อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พี่น้องมุสลิม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พี่น้องมุสลิม แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2558

อิสลามสอนให้ตามคนส่วนมากจริงหรือ?




มีผู้อ้างหะดิษต่อไปนี้ว่า เป็นหลักฐานให้ตามคนส่วนมาก คนส่วนมากไม่ผิด คือหะดิษที่ว่า รายงานจากหะดิษอะนัส บิน มาลิกที่ว่า

سَمِعْتُ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَقُولُ إِنَّ أُمَّتِي لَا تَجْتَمِعُ عَلَى ضَلَالَةٍ فَإِذَا رَأَيْتُمْ اخْتِلَافًا فَعَلَيْكُمْ بِالسَّوَادِ الْأَعْظَمِ
ข้าพเจ้าได้ยินรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “ อุมมะฮของฉันจะไม่รวมกันบนการหลงผิด ดังนั้น เมื่อพวกท่านเห็นการขัดแย้งกัน พวกท่านจงปฏิบัติตาม หมู่คณะส่วนใหญ่ – อิบนุมาญะฮ

>>>>>>>>>>>>>
ชี้แจง
หะดิษข้างต้นเป็นหะดิษเฎาะอีฟ ดังรายละเอียดข้างล่าง
ท่านอัสสะนะดีย์ กล่าวว่า

وَفِي الزَّوَائِدِ فِي إِسْنَادِهِ أَبُو خَلَفٍ الْأَعْمَى وَاسْمُهُ حَازِمُ بْنُ عَطَاءٍ وَهُوَ ضَعِيفٌ وَقَدْ جَاءَ الْحَدِيثُ بِطُرُقٍ فِي كُلِّهَا نَظَرٌ قَالَهُ شَيْخُنَا الْعِرَاقِيُّ فِي تَخْرِيجِ أَحَادِيثِ الْبَيْضَاوِيِّ .
และระบุในหนังสือ อัซซะวาอิด ว่าในสายรายงานของมัน มีผู้รายงานชื่อว่า อบูคอ็ลฟิ อัลอะอฺมา โดยที่ชื่อของเขาคือ หาซิม บิน อะฏออฺ เขาเป็นผู้ที่หลักฐานอ่อน(เฎาะอีฟ) และ หะดิษนี้ได้มีมาด้วยหลายสายรายงาน ในมันทั้งหมดนั้น ต้องพิจารณาให้รอบคอบ อาจารย์ของเรา อัลอิรอกีย์ ได้กล่าวมันเอาไว้ใน ตัคริญิ อะหาดิษ อัลบัยฎอวีย์ – ดู หาชิยะฮอัสสะนะดีย์ หะดิษหมายเลข 3950 بَاب السَّوَادِ الْأَعْظَمِ

อย่างไรก็ตาม เรามาดูว่า “ดำใหญ่ หรือ หมู่คณะส่วนใหญ่ คือใคร
อิสหาก บิน รอฮะวียะฮ กล่าวว่า
لو سألت الجهال عن السواد الأعظم لقالوا جماعة الناس، ولا يعلمون أن الجماعة عالم متمسك بأثر النبي صلى الله عليه وسلم وطريقه فمن كان معه وتبعه فهو الجماعة
ถ้าท่านถามบรรดาพวกโง่เขลา เกี่ยวกับความหมายคำว่า “ดำใหญ่” พวกเขาก็จะกล่าวว่า “ คือ หมู่คณะของผู้คน(ทั่วไป) และพวกเขาไม่รู้ว่า แท้จริง หมู่คณะ นั้น คือ ผู้รู้ที่ยึดถือ ด้วยร่องรอยของนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และแนวทางของท่านนบี ดังนั้น ผู้ใด อยู่พร้อมกับนบีและปฏิบัติตามท่าน เขาคือ หมู่คณะ(อัลญะมาอะฮ” - บันทึกโดย อบูนะอีม ใน อัลหุลลียะฮ เล่ม 9 หน้า 239

อิหม่ามอิบนุกอ็ยยิม ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน กล่าวว่า
واعلم أن الإجماع والحجة والسواد الأعظم هو العالم صاحب الحق , وإن كان وحده وإن خالفه أهل الأرض
พึงรู้ไว้เถิดว่า แท้จริง การลงมติ (อัลอิจญมะอฺ) หลักฐาน และหมู่คณะส่วนใหญ่ คือ ผู้รู้ ที่เป็นผู้อยู่บนความถูกต้อง แม้ว่าเขา เพียงคนเดียวก็ตาม และแม้ชาวโลกจะแตกต่าง(เห็นต่าง)กับเขาก็ตาม – ดู เอียะลามุลมุวักกิอีน เล่ม 3 หน้า 398

>>>>>>>
สรุป ความถูกต้อง ไม่ได้วัดกันที่คนปฏิบัติจำนวนมาก และคนจำนวนมากไม่ได้เป็นมาตรฐานวัดความถูกต้องเสมอไป

والله أعلم بالصواب

อะสัน หมัดอะดั้ม


วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

โดดเดี่ยวบนทางนำ ดีกว่าอยู่กับหมู่คณะที่หลงทาง




อิบนุมัสอูด (ร.ฎ) กล่าวว่า

الْجَمَاعَةِ مَا وَافَقَ الْحَقَّ وَلَوْ كُنْتَ وَحْدَكَ

อัลญะมาอะฮ คือ สิ่งที่ตรงกับความจริง แม้ว่าท่านจะอยู่โดดเดี่ยวก็ตาม

رواه اللالكائي في شرح أصول اعتقاد أهل السنة والجماعة (1/122 - رقم160)، وصحح سنده الشيخ الألباني كما في تعليقه على مشكاة المصابيح (1/61)، ورواه الترمذي في سننه (4/467)

อัล-ฟุฎัยลฺ บิน อิยาฎ กล่าวว่า
عَلَيْكَ بِطَرِيْقِ الْهُدَىَ وَإِنْ قَلَّ الْسَّالِكُوْنَ ، وَاجْتَنِبْ طَرِيْقِ الْرَّدَى وَإِنْ كَثُرَ الْهَالِكُونَ

ท่านจงยืนหยัด ด้วยหนทางที่เป็นทางนำ แม้ว่า จะมีผู้ดำเนินตามมีจำนวนน้อยก็ตาม และท่านจงห่างใกลหนทางแห่งความเสียหาย แม้ว่า บรรดาผู้ที่หายนะจะมีจำนวนมากก็ตาม

ذكره الشاطبي في الاعتصام (1/83)، والنووي في المجموع (8/275)، وفي الإيضاح (ص219)، والسيوطي في الأمر بالإتباع والنهي عن الإبتداع (ص152).


والله أعلم بالصواب

วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ปาเลสไตน์ รถถังไร้กระสุน


เสียงระเบิดดังอยู่เนื่องๆ  พวกเขาชาวปาเลสไตน์ ดำรงชีวิตอยู่บนใกล้ขีดเส้นตายทุกวินาที

พระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น ที่พวกเขาวิงวอนขอ และคุ้มครองชีวิตของพวกเขา และพร้อมที่จะกลับไปยังพระองค์ด้วยความศรัทธามั่น

พี่น้องผู้ศรัทธาทั่วโลกต่างกล่าวขานถึงพวกเขา ผู้อยู่แนวหน้าสนามรบ ผู้ถูกทดสอบจากพระองค์อัลลอฮฺ ผู้ถูกอธรรมจากเหล่าศัตรู

มีพี่น้องผู้ศรัทธาอีกไม่น้อย ที่ร่วมกันทยอยบริจาคเงิน ของอุปโภค บริโภค ให้แก่พวกเขา แต่นั้นมันก็ไม่เพียงพอกับพวกเขา ที่จะเติมเต็มกับการป้องกันและลุกขึ้นต่อสู้ต่อการรุกรานของเหล่าศัตรูอย่างยิวไซออนิสต์ ที่กำลังบุกถล่มใส่พวกเขาอย่างบ้าคลั้งได้

ถึงแม้พวกเขาจะคงมีเสบียงอาหารที่คอยประทังชีวิต แต่พวกเขาก็ไร้ซึ่งผู้เคียงข้าง ไร้ซึ่งผู้ร่วมอุดมการณ์ พวกเขาไร้ซึ่งอาวุธยุทโธปกรที่จะป้องกันและต่อสู้ พวกเขาเหมือนดั่งรถถังที่มีน้ำมันเชื้อเพลิงเกือบเต็มถัง แต่ไร้ซึ่งกระสุน หรือหุ่มเกราะที่แข็งแกร่งคอยป้องกันภัยอาวุธมหากาฬของเหล่าศัตรูได้ มันสามารถวิ่งไปยังเหล่าศัตรูที่เข้ามารุกราน แต่มันก็ไม่สามารถที่จะป้องกันตัวมันเอง หรือจะสาดกระสุนไปยังศัตรูที่มันกำลังเผชิญหน้าได้ นอกจากจะเป็นเป้าถล่มของเหล่าศัตรูเท่านั่นเอง

อาหาร เงินทองจากการบริจาคของพี่น้องร่วมศรัทธาทั่วโลก พวกเขาต่างรู้สึกดีใจ และอิ่มเอิบอย่างที่จะพรรณา รอยยิ้มและน้ำตา สุขและทุกข์ มันปะปนกันจนพวกเขาไม่อาจเอ๋ยออกมา

ความสุขที่แสนสั้นที่พวกเขาได้รับจากพี่น้องผู้ศรัทธา มันก็ช่างมากมายในความรู้สึกของพวกเขา

และภายหลังจากที่พี่น้องมาเยี่ยมเยือนได้หันหลังกลับ พวกเขาก็ต้องอยู่เพียงลำพังอีกครั้งท่ามกลางลูกกระสุน และระเบิด เหมือนดั่งเด็กน้อยที่ถูกทอดทิ้งไว้กลางทุ่งกว้าง มีผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างวางอาหารและเครื่องดื่มให้เด็กน้อยได้ประทังชีวิต แล้วพวกเขาก็จากไป ปล่อยให้เด็กน้อยอยู่ตามลำพังท่ามกลางสัตว์พิษ และสัตว์ดุร้ายต่อไป

โอ้พีน้องชาวปาเลสไตน์ พี่น้องร่วมศรัทธามีมากมาย แต่เหมือนพวกท่านอยู่เพียงลำพัง พี่น้องผู้ศรัทธาทั่วโลกเกือบหนึ่งพันห้าร้อยล้านชีวิต แต่ทำไมถึงทอดทิ้งพวกท่านไว้เพียงลำพังเช่นนี้ ปเลสไตน์ร่ายล้อมด้วยประเทศมุสลิมผู้มั่งมี แต่ทำไมถึงปล่อยให้พีน้องปเลสไตน์ต้องเผชิญกับเหล่าศัตรูเพียงลำพัง

ยิวไม่ใช่ศัตรูแต่เพียงชาวปาเลสไตน์ แต่ยิวคือศัตรูอันชั่วช้าของพี่น้องทั้งหมด ยิวคือศัตรูที่ถูกระบุไว้อย่างชัดแจ้งในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ยิวคือศัตรูของอิสลาม ยิวคือศัตรูของมุสลิมทั่วโลก และเป็นศัตรูจนกราบถึงวันกิยามะฮฺ

ส่วนชีอะฮฺรอฟีเฎาะฮฺ ผู้แสแสร้ง ผู้กลับกลอกแลบลิ้นเมื่อหันหลัง ผู้ที่เข่นฆ่าพี่น้องชาวซีเรียอย่างเลือดเย็น พวกมันไม่มีวันที่จะจริงใจกับพี่น้องปเลสไตน์ นอกจากผลประโยชน์ก้อนโต้ที่พวกมันกำลังวาดฝัน พวกมันจะหลอกล้อพี่น้องของเราให้ตายใจ เป็นเครื่องมือในการเชื้อมสะพานไปยังแผนการของพวกมัน ความฝันของพวกมันจะเป็นจริง พี่น้องชาวซีเรียจะถูกเข่นฆ่าต่อไป หากเรายังคงร่วมมือกับพวกมันอยู่เช่นนี้

โอ้พี่น้องร่วมศรัทธาทั้งหลาย โปรดช่วยพี่น้องปาเลสไตน์ โปรดเป็นกำลังใจและอาวุธให้กับพวกเขา โปรดร่วมเคียงข้างพวกเขา โปรดขอดุอาอ์ให้พวกเขา โปรดช่วยกันปกป้องพี่น้องปาเลสไตน์ และร่วมญิฮาดกับพวกเขา ให้ศัตรูอย่างยิวไซออนิสต์พ่ายแพ้ และล้มหายตายจากไปในแผ่นดินโดยเร็ว

อินชาอัลลอฮ์







วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ฉันจะละหมาดอิชาที่พระเจ้าของฉัน



หนุ่มชะฮีดคนนี้ มีชื่อว่า อิหฺซาน อัลอาฆอ เขาได้พูดคำสุดท้ายของเขา หลังจากที่เขาเสร็จจากการละหมาดมัฆริบที่บ้านยายของเขา เขาได้พูดให้ยายฟังว่า :

ฉันจะละหมาดอิชาที่พระเจ้าของฉัน

.

โอ้ อัลลอฮฺ โปรดพระองค์ทรงให้เราเป็นบ่าวของพระองค์ ตราบจนลมหายใจสุดท้าย และทรงปิดท้ายชีวิตของพวกเรา ด้วยการปิดท้ายที่ดีที่สุดด้วยเถิด

.
.......................................................
ภาพและข้อความจากเพจ : غزة الآن
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ







วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ยิวอิสราเอลอยู่เบื้องหลังวินาศกรรม 9/11 มุสลิมคือแพะรับบาป


ดร.อลัน ซับรุสคีย์ แฉ..
ยิวอิสราเอลอยู่เบื้องหลังวินาศกรรม 9/11

สำนักข่าวเพรสทีวี PREES TV รายงานว่า ดร.อลัน ซับรุสคีย์ (Alan Sabrosky) นักเขียน และเป็นที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกิจการความมั่นคงระดับชาติและระดับนานาชาติชาวอเมริกัน ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเพรสทีวีกรณีวินาศกรรม 11 ก.ย. 2001 ว่า

“อิสราเอลอยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรมในครั้งนั้น”

ดร. อลัน ซับรุสคีย์ ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวของเพรสทีวีเพียงไม่กี่นาที ซึ่งมีเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ยูทูปเวลานี้ โดย ดร.อลัน ซับรุสคีย์ ได้เปิดเผยว่า

“เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้โทรศัพท์ไปคุยกับคนรู้จักคนหนึ่งในวิทยาลัยของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา เราได้พูดคุยกันนานมาก สรุปได้ว่าข้าพเจ้าได้อธิบายให้เข้าฟังอย่างทะลุปรุโปร่งที่สุด จนเขามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นว่า วินาศกรรมในวันที่ 11 กันยายน 2001 คือภารกิจของหน่วยมอสสาดแห่งอิสราเอล”

ดร.อลัน ซับรุสคีย์ ได้ให้สัมภาษณ์ต่อไปอีกว่า “เพื่อนร่วมงานของเขาคนนี้ ซึ่งขณะนี้ยังคงเป็นเจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาอยู่ ในช่วงแรกที่ข้าพเจ้าได้บอกว่า วินาศกรรมในวันที่ 11 กันยายน 2001 คือภารกิจของหน่วยมอสสาดแห่งอิสราเอล” เขาได้แสดงปฏิกิริยาไม่เชื่อในสิ่งที่ข้าพเจ้าพูดออกมาทันที ทว่าเมื่อเขาได้ยินคำอธิบายต่างๆ ของข้าพเจ้าเกี่ยวกับเรื่องการรื้อถอนอาคารสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ ที่มีการควบคุมโดยวิศวกรชั้นยอด ทันใดจากปฏิกิริยาไม่เชื่อของเขา กลับกลายเป็นความกริ้วโกรธขึ้นมาทันที”



ดร.อลัน ซับรุสคีย์ ได้กล่าวต่ออีกว่า “ในช่วงแรกที่เขาไม่เชื่อในสิ่งที่ข้าพเจ้าพูด ข้าพเจ้าจึงได้อธิบายให้เขาฟังโดยทันทีทันใดเกี่ยวกับสิ่งที่ข้าพเจ้าได้สนทนากับผู้เชี่ยวชาญด้านรื้อถอนอาคารสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ชาวเยอรมันคนหนึ่ง นามว่า แดนนี่ ญูเอ็นโค ซึ่งได้มีการสนทนากันกรณีการถล่มลงมาของอาคารหลังที่สาม ของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (WTC) ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่จะต้องเปิดเผยแก่ประชาคมโลกให้ได้รับรู้ก็คือ มีอาคาร 3 อาคารที่ถล่มลงมาในวันนั้น (11/9/2001) แต่ขอชี้ให้เห็นว่าไม่มีเครื่องบินลำที่ 3 บินพุ่งชนอาคารที่สาม ทว่าอาคารที่สามถล่มลงมาโดยการบังคับจากภายนอก ด้วยเหตุนี้ขอบอกว่า ทั้ง 3 อาคารที่ถล่มลงมาในวันนั้น เป็นการบังคับให้ถล่มลงมาโดยปัจจัยภายนอกที่ไม่ใช่การพุ่งชนของเครื่องบินแต่ประการใด”

ดร.อลัน ซับรุสคีย์ ได้กล่าวย้ำว่า “ถ้าหากว่าข้อมูลเหล่านี้ได้ถูกเปิดเผยแก่ชาวอเมริกัน และชาวอเมริกันได้รับรู้ความจริงที่ถูกปิดบังเอาไว้จากการก่อวินาศกรรมในครั้งนี้ ชาวอเมริกันจะมุ่งทำลายชาวอิสราเอลอย่างไม่หยุดหย่อนแน่นอน แม้ว่าจะต้องใช้เงินทุนมากมายเพียงใดก็ตาม”

ดร.อลัน ซับรุสคีย์ ได้กล่าวในช่วงท้ายว่า “ภารกิจครั้งนั้นของไซออนิสต์อิสราเอล เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ทว่าก็เป็นการยิงปืนนัดเดียวที่มีความหายนะซ่อนเร้นอยู่ เนื่องจากว่าถ้าหากวันใดก็ตามที่ชาวอเมริกันรับรู้เรื่องราวความจริงนี้เมื่อไหร่ พวกเขาก็จะพบกับจุดจบเช่นเดียวกัน”

ดร.อลัน ซับรุสคีย์ ได้กล่าวอีกว่า “มีหลายอย่างที่ผมค้นพบเกี่ยวกับเหตุการณ์ 11 กันยายน แต่มีบางเหตุการณ์ที่อยู่เบื้องหลังอย่างเห็นได้ชัดที่ผมเริ่มสงสัยเกี่ยวกับเหตุการณ์ 11 กันยายน คือ สองสัปดาห์หลังจากการโจมตี มีบางอย่างที่ไม่ปะติดปะต่อกันที่ผมรู้สึกไม่เข้าใจ คือความไม่ต่อเนื่องในพฤติกรรมเกี่ยวกับรายชื่อของผู้ก่อการร้ายทั้งสิบเก้าคน และการบินของเขาพวกเขา ดูเหมือนพวกเขาไม่มีทักษะในการขับเครื่องบิน และพวกเขาบินเหมือนไม่รู้ว่าจะทำยังไงแม้เป็นบ้านเป็นเมืองของตัวเอง แต่ผมก็ลืมมันไปแล้ว”

ดร. อลัน ซับรุสคีย์ ได้กล่าวอีกว่า “กระทั่งได้มาเจอวิดีโอของ ดาเนิยล โจวิงเกล และสิ่งที่ทำให้ผมปั่นป่วน คือกรณีการพังลงอาคารหลังที่สาม ของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์วันที่ 11 กันยายน นี่เป็นอาคาร 47 ชั้นของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ อาคารหลังที่สามที่สูงที่สุดของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ โจ วิงเคิล ซึ่งไม่เคยมีใครได้ยินเรื่องนี้รวมทั้งผมด้วย แต่เมื่อดูที่ตัวอาคาร จะเห็นไม่มีร่องรอยความเสียหายใดๆ บนตัวอาคาร ไม่มีรอยถูกชนด้วยเครื่องบิน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย แต่มันล้มยุบลงที่ฐานของมันเองเพียงเจ็ดวินาที และทำให้เกิดความเสียหายอย่างเห็นได้ชัด”

ดร.อลัน ซับรุสคีย์ ได้กล่าวอีกว่า “และเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าสิ่งที่พวกก่อการร้ายขับเครื่องบินซึ่งเป็นชาวยุโรป 19 คน และอีกสองคนได้ทำหรือไม่ได้ทำในวันนั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมมั่นใจว่าพวกเขาไม่ได้ทำให้อาคารหลังที่สามพังลงอย่างแน่นอน”

อย่างที่สองคือ วิดีโอที่ฐานชั้นล่างซึ่งถูกถ่ายไว้ในวันที่ 11 กันยาพอดี ที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 และ 2 ที่ชั้นใต้ดินของตึกแฝด ซึ่งมีตำรวจเจ้าหน้าที่บริการฉุกเฉิน นักหนังสือพิมพ์ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ มากมายได้รวมกันที่นั่น ที่ได้เห็นและได้ยินว่ามีเสียงระเบิดเป็นครั้งที่สอง ณ ชั้นฐานของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ จุดที่เครื่องบินพุ่งชนห่างจากพื้นดิน 8,002,000 ฟุต ซึ่งแน่นอนจะไม่สามารถทำให้เกิดระเบิดในชั้นใต้ดินได้
และยังมีรายงานอีกเหตุการณ์หนึ่งในวันที่ 11 กันยายน คือมีรถตู้สีขาวคันหนึ่งปรากฏอยู่ในพื้นที่ และถูกตำรวจจับได้บนสะพาน ในรถตู้นั้นเต็มไปด้วยระเบิด และสองคนที่ถูกจับในรถคันนั้นเป็นชาวอิสราเอล และในเบอเกิลนิวเจซี่ วันเดียวกัน มีรถตู้ และมีคนหลายคนอยู่ในนั้น พวกเขาได้มีการตั้งกล้องถ่ายวีดีโออย่างพร้อมสรรพ ก่อนที่เครื่องบินลำแรกจะพุ่งชนตึก พวกเขากำลังถ่ายตึกแฝด พวกเขาฉลองกัน และก็ร้องไฮไฟฉลองกัน ราวกับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความดีใจอันล้นพ้นสำหรับพวกเขา ผู้ที่อาศัยอยู่ที่นั่นได้โทรแจ้งตำรวจ และตำรวจจับได้ทั้งหมดห้าคน ซึ่งทราบต่อมาภายหลังว่าทั้งห้าคนเป็นชาวอิสราเอล

สิ่งที่ทำให้ผมโกรธมาก ก็คือรายงานเหล่านี้ได้หายไปจากสื่อชาวอเมริกัน คนส่วนมากไม่รู้ว่ามีอาคารหลังที่สามพังลงที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ คนส่วนมากไม่เคยได้ยินการรายงานการเกิดระเบิดครั้งที่สองจาก CNN ABC FOXS หรือ สื่ออื่นๆ ที่เกิดขึ้นชั้นล่างของตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 1 และก็ 2 ไม่มีใครเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับรถตู้สองคันนั้นที่มีชาวอิสราเอลอยู่ในนั้น

มีบริษัทมากมายที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการปฏิบัติการทำลายอาคารพังลง การทำให้ตึกระเบิดลงอย่างราบคาบ ต้องมีความเชี่ยวชาญด้วย ทว่าไม่มีการสืบสาวว่าทั้ง 19 คนมาจากบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญหรือไม่ การควบคุมการปฏิบัติการก็เป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นบริษัทของชาวอิสราเอลเอง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่สนามบินทั้งสามแห่ง ตอนที่เครื่องบินมาจอดในวันที่ 11 กันยายนเช่นกัน

การตัดตัวอาคารเพื่อวางระเบิดรอบๆ อาคารนั้นต้องใช้คนงานมากถึง 40-50 คน และไม่ใช่แค่ 2-3 นาที และหลบหนีไป ชาวอิสราเอลที่อยู่ในรถตู้ถูกปล่อยตัวหลังจากนั้นสองเดือนแต่ไม่มีใครรายงาน อย่างเดียวที่ได้ยินคือ ชาวยุโรปสิบเก้าคนขับเครื่องบินชนตึก และหลังจากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวอะไรอีกเลย ทุกอย่างกลายเป็นไม่มีเรื่องเล่าต่อ
ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ได้เกิดเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมในสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 11 กันยายน 2001 มีการจี้เครื่องบินสหรัฐอเมริกาพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งมีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตมากถึง 3,000 คน เป็นประชาชนชาวอเมริกัน และชาติอื่นๆ อีกหลายชาติ แต่ที่น่าแปลกในประการหนึ่งไม่มีชาวยิวเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้แม้แต่คนเดียว

หลังเหตุการณ์เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน สหรัฐอเมริกาได้อ้างว่า มีผู้ก่อการร้ายจำนวน 19 คนที่เป็นแนวร่วมของขบวนการอัลกออิดะฮ์ที่อยู่ในอัฟกานิสถาน เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรมในครั้งนี้
ในขณะที่การออกมาอ้างเช่นนั้นของสหรัฐอเมริกาในกรณีวินาศกรรมครั้งนั้น ได้มีการกระจายข่าวไปตามสื่อต่างๆ ทั่วทั้งโลก ซึ่งในสมัยนั้น จอร์จบุช เป็นผู้นำสหรัฐอเมริกา หลังจากที่สหรัฐอมริกาสรุปแล้วว่าขบวนการอัลกออิดะฮ์อยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรม 11 กันยายน ในปีนั้นเอง 2001 สหรัฐอเมริกาก็บุกอัฟกานิสถานในทันทีเพื่อตามล่าผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะฮ์ที่มีหัวหน้าชื่อ อุสมะฮ์ บินลาดิน

ต่อมาในปี 2003 สหรัฐอเมริกาได้บุกอิรัก โดยอ้างว่าอิรักมีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อนุภาพทำลายสูงไว้ในครอบครอง

สามารถรับชมวีดีโอการให้สัภาษณ์ดังกล่าวได้ที่ลิงค์ต่อไปนี้
http://www.veteranstoday.com/2011/07/17/911-and-israel-alan-sabroskys-shocking-press-tv-interview




วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์กับอิสราเอล หลักการอิสลามว่าอย่างไร?





ตอบคำถามโดย ชัยคฺ อับดุลอะซีซ บิน บาซ

คำถาม : ชะรีอะฮฺอิสลามกล่าวไว้อย่างไร กรณีของการญิฮาดในปาเลสไตน์ มันเป็นการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺหรือว่าเป็นการญิฮาดเพื่อปลดปล่อยดินแดนและความอิสรภาพ การญิฮาดเพื่อการปลดปล่อยดินแดนนั้นนับว่าเป็นการญิฮาดเพื่ออัลลอฮฺหรือไม่ ?

คำตอบ : แน่นอนมันเป็นที่แน่ชัดสำหรับเราด้วยการประจักษ์ถึงสิทธิอันชอบธรรมซึ่งมั่นใจได้ว่าอินฏิฟาเฎาะฮฺ(การลุกฮือต่อสู้ด้วยก้อนหิน)ของปาเลสไตน์และบรรดาผู้ต่อต้านนั้นถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของบรรดามุสลิมที่นั่น และการต่อสู้ของพวกเขานั้นคืออิสลาม

เพราะว่าพวกเขาถูกอธรรมจากพวกยิวและมันเป็นหน้าที่เหนือพวกเขาในการปกป้องศาสนา ชีวิต ครอบครัวและลูกหลานของพวกเขารวมไปถึงการขับไล่ศัตรูออกจากดินแดนของพวกเขาด้วยกำลังทั้งหมดที่มีอยู่

เราขออธิบายถึงความเชื่อมั่นตรงนี้คือ -บรรดาผู้ที่ร่วมมือกับพวกเขาในการต่อสู้และเข้าร่วมกับพวกเขาในเรื่องดังกล่าวนี้- จากความความกระตือรือร้นของพวกเขาในเรื่องอิสลามและความเอาใจใส่ของพวกเขาในการปฏิบัติตามชะรีอะฮฺอิสลามในสิ่งที่อยู่ท่ามกลางพวกเขา

ดังนั้นถือว่าจำเป็นสำหรับประเทศต่างๆของอิสลามและบรรดามุสลิมจะต้องคงไว้ซึ่งการส่งเสริมและสนับสนุนพวกเขาเพื่อปลดปล่อยจากศัตรูของพวกเขา และเพื่อจะกลับไปยังมาตุภูมิของพวกเขาอันเป็นการกระทำที่

อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงตรัสว่า

"โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย จงสู้รบกับบรรดาผู้ที่อยู่ใกล้เคียงพวกท่าน ที่เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาเสียก่อน และจงให้พวกเหล่านั้นประสบกับความรุนแรงจากพวกท่าน
และพึงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ยำเกรงทั้งหลาย"

((ซูเราะฮฺ อัตเตาบะฮฺ อายะฮฺ 123))

ดังที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงตรัสว่า

“พวกเจ้าจงออกไปกันเถิด ทั้งผู้ที่มีสภาพว่องไว และผู้ที่มีสภาพเชื่องช้า
และจงเสียสละทั้งด้วยทรัพย์ของพวกเจ้า และชีวิตของพวกเจ้าในทางของอัลลอฮฺ นั่นแหละคือสิ่งที่ดียิ่งสำหรับพวกเจ้า หากพวกเจ้ารู้”

((ซูเราะฮฺ อัตเตาบะฮฺ อายะฮฺ 41))

อีกอายะฮฺที่กล่าวว่า

"โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ข้าจะชี้แนะแนวทางแก่พวกเจ้าไหมเล่า ถึงการค้าที่จะช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากการลงโทษอันเจ็บปวด,นั้นคือพวกเจ้าต้องศรัทธาต่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ และต่อสู้ดิ้นรนในทางอัลลอฮฺ ด้วยทรัพย์สินของพวกเจ้าและชีวิตของพวกเจ้า นั่นเป็นการดียิ่งสำหรับพวกเจ้าหากพวกเจ้ารู้,พระองค์จะทรงอภัยให้แก่พวกเจ้า ซึ่งการทำบาปของพวกเจ้า

และจะทรงให้พวกเจ้าเข้าในสวนสวรรค์หลากหลาย มีลำน้ำหลายสายไหลผ่าน ณ เบื้องล่างของสวนสวรรค์ และที่พำนักอันบรมสุขในสวนสวรรค์หลากหลายอันสถาพร นั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง,และสิ่งอื่น ๆ อีกที่พวกเจ้ารักชอบมัน การช่วยเหลือจากอัลลอฮฺและการพิชิตอันใกล้นี้และจงแจ้งข่าวดีแด่บรรดาผู้ศรัทธาเถิด"

((ซูเราะฮฺ อัศ-ศ็อฟ อายะฮฺที่ 10-13 ))

อายะฮฺต่างๆ ที่อยู่ในความหมายในลักษณะนี้มีมากมาย

รวมทั้งหะดีษศอฮี้ยฺจาก

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมกล่าวว่า

“พวกท่านจงต่อสู้กับบรรดาผู้ตั้งภาคีด้วยทรัพย์สินของพวกท่าน
มือของพวกท่าน และด้วยลิ้นของพวกท่าน”

((อบู ดาวูด (2504))

นั่นก็เพราะว่าพวกเขาถูกอธรรม
ดังนั้นจำเป็นสำหรับพี่น้องมุสลิมจะต้องช่วยเหลือพวกเขาต่อผู้ที่อธรรมพวกเขา

ดังคำพูดของท่านนบี ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมกล่าวว่า

“"มุสลิมนั้นเป็นพี่น้องกัน เขาจะไม่อธรรมซึ่งกันและกัน

และจะไม่ทำให้มุสลิมพินาศ”

((บันทึกโดย อัลบุคอรีย์: 2442, มุสลิม: 2580))

อีกหะดีษหนึ่งของท่านนบี ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมที่กล่าวว่า

“จงช่วยเหลือพี่น้องของท่านทั้งผู้ที่อธรรมหรือผู้ที่ถูกอธรรม”

บรรดาศอฮาบะฮฺถามขึ้นว่า โอ้ ท่านศาสนฑูตของอัลลอฮฺ การให้เราช่วยเหลือผู้ถูกอธรรมนั้นเราทราบกันดี แต่เราจะช่วยเหลือผู้ที่อธรรมได้อย่างไร?

ท่านร่อซูล ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ตอบว่า

“การที่ท่านห้ามปรามเขามิให้อธรรมผู้อื่น นั่นแหละคือการช่วยเหลือเขา”

((บันทึกโดย อิหม่าม บุคอรีย์))

หะดีษต่างๆ ที่กล่าวถึงความจำเป็นของการต่อสู้(ญิฮาด)ในหนทางของอัลลอฮฺและการช่วยเหลือผู้ถูกอธรรมและการห้ามปรามผู้อธรรมนั้นมีจำนวนมากมาย

ดังนั้นเราขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงช่วยเหลือพี่น้องของเราที่กำลังต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺทั้งในปาเลสไตน์และที่อื่นๆ กับศัตรูของพวกเขา และทรงทำให้พวกเขามีความเป็นเอกภาพบนสัจธรรมและทรงอนุมัติความสำเร็จให้กับมุสลิมทุกคนที่กำลังช่วยเหลือพวกเขา

และให้พวกเขาดำรงอยู่บนแถวในการต่อต้านศัตรูของพวกเขาและโปรดทำให้ศัตรูของอิสลามนั้นต่ำต้อยไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม และทรงประทานการลงโทษของพระองค์แก่พวกเขาซึ่งมันจะไม่ถูกโต้กลับมาได้จากกลุ่มชนที่กระทำความผิด แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงใกล้ชิด

..........................................................
Cr.al Quds : ดินแดนแห่งความจำเริญ
มีน รักบ้านเรา โพส





"ศอดดาม หุเซน ประกาศท้าผู้นำอาหรับ"



ผมยิงขีปนาวุธ ไปอิสราเอล 39 ลูก

ผมขอท้าบรรดาผู้นำอาหรับ ว่า
"พวกเขา (กล้าไหม ยิงไปอีกเพียงลูกเดียวเพื่อ) ทำให้ครบ 40 ลูก"

จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครกล้าเลย...!!!???





มีใครรู้จักฉันไหม ?



ฉันมีชื่อว่า ปาเลสไตน์
สถานภาพ ถูกหย่าร้าง
ฉันมีลูก 4 คน
คนโตชื่อ นักบะฮฺ ถูกกำเนิดเมื่อปี 1948
คนที่สองชื่อ นักซะฮฺ ถูกกำเนิดเมื่อปี 1967
คนที่สามชื่อ อินติฟาเฎาะฮฺ ถูกกำเนิดเมื่อปี 1987
คนสุดท้องชื่อ เษาเราะฮฺ ถูกกำเนิดเมื่อปี 2000
ฉันเป็นเด็กกำพร้า ตั้งแต่ฉันยังเล็กอยู่
พ่อฉันได้จากฉันไปแล้ว เขามีชื่อว่า อาหรับ
และแม่ของฉัน มีนามว่า ชาม
ฉันมีพี่น้อง 21 คน แต่ไม่มีใครสักคนมาเยี่ยมเยียนฉันเลย และพวกเขาทำเป็นไม่รู้จักฉันเลย
พี่ชายคนโตของฉันได้เสียชีวิตไปแล้ว เขาชื่อ อิรัก เขาจากฉันไปเมื่อปี 2003
ความหวังและความพยายามของฉัน ฉันอยากเป็นอิสระและให้รอดพ้นจากอิสราเอล
หลังจากที่พี่คนโตได้เสียชีวิตไป ชีวิตของฉันดำเนินอยู่อย่างเดียวดายจริง ๆ โดยที่ไม่มีพี่น้องคนใดมาถามข่าวคราวบ้างเลย อาจจะเป็นว่าพวกเขากลัวต่อสามีของแม่พวกเขา ที่มีชื่อว่าอเมริกา
และตอนนี้ฉันก็ตั้งท้องอยู่ ฉันหวังว่าลูกฉันคนนี้จะมีชื่อว่า อันนัศรฺ (ชัยชนะ) อินชาอัลลอฮฺ

.
.........................................
บทความดี ๆ โดย : Hos Al
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ



วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ซาลาห์ ชีฮาดีฮ์ ตำนานของนักรบ แห่งดินแดน ปาเลสไตน์



‪#‎วีรบรุษอิสลาม‬
ซาลาห์ ชีฮาดีฮ์ ตำนานของนักรบ แห่งดินแดน ปาเลสไตน์

ท่าน เชค อาหมัด ยาซีน ผู้ก่อตั้ง ฮามาส มูญาฮิดีน ท่านเคยกล่าวไว้ว่า.."อย่าปล่อยให้เลือดเนื้อของชาวปาเลสไตน์ไร้ราคา เราต้องสู้ชนิดตาต่อตา ฟันต่อฟัน และเลือดด้วยเลือด""

ซาลาห์ ชีฮาดีฮ์ คือผู้ที่ได้ก่อตั้งกองกำลังพิเศส ที่ชื่อว่า กองกำลัง ฆัชชาม เป็นอีกหนึ่งหน่วยรบของ มูญาฮิดีน ฮามาส

ซาลาห์ ชีฮาดีฮ์ (ชื่อเต็มคือ ซาลาห์ อัล มุสตาฟา ดิน มูฮัมหมัดอาลี) ท่านเกิดเมื่อวันที่ 24/2 ปี 1952 ซึ่งสถานที่เกิดของบรุษท่านนี้คือ ในค่ายของผู้ลี้ภัย ชาตี ในฉนวนกาซ่า ครอบครัวของท่านอพยพมาจากเมือง จาฟฟา หลังการบุกเข้ามายึดครอง ดินแดนของชาว ปาเลสไตน์ของชาวยิว บิดา มารดาของท่านจึงต้องเข้ามาอยู่ ในค่ายผู้ลี้ภัยแห่งนี้ และให้กำเนิดท่าน ในค่ายแห่งนี้

ท่านเป็นผู้ก่อตั้ง กองกำลัง พิเศสที่มีชื่อว่า กองกำลัง ฆัชชาม ซึ่งเป็นกองรบหนึ่งของ มูญาฮิดีน ฮามาสแห่งประเทศปาเลสไตน์

ในปี 1958 ท่าน ซาลาห์ ชีฮาดีฮ์ ท่านได้เข้าเรียนในโรงเรียน ปฐมแห่งหนึ่ง ที่มีชื่อว่า อันวาร์ ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุเพียง 5 ขวบเท่านั้น แต่ท่านเป็นเด็กที่ฉลาด หลังจากจบในระดับประถมท่านก็ได้เข้าเรียน ในระดับ มัธยม ซึ่งด้วยความเฉลียวฉลาดของท่านนั้น ท่านได้เรียน อยุ่ในระดับ เกียรตินิยม ในโรงเรียน มัธยม จาฟฟา ซึ่งตั้งอยู่ในฉนวนกาซ่า ดินแดนของชาวปาเลสไตน์

ซาลาห์ ชีฮาดีฮ์ ท่านได้เข้ารับการศึกษาต่อในระดับสูงต่อที่ มหาวิทยาลัย ใน อเล้กซานเดรีย กับเวลา สามปี ของความมุ่งมั่นในการศึกษาหาวิชาความรู้ของท่าน ในการศึกษา เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม และท่านก็ได้จบการศึกษา ในระดับปริญญาตรี ด้านสังคมสงเคราะห์จากอียิปต์

ปี 1982 คือจดเริ่มต้นของท่านในการทิ้งงานด้านอื่นๆเพื่อไปทำงานในภาควิชา ฝ่ายกิจการนักศึกษา ที่มหาวิทยาลัย อิสลาม ในฉนวนกาซา ซิตี

ซาลาห์ ชีฮาดีฮ์ ท่านคือคนที่เก่ง และเป็นตัวตั้งตัวตี ของผู้นำ ที่ไม่รู้จักคำ ว่าเหนื่อย หรือเบื่อหน่าย และไม่มีวันถอยกับงานต่างๆของท่าน ท่านเป็นดังแสงสว่างของผู้ที่ติดตามทั้งหลาย ในความ ฉลาดรอบรู้ของท่าน ในเรื่องต่างๆ และนั้น คือสัญญานที่บ่งบอกถึงความเป็นนักรบ และยอดผู้บัญชาการ ของ นักรบ มูญาฮิดีน ด้วยกับแววของท่าน และความกล้าหาญในการกล้าตัดสินใจ ในทุกๆเรื่อง

ปี 1984 ท่านถูกจับกุมโดย กองกำลัง อิสราเอล โดยพวก ยิว กล่าวหาท่าน เกี่ยวกับงานที่ท่านได้กระทำด้านสังคมสงเคราะห์ พวกยิวกล่าวหาท่านว่า งานที่ท่านทำ มันขัดกับ นโยบายของอิสราเอล และท่านก็ถูกคุมขังแบบ ไร้สาเหตุ และการกล่าวอ้างข้อหาและยัดเยียดข้อหา ของพวกยิว ให้กับท่าน ซาลาห์ ชีฮาดีฮ์ ถูกพวกยิวขัง แบบไร้ความยุติธรรมถึง 2 ปี

แต่ด้วยแรงกดดันจากภายนอก ปี 1986 ท่าน จึงถูกปล่อยตัวออกมา และท่านก็กลับมาทำหน้าที่เป็น ผู้อำนวยการของ กิจการนักศึกษา ที่มหาวิทยาลัย อิสลาม และท่านเป็นผุ้ตัดสินใจให้นักศึกษา ได้ออกไปต่อต้านพวก อิสราเอล จนกระทั่งเป็นเหตุให้เกิดการจราจล ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้ พวก ยิว เป็นอย่างมาก ซึ่งการ ประท้วงนั้นเกิดขึ้นในปี 1987 ซึ่งในขณะนั้นท่านเองยังคงทำงานและปฏิบัติหน้าที่ ในมหาวิทยาลัย จนกระทั่ง ถูกจับกุมอีกครั้ง ในเดือนสิงหาคม ปี 1988

ซาลาห์ ชีฮาดีฮ์ ถูกจับไปคุมขังเดี่ยว และพวก ยิว ไซออนีสต์ พยายาม ที่จะสอบสวนท่านและพยามเค้นความลับจากท่าน แต่ท่านก็ไม่ยอมให้ข้อมูลใดๆกับพวก ยิว เลย ท่านโดนทรมานในคุก แต่ท่านก็ มีความแข็งแกร่งและอดทน จนกระทั่ง ยิวต้องยอมปล่อยตัวท่าน ออกมาจากการคุมขัง ในพฤษภาคม 1989 หลังจากความล้มเหลวของพวก ยิว ในการสอบสวนท่าน และหลังจากนั้นเอง ท่านก็ได้เข้าร่วมและก่อตั้งกองพลพิเศส ที่ชื่อว่า กองกำลัง ฆัชชาม เพื่อสร้างความแข้งแกร่ง ให้กับกองกำลังของฮามาส ซึ่งเป็นกองกำลัง ในแบบ รบพิเศสของ มูญาฮิดีน ฮามาส โดยท่านเองนั้นได้รับตำแหน่งในฐานะ ของผู้บัญชาการ กองกำลัง ฆัชชามนี้

ปี 2002 ซาลาห์ ชีฮาดีฮ์ ท่านได้นำกองกำลัง พิเศสดังกล่าว บุกเข้าช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์ และนักรบ มูญาฮิดีน ในคุกลับแห่งหนึ่งของพวก อิสราเอล ซึ่งท่านได้ทำหน้าที่เต็มรูปแบบ ในฐานะผุ้บัญชาการของหน่วย เคลื่อนที่เร็ว กองพัน ฆัชชาม และสามารถ ปฆิบัติภารกิจช่วยพี่น้องที่ถูกจองจำออกมาได้เป็นผลสำเร็จ

แน่นอนที่สุดความเก่งกาจและความแข็งแกร่งของท่านนั้น คงไม่เป็นที่ถูกใจของอิสราเอล เป็นอย่างมากก็ว่าได้ ด้วยความแข๋็งแกร่งและความ เฉลียวฉลาดของท่านนั้น จึงทำให้พวก ยิวพยายามลอบ สังหารท่าน จนในที่สุด

ในคืนวันจันทร์ 22/07/2002 นั้น ไม่นานหลังจากการ ปฏิบัติภารกิจช่วยพี่น้องชาว ปาเลสไตน์ที่ถูกคุมขัง พวกยิวได้ไช้เครื่องบินโจมตี ที่บ้านพักของท่าน ส่งผลให้ท่านเสียชีวิต ซึ่งสื่อได้รายงานการกระทำเลวทรามของพวกก่อการร้าย อิสราเอลว่า คือการสังหารหมู่ ท่านและครอบครัวต้องจบชีวิตลงอย่างหน้าเศร้า ภรรยาพร้อมลูกสาวของ ท่าน ก็จากไปในวันนั้นเช่นกันด้วยการโจมตีด้วยเครื่องบินของ พวก อิสราเอล ในบ้านของท่านที่ ฉนวนกาซ่า ซึ่งในเหตุการคั้งนั้น นอกจากครอบครัวท่านแล้ว ยังมีคนในละแวกไกล้เคียงและเด็กๆเสียชีวิตจากการกระทำที่สกปรกของ ยิว รวมทั้งสิ้น 18 คน

ท่านคือนักรบ ที่หล้าหาญ ทำไมพวกยิวต้องไช้วิถีสกปรก กับท่าน ซึ่ง ในปัจจุบัน กองกำลังเคลื่อนที่เร็วของ กองพัน ฆัชชาม หนึ่งในหน่วยเคลื่อนที่เร็วของ กองกำลัง มูญาฮิดีน ฮามาส ยังคงต่อสู้และเป็นเสาหลักของ ฉนวนกาซ่า ภายไต้การ ควบคุมของ อบู อุบัยดะฮ์ โฆษก คนปัจจุบันของ ฮามาส ภายหลังการจากไปของท่านนับจากนั้นเป็นต้นมา

ขออัลลอฮประทานแสงสว่างให้กูโบร์ของท่าน ซาลาห์ ชีฮาดีฮ์ (ชื่อเต็มคือ ซาลาห์ อัล มุสตาฟา ดิน มูฮัมหมัดอาลี) ด้วยเถิด..อามีน



..............................................................................
Arlee Khan Jundullah(Arlee lee) แปลและเรียบเรียง
Arlee Khan Jundullah โพส


วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วันนี้เราได้ทำอะไรเพื่อพี่น้องเราในปาเลสไตน์รึยัง



สิ่งที่ท่านนบีบอกไว้ล่วงหน้านั้นเป็นจริงเสมอ
และจะต้องเกิดขึ้นก่อนวันกิยามะห์

*พวกยิวจะไปรวมตัวกันในสถานที่หนึ่ง
เพื่อรอวันที่พวกมันวิ่งหนีพวกมุสลิมอย่างหัวซุกหัวซุน
และไปหลบหลังก้อนหิน หลบหลังต้นไม้.

ดังที่อีหม่ามมุสลิมได้บันทึกไว้ว่า:
ท่านนบีได้กล่าวว่า:
"วันกิยามะห์จะยังไม่เกิดขึ้น จนกว่ามุสลิมจะต่อสู้กับพวกยิว, และมุสลิมจะเป็นฝ่ายฆ่าพวกยิว,
พวกมันจะหนีหัวซุกหัวซุนไปซ่อนตัวหลังก้อนหินและหลังต้นไม้,
เหล่าก้อนหินและต้นไม้ก็จะพากันร้องเรียกว่า: โอ้มุสลิม! โอ้บ่าวของอัลลอฮฺ!
มาทางนี้ พวกยิวมันหลบอยู่ข้างหลังฉัน รีบมาฆ่ามันเร็ว,
เว้นแต่ต้นฆ็อรก็อด(มันจะไม่ร้องเรียก)เพราะมันเป็นต้นไม้ยิว"

อีหม่ามนาวาวีได้กล่าวไว้ว่า:
"ต้นฆ็อรก็อด เป็นต้นไม้ที่เป็นที่รู้จักกันดี มีหนาม ต้นไม้ชนิดนี้มีอยู่ที่เมืองบัยตุลมักดิส เพราะฉนั้นดัจญาลและยิวจะถูกฆ่ากันที่นี่"

การรวมตัวของยิวที่บัยตุลมักดิส ก็เพื่อสนองคำกล่าวของท่านนบี

คำถามก็คือ: ชัยชนะของมุสลิมต้องมีแน่ตามที่ท่านนบีบอก แต่กว่าจะถึงวันนั้น เราได้ทำอะไรเพื่อพี่น้องเราในปาเลสไตน์รึยัง!!!?
เราได้ช่วยอะไรพี่น้องเราบ้างในวันที่พวกเขาลำบาก!!?

عن أبى هريرة أن رسول الله -صلى الله عليه وسلم- قال « لا تقوم الساعة حتى يقاتل المسلمون اليهود فيقتلهم المسلمون ، حتى يختبئ اليهودى من وراء الحجر والشجر ، فيقول الحجر أو الشجر : يا مسلم يا عبد الله هذا يهودى خلفى فتعال فاقتله ، إلا الغرقد فإنه من شجر اليهود » . قال الإمام النووي رحمه الله تعالى : (والغرقد نوع من شجر الشوك معروف ببلاد بيت المقدس ، وهناك يكون قتل الدجال واليهود .


........................
มีน รักบ้านเรา



นี้คือความคิดของชาวยิวต่อชาวปาเลสไตน์


"ชาวปาเลสไตน์ไม่ใช่มนุษย์ พวกเขาไม่สมควรมีชีวิตอยู่  และพวกเขาเป็นเพียงสัตว์เดราฉาน"

(รัฐมนตรีช่วยว่าการทางศาสนายิว Zionism เอลี บิน ดาฮัน)


วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

มันไม่ใช่แค่ "สงคราม"


แต่มันคือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ พี่น้องน้องปาเลสไตน์ ...
เพื่อครอบครองดินแดนมุสลิม !!

ปี ค.ศ. 1947 สมัชชาสหประชาชาติ ลงมติแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ให้กับชาวยิว โดยแบ่งเอาดินแดนบางส่วนของซีเรียและอียิปต์ไปด้วย โดยมติดังกล่าวไม่ได้ขอความเห็นชอบจากชาวปาเลสไตน์เลยแม้แต่น้อยเลย

การแบ่งดินแดนในครั้งนั้น ทำให้ปาเลสไตน์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นที่อาศัยของชาวยิว และอีกส่วนหนึ่งเป็นที่อาศัยของชาวมุสลิมอาหรับ

ปี ค.ศ. 1948 มีการจัดตั้งรัฐยิวขึ้นอย่างเป็นทางการบนแผ่นดินปาเลสไตน์โดยมี เดวิด เบนกูเรียน (David Bengurion) เป็นผู้นำคนแรก โดยตั้งชื่อว่า รัฐอิสราเอล นับแต่นั้นมา อิสราเอลก็เริ่มปรากฏในแผนที่โลกในฐานะประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่มีแผ่นดินครอบครองเลย

...........................................................................................................................
ที่มา : จากหนังสือ"ปาเลสไตน์ แผ่นดินที่ไร้ประชาชน เพื่อทรชนผู้ไม่มีแผ่นดิน"
ดวงใจ อัลอามีน โพส


วันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ใครคือผู้ก่อการร้าย...ตัวจริง ?



เมื่อ เชค อะบู ฮัมซะ (Pierre Vogel) อุลามะฮฺที่ประเทศเยอรมันนี ถูกถาม

ถึงเรื่องมุสลิมก่อการร้าย ท่านตอบว่า

-ใครเป็นผู้ก่อสงครามโลกครั้งที่ 1? ชาวมุสลิม? -ใครเป็นผู้ก่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ? ชาวมุสลิม? -ใครเป็นคนทิ้งระเบิดที่ฮิโรขิมา และนางาซากิ? ชาวมุสลิม?

-ใครฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอินเดียนเเดงในทวีปอเมริกามากกว่า 100 ล้านคน? ชาวมุสลิม?

-ชาวผิวดำประมาณ 180 ล้านคน ถูกจับมาขายเป็นทาสและ 88 % ของพวกเขา เสียชีวิต และ ถูกโยนลง ในมหาสมุทร แอตแลนติก ชาวมุสลิมเป็นผู้ทำใช่หรือไม่ ?

-ใครฆ่า ชาวพื้นเมืองเผ่าอาบอริจิ้นประมาณ 20 ล้านคนในประเทศออสเตรเลีย? ชาวมุสลิม ?

-ใครฆ่าประชาชนชาวเวียดนามหลายพันคนในสงครามเวียดนาม? ชาวมุสลิม?

และวันนี้คุณสามารถ สังเกตเห็นว่าชาวมุสลิม มักจะตกเป็นเหยื่อเมื่อคุณดูสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศพม่า , เยเมน , ซีเรีย , อิรัก , อัฟกานิสถาน เชชเนีย , เอธิโอเปีย บังคลาเทศ ปาเลสไตน์ ฯลฯ

...... แต่เพราะสื่อถูกควบคุมโดยยิวเเละคริสเตียน นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาซ่อน ทุกชนิดของอาชญากรรมที่มีต่อชาวมุสลิม เช่น การเผาเด็กทั้งเป็น ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในประเทศพม่า เข่นฆ่าชาวโรฮิงยา ระเบิดในอิรักและอัฟกานิสถาน .. ฯลฯ . และ พวกเขาไม่เคยใช้สื่อเพื่อแสดงความผิดที่เกิดขึ้นทั้งหมด แม้ว่าชาวมุสลิมจะถูกเช่นฆ่าเหมือนแมลง Subhan Allah! แม้ว่าอิสลามจะเผยเเพร่ไปอย่างรวดเร็วก็ตาม


.......................................................................................
แปลและเรียบรียง : ดาบเเห่งอัลเลาะห์ แอนตี้ไซออนิสต์

Cr. ดาบเเห่งอัลเลาะห์ แอนตี้ไซออนิสต์



วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ใครอยู่เบื้องหลังอิสราเอล




ประเทศไทยมีการยึดอำนาจโดยคณะทหาร
เป็นกิจการภายในประเทศไทย
ผลการยึดอำนาจ ยังไม่ทำให้ใครบาดเจ็บล้มตาย
แต่อเมริกาและ อียู ดาหน้ามาประณามทหารไทยว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน
ริดรอนสิทธิของประชาชน

เหตุการณ์ในตะวันออกกลาง
ใครอยู่เบื้องหลังกลุ่ม ISIS
ใครอยู่เบื้องหลังอิสราเอล
การฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นในฉนานกาซาหลายต่อหลายครั้ง
แปลกใจ อเมริกาและอียู ไม่เรียกร้องสิทธิมนุษยชนให้ชาวปาเลสไตน์เลย
ชาวปาเลสไตน์ ไม่ใช่ผู้กุมอำนาจทางเศรษฐกิจในรัฐบาลอเมริกา
ชาวปาเลสไตน์ ไม่มีสิทธิมีชีวิตด้วยความสงบสุขหรืออย่างไร
อเมริกากับอียู กำลังต้มฟักแบ่งกันกินอยู่สินะ




Abu Khurayra al Kazakh วีรบุรุษจากประเทศคาซัคสถาน



ชายหนุ่มผู้มีหน้าต่อหล่อคนนี้คือทหารของอัลลอฮที่ซาฮีด ณ สมรภูมิเมือง อเลปโป ประเทศซีเรีย
เขาคนนี้ชื่อ Abu Khurayra al Kazakh จากประเทศคาซัคสถาน
เมื่อสัปดาห์ก่อนปฏิบัตการถล่มฐานที่มั่นทางทหาร ของทหารชีอะห์ซีเรียโดยกลุ่ม มูญาฮีดีน jais
muhajirin wal ansar จากเชชเนีย จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาได้เสียชีวิตพร้อม
กับมูญาฮีดีนอีก 2 คนจากประเทศทาจิกิสถานและรัฐดาเกสถาน(รัสเซีย) ที่ชื่อ Abu Ahmad al
Tajik และ Ismail al Dagestani ทั้งสามคนได้ร่วมต่อสู้อยู่ในแนวหน้าของกองกำลังมูญาฮีดีน
ปฎิบัติการครั้งนี้มูญาฮีดีนสามารถยึดฐานนี้ได้สำเร็จ
Abu Khurayra al Kazakh นั้นอายุเพียง 19 ปี เขาเข้ามาในประเทศซีเรียประมาณครึ่งปีซึ่ง
เข้าอยู่ในกลุ่มมูญาฮีดีน jais muhajirin wal ansar ในที่สุดเขาก็ได้รับซาฮีดจากอัลลอฮ
ความฝันของเด็กชายหนุ่มส่วนใหญ่ที่มีหน้าตาที่หล่อและงดงามแบบนี้ถ้าอยู่ที่ประเทศเกาหลี
หรือประเทศไทยหรือประเทศใดก็ตามแต่ อาจจะเป็นนักร้อง หรือไม่ก็ดารานักแสดงอย่างนอน
แต่สำหรับเขาแล้ว ไม่ เขาเลือกที่จะญิฮาดในหนทางของอัลลอฮเพราะความฝันของเขาคือนักรบ
ในสมรภูมิไม่ใช่นักแสดงในโรงละคร
Sahideen Abu Khurayra insha allah


....................................................
Fattah Fathoni แปลเเละเรียบเรียง
สายลม ดาวูด แห่งความห่วงใย โพส




ลาสซาน่า ดิยาร่า อดีตนักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสสู่การญิฮาด




ลาสซาน่า ดิยารา (Lassana Diarra) อดีตนักฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศสเข้าสู่การญิฮาดที่ซีเรียแล้ว
ลาสซาน่า ดิยารา ชื่อจริงคือ อบูอีซา อัล อันดาลุส เคยเป็นนักฟุตบอลของสโมสรดังๆระดับโลกมา
3 สโมสรนั่นคือ อาร์เซน่อล เชลซี และรีลมาดริด ในปี2012 เขาได้ย้ายออกจากสโมสร รีลมาดริด
และไปเซ็นสัญญาอยู่ไปสโมสร อันชิ มาคัชคาล่า ด้วยสโมสร โลโคโมทีฟ มอสโคในปี2013 ซึ่ง
เป็นสโมสรสุดท้ายของ อบูอีซา
ผลงานของเขาในการค้าแข้งนั่นประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย แชมป์ เอฟเอ คัพที่อังกฤษ
แชมป์ลาลีกา ที่สเปน รวมทั้งติดทีมชาติฝรั่งเศสทั้งหมด 28 นัด อบูอีซากับวัย29 ปีในปัจจุบัน ถ้า
เขาจะเลือกใช้ชีวิตบนโลกนี้แบบหรูหรา โดยไม่ต้องลำบากเขาสามารถทำได้ แต่
เขากลับเลือกการญิฮาด อัลลอฮฮูอัคบัร
อบูอีซา ได้ละทิ้งความสุขบนดุนยา และเข้าสู้การญิฮาดกับมูญาฮีดีน Islamic state of iraq
and sham
อัลฮัมดูลิลลาฮ ขออัลลอฮคุ้มครองนักรบของพระองค์
ลาสซานา ดียารา (Lassana Diarra) เกิดเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1985

.............................................
บทความโดย : Fattah Fathoni
สายลม ดาวูด แห่งความห่วงใย โพส




ชาวอิสรอเอลไม่สามารถฆ่าอิสลามได้หรอก


 อัดนาน ยานูซาจ '' นักฟุตบอลดาวรุ่ง ของสโมสรปีศาจแดงแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ออกมาร่วมแสดงจุดยืนในฐานะที่เขานั้นเป็นมุสลิมคนหนึ่งที่ทนไม่ได้จากการที่ชาวมุสลิมปาเลสไตน์ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยกลุ่มพวกยิวอิสราเอล ว่า

“ ถึงชาวอิสรอเอล คุณสามรถฆ่ามุสลิมได้ แต่คุณไม่สามารถฆ่าอิสลามได้หรอก วันหนึ่งอิสลามนั้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จงระวังใว้เถิด ! เพราะทุกสิ่งทุกอย่าง(อัลลอฮฺ)ได้กำหนดไว้แล้ว ”

คำกล่าวของอัดนานตรงนี้ ตรงกับหะดีษของท่านนะบีย์ศ็อลฯ ที่ว่า

اَلإِسْلاَمُ يَعْلُوْ وَلاَ يُعْلَى

“ ศาสนาอิสลามนั้น(เป็นศาสนาที่)สูงส่ง และจะไม่มีศาสนาใดเหนือกว่าอัลอิสลามอีกแล้ว "

(ศ่อฮีหุลญามิอ์ 2778)

 ‪#‎อย่าลืมพี่น้องเราในดุอาอฺ‬
อัดนาน ยานูซาจ เกิดที่ บรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ในปี 1995 เขาเป็นนักเตะชาวมุสลิมเพียงคนเดียวของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในเวลานี้ หลังจากการย้ายออกไปของ มาเม่ บิรัม ดิยุฟ ที่ย้ายไปอยู่กับ ฮันโนเวอร์ ในช่วงเดือนมกราคม ปี 2012 (อัลฮำดุลลิลลาฮฺ)





สันดาน“ยิว”ในอัลกรุอาน



1.เป็นกลุ่มชนที่อัปยศ : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

وَضُرِبَتْ عَلَيْهِمُ الذِّلَّةُ وَالْمَسْكَنَةُ وَبَاءُوا بِغَضَبٍ مِنَ اللَّهِ ذَلِكَ بِأَنَّهُمْ كَانُوا يَكْفُرُونَ بِآيَاتِ اللَّهِ وَيَقْتُلُونَ النَّبِيِّينَ بِغَيْرِ الْحَقِّ ذَلِكَ بِمَا عَصَوْا وَكَانُوا يَعْتَدُونَ

“และแล้วความอัปยศและความขัดสนก็จะถูกกระหน่ำลงบนพวกเขา และพวกเขาก็นำความกริ้วโกรธ ของอัลลอฮฺกลับไป นั่นก็เพราะว่า พวกเขาได้ปฏิเสธสัญญาณต่าง ๆ ของอัลลอฮฺ และยังสังหารบรรดา นบีโดยไม่เป็นธรรม ดังกล่าวนั้นก็ด้วยความดื้อดันของพวกเขา และแล้วพวกเขาจึงได้ กลายเป็นผู้ ละเมิดขอบเขต ”
(อัลบะกอเราะฮฺ : 61)

2.เป็นกลุ่มชนที่ชอบบิดพลิ้ว : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

أَوَكُلَّمَا عَاهَدُوا عَهْدًا نَبَذَهُ فَرِيقٌ مِنْهُمْ بَلْ أَكْثَرُهُمْ لَا يُؤْمِنُونَ

“และคราใดที่พวกเขา (ชาวยิว) ได้ให้คำมั่นสัญญาใด ๆ ไว้ กลุ่มหนึ่งในหมู่พวกเขาก็เหวี่ยงสัญญานั้น ทิ้งเสียกระนั้นหรือ ? ไม่หรอก ส่วนมากในหมู่พวกเขาไม่ศรัทธาต่างหาก”
(อัลบะกอเราะฮฺ : 100)

3.เป็นกลุ่มชนที่ชอบอวดดี ยะโส โอหัง : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

أَفَكُلَّمَا جَاءَكُمْ رَسُولٌ بِمَا لَا تَهْوَى أَنْفُسُكُمُ اسْتَكْبَرْتُمْ فَفَرِيقًا كَذَّبْتُمْ وَفَرِيقًا تَقْتُلُونَ

“...แล้วคราใดที่มีศาสนทูตนำสิ่งที่ไม่สบอารมณ์ของพวกเจ้ามายังพวกเจ้า พวกเจ้าก็แสดงความยะโส โอหัง แล้วพวกเจ้าก็ปฏิเสธชนกลุ่มหนึ่ง และอีกกลุ่มหนึ่งพวกเจ้าก็ฆ่าเสียกระนั้นหรือ ”
(อัลบะกอเราะฮฺ : 87)

4.เป็นกลุ่มชนที่ชอบบ่อนทำลาย : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

وَيَسْعَوْنَ فِي الْأَرْضِ فَسَادًا وَاللَّهُ لَا يُحِبُّ الْمُفْسِدِينَ

“...และพวกเขาเพียรพยายามบ่อนทำลายในผืนแผ่นดิน และอัลลอฮฺนั้นไม่ทรงชอบผู้ที่บ่อนทำลาย ทั้งหลาย ”
(อัลมาอิดะฮฺ : 64)

5.เป็นกลุ่มชนที่ชอบอ้างว่าเป็นบุตรของพระเจ้า : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

وَقَالَتِ الْيَهُودُ عُزَيْرٌ ابْنُ اللَّهِ وَقَالَتِ النَّصَارَى الْمَسِيحُ ابْنُ اللَّهِ ذَلِكَ قَوْلُهُمْ بِأَفْوَاهِهِمْ يُضَاهِئُونَ قَوْلَ الَّذِينَ كَفَرُوا مِنْ قَبْلُ قَاتَلَهُمُ اللَّهُ أَنَّى يُؤْفَكُونَ

“และชาวยิวได้กล่าวว่า อุซัยรฺ (นักปราชญ์ยิว) เป็นบุตรของอัลลอฮฺ และชาวคริสต์ได้กล่าวว่า อัลมะเซี๊ยะหฺ (นบีอีซา) เป็นบุตรของอัลลอฮฺ นั่นคือถ้อยคำที่พวกเขากล่าวขึ้นด้วยปากของพวกเขาเอง ซึ่งคล้ายกับ ถ้อยคำของบรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธามาก่อน ขออัลลอฮฺทรงสาปแช่งพวกเขาด้วยเถิด พวกเขาถูก ให้หันเห (ออกจากความจริง) ไปได้อย่างไร? ”
(อัตเตาบะฮฺ : 30)

6.เป็นกลุ่มชนที่ชอบอิบาดะฮฺต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

وَإِذْ وَاعَدْنَا مُوسَى أَرْبَعِينَ لَيْلَةً ثُمَّ اتَّخَذْتُمُ الْعِجْلَ مِنْ بَعْدِهِ وَأَنْتُمْ ظَالِمُونَ

“และจงรำลึกถึง ขณะที่เราได้ให้สัญญาแก่มูซาไว้สี่สิบคืน (ณ ภูเขาซีนาย) แล้วพวกเจ้าได้ยึดเอาลูกวัว ตัวนั้น (เป็นที่เคารพสักการะ) หลังจากเขา (นบีมูซา) จากไปแล้ว โดยที่พวกเจ้านั้นเป็นผู้อธรรม ”
(อัลบะกอเราะฮฺ : 51)

7.เป็นกลุ่มชนที่ชอบสังหารบรรดานบี : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

كُلَّمَا جَاءَهُمْ رَسُولٌ بِمَا لَا تَهْوَى أَنْفُسُهُمْ فَرِيقًا كَذَّبُوا وَفَرِيقًا يَقْتُلُونَ

“...ทุกครั้งที่ศาสนทูตคนใด นำสิ่งที่จิตใจของพวกเขาไม่ชอบมายังพวกเขาแล้ว กลุ่มหนึ่ง (กลุ่มหนึ่งใน บรรดาศาสนฑูต) พวกเขา (ชาวยิว) ก็ปฏิเสธ และอีกกลุ่มหนึ่งพวกเขาก็ฆ่าเสีย ”
(อัลมาอิดะฮฺ : 70)

8.เป็นกลุ่มชนที่ชอบยึดเอานักปราชญ์ บาทหลวง เป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮฺ : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :
اتَّخَذُوا أَحْبَارَهُمْ وَرُهْبَانَهُمْ أَرْبَابًا مِنْ دُونِ اللَّهِ

“พวกเขาได้ยึดเอาบรรดานักปราชญ์ของพวกเขา และบรรดาบาทหลวงของพวกเขาเป็นพระเจ้าอื่น จากอัลลอฮฺ... ”
(อัตเตาบะฮฺ : 31)

9.เป็นกลุ่มชนที่ชอบปฏิบัติตนตามบรรดาชัยฏอน : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

وَاتَّبَعُوا مَا تَتْلُو الشَّيَاطِينُ عَلَى مُلْكِ سُلَيْمَانَ

“และพวกเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่บรรดามารร้ายในสมัยสุลัยมานอ่านให้ฟัง... ”
(อัลบะกอเราะฮฺ : 102)

10.เป็นกลุ่มชนที่ชอบเขียนคัมภีร์ด้วยน้ำมือของพวกเขา : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

فَوَيْلٌ لِلَّذِينَ يَكْتُبُونَ الْكِتَابَ بِأَيْدِيهِمْ ثُمَّ يَقُولُونَ هَذَا مِنْ عِنْدِ اللَّهِ لِيَشْتَرُوا بِهِ ثَمَنًا قَلِيلًا فَوَيْلٌ لَهُمْ مِمَّا كَتَبَتْ أَيْدِيهِمْ وَوَيْلٌ لَهُمْ مِمَّا يَكْسِبُونَ

“ดังนั้นความวิบัติจะประสบแก่บรรดาผู้ที่เขียนคัมภีร์ขึ้นด้วยมือของตนเอง หลักจากนั้นพวกเขาจะกล่าว อ้างว่านี่แหละมาจากอัลลอฮฺ เพื่อพวกเขาจะได้นำมันไปแลกกับราคาเพียงเล็กน้อย ดังนั้นความวิบัติ จึงประสบกับพวกเขา เนื่องจากสิ่งที่พวกเขาได้เขียนขึ้น และความวิบัตินั้นจะประสบแก่พวกเขา เนื่องจากสิ่งที่พวกเขาได้แสวงหาไว้ ”
(อัลบะกอเราะฮฺ : 79)

11.เป็นกลุ่มชนที่ชอบบิดเบือนบรรดาถ้อยคำให้หันเหออกจากความเป็นจริง : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

مِنَ الَّذِينَ هَادُوا يُحَرِّفُونَ الْكَلِمَ عَنْ مَوَاضِعِهِ وَيَقُولُونَ سَمِعْنَا وَعَصَيْنَا وَاسْمَعْ غَيْرَ مُسْمَعٍ وَرَاعِنَا لَيًّا بِأَلْسِنَتِهِمْ وَطَعْنًا فِي الدِّينِ

“จากผู้ซึ่งที่เป็นยิวนั้น พวกเขาบิดเบือนถ้อยคำให้เหออกจากที่ (ความหมายที่แท้จริง) ของมัน และพวก เขาก็กล่าวว่า เราได้ยินแล้วและเราได้ฝ่าฝืนกันแล้ว และเจ้าจงฟังโดยที่ไม่ใช่เป็นผู้ได้ยิน และจงสดับ ฟังเราโดยบิดลิ้นของพวกเขา และใส่ร้ายต่อศาสนา... ”
(อันนิซาอฺ : 46)

12.เป็นกลุ่มชนที่ห่วงใยต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

وَلَتَجِدَنَّهُمْ أَحْرَصَ النَّاسِ عَلَى حَيَاةٍ وَمِنَ الَّذِينَ أَشْرَكُوا يَوَدُّ أَحَدُهُمْ لَوْ يُعَمَّرُ أَلْفَ سَنَةٍ

“และแน่นอน เจ้าจะพบว่าพวกเขาเป็นคนห่วงใยยิ่งต่อชีวิตความเป็นอยู่ และยิ่งกว่าบรรดาผู้ให้มีภาคี ขึ้นแก่อัลลอฮฺเสียอีก คนหนึ่งในหมู่พวกเขานั้นชอบหากว่าพวกเขาจะถูกให้มีอายุยืนยาวถึงพันปี... ”
(อัลบะกอเราะฮฺ : 96)

13.เป็นกลุ่มชนที่มีหัวใจแข็งกระด้าง : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

فَبِمَا نَقْضِهِمْ مِيثَاقَهُمْ لَعَنَّاهُمْ وَجَعَلْنَا قُلُوبَهُمْ قَاسِيَةً

“แต่เนื่องจากการที่พวกเขาทำลายสัญญาของพวกเขา เราจึงได้สาปแช่งพวกเขา และให้หัวใจของ พวกเขาแข็งกระด้าง... ”
(อัลมาอิดะฮฺ : 13)

14.เป็นกลุ่มชนที่ชอบฟังคำโกหก : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

سَمَّاعُونَ لِلْكَذِبِ أَكَّالُونَ لِلسُّحْتِ

“พวกเขาชอบฟังคำโกหก ชอบกินสิ่งต้องห้าม (ทรัพย์ที่ได้มาโดยมิชอบธรรม) ... ”
(อัลมาอิดะฮฺ : 42)

15.เป็นกลุ่มชนที่ชอบรีบเร่งในการทำบาป และการเป็นศัตรู : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

وَتَرَى كَثِيرًا مِنْهُمْ يُسَارِعُونَ فِي الْإِثْمِ وَالْعُدْوَانِ وَأَكْلِهِمُ السُّحْتَ لَبِئْسَ مَا كَانُوا يَعْمَلُونَ

“และเจ้าจะได้เห็นมากมายในหมู่พวกเขา (ชาวยิว) ต่างรีบเร่งกันทำบาปและเป็นศัตรูกัน และการที่พวก เขากินสิ่งที่ต้องห้าม (ดอกเบี้ย) ช่างเลวจริง ๆ สิ่งที่พวกเขากระทำกัน ”
(อัลมาอิดะฮฺ : 62)

16.เป็นกลุ่มชนที่ชอบจุดไฟการทำสงคราม : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

كُلَّمَا أَوْقَدُوا نَارًا لِلْحَرْبِ أَطْفَأَهَا اللَّهُ

“...ทุกครั้งที่พวกเขาจุดไฟขึ้น (เพื่อก่อชนวน) เพื่อทำสงคราม อัลลอฮฺก็ทรงดับไฟนั้นเสีย... ”
(อัลมาอิดะฮฺ : 64)

17.เป็นกลุ่มชนที่ถูกสาปแช่งจากอัลลอฮฺ : อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงตรัสว่า :

قُلْ هَلْ أُنَبِّئُكُمْ بِشَرٍّ مِنْ ذَلِكَ مَثُوبَةً عِنْدَ اللَّهِ مَنْ لَعَنَهُ اللَّهُ وَغَضِبَ عَلَيْهِ وَجَعَلَ مِنْهُمُ الْقِرَدَةَ وَالْخَنَازِيرَ وَعَبَدَ الطَّاغُوتَ أُولَئِكَ شَرٌّ مَكَانًا وَأَضَلُّ عَنْ سَوَاءِ السَّبِيلِ

“จงกล่าวเถิด (มูฮัมหมัด) ว่า จะให้ฉันบอกแก่พวกเจ้าไหม ถึงการตอบแทนที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้น ณ ที่อัลลอฮฺ คือผู้ที่อัลลอฮฺได้สาปแช่งและกริ้วโกรธเขา และให้ส่วนหนึ่งจากพวกเขานั้นเป็นลิง และเป็น สุกร และเป็นผู้สักการะมารร้าย ชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่มีตำแหน่งอันชั่วร้าย เป็นผู้ที่หลงไปจากทาง อันเที่ยงตรง ”
(อัลมาอิดะฮฺ : 60)

และพระองค์ทรงตรัสว่า :

لُعِنَ الَّذِينَ كَفَرُوا مِنْ بَنِي إِسْرَائِيلَ عَلَى لِسَانِ دَاوُودَ وَعِيسَى ابْنِ مَرْيَمَ ذَلِكَ بِمَا عَصَوْا وَكَانُوا يَعْتَدُونَ

“บรรดาผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาในหมู่วงศ์วานอิสรออีลนั้นได้ถูกสาปแช่งโดยถ้อยคำของนบีดาวุด และอีซาบุตรของมัรยัมนั้น ก็เนื่องจากการที่พวกเขาฝ่าฝืน และที่พวกเขาเคยละเมิดกัน ”
(อัลมาอิดะฮฺ : 78)

..............................
Sulaimarn Darakai





วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

แดนศักดิ์สิทธิ์ ที่เปื้อนเลือด




"พี่ นั้นเสียงอะไร ?"
"อ๋อ เสียงเครื่องบิน เดี๋ยวก็ไปแล้ว พี่ขอกอดหน่อย นอนดีดีนะ"
"พี่ทำไมต้องปิดหน้าต่างด้วยล่ะ หนูอยากดูเครื่องบิน "
"...ช่างมันเถอะ รีบนอนดีกว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้พาไปดูนะ"
.
สุดท้ายทั้งคู่ก็"จากโลก"นี้ไป เพียงเพราะเขาเป็น "ปาเลสไตน์"
เด็กที่นั้น แม้จะยังพูดไม่ได้ จำความไม่แม่น ก็ได้ชื่อว่า "ผู้ก่อการร้าย" เป็นภัยมั่นคงสำหรับประเทศสวยหรูอย่าง "อิสราเอล"
.
"จะเป็นการรบกวนไหมครับ หากผมขอให้คุณ "ฉุกคิด" กับเรื่องเลวร้ายแบบนี้ แม้คุณจะอยู่ห่างไกลกับพวกเรา แต่ใจคุณจะอยู่ใกล้ชิด หากคุณคิด และทำความเข้าใจกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น บนดินแดนที่ได้ชื่อว่า "แดนศักดิ์สิทธิ์" ที่เปื้อนเลือด "


..............................
Prince Alessandro

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

นักกฏหมายยิวให้ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวฟลิสติน


นักกฏหมายยิว โพสต์ผ่านเฟส ให้ ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวฟลิสติน

หนึ่งวันก่อนที่เด็กชายชาวฟิลิสติน Muhammad Abu Khudair ถูกลักพาตัวไป และถูกฆ่าด้วยการเผาทั้งเป็นโดยวัยรุ่นอิสรอเอลหกคน มีนักกฏหมายสาวชาวอิสรอเอลคนหนึ่ง ชื่อว่า Ayelet Shaked ได้โพสต์ ข้อความลงบนเฟสของเธอ ซึ่งมีใจความให้ ชาวยิว ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชาวฟิลิสติน

เธอกล่าวว่า “ขอเรียกร้องให้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวฟิลิสติน เพราะว่าพวกเขาทั้งหมดคือศัตรูของเรา ทำลายทุกอย่างของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็น คนแก่ เด็ก ๆ เมือง หมู่บ้าน ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ของพวกเขา ”

เธอยังกล่าววอีกว่า “ขอเรียกร้องให้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวฟิลิสติน เพราะว่า การการเรียกร้องนี้ เป็นการเรียกร้องให้ฆ่าแม่ชาวฟิลิสตินทั้งหลาย เนื่องจากพวกนางได้ให้กำเนิด ลูกงูน้อย ”

ถ้าการเรียกร้องของเธอไม่ได้ไปสนับสนุนกฏหมายเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (http://www.hrweb.org/legal/genocide.html) มันก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่เธอเป็นหัวหน้าระดับสูง ของพรรค Jewish home ซึ่งเป็นพรรคที่มีบทบาทในการพิจาณาคดีต่างๆ ของพรรคอิราเ อล


โพสต์ของเธอ จึงได้รับการแชร์มากกว่าพันครั้ง และมีผู้มากดไลค์ เกือบห้าพันคน

เธอได้แปลงานเขียน ของ Uri Elitzur (เพิ่งเสียชีวิตไม่กี่เดือนที่ผ่านมา) ซึ่งเป็นทั้งหัวหน้าองค์กรเคลื่อนไหวนอกประเทศ เป็น นักเขียน และยังเป็นที่ปรึกษาแก่ PM. Benjamin Netanyahu อีกด้วย
บทความด้านล่าง ได้แปลมาจาก โพสต์ของเธอ ซึ่งเป็นภาษาฮิบรู

“นี่เป็นบทความที่ Elitzur เขียนเมื่อ12 ปีที่แล้ว แต่ยังไม่ได้เผยแพร่ มันถึงเวลาเสียที ที่จะเผยแพร่มันออกไป เนื่องด้วย สถานการณ์ที่เราได้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยในปัจจุบัน

ชาวปาเลสไตน์ได้ประกาศสงครามกับเราและเราจะต้องตอบโต้พวกเขาด้วยการประกาศทำสงคราม ไม่ใช่ตอบโต้ด้วยเพียงแค่การปฏิบัติการ ไม่ใช่ตอบโต้ด้วยเพียงแค่การเคลื่อนไหวคืบคลานอย่างช้าๆ ไม่ใช่แค่เพียงการตอบโต้โดยการขาดการเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่เพียงแค่การตอบโต้ด้วยการขยายอนาเขตการครองครองควบคุม ไม่ใช่เพียงแค่การตอบโต้ด้วยการทำลายล้างโครงสร้างพื้นฐาน และต้องมีเป้าหมายไม่ใช่เพียงเพื่อการฆ่าอย่างเดียวเท่านั้น นี่คือสงคราม ทุกๆ คำล้วนมีความหมาย นี่คือสงคราม มันไม่ใช่สงครามที่ต่อสู้กับความหวาดลัว กับพวกสุดโต่ง หรือกับอำนาจของชาวฟิลิสตีน ทั้งหมดล้วนเป็นรูปแบบของการหลีกหนีความจริง มันคือสงครามระหว่างคนสองคน ทำไม? ถามชาวฟิลิสตินดูสิ พวกเขา (ชาวฟิลิสติน) ต่างหากที่เป็นผู้เริ่ม....

บทความที่น่าตกใจนี้ ถูกเขียนโดยคนระดับผู้นำของอิสรอเอล ดังนั้นย่อมส่งผลกระทบอย่างแน่นอน และพวกเขาก็ได้ตอบรับแนวคิดเหล่านี้แล้ว ด้วยการลงมือกระทำต่อชาวฟิลิสตินในทันที

....จากเรื่องราวทั้งหมด บ่งบอกถึงจิตใจที่ต่ำช้า ของหญิงชาวยิวผู้นี้ได้เป้นอย่างดี.....

................................
CR...Dr.Um Varees