อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อีดทั้งสอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อีดทั้งสอง แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

เวลาให้เริ่มการกล่าวตักบีรฺวันอีด


ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

การกล่าวตักบีรฺวันอีด(อีดิลฟิตรี, อีดิลอัฎฮา) ให้เริ่มกล่าวตั้งแต่วันไหนค่ะ คือดิฉันได้ยินเขาพูดว่า ห้ามตักบีรฺหากไม่ใช่วันอีด เพราะจะทำให้คนตายในกุโบร์เข้าใจว่าเป็นวันอีด ค่ะ

ตอบ

เรื่องการกล่าวตักบีรฺในวันอีดทั้งสองนั้น
 หลักฐานที่เชื่อถือจากท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุอะอลัยฮิวะซัลลัม และจากบรรดาเศาะหาบะฮ์ของท่านก็คือ พวกท่านจะกล่าวตักบีรฺในวันอีดทั้งสองตั้งแต่เริ่มออกจากบ้านจนถึงมุศ็อลลาหรือสถานที่ละหมาดอีด และเมื่อถึงมุศ็อลลาแล้ว บรรดาเศาะหาบะฮ์ก็ยังคงกล่าวตักบีรฺกันต่อไปจนเมื่ออิหม่ามมาถึง ..

 ส่วนการกล่าวตักบีรฺหลังละหมาด 5 เวลา เริ่มจากหลังละหมาดซุบฮ์วันอะรอฟะฮ์ จนถึงหลังละหมาดอัศรี่ของวันตัชรีกหรือวันที่ 13 เดือนซุลหิจญะฮ์ ไม่มีรายงานจากซุนนะฮ์ของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม
แต่เป็นรายงานที่เชื่อถือได้จากการกระทำของท่านอลีย์ บินอบีฏฮลิบ ร.ฎ. ครับ! ..

 ส่วนคำพูดของชาวบ้านบางคนที่ว่า ห้ามกล่าวตักบีรฺในวันอื่นจากวันอีดเพราะกลัวผู้ตายในหลุมจะเข้าใจผิดว่าเป็นวันอีดนั้น

 แสดงว่า เมื่อก่อนเขากลัวคนตายหลอกคนเป็น แต่ปัจจุบันกลายเป็นว่า คนตายกลัวถูกคนเป็นหลอกไปเสียแล้วหรือครับ ?? ...


วันอารอฟะห์เป็นวันที่ศาสนาสมบูรณ์



แท้จริงวันอารอฟะห์เป็นวันที่ศาสนาสมบูรณ์ และเป็นวันที่ความโปรดปรานนั้นครบถ้วน

วันอารอฟะห์เป็นวันที่ท่านนบีอดัม อะลัยฮิสลาม และท่านหญิงฮาวา ชายหญิงคนแรกของโลก ได้พบกันเป็นครั้งแรกบนพื้นแผ่นดินและพบกันในสถานที่แห่งนี้หลังจากที่อัลลอฮขับไล่ออกจากสวรรค์ อัลลอฮนำนบีอดัมลงมาไว้ ณ แผ่นดินอินเดีย ท่านหญิงฮาวาถูกไว้ ณ ญิดดะห์(เจดดาห์) ส่วนอิบลีส(หัวหน้าซาตาน) ถูกไว้ในอิรัค ในทุ่งอารอฟะฮ์

จะมีภูเขาชื่อ เราะห์มะฮ์ (ภูเขาแห่งความเมตตา) ซึ่งเป็นสถานที่นบีอดัมได้เจอกับ พระนางฮาวาด้วยเหตุนี้เอง สถานทีแห่งนี้จึงถูกเรียกว่า "อารอฟะฮ์" และวันที่ 9 เดือนซุลฮิจยะฮ์ถูกเรียกว่า "วันอารอฟะฮ์"

ช่วงเวลาที่อยู่ ณ ทุ่งอารอฟะฮ์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความประเสริฐอย่างยิ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการตอบรับดุอา(คำขอพร)จากพระผู้ทรงเมตตาอย่างล้นพ้นต่อปวงบ่าว และเป็นวันที่อัลลอฮทรงประทับตราความสมบูรณ์ของศาสนาอิสลามอันเป็นศาสนาแห่งความเมตตาแด่มนุษยชาติ วันอารอฟะฮ์จึงเป็นวันที่สำคัญวันหนึ่งของอิสลาม และเป็นวันที่มีคุณค่ามหาศาลสำหรับฮุจยาตในการประกอบพิธิฮัจย์และบรรดามุสลิม

การถือศีลอดในวันอารอฟะฮ์จะช่วยอภัยโทษบาปถึง 2 ปี นั้นก็คือปีที่ผ่านมาและปีที่กำลังจะมาถึงและเมื่อท่านนบีถูกถามถึงการถือศีลอดในวันอารอฟะฮ์ ท่านนบี(ซ.ล.) กล่าว ความว่า “ลบล้างบาปในปีที่ผ่านมาและในปีที่จะมาถึง” (รายงานโดยมุสลิม)
การถือศีลอดในวันอารอฟะฮ์นั้นเป็นซุนนะห์(แบบอย่าง)ที่สมควรอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ได้ประกอบพิธีฮัจย์ และการขอพรในวันอารอฟะฮ์ก็เป็นวันหนึ่งที่ดีที่สุด ท่านนบี(ซ.ล.)กล่าวว่า “ดุอาที่ดีที่สุดคือ ดุอาแห่งวันอารอฟะฮ์

และวันอารอฟะฮ์เป็นวันหนึ่งของ 10 วันที่ประเสริฐในการปฏิบัติความดีของเดือนซุลฮิจยะห์ ท่านนบี(ซ.ล.)กล่าวไว้ความว่า “ไม่มีการปฎิบัติใดจะมีความบริสุทธิ์ (ประเสริฐ) ณ อัลลอฮ และมีผลบุญยิ่งใหญ่มากกว่าการปฏิบัติในสิบวันแรกของเดือนซุลฮิจยะฮ์” มีคนถามขึ้นมาว่า “แม้กระทั่งการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ (ก็ไม่สามารถเทียบเท่า) กระนั้นหรือ ?” ท่านรอซู้ลตอบว่า “แม้กระทั่งการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ (ก็ยังไม่เป็นที่ชอบของอัลลอฮฺเท่ากับการปฎิบัติอามัลที่ดีในสิบวันแรกนี้) เว้นแต่ผู้ที่ออกญิฮาดด้วยตัวเขาเองและทรัพย์สินของเขาแล้วไม่กลับมาพร้อมกับทรัพย์สินดังกล่าว”

(รายงานโดยดารีมีย์ ชัยคอัลบานียบอกว่าฮะซัน)

ดังนั้น ถือเป็นโอกาสที่ดีที่พี่น้องมุสลิมทุกคนจะใช้ช่วงเวลาตรงนี้ขอดุอาและถือศีลอดโดยหวังความโปรดปราณจากพระผู้เป็นเจ้า

จากท่านอุมัร บิน ค็อต็อบ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ

“มีชายคนหนึ่งจากเผ่ายิวได้กล่าวต่อหน้าท่านอุมัร บิน อัล-ค๊อฏฏ็อบว่า โอ้ อะมีรของบรรดามุอมิน มีอายะฮ์ที่พวกท่านได้อ่าน หากว่าอายะฮ์นี้ได้ประทานมาให้แก่พวกเราบรรดาชาวยิว พวกเราจะถือว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของพวกเรา

อุมัรถามว่า อายะฮ์อะไรที่คุณหมายถึง ชาวยิวท่านนั้นกล่าวว่า อายะฮ์ที่มีความหมายว่า

“วันนี้ข้าได้ให้สมบูรณ์แก่พวกเจ้าแล้วซึ่งศาสนาของพวกเจ้า และข้าได้ให้ครบถ้วนแก่พวกเจ้าแล้วซึ่งความกรุณาเมตตาของข้าและข้าได้เลือกอิสลามให้เป็นศาสนาแก่พวกเจ้าแล้ว”

ท่านอุมัรได้ตอบว่า พวกเรารู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นและสถานที่ที่ประทานอายะฮ์นั้น คือประทานลงมาในขณะที่ท่านเราะซูล ยืนอยู่ ณ ที่ทุ่งอะเราะฟะฮ์ในวันศุกร์ ในศอเฮี๊ยะห์ทั้งสอง(บุคคอรี,และมุสลิม )

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

10 เหตุผลที่ท่านควรออกอีดตามวันอะเราะฟะฮฺ



1. เป็นการแสดงถึงความเป็นเอกภาพของประชาชาติในระดับสากลภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง ภายใต้ปรัชญา "ประชาชาติเดียวกัน"

2. ในโลกนี้ทุ่งอะเราะฟะฮฺมีเพียงหนึ่งเดียว คือที่มักกะฮฺ และการวุกูฟของบรรดาหุจจาจญ์ก็มีเพียงวันเดียว คือวันที่ออกประกาศโดยทางการมักกะฮฺ

3. ยุคสมัยความเจริญทางด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน ประชาคมโลกสามารถติดต่อสื่อสารและสัมผัสด้วยตาตนเองถึงบรรยากาศวันอะเราะฟะฮฺที่มีการถ่ายทอดสดไปยังทั่วทุกมุมโลก และทุกคนก็ยากที่จะปฏิเสธความจริงข้อนี้

4. ข่าวสารการเห็นจันทร์เสี้ยวในวันแรกของเดือนซุลหิจญะฮฺที่นครมักกะฮฺ สามารถรับทราบโดยประชาคมโลกอย่างทั่วถึงและง่ายดายที่สุด พร้อมยังมีเวลาเหลือเฟือสำหรับประเทศอื่นๆเพื่อเตรียมความพร้อมในการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชาติระดับสากล

5. วันอะเราะฟะฮฺ วันอีดอัฎฮาและบรรดาวันตัชรีกถือเป็นห้วงเวลาที่ประเสริฐยิ่ง ที่ประชาชาติมุสลิมควรถือโอกาสนี้แสดงพลังแห่งเอกภาพและภราดรภาพ ไม่ใช่เป็นวันที่จมปลักในวังวนแห่งความแตกแยกอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

6.สอดคล้องกับความต้องการของมุสลิมทั่วโลกที่ถวิลหาสัจธรรมและปราศจากอคติ ซึ่งอยากผูกพันอิบาดะฮฺของตนพร้อมๆกับบรรดาฮุจจาจญ์ ทั้งศิยามวันอะเราะฟะฮฺ การละหมาดอีด การเชือดกุรบานและสัญลักษณ์อื่นๆทางศาสนา และยังสอดคล้องกับเจตนารมณ์สูงสุดแห่งชะรีอะฮฺที่ต้องการสร้างสังคมปรองดอง มีความเอกภาพภายใต้ปรัชญา "ประชาชาติเดียวกัน"

7. การออกอีดตามการเห็นจันทร์เสี้ยวในประเทศใดประเทศหนึ่งบนโลกนี้ ถือว่าทำได้และถูกต้อง และไม่มีอุละมาอฺท่านใดจากอดีตและปัจจุบันเห็นค้าน

8.การกำหนดอีดอัฎฮาตามวันอะเราะฟะฮฺคือสิ่งที่ถูกต้องกว่า และสะดวกกว่าสำหรับผู้ประสงค์จะปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบี โดยเฉพาะการถือศีลอดวันอะเราะฟะฮฺ ที่มีผลบุญมหาศาล

9. การกำหนดวันอีดตามจุดปรากฏจันทร์เสี้ยว(มัฏละอฺ) ที่ต่างกัน ไม่มีหลักฐานที่เศาะฮีหฺ(ถูกต้อง) และ เศาะรีหฺ(ชัดเจน) และน่าสอดคล้องกับยุคสมัยที่การติดต่อสื่อสารยากลำบากเช่นในอดีตเท่านั้น

10. ประสบการณ์อันล้ำค่าของมุสลิมในประเทศไทยที่มีความเอกภาพในการออกอีดอัฎฮานานเกือบทศวรรษ เนื่องจากยึดถือวันอะเราะฟะฮฺ ถือเป็นประสบการณ์ที่มีความสำเร็จที่สูงสุด ที่ผู้นำมุสลิมและชาวมุสลิมทั่วประเทศควรนำเป็นต้นแบบสร้างสังคมแห่งความปรองดองและสมานฉันท์

.....................................
แหล่งอ้างอิง
อีดอัฎฮาตามวันอะเราะฟะฮฺ ชะรีอะฮฺของอัลลอฮฺสู่ความเป็นเอกภาพของประชาชาติ
เขียนโดย ผศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา
จัดพิมพ์โดย สำนักเลขานุการ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี
(ร่วมนำเสนอสิ่งดีๆ โดย เพจศาสนาอิสลาม - الإسلام)













วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

วันอารอฟะฮ์, วันอีดิ้ลอัฎหาอ์ และวันตัชรีก ท่านนบีได้ผูกโยงวันสำคัญเหล่านั้นให้ต่อเนื่องกัน



อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย คุยกับคุณTO Procede


TO Procede :
"อาจารย์ครับ เนื่องจากผมไปอ่านงานเขียนของ Muhammad Nisarul Haq อดีตเลคเชอร์ คณะอุซูลุดดีน ของมหาวิทยาลัยอิสลามิค อิสลามาบัด เขาได้ชี้แจงว่า ไม่มีหลักฐานในตัวบทที่จะเชื่อมโยงว่า วันอิดิ้ลอัฏฮาจะต้องยึดตาม กำหนดหารทำฮัจญ์ ของซาอุดิอาระเบีย (แต่เนื่องจากบทความเป็นภาษาอังกฤษ ผมแปลไว้แล้ว และอยากให้อาจารย์ได้ตรวจสอบว่า หลักฐานที่เขายกมาเป็นอย่างไร? อันนี้เพียงอยากจะทราบตามหลักวิชาการครับ อนึ่งเขาได้ยกคำถามคำตอบที่ พี่น้องมุสลิมได้ถามชัยคฺอุษัยมีน ผมจะให้อาจารย์ดูครับ)"

---->  นักวิชาการจากซาอุดิอะราเบียที่มีชื่อเสียง ท่านชัยคฺมุฮัมหมัดอิบนฺศอและห์ อัล-อุซัยมีน ได้ตอบประเด็นนี้อย่างชัดเจน ตามที่ได้มีการตั้งคำถามจากพี่น้องของเรามาจากเมืองอิทาคา นิวยอร์ค ชื่อ “อับดุลเราะห์มาน บินอับดุลลอฮ อัล-คอลิดี ซึ่งมีการถามตอบดังนี้:

ถาม: เราควรจะยึดการดูจันทร์เสี้ยวตามแต่ละประเทศในการกำหนดวันอิดิ้ลอัฏฮา หรือเราควรทำตามการกำหนดวันตามอะรอฟะห์ของการทำฮัจญ์, พึงทราบว่าการดูจันทร์เสี้ยวในอเมริกาอาจเห็นก่อนซาอุดิอาระเบีย?

ตอบ:ท่านควรยึดถือการดูจันทร์เสี้ยวตามประเทศที่ท่านอาศัยอยู่

ถาม:นั่นก็หมายความว่าเราจะถือศีลอดวันที่9 ซุลฮิจญะห์ของอเมริกาเหนือ และละหมาดอีดตามอเมริกาเหนือ

ตอบ: ใช่นั่นคือสิ่งที่ท่านควรทำโดยปราศจากข้อกังวลใดๆ

เกริ่นนำ
อีกครั้งหนึ่งที่มุสลิมในอเมริกาและแคนาดาที่ตกอยู่ในท่ามกลางความขัดแย้งกันในเรื่องของวันอีด: จะกำหนดอย่างไรในเรื่องของวันอีด ในข้อขัดแย้งจะเกิดจากสองมุมมองดังนี้

1) มุสลิมทั่วโลกจะต้องยึดวันอิดิ้ลอัฎฮาตามการประกาศของกำหนดการของการทำฮัจญ์ในมักกะห์ . ไม่เป็นไปตามอิดิ้ลฟิตรีที่ยึดการตามดูเดือนของแต่ละพื้นที่

2) มุสลิมส่วนต่างๆของโลกควรจะฉลองอิดิ้ลอัฎฮาในวันที่10 ของเดือนซุลฮิจญะห์ตามดวงจันทร์ในท้องถิ่นของตนโดยไม่คำนึงถึงวันที่ของการแสวงบุญ
ฉะนั้น เราไม่ต้องตั้งอคติใดๆให้เราแยกตัวเราออกมา “กลับสู่จุดเริ่มต้น” ปฎิบัติด้วยความบริสุทธิใจต่ออัลลอฮและอิสลามเพื่อที่จะหาคำตอบจากสองมุมมองนี้ที่ถูกต้องกว่า และตามหลักฐานทางด้านชารีอะห์อย่างแท้จริง

ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้โดยยึดถือตามกีตาบุลลอฮ, ซุนนะห์ของท่านนบี(ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม), ชีวิตของท่านนบี(ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม), ข้อปฏิบัติของเหล่าศอฮาบะห์, ความเห็นของนักวิชาการฟิกส์, ฉันทามติของนักวิชาการ, และการย้อนกลับไปสู่การพิจารณาจากประวัติศาสตร์ ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ และตัวแปรในเชิงปฏิบัติ

เท่าที่การทำฮัจญ์และวันอิดิ้ลอัฏฮาที่ต้องมาพิจารณาคือ วันที่9 และ10 ซุลฮิจญะห์ และที่เราต้องนำมาพิจารณาก็คือว่า ในการกำหนดวันทำฮัจญ์ซึ่งจะประกาศจากมักกะห์ และประกาศวันอิดิ้ลอ้ฏฮาในวันเดียวกัน ไม่ว่าเขาจะอยู่รอบๆมักกะห์ หรือห่างออกไปยังยุโรป อเมริกา หรืออินเดีย. เพื่อเป็นการกำหนดเราต้องการตัวบทหลักฐานตามหลักกฏหมายของอิสลาม ในการที่เราละทิ้งการดูเดือนตามท้องถิ่นเพื่อกำหนดวันอิดิ้ลอ้ฏฮา และหันไปใช้ตามการประกาศของมักกะห์

ตัวบทจากกุรอาน
هُوَ الَّذِى جَعَلَ الشَّمْسَ ضِيَآءً وَالْقَمَرَ نُوراً وَقَدَّرَهُ مَنَازِلَ لِتَعْلَمُواْ عَدَدَ السِّنِينَ وَالْحِسَابَ
พระองค์ทรงทำให้ดวงอาทิตย์มีแสงจ้าและดวงจันทร์มีแสงนวล และทรงกำหนดมันให้มีทางโคจร เพื่อพวกท่านจะได้รู้จำนวนปีและการคำณวณ
(ยูนุส (10):5)
يَسْـَلُونَكَ عَنِ الأَهِلَّةِ قُلْ هِىَ مَوَاقِيتُ لِلنَّاسِ وَالْحَجِّ
“เขาเหล่านั้นจะถามเจ้าเกี่ยวกับเดือนแรกขึ้น จงกล่าวเถิดมันคือกำหนดเวลาสำหรับมนุษย์ และสำหรับประกอบพิธีฮัจย์” อัลบะกอเราะห์(2) :189
อัลลอฮได้กล่าวว่าให้ใช้ดวงจันทร์เป็นตัวกำหนดวันซึ่งเหตุการณ์ต่างๆในการดำเนินชีวิต แน่นอนอายะห์นี้ไม่ได้บอกให้เรากำหนดวันตามการดูเดือนของมักกะห์ แล้วมากำหนดวันอิดิ้ลอัฏฮา,โดยให้ละทิ้งการดูดวงจันทร์ในพื้นที่ ยังไม่มีนักตัฟซีรอัลกุรอานทั้งจากยุคร่วมสมัยนี้หรือในอดีต มาทำการกำหนดวันอีดตามหลักการดังกล่าว,
ในอีกด้านหนึ่งนักตัฟซีรที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ อิบนีญารีร อัล-ตอบารี ได้ให้ความชัดเจนในการตัฟซีรใน อัลบะกอเราะห์(2) :189 ว่า เป็นการกำหนดวันเชือดซึ่งไม่ได้ต่างไปจากการกำหนดวันถือศีลอด วันอิดฟิตรี ซึ่งท่านตอบารีได้กล่าวว่า

حَدَّثَنا الحسن بْن يَحْيَي , قال . أَخْبَرَ نَاعَبْدالرَزَّاق,,
( قال. أَخْبَرَ نَامَعْمَرعَنْ قَتَادَة فِي قَوْله. ( مَوَا قِيت لِلنَّاسِ وَالْحَجَّ
قال. هِيَ مَوَا قِيت لِلنَّاسِ فِي حَجّهمْ وَصَوْمَهمْ وَفِطْرهمْ وَنُسُكهمْ

“ฮาซันบินยะห์ยาได้บอกแก่พวกเราว่า ท่านอับดุลรอซักได้รายงานแก่เราว่า ท่านมะมัรรายงานจากกลุ่มของกอตาฏอฮว่า จากอายะห์ هِىَ مَوَاقِيتُ لِلنَّاسِ หมายความว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างเช่นการทำฮัจญ์ การถือศีลอด อีดฟิตรี และการเชือด ให้ดูเดือนในพื้นที่”

ผมแปลงานเขียนของเขา จากภาษาอังกฤษ ส่วนที่เป็นภาษาอะหรับนั้น ผมพิมพ์มาให้อาจารย์ดู ผมอาจจะแปลผิดพลาด เอาแค่นี้ก่อนครับ ด้านวิชาการคิดว่าเป็นอย่างไรครับ

:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
ปราโมทย์ ศรีอุทัย :

ที่คุณแปลมานั้นเป็น "ทัศนะ" ของท่านชัยค์อุษัยมีนซึ่งผมเคยอ่านมาก่อนแล้ว (บางที ทัศนะของท่านอาจเป็นทัศนะที่ถูกต้องก็ได้ อินชาอัลลอฮ์) ..
 แต่ผมกลับมีความเห็นต่างกับท่านในเรื่องนี้คือ ..

1. ใช่ครับ "ถ้า" เราคิดกันแค่วัน "อีดิ้ลอัฎหาอ์" เพียงอย่างเดียว, และ "ถ้า" ท่านศาสดาก็ไม่กำชับให้พวกเราที่ไม่เดินทางไปทำหัจญ์ถือศีลอด "วันอารอฟะฮ์" ด้วย ก็เป็นเรื่องถูกต้องที่แต่ละประเทศ มีสิทธิ์ดูเดือนเสี้ยวเพื่อกำหนดวันอีดิ้ลอัฎหาอ์ของประเทศตนเองเหมือนการดูเดือนเสี้ยวเพื่อกำหนดวันถือศีลอดและออกอีดเดือนรอมะฎอนเช่นเดียวกัน

 แต่ข้อเท็จจริงมิใช่เช่นนั้น เพราะท่านศาสดากำชับให้ถือศีลอดในวันอารอฟะฮ์ มิใช่ให้ถือศีลอดในวันที่ 9 ..
 และผมก็อธิบายไปแล้วว่า วันอารอฟะฮ์มิได้หมายถึงวันที่ 9 ของประเทศใดในโลก แต่เป็นวันที่ "คนทำหัจญ์ไปวุกู้ฟที่ทุ่งอารอฟะฮ์" วันเดียวเท่านั้น
เพราะฉะนั้น ไม่ว่ามุสลิมจะอาศัยอยู่ ณ ส่วนไหนของโลก หากเขาจะถือ "ศีลอดวันอารอฟะฮ์" ตามคำสั่งของท่านนบีย์ แต่เขากลับไปถือมันในวันที่ 9 ของประเทศเขาที่มันไม่ตรงกับวันอารอฟะฮ์จริงๆ เราจะพูดได้หรือครับว่า เขาถือศีลอดวันอารอฟะฮฺแล้ว ? ..

2. ประการต่อมา ถ้าเรายอมรับความจริงและยอมถือศีลอดในวันอารอฟะฮ์จริงดังที่ผมกล่าวมา (ซึ่งบางทีอาจจะเป็นวันที่ 8 ของประเทศเรา) แล้วเราก็เว้นวรรควันที่ 9 ของเราไว้วันหนึ่งเพื่อไปทำละหมาดอีดิ้ลอัฎหาอ์ในวันที่ 10 ตามปฏิทินของเรา
ผมก็อยากจะทราบว่า แล้วจะให้เรียกวันที่ 9 ตามปฏิทินของเราที่เราเว้นวรรคเอาไว้นั้นว่า เป็น "วันอะไร" ตามหลักศาสนา ? ..

เพราะท่านศาสดาได้ผูกโยงวันสำคัญเหล่านั้นให้ต่อเนื่องกัน - ตั้งแต่วันอารอฟะฮ์, วันอีดิ้ลอัฎหาอ์ และวันตัชรีกทั้งสาม

 - เป็นลูกโซ่ในหะดีษบทหนึ่งดังเป็นที่ทราบกันดีแล้ว ดังนั้นการกระทำของเราดังคำถามนี้จะมิหมายความว่า เราอุตริเพิ่มเติมวันอะไรก็ไม่รู้ ? ..

เข้ามา "แทรกกลาง" ระหว่างวันอารอฟะฮ์จริง กับวันอีดิ้ลอัฎหาอ์จริงซึ่งต่อเนื่องกันตามที่ท่านศาสดากล่าวไว้หรือครับ ?...



วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

อิดิ้ลอัฏฮา ให้ดูเดือนในท้องถิ่นแต่ละประเทศใช่ไหม?


ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศศรีอุทัย

ถาม

อิดิ้ลอัฏฮา ให้ดูเดือนในท้องถิ่นแต่ละประเทศใช่มั้ยครับ?
การถือศีลอดในวันที่ 9 ซุลฮิจญะห์ก็ให้ยึดวันที่9ซุลฮิจญะห์ ตามท้องถิ่นนั้น ที่เห็นจันทร์เสี้ยวใช่ หรือไม่ครับ?

ตอบ
ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมไม่ได้กล่าวว่า ให้ถือศีลอด "วันที่ 9 เดือนซุลหิจญะฮ์" แต่ท่านกล่าวว่า ให้ถิอศีลอด "วันอารอฟะฮ์" .. และวันอารอฟะฮ์ในแต่ละปีก็มีแค่วันเดียว คือวันที่มุสลิมที่ทำหัจญ์เดินทางไปวุกูฟที่ทุ่งอารอฟะฮ์กัน ซึ่ง "อาจจะ" ไม่ใช่วันที่ 9 ก็ได้ถ้าประเทศอาหรับเกิดผิดพลาดในการดูเดือนกำหนดวันอารอฟะฮ์ และอาจจะไม่ใช่วันที่ 9 ของประเทศต่างๆในโลกก็ได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น เราจะถือศีลอดวันอารอฟะฮ์ในวันที่ 9 ตามปฏิทินประเทศเราไม่ได้ถ้ามันไม่ตรงกับวันวุกูฟที่อารอฟะฮ์จริงๆ และหลังจากวันอารอฟะฮ์แล้ว รุ่งขึ้นก็ต้องเป็นวันอีดิ้ลอัฎหาอฺ์อยู่แล้ว หรืออีกนัยหนึ่ง วันอารอฟะฮ์ คือตัวบ่งชี้ถึงวันอีดิ้ลอัฎหาอ์ในวันรุ่งขึ้นโดยอัตโนมัติครับ เราจึงไม่จำเป็นต้องไปดูเดือนเสี้ยวเพื่อกำหนดวันอีดิ้ลอัฎหาอฺ์อะไรอีก อันนี้ผมตอบแบบสรุปครับ ..วัลลอฮุ อะอฺลัม.

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ทัศนะของอุละมาอฺเกี่ยวกับอีดอับร็อร หรือรายอหกบ้านเรา



ทัศนะของอุละมาอฺที่น่าเชื่อถือบางท่าน โดยเฉพาะอุละมาอฺในสังกัดมัซฮับชาฟิอีย์ เกี่ยวกับวันอีดอับร้อรฺ(อีดของบรรดาผู้กระทำดี) ได้แก่

อิบนุหะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์ กล่าวว่า“เป็นที่ชัดเจนยิ่งว่า ไม่อนุญาตให้ผู้ใดยึดมั่นและศรัทธาว่าวันที่แปดของ
เดือนเชาวาลเป็นวันอีดที่มีถูกบัญญัติไว้ในอิสลาม ดั่งเช่นวันอีดิลฟิฏรฺและอีดิลอัฎฮา

ยิ่งกว่านั้นอุละมาอฺบางท่านถึงกับระบุว่า ไม่อนุญาต
ให้เรียกวันนั้นว่าวันอีดที่ควรแก่การแสดงออกด้วย
สัญลักษณ์ต่างๆของวันอีดเช่นการสวมเสื้อผ้าที่สวยงาม การจัดเลี้ยงอาหารที่หลากหลายชนิด และการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเฉกเช่นการปฏิบัติในวันอีดิลฟิฏรฺและอีดิลอัฎฮา”
(อัล-ฟะตาวี อัล-ฟิกฮียะฮฺ อัล-กุบรอ 1/272)

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เชคอิบนุ อุษัยมีน กล่าวว่า "มุสลิมบางคนมีความเชื่อว่าวันที่แปดของเดือนเชาวาลเป็นวันอีดและพวกเขาเรียกวันนี้ว่า "อีดอับร้อรฺ"
จนถึงกับมีบางคนในหมู่พวกเขาถามว่า "อนุญาตให้ถือศีลอดในวันนี้ไหมเพราะวันนี้เป็นวันอีดอับร้อรฺ?"

ความเชื่อที่ว่าวันนี้เป็นวันอีดไม่ถูกต้องเพราะวันที่แปดของเดือนเชาวาลไม่ได้เป็นวันอีดสำหรับผู้ปฏิบัติดี(อับร้อรฺ)หรือผู้ปฏิบัติไม่ดี(ฟุจญารฺ) แต่มันเป็นเพียง
วันธรรมดาๆวันหนึ่งที่ไม่อนุญาตให้มีการอุตริด้วยพิธีกรรมต่างๆที่เป็นสัญลักษณ์ของวันอีดเป็นอันขาด...

เพราะแท้จริงบัญญัติวันอีดในอิสลามมีเพียงสามวัน
เท่านั้น นั่นคือ อีดิลฟิฏรฺ อีดิลอัฎฮา และอีดวันศุกร์
และจะไม่มีวันอีดในอิสลามอื่นจากนั้น"(ฟะตาวี อิบนุ อุษัยมีน)




วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

สถานที่ละหมาดวันอีด สถานที่ใดอัฟฎ้อลกว่า ระหว่างมัสยิดกับลานกลางแจ้ง

ตอบโดย อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย

คำถาม
1.หากหมู่บ้านนั้นมีมัสยิด แต่ไม่มีลานกลางแจ้งเลย
2.หากหมู่บ้านนั้นมีมัสยิดแต่แคบ และมีลานกลางแจ้ง
3.หากหมู่บ้านนั้นมีมัสยิด และลานกลางแจ้ง แต่วันอีดนั้นฝนตก ดินแฉะ
4.หากหมู่บ้านนั้นมีมัสยิด และลานกลางแจ้ง และสถานที่ทั้งสอง มีลักษณะกว้าง สามารถบรรจุผู้คนได้เต็มเหมือนๆกัน
5.หากละหมาดอีดที่มัสยิดอัลฮารอม และมัสยิดอัลนาบาวี

ตอบ

เรื่องการละหมาดวันอีดในภาพรวมก็คือ ถ้าในสภาพการปกติ การละหมาดที่ลานกลางแจ้งย่อมดีกว่าการละหมาดในมัสยิดโดยไม่มีข้อขัดแย้ง นอกจากในมัสยิดอัล-หะรอมที่นครมักกะฮ์เพียงแห่งเดียว

 เพราะตลอดชีวิตของท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่เคยปรากฏแม้แต่ครั้งเดียวว่า ท่านจะเคยละหมาดอีดในมัสยิดของท่านนอกจากจะออกไปละหมาดอีดที่มุศ็อลลาเท่านั้น

 อนึ่ง ตามที่มีบางรายงานมาว่า ครั้งหนึ่ง มีฝนตก ท่านนบีย์จึงละหมาดอีดในมัสยิด ปรากฏว่า หะดีษบทนี้สายรายงานอ่อนไม่น่าเชื่อถือ

ส่วนถ้าหากมีเหตุการณ์ที่จำเป็นจนไม่สามารถละหมาดอีดที่ลานกลางแจ้งได้ ก็อนุโลมให้ละหมาดอีดในมัสยิดได้โดยไม่มีข้อขัดแย้งเช่นเดียวกัน

วัลลอฮุ อะอฺลัมครับ


วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การเจาะจงเยี่ยมกุโบร์ในวันอีด


เช็คอัลบานีย์(ร.ฮ) กล่าวว่า

ج : نقول بإيجاز زيارة الأحياء للأموات يوم العيد من محدثات الأمور لأنه يعني تقييد ما أطلقه الشارع الحكيم قال النبي صلى الله عليه وسلم فـي الحديث الصحيح ( كنت نهيتكم عن زيارة القبور ألا فزوروها فإنها تذكركم بالآخرة
فقوله ( ألا فزوروها ) أمر عام لا يجوز تقييده بزمن أو بمكان خاص لأن تقييد النص وإطلاقه ليس من وظيفه الناس إنما وظيفة رب العالمين الذي كلف الرسول الكريم قال له : ( وأنزلنا إليك الذكر لتبين للناس ما نزل إليهم

ตอบ
เราขอกล่าวว่า การอนุญาตให้คนเป็นเยี่ยมคนตาย ในวันอีดนั้น เป็นส่วนหนึ่งจากกิจการที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ เพราะหมายถึง การจำกัดสิ่งที่ผู้บัญญัติศาสนาบัญญัติผู้ปรีชาญาน ได้กล่าวเอาไว้กว้างๆ ,ท่านนบี ศอ็ลฯ กล่าวไว้ในหะดิษเศาะเฮียะว่า ( ฉันเคยห้ามพวกท่านจากการเยี่ยมกุบูร พึงทราบเถิดว่า พวกท่านจงเยี่ยมมันเถิด เพราะมันจะทำให้พวกท่านระลึกถึงวันอาคีเราะฮ) แล้วคำว่า (พวกท่านจงเยี่ยมมันเถิด) เป็นคำสั่งทั่วไป(คำสั่งโดยกว้างๆ) ไม่ได้จำกัดเวลา หรือ สถานที่ เพราะการจำกัดความหมายตัวบทและการกล่าวไว้กว้างๆนั้น ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่มนุษย์ แต่ความจริง มันเป็นหน้าที่ของพระผู้อภิบาลแห่งสากลจักรวาล ผู้ซึ่งมอบภาระแก่รอซูลผู้ทรงเกียรติ โดยตรัสแก่ท่านรซูลว่า “เราได้ประทานอัลกุรอ่านให้แก่เจ้า เพื่อเจ้าจะได้อธิบายแก่มนุษย์ สิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเขา – ฟะตาวาอัลบานีย์หน้า 61 

ฟัตวาเช็คอิบนุอุษัยมีน เรื่องการเยี่ยมกุโบร์ในวันอีด


س : ما حكم تخصيص العيدين والجمعة لزيارة المقابر ؟ وهل الزيارة للأحياء أم للأموات فيهما ؟

ถาม : การเจาะจงวันอีดทั้งสองและวันศุกร์ เพื่อเยี่ยมกุบูรนั้น มีหุกุมว่าอย่างไร? และ การเยี่ยมในมันทั้งสอง(หมายถึงในวันอีดและศุกร์) เพื่อคนเป็นหรือคนตายหรือ?

ج : ليس له أصل، فتخصيص زيارة المقابر في يوم العيد، واعتقاد أن ذلك مشروع يعتبر من البدع لأن ذلك لم يرد عن النبي صلى الله عليه وسلم ولا أعلم أحداً من أهل العلم قال به، أما يوم الجمعة فقد ذكر بعض العلماء أنه ينبغي أن تكون الزيارة في يوم الجمعة ومع ذلك فلم يذكروا في هذا أثراً عن الرسول صلى الله عليه وسلم

ตอบ : มันไม่มีที่มา ดังนั้นการเจาะจงเยี่ยมกุบูรในวันอีด และเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่ถูกบัญญัติ ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของบิดอะฮ เพราะดังกล่าวนั้น ไม่ปรากฏรายงานจากนบี ศอลฯ และข้าพเจ้า ไม่รู้ว่านักวิชาการคนใด กล่าวด้วยมัน และสำหรับวันศุกร์ นั้น นักวิชาการบางส่วนระบุว่า สมควรจะเยี่ยมในวันศุกร์ ทั้งที่พร้อมกับดังกล่าวนั้น เขาไม่ได้ระบุหะดิษในเรื่องนี้จากท่านรซูล ศอลฯ – อะหกามอัลญะนาอิซ ของเช็ค อุษัยมีน หน้า 43

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

สรุปข้ออ้างของผู้ที่ถือศีลอดและออกอีดตามการเห็นเดือนของต่างประเทศ



อีดิ้ลฟิฏรี้ตามจุฬาอิดิลอัฎหาอฺตามซาอุ
.มะห์มูด (ปราโมทย์ศรีอุทัย 
บทที่1 สรุปข้ออ้างของผู้ที่ถือศีลอดและออกอีดตามการเห็นเดือนของต่างประเทศ
อันเนื่องมาจากข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้  ผมได้เคยเขียนวิเคราะห์และอธิบายพร้อมด้วยข้อโต้แย้งข้ออ้างดังกล่าวมาอย่างละเอียดแล้วในหนังสือเรื่อง  เราจะถือศีลอดและออกอีดกันอย่างไร และหนังสือ  อธิบายหะดีษกุร็อยบ์ .. เรื่องศีลอดรอมะฎอนไม่ต้องตามการเห็นเดือนต่างประเทศ  ... 
แต่ก็อาจจะมีผู้อ่านบางท่านที่ไม่เคยได้อ่านหนังสือทั้ง 2 เล่มนี้  ผมจึงขอสรุปเนื้อหาจากหนังสือทั้ง 2 เล่มดังกล่าว พร้อมด้วยข้อมูลเพิ่มเติมบ้างเล็กน้อย ดังต่อไปนี้ ...
ผู้ที่ถือศีลอดและออกอีดในประเทศไทยด้วยการตามการเห็นเดือนจากต่างประเทศนั้น นอกจากหลักฐานจากหะดีษเพียงบทเดียวแล้ว  บางครั้งพวกเขาจะอ้าง  ข้อมูลมั่ว  และบางครั้งจะอ้าง  ข้อมูลเท็จ  มาประกอบเพื่อหวังว่าจะสร้างความชอบธรรมในการปฏิบัติของพวกตน ...
ข้อมูลมั่ว  ก็อย่างเช่นการอ้างว่า ในยุคสมัยของท่านศาสดา ยังไม่มีประเทศเหมือนปัจจุบัน  การถือศีลอดและออกอีดโดยยึดหลัก  ประเทศใครประเทศมัน อย่างที่ปรากฏในหะดีษของท่านกุร็อยบ์  และประชาชนส่วนใหญ่ปฏิบัติกันตามคำแนะนำของนักวิชาการซุนนะฮ์จริงๆในปัจจุบันนี้  จึงเป็นสิ่งไม่มีหลักฐาน ...
ข้ออ้างดังกล่าวเป็นข้ออ้างมั่วและไร้สาระ  เพราะตามข้อเท็จจริงนั้นประเทศต่างๆเคยมีมาตั้งแต่ก่อนยุคท่านศาสดาแล้ว ... 
เพียงแต่อาจจะเรียกกันว่าเป็น  แคว้น  หรือ  อาณาจักร  หรือ จักรวรรดิ .. ไม่เรียกกันว่า  ประเทศ  เช่นปัจจุบันเท่านั้น ...
แคว้นโกศล,  แคว้นมัลละ,  แคว้นกุสินารา เป็นต้น .. ในประเทศอินเดียโบราณก่อนอิสลามร่วม 1122  ปี  ถ้าเป็นสมัยปัจจุบันก็คือประเทศดีๆนี่เอง  เพราะแต่ละแคว้นเหล่านั้น ล้วนมี  เมืองหลวง  เป็นของตนเองทั้งสิ้น ...  
 مِصْرُ  หรือ อียิปต์ ในยุคสมัยที่ท่านนบีย์มูซา นำชาวบนีย์อิสรออีลหลบหนีออกมาจากเงื้อมมือของฟิรฺอูนก็ดี ... หรือแม้กระทั่ง  อาณาจักรเปอร์เซีย  และ  อาณาจักรโรมัน  ที่ทำสงครามกันในสมัยของท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม  จนเป็นที่มาของซูเราะฮ์ที่ 30  คือซูเราะฮ์ อัรฺ-โรม ก็ดี ...
ถ้าไม่เรียกว่า  ประเทศอียิปต์,  ประเทศเปอร์เชีย,  ประเทศโรมัน แล้ว จะให้เรียกว่าอะไรมิทราบ ? ... 
ส่วน  ข้ออ้างเท็จ  ก็คือ ข้ออ้างที่ว่า  สาเหตุที่พวกเขาไม่ยอมถือศีลอดและออกอีดตามการประกาศของสำนักจุฬาราชมนตรี (และประชาชนส่วนใหญ่ภายในประเทศ)  ก็เพราะตัวท่านจุฬาราชมนตรีคนปัจจุบันมีพฤติการณ์บางอย่างที่ไม่ถูกต้อง จึงยอมรับเป็นผู้นำไม่ได้ ...
ข้ออ้างดังกล่าวนี้ -- ในประเด็นที่ว่า สาเหตุที่พวกเขาไม่ถือศีลอดและออกอีดตามสำนักจุฬาราชมนตรีก็เพราะรังเกียจ  พฤติการณ์บางอย่าง  ของตัวผู้เป็นจุฬาราชมนตรีคนปัจจุบัน  เป็นข้ออ้างเท็จอย่างไม่ต้องสงสัย ... 
ผมไม่มีหน้าที่แก้ต่างให้กับใครในสิ่งที่พวกเขากล่าวหา  แต่อยากจะขอถามว่า
สมมุติว่าถ้าในอนาคต  มีการเปลี่ยนตัวจุฬาราชมนตรีคนใหม่เป็น ชาวซุนนะฮ์ เหมือนพวกเขา,  เป็นผู้ที่มีพฤติการณ์ทุกอย่างโปร่งใส,  มีคุณธรรมศาสนา, และไม่มีข่าวราคีด่างพร้อยเหมือนตัวจุฬาราชมนตรีคนปัจจุบัน ... 
อย่างเช่นถ้าท่าน ดร.อิสมาอีล ลุฏฟีย์ ได้ถูกเลือกตั้งและถูกแต่งตั้งเป็นจุฬาราชมนตรีคนต่อไป (ขออภัยที่ต้องสมมุติชื่อของท่านในที่นี้.. ซึ่งท่านผู้นี้ก็เป็นชาวซุนนะฮ์,  เป็นนักวิชาการที่เคร่งครัด,  และเป็นผู้รอบรู้เชี่ยวชาญในวิชาการศาสนาอิสลามอย่างแท้จริง (ยิ่งกว่านักวิชาการบางคนที่พวกเขากำลัง  ตักลีด อยู่ในปัจจุบันหลายเท่า.. จนเป็นที่ยอมรับทั้งภายในและภายนอกประเทศ ... 
ทว่า, ท่านผู้นี้ ยึดหลักการถือศีลอดและออกอีดจากการเห็นเดือนภายในประเทศตามการประกาศของสำนักจุฬาราชมนตรี ...
อยากรู้นักว่า  พวกเขา – ที่ไม่ยอมถือศีลอดและออกอีดตามท่านจุฬาราชมนตรีคนปัจจุบันเพราะอ้างความน่ารังเกียจในพฤติการณ์บางอย่างของท่าน  จะยอมถือศีลอดและออกอีดโดยยึดถือการเห็นเดือนภายในประเทศตามท่านจุฬาราชมนตรีคนใหม่ดังที่ตั้งสมมุติฐานมานี้หรือไม่ ? ...
แน่นอน คำตอบก็คือ  ไม่!.. อีกนั่นและ  เพราะหัวเด็ดตีนขาดยังไงพวกเขาก็จะยังคงถือหลัก ยอมตายดาบหน้า  คือ ยืนหยัดถือศีลอดและออกอีดตามการเห็นเดือนของประเทศซาอุฯ ดังที่ได้รับทราบข่าวจากอินเตอร์เน็ตต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย ...
การอ้างพฤติการณ์ไม่เหมาะสมของตัวจุฬาราชมนตรีคนปัจจุบัน จึงเป็นเพียง  ภาพลวงตา  และเป็น  ข้ออ้างเท็จ” ดังกล่าวมาแล้ว ... 
ส่วนที่เป็น หลักฐานจริงๆ ในการปฏิบัติของพวกเขา จะมาจาก “หะดีษเพียงบทดียว .. และจาก  เหตุผลประกอบ  อีก 3 หรือ 4 ประการดังต่อไปนี้ ...  
1. หลักฐานจากหะดีษ  
ได้แก่คำกล่าวของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมที่ว่า  ---
صُوْمُوْالِرُؤْيَتِهِ،  وَأَفْطِرُوْا لِرُؤْيَتِهِ ........              
--- ซึ่งมีความหมายว่า  พวกท่านทั้งหลายจงถือศีลอดเมื่อเห็นเดือนเสี้ยว และจงออกอีดเมื่อเห็นมัน ....  โดยอธิบายว่า  คำว่า  พวกท่าน  ในหะดีษบทนี้เป็นคำสั่งใช้มุสลิมทั่วไปหรือ خِطَابٌ عَامٌّ .. คือไม่จำกัดผู้เป็นมุสลิมว่าจะอาศัยอยู่ ณ ส่วนใดของโลก  เมื่อรับทราบข่าวการเห็นเดือนจากที่ใด ก็วาญิบจะต้องถือศีลอดหรือออกอีดตามการเห็นเดือนนั้น ...
 แล้วผมก็ได้โต้แย้งทัศนะดังกล่าว ด้วยข้อมูลหลายประการซึ่งสรุปได้ดังนี้คือ 
 1. ความเข้าใจดังกล่าว  ขัดแย้งกับความเข้าใจของท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ ได้รายงานหะดีษบทนี้ต้วยตัวเอง .. ดังการบันทึกของท่านอัน-นะซาอีย์ หะดีษที่ 2124,  ท่านอัด-ดาริมีย์ หะดีษที่ 1686  และท่านอะห์มัด เล่มที่ 1 หน้า 221 ...
 การที่ท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. ผู้รายงานหะดีษบทนี้ ปฏิเสธที่จะออกอีดตามการเห็นเดือนของท่านมุอาวิยะฮ์ที่เมืองชาม  แสดงว่าท่านถือว่าคำสั่งใช้ของท่านศาสดาในหะดีษข้างต้น ด้วยคำว่า  พวกท่าน  เป็น خِطَابٌ خَاصٌّ ..  คือเป็นคำสั่งใช้เฉพาะ เมืองใครเมืองมัน .. โดยไม่จำเป็นต้องไปตามการเห็นเดือนของเมืองหรือประเทศอื่น 
 ความเข้าใจของผู้รายงานหะดีษบทใด ย่อมมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือกว่าความเข้าใจของผู้อื่นในหะดีษบทเดียวกัน ดังกฎเกณฑ์ที่ว่า ...

اَلرَّاوِىْ أَدْرَى بِمَعْنَى مَا رَوَى                            
 ผู้รายงานหะดีษใด ย่อมเข้าใจดีที่สุดในความหมายของหะดีษที่เขารายงานนั้น 
เฉกเช่นเดียวกับเจ้าของบ้านหลังใด ก็ย่อมรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในบ้านของตนเองว่ามีอะไรบ้าง .. ดีกว่าผู้อื่นเป็นธรรมดา ...  
ยิ่งกว่านั้น ข้ออ้างของท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. ที่ว่า .. อย่างนี้แหละที่ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมได้สั่งใช้เรา .. ก็เป็นการยืนยันว่า  หลักการที่ให้แต่ละเมืองดูเดือนเพื่อกำหนดวันถือศีลอดและออกอีดเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปตามการเห็นเดือนเมืองอื่นนั้น .. เป็นคำสั่งมาจากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ...
ข้ออ้างของท่านอิบนุอับบาสดังกล่าว จึงเป็นข้อชี้ขาดความขัดแย้งในกรณีนี้ ... 
 2. การมองคำสั่งในหะดีษบทนี้ที่ว่า  พวกท่านจงถือศีลอด ว่า เป็น خِطَابٌ عَامٌّ  แล้วก็ เข้าใจเอาเอง ต่อมาว่า เป็นการอนุญาตให้ถือศีลอดและออกอีดตามการเห็นเดือนต่างประเทศได้อย่างอิสระ ขัดแย้งกับความเข้าใจของ ญุมฮูรฺ และ นักวิชาการซุนนะฮ์ ผู้ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงทั้งในอดีตและปัจจุบันจำนวนมาก ...
เพราะญุมฮูรฺและนักวิชาการซุนนะฮ์เหล่านั้น  แม้บางท่านจะมองคำสั่งใช้ให้ถือศีลอดจากคำว่า صُوْمُوْا .. ในหะดีษบทนี้ว่าเป็น خِطاَبٌ عَامٌّ เหมือนดังทัศนะข้างต้น  แต่ก็ไม่มีพวกท่านคนใดที่จะอนุญาตให้มีการถือศีลอดและออกอีดตามการเห็นเดือนต่างประเทศได้อย่างอิสระ .. ดังที่พวกเราบางกลุ่มปฏิบัติกัน ...  
ตรงกันข้าม พวกท่านต่างกล่าวสอดคล้องกันว่า  การถือศีลอดและการออกอีด จะต้อง พร้อม กับผู้นำและประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศของตนเอง .. โดยพวกท่านได้อ้างหะดีษอีกบทหนึ่งมาเป็นหลักฐานยืนยันทัศนะดังกล่าวของพวกท่านตรงกัน นั่นคือหะดีษที่ว่า .. วันถือศีลอด ก็คือวันที่พวกท่าน (ส่วนใหญ่ถือศีลอด,  วันอีดิ้ลฟิฏรี่ ก็คือวันที่พวกท่าน (ส่วนใหญ่ออกอีดิ้ลฟิฏรี่ .............
เพราะฉะนั้น การตามการเห็นเดือนจากต่างประเทศตามทัศนะของนักวิชาการซุนนะฮ์เหล่านี้ก็คือ  ข่าวการเห็นเดือนนั้น จะต้องได้รับการยอมรับ,  และประกาศให้ถือศีลอดและออกอีดจากผู้นำของพวกเราเองเสียก่อน ...
(โปรดดูคำพูดดังกล่าวของท่านอิหม่ามอะห์มัดจากหนังสือ  อัล-มุฆนีย์  ของท่านอิบนุกุดามะฮ์ เล่มที่ 3  หน้า 8,   คำพูดของท่านอบุลหะซัน อัซ-ซินดี้ย์จากฟุตโน้ตในหนังสือ  สุนัน อิบนุมาญะฮ์  เล่มที่ 1  หน้า 531,   คำพูดของท่านอัล-อัลบานีย์จากหนังสือ ตะมามุ้ล มินนะฮ์  หน้า398,   คำฟัตวาของท่านเช็คบินบาส จากหนังสือ  เมาซูอะฮ์ อัล-อะห์กาม อัช-ชัรฺอียะฮ์  เล่มที่ 2 หน้า 21  เป็นต้น...
 3. ความเข้าใจจากหะดีษ صُوْمُوْالِرُؤْيَتِهِ ....  เพียงบทเดียวว่า  วาญิบ  จะต้องตามการเห็นเดือนของต่างประเทศ  ขัดแย้งกับความเข้าใจของนักวิชาการหะดีษที่ได้รับความเชื่อถืออย่างสูงจำนวนมาก อาทิเช่น ท่านมุสลิม,  ท่านอัต-ติรฺมีซีย์,  ท่านอบูดาวูด,  ท่านอันนะซาอีย์,  ท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์,  ท่านอิหม่ามนะวะวีย์,  ท่านเช็คมุบาร็อกปูรีย์ เป็นต้น ที่มองเนื้อหาจากหะดีษอีกบทหนึ่งอันเป็นการสนทนาระหว่างท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. และท่านกุร็อยบ์มาประกอบกับหะดีษบทนี้  แล้วสรุปว่า  อนุญาตให้แต่ละเมือง มีสิทธิดูเดือนเพื่อกำหนดวันถือศีลอดและวันออกอีดของตนเองได้ ...
 การอ้างหะดีษบท  صُوْمُوْالِرُؤْيَتِهِ ....  เพื่อเป็นหลักฐานในการถือศีลอดและออกอีดตามการเห็นเดือนจากต่างประเทศ โดยอิสระ ของบุคคลบางคน จึงรับฟังไม่ขึ้น ...
2. การอ้างเหตุผล 
 (1). อ้างเหตุผลว่า การวาญิบตามการเห็นเดือนจากต่างประเทศ เป็นทัศนะของญุมฮูรฺ คือนักวิชาการส่วนใหญ่ใน 3 มัษฮับ คือมัษฮับหะนะฟีย์,  มัษฮับมาลิกีย์ และมัษฮับหัมบะลีย์ ...
 ซึ่งผมก็ได้โต้แย้งเหตุผลข้อนี้ด้วยข้อมูล 3 ประการคือ ...
 ก. หลักฐานของญุมฮูรฺในเรื่องนี้มิใช่อื่นใด  แต่เป็นหะดีษเพียงบทเดียวคือหะดีษ  صُوْمُوْالِرُؤْيَتِهِ ....  ดังที่ได้กล่าวชี้แจงมาแล้วพร้อมด้วยข้อโต้แย้งในตอนต้น  จึงไม่จำเป็นต้องอธิบายซ้ำอีก ...
 ข. การที่ญุมฮูรฺมีทัศนะว่า วาญิบจะต้องตามการเห็นเดือนจากต่างประเทศนั้น  ญุมฮูรฺได้ กำหนดเงื่อนไข ไว้ว่า  ข่าวการเห็นเดือนจากต่างประเทศ จะต้องถูกต้องตามวิธีการที่วาญิบให้ถือศีลอด .. นั่นคือ จะต้องมีผู้ที่มีคุณธรรมอย่างน้อย 2 คนจากประเทศที่เห็นเดือนมายืนยันต่อ ผู้นำมุสลิมในประเทศของเรา ว่า  ในประเทศของเขามีการเห็นเดือนกันจริง  และผู้นำในประเทศของเรา ก็รับรองการเห็นเดือนนั้นด้วยการประกาศให้ประชาชนในประเทศ ถือศีลอดหรือออกอีดตามข่าวการเห็นเดือนนั้น ...
 เมื่อนั้น  พวกเราจึงจะวาญิบถือศีลอดหรือออกอีดตามการเห็นเดือนของต่างประเทศได้ตามการประกาศของผู้นำในประเทศของเรา ...
แต่ถ้าข่าวการเห็นเดือนต่างประเทศ มาจากแหล่งข่าวธรรมดา  อย่างเช่นจากวิทยุ  โทรทัศน์,  หรืออินเตอร์เน็ต เป็นต้น  ก็ไม่วาญิบ ให้ปฏิบัติตามข่าวการเห็นเดือนนั้น
นี่คือ เงื่อนไขในการตามการเห็นเดือนต่างประเทศของญุมฮูรฺ! ... 
(ดูข้อมูลจากหนังสือ  อัล-ฟิกฮ์ อะลัลมะษาฮิบ อัล-อัรฺบะอฺะฮ์  เล่มที่ 1  หน้า 550,  หนังสือ  อัล-มันฮัลฯ  เล่มที่ 10  หน้า 51,   และหนังสือ  อัล-ฟิกฮุ้ล อิสลามีย์ เล่มที่ 2  หน้า 606  หรือจากหนังสือ วิเคราะห์หะดีษกุร็อยบ์ ของผม หน้า 49-51...
 การตามการเห็นเดือนต่างประเทศของบุคคลบางกลุ่มในประเทศไทยด้วยการอ้างทัศนะของญุมฮูรฺ จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง!   เพราะเป็นการปฏิบัติตามทัศนะญุมฮูรฺเพียงบางส่วน  แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธส่วนสำคัญ คือ เงื่อนไข ที่ญุมฮูรฺได้กำหนดเอาไว้ 
การอ้างปฏิบัติตามญุมฮูรฺดังกล่าวจึงไม่แตกต่างอันใดกับ พฤติการณ์ของพวกยะฮูด ที่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ทรงตำหนิในอายะฮ์ที่ 85 ซูเราะฮ์อัล-บะกอเราะฮ์ว่า ...
          أَفَتُؤْمِنُوْنَ بِبَعْضِ الْكِتَابِ وَتَكْفُرُوْنَ بِبَعْضٍ                             
 พวกสูเจ้าจะศรัทธาแต่เพียงบางส่วนของคัมภีร์นั้น และจะปฏิเสธบางส่วน (ของมันกระนั้นหรือ
 ค. หากจะอ้างการตามทัศนะของญุมฮูรฺในกรณีตามการเห็นเดือนจากต่างประเทศ  พวกเขาก็ควรจะตามญุมฮูรฺในอีกกรณีหนึ่งด้วย  เพราะมีน้ำหนักในด้าน  ปริมาณความเป็นญุมฮูรฺ  และน้ำหนักในด้าน หลักฐาน มากกว่าในกรณีนี้ด้วยซ้ำ ...
 นั่นคือ ในกรณีผู้ซึ่งหย่าภรรยาของตนเองรวดเดียว 3 ครั้ง ...
 เพราะญุมฮูรฺที่ถือว่าการหย่ารวดเดียว 3 ครั้งมีผลบังคับเป็นการหย่าขาด  มิใช่จะมีแค่ 3 มัษฮับ ... 
 แต่ทั้ง 4 มัษฮับ  มีทัศนะตรงกันหมดในเรื่องนี้ ...
 ความเห็นสอดคล้องกันของ 4 มัษฮับ ย่อมมีน้ำหนักมากกว่า 3 มัษฮับแน่นอน ...
 ยิ่งกว่านั้น ญุมฮูรฺทั้ง 4 มัษฮับ  ยังได้อ้างหลักฐานในเรื่องการ  หย่าสาม- ตกสาม ว่า  เป็น  อิจญมาอฺ สุกูตีย์ หรือ มติเงียบ ของบรรดาเศาะหาบะฮ์ทั้งหมดที่ยอมรับการตัดสินหย่าสาม- ตกสาม ของท่านอุมัรฺ อิบนุ้ลค็อฏฏอบ ร.ฎ. โดยไม่มีผู้ใดคัดค้านในเรื่องนี้ ... 
 การอ้าง  อิจญมาอฺ  หรือมติเงียบ ของเศาะหาบะฮ์  ย่อมมีน้ำหนักในด้านความเป็นหลักฐานมากกว่าการอ้าง อิจญติฮาด หรือ การวิเคราะห์ ของนักวิชาการว่า  คำสั่งใช้ด้วยคำว่า  พวกท่าน ในหะดีษ صُوْمُوْا..  เป็น  خِطَابٌ عَامٌّ หรือคำสั่งใช้มุสลิมทั่วไปโดยไม่จำกัดว่าจะอยู่ ณ ที่ใดดังกล่าวมาแล้ว ... 
 แล้วทำไมผู้ที่อ้างว่าตามญุมฮูรฺ (ซึ่งมีแค่ 3 มัษฮับ)ในเรื่องการตามการเห็นเดือนจากต่างประเทศ  จึงไม่ยอมปฏิบัติตามญุมฮูรฺหรือนักวิชาการส่วนใหญ่จริงๆ (คือ 4 มัษฮับในเรื่องการ  หย่าสาม- ตกสาม  ด้วย ? ...
 มิหนำซ้ำ  พวกเขายังคัดค้านและต่อต้านทัศนะญุมฮูรฺในเรื่องการ “หย่าสาม - ตกสาม  อีกต่างหาก ...
 (2).  อ้างเหตุผลว่า จุฬาราชมนตรี ไม่ได้เป็นผู้นำของมุสลิมในประเทศไทย  แต่เป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาขององค์พระมหากษัตริย์ในเรื่องของศาสนาอิสลามเท่านั้น ...
การอ้างเหตุผลดังกล่าว  แสดงว่าผู้อ้างไม่เคยเปิดดูข้อกฎหมายเกี่ยวกับพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลามในประเทศไทยมาก่อนเลย  ซึ่งผมจะได้นำเอาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาชี้แจงในตอนที่จะถึงต่อไป ...
และในการตั้งสมมุติฐานว่า  ตำแหน่งจุฬาราชในตรี ไม่ใช่ตำแหน่งผู้นำมุสลิมในประเทศไทย  แต่เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า  สำนักจุฬาราชในตรี เป็นองค์กรเดียวในประเทศไทยที่  ได้รับการยอมรับจากชาวไทยมุสลิมมากที่สุด ยิ่งกว่าทุกองค์กร..ในเรื่องการดูจันทร์เสี้ยว เพื่อกำหนดวันถือศีลอดและออกอีด ...
การปฏิบัติตามสำนักจุฬาราชมนตรีในกรณีนี้  จึงเท่ากับเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ที่ให้คำนึงถึง เอกภาพ ในการถือศีลอดและออกอีด ดังในหะดีษที่ผ่านมาแล้ว ...
 (3).  อ้างเหตุผลว่า  สมมุติถ้าท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ.เกิดทันในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารทั่วโลกสามารถรับรู้กันได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์,  ทางวิทยุหรือทีวี,  ทางอินเตอร์เน็ต เป็นต้น  ท่านก็คงจะต้องยอมรับการเห็นเดือนของท่านมุอาวิยะฮ์ที่เมืองชามมาตั้งแต่ต้นเดือนรอมะฎอนแล้ว ...
การอ้างเหตุผลข้อนี้เป็นเพียง  ความเห็นล้วนๆ ของผู้อ้าง โดยไม่มีหลักฐานจากอัล-กุรฺอ่าน,  จากอัล-หะดีษ  หรือแม้กระทั่งจากทัศนะของนักวิชาการที่ได้รับการยอมรับท่านใดมาอ้างอิงเอาไว้เลย  ความเห็นดังกล่าวจึงปราศจากทั้ง  คุณค่า  และ ราคา  ใดๆทั้งสิ้นในเชิงปฏิบัติของศาสนา ...
ยิ่งกว่านั้น  การที่ท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ.บอกท่านกุร็อยบ์ว่า  สาเหตุที่ท่านปฏิเสธที่จะ  “ออกอีด ด้วยการยึดถือวันเห็นเดือนตอนต้นรอมะฎอนของท่านมุอาวิยะฮ์ที่เมืองชามเป็นเกณฑ์  ตามการถามเชิงแนะนำของท่านกุร็อยบ์ -- นั้น ... 
เพราะเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ...
การอ้างคำสั่งท่านศาสดาของท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ.ในเรื่องนี้  จึงเป็นการลบล้างความเห็นดังกล่าวให้กลายเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระไปในทันที ...
(4).  อ้างเหตุผลว่า  ดวงจันทร์ของโลกนี้ทั้งโลกมีดวงเดียว  เพราะฉะนั้น เมื่อที่ใดในโลกเห็นจันทร์เสี้ยวของดวงจันทร์ดวงนี้  ก็วาญิบสำหรับมุสลิมทั่วโลกจะต้องปฏิบัติตาม ...
ก็ไม่ทราบว่าผู้อ้างเหตุผลดังกล่าว  คงมองท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ -- ซึ่งปฏิเสธที่จะออกอีดตามการเห็นเดือนของท่านมุอาวิยะฮ์ที่เมืองชาม ด้วยการอ้างคำสั่งของท่านศาสดาดังข้างต้น -- ว่า เป็นคนซื่อบื้อและงี่เง่า, ..จนไม่รู้ว่า  เดือนที่ชาวเมืองชามเห็นในคืนวันศุกร์และชาวเมืองมะดีนะฮ์เห็นในคืนวันเสาร์นั้น  เป็นเดือนดวงเดียวกัน .. กระมัง 
ความจริง เรื่อง  เดือนดวงเดียว .. ไม่ต้องถึงขั้นท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ.หรอกที่จะรู้ ...  
ต่อให้เด็กนักเรียนชั้นประถมก็ยังรู้  เหมือนที่ท่านผู้อ้าง  รู้ นั่นแหละ ...
แต่เมื่อเรารู้ว่าเดือนหรือดวงจันทร์มีดวงเดียว  เราก็ต้องรับรู้ความจริงต่อไปด้วยว่าดวงจันทร์ดวงเดียวนี่แหละ  แต่เวลาการขึ้น-การตกของมัน ในคืนเดียวกัน แต่เป็นคนละประเทศ ในโลกนี้จะไม่พร้อมกัน  ซึ่งจะส่งผลต่อการเห็นจันทร์เสี้ยวในคืนเดียวกันของแต่ละประเทศ ไม่พร้อมกันด้วย ...  
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ได้ทรงกล่าวไว้ในอายะฮ์ที่ 189  ซูเราะฮ์อัล-บะกอเราะฮ์ว่า 
 يَسْئَلُوْنَكَ عَنِ اْلأَهِلَّةِ  قُلْ هِىَ مَوَاقِيْتُ لِلنَّاسِ وَالْحَجِّ ..                 
พวกเขาจะถามเจ้าถึงเรื่องเดือนเสี้ยวทั้งหลาย  จงบอกเถิดว่า มันคือสิ่งกำหนดเวลาสำหรับปวงมนุษย์ และเป็นสิ่งกำหนดเวลาทำหัจญ์
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. ไม่ได้ทรงกล่าวว่า พวกเขาจะถามเจ้าถึงเรื่อง هِلاَلٌ  หรือ เดือนเสี้ยวดวงเดียว ในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งอันเป็นนามเอกพจน์  แต่พระองค์กล่าวว่า พวกเขาจะถามเจ้าถึงเรื่อง اَلأَهِلَّةُ  หรือ เดือนเสี้ยวทั้งหลาย  อันหมายถึงเดือนเสี้ยวในหลายๆตำแหน่ง .. อันเป็นนามพหูพจน์ ...
คำว่า  เดือนเสี้ยวทั้งหลาย  ในโองการบทนี้ นอกจากจะหมายถึงเดือนเสี้ยวในตอนต้นเดือนของแต่ละเดือนแล้ว  ยังบ่งบอกความหมายว่า  ในคืนเดียวกันนั้น อาจจะมีการเห็นเดือนเสี้ยวได้ในหลายตำแหน่งและหลายเวลาจนดูประหนึ่งว่ามันจะมีเดือนเสี้ยวอยู่หลายดวง .. ตามสภาพของกาลเวลาที่แตกต่างกันของแต่ละเมือง,  แต่ละประเทศ  หรือแต่ละทวีป .. อีกด้วย ... 
แม้ว่าข้อเท็จจริง มันจะเป็นเดือนเสี้ยวจากดวงจันทร์ดวงเดียวกันก็ตาม ...
สำหรับในเรื่องของการถือศีลอดและออกอีด  ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งพวกเรา ให้ถือศีลอดและออกอีดด้วยการดู  الْهِلاَلُ  (เดือนเสี้ยว .. ซึ่งท่านอิบนุอับบาส ร.ฎ. ได้อธิบายโดยนัยในหะดีษของท่านกุร็อยบ์ว่า หมายถึงการดู เดือนเสี้ยว ดวงที่ปรากฏขึ้นตอนหัวค่ำที่เมืองหรือประเทศของเราเองเท่านั้น) ...
ท่านศาสดาไม่ได้สั่งว่า  ถ้าไม่เห็น هِلاَلٌ (เดือนเสี้ยว) ดวงที่ปรากฏขึ้นในประเทศของเราเองตอนหัวค่ำ  ก็ให้พวกเราอดหลับอดนอนคอยฟังข่าว  أَهِلَّةٌ หรือเดือนเสี้ยวทั้งหลาย (ที่ปรากฏขึ้นหลายๆตำแหน่งยังเมืองอื่นๆหรือประเทศอื่นๆ...
ตรงกันข้าม ท่านศาสดากลับสั่งว่า  ถ้าไม่เห็น هِلاَلٌ หรือเดือนเสี้ยว .. (ที่ปรากฏตอนหัวค่ำในเมืองหรือประเทศของเราเอง.. ก็ให้เรานับเดือนนั้นให้ครบ  30  วัน ... 
 เพราะฉะนั้น  แต่ละเมือง, แต่ละประเทศ จึงมีสิทธิดู  هِلاَلٌ หรือเดือนเสี้ยว  ดวงที่ปรากฏขึ้นตอนหัวค่ำ ในประเทศของตนเองเพื่อถือศีลอดหรือออกอีดในวันรุ่งขึ้น,  และไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องอดตาหลับขับตานอนนั่งเฝ้าโทรศัพท์ตลอดทั้งคืน,  หรือเปิดอินเตอร์เน็ตค้างเอาไว้จนเลยเที่ยงคืน  เพื่อคอยรับฟังข่าวการเห็น أَهِلَّةٌ หรือ “เดือนเสี้ยวทั้งหลาย จากประเทศอื่นใดอีก ... 
นี่คือ  ความสะดวก  ที่อิสลามมอบให้กับพวกเรา ...
แต่พวกเราบางคนกลับสร้างความยุ่งยากให้ตัวเอง .. (และแก่ชาวบ้านธรรมดาๆจำนวนมากด้วยการกำหนดให้พวกเขาถ่างตารอฟังข่าวการเห็นเดือนทางอินเตอร์เน็ตจากประเทศอื่นที่ตนจะแจ้งมา .. ซึ่งนั่นก็คือความยากลำบาก!... 
ทั้งนี้  เพราะกว่าข่าวการเห็นเดือนในตอนหัวค่ำของประเทศอื่น จะถึงมายังพวกเรา  ก็อาจจะเป็นเวลา  5  ทุ่ม, หรือเที่ยงคืน, หรือเลยเที่ยงคืนของประเทศเราไปแล้ว  และมันก็เป็นเวลา  นอนหลับของพวกเราส่วนมากไปนานแล้ว ..
แถมบางครั้งไม่มีข่าวการเห็นเดือนถูกแจ้งมา ก็เลยกลายเป็นการคอยเก้อไปก็มี ...
ดังนั้น  การกำหนดให้ต้องถ่างตาคอยรับฟังข่าวการเห็น أَهِلَّةٌ หรือ เดือนเสี้ยวทั้งหลาย จากประเทศนั้น,  ประเทศนี้,  หรือประเทศนู้นจากทุกๆประเทศมุสลิมทั่วโลก  ทั้งอยู่ใกล้และอยู่ไกล,  จนถึงเวลาดึกดื่นเที่ยงคืน -- จึงเป็นเรื่องยุ่งยากลำบาก และไม่น่าจะเป็นเจตนารมณ์ของท่านศาสดาผู้เปี่ยมเมตตา ในการกำหนดวันเริ่มถือศีลอดหรือวันออกอีดแก่อุมมะฮ์ของท่าน ...
พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.ได้ทรงกล่าวไว้ในอายะฮ์ที่ 185 ซูเราะฮ์อัล-บะกอเราะฮ์ (ก็เป็นโองการที่เกี่ยวกับการถือศีลอดนั่นแหละ)ว่า ..                                          
                           يُرِيْدُ اللهُ بِكُمُ الْيُسْرَ وَلاَ يُرِيْدُ بِكُمُ الْعُسْرَ
       พระองค์อัลลอฮ์ทรงประสงค์ให้มีความสะดวกแก่พวกเจ้า  และพระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้มีความลำบากแก่พวกเจ้า
ระหว่างการปฏิบัติตามเดือนเสี้ยวในประเทศของตนเอง กับการถ่างตารอฟังข่าวเดือนเสี้ยวจากต่างประเทศจนดึกดื่นหรือเลยเที่ยงคืน ... 
อันไหนคือความสะดวก อันไหนคือความลำบาก วิญญูชนย่อมเข้าใจได้ไม่ยาก ...
ก็อาจจะยังหลงเหลือข้ออ้างอีกข้อหนึ่งของบุคคลบางกลุ่มที่รู้สึกว่า ไม่ค่อยจะเข้าท่า เอาเสียเลย ในการถือศีลอดและออกอีดตามการเห็นเดือนของต่างประเทศ  คือการอ้างว่า เมื่อเรารวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือเป็นชมรมใดๆขึ้นมาแล้ว  ก็ควรจะแยกตัวเองเป็นอิสระในการดูเดือนเพื่อถือศีลอดและออกอีดเป็นของกลุ่มเราเอง โดยไม่จำเป็นจะต้องไปปฏิบัติตามการเห็นเดือนของสำนักจุฬาราชมนตรีอีกต่อไป ...
ผมอยากจะขอถามว่า ...
1. การกำหนดวันดูดวงจันทร์ เพื่อถือศีลอดและออกอีดของสำนักจุฬาราชมนตรีในแต่ละครั้ง  ไม่ถูกต้องซุนนะฮ์ในข้อใด พวกท่านจึงปฏิบัติตามไม่ได้ ? ...
2.  การที่พวกท่านต้องการแยกตัวเองออกจากสำนักจุฬาราชมนตรีซึ่งเป็นผู้นำของมุสลิมในประเทศไทยที่ถูกต้องตามหลักการและหลักกฎหมาย  โดยอ้างว่าต้องการ  ดูเดือนเอง  ในการถือศีลอดของกลุ่มตนเองอย่างอิสระนั้น ...  
แน่ใจหรือว่า  หลังจากแยกตัวออกจากสำนักจุฬาฯ แล้ว  กลุ่มหรือชมรมของพวกท่านจะทำการ  ดูเดือนเอง อย่างที่อ้าง ? ... 
แน่ใจหรือว่า  สุดท้ายพวกท่านจะไม่หันไป ตักลีด หรือ หลับหูหลับตา ตามนักวิชาการกลุ่มอื่นที่ สถาปนาตัวเอง เป็น  ผู้นำ  ด้วยการประกาศให้มุสลิมในประเทศไทยถือศีลอดและออกอีดตามการเห็นเดือนในต่างประเทศจากอินเตอร์เน็ต  แข่งกับจุฬาราชมนตรีซึ่งเป็นผู้นำที่แท้จริง  ทั้งๆที่ทุกครั้งท่านจุฬาฯ ก็ได้ออกประกาศให้พวกท่าน ดูเดือน ด้วยตัวของพวกท่านเอง  แล้วแจ้งข่าวไปให้สำนักจุฬาฯ ทราบและท่านก็พร้อมที่จะประกาศยอมรับการ رُؤْيَةٌ   (เห็นเดือนของพวกท่าน ? ...
ผู้นำแท้ สั่งให้พวกท่านดูเดือน  พวกท่านก็ไม่เคยดูและไม่เคย  แม้แต่คิด ที่จะดู ..  กลับคิดแต่จะ  แยกตัว  ออกจากผู้นำแท้เพื่อไป  ตักลีดผู้นำปลอม ลูกเดียว .. ทั้งๆที่สิ่งที่ผู้นำแท้สั่งพวกท่าน คือการดูเดือนนั้น .. ถูกต้องตามซุนนะฮ์! ...
มีหะดีษบทใดและซุนนะฮ์ข้อใดหรือที่อนุญาตให้เรา  ไม่ว่าจะอ้างตัวเองเป็นชาวซุนนะฮ์หรือผู้ที่เรากล่าวหาว่าเขาว่าเป็นพวกบิดอะฮ์  ฝ่าฝืนและแยกตัวเองออกจากการปฏิบัติตาม  คำสั่งที่ถูกต้องและชอบธรรม ของผู้นำ ? ...
3.  ผู้ที่อ้างว่าตัวเองเป็นชาวซุนนะฮ์ แต่ฝ่าฝืน  คำสั่งที่ถูกต้อง ของผู้นำ .. กับผู้ที่ถูกฝ่ายแรกกล่าวหาว่าเป็นพวกบิดอะฮ์  แต่ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดต่อ คำสั่งที่ถูกต้องของผู้นำ... 
ใครกันแน่คือผู้ที่กระทำบิดอะฮ์.. และใครกันแน่ที่ปฏิบัติตามซุนนะฮ์ ในกรณีนี้ ??? ...
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมจะงดเว้นจากการกล่าวถึงไม่ได้ก็คือ  การอ่านคุฏบะฮ์ของคอฏีบ(คอเต็บบางท่านที่นำชาวบ้านในมุเก่มของตน นมาซอีดิ้ลฟิฏรี่ปีนี้ ในวันศุกร์ที่ 12  ตุลาคม 2550  ที่ผ่านมา ตามการเห็นเดือนของประเทศซาอุฯ ... 
เท่าที่ทราบมา  คอเต็บบางท่านกล่าวในคุฏบะฮ์วันอีดของตนว่า ผู้ที่ไม่ออกอีดในวันศุกร์ตามซาอุฯ (เหมือนพวกตนเป็นพวกหะหร่าม ...
บางท่านกล่าวว่า ผู้ที่ไม่ออกอีดในวันศุกร์ตามซาอุฯ (เหมือนพวกตนเป็นผู้กระทำสิ่งบิดอะฮ์ ...
ที่รุนแรงที่สุดก็คือ ข้อกล่าวหาของคอเต็บ (ในภาคกลางบางท่านที่ว่า  ผู้ที่ไม่ออกอีดในวันศุกร์ตามซาอุฯ (เหมือนพวกตนเป็นผู้ที่มีสมองแต่ไม่ใช้สติปัญญา,  มีดวงตาแต่ไม่รู้จักมอง,  มีหูแต่ไม่รู้จักฟัง จึงไม่ต่างอันใดกับปศุสัตว์ ฯลฯ ... (ข่าวว่า อ้างโองการที่ 179 จากซูเราะฮ์อัล-อะอฺรอฟ มาประกอบการกล่าวหาด้วย...
ผมขอเรียนชี้แจงว่า ...
ผมไม่เคยเจอว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม จะเคยกล่าวหาผู้ที่ไม่ถือศีลอดรอมะฎอนและออกอีดิ้ลฟิฏรี่ตามประเทศซาอุฯ ว่า เป็นพวกหะหร่าม ...
ผมไม่เคยเจอว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม จะเคยกล่าวตำหนิผู้ที่ไม่ถือศีลอดรอมะฎอนและออกอีดิ้ลฟิฏรี่ตามประเทศซาอุฯว่า เป็นผู้กระทำสิ่งบิดอะฮ์ ...
และผมก็ไม่เคยเจอว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม จะเคยกล่าวประณามผู้ที่ไม่ถือศีลอดรอมะฎอนและออกอีดิ้ลฟิฏรี่ตามประเทศซาอุฯ ว่า ไม่รู้จักใช้สติปัญญาเหมือนสัตว์เดรัจฉาน ฯลฯ ... 
แต่, ผมเคยอ่านเจอเพียงว่า ท่านศาสดา ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้เคยกล่าวตำหนิ, และประณามผู้ที่  แยกตัวเองออกจากประชาชนส่วนใหญ่ (ที่ปฏิบัติตามผู้นำในสิ่งถูกต้อง แม้เพียงคืบเดียว  ว่า  เขาจะต้องตายในสภาพของพวกญาฮิลียะฮ์ ... 
    (บุคอรีย์,  หะดีษที่ 7143,  และมุสลิม,  หะดีษที่ 55/1849) ...
นี่คือหลักฐานของผม!...
 แล้วไหนล่ะ  หลักฐานของพวกท่าน ?? ...