามารถใช้ได้กับทุกเพศ ทุกวัย ไม่ใช่มนต์ดำ ไม่มีเข้าตัว ปลอดภัยไร้กังวลทุกประการ
ตะกรุดน้ำมันดุหยงหลงเหยื่อ บูชาครูเพียงดอกละ 600 บาทเท่านั้น (พร้อมมีคาถาให้ไว้กำกับ)




โต๊ะบอมอ หมอผีอิสลาม


หมอผี เป็นหมอพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมในสังคมมุสลิมได้เยอะที่สุด ในทางจิตเวชศาสตร์ ยังมีอีกหลายโรคในด้านนี้ ที่ไม่สามารถอธิบายได้ แต่หลายโรคก็สามารถอธิบายได้ ด้วยเรื่องของ ‘สารสื่อประสาท’ จึงได้มีการคิดค้นยาเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยทางจิตเวช แต่ที่นี้บ้านเรา ความรู้ในเรื่องนี้ยังไม่เป็นที่เข้าใจของชาวบ้านนัก ทำให้หลายคนเลือกที่จะใช้บริการโต๊ะบอมอแทนที่จะไปโรงพยาบาล

ปัญหาก็คือว่าโต๊ะบอมอพวกนี้ จะมีภาพลักษณ์อิงไปในทางของศาสนาอิสลาม แต่เนื้อแท้เป็นเช่นนั้นหรือปล่าวมิอาจทราบได้ หมอผีอิสลามใส่เสื้อโต๊ป ถือลูกประคำ อ่านอายะฮฺกุรอานบ้างบางส่วน แต่จริงแล้วในคำสวดก็มีการพูดถึงผีสาง บรรพบุรุษ เลยเถิดไปถึงการมีของปลุกเสก ผ้ายันต์อิสลาม (เขาอ้าง) ที่มีรูปดาบปลายสองแฉกของท่านอะลี มีรูปเสือ รูปงู (สัญลักษณ์ญิณ) อายะฮฺอัลกุรอาน รวมถึงข้อความพยัญชนะอาหรับแบบมั่ว ๆ ที่ที่ไม่ใช่ภาษาอาหรับ ! นี่ยังไม่นับรวมถึงพิธีกรรมที่ทำถึงขนาดให้ผู้ป่วยหญิงถอดหิญาบเห็นเอารัต แล้วให้ผู้ช่วยผู้ชายมานั่งล้อมวงคอยจับมือจับแขน โต๊ะบอมอพวกนี้อีกโฉมหน้าหนึ่งก็เป็นโต๊ะครูด้วย ถึงขนาดทำคลิปสอนวิธีการรักษาในลักษณะนี้เผยแพร่ด้วยซ้ำ

ที่น่ากลัวซ้ำซ้อนคือ โต๊ะบอมอพวกนี้ มักถูกปกป้องด้วยชาวบ้าน ถึงขั้นจะต่อยเตะผู้ที่จะมาทดสอบความจริงจากโต๊ะบอมอของพวกเขา ในเรื่องของการรักษานั้น บางอย่างก็ร้ายกาจและช่างอัปยศต่อสังคมเป็นที่สุด คือมีการหาแพะ! คู่กรณีที่พบบ่อยที่สุดในบ้านเราคือ การมีเมียน้อย พอสามีไปมีเมียน้อย ภรรยาคนแรกก็จะมีอาการเครียด และสุดท้ายก็มีอาการทางจิตเวช เช่นซึมเศร้า เห็นภาพหลอน เขาก็จะพาไปหาโต๊ะบอมอ โต๊ะบอมอก็จะทำพิธีต่าง ๆ แล้วก็จบลงด้วยคำกว่าหาจากหมดผีวว่า ถูกภรรยาอีกคนหนึ่งทำของใส่ ก็เลยเกิดฟิตนะฮฺความเกลียดชังระหว่างมุสลิมด้วยกัน เลยเถิดไปถึงมีการทำของกลับไป เกิดการเชื่อในของปลุกเสก จนอาจนำไปสู่ชิริกหรือการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺได้ ทั้งที่เรื่องนี้สามารถที่จะอธิบายได้ด้วยหลักการทางการแพทย์ เนื่องจากความเครียดทำให้สารสื่อประสาทในสมองแปรปรวน และกลายเป็นตัวกระตุ้น ทำให้คนบางคนมีอาการทางจิต ซึ่งสามารถที่จะรักษาได้ ด้วยการปรับสารสื่อประสาท ด้วยยาและการบำบัด ซึ่งเรื่องนี้ก็มีการรักษาในทางอิสลามที่ถูกต้องด้วย แต่ก็พบเจอได้น้อยในทางปฏิบัติ

ความนิยมในหมอผีอิสลามของบ้านเรา ผมคิดว่าส่วนหนึ่งก็เป็นความเข้าใจผิดของชาวบ้านที่เชื่อว่าการรักษากับหมอบ้าน จะได้ให้ศาสนาเข้ามาช่วยในการรักษามากกว่าการรักษาในโรงพยาบาล ทั้งที่การรักษาด้วยแนวทางการแพทย์สมัยใหม่บ่างเรื่องถูกปฏิเสธด้วยหลักการของอิสลาม และการรักษากับหมอบ้านในหลายกรณีก็เลยเถิดจากแนวทางของอิสลามด้วยซ้ำไป จนกลายเป็นฟิตนะฮฺและอาจจะนำไปสู่ซิริก แต่เมื่อมองอีกด้านก็ต้องยอมรับว่าเราขาดบุคลากรด้านการแพทย์นี้ซึ่งเป็นหมอมุสลิมที่เข้าใจหลักการศาสนา เวลารักษาก็สามารถที่จะเชื่อมโยงเข้ากับศาสนาได้ ทำให้ชาวบ้านไม่ไว้ใจ อีกทั้งชาวบ้านเองก็ถูกทำให้เชื่อและไปแยกความเข้าใจว่าหมอหรือโรงพยาบาลไม่มีทางเข้ากับศาสนาได้ ทั้งหมอมุสลิมและชาวบ้านมุสลิม จึงมีกลิ่นไอเซคคิวลาห์ติดตัวอยู่คนละนิด

เหตุการณ์ต่างๆที่ได้ยกตัวอย่างมา เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นของปัญหาทางสาธารณะสุขและปัญหาสังคม โดยเฉพาะในสังคม 3 จังหวัด (ไม่แน่ว่าเป็นมากเฉพาะในหมู่มุสลิมด้วยมั้ย) แต่ผมเชื่อว่าปัญหาพวกนี้สามารถที่จะคลี่คลายได้ด้วยความรู้ศาสนาที่ถูกต้อง ตรรกะ และวิธีคิดในเชิงเหตุและผลและทัศนคติต่อสิ่งต่างๆที่ถูกต้อง และนี้เป็นสิ่งที่คนรุ่นเราจะต้องช่วยกันพัฒนาตัวเราเองและเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นในทางสาธารณะสุขหรือในทางอื่นก็ตาม


วัลลอฮุอะลัม.

เขียนโดย Narater









วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ประธาน สกอจ.ภูเก็ต บุกเดี่ยวต้านชิริกทั่วเมืองภูเก็ต













(เยอะ จริงๆ...ปกป้องอัลอิสลาม จ.ภูเก็ต)

ดาบตำรวจ ดร.โกมล ปธ.กอจ.ภูเก็ต ลงพื้นที่พิทักษ์อิสลาม จัดการศาลเจ้า ที่นำกุรอานและหมวกละหมาดไปบูชา

จากกรณีมีประชาชนมุสลิมในจังหวัดภูเก็ต ร้องเรียนถึงมูลนิธิมุสลิมเพื่อสันติ ศูนย์ประสานงานจ.ภูเก็ต พบศาลเจ้าในจังหวัดภูเก็ตมีกุรอานปะปนอยู่จึงได้เข้าตรวจสอบและทำหนังสือแจ้งไปยัง คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบ วันนี้ 22 พฤศจิกายน 2558 ดาบตำรวจ ดร.โกมล ดุมลักษณ์ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดภูเก็ต ได้ดำเนินนำหมายตรวจความมั่นคงของเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบจุดต่าง ด้วยกัน 5 จุด

จุดที่ 1.ศาลเจ้าพ่อตาโต๊ะถ่าหมี สะปำ อ.เมือง จ.ภูเก็ต และได้ขอพบผู้ดูแลศาลเจ้า พร้อมแนะนำชี้แจงเกี่ยวกับความสำคัญของพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน และขอซื้อพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านกลับ2เล่นในราคา1000บาท ผู้ดูแลศาลเจ้าให้ความร่วมมือทุกประการ

จุดที่2
สถานที่ละหมาดต้นตระกลูดุมลักษณ์ เจอผ้าสามสีผูกบูชาต้นไม้ ประธานอิสลามจังหวัดภูเก็ตถอดออกผ้าดังกล่าวออก

จุดที่3
ศาลพ่อตาโต๊ะแซะ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ประธานอิสลามจังหวัดภูเก็ตได้ขอเข้าพบผู้ดูแลศาลพ่อตาโต๊ะแซะ พร้อมแสดงหมายตรวจความมั่นคงของเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล ให้กับทางผู้ดูแลศาลได้ทราบ ผู้ดูแลศาลให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ได้พาเดินดูรอบๆและประธานอิสลามจังหวัดได้พบพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่านทั้งหมด 4เล่ม ประธานอิสลามจังหวัดได้ขอซื้อพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานกลับด้วยเงิน1000บาท ผู้ดูแลศาลได้มอบหมวกละหมาดให้กับประธานอิสลามจังหวัดภูเก็ตทั้งหมด13ใบ

จุดที่ 4
พ่อตาโต๊ะแซะขาว ,แดง,ดำ (ใกล้หน้าเรือนจำจังหวัดภูเก็ต) ประธานอิสลามจังหวัดภูเก็ต ได้ขอเข้าพบผู้ดูแลศาลเจ้า แต่ปรากฏว่าไม่พบสิ่งที่ละเมิดศาสนาอิสลาม

จุดที่5
พ่อตาโต๊ะหินขาว (ทางไปเกาะสิแหร่) ต.รัษฏา อ.เมือง จ.ภูเก็ต ประธานอิสลามจังหวัดภูเก็ต ได้เข้าตรวจสอบ ปรากฏว่าไม่พบสิ่งที่ละเมิดศาสนาอิสลามแต่อย่างใด
ทั้งนี้จากการตรวจสอบ ศาลเจ้าที่ได้ละเมิดศาสนาอิสลาม รวมแล้ว พระมาคัมภีร์อัลกุรอานทั้งหมด 6 เล่ม และผู้แลได้มอบหมวกให้กับ ประธาน กอจ.ภูเก็ต 13ใบ

ดาบตำรวจ ดร.โกมล กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวทั้งหมดเพื่ออัลลอฮ์ ตนได้บอกกล่าวอธิบายคนต่างศาสนิกที่เป็นผู้สร้างศาลให้เข้าใจแล้วว่าอะไรทำได้ทำไม่ได้ ตนได้รับรายงานจากผู้ดูแลศาลเจ้าอีกว่าพบเห็นมุสลิมจากจังหวัดกระบี่มานั่งอ่านกุรอาน ตนจึงสั่งผู้ดูแลว่า หากพบเห็นอีกให้ถ่ายรูปเก็บไว้ตนจะให้ ภาพละ 500 บาท เพราะการกระทำดั่งกล่าวถือว่าไม่มีในหลักการของอิสลาม
‪#‎ขุนคมคำ‬


ที่มา White news



วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อิสลามห้ามทุกวิถีทางที่นำสู่การตั้งภาคี(ชิริก)






ศาสนาอิสลามได้วางมาตราการต่างๆไว้อย่างมากมาย เพื่อป้องกันการทำชิริก(ตั้งภาคี)มิให้เกิดขึ้น ดังนั้นอิสลามจึงห้ามทุกวิถีทางที่จะนำไปสู่การทำชิริก ไม่ว่าจะเป็นด้วยคำพูด การกระทำ ความเชื่อมั่นที่จะทำให้หมดความสมบูรณ์ของหลักการให้เอกภาพแด่อัลลอฮ์ ซึ่งได้แก่

1. การสาบานต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ดังทีท่านนะบีมุฮัมมัด ได้กล่าวว่า

(مَنْ حَلَفَ بِغَيْرِ اللَّهِ فَقَدْ كَفَرَ أَوْ أَشْرَكَ) الترمذى واحمد

“ผู้ใดที่ได้สาบานต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ แน่นอน เขาได้ปฏิเสธศรัทธาแล้ว และเขาได้ตั้งภาคีแล้ว “

(บันทึกโดยอัตติรมีซีย์ และอะหมัด)

2. คนที่พูดกับผู้อื่นว่า “มาชาอัลลอฮ์วะชิตะ” ดังเช่นที่มีในฮะดีษ

มีชายคนหนึ่งได้พูดกับท่านนะบีมุฮัมมัด ว่า (ماشاءالله وشئت)

ท่านนะบี จึงได้กล่าวว่า (أَجَعَلْتَنِي وَاللَّهَ عَدْلاً بَلْ مَا شَاءَ اللَّهُ وَحْدَهُ) رواه أحمد

“เจ้าจะเอาฉันเป็นผู้เสมอเหมือนอัลลอฮ์กระนั้นหรือ? หาเช่นนั้นไม่ (จงพูดว่า) มาชาอัลลอฮ์ เพียงผู้เดียวเท่านั้น ไม่ต้องบอกว่า ชิตะ”


และเช่นเดียวกันในคำพูดที่ว่า أنابالله وبك ฉันอยู่กับอัลลอฮ์และกับท่าน هذامن الله ومنك สิ่งนี้จากอัลลอฮ์และจากท่าน مالى إلا ألله وأنت ไม่มีสำหรับฉันนอกจากอัลลอฮ์และท่าน أنامتوكل على الله وعليك ฉันมอบหมายต่ออัลออฮ์และท่านหรืออื่นๆ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับอัลลอฮ์ เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น

3. ห้ามห้อยหรือสวมใส่เครื่องรางของขลัง และมีความเชื่อมั่นว่า สิ่งเหล่านั้นป้องกันภัยอันตราย หรือรักษาให้หายได้ ดังที่ท่านนะบี ได้กล่าวว่า

(مَنْ عَلَّقَ تَمِيمَةً فَقَدْ أَشْرَكَ) رواه أحمدوالحاكم

“ใครห้อยหรือสวมใส่เครื่องรางของขลังใดๆ แน่นอนเขาได้ทำชิริกแล้ว”

(บันทึกโดยอะหมัดและฮากิม)

4. ห้ามเชื่อถือโชคลาง จากจำพวกนก ส่วนหนึ่งของวัน ส่วนหนึ่งของเวลา ส่วนหนึ่งของตัวเลข บางคน บางสถานที่ หรืออื่นๆ แท้จริงท่านนะบี ได้กล่าวว่า

(أًلطِّيَرَةُشِرْكٌ) أبوداودوالترمذى

“การเชื่อถือโชคลางนั้นเป็น ชิริก”

(บันทึกโดยอบูดาวูดและติรมีซีย์)

5. ห้ามเอากุบูรเป็นมัสยิด ปฏิบัติละหมาด หรือปลูกสร้างอาคารมัสยิดบนกุบูร

ดังเช่นที่ท่านนะบี ได้กล่าวว่า

لُعِنَ الْيَهُودَ وَالنَّصَارَى اتَّخَذُوا قُبُورَ أَنْبِيَائِهِمْ وَصَالِحِيهِمْ مَسَاجِدَ))

“พวกยิวและพวกคริสต์ได้โดนสาปแช่ง ซึ่งพวกเขาได้ยึดเอาสุสานของบรรดานะบีและคนศอและฮ์ ของพวกเขาเป็นมัสยิดต่างๆ”

(บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม)

6. ห้ามมีความคลั่งไคล้จนเกินเลย ในการยกย่องท่านนะบี จนเกินขอบเขตสถานะของท่าน

เช่นที่ท่านนะบี ได้กล่าวไว้ว่า

(لاَتطرونى كماأطرت النصارى عيس بن مريم فإنما أنا عبد فقولوا عبد الله ورسوله) رواه البخارى

“พวกท่านอย่าได้ทำเกินเลย คลั่งไคล้ฉัน ดังเช่นที่พวกคริสต์ทำเกินเลยกับอีซา บุตรของนางมัรยัม

แท้จริงแล้วฉันคือบ่าว ดังนั้นพวกท่านจงเรียกฉันว่า บ่าวของอัลลอฮ์ และศาสนทูตของพระองค์”

7. การทำตามที่ได้บนบานเอาไว้ ณ สถานที่ ซึ่งเคยมีการบนบาน ต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์

ดังที่มีในฮะดีษของซาบิร บินเฎาะฮฺฮาก ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ::

“มีชายผู้หนึ่งได้บนว่าจะเชือดอูฐหนึ่งตัว ที่บูวานะฮ์ (ชื่อที่แห่งหนึ่งใกล้นครมักกะฮฺ) ดังนั้นเขาจึงถามท่านนะบี (ต้องทำหรือไม่)

ท่านถามว่า ตรงนั้นมีสิ่งสักการะของพวกญาฮิลียะฮ์ ถูกเคารพบูชาอยู่หรือไม่?

พวกเราตอบว่า ไม่มี

ท่านถามอีกว่า ตรงนั้นเป็นสถานที่ชุมนุมเทศกาลของพวกเขาหรือเปล่า?

พวกเหล่านั้นตอบว่า ไม่

ดังนั้นท่านร่อซูล ได้กล่าวว่า (أَوْفِ بِنَذْرِكَ فَإِنَّهُ لاَ وَفَاءَ لِنَذْرٍ فِي مَعْصِيَةِ اللَّهِ وَلاَ فِيمَا لاَ يَمْلِكُ ابْنُ آدَم) رواه أبوداود

“ท่านจงทำตามที่ท่านได้บนไว้ เพราะว่าไม่มีการทำตามการบนที่เป็นการฝ่าฝืนอัลลอฮ์ หรือสิ่งที่มนุษย์มิได้ครอบครอง”

(บันทึกโดยอบูดาวูด)


และอื่นๆจากนั้นอีกมากมายที่จะนำมาสู่การทำชิริก (ตั้งภาคี)


....................................
อ.อับดุลฆอนี บุญมาเลิศ






วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ตะกรุด เครื่องราง ของขลัง บาปใหญ่ในอิสลาม




“ตะกรุด เครื่องราง ของขลัง เป็นส่วนหนึ่งของวิชาไสยศาสตร์ซึ่งมีอยู่จริง และมีมานานแล้ว ในคัมภีร์อัลกุรอาน กล่าวถึงเรื่องของวิชาไสยศาสตร์ที่เกิดขึ้นในสมัยท่านนบีสุไลมาน(อ.ล.) เราจึงไม่สามารถปฏิเสธสิ่งนี้ได้
เรื่องของไสยศาสตร์เป็นเรื่องของการใช้อำนาจเร้นลับ การเชื่อในสิ่งเร้นลับหรือที่เรียกว่า “อัลเฆ็บ” เป็นสิ่งหนึ่งในหลักความเชื่อของอิสลาม เพราะสิ่งที่มองไม่เห็นมีหลายอย่าง เช่น อัลลอฮฺ(ซบ.) ก็เป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็น สวรรค์ นรก โลกหน้า วิญญาณ ญิน มลาอิกะห์ และสิ่งอื่นๆ อีก สิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงแม้เราจะมองไม่เห็น แต่เราต้องเชื่อ
เนื่องจากคนเรากลัวในสิ่งที่ตัวเองมองไม่เห็น เพราะฉะนั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเมื่อมนุษย์เห็นภัยพิบัติต่างๆ เช่น ฟ้าถล่ม แผ่นดินทลาย ภูเขาไฟระเบิด และรู้ว่าตัวเองไม่มีอำนาจที่จะไปต้านทานการเกิดปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่นำมาซึ่งความหายนะได้ จึงวิงวอนขอต่ออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยคุ้มครอง แต่เมื่อไม่เห็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ มนุษย์จึงทำรูปปั้นขึ้นมาเป็นตัวแทนอำนาจศักดิ์สิทธิ์เพื่อใช้ในการวิงวอนขอความช่วยเหลือ และในการปั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น บางครั้งก็ใช้รูปร่างหน้าตาของคนดีๆที่เสียชีวิตไปแล้ว เพราะมนุษย์เชื่อว่าวิญญาณของคนดีๆ เหล่านี้จะสามารถให้ความปกป้องคุ้มครองตัวเองได้ หรือไม่ก็ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการติดต่อกับอัลลอฮฺ(ซบ.)ให้คุ้มครองตัวเอง ทำให้เกิดการทำรูปปั้น รูปเจว็ดเพื่อเคารพบูชาขึ้นมา อาจปั้นเป็นตัวเล็กๆพกติดตัวหรือห้อยคอ นี่คือที่มาของการห้อยตะกรุด เครื่องราง ของขลัง หลังจากนั้นก็มีวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมามากมาย”

การใช้เครื่องราง ของขลังและไสยศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1. ป้องกันอันตรายจากสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น
2. ใช้ในการทำร้ายและทำลายคนอื่น
3. บางครั้งก็ใช้ในการช่วยเหลือคนอื่น

สภาพความเชื่อของคนสมัยก่อน…

คนใช้ตะกรุด เครื่องราง ของขลัง หรืออาซีมัต เพื่อการคุ้มครอง โดยเชื่อว่าใส่แล้วจะป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นจากอำนาจที่มองไม่เห็น นั่นคืออำนาจของญิน และมีบางคนเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้สามารถป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ได้ เช่น ฟันแทงไม่เข้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักศรัทธาในอิสลาม มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานก่อนหน้าสมัยท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.)เสียด้วยซ้ำ เราปฏิเสธไม่ได้ แต่อิสลามสอนให้เราอย่าได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้

การห้อยตะกรุด หรือ อาซีมัต ผูกเส้นด้ายต่างๆ เป็นการเลียนแบบคนต่างศาสนิก ในสมัยท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ชาวอาหรับก็มีความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์ ก่อนชาวอาหรับจะเดินทางไปค้าขายหรือออกรบ ชาวอาหรับจะไปเคารพสักการะเจว็ดรูปปั้นรอบๆ กะบะห์เพื่อขอให้ตนเองได้รับชัยชนะในการทำสงคราม หรือเวลาออกไปทำการค้าก็วิงวอนขอต่อเจว็ดทั้งหลายให้อำนวยโชค ทำมาค้าขายได้กำไร บางครั้งชาวอาหรับไม่ได้พกเจว็ดไป แต่การเสพติดเจว็ดบูชามีถึงขนาดที่ว่าบางครั้งเมื่ออยู่กลางทะเลทราย หากชาวอาหรับรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา ก็จะเอาดินมาผสมกับนมแพะ น้ำ หรือถ้าหาอะไรไม่ได้ก็ผสมกับเยี่ยวอูฐเพื่อปั้นเจว็ดไว้บูชาอธิษฐานบนบานให้ตัวเองได้รับความปลอดภัย

เหล่านี้เป็นสภาพความเชื่อของคนในสมัยก่อนหน้าอิสลาม เมื่อมาถึงยุคของท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ท่านได้บอกแก่ประชาชาติมุสลิมว่าถ้าจะขอความคุ้มครองเพื่อการป้องกันภัยจากสิ่งต่างๆ  ต้องขอต่ออัลลอฮฺ(ซบ.) โดยตรง เพราะอัลลอฮฺ(ซบ.) มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งคือเป็นผู้ทรงคุ้มครอง ดังที่พระองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสความว่า
“และหากว่าอัลลอฮฺ ทรงให้ความเดือดร้อนอย่างหนึ่งอย่างใดประสบแก่เจ้า แล้วก็ไม่มีผู้ใดจะปลดเปลื้องมันได้ นอกจากพระองค์เท่านั้น”(อัลกุรอาน ซูเราะห์อัล-อันอาม 6:17)

อายะห์อัลกุรอานดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าถ้าอัลลอฮฺไม่ช่วยคุ้มครองป้องกัน มนุษย์ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่ถ้าหากอัลลอฮฺคุ้มครองแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถทำร้ายหรือทำอันตรายมนุษย์ได้ ดังนั้น ขอให้วางใจในอัลลอฮฺ(ซบ.) และขอความช่วยเหลือต่อพระองค์เท่านั้น โดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใด
ที่มาของความเชื่อเรื่องเครื่องราง ของขลังในประเทศไทย…
ประเทศไทยเราได้รับอิทธิพลจากลัทธิพรามห์ฮินดูในอดีต เพราะก่อนหน้านี้ อินโดนีเซีย มาเลเซีย แหลมสุวรรณภูมิ ตกอยู่ในอิทธิพลของพรามห์ฮินดูซึ่งมีความเชื่อในเรื่องของเวทมนต์ ไสยศาสตร์ต่างๆ และเมื่อคนในบริเวณนี้มารับอิสลามก็ได้รับอิทธิพลส่วนหนึ่งจากชาวฮินดูมา และนำมาใช้ในเรื่องของเวทมนต์ ไสยศาสตร์โดยใช้ภาษาอาหรับแทนภาษาฮินดูและสันสกฤต

การห้อยเครื่องราง ของขลัง ตะกรุด อาซีมัต ถือเป็นชิริก บาปใหญ่…

ชิริก หมายถึงการนำเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมามาเทียบเคียงอัลลอฮฺ หรือมีหุ้นส่วนกับอัลลอฮฺ(ซบ.) ในการเคารพสักการะ บนบานหรืออธิษฐาน ขอความช่วยเหลือหรือขอความคุ้มครอง ถ้าเข้าใจความหมายของคำว่าชิริกแล้ว เราจะเข้าใจกระจ่างได้ทันทีว่าการมีอาซีมัตหรือการใช้ตะกรุดเครื่องรางของขลังเป็นบาปใหญ่ และทำให้เราพ้นสภาพจากการเป็นมุสลิมไปโดยปริยาย (ตกศาสนา)
ในเมื่อเรากล่าวกาลีมะฮ์ชาฮาดะฮ์แล้วว่า “อัชฮะดุอันลาอิลาฮาอิลลัลลอฮ วะอัชฮะดุอันนะมูฮัมมาดัรรอซูลุลลอฮฺ” หมายถึง ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ และมูฮัมหมัด เป็นรอซูลของอัลลอฮฺ  นั่นหมายความว่า เราไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลลอฮฺ(ซบ.) ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะมาเคารพสักการะหรือเอาสิ่งใดมาเป็นผู้คุ้มครองควบคู่ไปกับอัลลอฮฺ(ซบ.) ได้

แม้จะบอกว่าการที่ใส่ ตะมาอิม ตะมีมะฮ์ อาซีมัตนั้น เราขอบารอกัตจากอัลลอฮฺให้คุ้มครองเราก็ตาม…
เรามีสิ่งใดเป็นสื่อกลางไม่ได้ทั้งสิ้นในการวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ(ซบ.) เราต้องขอโดยตรง เป็นพระมหากรุณาอันล้นพ้นของอัลลอฮฺ(ซบ.) ที่เปิดโอกาสให้เราขอได้โดยตรง นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ถึงได้บอกคุณสมบัติของอัลลอฮฺว่าพระองค์คือผู้ทรงคุ้มครอง เราต้องทำความเข้าใจคุณสมบัติของอัลลอฮฺ(ซบ.)  ถ้าหากเราเชื่อมั่นและศรัทธาในอัลลอฮฺ(ซบ.) เราต้องเชื่อว่าพระองค์คือผู้ทรงคุ้มครอง อย่าเอาสิ่งใดมามีหุ้นส่วน หรือมาตั้งภาคีเป็นชิริกกับพระองค์ในเรื่องคุณสมบัติการเป็นผู้ทรงคุ้มครองของอัลลอฮฺ(ซบ.)

ผลของการใช้เครื่องราง ตะกรุด อาซีมัต… 

คนที่ใช้เครื่องราง ตะกรุด อาซีมัต ส่วนมากจะลืมตัว คิดว่าเครื่องรางของขลังเป็นสิ่งที่คุ้มครองตนเอง แทนที่จะคิดว่าอัลลอฮฺ(ซบ.) เป็นผู้คุ้มครอง แต่กลับคิดว่าตะกรุดเป็นสิ่งที่ให้ความคุ้มครอง ทำให้เกิดความเข้าใจผิด บางคนที่ใส่ตะกรุดเชื่อว่าตัวเองใครมายิงฟันไม่เข้า จึงทำตัวเกะกะระราน ต้องการแสดงอิทธิฤทธิ์ความขลังของตะกรุด จึงแสดงนิสัยอันธพาลออกมาซึ่งทำให้ตัวเองกลายเป็นลูกน้องของชัยฏอน ดังนั้น การเล่นไสยศาสตร์จึงเป็นการเชื่อในอำนาจของชัยฏอน ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะฉะนั้น อิสลามถึงได้ห้าม ความจริงชัยฏอนไม่มีอำนาจ เนื่องจากอัลลอฮฺ(ซบ.) ไม่ได้ให้อำนาจมัน มันแค่ทำหน้าที่หลอกเราให้หลงเชื่อ แต่มันไม่สามารถที่จะบังคับเราให้เชื่อตามมัน

หากเกรงว่าจะเกิดอันตรายมีวิธีป้องกันอย่างไรตามหลักอิสลาม…

ท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) เคยโดนวิชาไสยศาสตร์ในตอนบั้นปลายชีวิตของท่าน คือมีชาวยิวจ้างเด็กคนหนึ่งให้เอาเส้นผมที่หวีของท่านนบีไปผูกกับใยอินทผลัมและนำไปฝังไว้ที่ก้นบ่อน้ำแห่งหนึ่ง ผลของการทำไสยศาสตร์ทำให้ท่านนบีไม่สบายเป็นไข้อยู่หลายวัน ดังนั้นอัลลอฮฺ(ซบ.) จึงได้สอนการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ(ซบ.) โดยการประทาน 2 ซูเราะห์ ซึ่งเป็น 2 ซูเราะห์ที่ขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ(ซบ.) คือซูเราะห์อัลฟะลัก และซูเราะห์อันนาส ดังนั้นท่านนบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ได้สอนให้เราได้อ่าน 2 ซูเราะห์นี้ก่อนนอนโดยการเป่าลงไปบนฝ่ามือแล้วใช้ฝ่ามือลูบไปยังทุกส่วนของร่างกายที่มือไปถึง  นี่ก็เป็นวิธีการขอความคุ้มครองป้องกัน ที่อัลลอฮฺ(ซบ.) ประทานแก่ท่านนบี ซึ่งเราควรที่จะนำมาใช้ (มีบางรายงานกล่าวว่าให้อ่าน กุลฮุวัลลอฮุอะฮัด….และตามด้วยอีกสองซูเราะห์ที่ขอความคุ้มครอง)
บนโลกใบนี้ ไม่ได้มีมนุษย์อาศัยอยู่เผ่าพันธุ์เดียว ยังมีสิ่งที่มนุษย์มองไม่เห็นซึ่งเราเรียกว่าญินอาศัยอยู่กับเรา และมันมีอิทธิพลต่อมนุษย์เหมือนกัน มันสามารถเข้ามาสิงในตัวมนุษย์หรือแกล้งเราทางด้านภายนอกก็ได้ ดังนั้น เราต้องขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ(ซบ.) และหาวิธีการป้องกันตามวิถีทางของอิสลาม เช่น เมื่อเวลาเราหวาดผวา ตกใจกลัว ให้เราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺด้วยการกล่าวว่า “อะอูซุบิลลาฮิมินัชชัยฏอนิรร่อญีม”หมายความว่า“ฉันขอความคุ้มจากอัลลอฮฺให้พ้นจากมารร้ายที่ถูกสาปแช่ง”การอ่านอายะห์กุรซีย์ และการดำรงรักษาละหมาดอยู่เป็นประจำก็เป็นการป้องกันการแทรกแซงของพวกญินอย่างหนึ่ง การไม่กินสิ่งของต้องห้าม ทำให้ร่างกายของเราสะอาด ทำให้อีหม่านเราเข้มแข็ง การแทรกแซงจากอำนาจเร้นลับก็ยากที่จะเข้ามาถึงตัวเรา การอาบน้ำละหมาดอยู่เสมอๆ การอ่านกุรอานเป็นประจำก็เป็นการช่วยป้องกันอย่างหนึ่ง และขอดุอาอฺจากอัลลอฮฺ(ซบ.)โดยตรงเลยเมื่อเราขอจากอัลลอฮฺแล้วญินก็ไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงได้

ฝากถึงพี่น้องมุสลิม…

วิธีการป้องกันตัวเองให้พ้นจากมารร้ายนั้น ประการแรกเลย เราต้องมีอีหม่านที่มั่นคง การจะมีอีหม่านที่มั่นคงได้ก็ต้องหลีกห่างจากสิ่งต้องห้าม ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่ฮะรอม การเล่นการพนัน กินเหล้า สิ่งเหล่านี้คัมภีร์อัลกุรอานกล่าวชัดว่ามันเป็นงานของชัยฏอน ถ้าเราไปเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นของฮะรอม นั่นก็เท่ากับการสมัครใจเข้าไปเป็นพวกพ้องของมัน เมื่อตกเป็นลูกน้องมันแล้ว มันก็สามารถทำอะไรกับเราก็ได้ ดังนั้น เราจึงต้องละเว้นสิ่งที่ต้องห้ามให้ได้เสียก่อน หลังจากนั้นก็ทำจิตวิญญาณให้เข้มแข็งด้วยการละหมาด หรือการถือศีลอด การซิกรุ้ลลอฮฺ การอ่านกุรอาน และเวลาจะขอความคุ้มครองอะไรก็แล้วแต่ต้องขอต่ออัลลอฮฺ(ซบ.) โดยตรง ไม่จำเป็นต้องขอผ่านตะกรุดหรือบุคคลใดๆ ให้เป็นสื่อกลาง อัลลอฮฺ(ซบ.) เปิดโอกาสให้เราแล้วให้เราเข้าหาพระองค์ได้โดยตรง เพียงแต่ว่าเวลาจะเข้าหาอัลลอฮฺ(ซบ.) เราต้องทำจิตใจร่างกายของเราให้สะอาด อัลลอฮฺ(ซบ.) ก็จะทรงรับดุอาอฺและทรงช่วยเหลือเรา อินชาอัลลอฮฺ

.................................
อาจารย์บรรจง บินกาซัน




รูปโต๊ะลาแบแขวนคอ


ชาวพุทธศาสนาเขามีรูปพระ หรือหลวงพ่อติดแขวนไว้ตามร่างกาย เพื่อเป็นสิริมงคล เสริมบารมี หรือปกป้องคุ้มครอง จากภัยร้ายต่างๆ ตามความเชื่อของพวกเขา

แต่กลับมีมุสลิมบางคน หรือบางกลุ่ม ได้คิดสูตรเอารูปภาพโต๊ะลาแบ โต๊ะครู หรือโต๊ะกีแซะฮ์ นำมาใส่กรอบเล็กๆ แล้วนำมาแขวนตามร่างกาย เหมือนเช่นคนต่างศาสนิกเขาทำไม่มีผิด และมีความเชื่อว่ารูปโต๊ะเหล่านั้น จะคอยช่วยเหลือปกป้อง หรือเสริมบารมี เกิดความศิริมงคลให้แก่พวกเขา แน่นอนการกระทำเช่นนี้เป็นการนำสิ่งอื่นมาเทียบเคียงพระองค์อัลลอฮ์ตะอาลา เพื่อทำการวิงวอนขอคุ้มครอง หรือเชื่อว่ามันจะให้คุณให้โทษแก่พวกเขา ซึ่งมันเข้าข่ายการทำชิริกที่เป็นที่ต้องห้าม และเป็นบาปใหญ่ในอิสลาม 


วัลลอฮุอะลัม







วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

การสั่งใช้ให้ตัดสายธนูที่แขวนคออูฐ ซึ่งมีความเชื่อว่ามันช่วยป้องกันดวงตาที่ชั่วร้าย



รายงานจากอบู บะชีร อัลอันศอรีย์ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮ์) ว่าเขาอยู่กับท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ในการเดินทาง บางครั้งของท่าน ขณะที่ผู้คนยังอยู่ในที่นอนของพวกเขา ท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ส่งผู้แทนคนหนึ่งให้แจ้งว่า : อย่าให้เหลืออยู่ที่คออูฐสิ่งที่ใช้แขวนคอที่ทำจากสายคันธนู หรือสิ่งใดๆที่ใช้แขวนคอ นอกจากต้องถูกตัดออกไป (เพื่อรักษาหลักศรัทธาที่ถูกต้อง เพราะเขามีความเชื่อว่าการแขวนคอสัตว์ด้วยสายธนูสามารถป้องกันดวงตาที่ชั่วร้ายได้)” (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ เลขที่ 3005)

จากหะดิษท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้สั่งให้ทำการตัดสายคันธนู หรือสิ่งอื่นใดที่แขวนอยู่ที่คออูฐ เพื่อทำลายความเชื่อที่ว่า สายคันธนู หรือสิ่งอื่นใดที่แขวนอยู่ที่คออูฐจะสามารถช่วยป้องกันดวงตาที่ชั่วร้ายได้ อันเป็นการขัดกับหลักศรัทธาของอิสลาม ที่เชื่อว่าพระองค์อัลลอฮฺตะอาลาแต่เพียงผู้เดียวเป็นผู้ให้คุณให้โทษแก่เขาผู้นั้นได้


แล้วจะนับภาษาอะไร กับที่มีการแขวนเส้นด้ายสีขาว หรือหลากสี อาซีมัต หรือวัตถุอื่นใดไว้ที่คอ เอว หรือข้อมือ โดยมีความเชื่อว่าเส้นด้าย อาซีมัต หรือสิ่งใดที่แขวนไว้นั้นจะช่วยป้องกันจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือพยันอันตรายต่างๆแก่เขาผู้นั้น ที่มันต้องถูกห้าม และตัดทิ้งไปจากร่างกายของเขาเสีย เพื่อรักษาหลักศรัทธาอากีดะฮ์ที่บริสุทธิ์ไว้ 





วันอังคารที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ไม่รู้หรือว่ามันชิริก




อิสลามนั้นชัดเจน และคือแนวทางที่เที่ยงตรง แนวทางอื่นนอกจากอิสลาม ไม่ว่ามันจะสืบทอดมาจากปู่ย่าตายายก็ตาม หากมันขัดแย้งกับอิสลาม โดยเฉพาะการทำพิธีกรรมและเชื่อในสิ่งที่เป็นชิริกต่อพระองค์อัลลฮ์นั้น มันคือแนวทางที่หลงผิด และเป็นบาปใหญ่ยิ่ง

إِنَّ هَٰذَا الْقُرْآنَ يَهْدِي لِلَّتِي هِيَ أَقْوَمُ وَيُبَشِّرُ الْمُؤْمِنِينَ الَّذِينَ يَعْمَلُونَ الصَّالِحَاتِ أَنَّ لَهُمْ أَجْرًا كَبِيرًا (9) وَأَنَّ الَّذِينَ لَا يُؤْمِنُونَ بِالْآخِرَةِ أَعْتَدْنَا لَهُمْ عَذَابًا أَلِيمًا ( 10 )

ความว่า“แท้จริง อัลกุรอานนี้นำสู่ทางที่เที่ยงตรงยิ่ง และแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาที่ประกอบความดีทั้งหลายว่า สำหรับพวกเขานั้นจะได้รับการตอบแทนอันยิ่งใหญ่(9) และแท้จริงบรรดาผู้ไม่ศรัทธาต่อโลกหน้านั้น เราได้เตรียมไว้สำหรับพวกเขาแล้วซึ่งการลงโทษอันเจ็บแสบ”(10) (อัลอิสรออฺ 9-10)




วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

มุสลิมกับอาชีพหมอดู

การดูหมอ‬ ทำเสน่ห์ยาแฝด นำมาเป็นงานอาชีพหรืองานอดิเรกไม่ได้ เป็นอวิชชา เป็นที่ต้องห้ามในอิสลาม ถือเป็นชิริก และเป็นบาปใหญ่
รายได้จากการประกอบอาชีพนี้ถือว่าเป็นรายได้ที่ต้องห้าม (ฮารอม) ไม่ว่าจะนำมากินเอง เลี้ยงครอบครัว หรือนำเอาไปแจกจ่ายแก่ผู้อื่นก็ตาม

ท่านอะบีมัสอู๊ด อัลอันศอรีย์ รอฏิยัลลอฮุอันฮุ ได้รายงานว่า

أن رسول الله صلى الله عليه وسلم نهى عن ثمن الكلب ومهر البغى وحلوان الكاهن

ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ห้ามราคาซื้อขายหมา,เงินได้ของหญิงขายตัว และรายได้ของหมอดู” ศอเฮียะห์บุคคอรี ฮะดีษเลขที่ 2083

หากมุสลิมคิดจะยึดอาชีพดูหมอ หรือทำเสน่ห์ ก็น่าจะยึดอาชีพขายหมาและเปิดซ่องขายบริการด้วย เพราะรายได้ทั้งหมดเป็นที่ต้องห้ามเหมือนกัน
การที่คนข้างบ้านที่ประกอบอาชีพนี้ ได้นำเอาอาหารมาให้ ก็ไม่ต้องกิน และไม่ต้องรับ เพราะเขากินเองก็ฮะราม เอามาให้เราก็ใช่ว่าจะฮาลาล อย่าเกรงใจในเรื่องฮะรามเลยครับ
แต่แปลกใจอยู่อย่างหนึ่งก็คือ.....
เมื่อเขาทำบุญทีไร ก็เห็นอิหม่ามหรือท่านครูบางคนเป็นหัวขบวนเดินนำหน้าไปกินกันอย่างไม่สะทกสท้าน

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2558

เด็กนั้นเกิดมาขาวบริสุทธิ์ พ่อแม่ของเธอต่างหากที่นำชิริกมาสู่ตัวเธอ



รายงานจากอิมรอน บิน ฮุศ็อย ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า
" ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยอฺ วะซัลลัม ได้เห็นห่วงวงกลม โผล่ออกมาที่กล้ามแขนของชายคนหนึ่ง เขาบอกว่าทำมาจากทองคำท่านรสูลกล่าวว่า 
“โออนิจจา อะไรกันนี่?!!!  
เขาตอบว่า “เพราะโรคเพลีย” 
ท่านจึงตอบกลับไปว่า “พึงทราบเถิดนะว่า มันไม่มีอะไรดีขึ้น นอกจากการเพลียอยู่เช่นนั้น โยนมันทิ้งไปเสีย เพราะหากเจ้าตายในสภาพนี้ เจ้าจะไม่ได้รับความสำเร็จตลอดกาล”
(บนันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด)

รายงานจากท่านอิบนุ มัสอูด เล่าว่า "
เขาเข้ามาหาภรรยาของเขา และคอของนางมีตะกรุดแขวนอยู่  เขาจึงกระชากมันจนมันขาด และอุทานออกมาว่า 
“แท้จริงวงวานศ์ของอับดุลลอฮฺนั้น ไม่ต้องการตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺกับสิ่งที่พระองค์มิได้ทรงประทานหลักฐานมา”และเขากล่าวอีกว่า 
“ฉันเคยได้ยิน  ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า: อันเวทมนต์คาถา เครื่องรางของขลัง และติวะละฮฺเป็นชีริก”พวกเขา(เหล่าสาวก) ถามว่า 
“โอ้ท่านอบูอับดุลลอฮฺ (นามแฝงของอิบนุ มัสอูด) เครื่องรางและคาถานั้นพวกเรารู้แล้ว แต่ติวะละฮฺนั้นละคืออะไร?” 
ท่านตอบว่า“เสน่ห์(ยาแฝด) สิ่งที่พวกผู้หญิงทำขึ้นเพื่อให้สามีหลงรัก”
(บันทึกหะดิษโดยอัลฮากิม และอิบนิฮิบบาน โดยทั้งสองว่าเป็นหะดิษเศาะเฮียะฮฺ)



วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การอ่านคำทำนายดูดวงของราศีต่างๆ ในนิตยาสาร






ชัยค์ ศอลิหฺ อาลุชเชค หะฟิซอฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในตำรา
ชะเราะหฺกิตาบ อัต-เตาฮีด เรื่อง สิ่งที่มาจากการดูดวงดาว(โหราศาสตร์)

       “จากสิ่งที่เกี่ยวข้องในเรื่องของโหราศาสตร์ในยุคสมัยนี้ –พร้อมกับความเมินเฉยของผู้คนจากมัน- มันได้มีอยู่มากมายในนิตยสารต่าง ที่พวกเขาเรียกมันเป็น ราศี ต่างๆ พวกเขาทำให้มีหน้าเฉพาะของมัน หรือส่วนย่อยของมันในหนังสือพิมพ์ และพวกเขาได้เขียนให้เป็นราศีของปีต่างๆ เป็น ราศีสิงห์ ราศีพิจิก ราศีพฤษภ และอื่นๆ และจะทำให้ในทุกๆราศี นั้นมีสิ่งที่จะเกิดขึ้นในมัน ดังนั้นมื่อชาย หรือหญิง ที่เกิดในราศีดังกล่าว ก็จะมีคำกล่าวไว้ว่า “จะเกิดสิ่งนี้สำหรับท่านในเดือนนี้ อย่างนั้น อย่างนี้” นี่คือเรื่องของโหราศาสตร์ ซึ่งมันเป็นการทำให้เกิดผลและการใช้หลักฐานด้วยกับการดูดวงดาวและจักราศีต่างๆ บนการทำให้เป็นผลในโลกและบนสิ่งที่จะเกิดขึ้นในโลก และมันคือชนิดหนึ่งของการทำนาย(หมอดู) และมันมีอยู่ตามนิตยสารและหนังสือพิมพ์ต่างๆบนสิ่งดังกล่าว ให้เป็นเหมือนกับการมีหมอดูทำนายอยู่ในมัน

ดังนั้นสิ่งนี้จำเป็นต้องปฏิเสธ ห้ามปรามมัน ปฏิเสธการเข้าร่วมทั้งหลาย และการเรียกร้องไปสู่ความรู้เรื่องเร้นลับและไสยศาสตร์และโหราศาสตร์ เพราะว่า โหราศาสตร์นั้นมาจากไสยศาสตร์ ดังเช่นที่เราได้กล่าวไว้ จำเป็นที่จะต้องปฏิเสธมันบนทุกๆระดับขั้น

และจำเป็นเช่นเดียวกันที่มุสลิมทุกคนจะต้องไม่เอามันเข้าไปอยู่ในบ้านของเขา และอย่าได้อ่านมัน และอย่าได้ดูมันเพราะว่า การดูราศีต่างๆและสิ่งที่อยู่ในมันนั้น –แม้ว่าจะดูเพื่อรู้เฉยๆ(ไม่ได้เชื่อ)ก็ตาม-มันเข้าอยู่ในการห้ามจากด้านนี้ด้วยเพราะมันคือ สิ่งที่มาจากหมอดู ที่เป็นสิ่งที่ถูกปฏิเสธถูกห้ามบนมัน และเมื่อเขาได้อ่านหน้านี้ และเข้าได้รู้ถึง ราศีของเขา ซึ่งเขาได้เกิดในมัน หรือรู้ถึงราศีที่เหมาะสมตรงกับเขา และเขาได้อ่านสิ่งที่อยู่ในมัน ดังนั้นมันก็เป็นเช่นเดียวกับการที่เขาไปถามหมอดู และเขาจะไม่ถูกรับการละหมาด เป็นเวลา 40 วัน และถ้าหากว่าเขาเชื่อในสิ่งที่อยู่ในราศีนั้นๆ แน่นอนเขาได้เป็นผู้ปฏิเสธต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่ท่านนบีย์มุฮำมัด ศอลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม และสิ่งนี้มันบ่งถึงว่าท่านได้อยู่บนสิ่งที่แปลกแตกต่างตรงข้ามกับเตาฮีด ระหว่างหมู่ชนของเขา(รอซูล) และความแปลกแตกต่างตรงข้ามกับความเข้าใจ ที่แท้จริงของตำราเล่มนี้-ตำราอัต-เตาฮีด- ดังกระทั่ง ณ ที่กลุ่มชนฟิตเราะฮฺและกลุ่มชนของการดะอฺวะฮฺนี้ จำเป็นที่เขาจะต้องปฏิเสธสิ่งดังกล่าวบนทุกระดับชั้น และคนหนึ่งคนใดอย่าได้สร้างบาปแก่ตัวของเขาเอง และอย่าได้ให้มันอยู่ในบ้านของเขาด้วยกับการเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากหนังสือซึ่งมีสิ่งดังกล่าวอยู่ในมันเข้าไปในบ้านของเขา เพราะว่าสิ่งนี้นั้นหมายถึงเขาได้เอาหมอดูเข้าไปในบ้านของเขา
และนี่มันคือ- วัลอิยาซุบิ้ลลาฮฺ- บาปใหญ่

ดังนั้นจำเป็นที่จำต้องปฏิเสธสิ่งดังกล่าวและฉีกขจัดมัน และพยายามทุกวิธีทางจนกว่าสิ่งเหล่านั้นมันจะถูกขจัดออกไป
เพราะว่าพวกโหราศาสตร์และพวกราศีต่างๆนั้นพวกมันมาจากการดูหมอดู และการโหราศาสตร์ สำหรับมันนั้น มีที่สอนที่อยู่ในประเทศเลบานอน และในที่อื่นๆจากมัน ผู้คนได้ไปเรียนการเคลื่อนที่ของดวงดาวและสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วยกับการคำนวณต่างๆที่เป็นที่รู้กัน และมีตารางกำหนดชัดเจนและพวกเขาจะบอกต่อกันมาด้วยกับผู้ที่มาจากบรรดาราศีต่างๆและมันจะเกิดขึ้นกับเขาด้วยกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ จากแนวทางที่เขาได้สอนนั้น หัวหน้าของพวกเขาและหมอดูทั้งหลายของพวกเขาจะหลอกลวงด้วยกับมัน

ดังนั้นจำเป็นที่นักศึกษา ผู้แสวงหาความรู้ จะต้องพยยามอธิบายแจ้งแก่ผู้คนทั้งหลายถึงข้อเท็จจริงของสิ่งดังกล่าวในคำพูดต่างๆของพวกเขา ในหลังการละหมาดต่างๆและในคุตบะฮฺวันศุกร์ เพราะว่านี่คือสิ่งที่มาจากบะลาอฺที่มากมายด้วยกับมัน และการปฏิเสธ ห้ามปรามในมันนั้น ช่างน้อยนิด และการเตือนภัยบนมันนั้นช่างอ่อนด้อยเหลือเกิน

เส้นคั่น1

—والله المستعان—-
قـــال فضيلة الشيخ صالح آل الشيخ في شرح كتاب التوحيد – باب ما جاء في التنجيم :


” ومما يدخل في التنجيم في هذا العصر بوضوح -مع غفلة الناس عنه- ما يكثر في المجلات مما يسمونه البروج ، فيخصصون صفحة أو أقل منها في الجرائد ، ويجعلون عليها رسم بروج السنة برج الأسد ، والعقرب ، والثور ، إلى آخره ، ويجعلون أمام كل برج ما سيحصل فيه ، فإذا كان الرجل أو المرأة مولودا في ذلك البرج يقول : سيحصل لك في هذا الشهر كذا وكذا وكذا ..
وهذا هو التنجيم الذي هو التأثير ، والاستدلال بالنجوم والبروج على التأثير في الأرض وعلى ما سيحصل في الأرض ، وهو نوع من الكهانة ، ووجوده في المجلات والجرائد على ذلك النحو وجود للكهانة فيها ، فهذا يجب إنكاره إنكارا للشركيات ولادِّعَاء معرفة الغيب وللسحر وللتنجيم ؛ لأن التنجيم من السحر كما ذكرنا ، ويجب إنكاره على كل صعيد ، ويجب أيضا على كل مسلم أن لا يدخله بيته ، وأن لا يقرأه ، ولا يطلع عليه ؛ لأن الاطلاع على تلك البروج وما فيها- ولو لمجرد المعرفة- يدخل في النهي من جهة أنه أتى الكاهن غير منكر عليه .
وإذا قرأ هذه الصفحة وهو يعلم برجه الذي ولد فيه ، أو يعلم البرج الذي يناسبه ، وقرأ ما فيه ، فكأنه سأل كاهنا ، فلا تقبل له صلاة أربعين يوما ، فإن صدق بما في تلك البروج فقد كفر بما أنزل على محمد ، وهذا يدلك على غربة التوحيد بين أهله ، وغربة فهم حقيقة هذا الكتاب- كتاب التوحيد- حتى عند أهل الفطرة وأهل هذه الدعوة ، فإنه يجب إنكار ذلك على كل صعيد وأن لا يؤثم المرء نفسه ، ولا من في بيته بإدخال شيء من الجرائد التي فيها ذلك في البيوت ؛ لأن هذا معناه إدخال للكهنة إلى البيوت ، وهذا- والعياذ بالله- من الكبائر .
فواجب إنكار ذلك وتمزيقه والسعي فيه بكل سبيل حتى يدحر أولئك ؛ لأن أهل التنجيم وأهل البروج هم من الكهنة ، والتنجيم له معاهد معمورة في لبنان وفي غيرها ، يتعلم فيها الناس حركة النجوم ، وما سيحصل بحسابات معروفة ، وجداول معينة ، ويخبرون بأنه من كان من أهل البرج الفلاني فإنه سيحصل له كذا وكذا ، عن طريق تعلم وهمي يغرهم به رؤوسهم وكهانهم ، فالواجب على طلبة العلم أن يسعوا في تبصير الناس بحقيقة ذلك في كلماتهم ، وبعد الصلوات ، وفي خطب الجمعة ؛ لأن هذا مما كثر البلاء به ، والإنكار فيه قليل ، والتنبيه عليه ضعيف ،
والله المستعان . —


......................................................................
การอ่านคำทำนายดูดวงของราศีต่างๆในนิตยาสาร
โดย ชัยค์ ศอลิหฺ อาลุชเชค หะฟิซอฮุลลอฮฺ
แปลโดย Alif taopalee




วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2558

เขาอ้างว่า อิหม่ามชาฟิอี ตะวัซซุล กับหลุมศพอบูหะนีฟะฮ


มีผู้ถามว่า
อาจารครับ ผมเคยได้ยินผ่านๆ มาว่า อิมามชาฟีอี อนุญาติให้ตะวัซซุลกับบรรดานบี และโต๊ะวาลีย์ที่ตายไปแล้วได้ เปนความจริงหรือป่าว ครับ

ตอบ
เรื่องมีอยู่ว่า
เคาะฏิบ อัลบัฆดาดีย์กล่าวว่า
أخبرنا القاضي أبو عبد الله الحسين بن علي بن محمد الصيمري ، قال : أنبأنا عمر بن إبراهيم المقرئ قال : نبأنا مُكرم بن أحمد قال : أنبأنا عمر بن إسحاق بن إبراهيم قال : نبأنا علي بن ميمون قال : سمعت الشافعي يقول : إني لأتبرك بأبي حنيفة ، وأجيء إلى قبره في كل يوم - يعني زائراً - فإذا عرضت لي حاجة صليتُ ركعتين وجئت إلى قبره ، وسألت الله تعالى عنده ، فما تبعد عني حتى تُقضى
อัลกอฎีย์ อบูอับดุลลอฮ อัลหุสัยนฺ บิน อาลี บิน มุหัมหมัด อัศเศาะมีรรีย์ กล่าวว่า อุมัร บิน อิบรอฮีม อัลมุกรีย์ ได้เล่าเรา โดยเขากล่าวว่า มุกริม บิน อะหมัด ได้เล่าเราโดยเขากล่าวว่า อุมัร บิน อิสหาก บิน อิบรอฮีม ได้เล่าเราโดยเขากล่าวว่า อาลี บิน มัยมูน ได้เล่าเรา โดยเขากล่าวว่า “ฉันได้ยิน ชาฟิอี กล่าวว่า “แท้จริง ฉัน จะไปเอาบะเราะกัต(ตะบัรรุก) กับ อบูหะนีฟะฮ และฉันได้มายังกุบูร ของเขา ทุกวัน หมายถึงเยี่ยมกุบูร แล้วเมื่อฉันมีความจำเป็นใด ๆ ฉันจะละหมาดสองเราะกะอัต และฉันได้มาที่กุบูรของเขา(ของอบูหะนีฟะฮ) แล้วฉัน ขอต่ออัลลอฮ ณ ที่กุบูรของเขา แล้วไม่นาน จนกระทั้งมันถูกให้บรรลุผล (หมายถึงได้รับตามที่ได้ขอ) – ดู ตาริคบัฆดาด เล่ม 1 หน้า 123

วิจารณ์ 

เช็คอัลบานีย์กล่าวว่า
فهذه رواية ضعيفة بل باطلة فإن عمر بن إسحاق بن إبراهيم غير معروف وليس له ذكر في شيء من كتب الرجال ، ويحتمل أن يكون هو " عمرو - بفتح العين - بن إسحاق بن إبراهيم بن حميد بن السكن أبو محمد التونسي وقد ترجمه الخطيب وذكر أنه بخاري قدم بغداد حاجا سنة 341هـ ولم يذكر فيه جرحا ولا تعديلا فهو مجهول الحال ، ويبعد أن يكون هو هذا إذ أن وفاة شيخه علي بن ميمون سنة 247هـ على أكثر الأقوال فبين وفاتيهما نحو مائة سنة فيبعد أن يكون قد أن يكون قد أدركه .
وعلى كل حال فهي رواية ضعيفة لا يقوم على صحتها دليل .ا.
นี่คือรายงานเฎาะอีฟ ยิ่งไปกว่านั้น เป็นรายงานเท็จ เพราะแท้จริง (ผู้รายงานที่ชื่อ) อุมัร บิน อิสหาก บิน อิบรอฮีม เป็นบุคคลที่ไม่เป็นที่รู้จัก และสำหรับเขา ไม่มีการระบุในสิ่งใดๆจากบรรดาตำราเกี่ยวกับผู้รายงานหะดิษ

และอาจจะเป็นไปได้ว่า เขาคือ อัมริน –อ่านสระฟัตหะฮที่อักษรอัยนฺ – บิน อิสหาก บิน อิบรอฮีม บิน หุมัยดฺ บิน อัสสะกัน ,อบูมุหัมหมัด อัตตูนิสีย์ และ อัลเคาะฏิบ (อัลบัฆดาดีย) ได้ ระบุชีวประวัติของเขา และกล่าวว่า เขาเป็นชาวเบุคอรี (หมายถึงถือกำเนิดในเมืองบุคอรอ) ได้เดินทางมายังนครแบกแดด เพื่อที่จะไปประกอบหัจญ์ ในปี ฮ.ศ 341 แต่ว่าเขา(อัลเคาะฏิบ อัลบัฆดาดีย) ไม่ได้ กล่าว ว่าเขามีจุดบกพร่อง(อัลญัรหฺ) และไม่ได้ระบุว่าเขาเป็นผู้ที่ได้รับการชมเชย(อัตตะดีล) (ด้วยกรณีนี้)เขาจึงเป็นบุคคลที่ สถานภาพของเขาไม่เป็นที่รู้จัก แต่ก็ห่างใกลกันมากที่จะเป็นเขาผู้นี้(หมายถึง อัมริน บิน อิสหาก) เพราะ อาจารย์ของเขา คือ อาลี บิน มัยมูน ได้เสียชีวิต ใน ปี ฮ.ศ 247
,ตามทัศนะนักวิชาการส่วนมาก การตายของเขาทั้งสอง ห่างกัน 100 ปี มันห่างใกลกันมากที่ทั้งสองจะได้เคยพบกัน และ บนทุกๆกรณี มันคือ รายงานที่เฎาะอีฟ ไม่มีหลักฐานยืนยันถึงความถูกต้องของมันเลย – ดู สิลสิละฮอัฎเฎาะอีฟะฮ เล่ม 1 หน้า 31
...............
เพราะฉะนั้น เรื่องดังกล่าว เป็นเรื่องเท็จ ที่มีคนบางกลุ่มเอามาเป็นหลักฐานเรื่องตะวัซซุล
อิบนุกอ็ยยิม กล่าวว่า
والحكايةُ المنقولةُ عن الشافعي أنه كان يقصد الدعاءَ عند قبر أبي حنيفة من الكذب الظاهر .ا.هـ.
และเรื่องราวที่ถูกรายงานจากชาฟิอี ว่า เขาได้เจตนาดุอา (ตะวัซซุล)ณ ที่หลุมศพอบูหะนีฟะฮ นั้นเป็นส่วนหนึ่งจากการโกหกอย่างชัดเจน – อิฆอษะตุลละฮฟาน เล่ม 1 หน้า 246

والله أعلم بالصواب


อะสัน หมัดอะดัม


วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2558

ข้อเท็จจริง เรื่องอะซีมัต





ท่านนะบี ได้กล่าวว่า

مَنْ عَلَّقَ تَمِيمَةً فَقَدْ أَشْرَكَ

ใครห้อยหรือสวมใส่เครื่องรางของขลังใดๆ แน่นอนเขาได้ทำชิริกแล้ว” (บันทึกโดยอะหมัดและฮากิม)

إن الرقى، والتمائم، والتولة شرك

“อันที่จริงการเสกเป่า เครื่องรางของขลังต่าง ๆ และเครื่องของเสน่ห์ต่าง ๆ นั้น เป็นการตั้งภาคี...” (บันทึกโดยอบูดาวุด : 3883 อะหฺมัด : 3604 อิบนุมาญะฮฺ : 3530

บรรดาเศาะหาบะฮคนสำคัญอีกหลายท่าน ไม่ยอมรับการกระทำนี้ เช่น

وذهب ابن عباس، وابن مسعود، وحذيفة، والأحناف، وبعض الشافعية، ورواية عن أحمد، إلى أنه لا يجوز تعليق شيء من ذلك؛ لما تقدم من النهي العام في الأحاديث السابقة.

อิบนุอับบาส,อิบนุมัสอูด, หุซัยฟะฮ ,อัลอะหฺนาฟ (นักวิชาการมัซฮับหะนะฟี) และ ส่วนหนึ่งของนักวิชาการมัซฮับชาฟิอี และรายงานหนึ่งจากอะหมัด มีทัศนะว่า ไม่อนุญาตให้แขวนสิ่งใดๆจากดังกล่าว(หมายถึงบทดุอาจากอัลกุรอ่านและสุนนะฮ) เพราะคำสั่งห้ามที่ระบุไว้กว้างๆในบรรดาหะดิษที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ – ดู ฟิกฮอัสสุนนะฮ กิตาบุลญะนาอิซ

หะดิษที่ท่านสัยยิดซาบิก กล่าวถึง ส่วนหนึ่งคือ

إن الرقى، والتمائم، والتولة شرك

“อันที่จริงการเสกเป่า เครื่องรางของขลังต่าง ๆ และเครื่องของเสน่ห์ต่าง ๆ นั้น เป็นการตั้งภาคี...” (บันทึกโดยอบูดาวุด : 3883 อะหฺมัด : 3604 อิบนุมาญะฮฺ : 3530

………………….



ขอเรียนว่า ไม่ปรากฏแม้หะดิษสักบทเดียวที่ท่านนบี ศอ็ล สอนให้นำกุรอ่านมาทำเครื่องราง มีแต่สอนให้ปฏิบัติตามคำสอนในอัลกุรอ่าน

เช็คศอลิหอัลเฟาซาน กล่าวว่า
* وقد يكون المعلق من القرآن ، فإذا كان من القرآن فقد اختلف العلماء في جوازه وعدم جوازه 0 والراجح عدم جوازه سدا للذريعة فإنه يفضي إلى تعليق غير القرآن ، ولأنه لا مخصص للنصوص المانعة من تعليق التمائم كحديث ابن مسعود – رضي الله عنه – قال : سمعت رسول الله صلى الله عليه وسلم يقول : ( إن الرقى والتمائم والتولة شرك ) ( صحيح الجامع 1632 ) رواه أحمد وأبو داوود وعن عقبة بن عامر - رضي الله عنه - مرفوعا ( من علق تميمة فقد أشرك ) ( صحيح الجامع 6394 ) ، وهذه نصوص عامة لا مخصص لها
และบางที สิ่งที่ถูกนำมาแขวน(เป็นอะซีมัตนั้น) มาจากอัลกุรอ่าน แท้จริง บรรดานักวิชาการได้เห็นต่างกัน ในเรื่องอนุญาตและไม่อนุญาต และที่มีน้ำหนักนั้น ไม่อนุญาต เป็นการป้องกันสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่จะตามมาภายหลัง เพราะแท้จริงมันจะนำไปสู่ การแขวน อื่นจากอัลกุรอ่าน และเพราะแท้จริง ไม่มีสิ่งที่มาจำกัด ตัวบทที่ห้ามการแขวนเครื่องราง ดังหะดิษมัสอูด(ร.ฎ เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ยินรซูลุลลอฮ สอ็ลฯ กล่าวว่า ( อันที่จริงแล้วการเสกเป่าต่าง ๆ เครื่องรางของขลังต่าง ๆ และเครื่องของเสน่ห์ต่าง ๆ นั้น เป็นการตั้งภาคี..- อัศเศาะเฮียะญาเมียะ หะดิษหมายเลข ๑๖๓๒ รายงานโดยอะหมัด และอบูดาวูด และรายงานจากอุกบะฮ บิน อามีร (ร.ฎ) เป็นหะดิษมัรฟัวะ(หมายถึงสืบไปถึงนบี)ว่า ผู้ใดแขวนเครื่องราง แน่นอน เขาได้ตั้งภาคีแล้ว) - เศาะเฮียะอัลญาเมียะ หะดิษหมายเลข ๖๓๙๔ และนี้คือ ตัวบท/หลักฐาน ที่ระบุเอาไว้โดยกว้างๆ โดยไม่มีสิ่งที่ถูกให้มาจำกัด/หรือยกเว้น สำหรับมัน – ดู อัลอิรชาดอิลาเศาะเฮียะอัลเอียะติกอด เล่ม ๒ หน้า ๘๓



หลายคนอ้างสะลัฟ มาเป็นหลักฐาน โดยคิดว่าถ้าชาวสะลัฟคนใดคนหนึ่งทำอะไร ก็คือหลักฐานทางศาสนบัญญัติหมด ขอเรียนว่าผู้รู้ยุคสะลัฟมีมากมาย และหลายประเด็นพวกเขาก็เห็นต่างกัน เพราะฉะนั้น มาดูว่าเราจะอ้างสะลัฟมาเป็นหลักฐานอย่างไร
ความจริง คำพูดสะสัฟที่เป็นหลักฐานนั้นคือ อิจญมาอฺสะลัฟ ไม่ใช่คนใดคนหนึ่งพูดหรือทำในยุคสามร้อยปีแรกแล้วเป็นศาสนบัญญัติหมด



มาดูตัวอย่าง กฎ/หลักการ ของ อิบนุญะรีร ปราชญ์ยุคสะลัฟ ในประเด็น การกล่าวบิสมิลละฮ ในการเชือดสัตว์ดังนี้

وَقَدْ نَقَلَ ابْنُ جَرِيرٍ وَغَيْرُهُ . عَنِ الشَّعْبِيِّ ، وَمُحَمَّدِ بْنِ سِيرِينَ ، أَنَّهُمَا كَرِهَا مَتْرُوكَ التَّسْمِيَةِ نِسْيَانًا ، وَالسَّلَفُ يُطْلِقُونَ الْكَرَاهِيَةَ عَلَى التَّحْرِيمِ كَثِيرًا ، وَاللَّهُ أَعْلَمُ . إِلَّا أَنَّ مِنْ قَاعِدَةِ ابْنِ جَرِيرٍ أَنَّهُ لَا يَعْتَبِرُ قَوْلَ الْوَاحِدِ وَلَا الِاثْنَيْنِ مُخَالِفًا لِقَوْلِ الْجُمْهُورِ ، فَيُعِدُّهُ إِجْمَاعًا .

และแท้จริง อิบนุญะรีร และผู้อื่นจากเขา ได้รายงานจาก อัชชุอฺบีย์ และมุหัมหมัด บิน สิรีน ว่าทั้งสองกล่าวว่า มักรูฮ ละทิ้งการกล่าวบิสมิลละฮ เพราะลืม และชาวสะลัฟ กล่าวคำว่า “มักรูฮ”บนความหมายคำว่า หะรอมนั้นมีมากมาย และอัลลอฮเท่านั้นทรงรู้ยิ่ง นอกจาก ว่าแท้จริงส่วนหนึ่งจากกฎ/หลักการ ของอิบนุญะรีร แท้จริง คำพูดของคนๆเดียวและคนสองคน ที่ขัดแย้งกับทัศนะนักวิชาการส่วนใหญ่(ญุมฮูร) จะไม่ถูกพิจารณา (มาเป็นหลักฐาน) ที่จะถูกนับว่าเป็นอิจญมาอฺ - ตัฟสีร อิบนุกะษีร เล่ม 3 หน้า 326


………
กล่าวคือ กฎหรือหลักการของอิบนุญะรีรนั้น คำพูดของคนๆเดียวหรือคนสองคนจะไม่ถูกพิจารณา เมื่อมันขัด แย้งกับกับทัศนะนักวิชาการส่วนใหญ่(ญุมฮูร) ที่พิจารณาคือ อัลอิจญมาอฺ หมายถึง มติของชาวสะลัฟ

ในประเด็นการแขวนอะซีมัตที่ทำด้วยอัลกุรอ่าน ไม่ได้เป็นมติของชาวสะลัฟ

หมายเหตุ ถ้าเป็นคำพูดและการกระทำของเคาะลิฟะฮอัรรอชิดีนเป็นหลักฐานได้เพราะนบี ศอ็ลฯได้รับรองไว้แล้ว

والله أعلم بالصواب

........................
อะสัน หมัดอะดั้ม