อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การญิฮาด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การญิฮาด แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ความเป็นจริงของอิสลามที่ยอมรับสัจธรรมที่ว่าด้วยการป้องกันตัวเอง




อิสลามไม่สนับสนุนสงครามและไม่อนุญาตให้เข้าร่วมสงครามเว้นแต่ในสภาพบีบบังคับดังที่อัลกุรอานกล่าวไว้  ความว่า : “  การสู้รบนั้นได้ถูกกำหนดแก่พวกเจ้าแล้วทั้งๆ ที่มันเป็นที่รังเกียจแก่พวกเจ้า” (อัล-บะเกาะเราะฮฺ :216)

 มุสลิมจะทำการสงครามก็ต่อเมื่อในสถานการณ์บีบบังคับเท่านั้น หรืออีกนัยหนึ่ง เมื่อชาวมุสลิมอยู่ในภาวะฉุกเฉินที่จำเป็นต้องป้องกันตัวเอง ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติของประชาคมโลกโดยทั่วไป และบนพื้นฐานของแนวปฏิบัติเช่นนี้ อัลกุรอานได้หยิบยกไว้เป็นกรณีศึกษาใน 2 โองการ



โองการแรกปรากฏในซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺ  ที่ได้เล่าเรื่องราวของฏอลูตที่ประกาศสงครามกับญาลูตจอมอหังการ แม้ว่าฝ่ายฏอลูตจะมีกองกำลังที่น้อยกว่าและไม่สามารถที่จะเปรียบเทียบกับแสนยานุภาพของญาลูตที่มีกองกำลังที่ใหญ่โตหลายเท่า แต่ท้ายสุดแล้วชัยชนะก็เป็นของฏอลูต

          ด้วยสัญชาตญานของการป้องกันตัวเองนี้ อัลลอฮฺสามารถปกป้องรักษาสิ่งมีชีวิตต่างๆที่อยู่บนโลกนี้ให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามต่างๆ  หาไม่แล้วบรรดาผู้อยุติธรรมและจอมเผด็จการ ก็สามารถปฏิบัติการได้ตามอำเภอใจ โลกนี้จึงเปรียบเสมือนป่าใหญ่ที่สัตว์ที่แข็งแรงและมีกำลังที่เหนือกว่า สามารถรุกรานและเข่นฆ่าสัตว์ที่อ่อนแอกว่าอย่างแน่นอน

                เรื่องราวของฏอลูต  เป็นเรื่องราวของการลุกขึ้นต่อสู้ปกป้องตัวเองจากการรุกรานของจอมเผด็จการญาลูตผู้ที่มีอำนาจล้นฟ้า  ดังปรากฎในอัลกุรอาน   ความว่า :

 “และไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงความตั้งใจอันเด็ดเดี่ยวของเราได้ที่พวกเราจะไม่ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ  ทั้งๆ  ที่พวกเราและบรรดาลูกหลานพวกเราถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้าน”     (อัล-บะเกาะเราะฮฺ :246 )

อัลลอฮฺได้ส่งนบีดาวูดเพื่อเข้าสมทบกับกองกำลังของฏอลูต  และท้ายสุดแล้วนบีดาวูดสามารถฆ่าญาลูตจอมอหังการได้  ประชาคมโลกก็ปลอดภัยจากการรุกรานของจอมเผด็จการ

                ส่วนโองการที่สองที่ได้ยืนยันในหลักการการป้องกันตัวเองเป็นเรื่องราวที่อัลกุรอานพยายามชี้ให้มนุษย์เห็นว่า  อัลลอฮฺทรงอนุญาตให้บรรดามุสลิมประกาศสงคราม เนื่องจากพวกเขาถูกกดขี่หรือถูกจำกัดเสรีภาพในการปฏิบัติศาสนกิจ  เป็นเหตุให้พวกเขาต้องระเหเร่ร่อนอพยพพร้อมๆ กับท่านนบีฯ มุหัมมัด  (ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่าน)  ออกจากแหล่งกำเนิดนครมักกะฮฺสู่นครมะดีนะฮฺ อัลลอฮฺจึงอนุญาตให้พวกเขาทำสงครามโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันตัวเอง ศักดิ์ศรี และเกียรติของอิสลามหรือแม้กระทั่งศาสนาอื่นๆ   ดังกุรอานกล่าวไว้  ความว่า :

“ สำหรับบรรดาผู้ที่ถูกรุกรานนั้นได้รับอนุญาตให้ต่อสู้ได้ เพราะพวกเขาถูกกดขี่ และแท้จริงอัลลอฮฺทรงสามารถที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างแน่นอน ”

                “บรรดาผู้ที่ถูกขับไล่ออกจากบ้านเรือนของพวกเขาโดยปราศจากความยุติธรรม นอกจากพวกเขากล่าวว่า อัลลอฮฺคือพระเจ้าของเราเท่านั้นและหากว่าอัลลอฮฺทรงขัดขวางมิให้มนุษย์ต่อสู้ซึ่งกันและกันแล้ว  บรรดาหอสวดและโบสถ์  (ของพวกคริสต์)  และสถานที่สวด  (ของพวกยิว) และมัสยิดทั้งหลายที่พระนามของอัลลอฮฺถูกกล่าวรำลึกอย่างมากมาย  ต้องถูกทำลายอย่างแน่นอนและแน่นอนอัลลอฮฺจะทรงช่วยเหลือผู้ที่สนับสนุนศาสนาของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงพลัง ผู้ทรงเดชานุภาพอย่างแท้จริง” ( อัล-ฮัจญ์ : 39-40)

                อิสลามจึงเป็นศาสนาที่อยู่บนหลักการแห่งความเป็นจริงและไม่ฝืนกับสัญชาติญาณอันดั้งเดิมของมนุษย์   ดังนั้นอิสลามจึงยอมรับศาสนบัญญัติที่ว่าด้วยการสู้รบหรือสงคราม หากอยู่ในสถานการณ์บีบบังคับ หรืออีกนัยหนึ่งเพื่อปกป้องพิทักษ์ศาสนา  สัจธรรม  ศักดิ์ศรี และอิสรภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปกป้องเสรีภาพในการนับถือศาสนาและปฏิบัติตามความเชื่อ  อิสลามจึงอนุญาตให้มีการลุกขึ้นต่อสู้อำนาจที่อธรรม หรือจอมเผด็จการที่กดขี่ข่มเหงผู้ศรัทธา การยอมรับของอิสลามในหลักการการป้องกันตัวในลักษณะเช่นนี้ไม่เพียงแต่ปกป้องมัสยิดจาดการถูกรุกรานเท่านั้น   แต่บรรดาหอสวด โบสถ์ของชาวคริสต์หรือสถานที่สวดของชาวยิวก็จะได้รับการปกป้องอีกด้วย ทุกคนจึงสามารถปฏิบัติศาสนกิจหรือคงไว้ซึ่งสัญลักษณ์ทางศาสนาตามความเชื่อของเขาได้อย่างอิสระเสรี

                ชาวตะวันตกมักใส่ร้ายอิสลามว่าเป็นศาสนาแห่งสงคราม  นบีฯของอิสลามเป็นผู้กระหายสงคราม ซึ่งจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพระเยซูคริสต์ที่เรียกร้องสันติภาพ  ดังปรากฏในคำสอนของท่านว่า  “ หากแก้มขวาของท่านถูกตบ ท่านจงยื่นแก้มซ้าย  (เพื่อให้ถูกตบเป็นคำรบสอง )”

                พวกเขาอาจลืมหรือแกล้งลืมว่า จริงๆ แล้วคำสอนที่ปรากฏในพระคัมภีร์เก่า(โตราห์)ที่พวกเขายกย่องว่า เป็นคัมภีร์ที่บริสุทธิ์  มีเนื้อหาที่บ่งชี้ว่าชาวคริสเตียนเป็นกลุ่มชนที่เป็นต้นเหตุแห่งสงครามมากที่สุดในประวัติศาสตร์แห่งความขัดแย้งของมนุษยชาติ ไม่ว่าสงครามในกลุ่มที่นับถือศาสนาเดียวกัน  หรือสงครามกับชนศาสนิกอื่น  ดังกรณีสงครามศาสนาที่ปะทุขึ้นระหว่างผู้ที่นับถือนิกายคาทอลิกและโปรแตสแตนท์ หรือสงครามที่เกิดขึ้นด้วยสาเหตุความขัดแย้งด้านเผ่าพันธุ์  เชื้อชาติหรือผลประโยชน์  ประวัติศาสตร์ของพวกเขา จึงเต็มไปด้วยคาวเลือดและสงคราม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศตะวันตกด้วยกันเอง ดังที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่ชาวคริสเตียนได้เข่นฆ่าพี่น้องที่นับถือศาสนาด้วยกันเองเป็นจำนวน สิบๆ  ล้านคนทีเดียว

                นักเขียนชาวตะวันตกคนหนึ่งถึงกับกล่าวว่า  ฉันไม่เคยศรัทธาคำสอนของพระเยซู เว้นแต่คำสอนของท่านที่ว่า ฉันเกิดมามิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อยืนหยัดและดำรงไว้ซึ่งสันติภาพบนพื้นแผ่นดิน แต่ฉันเกิดมาเพื่อมอบดาบ  (สงคราม)  ต่างหาก

                คำสอนของพระเยซูคริสต์ที่ให้ยื่นแก้มซ้ายหลังจากที่คนๆ หนึ่งถูกตบแก้มขวานั้น เป็นคำสอนที่มุ่งเน้นเรื่อง  “คุณธรรม”  ที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติในสถานการณ์หรือสังคมอันจำกัดเท่านั้น ที่สมาชิกทุกคนในสังคม  ยึดมั่นในระบบคุณธรรมที่สูงส่ง  แต่คำสอนลักษณะเช่นนี้ไม่เหมาะสมที่จะเป็นบทบัญญัติทั่วไปที่ครอบคลุมสังคมมนุษย์ในทุกยุคทุกสมัยและทุกสถานที่ แต่บทบัญญัติที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติในทุกยุคและทุกสถานการณ์แล้วคือ  คำสอนที่กำชับให้มนุษย์ยืนบนหลักการ “ความยุติธรรม” “คุณธรรม”และสิ่งเหล่านี้ คือคำสอนที่อิสลามเรียกร้องอยู่ตลอดเวลา ดังที่ปรากฎในอัลกุรอาน  ความว่า : และส่งเสริมให้มนุษย์ยึดมั่นในหลักการ

“ และการตอบแทนความชั่ว คือความชั่วเยี่ยงมัน และผู้ใดให้อภัย และไกล่เกลี่ยคืนดีกัน รางวัลตอบแทนของเขาอยู่ที่อัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺไม่ชอบบรรดาผู้อธรรม ”  (อัซ-ซูรอ :40)

                “ และถ้าผู้ใดแก้แค้นตอบแทนหลังจากได้รับความอธรรม  ชนเหล่านั้นจะไม่มีทางตำหนิแก่พวกเขา ส่วนที่เกิดโทษนั้นได้แก่บรรดาผู้ที่อธรรมต่อมนุษย์และก่อความเสียหายให้เกิดขึ้นในแผ่นดินโดยปราศจากความเป็นธรรม   ชนเหล่านั้นพวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด  ” (อัซ-ซูรอ:41-42)

นับตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติยุคแรกที่เกิดมาในสภาพที่เป็นครอบครัวเดียวกัน   คือ อาดัมและบรรดาลูกๆ ของท่าน  มนุษย์ในยุคนั้นก็ยังมีทั้งคนชั่วและคนดี  ลูกของอาดัมที่ชื่อ กอบีลและฮาบีลตามปรากฏในตำนานของอิสรออีลิยาต  อัลกุรอานได้เล่าเรื่องของลูกอาดัมทั้งสองคนว่า  กอบีลผู้เป็นพี่ชายได้ฆ่าฮาบีลผู้เป็นน้องชายโดยที่ฮาบีลไม่ได้กระทำความผิดอันใดเลย  และไม่มีสังคมใดที่อาจเป็นแรงจูงใจที่ทำให้กอบีลยอมฆ่าน้องชายตัวเอง  เพียงแต่อารมณ์ชั่ววูบ  และจิตใจที่คล้อยตามที่เป็นต้นเหตุแห่งการเกิดฆาตกรรมครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของมนุษย์  อัลกุรอานได้เล่าเรื่องดังกล่าว    ความว่า :  “ และเจ้าจงอ่านให้พวกเขาฟังซึ่งข่าวคราวเกี่ยวกับบุตรชายสองคนของอาดัมตามความเป็นจริง  ขณะที่ทั้งสองได้กระทำการพลีซึ่งสิ่งพลีอยู่นั้น  แล้วสิ่งพลีนั้นก็ถูกรับจากคนหนึ่งในสองคน  และมันมิได้ถูกรับจากอีกคนหนึ่ง  เขา (กอบีล) จึงได้กล่าวว่า  แน่นอนข้าจะฆ่าเจ้า (ฮาบีล) ให้ได้  เขา(ฮาบีล) กล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงรับจากหมู่ผู้ที่มีความยำเกรงเท่านั้น ”

                “ หากท่านยื่นมือของท่านมายังฉัน  เพื่อจะฆ่าฉันก็ยังจะไม่ยื่นมือของฉันไปยังท่านเพื่อจะฆ่าท่าน  แท้จริงฉันกลัวอัลลอฮฺผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก ”

                “ แท้จริงฉันต้องการที่จะทำให้ท่านนำบาปของฉันและบาปของท่านกลับไปและท่านก็จะกลายเป็นคนหนึ่งในหมู่ชาวนรก  และนั่นแหละ  คือการตอบแทนของบรรดาผู้อธรรม ”

“ แล้วจิตใจของเขาก็คล้อยตามในการที่จะฆ่าน้องชายของเขา  ดังนั้นจึงกลายเป็นคนหนึ่งในหมู่ผู้ขาดทุน ” (อัล-มาอิดะฮฺ : 27-30)

มนุษย์ควรปฏิบัติตนอย่างไรหากพลพรรคของกอบีลมีจำนวนเพิ่มขึ้น  หรือพวกเขามีกองกำลังและอำนาจที่เหนือกว่า  เป็นไปได้หรือไม่ที่พวกเขาจะถูกปล่อยให้เหิมเกริมและสร้างความปั่นป่วนบนโลกนี้ได้ตามอำเภอใจ  โดยไม่มีการตอบโต้หรือยับยั้ง  หรือจะมีคนกล่าวแก่พวกเขาว่า  พวกท่านจงหยุดก่อกรรมทำเข็ญด้วยเถิด  โดยไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้อันสาสม  เช่นเดียวกันกับพฤติกรรมของพวกเขาเลยหรือ ?

เป็นไปได้หรือไม่ที่มนุษย์ทั้งมวลจะมีจุดยืนเดียวกันกับฮาบีลที่ยอมศิโรราบและก้มหัวให้      กอบีลกระทำตามอารมณ์ชั่วโดยปราศจากการตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น

ผู้ใดก็ตามที่ศึกษาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสังคมมนุษย์แล้ว จะพบว่า มนุษย์โดยส่วนมากแล้ว  มีสัญชาตญาณชอบทำชั่วและชอบเอาเปรียบผู้อื่น  พรรคพวกของกอบีลย่อมมีจำนวนที่มากกว่าผู้สนับสนุนฮาบีล  จนมีการเปรียบเทียบว่า  มนุษย์เปรียบเสมือนสุนัขจิ้งจอกที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและฉ้อโกง

มีบางคนกล่าวว่า  มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่กระหายสงคราม  นายเมนาเฮ็ม  เบกิน  อดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอล  ได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาที่มีชื่อว่า “ การปฏิวัติ ”  ที่เขาแต่งขึ้นก่อนการสถาปนาประเทศอิสราเอลว่า   “ ฉันทำสงคราม  ดังนั้นฉันจึงมีอยู่ ”

เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะแกล้งทำเป็นทองไม่รู้ร้อนในข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งที่เป็นสิ่งที่ยอมรับของสังคมมนุษย์โดยทั่วไปที่ชอบแก้ปัญหาด้วยการชอบใช้กำลังมากกว่าการใช้สติ  พวกเขาจึงสมควรที่จะได้รับการตอบโต้ด้วยกำลังเช่นเดียวกัน

อัลกุรอานได้บอกให้มนุษย์ทราบว่า  อัลลอฮฺได้ประทานคัมภีร์และความยุติธรรมพร้อมๆ กันกับการประทานศาสนทูตแห่งพระองค์  นอกจากนี้แล้วพระองค์ยังประทานเหล็กเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งอีกด้วย  หรืออีกนัยหนึ่งพระองค์ต้องการประกาศให้มนุษย์ทราบว่าตราบใดที่มนุษย์ไม่สามารถรับทางนำด้วยคำยืนยันจากคัมภีร์และความยุติธรรมแล้ว  มนุษย์จึงจำเป็นต้องได้รับคำสั่งสอนด้วยกฎเหล็ก ดังปรากฏในอัลกุรอาน  ความว่า :

“ แน่แท้เราได้ส่งบรรดารสูลของเราพร้อมด้วยหลักฐานทั้งหลายอันชัดแจ้ง  และเราได้ประทานคัมภีร์และความยุติธรรม ลงมาพร้อมกับพวกเขา  เพื่อมนุษย์จะได้ดำรงอยู่บนความเที่ยงธรรม  และเราได้ให้มีเหล็กขึ้นมาเพราะในนั้นมีความแข็งแกร่งมากและยังประโยชน์มากมายสำหรับมนุษย์  และเพื่ออัลลอฮฺจะได้ทรงรู้ถึงผู้ช่วยเหลือพระองค์  และบรรดารสูลของพระองค์ (มีความเชื่อ) แท้จริงนั้นอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงพลัง  ผู้ทรงอำนาจ”  ( อัล-ฮะดีด : 25 )

ในความเป็นจริง  ชีวิตไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากปราศจากกองกำลังที่คอยทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์สัจธรรม  ตอบโต้ความเท็จ  เชิดชูความยุติธรรมและประกาศสงครามกับความอยุติธรรม  เพื่อจะได้ยับยั้งกอบีลไม่ให้เข่นฆ่าฮาบีล  และสิ่งเหล่านี้คือ ข้อเท็จจริงอันพึงปรารถนาที่นำเสนอโดยระบบจริยธรรมในอิสลาม  บทบัญญัติแห่งอิสลาม  และคำสอนแห่งอัลกุรอาน  ดังปรากฏในอัลกุรอาน    ความว่า :

 “ และหากพวกเจ้าจะลงโทษ  (ฝ่ายปรปักษ์) ก็จงลงโทษเยี่ยงที่พวกเจ้าได้รับโทษ และหากพวกเจ้าอดทน  แน่นอนมันเป็นการดียิ่งสำหรับผู้ที่อดทน  ”  ( อัน-นะหฺลุ : 1)



والله أعلم بالصواب



วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555

ลักษณะของการตายชะฮีด



มีรายงานจากท่านอุบาดะฮฺ อิบนิซ ซอมิต ว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้กล่าวว่า "ใครคือผู้ตายชะฮีดในความคิดของพวกท่าน บรรดาซอฮาบะฮ์ตอบว่า "ผู้ที่ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตาลา" ท่านรสูล กล่าว่า "ถ้าเช่นนั้นผู้ที่ตายชะฮีดในประชาชาติของฉันก็คงน้อยนัก (หาใช่เช่นนั้น) หากแต่ผู้ที่ถูกฆ่าในสนาบรบเพื่อหนทางของอัลลอฮ์คือชะฮีด ผู้ที่ตายด้วยโรคระบาด (กาฬโรค) เป็นชาฮีด ผู้ที่ตายด้วยโรคท้องร่วงเป็นชาฮีด และสตรีที่ชีวิตขระคลอดบุตรก็เป็นชาฮีดเช่นกัน"
(บันทึกหะดิษโดยอิหม่ามอะหมัด อิบนุมาญะฮฺ และอิบนุฮิบบาน)

ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า " الشهداء خمس المطعون والمبطون والغرق وصاحب الهدم و الشهيد في سبيل الله " ความว่า "บรรดาผู้ตายชะฮีดมีประเภท (1) ตายเนื่องจากโรคระบาด (2) ตายเนื่องจากโรคในท้อง (เช่นโรคท้องร่วง,แท้งลูกตาย), (3) จมน้ำตาย (4) ถูกสิ่งหนึ่งล้มทับตาย (เช่น บ้านล้มทับตาย,ตึกถล่ม เป็นต้น), (5) ผู้ที่ตายในหนทางของอัลลอฮฺ" (บันทึกโดยติรฺมิซีย์ หะดีษที่ 983)

ชะฮีด (شَهِيْدٌ) เป็นคำนามเอกพจน์ มีรูปพหูพจน์ว่า ชุฮะดาอฺ (شُهَدَاءُ) นักวิชาการมีความเห็นต่างกันถึงสาเหตุในการเรียกผู้เสียชีวิตในกรณีเฉพาะว่า “ชะฮีด” อัลอัซฮะรีย์กล่าวว่า : ที่เรียกอย่างนี้เป็นเพราะพระองค์อัลลอฮฺ (ซ.บ.) และร่อซู้ล (ศ้อลลอฮฺฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้ยืนยันแก่ผู้นั้นด้วยสวนสวรรค์

^^^^^ลักษณะของการตายชะฮีดนั้นมีมากมาย กล่าวคือหากเขาตายในสนามรบ เขาก็อยู่ในลักษณะของผู้ที่ตายชะฮีด ไม่ต้องทำการอาบน้ำ ไม่ต้องทำการละหมาด ให้ฝังพร้อมกับเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่อยู่ได้เลย โดยนำเอาอาวุธ เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้เพื่อการสงครามออกเสียก่อน
ส่วนผู้ตายชาฮีดที่ไม่ได้ตายในสนามรบ เช่นบาดเจ็บจากสนามรบ และมาเสียชีวิตที่โรงพยาบาล หรือถูกกดขี่ขมเหงจนกระทั้งเสียชีวิต หรือสาเหตุการตายอื่นๆที่ไม่ได้เกี่ยวพันกับสนามรบ จมน้ำตาย อุบัติเหตุรถชน เครื่องบินตก ตึกถล่ม ตายเนื่องจากโรคระบาด ตายเนื่องจากโรคในท้อง หรือสตรีที่ตายขณะคลอดบุตร
บุคคลที่เสียชีวิตเหล่านี้จะต้องทำการอาบน้ำมัยยิต กะฝั่น และการทำละหมาดให้
ดังที่มีการอาบน้ำ กะฝั่น ให้แก่ท่านอุมัร ท่านอุสมาน ท่านอาลี ท่านซะอด์ บิน มุอ๊าซ รอฎียัลลอฮุอันฮุม
والله أعلم بالصواب والسلام

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การญีฮาดที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม



ทัศนะเรื่องการต่อสู้ในหนทางของศาสนา (ญีฮาด) ในอิสลาม 
            แนวคิดเรื่อง ญีฮาด และชะฮีด เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับเอกสารดังกล่าว จึงมีความจำเป็นต้องอธิบายแนวคิดที่ถูกต้อง 
            ญีฮาด ในอิสลาม หมายถึงการทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหลาย  เพื่อเทิดทูนคำสั่งของอัลลอฮ์ ให้อิสลามคงอยู่ในโลกอย่างมั่นคง ซึ่งจำต้องอาศัยปัจจัยต่าง ๆ หลายประการ ดังนั้นจึงได้มีการแบ่งการญีฮาด ออกเป็นหลายประเภทด้วยกัน ท่านอิมนุลกัยยิมแบ่งการญีฮาดออกเป็น 
                การญีฮาดกับอารมณ์ของตนเอง  ถือเป็นพื้นฐานของการญีฮาดอื่น ๆ ทั้งหมด แบ่งออกเป็นสี่ระดับคือ 
                    ๑. ญีฮาดเพื่อเรียนรู้ทางนำและสัจธรรม อันจะทำให้ชีวิตประสบความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า 
                    ๒. ญีฮาดเพื่อปฏิบัติในสิ่งที่ได้เรียนรู้แล้ว 
                    ๓. ญีฮาดเพื่อเผยแพร่สัจธรรมที่เรียนรู้ให้คนอื่นเข้าใจ 
                    ๔. ญีฮาดเพื่อให้อดทนอดกลั้นต่อความยากลำบากต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ 
                การญีฮาดกับซาตานร้าย  โดยการพยายามขจัดข้อเคลือบแคลงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอัลลอฮ์ออกไป จนเกิดความเชื่อมั่นศรัทธาอันแท้จริง อดกลั้นต่อแรงยั่วยุของซาตาน 
                การญีฮาดกับผู้ปฏิเสธ  โดยการนำเสนอเหตุผล หลักฐานและข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับอิสลามให้เป็นที่เข้าใจ หรือหมายถึงการทำสงครามต่อสู้กับการถูกข่มเหง ซึ่งถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ถูกบังคับ 
                การญีฮาดกับมุนาฟิก  ซึ่งต้องใช้เหตุผลโน้มน้าวใจเป็นส่วนใหญ่ 
                การญีฮาดกับมุสลิมผู้ประพฤติตนผิดหลักศาสนา  ซึ่งอาจต้องใช้กำลัง เหตผลหักล้างหรือการปฏิเสธด้วยใจ 
                ปัจจุบันคนส่วนใหญ่เข้าใจการญีฮาดว่าหมายถึงการทำสงครามเท่านั้น อันนำไปสู่ความรุนแรงในหลายส่วนของโลกรวมทั้งในประเทศไทยด้วย 
           ญีฮาดกับสงคราม  การญีฮาดไม่จำเป็นต้องเป็นการสู้รบเสมอไป และแม้เมื่อเกิดการสู้รบแล้ว ก็มิได้หมายความว่าเป็นการญีฮาดทุกกรณี เช่น การต่อสู้กับผู้บุกรุก เพื่อทำลายชีวิต หรือแย่งชิงทรัพย์สิน เป็นการต่อสู้ที่ชอบธรรม แต่มิใช่การญีฮาด 
                จุดประสงค์ของสงครามในอิสลาม  อิสลามไม่สนับสนุนการทำสงครามและไม่อนุญาตให้มีการประกาศสงคราม เว้นแต่ด้วยความจำเป็น และมีจุดประสงค์ที่เป็นหนทาง เพื่ออัลลอฮ์  ไม่มีผู้ใดสามารถประกาศสงครามเว้นแต่ผู้นำสูงสุดของมุสลิม ต้องผ่านกระบวนการเรียกร้องสู่สันติภาพ หรือการตอบรับอิสลามอย่างถูกต้องชอบธรรมก่อน  ต้องไม่กระทำการโจมตีบุคคลใด หรือฝ่ายใด นอกจากเขาต้องรับผิดชอบในผลแห่งการกระทำนั้น ทั้งในด้านศาสนบัญญัติ และกฎหมาย เพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ 
                    - ตอบโต้ความอยุติธรรมและการรุกราน ปกป้องและพิทักษ์ชีวิตครอบครัว ทรัพย์สิน ศาสนาและมาตุภูมิ 
                    - ปกป้องเสรีภาพในด้านการศรัทธา และปฏิบัติตามหลักศาสนาที่บรรดาผู้รุกรานพยายามใส่ร้าย หรือกีดขวางมิให้มีเสรีภาพด้านความคิด และการนับถือศาสนา 
                    - พิทักษ์การเผยแพร่อิสลามที่ค้ำชูความเมตตา ความสงบสันติแก่มนุษยชาติ ให้แพร่กระจายอย่างทั่วถึงแก่มวลมนุษย์ 
                    - ให้บทเรียนแก่ผู้ละเมิดสัญญาหรือศรัทธา หรือผู้ทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับคำสั่งของอัลลอฮ์ และปฏิเสธความยุติธรรม การประนีประนอม 
                    - ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ถูกกดขี่ไม่ว่าเขาจะอยู่ ณ แห่งหนใด ปลดปล่อย และปกป้องเขาจากการรุกรานของเหล่าผู้กดขี่ 
                   
 ดังนั้นจึงเห็นได้ถึงความแตกต่างระหว่างการก่อการร้ายซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม และนำไปสู่ความหายนะ และความพินาศ กับการญีฮาดที่ถูกต้องตามหลักศาสนา 


วัลลอฮูอลัม