อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีอะฮ์รอฟีเฎาะฮ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ชีอะฮ์รอฟีเฎาะฮ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558

6 กลยุทธเชิงรุกของชีอะฮฺในประเทศไทย


ความพยายามของชีอะฮฺเพื่อจะดึงคนเข้าร่วมลัทธินี้มีมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งวิธีการที่ได้ผลข้อหนึ่งคือ อาศัยการปฏิวัติ (ที่เขาเรียกไปเองว่าเป็นการปฏิวัติอิสลาม) ในอีหร่านเป็นเครื่องมือให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่เพื่อให้มีความรู้สึกร่วมและมีอารมณ์คล้อยตาม ซึ่งนับว่าได้ผลในระดับดีเลยทีเดียวส่วนตัวผมรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากหลังจากที่ชีอะฮฺใช้กลยุทธเชิงรุกนี้กับสังคมบ้านเรา ซึ่งจากการติดตามบ้าง (แต่ไม่มาก) กับการเคลื่อนไหวเชิงรุกของชีอะฮฺพอจะสรุปกลยุทธที่ใช้มีดังต่อไปนี้

1. การเข้าหาบุคคลมีชื่อเสียงหรือเป็นที่รู้จักของมุสลิมในบ้านเรา
ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการอาวุโส ที่ในอดีตมีบทบาทในการเผยแพร่อิสลามเป็นอย่างมากในเขตเมืองหลวงของเรา หรือการเข้าหาทำเหมือนเยี่ยมคาราวะหน่วยงานหรือองค์กรศาสนาทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศและบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ยังมีเจตนาให้เป็นข่าวออกสื่อเพื่อให้มุสลิมทั่วไปเห็นว่าเขา (ชีอะฮฺ) แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่ใครอื่น หากแต่เป็นคนในของอิสลามแถมยังได้รับการยอมรับจากผู้นำในอิสลามอีกด้วย

2. เสนอการดูงานที่ประเทศอีหร่านในกับคนที่มีบทบาทในสังคม
กลยุทธนี้เป็นการเสนอแพกเกจการดูงานไปยังประเทศอีหร่านอันเป็นประเทศชีอะฮฺตัวพ่อให้กับบรรดาดาอีย์หรือนักเคลื่อนไหวขับเคลื่อนอิสลามในบ้านเราโดยดาอีย์บ้านเราบางคนก็ไปจริง บางคนก็ปฏฺิเสธ สำหรับผู้ที่ไปนั้นได้ถูกบริการรับรองเป็นอย่างดีอย่างกับเป็นแขก VIP ของรัฐบาลชีอะฮฺเลยทีเดียว อันนี้ถือเป็นกลยุทธเพื่อการดะอฺวะฮฺและการดึงบุคคลเหล่านี้ให้เป็นชีอะฮฺโดยตรง ซึ่งแน่นอนหากดึงบุคคลเหล่านี้ได้ ด้วยความที่คนเหล่านี้มีบทบาทในการดะฮฺวะฮฺเผยแพร่อิสลามในสังคมอยู่แล้ว หากเป็นชีอะฮฺเมื่อไหรก็จะเป็นผลดีต่อชีอะฮฺในการเผ่ยแพร่ศาสนานี้ (หรือจะเรียกแนวคิดหรือลัทธิดี) เป็นอย่างมากด้วย

3. รุกด้านการศึกษา
เป็นกลยุทธที่ส่วนตัวผมคิดว่าถือว่าฉลาดอย่างยิ่ง ในการเปิดคณะ (หรือสาขา) อิสลามศึกษากับมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง โดยมีการเปิดตัวอย่างใหญ่โตกันทีเดียว เพื่อเป็นการดึงให้มุสลิมรากหญ้าที่ยังไม่รู้จักพวกเขามากนักมาเรียน ซึ่งการหวังผลมีแน่นอน ผลที่ว่านั้นคือ เริ่มด้วยการยอมรับในระบบการศึกษาของเขาต่อสังคมและจบด้วยการมีคนเข้ารับนับถือตามความเชื่อของพวกเขา

4. มอบทุนการศึกษา
ความชัดเจนว่าชีอะฮฺเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการเปิดสาขาอิสลามศึกษาตามข้อ 3 ข้างต้น ทำให้ครอบครัวมุสลิมที่รู้จักชีอะฺฮฺดีอยู่แล้วนั้นไม่ส่งลูกหลานไปแน่นอน แต่กลุ่มนี้คงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายโดยตรงของเขา หากแต่เป็นมุสลิมรากหญ้าที่ความเข้าใจเรื่องชีอะฮฺยังเข้าไปไม่ถึงพวกเขาต่างหากที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่พวกเขาต้องการ แถมมุสลิมกลุ่มนี้ยังเป็นมุสลิมกลุ่มใหญ่ด้วย ดังนั้นการปฏิเสธสาขานี้ของมุสลิมชั้นกลางจึงไม่มีผลอะไรกับเขาเลยแม่แต่น้อย ซึ่งเพื่อดึงดูดมุสลิมส่วนใหญ่นี้เข้าสู่ระบบการศึกษาที่ตนเองกำหนดนั้น การมอบทุนการศึกษาให้กับครอบครัวเหล่านั้นจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ฉลาดไม่แพ้กัน อีกทั้งไม่ใช่เฉพาะระดับครอบครัวเท่านั้นแต่ระดับโรงเรียนก็ยังมีการเสนอทุนนี้ด้วย ซึ่งนอกนั้นยังไม่พอยังชวนให้ผู้บริหารโรงเรียนอิสลามบางโรงไปดูหลักสูตรและรูปแบบการเตรียมการเพื่อการสอนนี้ด้วยตนเองอีกด้วย เพื่อการยื่นยันว่าเนื้อหาการสอนนั้นเป็นอิสลามแบบสากลและเป็นเรียนในลักษณะศาสนาเปรียบเทียบ ไม่ได้เป็นการยัดเยียดเนื้อหาแต่อย่างใด แต่เขาก็ลืมว่าเขามีหลักปฏิบัตอยู่ข้อหนึ่งคือ “ตะกียะฮฺ” ที่จะยืนยันยังงัยรูก่นข้อนี้ก็จะเป็นตัวทำลายความพยายามข้อนี้ของเขาเอง
เรื่องทุนการศึกษายังไม่หมดแค่นี้ นอกจากทุนเรียนในประเทศแล้วยังมีทุนเรียนต่อที่ประเทศอีหร่านอีกด้วย

5. จัดตั้งหน่วยงานช่วยเหลือด้านสังคมสงเคราะห์
หน่วยงานนี้ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือสังคมสงเคราะห์อันเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว เข้าถึงเร็วทุกความทุขยาก ทุกปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแน่นอนได้รับคะแนนนิยมจากชาวบ้านเป็นอย่างดี จนทำให้ให้มุสลิมบางคนที่เข้าใจถึงความอันตรายชองชีอะฮฺ ลืมข้อนี้ไปโดยสินเชิง

6. การสร้าง idol ในหมู่เยาวชน
พยายามสร้าง idol ให้ในหมู่เยาวชนจากการผลักดันให้เยาวชนชีอะฮฺกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ เพื่อให้เยาวชนทั่วๆ ไปยึดเป็น idol ซึ่งตัวอย่างหนึ่งคือจากการประกวดร้องเพลงในรายการทางทีวี จนกระทั้งกลายเป็นบุคลที่มีชื่อเสียง กลยุทธนี้จะด้วยการตั้งใจหรือไม่แต่ มันก็กลายเป็นสิ่งที่เข้าทางชีอะฮฺไม่น้อยเลยที่เดียว

นี้เป็นกลยุทธเชิงรุกในการชักชวนเผยแพร่ลิทธินี้ในหมู่มุสลิม ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลยุทธที่ฉลาดและผ่านวิเคราะห์ถึงผลลัพธ์ที่จะได้มาแล้วเป็นอย่างดี แต่ผมกลับมองว่าในระยะยาวกลยุทธนี้กำลังเป็นผลดีต่อมุสลิมแถมมันจะกลับไปทำลายพวกเขาเอง ถึงขั้นอาจทำให้ที่ยืนของพวกเขาในสังคมแคบลงไปเรื่อยๆ จนไม่มีที่ยืนอย่างเปิดเผยในสังคมนี้ก็เป็นได้









วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2558

รู้ทันชีอะฮฺอย่างง่าย



โดย ชะรีฟ วงศ์เสงี่ยม

==============

ข้อที่ 1

ชีอะฮฺอ้างหลักฐานจากอัล-กุรอานมากมายเพื่อสนับสนุนว่าท่านอาลีได้รับการแต่งตั้งจากอัลลอฮฺให้เป็นผู้ปกครอง

ข้อที่ 2

เราต้องถามชีอะฮฺกลับไปว่าแล้วรู้ได้อย่างไรว่าสาเหตุของการประทานอัล-กุรอานโองการต่างๆที่อ้างมานั้นกำลังพูดถึงท่านอาลีอยู่เป็นการเฉพาะหรือถูกประทานมาให้ท่านอาลีเป็นการเฉพาะ

ข้อที่ 3

เมื่อถูกถามเช่นนี้ สุดท้ายชีอะฮฺก็ต้องกลับไปหาฮะดีษ ทั้งนี้ก็เพราะโองการของอัล-กุรอานที่ยกมานั้นไม่มีความชัดเจนและตรงประเด็นในตัวเอง โดยชีอะฮฺจะหยิบยกฮะดีษบทต่างๆมาขยายความว่าโองการเหล่านั้นกล่าวถึงท่านอาลี

ข้อที่ 4

เราต้องการชีอะฮฺกลับต่อไปว่า ฮะดีษบทต่างๆที่ยกมานั้นเป็นฮะดีษที่เชื่อถือได้หรือไม่ตามหลักวิชาการตรวจสอบฮะดีษ เพราะฮะดีษเกือบจะทั้งหมดเลยก็ว่าได้ที่ผู้รู้ชีอะฮฺยกมาอ้างเพื่อขยายอัล-กุรอานอีกทีนั้นเชื่อถือไม่ได้

ข้อที่ 5

เมื่อฮะดีษที่ถูกยกมาเพื่อขยายความโองการจากอัล-กุรอานเหล่าเป็นฮะดีษที่เชื่อถือไม่ได้แล้ว ข้อกล่าวอ้างของชีอะฮฺที่ว่าโองการต่างๆเหล่านั้นพูดถึงท่านอาลีก็ตกไปโดยปริยาย คือไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานได้

ข้อที่ 6

และตามหลักความเชื่อของชีอะฮฺแล้วตำแหน่งอิหม่ามถือว่าเป็นรากฐานหรือเสาหลักเสาหนึ่งของศาสนา และตำแหน่งอิหม่ามมีความสำคัญมากกว่าตำแหน่งนบีและตำแหน่งรซูลเสียอีก (ยกเว้นท่านนบีมุฮัมมัด ) เพราะฉะนั้นจึงเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาดที่การแต่งตั้งท่านอาลีให้เป็นอิหม่ามจะไม่ถูกกล่าวเอาไว้ในอัล-กุรอานอย่างชัดเจน ทั้งนี้ก็เพราะตำแหน่งนบีและตำแหน่งรซูลที่มีความสำคัญน้อยกว่าตำแหน่งความเป็นอิหม่ามก็ยังถูกกล่าวเอาไว้ในอัล-กุรอานอย่างชัดเจนเลย

ข้อที่ 7

แต่เมื่อความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น คือไม่มีอัล-กุรอานสักอายะฮฺเดียวที่กล่าวถึงการเป็นอิหม่ามของท่านอาลีอย่างชัดเจนในตัวของมันเอง (โดยไม่ต้องใช้ฮะดีษขยาย) การที่จะนำฮะดีษบทต่างๆมาอ้างเพื่อสนับสนุนการถูกแต่งตั้งเป็นอิหม่ามของท่านอาลี จึงไร้ความหมายไปโดยปริยาย เพราะเรื่องที่เป็นรากฐานหรือเสาหลักของศาสนานั้น ฮะดีษเพียงเข้ามาทำหน้าที่ในการให้รายละเอียดที่อัล-กุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนั้นเอาไว้แล้วเท่านั้น

ข้อที่ 8

และถ้าสมมุติว่าผู้รู้ชีอะฮฺยังจะคงดื้อดึง โดยนำฮะดีษมาเป็นตัวเริ่มต้นในการสนับสนุนความเชื่อของตนเอง (การแต่งตั้งท่านอาลีให้เป็นอิหม่ามผู้ปกครอง) เช่นนั้นเราต้องถามผู้รู้ชีอะฮฺต่อไปว่า ฮะดีษบทต่างๆที่ถูกนำมาอ้างนั้น มีความชัดเจนในตัวของมันเองหรือไม่?    และมีฮะดีษบทอื่นๆในเรื่องเดียวกันที่มีความชัดเจนมากกว่าตรงประเด็นมากกว่าฮะดีษที่ถูกชีอะฮฺยกมาหรือไม่? ถ้ามี ถามต่อไปว่า ฮะดีษบทอื่นๆในเรื่องเดียวกันที่มีความชัดเจนมากกว่าตรงประเด็นมากกว่า ไปสนับสนุนความเชื่อของชีอะฮฺหรือไปแย้งและคัดค้านความเชื่อของชีอะฮฺ

ข้อที่ 9

กฎสากลข้อหนึ่งในการวิเคราะห์ก็คือ หลักฐานที่ไม่มีความชัดเจนในตัวของมันเองจะต้องถูกขยายความด้วยหลักฐานบทอื่นในเรื่องเดียวกันที่มีความชัดเจนและตรงประเด็นมากกว่าเพื่อให้ได้ความเข้าใจที่ถูกต้องจากหลักฐานที่ยังไม่ชัดเจนนั้น

ข้อที่ 10

และเมื่อวิเคราะห์ดูแล้วฮะดีษบทต่างๆที่ผู้รู้ชีอะฮฺอ้างมา ถึงแม้ว่าจะเป็นฮะดีษที่เชื่อได้ แต่ก็ไม่มีความชัดเจนในตัวของมันเองเลย แต่จะต้องได้รับการขยายความด้วยกับฮะดีษอีกบทหนึ่งในเรื่องเดียวกัน ซึ่งผลปรากฎออกมาว่า เมื่อนำเอาฮะดีษที่มีเนื้อหาชัดเจนและตรงประเด็นมากกว่ามาขยายแล้ว กลับไปคัดค้านและแย้งกับความเชื่อของชีอะฮฺอย่างชัดเจน

ข้อที่ 11

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงสรุปได้ว่า ไม่มีอัล-กุรอานแม้แต่โองการเดียวและไม่มีฮะดีษแม้แต่บทเดียวจากฝ่ายของอะฮฺลิซซุนนะฮฺที่ไปสนับสนุนความเชื่อของชีอะฮฺ แต่กลับคัดค้านเสียด้วยซ้ำไป

ข้อที่ 12

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้รู้ชีอะฮฺก็จะหันกลับไปพึ่งฮะดีษของฝ่ายตนเอง ซึ่งเป็นฮะดีษที่ไม่ผ่านมาตรฐานในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺอยู่ดี เพราะกระบวนการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของฮะดีษของฝ่ายอะฮฺลิซซุนนะฮฺนั้นละเอียด รอบคอบ รัดกุม ระมัดระวังเป็นอย่างที่สุด ไม่หละหลวมเหมือนฝ่ายชีอะฮฺทั้งนี้ก็เพื่อที่ให้ได้ฮะดีษของแท้มาอย่างมั่นใจ



วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2558

นิกะห์มตอะห์ จุดขายสำคัญของชีอะฮ์



จุดขาย" สำคัญที่ชีอะฮ์จะใช้เกลี้ยกล่อม, ชักจูงและหลอกลวงวัยรุ่นของพวกเราให้เป็นชีอะฮ์ ก็คือ เรื่องนิกาห์มุตอะฮ์! ..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักศึกษาจากต่างจังหวัดทั้งชายและหญิงที่อารมณ์ทางเพศกำลังแรง และมาอาศัยอยู่หอพักแถวหน้ารามหรือที่อื่นๆ ก็จะ "ไป" ง่ายมาก จึงขอแนะนำให้ช่วยกันป้องกันจุดนี้ด้วยครับ ..

โดย อาจารย์ปราโมทย์  ศรีอุทัย



วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

อภินิหารย์ อิหม่าม. อัลบากิร ปั้นช้างด้วยกับดินแล้วขี่มันบินไปยังนครมักกะห์!!



หนังสือ มะดีนะตุล มะอาริจ เล่มห้า หน้าที่สิบ บอกว่า

السادس أنه عليه السلام صنع فيلا من طين فركبه فطار به إلى مكة

ข้อที่หก ท่านอีหม่าม (อัลบากิร) อะลัยฮิสสลาม ได้สร้างช้างมาจากดินแล้วท่านก็ขี้มันแล้วบินไปยังนครมักกะห์.

ฮะดีษ ลำดับที่ 6/1422 จาก กุบัยเศาะห์ บิน อมัย กล่าวว่า "ญาบิร บิน ยะซีด อัลญุอฟีย์ ได้เล่าให้ฉันฟังว่า
"ฉัน(ญาบิร)ได้เห็น ท่านอีมาม(อัลบากิร) ท่านได้สร้างช้างจากดิน แล้วท่านก็ขี่มันแล้วได้บินไปกับมัน(ช้างดังกล่าว)บนอากาศกระทั่งไปถึงมักกะห์และกลับมากับมัน" แต่ฉัน(กุบัยเศาะห์)ก็ไม่เชื่อในสิ่งทีเขา(ญาบิร)เล่ามากระทั่งฉัน(กุบัยเศาะห์)ได้เห็น(กับตา)ว่าท่าน อัลบากิร แล้วฉันก็กล่าวกับท่านว่า "ญาบิรได้เล่าเรื่องดังกล่าวเกี่ยวกับท่านอย่างนั้นอย่างนี้ให้ฉันทราบ(จริงหรือเปล่า?)" แล้วท่านก็สร้างช้างแบบนั้นขึ้น(ต่อหน้าฉัน)แล้วท่านก็ขี่มันพร้อมกับให้ฉันขี่มันไปกับท่านไปยังมักกะห์และส่งฉันกลับมา"



นี้คือความของชีอะฮฺรอฟีเฎาะฮ์

วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ที่มาของฉายา "รอฟีเฎาะฮ์" ต่อพวกชีอะฮ์


กี่ครั้งที่ชาวกูฟะฮ์หักหลังอะลุยบัยต์ (ท่านเซดบินอะลี เรียกพวกนี้ว่า รอฟีดี หรือรอฟีเฎาะฮ์)

(ฮ.ศ.122) เมื่อถึงเวลาปฏิบัติการที่ต้องใช้ดาบและความกล้าหาญ พวกกูฟะฮ์ได้ถามเซด บินอะลี บินฮุเซน บินอะลี บินอบูฏอลิบ เหมือนกับเด็กนักเรียนว่า
"ก่อนอื่น ขอให้บอกเราว่าท่านมีความเห็นเกี่ยวกับอบูบักรฺ ซิดดีกและอุมัรฺ บินค็อฏฏอบอย่างไร"

เซดได้ได้กล่าวว่า
"ฉันไม่เคยได้ยินใครในตระกูลของฉันเรียกเขาทั้งสองอย่างเสียๆ หายๆ เลย"

พวกกูฟะฮ์จึงกล่าวว่า
"ก็ใช่สิ เพราะคนในตระกูลของท่านมีสิทธิ์ได้เป็นเคาะลีฟะฮฺนี่ พวกท่านจึงไม่รู้สึกผิดที่ทั้งสองคนนี้(อบูบักรและอุมัรฺ) ช่วงชิงเอาตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์ไปครอง พอตอนนี้พวกอนูอุมัยยะฮฺได้เป็นเคาะลีฟะฮ์บ้าง พวกท่านจะมาบอกว่าพวกเขาไม่เหมาะสมและต่อต้านพวกเขาได้อย่างไร?"

พอกล่าวจบ พวกกูฟะฮ์ก็ถอนคำให้สัตย์ปฏิญาณของพวกตนและจากไป เซด บินอะลี ได้เรียกคนพวกนี้ว่า "รอฟิดี" (ผู้ปฏิสธ)

{ประวัติศาสตร์อิสลาม เล่ม 2 หน้า 243 แปลโดย อ.บรรจง บินกาซัน}



วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

เรื่องมุตอะฮฺ



แปลและเรียบเรียงโดย อามีนะฮฺ บินติ อิบรอฮีม

อับดฺ อัล-ฮุเซน อะหฺมัด อัล-อะมินีย์ นักปราชญ์ของชีอะฮฺผู้เขียนหนังสือ อัล-ฆอดิรฺ ( ฉบับตีพิมพ์ที่กรุงเบรุต ปี ค.ศ. 1967 ) ยืนยันว่าอายะฮฺ 4:24 นั้นเป็นอายะฮฺที่เกี่ยวข้องกับเรื่องมุตอะฮฺ ท่านอ้างว่านักตัฟซีรฺอะหฺลุซซุนนะฮฺหลายท่านให้การสนับสนุนทัศนะดังกล่าว ท่านพยายามที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่าไม่ใช่เพียงชีอะฮฺเท่านั้นที่ยอมรับในประเด็นนี้ แต่อะหฺลุซซุนนะฮฺเองยังยอมรับในเรื่องนี้ด้วย

ความจริงนักตัฟซีรฺฝ่ายอะหฺลุซซุนนะฮฺส่วนใหญ่ไม่ได้มีทัศนะเช่นนั้น และผู้ใดก็ตามที่อ้างว่ามุตอะฮฺมีอ้างอยู่ในอัล-กุรฺอาน ขอบอกว่านั่นเป็นเพียงสมมุติฐานอย่างหนึ่งเท่านั้น และเราขอปฏิเสธเรื่องนี้ว่าไม่จริง ต่อไปนี้เป็นทัศนะจริงๆ ของนักปราชญ์ฝ่ายอะหฺลุซซุนนะฮฺที่หนังสืออัล-ฆอดิรฺอ้างถึง :

อัล-รอซีย์( มุฮัมมัด ฟัครุดดีน อิบนฺ เซียอุดดีน )

อัล-รอซีย์กล่าวถึงทัศนะของทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านมุตอะฮฺ เหมือนกับที่คาซานีย์นำเสนอในหนังสือ บะดาอี อัล-ซานาอี ของเขา( เล่ม 2 หน้า 272-274, ไคโร ฮ.ศ. 1327 ) อัล-รอซีย์กล่าวว่านักปราชญ์มีความเห็นขัดแย้งกันเกี่ยวกับการยกเลิกอัล-กุรฺอานอายะฮฺดังกล่าว( 4:24 ) แต่ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าคำสั่งอนุญาตให้ทำมุตอะฮฺตามความในอายะฮฺดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว มีนักปราชญ์เพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ถือว่ามุตอะฮฺยังเป็นที่อนุมัติอยู่ ท่านพยายามนำทัศนะของทั้งสองฝ่ายมาแจกแจง และในตอนท้ายท่านสรุปว่า เหตุผลของผู้ที่ต้องการจะพิสูจน์ให้เห็นว่า มุตอะฮฺเป็นที่อนุมัตินั้นไม่สามารถนำมาหักล้างข้อเท็จจริงที่ว่ามีการยกเลิกอายะฮฺดังกล่าวไปแล้ว

มีผู้โต้แย้งว่าหะดีษที่เกี่ยวข้องกับการยกเลิกมุตอะฮฺนั้นขาดความต่อเนื่อง อัล-รอซีย์มีความเห็นว่าการโต้แย้งนี้ไม่ถูกต้อง เพราะมันอาจจะเป็นไปได้ว่าผู้ที่เคยได้ยินเกี่ยวกับคำสั่งยกเลิกเกิดหลงลืมมันไป ครั้นเมื่อท่านอุมัร รอฎิฯ ได้เตือนสติพวกเขาในที่ประชุม พวกเขาจึงนึกขึ้นได้และยอมรับคำพูดของท่าน ข้อโต้แย้งที่ระบุว่าท่านอุมัร รอฎิฯ เป็นคนแรกที่สั่งห้ามมุตอะฮฺนั้นเป็นสิ่งที่ยึดถือไม่ได้ เพราะถ้ามุตอะฮฺเป็นที่อนุมัติให้กระทำได้ แต่ท่านอุมัรฺ รอฎิฯ กลับประกาศสั่งห้ามเสีย อย่างนี้ก็หมายความว่าท่านอุมัรเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา และทุกคนที่เชื่อฟังโดยไม่ทำการต่อต้านคัดค้านย่อมตกอยู่ในสภาพเดียวกัน ท่านอะลี รอฎิฯ ซึ่งปิดปากเงียบก็จะพลอยมีความผิดไปด้วยเช่นกัน

ข้อโต้แย้งเหล่านี้ใช้ไม่ได้ เพราะคำประกาศของท่านอุมัร รอฎิฯ สามารถสืบย้อนและมีหลักฐานมาจากคำประกาศของท่านนบี ศ็อลฯ ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่าท่านนบี ศ็อลฯ เองนั่นแหละที่สั่งห้ามมิให้มีการทำมุตอะฮฺ ( ตัฟซีรฺ กะบีรฺ เล่ม 2 หน้า 415, ไคโร ) อบู ฮัยยานเองก็มีความเห็นในลักษณะคล้ายๆ กัน ตะบารีย์เป็นอีกผู้หนึ่งที่กล่าวเอาไว้ในหนังสือตัฟซีรฺของท่านว่าอายะฮฺ( 4:24 )ที่พูดถึงนี้เกี่ยวข้องกับนิกะฮฺหรือการแต่งงานตามแบบปกติ และข้อความ " ตามระยะเวลาที่กำหนด " ที่อุบัย บิน กะอับ และอิบนฺ อับบาสเพิ่มเข้าไปในอายะฮฺ 4:24 ถือว่ายอมรับไม่ได้เพราะสิ่งที่ไม่มีอยู่ในอัล-กุรฺอาน ใครจะเพิ่มเติมเข้าไปไม่ได้โดยเด็ดขาด( ตัฟซีรฺ ตะบารีย์ เล่ม 8 หน้า 179 , ไคโร )

ขอชี้แจงให้เข้าใจไว้ ณ ที่นี้ว่าท่านอุบัย บิน กะอับ และอิบนฺ อับบาสเคยอ่านข้อความว่า " ตามระยะเวลาที่กำหนด " หลังคำว่า " อิสตัมตะตุม " ในอายะฮฺ 4:24 เพื่อแสดงว่าอายะฮฺนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องมุตอะฮฺ เรื่องของท่านอิบนฺ อับบาสนี้ปรากฏอยู่ในรายงานหะดีษหลายแห่ง เช่น หนังสือสุนันของบัยฮากีย์ ในคำอรรถาธิบายหะดีษเศาะเฮียะฮฺบุคอรีและหะดีษเศาะเฮียะฮฺมุสลิมของท่านอุซกะลานีย์และนะวาวีย์ โดยที่มีบันทึกว่าในท้ายที่สุดแล้ว ท่านอิบนฺ อับบาสได้เปลี่ยนไปมีความคิดในทางตรงข้าม( นั่นคือมุตอะฮฺเป็นสิ่งหะรอม ) ในช่วงปลายชีวิตของท่าน

อัล-ญัสซาส( อบูบักร อะหฺมัด อิบนฺ อะลี )

พอเริ่มต้นท่านอัล-ญัสซาสก็ปฏิเสธว่าอายะฮฺ 4:24 นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับมุตอะฮฺแต่อย่างใด แต่มันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อายะฮฺก่อนหน้าพูดถึง นั่นคือการนิกะฮฺ หรือการแต่งงานตามแบบปกติกับผู้หญิงที่ไม่ได้อยู่ในข่ายห้ามแต่งงานด้วย หลังจากอธิบายว่าผู้หญิงประเภทไหนบ้างที่ห้ามมิให้แต่งงาน อัล-กุรฺอานยังกล่าวต่อไปว่า " และเป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเจ้าได้แก่สิ่งที่นอกเหนือไปจากนี้ (ถ้า)พวกเจ้าจะแสวงหา(หญิงมาแต่งงาน)ด้วยทรัพย์สินของพวกเจ้าโดยปรารถนาความบริสุทธิ์ผุดผ่อง มิใช่โดยการมักมากเสพกาม " หลังจากนั้นอัล-กุรฺอานได้กล่าวต่อไปว่า " ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้ามีความสุขกับพวกนางแล้ว จงมอบสินตอบแทน( มะฮัรฺ )แก่พวกนางตามข้อกำหนด "

ตามทัศนะของอัล-ญัสซาส คำว่า " มีความสุข " นั้นหมายถึงการมีเพศสัมพันธ์ซึ่งเป็นเหตุให้จำเป็นต้องจ่ายมะฮัรฺ( ของขวัญการแต่งงาน ) อายะฮฺนี้ลงมาเพื่อชี้ให้เห็นข้อกำหนดในการจ่ายมะฮัรเต็มจำนวนถ้าฝ่ายชายได้หลับนอนกับฝ่ายหญิงเรียบร้อยแล้ว ยิ่งกว่านั้นคำว่า " โดยปรารถนาความบริสุทธิ์ผุดผ่อง มิใช่โดยการมักมากเสพกาม " ยังเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการแต่งงานแบบปกติ มิใช่มุตอะฮฺซึ่งทำเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการทางเพศอย่างเดียว ซึ่งเราจะเห็นได้ว่ามุตอะฮฺไม่มีการรับมรดก ไม่มีอิดดะฮฺ ถ้าฝ่ายชายเผอิญตายไปก่อนครบกำหนดเวลา หรือไม่มีอิดดะฮฺเมื่อครบกำหนดตามสัญญา และยังไม่มีการรับเป็นพ่อของเด็กที่อาจจะเกิดขึ้นอีกด้วย

จากนั้นอัล-ญัสซาสได้พูดถึงท่านอิบนฺ อับบาส เนื่องจากท่านตีความว่าอายะฮฺ 4:24 เกี่ยวข้องกับการทำมุตอะฮฺ อัล-ญัสซาสระบุว่า เมื่อท่านอิบนฺ อับบาสได้ยินว่าคำชี้ขาดของท่านทำให้มีคนทำมุตอะฮฺกันอย่างตะกละมูมมาม ท่านจึงกล่าวว่าท่านอนุญาตการทำมุตอะฮฺเฉพาะตามความจำเป็นเท่านั้น เหมือนกับกรณีของซากสัตว์ เลือดและเนื้อสุกรซึ่งอนุญาตให้บริโภคได้เมื่อมีความจำเป็นจริงๆ และตามรายงานของญาบิรฺ บิน ซะอิดระบุว่า ท่านอิบนฺ อับบาสได้ถอนคำพูดของท่านที่ท่านเคยพูดเกี่ยวกับมุตอะฮฺและริบาอฺ( ดอกเบี้ย ) เรื่องนี้ยังได้รับการพิสูจน์จากรายงานของอฺะตะ อัล-คุเราะซานีย์ว่า ท่านอิบนฺ อับบาสได้กล่าวว่า อายะฮฺเกี่ยวกับมุตอะฮฺถูกยกเลิกโดยอายะฮฺอีกอายะฮฺที่มีใจความว่า " เมื่อเจ้าจะหย่าภรรยา ก็จงหย่าพวกนางตามกำหนด( อิดดะฮฺ )ของพวกนาง " ( 65:1 ) กำหนดของพวกนาง ณ ที่นี้ หมายถึงสภาวะที่สะอาด( หรือไม่มีประจำเดือน )และไม่ได้ตั้งครรภ์

นอกจากนี้ อัล-ญัสซาสยังได้อธิบายถึงเรื่องมุตอะฮฺในแง่มุมต่างๆ โดยครบถ้วน และโดยอาศัยอัล-กุรฺอานอายะฮฺอื่นๆ ท่านพิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงที่ร่วมทำมุตอะฮฺไม่นับว่าเป็น " ภรรยา " มุตอะฮฺถูกท่านนบี ศ็อลฯ สั่งห้ามในวันคัยบัรฺตามหะดีษที่รายงานโดยท่านอะลี รอฎิฯ และอีกครั้งหนึ่งในปีที่มีการยึดคืนนครมักกะฮฺตามหะดีษที่รายงานโดยศ็อบเราะฮฺ บิน มะบาด เรื่องคำสั่งห้ามนี้ยังได้รับการพิสูจน์โดยอัล-บุคอรีและมุสลิมด้วยเช่นกัน ดังนั้น รายงานอื่นๆ ที่ระบุวันที่ที่ท่านนบี ศ็อลฯ สั่งห้ามมิให้ทำมุตอะฮฺแตกต่างไปจากนี้ ตามทัศนะของอัล-ญัสซาสถือว่าเชื่อถือไม่ได้ทั้งสิ้น

อัล-ญัสซาสยังกล่าวอีกว่า บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ จะคัดค้านคำประกาศของท่านอุมัร รอฎิฯ อย่างแน่นอน ถ้าพวกเขาไม่เชื่อว่าท่านนบี ศ็อลฯ เป็นผู้สั่งมิให้ทำมุตอะฮฺด้วยตัวของท่านเอง( อะฮฺกาม อัล-กุรฺอาน เล่ม 2 หน้า 177-188 , ไคโร พิมพ์ปี ฮ.ศ. 1347 )

อัล-ซฺะมัคชารีย์( มุฮัมมัด อิบนฺ อุมัร )

ตามทัศนะของท่านอัล-ซฺะมัคชารีย์ อายะฮฺ 4:24 กล่าวถึงผู้หญิงที่เข้าพิธีนิกะฮฺหรือการแต่งงานแบบปกติ กล่าวถึงพันธะหน้าที่ของสามีที่เกิดขึ้นจากสัญญาการแต่งงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสามีได้มีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของตนแล้ว อัล-ซฺะมัคชารีย์ยังให้ข้อสังเกตุว่า มีรายงานว่าอายะฮฺนี้ลงมาเกี่ยวข้องกับการทำมุตอะฮฺซึ่งดำเนินอยู่เพียงแค่สามวันในช่วงที่นครมักกะฮฺถูกยึดกลับคืนมา แล้วก็ถูกสั่งห้าม ผู้ชายเคยแต่งงานกับผู้หญิงภายในช่วงเวลาที่กำหนด คืนหนึ่งหรือสองคืนหรือสัปดาห์หนึ่งเพื่อแลกเปลี่ยนกับเสื้อคลุมสักตัวหนึ่ง หรือสิ่งอื่นๆ แล้วปล่อยให้เธอไปหลังจากที่ผู้ชายได้สิ่งที่ตัวเองต้องการสมใจแล้ว ท่านอัล-ซฺะมัคชารีย์กล่าวว่า นี่เรียกว่ามุตอะฮฺ หรือการเสพสุขกับผู้หญิงโดยแลกเปลี่ยนกับสิ่งของที่มอบให้กับเธอ และอุมัรกล่าวว่าท่านจะขว้างผู้ชายที่แต่งงานกับผู้หญิงในกำหนดระยะเวลาหนึ่งให้ตายเพื่อเป็นการทำโทษ ท่านอัล-ซฺะมัคชารีย์ยังกล่าวว่า มีรายงานว่าท่านนบี ศ็อลฯ เคยอนุญาตให้มีการทำมุตอะฮฺและภายหลังท่านได้กล่าวว่า "โอ้ประชาชนทั้งหลาย! ฉันเคยอนุญาตให้พวกท่านทำการมุตอะฮฺกับพวกผู้หญิงเหล่านี้ แต่อัลลอฮฺได้ทรงห้ามมันจวบจนวันกิยามะฮฺ( วันแห่งการฟื้นคืนชีพ )

นอกจากนี้ยังปรากฏรายงานว่ามุตอะฮฺเคยได้รับการอนุญาตสองครั้ง และได้ถูกสั่งห้ามสองครั้งเช่นกัน และตามทัศนะของท่านอิบนฺ อับบาส ท่านถือว่าอายะฮฺนี้มีความแน่นอนและมิได้ถูกยกเลิกแต่ประการใด ท่านอิบนฺ อับบาสยังเคยอ่านข้อความว่า " ตามระยะเวลาที่กำหนด " หลังข้อความที่กล่าวว่า " ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้ามีความสุขกับพวกนางแล้ว จงมอบสินตอบแทนแก่พวกนางตามข้อกำหนด " อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าในบั้นปลายชีวิต ท่านได้ยกเลิกคำตัดสินชี้ขาดเรื่องนี้ และได้กล่าวว่า " โอ้อัลลอฮฺ! ข้าฯ ขออภัยโทษต่อพระองค์ด้วยข้าฯ เคยมีทัศนะผิดๆ เกี่ยวกับมุตอะฮฺและริบาอฺ " นี่คือสิ่งที่ท่านอัล-ซฺะมัคชารีย์ได้กล่าวเอาไว้ ( อัล-กัชชัฟ เล่ม 1 หน้า 169 ) และนี่สวนทางกับสิ่งที่อัล-อะมินีย์ผู้แต่งหนังสืออัล-ฆอดิรฺกล่าวอ้างไว้

ตัฟซีรฺ บะฆอวีย์ก็ได้ทำการสรุปเอาไว้ในลักษณะเดียวกัน ขณะที่กอซีย์ อบูบักร( หรือที่รู้จักกันในนาม อิบนฺ อะรอบีย์ )ได้ให้ความเห็นว่าท่านอุบัย บิน กะอับและท่านอิบนฺ อับบาสทำไม่ถูกต้องในการเติมข้อความของตนเองลงไปในอายะฮฺอัล-กุรฺอานเพื่อสนับสนุนว่าความคิดของตนถูกต้อง

ตามความเห็นของอิบนฺ อะรอบีย์ ท่านเห็นว่าอายะฮฺ 4:24 ลงมาเพื่อชี้ให้เห็นว่า มะฮัรฺนั้นถ้าไม่ได้มีการตกลงกันเอาไว้ก่อน ผู้ชายจะต้องมอบให้กับผู้หญิงอยู่ดี หากเขาได้หลับนอนกับเธอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อายะฮฺนี้ต้องการที่จะแจกแจงให้เป็นที่ชัดเจนว่า ถึงแม้จะไม่มีการระบุถึงมะฮัรฺเอาไว้ในสัญญาการแต่งงานก็ตาม เมื่อฝ่ายหญิงได้เป็นภรรยาอย่างแท้จริงแล้ว( โดยการที่สามีได้หลับนอนกับเธอ ) เธอย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้รับมะฮัรฺ อัล-มิษลฺ( ของขวัญการแต่งงานที่ถูกกำหนดเอาไว้เป็นธรรมเนียมสำหรับผู้หญิงในครอบครัวของเธอ ) ดังนั้นอายะฮฺนี้จึงเกี่ยวข้องกับการแต่งงานตามแบบปกติ ไม่ใช่การทำมุตอะฮฺแต่อย่างใดทั้งสิ้น

อิบนฺ อะรอบีย์ยังกล่าวเสริมว่า มุตอะฮฺตามหลักชะรีอะฮฺ( กฎหมายอิสลาม )เป็นเรื่องพิเศษและมีน้อยกรณีมาก เนื่องจากมีการอนุญาตให้ทำมุตอะฮฺในสมัยต้นๆ ของอิสลาม และต่อมาได้ถูกสั่งห้ามในวันคัยบัรฺ ครั้นถึงช่วงระหว่างยุทธการเอาว์ตาส มุตอะฮฺก็ได้รับอนุญาตอีกครั้งหนึ่ง และถูกสั่งห้ามไปตลอดกาล

ขอให้หมายเหตุไว้ ณ ที่นี้ว่ายุทธการเอาว์ตาสกับยุทธการยึดนครมักกะฮฺนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันและอยู่ในปีเดียวกัน นั่นคือปีที่มีการยึดคืนนครมักกะฮฺ

อัล-กุรฺตุบีย์( อบู อับดุลลอฮฺ มุฮัมมัด อิบนฺ อะหฺมัด )

สำหรับอายะฮฺ 4:24 ที่เรากำลังพูดถึงนี้ อัล-กุรฺตุบีย์กล่าวว่าบรรดานักปราชญ์มีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับความหมายของอายะฮฺนี้ แต่อายะฮฺนี้เกี่ยวข้องกับการแต่งงานแบบปกติอย่างแน่นอน เนื่องจากอายะฮฺนี้กำหนดพันธะหน้าที่อย่างหนึ่งให้กับฝ่ายสามี ถ้าสามีได้เข้าหาภรรยาของเขาแล้ว ในกรณีนี้ ฝ่ายสามีจะต้องจ่ายมะฮัรฺให้กับภรรยาเต็มจำนวนตามที่ระบุไว้ในระหว่างทำพิธีแต่งงาน แต่ถ้าในระหว่างทำพิธีไม่มีการระบุถึงจำนวนมะฮัรฺ ฝ่ายสามีจะต้องจ่ายมะฮัรฺ อัล-มิษลฺ หรือของขวัญการแต่งงานที่ถูกกำหนดเอาไว้เป็นธรรมเนียมสำหรับผู้หญิงในครอบครัวของเธอ

อัล-กุรฺตุบีย์ยกเอาคำพูดของอิบนฺ คุอัยซฺ มุนดาดขึ้นมาอ้าง ซึ่งอิบนฺ คุอัยซฺกล่าวว่า " มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่จะตีความอายะฮฺอัล-กุรฺอานว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องมุตอะฮฺ เพราะท่านนบี ศ็อลฯ ได้สั่งห้ามเรื่องมุตอะฮฺแล้ว และอัลลอฮฺ สุบหฯ ตรัสว่า ' ....ดังนั้นจงแต่งงานกับพวกนางด้วยการอนุมัติจากผู้เป็นนายของพวกนาง..... ' ( 4:25 ) " จะเห็นได้ว่านิกะฮฺหรือการแต่งงานนี้จะเป็นอะไรอื่นไปไม่ได้นอกจากการแต่งงานตามแบบปกติเท่านั้น สำหรับมุตอะฮฺนั้นมันมิได้เป็นไปเช่นนั้น บรรดาอุลามะฮฺโดยทั่วไปให้ความหมายมุตอะฮฺว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ปรากฏอยู่ในระยะต้นๆ ของอิสลาม ท่านอิบนฺ อับบาส, อุบัย บิน กะอับและอิบนฺ ญุเบรฺเคยอ่านอายะฮฺ 4:24 ในลักษณะที่แตกต่างออกไป โดยการเพิ่มข้อความว่า " ตามระยะเวลาที่กำหนด " เข้าไปในอายะฮฺดังกล่าวด้วยเพื่อแสดงให้เห็นว่าอายะฮฺนี้เกี่ยวข้องกับการทำมุตอะฮฺ แต่การทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง เพราะท่านนบี ศ็อลฯ ได้สั่งห้ามเรื่องมุตอะฮฺเอาไว้แล้ว

อัล-กุรฺตุบีย์ยังได้อ้างถึงทัศนะของสะอีด อิบนฺ อัล-มุซัยยับซึ่งท่านผู้นี้ได้กล่าวว่า : มุตอะฮฺถูกยกเลิกโดยอัล-กุรฺอานอายะฮฺที่เกี่ยวข้องกับมรดก เพราะในมุตอะฮฺไม่มีข้อกำหนดว่าด้วยมรดก นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าท่านหญิงอาอิชะฮฺ รอฎิฯ และอัล-กอซิม บิน มุฮัมมัดพูดว่า " คำสั่งห้าม( มิให้ทำมุตอะฮฺ )สามารถพิสูจน์ได้จากอายะฮฺที่มีใจความว่า ' และบรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้รักษาอวัยวะลับของพวกเขา(ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง) ยกเว้นกับบรรดาภริยาของพวกเขา หรือ(ทาสหญิง)ที่มือขวาของเขาครอบครองอยู่ ในกรณีเช่นนั้นพวกเขาจะไม่ถูกตำหนิ ( 23:5-6 ) ' "

มุตอะฮฺเองไม่ใช่การแต่งงานในแบบปกติและมุตอะฮฺจะนำมาปฏิบัติกับทาสหญิงไม่ได้ อัล-ดารฺ กุตนีย์รายงานว่า ท่านอะลี รอฎิฯ พูดว่า " ท่านนบี ศ็อลฯ สั่งห้ามเรื่องมุตอะฮฺ มัน( เคยเป็นที่อนุมัติ )สำหรับคนที่ถูกกดดันอย่างหนัก แต่ถูกยกเลิกเมื่ออายะฮฺที่เกี่ยวข้องกับการนิกะฮฺ( การแต่งงานแบบปกติ ), การหย่า, อิดดะฮฺและมรดกถูกประทานลงมา " ท่านอิบนฺ มัสอูดเองยังพูดถึงมุตอะฮฺในลักษณะเดียวกัน เหล่านี้คือความเห็นที่อัล-กุรฺตุบีย์นำมาตั้งเป็นข้อสังเกตทั้งสิ้น

อัล-กุรฺตุบีย์ได้พูดถึงความเห็นที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับวันที่ที่ท่านนบี ศ็อลฯ อนุญาตและสั่งห้ามเรื่องมุตอะฮฺ ท่านได้สรุปว่า ตามทัศนะของนักปราชญ์ทั้งหมดถือว่ามุตอะฮฺนั้นสำหรับผู้ที่ออกศึกสงครามหรือเดินทางไกล สำหรับทัศนะที่อ้างว่ามุตอะฮฺถูกสั่งห้ามในระหว่างฮัจย์อำลานั้น อัล-กุรฺตุบีย์บอกว่าทัศนะนี้ไม่ถูกต้อง เนื่องจากในระหว่างการทำฮัจญ์ ภรรยาจะเดินทางไปกับสามีของตนด้วย จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีการทำมุตอะฮฺ ที่ถูกต้องแล้ว เราควรสรุปเรื่อง " วันที่ " ว่าท่านนบี ศ็อลฯ ได้มีคำสั่งห้ามไม่ให้ทำมุตอะฮฺในระหว่างการพิชิตนครมักกะฮฺ และในระหว่างฮัจย์อำลาของท่านเมื่อพี่น้องมุสลิมได้มาชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก ท่านจึงนำเอาคำสั่งห้ามในเรื่องนี้มากล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่ง

ตามทัศนะของอัล-นุหัสถือว่า การรับผิดชอบเป็นพ่อให้กับเด็กไม่มีอยู่ในข้อตกลงทำมุตอะฮฺ เพราะฉะนั้นตามที่อิบนฺ อะตียะฮฺ อัล-อันดะลูสีย์ระบุไว้ในตัฟซีรฺของเขาเกี่ยวกับการรับผิดชอบเป็นพ่อให้กับเด็กจึงเป็นเรื่องไร้หลักฐานและเป็นเท็จ อัล-นุหัสกล่าวว่ามุตอะฮฺเป็นซินาอฺหรือการผิดประเวณี เพราะมันเป็นข้อตกลงเพียงหนึ่งวันหรือเท่านั้นเท่านี้ ไม่มีอิดดะฮฺและไม่มีการรับมรดก นอกจากนี้ยังไม่มีพยานรับรู้ในการทำข้อตกลงอีกด้วย เพราะเหตุดังกล่าว ท่านอุมัร รอฎิฯ จึงขู่ที่จะประหารชายที่ทำมุตอะฮฺด้วยการใช้หินขว้างให้ตาย ทัศนะของอัล-นุหัส ท่านอัล-กุรฺตุบีย์ได้นำมาอ้างเอาไว้ด้วยเช่นกัน

อัล-กุรฺตุบีย์ยังกล่าวถึงบทลงโทษบุคคลที่ทำมุตอะฮฺ ท่านระบุว่าควรลงโทษผู้ทำมุตอะฮฺอย่างหนัก สุดท้ายท่านกล่าวว่าบรรดาอุลามะฮฺ ผู้พิพากษา เศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ และบรรดาผู้สืบทอดของพวกท่านล้วนมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่า คำสั่งอนุมัติให้ทำมุตอะฮฺตามที่อนุมานจากอายะฮฺ 4:24 นั้นได้ถูกยกเลิกไปแล้ว และมุตอะฮฺเป็นหะรอม( ต้องห้าม )ในทัศนะของอิสลามเพราะเหตุนี้ ( อัล-กุรฺตุบีย์, อัล-ญาเมี๊ยะอฺ อัล-อะหฺกาม อัล-กุรฺอาน, เล่ม 5, หน้า 129-132 )

อัล-คอซิน( อะลี อิบนฺ มุฮัมมัด )

อัล-คอซินอธิบายว่ามุตอะฮฺมีอยู่ในยุคต้นๆ ของอิสลาม และท่านนบี ศ็อลฯ ได้สั่งห้ามไม่ให้ทำตามรายงานของศ็อบเราะฮฺ บิน มะบาดซึ่งระบุว่าท่านนบี ศ็อลฯ กล่าวว่า "โอ้ประชาชนทั้งหลาย! ฉันได้อนุญาตให้พวกท่านทำมุตอะฮฺกับผู้หญิงได้ แต่อัลลอฮฺ สุบหฯ ได้ทรงห้ามมันจวบจนกระทั่งวันกิยามะฮฺ พวกท่านผู้ใดก็ตามที่แต่งงานกับผู้หญิงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เขาจะต้องมอบสิ่งที่เขาได้สัญญาไว้ให้แก่เธอ และจะเรียกร้องเอากลับคืนมิได้"

เพราะเหตุนี้อุลามะฮฺส่วนใหญ่ บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านนบี ศ็อลฯ และผู้สืบต่อจากพวกเขาถือว่ามุตอะฮฺเป็นหะรอม และอายะฮฺ 4:24 ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว แต่พวกเขามีความเห็นไม่สอดคล้องต้องกันเกี่ยวกับที่มาของการยกเลิก คือยกเลิกตามสุนนะฮฺ( แบบอย่าง )ของท่านนบี ศ็อลฯ หรือว่ายกเลิกด้วยอัล-กุรฺอานอายะฮฺอื่น ผู้ที่เชื่อว่าสุนนะฮฺสามารถยกเลิกข้อความของอัล-กุรฺอานได้อาศัยหะดีษของท่านนบี ศ็อลฯ ตามรายงานของศ็อบเราะฮฺ บิน มะบาด และของท่านอะลี รอฎิฯ ที่ระบุว่าท่านนบี ศ็อลฯ ห้ามทำมุตอะฮฺในวันคัยบัรฺมาประกอบเป็นหลักฐาน ส่วนท่านชาฟิอีเชื่อว่าสุนนะฮฺไม่สามารถยกเลิกข้อความของอัล-กุรฺอานได้ แต่มันได้ถูกยกเลิกโดยอัล-กุรฺอานอายะฮฺอื่น นั่นคืออายะฮฺที่มีใจความว่า " และบรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้รักษาอวัยวะลับของพวกเขา(ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง) ยกเว้นกับบรรดาภริยาของพวกเขาหรือ(ทาสหญิง)ที่มือขวาของเขาครอบครองอยู่ ในกรณีเช่นนั้นพวกเขาจะไม่ถูกตำหนิ ( 23:5-6 ) "

ดังนั้นอัล-คอซินจึงกล่าวว่า ผู้หญิงที่รับทำมุตอะฮฺไม่นับว่าเป็นภรรยาและไม่ใช่กรณีแบบทาสสาว และตามทัศนะของอิบนฺ อับบาส มุตอะฮฺไม่ใช่การนิกะฮฺ( การแต่งงานแบบปกติ ) และไม่ใช่ซินาอฺ( การผิดประเวณี ) และชาย-หญิงที่ทำมุตอะฮฺต่างไม่มีสิทธิในมรดกของกันและกัน เมื่อท่านอิบนฺ อับบาสทราบว่ามีคนเยาะเย้ยคำตัดสินชี้ขาดของท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านอธิบายว่าท่านอนุญาตมุตอะฮฺเฉพาะผู้ที่มีความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าท่านอิบนฺ อับบาสได้ยกเลิกคำชี้ขาดดังกล่าวของท่านในภายหลัง ตามรายงานของอฺะตะ อัล-คุเราะซานีย์ระบุว่า ท่านอิบนฺ อับบาสเชื่อว่าอายะฮฺที่ท่านถือว่าเกี่ยวข้องกับมุตอะฮฺได้ถูกยกเลิกโดยอายะฮฺที่มีใจความว่า " เมื่อเจ้าจะหย่าภรรยา ก็จงหย่าพวกนางตามกำหนด( อิดดะฮฺ )ของพวกนาง " ( 65:1 ) ซึ่งกำหนดของพวกนาง ณ ที่นี้หมายถึงสภาวะที่สะอาด( หรือไม่มีประจำเดือน )และไม่ได้ตั้งครรภ์

ตามรายงานของอับดุลลอฮฺ บิน อุมัรฺ ระบุว่าท่านเคาะลีฟะฮฺอุมัร รอฎิฯ ได้ประกาศจากบนมิมบัรฺว่า " เกิดอะไรขึ้นกับประชาชนทั้งหลาย ถึงทำให้พวกเขาทำมุตอะฮฺ ทั้งๆ ที่ท่านนบี ศ็อลฯ ได้ห้ามมันแล้ว และฉันจะใช้หินขว้างชายที่ทำมุตอะฮฺให้ตาย " นอกจากนี้ท่านยังกล่าวเพิ่มเติมว่ามุตอะฮฺนั้นเป็นโมฆะโดยอายะฮฺที่เกี่ยวข้องกับนิกะฮฺ( การแต่งงานตามปกติ ), การหย่า, อิดดะฮฺและมรดก ท่านชาฟิอียืนยันว่าท่านทราบเพียงว่ามุตอะฮฺได้ถูกอนุมัติและได้ถูกสั่งห้าม ต่อมาได้ถูกอนุมัติอีกครั้งและก็ถูกสั่งห้ามไปอีกครั้งหนึ่ง ท่านกล่าวว่าเท่าที่ท่านทราบมาในอิสลามมีเพียงเท่านี้ ไม่มีอะไรอีกแล้ว

ตามทัศนะของอบู อุบัยดฺ ประชาคมมุสลิมมีความเห็นร่วมกันว่า โดยข้อเท็จจริงแล้วมุตอะฮฺเป็นสิ่งหะรอม และบรรดาอุลามะฮฺทั้งหมดในฮิญาซ, ซีเรียและอิรัคถือว่ามุตอะฮฺเป็นโมฆะโดยอัล-กุรฺอานและสุนนะฮฺ ดังนั้นจะอนุญาตให้มีมุตอะฮฺไม่ได้แม้ในกรณีจำเป็นก็ตาม

ดังกล่าวนั้นเป็นถ้อยแถลงของอัล-คอซิน และในตอนท้ายท่านได้อ้างถึงทัศนะของอิบนฺ อัล-ญะอูซีย์ ซึ่งท่านผู้นี้ได้กล่าวเอาไว้ในตัฟซีรฺอัล-กุรฺอานของท่านว่า อายะฮฺ 4:24 ไม่ได้อนุญาตเรื่องมุตอะฮฺ เพราะข้อความที่มาก่อนหน้าเป็นพระบัญชาของอัลลอฮฺ สุบหฯ ให้แสวงหาผู้หญิงมาแต่งงานโดยการมอบมะฮัรฺ( ของขวัญการแต่งงาน ) ด้วยปรารถนาความบริสุทธิ์ผุดผ่อง มิใช่การมักมากเสพกาม ข้อความอย่างนี้จะหมายถึงสิ่งอื่นไปไม่ได้ นอกจากนิกะฮฺหรือการแต่งงานตามปกติเท่านั้น

นักตัฟซีรฺจำนวนมากเสียเวลาไปกับการตีความอายะฮฺที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับมุตอะฮฺไปโดยไม่จำเป็น ขณะที่อิบนฺ อัล-ญะอูซีย์กล่าวว่า มุตอะฮฺเป็นเพียงสิ่งที่ท่านนบี ศ็อลฯ เคยอนุญาตให้กระทำได้และได้ถูกสั่งห้ามอย่างเด็ดขาดในที่สุด มันไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกกล่าวไว้ในอายะฮฺ 4:24 ดังที่กล่าวอ้างและเข้าใจกัน

กล่าวได้ว่าอัล-คอซินเห็นด้วยกับทัศนะของอิบนฺ อัล-ญะอูซีย์มากที่สุด ( อัล-คอซิน, ตัฟซีรฺ อัล-กุรฺอาน, เล่ม 1, หน้า 322 )

อิบนฺ กะษีรฺ( อิมาดุดดีน อะบี อัล-ฟิดา อิสมาอีล )

อิบนฺ กะษีรฺให้ความเห็นว่าอุลามะฮฺมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับความหมายของอายะฮฺ 4:24 มุตอะฮฺเคยได้รับอนุญาตให้กระทำได้ในสมัยต้นๆ ของอิสลาม และได้ถูกสั่งยกเลิกในภายหลัง ตามทัศนะของชาฟิอีและอุลามะฮฺกลุ่มหนึ่งระบุว่า มุตอะฮฺเคยเป็นที่อนุมัติสองครั้งและถูกสั่งห้ามสองครั้งเช่นกัน ขณะที่อุลามะฮฺอีกส่วนหนึ่งกล่าวว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมากกว่าสองครั้ง

อิบนฺ อับบาสและเศาะหาบะฮฺอีกหลายคนมีความเห็นว่า มุตอะฮฺเป็นที่อนุมัติสำหรับให้คนที่มีความจำเป็นจริงๆ ได้ตอบสนองความต้องการ อิบนฺ อับบาส, อุ 

พวกท่านรู้หรือเปล่าว่าพระเจ้าของชีอะฮ์คือใคร...???


ถอดความหมายจากวิดีโอ
ในคลิปวิดีโอนี้อุลามาชีอะฮ์ได้กล่าว่า:ในวันกียามัต มนุษย์ทั้งหลายจะต้องยืนอยู่เบื้องหน้าเข้าหา”ฟาตีมะฮ์”เพื่อคิดบัญชีความดีและความชั่ว และฟาตีมะฮ์คือผู้ที่ตัดสินในวันนั้น และในวันนั้นเราจะได้บอกฟาตีมะฮ์ว่า:พวกเราคือพวกที่รักและเทิดทูนท่านฮุเซน....
‪#‎อัลลอฮุลมุสตาอาน‬
............................................................
ถามชีอะฮ์ว่า:ในวันนั้น”อัลลอฮ์ ตาอาลา อยู่ไหนหรือ? ทั้งๆที่อัลลอฮ์ได้กล่าวว่า:
وَلَوْ تَرَىٰ إِذْ وُقِفُوا عَلَىٰ رَبِّهِمْ قَالَ أَلَيْسَ هَٰذَا بِالْحَقِّ قَالُوا بَلَىٰ وَرَبِّنَا قَالَ فَذُوقُوا الْعَذَابَ بِمَا كُنتُمْ تَكْفُرُونَ “
( ซูเราะฮ์ อัลอันอาม 30 )
และหากกล่าวเจ้าจะได้เห็น ขณะที่พวกเขาถูกให้ยืนอยู่เบื้องหน้าพระเจ้าของพวกเขา โดยที่พระองค์ได้ทรงกล่าวว่า นี่ มิใช่ความจริงดอกหรือ? พวกเขาตอบว่า ใช่ขอรับ พวกข้าพระองค์ขอสาบานด้วยพระเจ้าของพวกข้าพระองค์ พระองค์ตรัสว่า พวกจ้าจงลิ้มรสการลงโทษกันเถิด เนื่องจากการที่พวกเจ้าปฏิเสธศรัทธา



วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ไม่มีอะไรที่ลัทธิชีอะห์ทำไม่ได้



ภัยไกลตัวที่เริ่มใกล้ตัว

ชีอะห์มันต้องเอาตำแหน่งจุฬาราชมนตรีคืนอย่างแน่นอน

หากมุสลิมซุนนี่ย์ยังไม่ตื่น

เป็นไปได้หรือที่ชีอะห์จะเอาตำแหน่งจุฬาราชมนตรี
ทั้งๆที่ซุนนี่ย์ในประเทศไทยเยอะกว่า

ไม่มีอะไรที่ลัทธิชีอะห์ทำไม่ได้

เราเคยคิดไหมว่าประเทศอิรักเป็นประเทศซุนนี่ย์ที่เข้มแข็งมากแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นประเทศชีอะห์ไปแล้วและมีประชากรชีอะห์เยอะที่สุด

อีกตัวอย่างคือประเทศซีเรียประชากรซุนนี่ย์เยอะกว่าชีอะห์
ชีอะห์ก็ได้ครอบครอง
ประชากรซุนนี่ย์ถูกฆ่าเป็นผักปลาทุกวันนี้ที่เราได้รับทราบข่าวกัน

และชีอะห์ก็พยายามรุกคืบทั่วโลกอาหรับในตอนนี้

ไม่ว่าจะเป็น เยเมน,บะเรน,คูเวต,โอมาน,และอื่นๆแม้กระทั่งประเทศซาอุดีอาระเบีย

สิ่งที่น่าคิด...?

เคยคิดไหมถ้าชีอะห์ได้เป็น " จุฬาราชมนตรี " เราจะทำอย่างไร

แต่ที่แน่ๆคงเห็นสุเหร่าชีอะห์ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดและถ้าพวกมันได้ปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ชั่วๆให้กับมุสลิมเราแล้วละก็..! วันดี คืนดี คงไม่แพ้ในกลุ่มประเทศอาหรับอย่างแน่นอน

ทั้งตำหรับตำรา คำสอน การปฎิบัติการ พฤติกรรมในการเจาะฐานข้อมูลที่พยายามแซกซึมในทุกองค์กร

เราต้องยอมรับในความพยายาม การทำงานของศาสนาชีอะห์ ทุกอย่างทำได้อย่าง เป็นขั้นเป็นตอน เพื่อที่จะทำลายเสาหลักของศาสนาอิสลามเราให้เสียหายย่อยยับ

เป็นที่น่าตกใจว่า ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเรา ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของศาสนา กับทำเฉยๆ งานเมาลิดกลางก็ให้ชีอะห์ไปเปิดร้านขายหนังสือ ด่าซอฮาบะฮฺ ด่าท่านหญิงภรรยาของนบี

วันหนึ่งที่มุสลิมออกจากอิสลาม ไปเป็นชีอะห์เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และเขาได้ยึดถือในตัวบุคคลแทนที่จะเป็นคำสั่งของนบี มูฮำหมัด(ซ.ล)


เรามาดูการกำหนดวันอีดที่ผ่านมา เขาตามใคร ผู้นำเขาเป็นใคร?

สาสน์จากชีอะฮฺ กำหนดวันออกอีด เขาตามจุฬาราชมนตรีของไทย หรือตามซัยยิดญะวาด มัซลูมีย์ ตัวแทนสำนักงานท่านผู้นำสูงสุดของพวกเขา

______________________
สาสน์จากตัวแทนท่านผู้นำสูงสุด
ด้วยพระนามของพระองค์
จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานผู้พบเห็นจันทร์เสี้ยวของเดือนเชาวัล
ดังนั้น ขอประกาศให้วันศุกร์ เป็นวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน
และวันเสาร์ คือ วันอีดิลฟิตริ
หากข้าพเจ้าได้รับรายงานเพิ่มเติมหรือมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้
จะแจ้งประกาศให้พี่น้องผู้ศรัทธาทุกท่านได้ทราบอีกครั้งหนึ่ง
ซัยยิดญะวาด มัซลูมีย์
ตัวแทนสำนักงานท่านผู้นำสูงสุด
(ประจำประเทศไทย พม่า บังคลาเทศ)
อนึ่ง ภาพประกอบโพสท์เป็นบรรยากาศ
การดูเดือนที่ อ.ยะหา จ.ยะลา
ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของโพสท์)
بسمه تعالی
گزارش رویت هلال ماه شوال از کشورهای منطقه تا این ساعت واصل نگشته
و دخول ماه شوال برای این جانب احراز نشده است.
بنابراین روز جمعه روز پایانی ماه مبارک رمضان
و شنبه روز عید فطر خواهد بود.
در صورت دریافت گزارش معتبر مطلب به اطلاع مومنین و فضلا خواهد رسید
عزیزان فضلا توجه داشته باشند تمام تلاش همگان برای عمل به دستورات الهی
براساس تکلیف است و اختلاف فضلا در تشخیص مصادیق احکام
نباید به معنای اختلاف شخصی افراد محسوب شود
هرچند ابتناء اقوال بر موازین فقهی ضروری است.
در حکم رویت هلال لازم است یقین شود
که مشاهده بر اساس شرایط مورد نظر صورت گرفته است
یعنی مثلا اگر فقیهی مشاهده با چشم غیرمسلح یامشاهده
پس از غروب راشرط می داند باید یقین کند
که مشاهده کننده هم با علم به این شرایط هلال را رویت کرده است.
سید جواد مظلومی
Risalah Qomi













วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

รายอแน หรืออีดออกบวชหกวันนั้นมีในศาสนาจริงหรือ





                      การถือศีลอดหกวันในเดือนเชาวาลเป็นสุนนะฮ เพราะหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

من صام رمضان ثم أتبعه ستاً من شوال كان كصيام الدهر

"ผู้ใดที่ถือศีลอดเราะมะฎอนแล้วถือศีลอดตามหลังจากนั้นหกวันในเดือนเชาวาล นั่นเสมือนว่าเขาได้ถือศีลอดถึงหนึ่งปี" (บันทึกโดยมุสลิม 1984)
เมื่อถือศีลอดครบหกวันแล้ว การที่มีมุสลิมส่วนหนึ่ง ได้จัดให้มีการเฉลิมฉลองวันออกบวชหกวัน โดยเรียกว่า "วันรายอแน" นั้น มีในอิสลามหรือไม่ มาพิจารณาจากคำตอบข้างล่างนี้
ชัยคุลอิสลามอิบนุตัยมียะฮ(ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า

وأما اتخاذ موسم غير المواسم الشرعية كبعض ليالي شهر ربيع الأول التي يقال : إنها ليلة المولد , أو بعض ليالي رجب , أو ثامن عشر ذي الحجة , أو أول جمعة من رجب , أو ثامن من شوال الذي يسميه الجهَّال عيد الأبرار : فإنها من البدع التي لم يستحبها السلف , ولم يفعلوها. والله سبحانه وتعالى أعلم

"สำหรับการยึดเอาเทศกาลหนึ่งเทศกาลใด(มาเฉลิมฉลอง)อื่นจากบรรดาเทศกาลทางศาสนบัญัติ เช่น บางคืนของเดือนเราะบิอุลเอาวัล ซึ่ง เรียกกันว่า "คืนเมาลิด" หรือ บางคืนของเดือนเราะญับ หรือ คืนที่แปดของเดือนซุลหิจญะฮ หรือ วันศุกร์แรกของเดือนเราะญับ หรือ วันที่แปดของเดือนเชาวาล ที่บรรดาพวกโง่เขลา เรียกว่า "อีดุลอับรอ็ร" นั้น แท้จริงมันเป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาบิดอะฮ ที่บรรดาชาวสะลัฟไม่ส่งเสริมให้กระทำและพวกเขาไม่ได้กระทำมัน ,วัลลอฮุซุบหานะฮูวะตะอาลา อะอฺลัม. - มัจญมัวะอัลฟะตาวา เล่ม 25 หน้า 298

อิบนุตัยมียะฮ กล่าวไว้อีกว่า

وأما ثامن شوال : فليس عيداً لا للأبرار ولا للفجار , ولا يجوز لأحد أن يعتقده عيداً, ولا يحدث فيه شيئاً من شعائر الأعياد )
และสำหรับวันที่ ๘ ของเดือนเชาวาลนั้น ไม่ใช่วันตรุษ(วันอีด)สำหรับบรรดาคนดีและคนเลวและไม่อนุญาตแก่คนหนึ่งคนใด เชื่อว่า มันคือวันอีด และเขาจะไม่ประดิษฐ์สิ่งใดๆขึ้นมาใหม่ จากบรรดาสิ่งที่เป็นเครื่องหมายของบรรดาวันอีด -อัลอิคติยารอต อัลฟิกฮียะฮ หน้า ๑๙๙

............

ในเมืองไทยมุสลิมบางส่วนจะเฉลิมฉลองรอยอหกหม้อ หรือรายอบวชหกวันในวันที่เจ็ด ซึ่งเป็นประเพณีที่ไม่มีที่มาในอิสลามเช่นเดียวกัน

.........
والله أعلم بالصواب
_________

อะสัน  หมัดอะดั้ม




30อะกีดะห์ (ความเชื่อ) ของชีอะห์มุสลิมอ่านแล้วต้องอึ้ง





ทำไมความเชื่อมันถึงเลวทรามได้เพียงนี้

สิ่ง ที่ท่านผู้อ่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้หาได้เป็นการใสร้ายใส่ไคล้จากผู้เขียนต่อ ชาวชีอะฮฺไม่ หากแต่เป็นข้อเท็จจริงที่ผู้เขียนนำเอามาจากตำราของชีอะฮฺเองทั้งสิ้น ดังนั้นชีอะฮฺจึงมิต้องโวยวายเพราะทั้งหมดนี้มาจากตำราของพวกท่าน!!! จงกลับไปแล้วอ่านตำราของท่านแล้วท่านจะได้รู้ว่าทำไมผู้รู้ชีอะฮฺจำนวนมากจึงได้ทยอยออกจากลัทธิชีอะฮฺ

1. พระองค์อัลลอฮฺบ่อยครั้งมักจะพูดโกหกและมักจะทำอะไรที่ผิดพลาด (หนังสือ อูศูลกาฟี หน้า 328 โดย มุฮัมมัดยะกู๊บ อัลกุลัยนี)

2. มุนาฟีกีน(หมายถึงซอฮาบะฮฺ-ผู้เขียน) ได้ตัดทอนส่วนมากของอัลกุรอาน(ตัดทอนอายะฮฺ)(หนังสือ อิฮฺติญาฎ อัฏฏ็อบรอซี หน้า 382)

3. เมื่อ อิมามมะฮฺดีได้มายังโลกดุนยา (ในวันกิยามะฮฺ) ท่านจะนำเอาอัลกุรอานฉบับดั้งเดิมและเป็นฉบับที่แท้จริงมาพร้อมกับท่านด้วย (หนังสือ อะฮฺซานุล มะก็อล หน้า 336 โดย ฎ็อฟดัร ฮุเซน นัจฟี)

4. บุคคล ที่กล่าวว่าอัลกุรอานฉบับปัจจุบันนั้นสมบูรณ์คือบุคคลที่พูดโกหก เพราะอัลกุรอานฉบับที่สมบูรณ์ครบถ้วนถูกรวบรวมโดย ฮัซรัต อะลี (หนังสือ ฟัศลุลคิฏ็อบ ฟีตะฮฺรีฟ กิตาบร็อบบุลอัรบาบ หน้า 4 โดย นูรี อัฏฏ็อบรอซี)

5. อบูบักรคือกาเฟรและบุคคลหนึ่งบุคคลใดก็ตามที่รักอบูบักรก็เป็นกาเฟรเช่นกัน (หนังสือ อัลฮักกุลยะกีน หน้า 690 โดยมุฮัมมัด บากิร อัลมมิจลีซี)

6. อบูบักรคือกาเฟรและซินดีก( หนังสือ กัชฟุล อัซร็อร หน้า 69 โดย โคไมนี)

7. ไม่มีความแตกต่างระหว่างอบูบักรและมิรซา ฆุลาม อะฮฺมัด ศาสดาของลัทธิก็อดยานี (หนังสือ Jagir fidk หน้า 690 โดย ฆุลาม ฮุเซน นัจฟี)

8. พวก เรา(ชีอะฮฺ)ไม่มีส่วนร่วมใดๆกับพวกเขา(ซุนนีย์)ในเรื่องของพระเจ้าและนบี รวมถึงเรื่องของอิหม่าม ที่เป็นเช่นนี้เพราะพวกเขากล่าวว่า แท้จริงองค์อภิบาลของพวกเขาคือผู้ที่มีมูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมเป็นนบีและมีอบูบักร์เป็นค่อลีฟะห์หลังจากนั้น และพวกเราจะไม่กล่าวถึงพระเจ้าองค์นี้และนบีท่านนี้ ทว่าพวกเราจะกล่าวว่า แท้จริงพระเจ้าผู้ซึ่งมีอบูบักร์เป็นค่อลีฟะห์สืบต่อจากนบีของพระองค์นั้น ไม่ใช่พระเจ้าของพวกเรา และนบีคนดังกล่าวนี้ก็ไม่ใช่นบีของพวกเรา (หนังสือ อันวาร อันนัวอฺมานี หน้า 278 โดย ซัยยิด นิอฺมาตุลลอฮฺ อัลญะซาอีรี)

9. ข้าฯไม่ศรัทธาในพระเจ้าที่มอบอำนาจการปกครองแก่อุสมานและมุอาวิยะฮฺ!!! (หนังสือ กัชฟุล อัซร็อร หน้า 107 โดย ไคไมนี่)

10. อุมัรคือกาฟิรและซินดีกที่แท้จริง (หนังสือ กัชฟุล อัซร็อร หน้า 119 โดยไคไมนี่)

11. เมื่ออิมามมะฮฺดีได้กลับมายังโลกดุนยาในวันกิยามะฮฺ ท่านจะฟื้นคืนชีพท่านหญิงอาอีชะฮฺจากความตายและลงโทษเธอด้วยการจับโบย (หนังสือ ตัฟซีร อัซซอฟี บรรทัดที่ 16 หน้า 108)

12. อบูบักรและอุมัรคือตัวแทนของอิบลีส (หนังสือ ฮุลยาฏุลมะตีน โดย มุลเลาะฮฺ บากิร อัลมิจลีซี)

13. ท่านคอลิด บิน วะลีด หาได้มีฉายาว่า “ซัยฟุลลอฮฺ” ไม่ (แปลว่าดาบของอัลลอฮฺ) แต่มีฉายาว่า “ซัยฟุชชัยตอน” (ดาบของชัยตอน) (หนังสือ มะนาซิร บัฆดาด หน้า 100)

14. บรรดา นบีทั้งหมดจะฟื้นคืนชีพจากความตายและเริ่มต้นทำการญิฮาด ภายใต้การเป็นแม่ทัพและบัญชาการของท่านอะลี (หนังสือ ตัฟซีร อะยาชี หน้า 181)

15. อัลกุรอานฉบับที่แท้จริงซึ่งถูกรวบรวมโดยท่านอะลี จะถูกนำพามากับท่านอิมามมะฮฺดี (หนังสือ อันวาร อันนัวอฺมานี หน้า 360 โดย ซัยยิด นิอฺมาตุลลอฮฺ อัลญะซาอีรี)

16. บรรดานบีทั้งหมดคือขอทาน ณ ธรนีประตูของท่านอิมามอะลี (หนังสือ ค็อลกอตุน นูรอานี หน้า 291 โดย ฏอลิบ ฮุเซน กัรปาลวี)

17. บรรดานบีและมลาอิกะฮฺทั้งหมดคือทาสของอิมามทั้ง 12 ท่าน ยกเว้นท่านนบีมุฮัมมัด ( หนังสือ คอลิด มะนะอฺซัรอา หน้า 35 โดย บัรกัตอะลี)

18. บรรดาอิมาม 12 คือ ครูของบรรดานบีทั้งหมดยกเว้นท่านนบีมุฮัมมัด (หนังสือ มัจมัวอฺ มัจลิส หน้า 29)

19. เมื่ออิมามมะฮฺดีมา ท่านจะจับอบูบักรและอุมัร แขวนคอไว้ที่กูบู้รของท่านนบีมุฮัมมัด (หนังสือ มัจมุอุล มะอาริฟ หน้า 49)

20. ถ้าหากญิบรีลและมิกะอีลได้รักอบูบักร พวกเขาจะถูกบรรจุไว้ในนรกเช่นกัน!!! (หนังสือ อะมีร มุคตาร หน้า 8 โดย มิรซา บะชะเราะฮฺ ฮุเซน)

21. หลังจากการวะฟาตของท่านนบีมุฮัมมัด ซอฮาบะฮฺตกมุรตัดกันหมดเหลือเพียงแค่ 3 คน (หนังสือ รูซาอีกาฟี หน้า 245)

22. อะนัส บินมาลิก อบูฮุร็อยเราะฮฺ อัมรฺ มุอาศ มุอาวิยะฮฺและอาอีชะฮฺ คือ คนที่เลวที่สุดของทุกๆยุคสมัย (หนังสือ มุก็อลมะอาต ฮุซัยนี หน้า 59)

23. ผู้ชายสามารถแต่งงานกับผู้ชายและกับแม่ของเขาได้ น้องสาวพี่สาวและลูกสาวก็ได้เช่นกัน!!! (หนังสือ ฟิรกออุชชีอะฮฺ ในบทว่าด้วยการ นิกะฮฺ โดย อบีมุฮัมมัด อัลฮะซัน บินมูซา)

24. อบูบักรคือมุชริก อุมัรคือมุนาฟิก และอุสมานคือกาฟิร (หนังสือ Shiah an-e-ali aur inn kee shaan ภาษาอุรดู หน้า 54 โดย ฆุลาม ฮุเซน นัจฟี)

25. เมื่ออิมามมะฮฺดีมา ท่านจะมาในสภาพเปลือยกายและคนแรกที่จะให้สัตยาบันแก่ท่านคือท่านนบีมุฮัมมัด (หนังสือ อัลฮักกุนยะกีน หน้า 347 โดย มุฮัมมัด บากิร อัลมิจลีซี)

26. อุมัรคือผู้นำแห่งมุนาฟิกีน (หนังสือ ฮะยาตุลกูลูบ หน้า 870 โดย มุฮัมมัด บากิร อัลมิจลีซี)

27. ท่านนบีมุฮัมมัดเคยดุอาร์ขอให้ฆ่าอุมัร (เล่มเดียวกัน)

28. วันที่อุมัรถูกฆ่าโดยกาเฟรชาวเปอร์เซียที่ชื่อว่า ลุลุอฺ คือวันที่มีสิริมงคลแห่งปี (เล่มเดียวกัน)

29. อาอีชะฮฺและฮัฟเซาฮฺ(ทั้งสองคือภรรยานบี) ฆ่าท่านนบีโดยการวางยาพิษท่าน (หนังสือ ฮะยาตุลกุลูบ หน้า 870 โดยมุฮัมมัด บากิร อัลมิจลีซี)

30. ดัง นั้น ชายผู้กลับกลอกสองคนนี้ (หมายถึงอบูบักรและอุมัร) และผู้หญิงกลับกลอกทั้งสอง คนนั้น (อาอีชะฮฺและฮัฟเซาะฮฺ) ตกลงกันที่จะฆ่าท่านรอซูลโดยการวางยาพิษท่าน (หนังสือ ฮะยาตุลกุลูบ หน้า 745 โดย มุฮัมมัด บากิร อัลมิจลีซี)

ข้อมูล ที่ท่านได้อ่านไปทังหมดนี้คือ ความจริงที่ถูกนำมาจากตำรับตำราของชีอะฮฺเองทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามหากท่านนำข้อมูลเหล่านี้ไปพูดกับชีอะฮฺ ท่านจะพบว่าพวกเขาจะรีบปฏิเสธอย่างรีบด่วน แต่ขอท่านจงอย่าหลงกล เพราะนั้นเป็นเพียงการตะกียะฮฺ หรือการอำพรางปกปิดความเชื่อของตนเมื่อกำลังตกอยู่ในภาวะอันตรายเท่านั้น ขอท่านจงพิจารณาหะดีษต่อไปนี้เถิดซึ่งข้าฯนำมันมาจากหนังสือ อัลกะฟีย์ ตำราของชีอะฮฺเอง ซึ่งญะอฺฟัรอัซซอดิกกล่าวว่า

اتقية من ديني ودين ابائي ولاايمان لمن لا تقية له

ตะกียะฮฺคือส่วนหนึ่งของศาสนาฉันและบรรพบุรุษของฉัน และไม่มีความศรัทธาสำหรับผู้ที่ไม่ทำการตะกียะฮฺ

จงพิจารณาเถิดว่าลัทธิอันตรายนี้กำลังเผยแพร่เข้ามาในประเทศไทย แล้วไฉนกันเล่าพวกท่านจึงนิ่งเฉย



อาจารย์อามีน ลอนา


ชีอะฮ์ยืนยัน พระเจ้า นบี และอีมามของพวกเขาแยกต่างหากจากอิสลาม



ชีอะห์ได้ประกาศไว้ว่า
"พวกเรา(ชีอะห์สิบสองอีมาม)ไม่ได้รวมกับพวกเขา ในเรื่องของพระเจ้า นบี หรืออีมาม"!
-----------------------------------------------------------
การประกาศจุดยืนของอุลามาอฺชีอะห์ อย่างอัลญะซาอีรีย์ นักศาสนาชีอะห์ ที่ได้ระบการยกย่องอย่างสูงจากสาวกชีอะห์ เค้าได้ประก่ศตัวต่อมุสลิม ในเรื่องของ อัลลอฮฺ นบี และอีมาม ดังนี้

والحاصل، إنا لم نجتمع معهم على إله ولاعلى نبي ولا على إمام،وذلك أنهم يقولون إن ربهم هوالذي كان محمد صلى الله عليه وسلم نبيه وخليفته بعده أبو بكر ، ونحن لا نقول بهذا الرب، بل نقول إن الرب الذي خليفة نبيه أبو بكر ليس ربنا ولا ذلك النبين نبينا

"และจากสิ่งที่ปรากฏนี้ (ขอกล่าวว่า) พวกเรา(ชีอะห์สิบสองอีมาม) จะไม่รวมกับพวกเขา(ชาวซุนนะห์)ในเรื่องของพระเจ้า และ(ไม่รวม)นบี และ(ไม่รวม)อีมาม นั่นก็เพราะพวกเขา(ชาวซุนนะห์)กล่าวกันว่า แท้จริงพระเจ้าของพวกเขา(ชาวซุนนะห์)คือ พระองค์ที่มีมูฮำหมัด ซ.ล. เป็นนบีของพระองคือ และคอลีฟะห์ของพระองค์หลังจากเขา(นบี) คืออบูบักร ซึ่งพวกเราไม่ได้กล่าวถึง(ไม่ยอมรับ)ด้วยกับพระเจ้าองค์นี้ ทว่า เรากล่าวกันว่า แท้จริง พระเจ้าที่ีคอลีฟะห์หลังจากท่านนบีของพระองค์คือ อบูบักรนั้น ไม่ใช่พระเจ้าของเรา และนบีดังกล่าวก็ไม่ใช่นบีของเรา(ชีอะห์สิบสองอีมาม)"

---------------------------------------------------------------


วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

บรรดาอุลมะ ฟัตวา ดั่งนี้ ชีอะห์ กาเฟร....


อุลามาอ์รุ่นก่อนและรุ่นหลังมีความเห็นอย่างไรเกี่ยวกับรอฟิเฎาะฮฺ ?
อิบนุ ตัยมียะห์ ได้กล่าวว่า : เหล่าผู้รู้เกี่ยวกับสายรายงาน ได้มีความเห็นพ้องกันว่า พวกรอฟีเฎาะห์เป็นพวกที่โป้ปดที่สุด นิสัยโกหกในพวกเขามีมาตั้งแต่นมนาน ดังนั้นบรรดาผู้นำในอิสลามจึงยกให้พวกเขาเป็นพวกที่โกหกมากที่สุด
อัชฮับ บิน อับดุลอะซีซ ได้กล่าวว่า : มีคนถาม อิมาม มาลิก เกี่ยวกับรอฟิเฎาะฮฺ ท่านตอบว่า : จงอย่าพูดกับพวกเขา อย่าได้รายงานจากพวกเขา เพราะพวกเขาพูดปด ท่านยังกล่าวว่า : ผู้ที่ด่าทอเหล่าศอหาบะฮฺของท่านรสูล ไม่มีชื่อหรือฐานะของเขาในอิสลาม
ในดำรัสของอัลลอฮฺที่ว่า
(مُحَمَّدٌ رَسُولُ اللَّهِ وَالَّذِينَ مَعَهُ أَشِدَّاءُ عَلَى الْكُفَّارِ رُحَمَاءُ بَيْنَهُمْ تَرَاهُمْ رُكَّعًا سُجَّدًا يَبْتَغُونَ فَضْلًا مِنَ اللَّهِ وَرِضْوَانًا سِيمَاهُمْ فِي وُجُوهِهِمْ مِنْ أَثَرِ السُّجُودِ ذَلِكَ مَثَلُهُمْ فِي التَّوْرَاةِ وَمَثَلُهُمْ فِي الْإِنْجِيلِ كَزَرْعٍ أَخْرَجَ شَطْأَهُ فَآَزَرَهُ فَاسْتَغْلَظَ فَاسْتَوَى عَلَى سُوقِهِ يُعْجِبُ الزُّرَّاعَ لِيَغِيظَ بِهِمُ الْكُفَّارَ وَعَدَ اللَّهُ الَّذِينَ آَمَنُوا وَعَمِلُوا الصَّالِحَاتِ مِنْهُمْ مَغْفِرَةً وَأَجْرًا عَظِيمًا )
ความว่า : มุหัมหมัดนั้นคือรสูลของอัลลอฮฺ และบรรดาผู้ที่เคียงบ่าเคียงไหล่ท่าน ล้วนเข้มแข็งกล้าหาญต่อพวกปฏิเสธ เป็นผู้ที่ปราณีระหว่างพวกเขา เจ้าจะเห็นพวกเขาเป็นผู้ที่ชอบก้มกราบ เพื่อแสวงหาความประเสริฐจากอัลลอฮฺ และความพอพระทัยจากพระองค์ สัญลักษณ์แห่งการสุญูดจะเห็นได้บนใบหน้าของพวกเขา นั่นคืออุปมาของพวกเขาในคัมภีร์เตารอต ส่วนอุปมาของพวกเขาในคัมภีร์อินญีลนั้น พวกเขาประหนึ่งเป็นเมล็ดพืชที่แตกกิ่งก้านออกมาได้งอกงาม จนเติบโตแข็งแรง และทรงตัวอยู่บนลำต้น ซึ่งนำความปลื้มปิติมาให้แก่ผู้หว่าน เพื่อที่จะสร้างความเคียดแค้นในหมู่ผู้ปฏิเสธการศรัทธา
[ อัล ฟัตห์ 48 : 29 ]
อิบนุ กะษีร ได้ให้การอธิบายโองการนี้ว่า : จากโองการนี้ อิมาม มาลิก ในสายรายงานหนึ่ง ได้มีความเห็นว่า พวกรอฟิเฎาะฮฺที่ชิงชังบรรดาศอหาบะฮฺนั้นก็คือพวกปฏิเสธที่ตกศาสนา เพราะพวกเขาเคียดแค้นศอหาบะฮฺ และผู้ใดที่โกรธแค้นศอหาบะฮฺ คนผู้นั้นก็คือกาฟิรตามโองการนี้
อัล กุรตุบีย์ กล่าวว่า : อิมาม มาลิก มีความคิดเห็นที่ดีและถูกต้องในการอธิบายโองการนี้ ผู้ใดที่บั่นทอนศอหาบะฮฺท่านใด หรือกล่าวหาพวกท่านในการรายงานและการเผยแพร่ แน่นอนคนผู้นั้นย่อมต้องเป็นผู้ที่ต่อสู้กับองค์อภิบาลแห่งสากลจักรวาล และไม่ยอมรับบัญญัติของชนมุสลิม(1 )
อบู ฮาติม ได้กล่าวว่า : หัรมะละห์ ได้เล่าให้เราฟังว่า : ฉันได้ฟัง อิมาม ชาฟีอีย์ กล่าวว่า : ฉันไม่เคยพบผู้ใดที่ประจักษ์ในการโป้ปดมากกว่ารอฟิเฎาะฮฺ
มุอัมมัล บิน อะฮาบ กล่าวว่า : ฉันได้ฟัง ยาซีด บิน ฮารูน กล่าวว่า : สามารถที่จะบันทึกจากผู้ที่ทำบิดอะห์ได้ทุกคน ถ้าเขาไม่ใช่ผู้ที่เชิญชวนสู่การเป็นรอฟิเฎาะฮฺ เพราะคนพวกนี้โกหก
มุหัมมัด บิน ซะอีด อัล อัศบะฮานีย์ ได้เล่าว่า : ฉันได้ฟัง ชะรีก บิน อับดุลลอฮฺ (ผู้เป็นผู้พิพากษาแห่งกูฟะห์) กล่าวว่า : จงรับความรู้จากทุกคนที่ท่านเจอยกเว้นรอฟิเฎาะฮฺ เพราะพวกเขาปั้นแต่งหะดีษ และถือว่านั่นเป็นศาสนา
(1) ดู อุศูล มัซฮับ อัชชีอะฮฺ อัลอิมามียะฮฺ อัลอิษนัย อะชะรียะฮฺ โดย ดร.นาศิร อัลกอฟารีย์ (3/1250)
-------------------------------------------------------------------
มุอาวิยะห์ ได้เล่าว่า : ฉันได้ฟัง อัล อะมัช กล่าวว่า : ผู้คนมากมายที่ฉันได้พบ ไม่ได้เรียกพวกเขาด้วยชื่อใดเลยนอกจากชื่อ จอมโกหก
คนที่ท่านหมายถึงก็คือ พรรคพวกของอัล มุฆีเราะฮฺ บิน สะอีด ผู้เป็นรอฟิเฎาะฮฺ ดังที่อัซ ซะฮาบีย์ ได้กล่าวไว้ (1 )
อิบนุ ตัยมียะห์ ได้ให้ข้อสังเกตต่อคำพูดเหล่านี้ว่า : ส่วนรอฟิเฎาะฮฺนั้น ต้นตอของมันมาจากการต่อต้านความจริง หันเห และจงใจ การโกหกเป็นสิ่งที่มีอยู่มากในพวกเขา พวกเขาเองยอมรับในสิ่งนี้ ด้วยการกล่าวว่า การเสแสร้งคือศาสนาของพวกเรา นั่นคือการที่ผู้ใดผู้หนึ่งพูดในสิ่งที่ขัดกับความในใจ และนี่คือการโป้ปดและสับปลับ(นิฟาก) พวกเขาจึงเป็นเหมือนคำเปรยที่ว่า : มันใส่พิษให้ฉัน จนค่อยๆ แผ่ทั่ว (2 )
อัลดุลลอฮฺ บิน อะห์มัด บิน ฮันบัล ได้เล่าว่า : ฉันได้ถามบิดาของฉันถึงพวกรอฟิเฎาะฮฺ ท่านตอบว่า : พวกเขาคือพวกที่ด่าทอ และสาปแช่งอบู บักร และอุมัร ท่านยังถูกถามถึง อบู บักร และ
(1)ดู มินฮาจ อัสสุนนะห์ ของ อิบนุ ตัยมียะห์ (1/59-60)
(2)ดู มินฮาจ อัสสุนนะห์ ของ อิบนุ ตัยมียะห์ (1/68)
----------------------------------------------------------------------------
อุมัรด้วย ท่านตอบว่า : จงกล่าวดุอาและขอความเมตตาให้กับทั้งสอง และจงห่างไกลจากพวกที่เกลียดชังคนทั้งสอง(1 )
อัล คอลฺลาล ได้รายงานจาก อบูบักร อัลมิรวาซีย์ ว่าท่านได้ถาม อบู อับดิลลาฮฺ (หมายถึง อิมามอะห์มัด) ถึงผู้ที่ด่าทอ อบูบักร อุมัร และอาอิชะฮฺ ท่านตอบว่า : ฉันไม่เห็นว่าเขาเป็นมุสลิม (2)
จาก อัล คอลลาล อีกเช่นกัน เล่าว่า ฮัรบฺ บิน อิสมาอีล อัล กัรมานีย์ ได้เล่าให้ฉันฟังจาก มูซา บิน ฮารูน บิน ซิยาด ว่า : ฉันได้เห็นชายคนหนึ่งถาม อัล ฟิรยาบี ถึงผู้ที่ด่าทอ อบู บักร ท่านตอบว่า : เขาเป็นกาฟิร คนผู้นั้นถามต่อว่า : เราละหมาดศพเขาได้ไหม ? ท่านตอบว่า : ไม่ได้ (3)
ครั้งหนึ่ง อิบนุ หัซมี ได้โต้เถียงกับชาวคริสต์ คนผู้นั้นได้นำหนังสือของพวกรอฟิเฎาะฮฺมาโต้แย้งท่าน ท่านกล่าวว่า : แท้จริงรอฟิเฎาะฮฺไม่ใช่มุสลิม คำพูดของพวกเขาไม่ใช่หลักฐานที่อ้างอิงได้ แต่พวกเขาคือคนพวกหนึ่งที่เกิดขึ้นหลังการเสียชีวิตของท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม ถึง 25 ปี การเริ่มต้นของพวก
(1) ดู อัลมะสาอิล วัรรอสาอิล อัลมัรวียะห์ อัน อัลอิมาม อะห์มัด โดย อับดุลลอฮฺ บิน อะห์มัด บิน ฮันบัล (2/357)
(2) ดู อัสสุนนะห์ ของ อัล คอลลาล (3/493) และนี่เป็นคำพูดที่ชัดจ้งจาก อิมาม อะห์มัด ว่ารอฟิเฎาะฮฺเป็นกาฟิร
(3) หนังสือเล่มเดียวกัน (3/499)
-------------------------------------------------------------------------
เขาก็คือ ตอบรับคำเชิญชวนของผู้ที่ต้องการทำลายอิสลาม พวกเขาเป็นชนที่เหมือนยิวและคริสต์ ในการบอกปัดและปฏิเสธการศรัทธา (1)
อบู ซุรอะฮฺ อัรรอซีย์ ได้กล่าวว่า : ถ้าเมื่อใดท่านเห็นใครบั่นทอนเกียรติของศอหาบะฮฺผู้ใดผู้หนึ่ง จงรับรู้เถิดว่า เขาผู้นั้นคือผู้ที่หันเหและปฏิเสธความถูกต้องยิ่งนัก
มีคำถามมาถึง องค์กรเพื่อการออกฟัตวาแห่งอาณาจักรซาอุดิอารเบีย ว่า ผู้ถามและพรรคพวกอาศัยอยู่บริเวณเขตแดนทางด้านเหนือที่ติดต่อกับอิรัก และมีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกกันว่า ญะฟารียะห์ มีบางคนที่กินสัตว์เชือดของพวกเขา และมีบางคนที่ไม่กิน คำถามก็คือ เราสามารถที่จะกินสัตว์เชือดของพวกเขาได้หรือไม่ ทั้งๆ ที่เรารู้ว่าพวกเขากระทำการขอดุอาจากท่านอลี หะสัน, หุเสน และบรรดาผู้นำของพวกเขา ทั้งเวลาทุกข์และสุข ? ทางองค์กรซึ่งนำโดย ท่าน เชค อับดุลอาซีซ บิน อับดุลลอฮฺ บิน บาซ, เชค อับดุลรอซาก อาฟีฟี, เชค อับดุลลอฮฺ บิน ฆุดอยยาน และ เชค อัลดุลลอฮฺ บิน กออูด ได้ให้คำตอบว่า : การสรรเสริญเป็นสิทธิแห่งอัลลอฮฺ และขอศอละวาตรวมทั้งสลามแก่ท่านรสูล บรรดาครอบครัว และศอหาบฮฺของท่าน คำตอบก็คือ ถ้าการเป็นเช่นนั้นจริง พวกเขาต้อง
(1)ดู อัลฟัศลุ ฟี อัลมิลัล วันนะห์ โดย อิบนุ หัซมี (2/78)
------------------------------------------------------------------------------
เป็นผู้ตั้งภาคี และตกศาสนา –ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองเรา- เราไม่สามารถที่จะกินสัตว์เชือดของพวกเขาได้ เพราะมันเป็นซากสัตว์ ถึงแม้พวกเขาจะกล่าวนามของอัลลอฮฺก็ตาม (1)
ได้มีคำถามถึงเชค อับดุลลอฮฺ บิน อัล ญับรีน ว่า : ในเมืองของเรามีชายผู้หนึ่งเป็นรอฟิเฎาะฮฺทำงานเป็นนักเชือดสัตว์ และมีชาวสุนนีย์ที่นำสัตว์ไปเชือดกับเขา อีกทั้งมีร้านอาหารอีกหลายร้านที่รับเนื้อมาจากเขา และยังมีรอฟิเฏาะฮฺอีกหลายคนที่ยึดอาชีพนี้เหมือนเขาคนนั้น คำถามก็คือ เราควรจะทำอย่างไร และสัตว์เชือดของเขาเป็นที่หะลาลหรือหะรอม? ขออัลลอฮฺทรงประทานเตาฟิก
ท่านตอบว่า : การเชือดและสัตว์เชือดของรอฟิเฎาะฮฺไม่เป็นที่หะลาล เพราะรอฟิเฎาะฮฺ ส่วนใหญ่เป็นมุชริก (ผู้ตั้งภาคี) ด้วยการขอดุอาจากอาลี บิน อบี ตอลิบ ทั้งยามทุกข์และสุข แม้กระทั่ง ในทุ่งอารอฟะห์ ในตอวาฟ และเดินซะแอ ระหว่างศอฟา และมัรวะห์ อีกทั้งยังขอจากลูกๆ ของท่าน และบรรดาอิมามของพวกเขา เหมือนที่เราเคยได้ยินบ่อยครั้ง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการตั้งภาคีที่ใหญ่หลวงและเป็นการตกมุรตัด ออกจากศาสนาอิสลาม สมควรที่ต้องโทษประหารเพราะเหตุดังกล่าว
(1)หนังสือรวมฟัตวาของ องค์กรเพื่อการออกฟัตวา เล่ม 2 หน้า 264
------------------------------------------------------------------------------
เช่นเดียวกับที่พวกเขามีความเชื่อเลยเถิดต่อท่านอาลี และให้คุณลักษณะที่ไม่ควรให้นอกจากกับองค์อัลลอฮฺเท่านั้น ดังที่เราเห็นในวันอารอฟะห์ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเป็นพวกที่ตกศาสนา เพราะได้ถือว่าอาลี เป็นผู้อภิบาลและผู้สร้าง ที่มีสิทธิในจักรวาล รู้ความลับทั้งหมด มีสิทธิในสิ่งดีและสิ่งชั่วร้าย
อีกทั้งพวกเขายังกล่าวหาในความบริสุทธิ์ของอัลกุรอาน กล่าวหาว่าศอหาบะฮฺได้ปั้นแต่งแก้ไขมัน และยังลบหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวกับอะฮฺลิลบัยต์และศัตรูของพวกเขาทิ้ง พวกเขาจึงไม่ติดตามศอหาบะฮฺ และไม่ถือว่าเป็นหลักฐานในการยึดมั่น
พวกเขายังกล่าวหาบรรดาศอหาบะฮฺชั้นผู้ใหญ่ เช่น คอลีฟะห์ทั้งสาม และผู้ที่ได้รับการประกันสวรรค์ทั้งสิบคนที่เหลือ รวมทั้งอุมมะฮาตุลมุมินีน(บรรดาภริยาของท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิวะสัลลัม) ศอหาบะฮฺผู้มีชื่อ เช่น อะนัส, ญาบิร,อบู ฮุรอยเราะห์ โดยที่พวกเขาไม่รับการรายงานจากคนเหล่านี้ เพราะพวกเขาถือว่าทั้งหมดเป็นกาฟิร พวกเขาไม่รับหะดีษที่รายงานโดย บุคอรีย์และมุสลิมซึ่งเป็นหะดีษศอฮีฮฺ นอกเสียจากรายงานที่มาจากอะห์ลิลบัยต์ พวกเขายึดกับหะดีษที่ถูกปั้นแต่งขึ้น หรือไม่มีหลักฐานในคำพูดของพวกเขา แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็โกหกและกล่าวด้วยคำพูดในสิ่งที่ขัดกับความในใจ พวกเขาซ่อนสิ่งที่พวกเขาไม่เปิดเผย พวกเขาใช้กฏว่า ใครไม่เสแสร้งก็ไม่มีศาสนาสำหรับเขา ดังนั้นอย่าได้ยอมรับการอ้างว่าเป็นพี่น้อง หรือความรักใคร่จากพวกเขา เพราะการสับปลับเป็นความเชื่อของพวกเขา ขออัลลอฮฺทรงปกป้องจากชั่วร้ายของพวกเขา ขออัลลอฮฺทรงประทานศอลาวาตและสลามแก่ท่านรสูล บรรดาครอบครัว และศอหาบะฮฺของท่าน(1)
(1) เป็นคำตอบที่ท่านตอบเมื่อครั้งที่ถูกถามเรื่องรอฟิเฏาะฮฺในปี1414 ฮศ. สิ่งที่อยากทำความเข้าใจก็คือ มิใช่ท่านเชคผู้เดียวที่เห็นว่ารอฟิเฎาะฮฺเป็นกาฟิร บรรดาผู้นำศาสนาทั้งรุ่นก่อนและหลัง ต่างมีความเห็นเดียวกันทุกคน ด้วยเหตุที่ว่าหลักฐานและความถูกต้องอันชัดแจ้งได้มาถึงแก่พวกรอฟิเฎาะฮฺแล้ว และพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้คนที่ไม่รู้ความจริงนั้น

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ชาวชีอะฮ์ทั้งหญิงและชายได้สูบบุหรี่และกัญชา เป็นธรรมดาของสังคมชาวอีหร่าน



( والباقي على التحليل حتى أن التقي المجلسي طاب ثراه كان يشربه في صيام التطوع ويترك استعماله في الصوم الواجب حذراً من كلام العوام ) .
(للسيد نعمة الله الجزائري ، منشورات مؤسسة الأعظمي ــ بيروت ــ لبنان ــ ص 55 الأنوار النعمانية )


“อีมามชีอะฮ”อัตตากีย์ อัลมัจลีซี่ย์ ได้สูบบุหรี่ในการถือศิลอดสุนัต และท่านละทิ้งจะไม่สูบในศิลอดที่เป็นวายิบ เพราะกลัวการพูดวิจารณ์ของผู้คน”
>>>อัลอันวาร อันนุมานียะฮ์ หน้า55

///////////////////////////////////////////////
‪#‎ปล‬.(ถ้าไม่มีการพูดติติง ก็แสดงว่าสูบใด้ )
‪#‎เมื่อผู้นำทำได้ขนาดนี้‬ ถามว่าแล้วผู้ตามจะเหลืออะไร?











จากตำราชีอะห์ อิมามมะฮฺดีจะทำลายมัสญิดทั้งหมด แม้กระทั่งมัสญิดอัล-หะรอม !


อัล-มุฟัฎฎ็อล บิน อุมัรฺ ได้มีคำถามหลายอย่างต่อท่านอิมามญะฟัรฺ อัศ-ศอดิก, และหนึ่งจากคำถามเหล่านั้นก็คือ ..........
[ يَا سَيِّدِيْ! فَمَايَصْنَعُ بِالْبَيْتِ؟ .. قَالَ : يَنْقُضُـهُ، فَلاَ يَدَعُ مِنْهُ إلاَّالْقَوَاعِدَ الَّتِيْ هِيَ أوَّلُ بَيْتٍ وُضِعَ لِلنَّاسِ بِبَكَّةَ فِيْ عَهْدِ أدَمَ عَلَيْهِ السَّلاَمُ، وَالَّذِيْ رَفَـعَهُ إبْرَاهِيْمُ وَإسْمَاعِيْلُ عَلَيْهِمَاالسَّلاَمُ مِنْهَا ]..
“โอ้ นายท่าน ! เขา (มะฮฺดี) จะทำอะไรต่อบัยตุ้ลลอฮฺบ้าง?” ... ท่านอิมามญะฟัรฺก็ตอบว่า “เขาจะรื้อถอนมัน,.... และจะไม่ปล่อยส่วนใดของมันให้เหลือไว้นอกจากรากฐานซึ่งเป็นอาคารหลังแรกที่ถูกสร้างแก่มนุษย์ที่บักกะฮฺ (มักกะฮฺ) ในยุคของท่านนบีย์อาดัม (อ).. และสิ่งซึ่งท่านนบีย์อิบรอฮีมและท่านนบีย์อิสมาอีล (อ) ได้ยกขึ้นมาภายหลัง” ........ (จากหนังสือ “อัรฺ-ร็อจญอะฮฺ” ของท่านอะห์มัด บิน ซัยนุดดีน อัล-เอี๊ยะห์ซาอีย์, หน้า 184)
และหะดีษอีกบทหนึ่งซึ่งท่านอบู บะศีรฺ ได้อ้างรายงานมาจากท่านอิมามญะอฺฟัรฺ อัศ-ศอดิก มีข้อความว่า ............
[ إنَّ الْقَائِمَ إذَاقَامَ رَدَّالْبَيْتَ الْحَرَامَ إلَى أسَـاسِهِ، وَمَسْجِدَالرَّسُوْلِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إلَى أسَـاسِهِ، وَمَسْجِدَالْكُوْفَـةِ إلَى أسَـاسِهِ]...
“แท้จริง ท่านอัล-กออิมนั้น เมื่อท่านลุกขึ้นมาปฏิวัติ ท่านก็จะทำให้มัสญิดอัล-หะรอม, มัสญิดของท่านรอซู้ล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม และมัสญิดแห่งเมืองกูฟะฮฺ กลับคืนสู่รากฐานเดิมของมันทั้งหมด” ........ (จากหนังสือเล่มเดิม, หน้า 162).....
และหะดีษอีกบทหนึ่งซึ่งอ้างการรายงานมาจากท่านอิมามญะอฺฟัรฺอัศ-ศอดิกเช่นเดียวกัน มีข้อความว่า ...
[ إذَاقَامَ الْقَائِمُ سَارَاِلَى الْكُوْفَـةِ فَيَهْدِمُ بِـهَاأرْبَعَةَ مَسَـاجِدَ، وَلَمْ يَبْقَ مَسْجِـدٌ عَلَى وَجْـهِ اْلأرْضِ لَـهُ شَرَفٌ إلاَّ هَدَمَهُ، وَجَعَلَهَا جَـمَّاءَ ]....
“เมื่อท่านอัล-กออิม ลุกขึ้นมาปฏิวัติ ท่านจะเดินทางไปเมืองกูฟะฮฺ แล้วจะทำลายมัสญิด 4 แห่งที่นั่น, .. จะไม่มีมัสญิดใดในหน้าแผ่นดินนี้ตั้งตระหง่านอยู่อีกนอกจากท่านจะทำลายมัน, และท่านจะทำให้โลกนี้ประหนึ่งกะโหลกศีรษะ (คือ ราบเรียบเป็นหน้ากลอง) ..... (จากหนังสือ “อัล-อิรฺชาด” ของท่านอัล-มุฟีด, หน้า 365)...
ทั้งหมดนี้ คือ บางส่วนจากข้อมูลการรายงานของฝ่ายชีอะฮฺ เกี่ยวกับภารกิจของอิมามมะฮฺดีของพวกเขาหลังจากการปรากฏตัวขึ้นมาในยุคสุดท้ายของโลก .....


วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

คำตอบอีมาม มาลิก ถึง"ชีอะฮ รอฟีเฏาะฮ"



"سئل مالك عن أشر الطوائف، فقال: الروافض. "
>>> نفح الطيب من غصن الأندلس الرطيب للمقري ج 5 ص 307


อีมาม มาลิก (ร.ฮ )ได้ถูกถามเกี่ยวกับกลุ่มชนที่ชั่วร้ายที่สุด 
อีมาม มาลิก ตอบว่า: พวกเขาคือ "ชีอะฮ รอฟีเฏาะฮ"
>>>หนังสือ: นัฟฮุตีบ มิน ฆุซนี อัลอันดาลุซ อัรรอตีบ
ผู้แต่ง: อัลมุกรีย์ เล่ม5 หน้า307





วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558

โคมัยนีย์ คือใคร?



ดร.มูซา อัลมูซาวีย์ ซึ่งเป็นชาวชีอะฮฺ ได้กล่าวในหนังของเขา "อัษเสาเราะฮฺ อัลบาอิสะฮฺ" หัวข้อ "โคมัยนีย์คือใคร"
ก่อนอื่นเราต้องรู้จักตัวตนโคมัยนีย์ก่อน และนี้คือคำตอบสำหรับคำถามที่ถูกถามขึ้น

1. โคมัยนีย์ สรรเสริญและยกย่องตัวเองเนื่องด้วยการตอบรับที่ ฟัครุ อัลหิญาซีย์ได้กล่าวเป็นประจำว่า "โคมัยนีย์ ยิ่งใหญ่กว่า นบีมูซา และนบีอิบรอฮีม

2. โคมัยนีย์ ถือว่าตัวเองยิ่งใหญ่กว่านบีมุหัมมัด ศ็อลล็อลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม เขาเลยนำชื่อของเขาให้กล่าวขณะอาซานด้วย

3. โคมัยนีย์ มองตัวเองว่าอัลลอฮฺได้ส่งเขามายังโลกนี้เพื่อเป็นผู้ดูแลมนุษย์ชาติและให้การตักเตือนแก่มวลมนุษย์ และโคมัยนีย์ระบุตัวเองในรัฐธรรมนูญของอิหร่านด้วยคุณลักษณะดังกล่าว และเช่นเดียวกันเขาคุกคามผลประโยชน์ต่างๆแก่ตัวเอง

4. โคมัยนีย์ ใช้สื่อต่างๆเพื่อนำเสนอตั้งแต่เช้าถึงเย็นว่าตัวเองเป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ และอ้างว่าตัวเองมีเกียรติยศและมุญิซะฮฺ(สิ่งนอกเหนือสติปัญญาและความสามารถของมนุษย์)

 เหตุใดหรือสื่อเหล่านี้ลืมหรือเจตนาที่จะลืมประวัติความเป็นมาของโคมัยนีย์ก่อนอพยพมาอาศัยอยู่ในอิหร่าน ซึ่งเป็นที่รู้กันในสังคมว่าปู่และครอบครัวของโคมัยนีย์เดิมทีอพยพมาจากอิเดีย เมื่อหนึ่งร้อยกว่าปีก่อนครอบครัวโคมัยนีย์อาศัย ณ.หมู่บ้านที่ชื่อว่าโคมัยน์ มุสตอฟาบิดาของโคมัยนีย์ได้กำเนิดที่นั้นและถูกฆ่าจนเสียชีวิต ณ.หมู่บ้านแห่งนั้นเมื่อครั้นยังเป็นหนุ่ม ทุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้นล้วนเป็นสิ่งที่รู้กันในอิหร่าน แต่ไม่มีผู้ใดกล่าวถึงตระกูลและครอบครัวโคมัยนีย์ที่อิเดียเลยว่าอาศัยอยู่ที่ ณ.ที่ใดในอิเดีย แม้กระทั้งโคมัยนีย์เองก็ไม่เคยเอ่ยถึง ตามที่กระผมได้กล่าวมาข้างต้นว่าปู่ของโคมัยนีย์ได้อพยพมาอาศัยในอิหร่านเมื่อหนึ่งร้อยปีกว่าเองหรือสามชนหรือรุ่นของอายุคน เป็นไปไม่ได้ที่โคมัยนีย์จะไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกับญาติพี่น้องที่ยังอาศัยอยู่ในอิเดิยลืมพวกเขาไปแล้ว การปิดบังหรือเก็บความลับนี้ของโคมัยนีย์หรือเจตนาทำเป็นลืมหรือแสดงขาดความสัมพันธ์กับญาติที่อาศัยอยู่ในอินเดีย นี้ไม่ได้กลายเป็นพิรุตและข้อสังเกตต่อผู้นำที่ปกครองประเทศอิหร่านดอกหรือ??



วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2558

เยเมน กับการยึดคลองของกลุ่มกบฏฮูซีย์



จากโรงเรียนสมาพันธ์เยาวชนสู่การปฏิบัติการ"พายุแกร่ง"

10) กบฎฮูซีย์ ดั้งเดิมมาจากจังหวัดเศาะดะฮฺ ซึ่งอยู่ทางภาคเหนือของเยเมน ติดทางภาคใต้ของซาอุดีอารเบีย ห่างจากเมืองเมืองหลวงซานาประมาณ 240 กม.

9) กลุ่มกบฏฮูซีย์เริ่มก่อตั้งโดยผู้รู้ชีอะฮฺสังกัดมัซฮับซัยดีย์ นามว่านายบัดรุดดีนบินอะมีรุดดีนอัลฮูซีย์ บุรุษผู้นี้ใกล้ชิดกับชีอะฮฺอิมาม 12 แห่งอิหร่าน

8) ที่เมืองเศาะดะฮฺในปี 1986 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียน "สมาพันธ์เยาวชน"เพื่อเผยแพร่แนวคิดมัซฮับชีอะฮฺซัยดีย์ โดยมีนายบัดรุดดีน อัลฮูซีย์เป็นหนึ่งในคณะผู้สอน ต่อมาเมื่อมีการรวมตัวเยเมนเป็นหนึ่งเดียว สมาพันธ์เยาวชนนี้ได้เปลี่ยนบทบาทเป็นพรรคการเมืองชื่อ "พรรคสัจธรรม" และส่งผู้แทนลงสนามเลือกตั้งในปี 1993 และ 1997

7) หลังจากนั้น เกิดความขัดแย้งภายในพรรคจนทำให้นายบัดรุดดีนต้องเดินทางลี้ภัยที่เตหะราน
6) นายฮุเซ็น บัดรุดดีน ลูกชายนายบัดรุดดีนเริ่มมีบทบาททางการเมือง จนกระทั่งสามารถตั้งพรรคการเมืองใหม่ชื่อพรรคอันศอรุลลอฮฺ มีสำนักงานใหญ่ที่เศาะดะฮฺ พรรคนี้ได้สั่นคลองเสถียรภาพของรัฐบาลกลางนับแต่นั้นมา

5) ในช่วงนี้ได้มีการเจรจาต่อรองให้ส่งตัวนายบัดรุดดีนจากเตหะรานให้กลับมาเผยแพร่ศาสนาอีกครั้ง

4) ระหว่าง ปี 2004-2009 เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกลุ่มกบฏฮูซีย์ภายใต้การนำของพรรคอันศอรุลลอฮฺกับรัฐบาลกลางภายใต้การนำของอับดุลลอฮฺ ศอลิห์ หลังปฏิวัติเยเมนปี2011 อับดุร็อบบิฮ มันศูร ฮาดีได้ก้าวเป็นผู้นำแทน ท่ามกลางไฟสงครามกลางเมืองที่กำลังร้อนระอุ

3) ฮุเซ็น บัดรุดดีนถูกฆ่าตายในสงคราม ทำให้นายบัดรุดดีนผู้เป็นพ่อกลับมีอำนาจอีกครั้ง และต่อมาน้องชายนายบัดรุดดีนชื่ออับดุลมาลิก อัลฮูซีย์ได้เป็นผู้นำแทน ท่ามกลางไฟแห่งความขัดแย้งที่ลุกลามทั่วประทศ

2)21 กันยายน 2014 กลุ่มกบฏฮูซีย์สามารถยึดครองเมืองซานา และเมืองอื่นๆพร้อมปลดอับดุร็อบบิฮ มันศูร ฮาดีให้ลงจากจากเก้าอี้ประธานาธิบดี โดยที่หลายฝ่ายเขื่อว่าการที่กลุ่มกบฏอัลฮูซีย์สามารถยึดเมืองหลวงซานาได้อย่างง่ายดายในครั้งนี้ ถือเป็นผลงานของทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดของหลายฝ่ายในรัฐบาลเยเมนที่ได้แสดงบทบาทเป็นหนอนบ่อนไส้ซึ่งได้มอบเมืองหลวงซานาให้แก่กบฏฮูซีย์ท่ามกลางซากศพของชาวมุสลิมซุนหนี่เยเมน

1) 26 มีนาคม 2015 กองกำลังพันธมิตรอาหรับที่นำโดยซาอุดิอาระเบียประกอบด้วยอิยิปต์ จอร์แเดน ซูดาน ปากีสถาน โมร็อกโก คูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์และบาห์เรนได้ปฏิบัติการโจมตีฐานที่มั่นทางทหารของกลุ่มกบฏอัลฮูซีย์ภายใต้แผนปฏิบัติการ "พายุแกร่ง" เพื่อยึดคืนเยเมนจากการครอบครองของชีอะฮฺฮูซีย์ที่มีอิหร่านคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง
สงครามตัวแทนเกิดขึ้นแล้ว เชิญติดตามตอนต่อไป


https://www.youtube.com/watch…




วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทำอย่างไรจึงจะรอดพ้นจากแนวทางชีอะฮฺอันสุดแสนอันตราย‬



ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่เที่ยงแท้ ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้อิสลามแปดเปื้อนไปได้ นั่นหมายความว่าถ้ามีสิ่งใดที่เข้ามาทำให้อิสลามแปดเปื้อนแล้ว ก็ต้องมีการพิสูจน์ทันทีว่าสิ่งนั้นอันนี้จริงหรือเท็จ และการพิสูจน์นั้นย่อมต้องกลับไปกีตาบุลลอฮและซุนนะฮฺ
จากอิบนุ อุมัร เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุมา กล่าวว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า
“แท้จริงอิสลามวางอยู่บนรากฐานห้าประการ หนึ่ง..การกล่าวปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรแก่การกราบไว้นอกจากอัลลอฮฺ
สอง..การดำรงการละหมาด สาม..การจ่ายซะกาต สี่..การถือศีลอดเดือนเราะมะฎอน ห้า..การประกอบพิธีฮัจญ์ ณ บัยตุลลอฮฺ”
(บันทึกโดยอัลบุคอรียฺ หมายเลขหะดีษ 8 และมุสลิม หมายเลขหะดีษ 16 สำนวนหะดีษเป็นของท่าน)
ดังนั้นใครที่ไม่มีองค์ประกอบของหลักศรัทธาและหลักปฏิบัติแบบนี้ ก็คงจะไม่ต้องสงสัยใด ๆ ว่าเขาผู้นั้นเป็นมุสลิมหรือไม่ เราจะคบค้าสมาคมกับใคร เราจะบอกได้ว่าใครคือพี่น้องร่วมศรัทธาหรือไม่ แน่นอนเราก็ต้องดูที่หลักศรัทธา หากหลักศรัทธาต่างกันจะเป็นพี่น้องร่วมศรัทธาได้อย่างไร ?
เพราะอัลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ว่า
“แท้จริง บรรดาผู้ศรัทธานั้น เป็นพี่น้องกัน”
(อัลฮุญุร็อต 4 /10)
อายะฮฺนี้ได้บอกไว้ชัดเจนว่ามุสลิมนั้นเป็นพี่น้องกัน ดังนั้นเมื่อเราจะต้องเป็นพี่น้องกับผู้ศรัทธาเท่านั้น แล้วเราจะเป็นพี่น้องร่วมศรัทธากับชีอะฮฺได้ไหม ? ซึ่งคำตอบมีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้นคือ ไม่มีทางทีเราจะเป็นพี่น้องร่วมศรัทธากับกลุ่มชีอะฮฺไปได้ ชีอะฮฺจะเป็นพี่น้องกับมุสลิมผู้ศรัทธาได้อย่างไรในเมื่อเขาก่นด่าสาปแช่งมารดาของเรา ทั้งที่มารดาของเราคือผู้ที่เผยแผ่ความรุ้เกี่ยวกับศาสนาที่มานบี ได้สอนไว้ ?
เราจะเข้าใกล้ชิดอยู่กับกลุ่มที่ปฏิเสธอัลกุรอานได้อย่างไร ? เราจะใกล้ชิดกลุ่มคนที่กระทำในนบีห้ามได้อย่าง ? สิ่งที่บอกว่ากลุ่มนี้ปฏิเสธอัลกุรอาน คือ การที่ชีอะฮฺได้กล่าวมาแล้วว่า อัลกุรอานฉบับปัจุบันนั้นไม่สมบูรณ์ นี่คือสิ่งที่ชีอะฮฺท้ทายอำนาจของพระเจ้า อีกทั้งการก่นด่าสาปแช่งบรรดาสหายของท่านนบี ที่ชีอะฮฺชอบกระทำ
นบีมุฮัมมัด ได้ห้ามไว้อย่างชัดเจนว่า
อาดัม บินอบีอิยาสเล่าให้เราฟัง ชุอ์บะฮ์เล่าให้เราฟัง จากอัลอะอ์มัชเล่าว่า ฉันได้ยินซักวานเล่ามาจากท่านอะบีสะอีด อัลคุดรี เขากล่าวว่า:
ท่านนบีมุฮัมมัด กล่าวว่า : พวกเจ้าจงอย่าด่าทอซอฮาบะฮ์ของฉัน เพราะหากพวกท่านบริจาคทองประหนึ่งดังภูเขาอุฮุด ก็จะไม่เท่ากับพวกเขาบริจาคหนึ่งมุดหรือเพียงครึ่งมุด
นบี ได้สั่งห้ามการก่นด่าซอฮาบะฮฺของท่านนบีแต่ชีอะฮฺกลับปฏิเสธคำสั่งนบี อย่างชัดเจนเช่นกัน โดยพวกเขาไม่เว้นแม้แต่ท่านอบูบักร ท่านหญิงอาอีชะฮฺ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความสำคัญอย่างสูงต่อศาสนาอิสลาม อีกคำถามที่มักเกิดขึ้นกับใครหลายคนก็คือ การอ้างว่า เราจะไปกล่าวหาชีอะฮฺว่าเป็นกาเฟรได้อย่างไร ในเมื่อเขากาลีมะฮฺเดียวกับซุนนี แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่
“ลาอีละฮฺฮาอิลลัลลอฮ มูฮัมมัดดัรรอซูลลุลลอฮ อาลียุนวะลียุลลอฮคอไมนีฮุจญาตัลลอฮฺ "
(จากหนังสือวะฮฺดะฮฺอิสลามี หน้า 4)
นี่คือการกล่าวกาลีมะฮฺแบบนี้ที่ชนชาวชีอะฮฺกล่าว แล้วเราจะบอกว่าเขาคือพี่น้องร่วมศรัทธาของมุสลิมได้อย่างไร ! ตราบใดที่เขายังมีกาลีมะฮฺชาฮาดะฮฺต่างกับเรา เขาจะเป็นพี่น้องเราได้อย่างไร ? พอที่จะมองออกแล้วไหม...ว่าทำไมเราจะต้องห่างไกลกับชีอะฮฺ เนื่องจากชีอะฮฺนั้นเป็นกาเฟร เป็นแนวทางที่ทำลายอัลกุรอาน และอัลฮาดิษที่บริสุทธิ์
แต่เราจะหลีกห่างกลุ่มนี้ได้อย่างไร ?
จากคำถามนี้ หากเราได้เรียนรู้ธาตุแท้ของชีอะฮฺแล้ว เราจะเห็นได้ว่า ชีอะฮฺทำตนแข็งกร้าวต่ออำนาจพระเจ้า ซึ่งเราจะเห็นความใกล้เคียงของชีอะฮฺกับยิว
ดังนั้นเราสามารถวางตัวได้ว่า ชีอะฮฺ คือ ยิวกลุ่มหนึ่ง เขาเชื่อในพระเจ้าก็จริง แต่อย่าลืมว่า คริสต์ ยูดาย ต่างก็เชื่อพระเจ้า และสองกลุ่มนี้ได้กลายเป็นผู้ปฏิเสธไปเสียแล้ว ดังนั้นสิ่งที่เราพึงกระทำก็คือ อย่าไปคลุกคลีกับกลุ่มนี้ เนื่องจากพวกเขามีลักษณะของ มูนาฟิก แล้วยังมีแนวคิดยิวมาปะปนด้วย อีกทั้งเมื่อกลุ่มนี้เป็นกาเฟร เราก็คงจะต้องกล่าวว่า ศาสนาของท่านก็คือศาสนาของท่าน ศาสนาของเราก็ศาสนาของเรา


ที่มาบทความ
http://www.islammore.com/main/content.php…

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

ใครกันที่หักหลังท่านฮุเซ็น หากไม่ใช่ผู้ที่กล่าวว่าเราคือชีอะฮฺฮุเซ็น


ขณะที่ท่านฮุเซ็นและครอบครัวเดินทางจากมักกะฮฺไปยังกูฟะฮฺ เพื่อไปตามสัญญาที่พวกกูฟะฮฺเรียกร้องให้ท่านขึ้นดำรงตำหน่งเคาะลีฟะฮฺ เมื่อมาถึงซะร็อฟ และจะเดินทางต่อไป ก็ได้มีฮูรฺ บินยะซีด ตะมีมี(ตอนหลังกลับใจเข้าสู้รบเข้าฝ่ายท่านฮุเซ็น)ซึ่งถูกแต่งตั้งจากอุบัยดุลลอฮฺ บินซิยาด เจ้าเมืองกูฟะฮฺและบัรเราะฮฺ เพื่อเฝ้าเส้นทางทุกสาย และลาดตระเวนสะกัดกั้นการมาของท่านฮุเซ็น เข้ามาสกัดท่านด้วยทหาร 1,000 คน ท่านฮุเซ็นจึงออกไปพุดกับฮูร.ว่า
"ฉันมาที่นี่ตามที่พวกท่านเรียก ถ้าหากพวกท่านยังยึดมั่นสัญญา ฉันก็จะเข้าเมือง มิเช่นนั้นแล้ว ฉันก็จะไปตามทางที่ฉันได้มา"
ฮุรฺกล่าวกับท่านฮุเซ็นว่า
อุบัยดุลลอฮฺ บินซิยาต ได้สั่งฉันอยู่กับท่านและกักตัวท่านไว้"
ท่านฮุเซ็นกล่าวว่า
"เป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะทนต่อความอัฟยศโดยการไปหาเขาในสภาพที่ถูกกักกันตัว"

และท่านฮุเซน ยังได้ตะโกนพูดกับเหล่าทหารจากกุฟะฮฺ ซึ่งขณะนั้นท่านได้ถูกทหารกุฟะฮฺปิดล้อมท่านไว้ ณ กัรฺบะลาว่า
"ชาวกูฟะฮฺทั้งหลาย ฉันรู้ดีว่าคำพูดนี้จะไม่เกิดผลอะไรในตอนนี้ และอะไรก็ตามที่พวกท่านต้องทำ พวกท่านก็ไม่ยอมเลิกทำ แต่ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องยุติโดยคำขอร้องต่อทุกคนเพื่อเห็นแก่อัลลอฮฺ และท่านจะต้องเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูดด้วย"

"พวกท่านทั้งหลาย ขอให้พวกท่านที่รู้จักฉัน และไม่รู้จักกันรู้ไว้ด้วยว่า ฉันเป็นหลานชายของท่านนบีและเป็นลูกชายของอะลี บินอบูฏอลิบ แม่ของฉันคือฟาฏิมะฮฺ ลูกสาวของท่านนบี และญะฟัรฺ บินอบูฏอลิบเป็นลุงของฉัน นอกจากความภาคภูมิใจในสายตระกูลแล้ว ฉันยังมีความภาคภูมิใจในชื่อเสียงของฉันอีก ท่านนบีได้เรียกฉันว่าเป็นหัวหน้าของเยาวชนแห่งสวรรค์ ถ้าหากพวกท่านไม่เชื่อฉัน พวกท่านไปถามบรรดาสาวกของท่านนบีที่ยังมีชีวิตดูก็ได้ ฉันไม่เคยทำลายสัญญา ฉันไม่เคยพลาดการละหมาด ฉันไม่เคยฆ่ามุสลิมและไม่เคยทำร้ายผู้ใด ถ้าลาของท่านนบีอีซามีชีวิตอยู่ ทั่วคริสตจักรก็คงต้องสาละวนอยู่กับการให้อาหารและดูแลมันจนกระทั่งถึงวันพิพากษา พวกท่านเป็นมุสลิมและผู้ปฏิบัติตามประเภทไหน ที่ต้องการฆ่าหลานนบีของพวกท่าน? พวกท่านไม่เกรงกลัวอัลลอฮฺและไม่อายแทนท่านนบีบ้างเลยหรือ? ในเมื่อฉันไม่เคยฆ่าใครในชีวิต ฉันก็ไม่สมควรที่จะได้รับการฆ่าเป็นการตอบโต้ บอกฉันหน่อยสิว่าพวกท่านถือว่าการหลั่งเลือดของฉันเป็นที่อนุมัติได้อย่างไร? เมื่อเลิกยุ่งกับการแสวงหาทางโลกและความขัดแย้งแล้ว ฉันก็ได้อยู่ในมะดีนะฮฺแทบเท้าของท่านนบี แต่พวกท่านไม่ยอมให้ฉันอยู่แม่แต่ที่นั่น ดังนั้น ฉันจึงไปเข้าเฝ้าสักการะอัลลอฮฺอยู่ในบ้านของอัลลอฮฺในมักกะฮ์ พวกท่านชาวกูฟะฮฺก็ไม่ยอมให้ฉันได้พักผ่อนที่นั่นและยังส่งจดหมายมาถึงฉัน โดยกล่าวว่าฉันเป็นผู้ชอบธรรมที่จะได้เป็นผู้นำและพวกท่านต้องการจะให้สัตย์ปฏิญาณจงรักภักดีต่อฉันในฐานะเคาะลีฟะฮฺ เมื่อฉันตอบสนองคำเรียกร้องของพวกท่านละมาที่นี่ พวกท่านก็เป็นกบฏต่อฉัน ถ้าพวกท่าจะช่วยฉัน แม้แต่ในตอนนี้ ฉันก็ต้องการให้ท่านอย่าได้ฆ่าฉันและปล่อยฉันไว้ตามลำพังเพื่อที่ฉันจะได้ไปยังมักกะฮฺหรือมะดีนะฮฺ เพื่อที่จะได้ไปทำละหมาดอย่างมีสมาธิและอัลลอฮฺตัดสินในโลกนี้เองว่าใครเป็นฝ่ายถูกและใครเป็นฝ่ายผิด"

ทุนคนที่ได้ยินตำพูดของท่านฮุเซ็นต่างเงียบกริบและไม่มีคำตอบ หลังจากที่คอยอยู่สักพัก ท่านฮุเซ็น ก็กล่าวว่า
"ขอบคุณอัลลอฮฺ ฉันได้ร้องขอต่อท่านแล้ว และพวกท่านก็ไม่สามารถให้คำตอบใดๆแก่ฉันได้"

หลังจากนั้น ท่านฮุเซ็นก็เอ่ยชื่อคนบางคน เช่น ชับต์ บินเราะบียะฮฺ, ฮัจญาจ บินอัลฮะซัน, ก้อยสฺ บินอัลอะชัส, ฮุรฺ บินยะซีด ตะมีมีและคนอื่นๆ แล้วตะโกนถามว่า
"พวกท่านมิได้เขียนจดหมายมาถึงฉันและรบเร้าเรียกฉันมาที่นี่กระนั้นหรือ แต่ตอนนี้ เมื่อฉันมาแล้ว พวกท่านก็กลับคิดที่จะฆ่าฉัน"

เมื่อคนเหล่านั้นได้ยิน พวกเขาได้บอกว่าพวกเขาไม่ได้เขียนจดหมายไปถึงท่านและก็ไม่ได้เรียกท่านมาที่นี่ด้วย ท่านฮุเซ็นจึงได้เอาจดหมายของพวกเขาออกมาอ่านที่ละฉบับ โดยบอกพวกเขาว่าจดหมายเหล่านี้เป็นของพวกเขา ดังนั้นคนพวกนี้จึงตอบว่า พวกเขาจะเขียนจดหมายดังกล่าวหรือไม่ก็ตาม ตอนนี้พวกเขาเบื่อท่านเต็มทนแล้ว เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านฮุเซ็นก็ลงจากอูฐพร้อมทำสงคราม...

และท่านอับดุลลอฮฺ บินซุเบรฺ ได้กล่าวปราศรัยกับผู้คนที่มาชุมนมกันที่มักกะฮฺภายหลังที่ท่านฮุเซ็นเสียชีวิตจากการสังหารของเหล่าทหารกูฟะฮฺ ว่า
พวกท่านทั้งหลาย ไม่มีใครที่จะเลวไปกว่าชาวอิรักและหมู่อิรักด้วยกัน ชาวกูฟะฮฺนั้นเลวที่สุด พวกเขาเขียนจดหมายครั้งแล้วครั้งเล่ามาเรียกท่านฮุเซ้นให้ไปหาพวกเขาและให้สัตย์ปฏิญาณว่าจะสนับสนุนเขาให้เป็นเคาะลีฟะฮฺ แต่เมื่ออุบัยดุลลอฮฺ บินซิยาด มาถึงกูฟะฮ(เดินทางมาจากบัศเราะฮฺ) พวกเขาก็ไปห้อมล้อมรอบเขาและฆ่าท่านฮุเซ็นผู้ยำเกรงพระเจ้า ผู้ถือศิลอด อ่านอัลกุรอานและสมควรได้รับตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺในทุกด้าน"

(The Hustory of Islam)

โอ้ชาวชีอะฮฺทั้งหลาย ไหนเล่าที่ว่าพวกท่านเป็นชีอะฮฺ(พรรคพวก)ของท่านฮุเซ็น แล้วเหตุใดเล่าที่บรรพบุรุษของพวกท่านถึงหักหลังท่านอิมามฮุเซ็นเช่นนี้

แล้วการที่พวกท่าน(หล่าชีอะฮฺ)ได้อุตริทำการทรมานตน ด้วยการส่งเสียงร้องครวญคราง ชกหน้า ทุบตี และฉีกเสื้อผ้าของตนเองเป็นการไหว้อาลัยท่านฮุเซ็น เพื่ออะไร?

หรือเพื่อสำนึกผิด เกิดความเสียใจ ที่บรรพบุรุษของพวกตนได้เป็นกบฏ หักหลังท่านฮุเซ็น หลานของท่านนบี (ศ็อลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)อย่างไม่มีเยื่อใย ใช่หรือไม่???











วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2558

ชี้แจงการบิดเบือนของ ลัทธิชีอะห์ ยกอายะฮ ที่ 24 ของ ซูเราะฮ์ อันนิซาอ์




ชี้แจงการบิดเบือนของ ลัทธิชีอะห์ ยกอายะฮ ที่ 24 ของ ซูเราะฮ์ อันนิซาอ์ เพียงครึ่งเดียว เพื่อหลอก มุตอะห์ สาวๆ รายชั่วโมง

คำกล่าวอ้างของลัทธิ ชีอะห์
“ อายะฮ์ที่ 24 ซูเราะฮ์ อันนิซาอ์ “ หมายถึง การแต่งงานแบบมุตอะฮ์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า
فَمَا اسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ فَآَتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ فَرِيضَةً وَلَا جُنَاحَ عَلَيْكُمْ فِيمَا تَرَاضَيْتُمْ بِهِ مِنْ بَعْدِ الْفَرِيضَةِ إِنَّ اللَّهَ كَانَ عَلِيمًا حَكِيمًا
ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าได้ทำการนิกะห์มุตอะฮ์กับนางจากบรรดาหญิงเหล่านั้น ก็จงให้แก่พวกนาง ซึ่งสินตอบแทนแก่พวกนางตามที่มีกำหนดไว้
และไม่เป็นบาปใดๆแก่พวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าต่างพอใจต่อกันในสิ่งนั้น หลังจากที่มีการกำหนดนั้นขึ้น แท้จริงอัลลอฮ์ คือผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณยิ่ง
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

คำชี้แจง
1. ตัวอย่างอายะฮ ที่ 24 ซูเราะฮ อันนิสาอฺ เต็มๆ ที่มาที่ไปอัลลอฮ ตรัสเรื่องอะไร พร้อมคำอธิยายย่อๆ จากสมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ
وَالْمُحْصَنَاتُ مِنَ النِّسَاء إِلاَّ مَا مَلَكَتْ أَيْمَانُكُمْ كِتَابَ اللَّهِ عَلَيْكُمْ وَأُحِلَّ لَكُم مَّا وَرَاء ذَلِكُمْ أَن تَبْتَغُواْ بِأَمْوَالِكُم مُّحْصِنِينَ غَيْرَ مُسَافِحِينَ فَمَا اسْتَمْتَعْتُم بِهِ مِنْهُنَّ فَآتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ فَرِيضَةً وَلاَ جُنَاحَ عَلَيْكُمْ فِيمَا تَرَاضَيْتُم بِهِ مِن بَعْدِ الْفَرِيضَةِ إِنَّ اللَّهَ كَانَ عَلِيمًا حَكِيمًا
24. และบรรดาหญิงที่อยู่ในปกครองของสามี(*1*)นอกจากที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครอง(*2*) เป็นบัญญัติของอัลลอฮฺที่มีแก่พวกเจ้า และได้ถูกอนุมัติให้แก่พวกเจ้าที่นอกเหนือจากนั้น(*3*)ในการที่พวกเจ้าจะแสวงหามาด้วยทรัพย์ของพสกเจ้า(*4*) ในฐานะเป็นผู้แต่งงาน(*5*)มิใช่ในฐานะผู้ล่วงประเวณี ดังนั้นหญิงใดที่พวกเจ้าเสพสุขด้วยนางจากบรรดาหญิงเหล่านั้น(*6*) ก็จงให้แก่พวกนาง ซึ่งสินตอบแทนแก่พวกนาง(*7*) ตามที่มีกำหนดไว้และไม่เป็นบาปใด ๆแก่พวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าต่างยินยอมกันในสิ่งนั้น(*8*) หลังจากที่มีกำหนดนั้นขึ้นแท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ
----------------
(1) เป็นหญิงที่ถูกห้ามมิให้แต่งงานด้วยเช่นเดียวกัน
(2) หญิงที่มีสามี แต่ตกเป็นเชลยศึก แล้วถูกมอบให้เป็นกรรมสิทธิในฐานะหญิงทาส หญิงประเภทนี้อนุมัติให้ผู้เป็นนายสมสู่กับนางได้หลังจากที่นางพ้นอิดดะฮ์ โดยไม่ต้องทำพิธีสมรส แต่ถ้าเป็นชายอื่นต้องต่อสู่ขอจากผู้เป็นนาย และทำพิธีสมรสโดยจ่ายสินตอบแทนให้ ทั้งนี้หลังจากนางพ้นอิดดะฮ์ แล้วเช่นเดียวกัน
(3) หมายถึงหญิงที่นอกเหนือจากที่ได้ระบุห้ามไว้
(4) หมายถึงด้วยการจ่ายสินตอบแทน(มะฮัร)ให้แก่นาง
(5) แต่งงานกับนางโดยเจตนาที่จะครองเรือนกับนาง
(6) หญิงที่อนุมัติให้แต่งงานกับนางได้
(7) ให้มะฮัรแก่พวกนาง
(8) ยินยอมที่จะลดหรือเพิ่มมะฮัรให้หรือจะยกให้ก็ได้ หลังจากที่ได้กำหนดมะฮัรแล้ว
2. มาดู การอธิบายของบรรดานักตัฟสีรที่มีชื่อเสียง ในสำนวนของอายะฮที่ว่า
فَمَا اسْتَمْتَعْتُم بِهِ مِنْهُنَّ فَآتُوهُنَّ أُجُورَهُنَّ فَرِيضَةً
1. อิบนุกะษีร (ขออัลลอฮ เมตตาต่อท่าน) กล่าวว่า
وَالْعُمْدَة مَا ثَبَتَ فِي الصَّحِيحَيْنِ عَنْ أَمِير الْمُؤْمِنِينَ عَلِيّ بْن أَبِي طَالِب قَالَ : نَهَى رَسُول اللَّه صَلَّى عَنْ نِكَاح الْمُتْعَة وَعَنْ لُحُوم الْحُمُر الْأَهْلِيَّة يَوْم خَيْبَر وَلِهَذَا الْحَدِيث أَلْفَاظ مُقَرَّرَة هِيَ فِي كِتَاب الْأَحْكَام وَفِي صَحِيح مُسْلِم عَنْ الرَّبِيع بْن سَبْرَة بْن مَعْبَد الْجُهَنِيّ عَنْ أَبِيهِ أَنَّهُ غَزَا مَعَ رَسُول اللَّه صَلَّى يَوْم فَتْح مَكَّة فَقَالَ " يَا أَيّهَا النَّاس إِنِّي كُنْت أَذِنْت لَكُمْ فِي الِاسْتِمْتَاع مِنْ النِّسَاء وَإِنَّ اللَّه قَدْ حَرَّمَ ذَلِكَ إِلَى يَوْم الْقِيَامَة فَمَنْ كَانَ عِنْده مِنْهُنَّ شَيْء فَلْيُخْلِ سَبِيله وَلَا تَأْخُذُوا مِمَّا آتَيْتُمُوهُنَّ شَيْئًا
และสิ่งที่ถูกมุ่งหมายคือ สิ่งที่ปรากฏแน่นอนในเศาะเฮียะบุคอรีและมุสลิม รายงานจากผู้นำแห่งบรรดาศรัทธาชน อาลี บิน อบีฏอลิบ กล่าวว่า " รซูลุลลอฮ Solallah ได้ห้ามจากการนิกะห์มุตอะฮ และ (การบริโภค)เนื้อลาบ้าน ในวันทำสงครามคอ็ยบัร และสำหรับหะดิษนี้ มีหลายสำนวน ที่ถูกรับรอง ซึ่งมันอยู่ใน บทว่าด้วยเรื่องหุกุมต่างๆ และในเศาะเฮียะมุสลิม รายงานจากอัรรุบัยอฺ บิน สับเราะฮ บิน มุอฺบัด อัลญุฮันนีย์ จากบิดาของเขา ว่า เขาได้ออกไปทำสงครามพร้อมกับรซูลุลลอฮ Solallah ในการพิชิตมักกะฮ แล้วท่านได้กล่าวว่า "โอ้บรรดามนุษย์ทั้งหลาย แท้จริง ข้าพเจ้าได้เคยอนุญาตให้พวกท่านหาความสุขกับบรรดาผู้หญิงได้ (นิกะหมุตอะฮ) และแท้จริงอัลลอฮ ได้ทรงห้าม(นิกะหมุตอะฮ)ดังกล่าวตราบจนถึงวันกิยามะฮ ดังนั้น ผู้ใดมีสิ่งใดจากบรรดาพวกนาง ก็จงปล่อยหนทางของมัน และพวกท่านอย่าเอาสิ่งใดที่พวกท่านมอบให้กับพวกนาง - ดูตัฟสีรอิบนุกะษีร อรรถาธิบาย อายะฮที่ 24 ซูเราะฮอันนิสาอฺ
2. ท่านอิบนุญะรีร (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน) กล่าวว่า
قَالَ أَبُو جَعْفَر : وَأَوْلَى التَّأْوِيلَيْنِ فِي ذَلِكَ بِالصَّوَابِ تَأْوِيل مَنْ تَأَوَّلَهُ : فَمَا نَكَحْتُمُوهُ مِنْهُنَّ فَجَامَعْتُمُوهُ فَآتُوهُنَّ أُجُورهنَّ ; لِقِيَامِ الْحُجَّة بِتَحْرِيمِ اللَّه مُتْعَة النِّسَاء عَلَى غَيْر وَجْه النِّكَاح الصَّحِيح أَوْ الْمِلْك الصَّحِيح عَلَى لِسَان رَسُوله صَلَّى اللَّه عَلَيْهِ وَسَلَّمَ
อบูยะอฺฟัร กล่าวว่า “ บรรดาการอรรถาธิบายในเรื่องดังกล่าวที่ถูกต้องที่สุด คือ การอรรถาธิบาย ของผู้ที่อรรถาธิบายมันว่า “ ดังนั้น ผู้หญิงใดที่พวกเจ้าได้แต่งงานกับนางจากบรรดาหญิงเหล่านั้น แล้วพวกเจ้าได้ร่วมหลับนอนกับนาง ดังนั้นจงมอบสินสอดให้แก่พวกนาง” เพราะมีหลักฐานได้ยืนยันถึงการที่อัลลอฮทรงห้ามมุตอะฮ(หาความสุขชั่วคราว)กับบรรดาผู้หญิง โดยไม่ผ่านวิธีการแต่งงานที่ถูกต้อง หรือ การครอบครองที่ถูกต้อง(กรณีเป็นทาสหญิง) บนคำพูดของรอซูลของพระองค์ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม – ดูตัฟสีร อิบนุญะรีร อัฏฏอ็บรีย์ อรรถาธิบาย อายะฮที่ 24 ซูเราะฮอันนิสาอฺ
……………..
แสดงให้เห็นว่า “คำว่า “فَمَا اِسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ”( ดังนั้น หญิงใดที่พวกเจ้าเสพสุขกับนาง จากบรรดาหญิงเหล่านั้น) หมายถึง การแต่งงานที่ถูกต้อง เป็นการแต่งงานเพื่ออยู่กันตลอดไป ไม่ใช่ เพื่อสนองตัญหาชั่วคราวตามความเข้าใจ ของชีอะฮ
ท่านอิบนุญะรีร ได้คัดค้านรายงานนี้ว่า
وَأَمَّا مَا رُوِيَ عَنْ أُبَيّ بْن كَعْب وَابْن عَبَّاس مِنْ قِرَاءَتهمَا : " فَمَا اِسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ إِلَى أَجَل مُسَمًّى " فَقِرَاءَة بِخِلَافِ مَا جَاءَتْ بِهِ مَصَاحِف الْمُسْلِمِينَ , وَغَيْر جَائِز لِأَحَدٍ أَنْ يُلْحِق فِي كِتَاب اللَّه تَعَالَى شَيْئًا لَمْ يَأْتِ بِهِ الْخَبَر الْقَاطِع الْعُذْر عَمَّنْ لَا يَجُوز خِلَافه
และสำหรับสิ่งที่ถูกรายงานมาจากอบี อุบัย บิน กะอับ และอิบนุอับบาส เกี่ยวกับการอ่านของคนทั้งสองว่า
“فَمَا اِسْتَمْتَعْتُمْ بِهِ مِنْهُنَّ إِلَى أَجَل مُسَمًّى
(ดังนั้น หญิงใดที่พวกเจ้าเสพสุขกับนาง จากบรรดาหญิงเหล่านั้น จนถึงเวลาที่ถูกกำหนดไว้)
เป็นการอ่านที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ บรรดาคัมภีร์ของมุสลิม ได้นำมาด้วยมัน และไม่อนุญาตแก่คนหนึ่งคนใด นำสิ่งใดๆที่ไม่ปรากฏรายงานที่ตัดข้ออ้างจากผู้ที่ไม่อนุญาตให้เห็นต่างกับมัน(คือไม่ปรากฏรายงานที่เป็นหลักฐานที่เด็ดขาด) มาเพิ่มเติมในคัมภีร์ของอัลลอฮตาอาลา - ดูตัฟสีร อิบนุญะรีร อัฏฏอ็บรีย์ อรรถาธิบาย อายะฮที่ 24 ซูเราะฮอันนิสาอฺ
............
หมายถึง รายงานสำนวนข้างต้น ไม่ปรากฏในบรรดาคัมภีร์ของอัลลอฮเล่มใดที่บรรดามุสลิมมีอยู่ และ ไม่อนุญาตให้นำสิ่งใดที่ไม่ใช่หลักฐานที่เด็ดขาดที่สามารถมาหักล้างข้ออ้างของผู้ที่เห็นต่างได้ มาเพิ่มเติมในคัมภีร์ของอัลลอฮ ตะอาลา และขอเรียนว่า รายงานที่อ้างอิบนุอับบาส ว่า ท่านได้อรรถาธิบายว่า “ เป็นการหาความสำราญกับหญิงโดยมีกำหนดเวลานั้น เป็นรายงานที่ผิดเพี้ยน(ชาซ) ไปจากรายงานอื่นๆ ซึ่งเอามาเป็นหลักฐานไม่ได้
3. อิหม่ามชิฮาบุดดีน อัลอะลูซีย์ (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า
فإذا استمتعتم وهو يدل على أن المراد بالاستمتاع هو الوطء والدخول لا الاستمتاع بمعنى المتعة التي يقول بها الشيعة والقراءة التي ينقلونها عمن تقدم من الصحابة شاذة
คำว่า “ดังนั้นเมื่อพวกเจ้าเสพสุข” โดยที่ มันแสดงบอกว่า ความหมายของคำว่า “เสพสุข” คือ การร่วมเพศ ไม่ใช่เสพสุข ด้วยความหมายว่า “มุตอะฮ(การเสพสุขชั่วคราว) ตามที่ชีอะฮ กล่าว และ การอ่านที่พวกเขาได้รายงานมัน จากผู้ที่อยู่ในยุคก่อนจากเหล่าเศาะหาบะฮนั้น(หมายถึงรายงานอิบนุอับาสที่ถูกนำมาอ้างเรื่องนิกะห์มุตอะฮ) เป็นรายงานที่เพี้ยน(หมายถึง แปลกแยกไปจากรายงานอื่นๆ) – ดู ตัฟสีร อะลูซีย์ เล่ม 5 หน้า 7
4. อิหม่ามอัลกุรฏุบีย์(ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน) กล่าวว่า
قَالَ اِبْن الْعَرَبِيّ : وَقَدْ كَانَ اِبْن عَبَّاس يَقُول بِجَوَازِهَا , ثُمَّ ثَبَتَ رُجُوعه عَنْهَا , فَانْعَقَدَ الْإِجْمَاع عَلَى تَحْرِيمهَا ; فَإِذَا فَعَلَهَا أَحَد رُجِمَ فِي مَشْهُور الْمَذْهَب
อิบนุอะเราะบีย์ กล่าวว่า “ ปรากฏว่า อิบนุอับบาส กล่าวถึงการอนุญาตของมัน(ของนิกะหมุตอะฮ) ต่อมา ได้มีการยืนยันถึงการกลับคำของเขา(อิบนุอับบาส)จากมัน ดังนั้น จึงกลายเป็นมติของนักวิชาการ(อัลอิจญมาอฺ) ถึงการห้ามมัน ดังนั้น เมื่อคนใดได้กระทำมัน(กระทำมุตอะฮ) เขาจะถูกลงโทษด้วยการขว้างด้วยก้อนหิน ตามทัศนะของมัซฮับที่แพร่หลาย - ดูตัฟสีร อัลกุรฏุบีย์ อรรถาธิบาย อายะฮที่ 24 ซูเราะฮอันนิสาอฺ
5. อิหม่ามอัลบัฆวีย์(ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน) กล่าวว่า
اتفق العلماء على تحريم نكاح المتعة، وهو كالإجماع بين المسلمين، وروي عن ابن عباس شيء من الرخصة للمضطر إليه بطول الغربة، ثم رجع عنه حيث بلغه النهي
บรรดานักวิชาการเห็นฟ้องกัน ว่า การนิกะหฺมุตอะฮเป็นสิ่งต้องห้าม และมันเป็นมติเอกฉันท์ระหว่างมุสลิมทั้งหลาย และมีสิ่งหนึ่งได้ถูกรายงานจากอิบนุอับบาส ว่า ได้การผ่อนปรนแก่ผู้ที่อยู่ในภาวะจำเป็นอันเนื่องมาจากอยู่ต่างถิ่นเป็นเวลานาน ต่อมาเขา(อิบนุอับบาส)ได้กลับคำ หลังจากที่ข่าวการห้าม(การมุตอะฮ)ได้มาถึงเขา – ชัรหุสสุนนะฮ เล่ม ๙ หน้า
การโดยสรุป อายะฮ ที่ 24 ใน ซูเราะฮ อันนิสา มิได้มีความเกี่ยวข้องกับ มุตอะห์ ของลัทธิ ชีอะห์ แต่อย่างใด ขอให้ลัทธิ ชีอะห์ เลิกใช้พฤติกรรม อ้างกุรอาน เพื่อทำพฤติกรรม โฉดชั่ว หากินบนเรือนร่างสตรี เสีย
โอ้อัลลอฮ ซ.บ.ขอพระองค์ทรงให้ มุสลิมที่แท้จริง ห่างไกลจาก ความเลวทราม ของลัทธิ ชีอะห์ ด้วยเถิด อามีนนนน