อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟิกฮ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฟิกฮ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

วิเคราะห์หลักฐานดุอาอ์กุนูตซุบฮิ‬


1️⃣ - สายรายงานเเรก จาก อบี ญะอฺฟัร อัรรอซีย์

عَنْ أَنَسِ بْنِ مَالِكٍ قَالَ: «مَا زَالَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَقْنُتُ فِي الْفَجْرِ حَتَّى فَارَقَ الدُّنْيَا»
❌จากท่านอนัส บิน มาลิก กล่าวว่า : " ท่านรอซูล ﷺ ยังคงดุอากุนูตในเวลาฟัจริ จนกระทั่งท่านได้จากโลกนี้ไป "❌
📍ฮะดีษปรากฏในหนังสือ
1. มุศอนนัฟ อับดุรร๊อซซาก เลขที่ 4964
2. ซุนัน อัลดารุลกุฏนีย์ เลขที่ 1692
3. มุศอนนัฟ อิบนุ อบี ชัยบะฮ์ เลขที่ 7003
4. มุซนัด อัลบัซซาร เลขที่ 6522
5. มุซนัด อะฮฺหมัด เลขที่ 12657
6. ชัรหฺ มะอานีย์ อัลอาษาร เลขที่ 1457
7. ซุนัน อัลบัยฮากีย์ อับกุบรอ เลขที่ 3104
🔻🔻ฮูก่มฮะดีษบทนี้ : ฎออีฟมาก‼
(سلسلة أحاديث الضعيفة เลขที่ 1238), ( อิลัล อัลมุตะนาฮียะฮ์ 1/445)
❓เหตุผล
1. มีนักรายงานท่านหนึ่งชื่อ อบู ญะอฺฟัร อัรรอซีย์ ชื่อจริงท่านชื่อ อีซา บิน มาฮาน อัรรอซีย์ อยู่ในสถานะ อ่อน ถึง อ่อนมาก(ตะฮซีบุต ตะฮฺซีบ 12/57)
2️⃣ - สายรายงานที่สอง สายรายงานจากท่าน อิสมาอีล อัลมักกีย์ มีใจความคล้ายๆกับฮะดีษข้างต้น
📍ซึ่งฮะดีษบทนี้ปรากฏในหนังสือ
1. ชัรหฺ มะอานีย์ อัลอาษาร เลขที่ 1470
2. ซุนัน อัลดารุลกุฏนีย์ เลขที่ 1696
3. ซุนัน อัลบัยฮากีย์ อับกุบรอ เลขที่ 3106
🔻ฮูก่มฮะดีษบทนี้ : ฎออีฟ
❓เหตุผล
1. มีนักรายงานชื่อ อัมรฺ บิน อุบัยด อยู่ในสถานะ อ่อนมาก เเละท่านเป็นหนึ่งในคนที่มีความเชื่อเเบบ มุอฺตะซีละฮ์ และฮะดีษบทนี้ ท่านรับมาจาก อัลฮะซัน ซึ่งรายงานนี้มีข้อบกพร่อง (ตะฮฺซีบุต ตะฮฺซีบ 1/332)
3️⃣ - สายรายงานที่สาม จากท่านดีนาร บิน อับดิลลาฮฺ ซึ่งมีใจความคล้ายๆกับฮะดีษข้างต้นเช่นกัน
📍ฮะดีษบทนี้ปรากฏในหนังสือ
1. อัลกุนูต
🔻ฮูก่มฮะดีษบทนี้ : ฎออีฟ
(سلسلة أحاديث الضعيفة เลขที่ 1238),
(อิลัล อัลมตะนาฮียะฮ์ 1/444),
(มัจมูอ อัลฟะตาวา 22/374),
(ซาดุล มะอาด 1/99),
(ตัลคีศุล ฮะบีร 1/245)
❓เหตุผล
1. สายรายงานที่จากท่านอีนาร บิน อับดิลลาฮฺ จากท่านอิบนุ อับบาสนั้น เป็นสายรายงานที่มีข้อบกพร่อง
_________________________________
✅รายงานมาจากอบีมาลิก อัลอัชญะอีว่า
كَانَ أَبِي قَدْ «صَلَّى خَلْفَ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَهُوَ ابْنُ سِتَّ عَشْرَةَ سَنَةً، وَأَبِي بَكْرٍ، وَعُمَرَ، وَعُثْمَانَ» ، فَقُلْتُ لَهُ: أَكَانُوا يَقْنُتُونَ؟ قَالَ: لَا أَيْ بُنَيَّ مُحْدَث"
رواه الخمسة إلا أبا داود ( وصححه الألباني في الإرواء 435)✔
✅พ่อของฉัน เคยละหมาดหลังท่านร่อซูล ﷺ ในขณะที่ท่านอายุ 16 ปี และเคยละหมาดหลังท่านอบีบักร อุมัร และอุษมาน
ฉันได้ถามว่า เขาเหล่านั้นเคยอ่านดุอากุนูตไหม ?
เขาตอบว่า ไม่เคย โอ้ลูกรัก นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่
📍ได้มีบันทึกในหนังสือ
1. มุซนัด อีหม่ามอะฮฺหมัด เลขที่ 2709
2. ซุนันอิบนิมาญะฮ์ เลขที่ 1241
3. ซุนัน อัตติรมีซีย์ เลขที่ 402
***ในอีกทัศนะหนึ่งของอุลามาอฺ โดยการยืนยันการกุนูตในละหมาดซุบฮินั้นไม่มีบัญญัติให้ทำ นอกจากมีเคราะห์กรรมเกิดขึ้นเท่านั้น และไม่จำกัดเฉพาะเวลาซุบฮิ แต่ให้กุนูตในเวลาอื่นๆอีกทั้งห้าเวลา
*** ถึงเเม้กุนูต ซุบฮิ ยังเป็นที่ขัดเเย้งกับระหว่างอุลามาอฺว่าท่านนบีทำหรือไม่ เเต่ทัศนะที่เเข็งเเรงที่สุด คือ ไม่มีกุนูตในละหมาดซุบฮิ เเต่ถ้าพี่น้องละหมาดตามอีหม่ามที่กุนูต พี่น้องวาญิบที่จะต้องยกมือพร้อมอีหม่าม เพราะการทำตามอิหม่ามในละหมาดเป็นวาญิบ

วัลลอฮุอะลัม

วันอังคารที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2558

แอลกอฮอล์เป็นนะญิสไหม?

ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม

ถามเรื่องแอลกอฮอล์ ว่าในตัวของมันเป็นนะญิสหรือไม่ค่ะ? มีความเห็นของนักวิชาการในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง?
เครื่องสำอาง น้ำหอมต่างๆ หากผสมแอลกอฮอล์นำมาทาตัวได้ไหม รวมถึงแอลกอฮอล์ทาแผล การละหมาดของเขาใช้ได้ไหม?
หากเป็นยา หรือเครื่องดื่ม เช่น ยาแก้ไอ น้ำโค๊ก เราสามารถรับประทานได้ไหม?
....ข้อเท็จจริง เพื่อนคนหนึ่งมาปรึกษาว่าเขาทาน้ำหอมที่มีแอลกอฮอล์ จะละหมาดได้ไหม ซึ่งขณะนั้นเขาไม่มีชุดเปลี่ยน ก็บอกให้เขาละหมาดไปก่อน หากไปถามผู้รู้ว่าไม่ได้ก็ค่อยละหมาดชด แต่เขายอมทิ้งละหมาด
.....และตอนไปกุบูรฺ มีการเอาแป้งน้ำทาบริเวณหินปูนสัญญษลักษณ์ที่ฝังศพ แต่คนหนึ่งเขาว่าจะไม่เอาแป้งนั้นทา เข้าใจว่าไม่มีในซุนนะฮ์ แต่ความจริงเขาบอกว่า แป้งมีส่วนผสมแอลกอฮอล์ จึงไม่นำมาทาหินนั้น

ตอบ


นักวิชาการมีทัศนะขัดแย้งกันในเรื่องเครื่องดื่มที่มึนเมาหรือสิ่งใดที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ว่าเป็นนะญิสหรือไม่ ? ..
นักวิชาการส่วนใหญ่ถือว่าสุราเป็นนะญิส อิสลามจึงห้ามดื่ม ..

 แต่นักวิชาการทั้งอดีตและปัจจุบันมิใช่น้อยที่ถือว่า สุราและแอลกอฮอล์มิใช่เป็นนะญิส เพราะไม่มีหลักฐานว่ามันเป็นนะญิส จึงต้องยึดถือตามพื้นฐานเดิมของมันว่า มันมีที่มาจากสิ่งสะอาดคือน้ำผลไม้ (การยึดถือตามพื้นฐานเดิมของสิ่งใด เป็นหลักการข้อหนึ่งของวิชาอุศูลุลฟิกฮ์ เรียกว่า إستصحاب الأصل )

ส่วนที่อิสลามห้ามมุสลิมดื่มสุรา ก็มิใช่เพราะมันเป็นนะญิส แต่เพราะมันทำลายสุขภาพและทำลายระบบความจำของสมองทำให้เลอะเลือน

ซึ่งนักวิชาการในอดีตที่มีทัศนะว่าสุรามิใช่เป็นนะญิส ก็อย่างเช่น ท่านรอบีอะฮ์ บินอบีย์อับดิรฺเราะห์มานซึ่งเป็นตาบิอีนระดับอาวุโส, ท่านอัลลัยษ์ บินซะอัดซึ่งท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ยกย่องว่า เชี่ยวชาญในวิชาฟิกฮ์ยิ่งกว่าอิหม่ามมาลิก, ท่านอิสมาอีล บินยะห์ยา อัล-มุซะนีย์ ศิษย์เอกของท่านอิหม่ามชาฟิอีย์เอง เป็นต้น ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยกับทัศนะหลังนี้ครับ ..

เพราะฉะนั้น แอลกอฮอล์ที่ผสมน้ำหอม แล้วเราใช้ทาตัวหรือเสื้อผ้า หรือแอลกอฮอล์ที่ใช้ทาและทำความสะอาดแผล จึงไม่ส่งผลเสียต่อการละหมาดครับ ..

แต่ยาบางชนิดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ แม้จะเพียงนิดเดียวก็ห้ามนำมาดื่ม เพราะท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเคยกล่าวว่า
 "ของเหลวที่มึนเมาทุกชนิดคือคอมัรฺ (สุรา), และคอมัรฺทุกชนิด หะรอม(ห้าม) ดื่ม, สิ่งใดที่ปริมาณมากของมันทำให้เมาได้ ปริมาณเพียงเล็กน้อยของมันก็หะรอมเช่นเดียวกัน" .

. วัลลอฮุ อะอฺลัมครับ ...



วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2557

แหล่งอ้างอิงของแต่ละมัซฮับ



แหล่งอ้างอิงของมัซอับหะนะฟีย์

1.อัลกุรอาน
2.อัสสุนนะฮฺ
3.อิจญ์มาอ์ (มติเอกฉันท์ของบรรดาอุละมาอ์)
4.กิยาส (การเทียบสิ่งหนึ่งที่ไม่มีหลักฐานระบุถึงหุกุ่มของมัน กับสิ่งหนึ่งที่มีหลักฐานระบุหุก่มชัดเจน โดยที่ทั้งสองนั้นมีองค์ประกอบที่เหมือนกัน)
5.อิสติหฺสาน (การพิจาณาเห็นชอบด้วยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยปัญญาเป็นบรรทัดฐาน)
6.อุรฟฺ (หลักจารีต)
7.ทัศนะของเศาะหาบะฮฺ
8.ชะรีอะฮฺก่อนสมัยท่านรสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) (ชัรอฺ มัน ก็อบละนา)


แหล่งอ้างของมัซฮับมาลิกีย์

1.อัลกุรอาน
2.อัสสุนนะฮฺ
3.อิจญ์มาอ์
4.กิยาส
5.มะศอลิหฺ มุรสะละฮฺ
6.การปฏิบัติของชาวมะดีนะฮฺ (อะมัล อะฮฺลุล มะดีนะฮฺ)


แหล่งอ้างของมัซฮับชาฟิอีย์

1.อัลกุรอาน
2.อัสสุนนะฮฺ
3.อิจญ์มาอ์
4.กิยาส


แหล่งอ้างของมัซฮับหัมบาลีย์

1.นุศูฮฺ หมายถึง อัลกุรอาน และรายงานที่ถูกต้องจากท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)
2.ฟัตวา ศอหาบะฮฺ เมื่อท่านพบเจอฟัตวาของศอหาบะฮฺ และไม่พบการโต้แย้งใดๆ ท่านก็จะใช้มันเป็นหลักฐาน และจะไม่แปรเปลี่ยนไปยังคำกล่าวของผู้อื่น
3.หากมีความขัดแย้งระหว่างศอหาบะฮฺ ท่านก็จะเลือกเอาทัศนะที่ใกล้เคียงกับอัลกุรอาน และอัสสุนนะฮฺมากที่สุด
4.ใช้หะดิษมุรสัลและหะดิษเฎาะอิฟ ท่านลำดับสิ่งนี้ก่อนกิยาส แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจในประเด็นนี้ คือ หะดิษเฎาะอิฟที่ท่านหมายถึงนั้น ในสมัยของท่าน มันเป็นหนึ่งในประเภทหะดิษที่ถูกยอมรับ(มักบูล) หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า หะดิษหะซัน เพราะในสมัยของท่านนั้น ยังไม่มีการแบ่งประเภทหะดิษเศาะเฮียะฮฺและหะซัน
5. กิยาส สิ่งนี้จะถูกใช้ก็ต่อเมื่อไม่พบสิ่งต่างๆ ก่อนหน้านี้




วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

เมื่อสงสัยในสิ่งคลุมเครือ


สิ่งคลุมเครือ หรือสิ่งที่ไม่ชัดเจนสำหรับผู้ไม่รู้ ไม่ได้เป็นที่รู้กันในสังคมกว้างขวางว่าสถานะเป็นเช่นไร ซึ่งสิ่งดังกล่าวหากจะมองจากมุมหนึ่งดูว่าน่าเป็นที่อนุมัติ แต่หากมองจากอีกมุมหนึ่งดูว่าน่าจะต้องห้าม ทำให้เกิดมุมมองที่ขัดแย้งกันขึ้นมา และมองจากภายนอกแล้วดูคลุมเครือ เช่น หนังของสัตว์ที่ห้ามรับประทาน สวมใส่ได้หรือไม่ เครื่องดื่มที่เกิดจากการหมักผลไม้ดื่มได้หรือไม่ นักวิชาการมีความเห็นต่างกัน ในสถานะของสิ่งคลุมเครือ ส่วนหนึ่งมีความเห็นว่ามีสถานะต้องห้าม ส่วนหนึ่งว่าอยู่ในข่ายสิ่งอนุมัติ และอีกส่วนหนึ่งว่าสิ่งคลุมเครือนั้นยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าอนุมัติ หรือต้องห้าม จนกว่าจะต้องพิสูจน์ให้ทราบข้อเท็จจริงเสียก่อน

จงละทิ้งในสิ่งคลุมเครือ

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"จงละสิ่งที่สงสัยไปทำสิ่งที่แน่ใจ" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัตติรมีซีย์ และอันนะซาอีย์)

สิ่งคลุมเครือ นักวิชาการแบ่งเป็ด 3 ลักษณะ คือ

1. คือสิ่งที่แน่ใจว่าต้องห้าม แต่สงสัยว่าความต้องห้ามของมันหมดไปหรือยัง เช่นเราแน่ใจว่าผู้หญิงคนหนึ่งเป็นภรรยาผู้อื่น แต่สงสัยว่าเธอหย่าจากสามีหรือไม่ ให้ถือเอาส่วนที่แน่ใจเป็นพื้นฐานไว้ก่อน คือเธอเป็นภรรยาผู้อื่นจนกว่าจะแน่ใจว่าการหย่านั้นเกิดขึ้นจริงและพ้นอิดดะฮ์แล้วเท่านั้น

2. คือสิ่งที่แน่ใจว่าอนุมัติ แต่สงสัยว่ามีบางอย่างมาทำให้มันเป็นที่ต้องห้ามแล้วหรือไม่

เช่น สามีสงสัยว่าหย่าภรรยาไปแล้วหรือยัง เมื่อเป็นสามีภรรยากัน ย่อมแน่ใจว่าเธอเป็นที่อนุมัติสำหรับเขา เมื่อสงสัยว่าหย่านางแล้วหรือยัง ให้ถือว่าเธอยังเป็นภรรยาและเป็นผู้ที่ศาสนาอนุมัติให้

หากมีน้ำละหมาดอยู่แล้ว แต่สงสัยว่าเสียหรือไม่ ให้ถือว่ามีน้ำละหมาด

หากแน่ใจว่าไม่มีน้ำละหมาด แต่สงสัยสัยว่าอาบแล้วหรือยัง ให้ถือว่ายัง

3. คือสิ่งที่ไม่รู้มาก่อนเลยว่าอนุมัติหรือต้องห้าม เป็นไปได้ทั้งสองทาง ให้เลือกที่รัดกุมกว่า

ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) กล่าวว่า
"ดังนั้น ผู้ใดระวังตนเรื่องคลุมเครือ เขาย่อมทำให้ศาสนาและศักดิ์ศรีของเขาพ้นมลทิน ส่วนผู้ใดที่ถลำเข้าไปสู่สิ่งคลุมเครือก็เท่ากับเขาถลำสู่สิ่งต้องห้าม" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอัลบุคอรีย์ และมุสลิม)



الله أعلم بالصواب




วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การตัดผมทรงนักเรียน



ท่านอิบนุ อุมัร ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุมา  ได้กล่าวว่า

‏أَنَّ النَّبِيَّ ‏ ‏صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ‏ ‏رَأَى صَبِيًّا قَدْ حُلِقَ بَعْضُ شَعْرِهِ وَتُرِكَ بَعْضُهُ ‏ ‏فَنَهَاهُمْ عَنْ ذَلِكَ وَقَالَ احْلِقُوهُ كُلَّهُ أَوْ اتْرُكُوهُ كُلَّهُ ‏

"แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม  เห็นเด็กถูกโกนผมบางส่วนและปล่อยไว้บางส่วน  ดังนั้นท่านนบีจึงห้ามพวกเขาจากสิ่งดังกล่าว  และท่านกล่าวว่า
พวกท่านจงโกนผมเด็กทั้งหมดหัวหรือปล่อยผมไว้ทั้งหมด" รายงานโดยมุสลิม (3959) และอบูดาวูด (3663)  ถ้อยคำฮะดิษเป็นของอบูดาวูด

ท่านอิมามอันนะวาวีย์ได้กล่าวไว้ในหนังสือ ชัรฮ์มุสลิม ความว่า

وَأَجْمَع الْعُلَمَاء عَلَى كَرَاهَة الْقَزَع إِذَا كَانَ فِي مَوَاضِع مُتَفَرِّقَة إِلَّا أَنْ يَكُون لِمُدَاوَاةٍ وَنَحْوهَا

"บรรดานักปราชญ์ได้ลงมติว่า  มักโระฮ์  การโกนผมบางส่วนและปล่อยไว้บางส่วนนอกจากเพื่อทำการเยียวยารักษาและอื่น ๆ (เช่นโรคที่เกิดขึ้นที่ศีรษะหรือต้องการกรอกเลือด)"

เจ้าของหนังสือเอานุลมะบูตอธิบายสุนันอบีดาวูดได้กล่าวว่า

 قَالَ أَحْمَد : إِنَّمَا كَرِهُوا الْحَلْق بِالْمُوسَى أَمَّا بِالْمِقْرَاضِ فَلَيْسَ بِهِ بَأْس لِأَنَّ أَدِلَّة الْكَرَاهَة تَخْتَصّ بِالْحَلْقِ

"ท่านอิมามอะห์มัดกล่าวว่า  บรรดานักปราชญ์ถือว่ามักโระฮ์การโกนด้วยมีด  สำหรับการตัดด้วยกรรไกรนั้น  ถือว่าไม่เป็นไร  เพราะบรรดาหลักฐานที่มักโระฮ์นั้นเฉพาะเพียงแค่การโกน" หนังสือเอานุลมะบูต

الله أعلم بالصواب

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แปลก กฎหมายไทยไม่มีความผิดฐานมีชู้





เป็นเรื่องแปลก สำหรับกฎหมายในเมืองไทยในปัจจุบัน (ประมวลกฎหมายอาญา) ทีไม่มีการบัญญัติกฎหมายความผิด ฐานมีชู้ หรือเป็นชู้ ทั้งที่การมีชู้หรือมีชู้มันนั้นเป็นเป็นความผิดในตัวของมันอยู่แล้ว ทั้งต่อผู้กระทำ หรือผู้ร่วมกระทำ ต่อคนรอบข้าง และศิลธรรมอันดีในสังคม และทุกศาสนาได้ห้ามปรามในเรื่องนี้ 

ทั้งที่กฎหมายของไทยก่อนตราประมวลกฎหมายอาญา ในกฎหมายสามดวงก็ได้บัญญัติโทษของการมีชู้ หรือเป็นชู้ไว้ด้วย

และยังเป็นเรื่องแปลกอีก การมีภรรยาหลายคน มันไม่มีความผิดในตัวของมันเลย มิหน่ำซ้ำการมีรรยาหลายคนเป็นการช่วยหญิงที่เป็นหม้ายที่สามีตายในสนามรบ หรืออันเกิดจากที่หญิงมีมากกว่าเป็นทวีคูณ ได้อุปการะเลี้ยงดูจากชาย หรือภรรยาคนแรกไม่สามารถมีบุตรได้ ก็ให้ภรรยาคนที่สองมีบุตรให้แทน แต่กฎหมายไทยกลับห้ามมันมิให้มีภรรยาหลายคน ทั้งก่อนที่มีการใช้ประมวลกฎหมายแพ่ง บรรพ 5 และในกฎหมายตราสามดวงยังให้มีภรรยาหลายคน

ซึ่กฎหมายลักษณะผัวเมียได้แบ่งประเภทของภรรยาออกเป็น 3 ประเภท  คือ
    - เมียกลางเมือง หมายถึง,    เมียกลางนอก และเมียกลางทาษี

เหตุผลที่กฎหมายไทย ไม่ได้บัญญัติโทษฐานมีชู้ หรือเป็นชู้ หรือห้ามภรรยาหลายคน ก็อันเนื่องจากตามชาวฝรั่งตะวันตก เห็นว่าชาวฝรั่งนั้นทันสมัยไม่ตกยุค ชาวฝรั่งว่าการมีชู้ หรือเป็นชู้ไม่ผิด คนไทยก็ตามด้วย ชาวฝรั่งว่าการมีภรรยาหลายคนผิด กฎหมายไทยก็ว่าผิดด้วย 

ฝรั่งว่าไง ไทยก็ว่างั่น ขอให้ได้ตาม โดยไม่ตริตรองตามความเป็นจริง ซึ่งการมีชู้ หรือการมีชู้ ถือเป็นการทำลายครอบครัว และสังคม ตลอดจนศิลธรรมอันดีในสังคมเป็นอันมาก 

สำหรับอิสลาม ถือว่าการมีชู้ หรือเป็นชู้ ที่เรียกว่า การซีนา นั้นบาปมหันต์  มีบทลงโทษทั้งโลกนี้และอาคีเราะฮฺ ส่วนการมีภรรยาตั้งแต่หนึ่งคนถึงสี่คน เป็นที่อนุมัติ แต่มีเงื่อนไขว่าชายนั้นต้องให้ความชอบธรรม แก่ภรรยาทุกๆคนเท่าเทียบกัน หากมิเช่นนั้น อิสลามก็ห้ามเช่นเดียวกัน คือให้มีเพียงหนึ่งคนเท่านั้น

والله أعلم بالصواب


วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

การเสียดสีของอวัยวะเพศเดียวกัน (เลสเบี้ยน)


การเสียดสีของอวัยวะเพศเดียวกัน หรือเลสเบี้ยน คืออวัยวะเพศชายเสียดสีอวัยวะเพศชายด้วยกัน หรืออวัยวะเพศหญิงเสียดสีอวัยวะเพศหญิงเดียวกัน การเสียดสีเช่นนี้เป็นที่ต้องห้าม โดยมติของนักวิชาการ ดังหะดิษที่รายงานว่า

แท้จริงท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้กล่าวว่า
“ห้ามชายมองดูเอาเราะฮฺของผู้ชายด้วยกัน และการห้ามผู้หญิงมองดูเอาเราะฮฺของผู้หญิงด้วยกัน และห้ามผู้ชายเข้าไปอยู่ในผ้าผืนเดียวกัน และก็ห้ามผู้หญิงเข้าไปอยู่กับผู้หญิงในผ้าผืนเดียวกัน”  (บันทึกหะดิษโดยอะหฺมัด มุสลิม อบูดาวูด อัตติรฺมีซีย์ )
และการเอาอวัยวะเพศเดียวกันมาเสียดสีกัน ต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย แต่ไม่ถูกลงโทษตามบทบัญญัติอิสลาม เช่นเดียวกับที่ฝ่ายชายเข้าจู่โจมหญิง แต่ไม่ล่วงล้ำทางเพศ




والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

สิ่งพึงสงวนของชายมุสลิม


                     
                เอาเราะฮฺ(สิ่งพึงสงวน)ของผู้ชายบรรลุศาสนภาวะแล้ว คือ ระหว่างสะดือกับหัวเข่า ศาสนาไม่อนุญาตให้เปิดเผยเอาเราะฮฺแม้ว่าจะเป็นผู้ชายด้วยกันก็ตาม

 ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
" لاَ يَنْظُرُ الرَّجُلُ إِلَى عَوْرَةِ الرَّجُلِ "
 ความว่า "ผู้ชายต้องไม่มองเอาเราะฮฺของผู้ชาย" (บันทึกโดยอบูดาวูด)

เอาเราะฮฺของผู้ชายคือ ระหว่างสะดือกับหัวเข่า

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
" أَنَّ الْفَخِذَ عَوْرَةٌ "
 ความว่า "แท้จริงหัวเข่าถือเป็นเอาเราะฮฺ (สิ่งพึงสงวน)" (บันทึกโดยอบูดาวูด)


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การทำกุรบานแทนผู้ตาย


สำหรับการทำอุฏฮิยะห์ หรือทำกุรบานแทนผู้เสียชีวิตนั้น ไม่มีหลักฐานศอเฮียะห์ในเรื่องการทำกุรบานแทนผู้ตาย (เว้นแต่ กรณีผู้ตายได้สั่งเสียไว้ก่อนตายว่าให้ทำกุรฺบานแทนตน) ทั้งๆที่บุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เสียชีวิตไป แต่ก็ไม่หลักฐานว่าท่านรสูลทำกุรบานแทนผู้เสียชีวิตไปนั้น เช่นท่านหญิงฆอดิญะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา เป็นต้น ท่านรสูลก็ไม่เคยทำกุรบานให้นาง หรือคนอื่นๆเลย หรือแม้กระทั่งการสั่งให้บุคคลอื่นทำแทนผู้ตายก็ไม่เคยปรากฏหลักฐาน

สำหรับหะดิษบทวิพากษ์ต่อไปนี้ ที่ผู้ทำกุรบานแทนผู้ตายได้ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง ซึ่งเป็นฮะดีษฏออีฟ

 2790 - حدثنا عثمان بن أبي شيبة قال ثنا شريك عن أبي الحسناء عن الحكم عن حنش قال

: رأيت عليا رضي الله عنه يضحي بكبشين فقلت له ما هذا ؟ فقال إن رسول الله صلى الله عليه و سلم أوصاني أن أضحي عنه فأنا أضحي عنه .

อุสมาน อิบนุ อบีชัยบะห์ เล่าให้เราฟังว่า ชะรีก เล่าให้เราฟังจาก อบี อัลฮัสนาอ์ จาก อัลฮะกัม จาก ฮะนัช กล่าวว่า "ฉันเคยเห็นท่านอาลี เชือดอุฏฮิยะห์ ด้วยแกะสองตัว ฉันจึงถามเขาว่า นี่คืออะไร เขาตอบว่า แท้จริงท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งเสียแก่ฉันให้เชือดอุฏฮิยะห์แทนท่าน ฉันจึงต้องเชือดอุฏฮิยะห์แทนท่าน" (สุนันอบีดาวูด ฮะดีษเลขที่ 2408)

  حدثنا محمد بن عبيد المحاربي الكوفي حدثنا شريك عن أبي الحسناء عن الحكم عن حنش عن علي أنه كان يضحي بكبشين أحدهما عن النبي صلى الله عليه وسلم والآخر عن نفسه فقيل له فقال أمرني به يعني النبي صلى الله عليه وسلم فلا أدعه أبدا

มูฮัมหมัด อิบนุ อุบัยด์ อัลมุฮาริบีย์ อัลกูฟีย์ เล่าให้เราฟังว่า ชารี๊ก เล่าให้เราฟังจาก อบี ฮัสนาอ์ จาก อัลฮะกัม จาก ฮะนัช จาก อาลี ว่า "แท้จริงอาลีได้เชือดอุฏฮิยะห์ด้วยแกะสองตัว โดยตัวหนึ่งเชือดให้แก่ท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม และอีกตัวหนึ่งเชือดให้แก่ตัวเอง  มีผู้ถามเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาตอบว่า ท่านใช้ให้ฉันทำมัน หมายถึงท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม และฉันจะไม่ละทิ้งมันตลอดไป" (สุนันอัตติรมีซีย์ ฮะดีษเลขที่ 1415)

ฮะดีษบทนี้เป็นคำรายงานเดี่ยวโดยบรรดาผู้รายงานจากชาวกูฟะห์ ซึ่งอัลฮากิม กล่าวว่า

تفرد به أهل الكوفة من أول الإسناد إلى آخره لم يشركهم فيه أحد


“ชาวกูฟะห์รายงานเดี่ยวจากต้นจนปลายสายรายงานโดยไม่มีผู้อื่นร่วมด้วย” อุลูมุ้ลฮะดีษของอัลฮากิม 1/219

บรรดานักวิชาการฮะดีษได้กำชับให้ระมัดระวังฮะดีษที่รายงานโดยบรรดาผู้รายงานจากชาวเมืองกูฟะห์เพียงลำพัง เพราะส่วนใหญ่จะเป็นฮะดีษอุปโลกน์ กรณีนี้เป็นเพียงข้อสังเกตเท่านั้นมิใช่คำตัดสิน

แม้ว่าฮะดีษบทนี้จะมีระบุอยู่ในบันทึกฮะดีษหลายชุดก็ตาม แต่ทั้งหมดล้วนมาจากสายรายงานเดียวกันคือ จาก ชารี๊ก จาก อบี อัลฮัสนาอ์ จาก อัลฮะกัม จาก ฮะนัช จาก อาลี  ซึ่งท่านอิหม่ามอัลติรมีซีย์ ได้กล่าววิจารณ์ไว้ในท้ายฮะดีษว่า “นี่คือฮะดีษฆ่อรีบ” หมายถึง ฮะดีษที่มีผู้รายงานเพียงคนเดียวไม่ว่าในระดับใดก็ตาม และฮะดีษบทวิพาษ์นี้ ก็เป็นเพียงสายรายงานเดียวโดยที่ไม่มีรายงานจากสายอื่นมาสนับสนุน (ชะวาฮิด)
                ดังนั้นหากฮะดีษบทนี้มีข้อบกพร่อง ไม่ว่าจากสายรายงาน,ตัวผู้รายงาน หรือเนื้อหา ก็จะทำให้ฮะดีษนี้อยู่ในสถานะ ฏออีฟ (อ่อน) และ เมาฏัวอ์ (เก้) เท่านั้น

อัลมุนซิรีย์ ได้กล่าววิจารณ์ผู้รายงานว่า

               1 – ชะรีก คือ อิบนุ อับดิลลาฮ์ อัลกอฏี  (อัลนัคอีย์ อัลกูฟีย์) มีคำวิจารณ์เกี่ยวกับเขาหลายประการ และท่านอิหม่ามมุสลิม ได้บันทึกการรายงานของเขาเป็นกรณีคำรายงานสำทับเท่านั้น
               2 – อัลฮะกัม คือ อิบนุอุตัยบะห์
               3 – ผู้รายงานที่ชื่อ ฮะนัช นั้นไม่ใช่ อิบนุอับดิลลาฮ์ อัสสะบะอีย์ ตามที่บางคนเข้าใจ แต่เขาคือ ฮะนัช บิน อัล มัวตะมิร อัลกินานีย์ อัลกูฟีย์ ซึ่งบรรดานักวิชาการหลายท่านวิพากษ์วิจารณ์ในตัวเขา เช่น อิบนุฮิบบาน กล่าวว่า : มีความคลุมเครือมากเหลือเกินในคำรายงานของเขาเพียงลำพังจากท่านอาลีหลายประการ ไม่ละม้ายกับฮะดีษของผู้รายงานที่เชื่อถือได้ จนกระทั่งได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ไม่สามารถอ้างเป็นหลักฐาน
               4 – อบี อัลฮัสนาอ์ ครูของ อับดุลลอฮ์ เป็นบุคคลมัจญ์ฮุล ดังที่ทราบกันดี
                ฉะนั้นฮะดีษบทนี้จึงฏออีฟ ( ตัวฮ์ฟะตุ้ลอะห์วะซีย์ 4/148)

                อิบนุ ฮะญัร อัลอัสก่อลานีย์ ได้กล่าววิจารณ์ผู้รายงานชื่อ อบี อัลฮัสนาอ์ ว่า
               "อบี อัลฮัสนาอ์ นั้น บางคนบอกว่า เขามีชื่อว่า อัลฮะซัน และบางคนก็บอกว่าเขาชื่อ อัลฮุเซน ซึ่งเขาอยู่ในสถานะมัจญ์ฮูล" (ตั๊กรีบุตตะห์ซีบ เล่มที่ 2 หน้าที่ 384 ลำดับที่ 8086)

               ท่านฮาฟิซ อัสซะฮะบีย์ วิจารณ์ว่า
               "อบี อัลฮัสนาอ์ นั้น ชะรี๊ก ได้รายงานต่อจากเขา แต่เขาไม่เป็นที่รู้จัก และเขาอ้างคำรายงานจาก อัลฮะกัม อิบนุ อุตัยบะห์" ( มีซานุ้ลเอียะอ์ติดาล เล่มที่ 4 หน้าที่ 515 ลำดับที่ 10106)

               คำว่า “มัจฮูล” ในทางวิชาฮะดีษนั้น หมายถึงบุคคลซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก ไม่สามารถสืบประวัติของเขาได้ ซึ่งกรณีนี้มีผลทำให้ฮะดีษบทนี้อยู่ในสถานะ ฏออีฟ ไม่สามารถอ้างเป็นหลักฐานได้

               เชคอัลบานี ได้คัดแยกฮะดีษบทวิพากษ์นี้จาก สุนันอัตติรมีซีย์ ไว้ในหมวดของ “ฏออีฟอัตติรมีซีย์” และได้คัดแยกจาก สุนันอบีดาวูด ไว้ในหมวดของ “ฏออีฟอบีดาวูด” ลำดับที่ 2790 และฮะดีษบทวิพาษ์นี้ที่อยู่ในบันทึกอื่นๆ ก็เป็นสานรายงานเดียวกันทั้งสิ้น

****
แต่อย่างไรก็ตามหากผู้ที่มีชีวิตอยู่ต้องการทำบริจาคเศาะดะเกาะฮฺนำเนื้อกุรบานไปทำเศาะดะเกาะฮฺ  แล้วเนียตเศาะดะเกาะฮฺแทนผู้ตายก็ย่อมกระทำได้ เพราะการเศาะดะเกาะฮฺแทนผู้ตายมีหลักฐานในเรื่องนี้ และการกระทำเช่นนี้เป็นหลักการพื้นฐานที่ศาสนาอนุมัติให้กระทำได้ เป็นการทำดีโดยทั่วๆไป อย่างกรณีบริจาคเศาะดะเกาะฮฺทั่วๆไป เช่น การบริจาคเงิน บริจาคที่ดินวะกาฟให้มัสยิด หรือการบริจาคทรัพย์สินทั่วๆไปให้แก่คนยากจน แล้วเนียตการทำเศาะดะเกาะฮฺแทนผู้ตาย แต่ไม่ใช่ทำเศาะดะเกาะฮฺ แล้วอุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตาย เพราะอิสลามไม่มีการอุทิศผลบุญ(มีแต่ทำแทนผู้ตาย และการทำแทนผู้ตายก็ต้องมีหลักฐานศาสนาบัญญัติไว้) เรากระทำอิบาดะฮฺใดๆ เราจะได้รับผลบุญหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานาฮูวะตาอาลา เท่านั้น เราจะอุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตาย แล้วเราทราบได้อย่างไรว่าพระองค์อััลลอฮฺได้ทรงตอบแทนผลบุญแก่เราหรือไม่เพียงใด

ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า
 ความว่า "เมื่อลูกหลานอาดัมเสียชีวิตการงานทั้งหมดถูกตัดขาด ยกเว้นสามประการเท่านั้น (1) เศาะดะเกาะฮฺญาริยะฮฺ (2) ความรู้ที่ยังประโยชน์ และ (3) ลูกศอลิหฺ (ลูกยึดมั่นในศาสนา)ขอดุอาอฺให้แก่เขา (ผู้ตาย)" (บันทึกโดยมุสลิม)

ท่านหญิง อาอิชะฮฺเล่าว่า
 ความว่า"มีชายผู้หนึ่งกล่าวแก่ท่านนบีว่า แท้จริงแม่ของฉันเสียชีวิตกระทันหัน, ฉันคิดว่าหากนางจะกล่าว (สั่งเสีย) นางต้องสั่งให้บริจาค (อย่างแน่นอน) เช่นนั้นหากฉันบริจาคแทนนาง,นางจะได้รับผลบุญหรือไม่ ? ท่านนบีตอบว่า ได้ (ผลบุญ) ซิ" (บันทึกโดยบุคอรีย์)


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿