อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ผู้ที่รับจะไปติดต่อผู้หญิงคนหนึ่งเพื่อสู่ขอ แต่ผู้ที่ไปติดต่อให้กลับติดต่อให้ตัวเอง



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

ผมมีคำถามจะถามอาจารย์ครับ
คือมีอาจารย์สอนศาสนาท่านหนึ่งได้รับอามานะห์จากผมไปเพื่อติดต่อผู้หญิงคนหนึ่งให้กับผมแต่ตลอดเวลาเขาติดต่อให้กับตัวของเขาเองจนถึงขั้นนิกะห์กันเขาปกปิดผมมาตลอด 3 ปีเวลาเจอกันเขาก็พูดให้กำลังใจตลอดมาถามว่าเขาทำแบบนี้เขาเป็นคนอย่างรัยครับแล้วถ้าผิดๆแบบไหนครับมีผู้รู้ท่านหนึ่งบอกว่าความผิดของเขาถึงขนาดต้อง ฮักกุ่ลอาดัมขอถามอาจารย์ช่วยตอบผมด้วยตอนนี้ผมเครียดกับเรื่องนี้มากครับ

ตอบ
 ใครก็ตาม ถ้ามีพฤคิการณ์อย่างที่คุณเล่ามาจริง ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้รู้หรือผู้ไม่รู้ ถือว่า ไม่ถูกต้องทั้งนั้นแหละครับ เพราะจะเข้าข่ายการทรยศต่อความไว้วางใจท่ีผู้อื่นมอบให้ ซึ่งเป็นเครื่องหมายหนึ่งของคนมุนาฟิกครับ ...

การแอบไปนิกาห์



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
อยากถามว่ากรณีที่ทั้งคู่เป็นแม่ม่ายแล้วจะนิกะใหม่แต่ที่บ้านไม่รู้ไปนิกะกันต่างจังหวัดอยู่สงขลาแต่ไปนิกะที่สตูล การนิกะจะสมบูรณ์มั้ยอาจารย์

ตอบ
วิธีการแอบไปนิกาห์กันต่างจังหวัด ผมไม่สนับสนุนและไม่เห็นด้วย กลัวเผลอๆจะได้เสียกันก่อนที่จะทันนิกาห์ การนิกาห์ก็จะใช้ไม่ได้เว้นแต่ทั้งคู่ต้องเตาบะฮ์ให้ถูกต้องก่อนเท่านั้น

และยังเป็นการไม่ให้เกียรติพ่อแม่ฝ่ายหญิงอีกด้วย

 แต่ถ้าถามว่า การนิกาห์ในลักษณะนี้จะใช้ได้หรือไม่ ?

 ผมขอตอบว่า นักวิชาการมีทัศนะว่า กรณีฝ่ายหญิงอยู่ห่างไกลจากบ้านหรือบิดา (วะลีย์) มาเป็นระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ก็สามารถให้ผู้นำในท้องที่นั้นๆ อาทิเช่น ประธานกรรมการจังหวัดทำการนิกาห์ให้ได้ แต่ถ้าท่านประธานฯ เรียกร้องเงินทองในการนิกาห์ให้ ก็อนุโลมให้ชายหญิงคู่นั้น แต่งตั้งผู้ชายที่มีคุณธรรมสักคนในท้องที่นั้นเป็นวะลีย์เฉพาะกิจ เพื่อทำการนิกาห์ให้กับเขาทั้งสอง (เรียกว่า นิกาห์แบบตะห์กีม)ก็ใช้ได้เช่นเดียวกันครับ

วัลลอฮุ อะอฺลัม ...


ขออธิบายเพิ่มเติมอีกนิดว่า กรณีหญิงชายที่แอบได้เสียกัน (ซินา) แล้วพากันไปนิกาห์ต่างจังหวัดนั้น

 การนิกาห์จะใช้ไม่ได้เลยถ้าทั้งคู่ไม่เตาบะฮ์ให้ถูกต้องเสียก่อน

แล้วการเตาบะฮ์น่ีอย่านึกว่าเป็นของง่าย คือแค่กล่าวว่า อัสตัฆฟิรุ้ลลอฮัลอะซีม ก็ใช้ได้แล้ว อย่างนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ เพราะถ้อยคำดังกล่าวไม่ใช่การเตาบะฮ์ แต่เป็นดุอาชนิดหนึ่งเรียกว่า ดุอาอิสติฆฟารฺ ซึ่งเมืื่อเป็นดุอา พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.จะทรงตอบรับหรือไม่ตอบรับก็ได้

 แต่การเตาบะฮ์ถ้าปฏิบัติถูกต้องจริงๆพระองค์ก็จะทรงตอบรับอย่างแน่นอน

ซึ่งการเตาบะฮ์นั้นจะมีองค์ประกอบหลักอยู่ 3 ประการคือ
 1. ต้องยุติความชั่วดังกล่าวโดยเด็ดขาด
2. ต้องตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไม่หวนกลับไปทำความชั่วนั้นซ้ำอีก และ
3 (ข้อนี้สำคัญที่สุดเพราะปฏิบัติยาก) คือ จะต้องเสียใจ, เศร้าใจอย่างแท้จริงในความชั่ว (ซินา) ที่เรากระทำลงไป
เพราะมันเป็นการฝ่าฝืนต่อข้อห้ามของพระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ.อย่างร้ายแรงที่สุด ..

ขอเรียนว่า มีหลายคู่แล้วที่พากันมาหาผมเพื่อให้ช่วยนิกาห์ให้ ซึ่งผมก็ไม่เคยนิกาห์ให้คู่ใดเลย เพราะแต่ละคู่ที่พากันมา ต่างหัวเราะกระซิกกระซี้ต่อกันอย่างสบายใจ

พอผมอธิบายหลักการนิกาห์คนซินาให้ทราบ เขาก็บอกว่า เขาเตาบะฮ์กันมาเรียบร้อยแล้ว แล้วลักษณะหัวเราะต่อกระซิกกันมาอย่างนี้หรือครับการเตาบะฮ์ของพวกเขา ?

อย่าปฏิเสธความจริงที่ว่า การซินาเป็นความสุข, เป็น "บาปหวาน" ..
 ดังนั้นผู้กระทำซินาส่วนมากจึงมักจะ "เสียดาย" ความสุขที่เคยได้รับ แทนที่จะสำนึกผิดและรู้สึก "เสียใจ" อันถือเป็นหัวใจของการเตาบะฮ์จริงๆดังกล่าวมาแล้ว

การนิกาห์คนซินาทำได้หรือไม่



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
อัสสลามุอะลัยกุม
มีคำถาม ซึ่งเกิดบ่อยในสังคม
๑.ชายหญิงคู่หนึ่ง ทำซินากันมา ภายหลังผู้หญิงได้ตั้งครรภ์ พ่อแม่เลยต้องจัดให้มีการนิกาห์ ถามว่าจะนิกาห์กันได้เลยหรือต้องรอให้คลอดก่อน
๒.เด็กที่คลอด(ลูกซินา) จะสืบเชื้อสายจากใคร (พ่อหรือแม่) มีระยะเวลา ๖ เดือนกับ ๒ กระพริบตา หลังจากอะกัด แล้วคลอด จะถือเป็นเชื้อสายทางพ่อใช่หรืไม่

ตอบ
 วะอลัยกุมุสสลามครับ ..
ปัญหาที่ถามมาเป็นปัญหาขัดแย้งระหว่างนักวิชาการตั้งแต่อดีตแล้วครับ
ในทัศนะของผมเห็นว่า ถ้าคู่ซินา (ขอย้ำว่า คู่ที่ทำซินากัน ไม่ใช่ผู้ชายอื่น) เตาบะฮ์ตัวถูกต้องตามหลักเตาบะฮ์จริงๆ ก็สามารถนิกาห์ให้ได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องรอให้คลอดเสียก่อนอย่างความเข้าใจของนักวิชาการบางท่าน และทั้งคู่ก็มีสิทธิ์ร่วมหลับนอนกันได้หลังจากนิกาห์เสร็จแล้ว ..

แต่ในกรณีซินากันแล้วและไม่แน่ใจว่าฝ่ายหญิงจะติดครรภ์มาจากการซินาหรือไม่ ก็ให้รอการนิกาห์ไว้สัก 1 หรือ 2 เดือนหลังจากซินาครั้งสุดท้าย
 เพื่อจะได้แน่ใจว่า ลูกที่เกิดมาหลังจากนิกาห์เป็นลูกที่ถูกต้อง มิใช่ลูกที่ติดค้างมาจากซินา

แต่ถ้านำทั้งคู่มานิกาห์กันเลยโดยไม่ผ่านการเตาบะฮ์ที่ถูกต้องเสียก่อน การนิกาห์นั้นก้เป็นเพียง "นิกาห์หลอก" เท่านั้น เพราะขาดเงื่อนไขสำคัญคือการเตาบะฮ์ ...

ส่วนเรื่องลูก หากแน่ใจว่าเป็นลูกที่ติดมาจากการซินา ไม่ว่าจะคลอดตอนไหน ก็ถือว่าเป็นเพียงลูกของแม่ มิใช่ลูกของพ่อครับ ..

 รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ หาอ่านได้จากหนังสือของผมชื่อ "การนิกาห์คนซินาทำได้หรือไม่"

ซึ่งเขียนวิเคราะห์หลักฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะครับ...

ใครกันแน่ที่โง่




มีเศรษฐีคนหนึ่งอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เขาได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายหรูหราและฟุ่มเฟือยด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ เขามีคนรับใช้อยู่คนหนึ่งซึ่งเป็นคนที่ออกจะโง่สักเล็กน้อย
วันหนึ่งเศรษฐีได้เรียกเขามาและให้ของขวัญชิ้นหนึ่งกับเขา พร้อมกับกล่าวว่า....
“จงเก็บรักษามันไว้ในที่ปลอดภัยจนกว่าแกจะเจอใครสักคนที่โง่กว่าแก เมื่อแกเจอแล้วก็เอามันให้เขาซะ”
คนรับใช้ตอบเจ้านาย .... “ดีมากเลยครับท่าน ”
เมื่อเวลาผ่านไป เศรษฐีได้ล้มป่วยหนัก หมอคนแล้วคนเล่าพยายามที่จะรักษาแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าอาการจะดีขึ้นเลย สุดท้ายเขาก็สิ้นหวัง และนอนรอความตาย เขาได้เรียกคนรับใช้มาและบอกแก่เขาว่า ..
“ฉันกำลังจะไปแล้ว หากฉันทำอะไรให้แกเดือดเนื้อร้อนใจ ก็ยกโทษให้ฉันด้วย”
“ครับท่าน แล้วท่านกำลังจะไปไหน ?”
“ไปในที่ ๆ ทุกคนต้องไป”
“แล้วเมื่อไหร่ท่านจะกลับครับ”
“ฉันกำลังจะไปในสถานที่ซึ่งไม่มีวันหวนกลับมาได้อีก”
“ผมเข้าใจแล้ว แล้วท่านได้เตรียมอะไรไว้ป้องกันจากความร้อนและความหนาวหรือยัง ?”
“ไม่”
“แล้วท่านเตรียมเสบียงไว้หรือยัง ?”
“ยัง”
เมื่อได้ยินดังนั้น คนรับใช้ก็หัวเราะพร้อมกับพูดว่า...
"ท่านครับ... มันเป็นเรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจมาก เพราะในที่อยู่ชั่วคราวของท่าน ท่านมีสิ่งอำนวยความสะดวกและให้ความสุขมากมาย มีตึกสูงใหญ่เอย สวนหย่อมเอย คนรับใช้เอย รถคันหรูเอย เครื่องบินส่วนตัวเอย เรือยอร์ชส่วนตัวเอย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ให้ความสบาย แต่ในบ้านอันเป็นสถานที่นิรันดร์ ท่านกลับไม่เตรียมอะไรเอาไว้เลย ตอนนี้ท่านช่วยบอกผมหน่อยสิว่า ผมจะหาคนที่โง่กว่าผมได้ที่ไหนได้อีก เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าควรจะเอาของขวัญที่ท่านได้มอบมาชิ้นนี้คืนให้กับท่าน"
เพราะกล่องของขวัญที่สามารถนำไปยังหลุมฝังศพของเราได้
มันคือ กล่องของความดี เท่านั้น
:
ข้อคิด : เราควรจะใช้เวลาในการทบทวนตัวเองอยู่เสมอว่าเราได้ทำอะไรที่เตรียมพร้อมไว้สำหรับโลกหน้าอันนิรันดร์บ้างหรือไม่ ?

บรรดาเศาะหาบะฮฺได้ถามท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า ......“ใครคือคนที่ฉลาดที่สุด ?”
ท่านนบีได้ตอบว่า... “คนที่ทบทวนตัวเองและเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตหลังความตาย”
.
.
แล้ววันนี้เราเตรียมอะไรไว้เพื่อป้องกันไฟนรกแล้วหรือยัง ?
.
.
.
.
เรื่องเล่าเตือนใจจาก dek d .com


วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

การที่มุสลิมบางคนแชร์คำสอนศาสนาอื่น



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
อัสสลามุอะลัยกุมครับ อยากทราบฮูก่มการที่คนมุสลิมเเชร์คำสอนของพระสงฆ์ในศาสนาพุทธบางท่าน ซึ่งเริ่มมีกระเเสการเเชร์เยอะขึ้น โดยเฉพาะคำสอนของพระสงฆ์นักบรรยายท่านหนึ่งซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนพุทธ ไม่เว้นเเม้เเต่เยาวชนมุสลิมบางคนก็ยังชอบฟังบรรยายของท่าน...?

ตอบ

วะอลัยกุมุสสลาม .. ถ้าเป็นคำสอนที่สอดคล้องกับหลักการศาสนาอิสลามเรา เช่นสอนเรื่องห้ามดื่มสุรา, สอนเรื่องห้ามผิดประเวณี เ๋ป็นต้นก็ไม่มีข้อห้ามในการแชร์ครับ

แต่ถ้าเป็นคำสอนที่ขัดต่อหลักอะกีดะฮ์หรือขัดต่อหลักปฏิบัติของเรา ก็ห้ามแชร์ครับ

นอกจากเจตนาเพื่อการศึกษาเรียนรู้ และจะต้องชี้แจงด้วยว่าเป็นคำสอนของศาสนาใด,

 จุดไหนขัดต่อหลักการศาสนาเราอย่างไรบ้าง เพราะมิฉะนั้น อาจเป็นอันตรายสำหรับมุสลิมผู้ขาดความรู้เรื่องศาสนาได้ครับ ..

ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้แชร์ครับ ถ้าแชร์โดยเจตนาต้องการเทิดทูนคำกล่าวของพระสงฆ์นั้นว่าเสมอเหมือนหรือสูงส่งกว่าคำกล่าวของพระผู้เป็นเจ้า ก็เป็นที่ต้องห้ามครับ

 แต่ถ้าแชร์โดยเจตนาต้องการให้รู้ว่า สิ่งนี้ (เช่นการห้ามดื่มสุรา) มิใช่จะมีเฉพาะในศาสนาของเรา ศาสนาอื่นก็ห้ามด้วยเหมือนกัน อย่างนี้ไม่มีปัญหาครับ ..



กุโบรฺอยู่ในมัสยิด




ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย


ถาม

อาจารย์ครับมัสยิดที่บ้านอยู่ในกุโบร์มี2ชั้นทำการละหมาดชั้น2จะได้ไหมครับ มีคนอ้างทรรศนะของเชคมุฮัมมัดอับดุลสลามว่าทำได้ ช่วยอธิบายหน่อยครับ ละหมาดทื่บ้านแทนจะดีไหมครับ



ตอบ
คำว่า "กุโบรฺ" ของคุณ ผมเข้าใจว่าคงหมายถึง "สุสาน" หรืออาณาบริเวณที่ถูกกำหนดไว้ให้เป็นที่ฝังศพโดยเฉพาะซึ่งภาษาอาหรับจะใช้คำว่า المقبرة

 ท่านอบูสอีด อัล-คุดรีย์ ร.ฎ. ได้รายงานมาจากท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมว่า
الأرض كلها مسجد إلا المقبرة والحمام
 (ผืนดินทั้งหมดเป็นที่สุญูด - คือใช้นมาซได้ - ยกเว้นบริเวณสุสานและห้องน้ำ) บันทึกโดยท่านอบูดาวูด, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์และท่านอิบนุมาญะฮ์ ด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง

เพราะฉะนั้น การไปสร้างมัสญิดอันเป็นสถานที่นมาซในบริเวณสุสานจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้นแล้วครับ ..

 ท่านอิบนุหัซม์ ได้กล่าวในหนังสือ "อัล-มุหั้ลลา" เล่มที่ 4 หน้า 27-28 โดยอ้างคำพูดของท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุหัมบัลว่า ...

من صلى فى مقبرة أو إلى قبر أعاد أبدا

คือ ใครที่นมาซในบริเวณสุสาน หรือหันไปหาหลุมศพ เขาจะต้องนมาซใหม่ตลอดไป

ส่วนท่านอิบนุตัยมียะฮ์ได้กล่าวในหนังสือ "อัล-อิคติยารอตฯ" หน้า 25 ว่า

ولا تصح الصلاة فى المقبرة ولا إليها ..

 คือ การนมาซในบริเวณสุสานหรือหันไปหาหลุมศพ ถือว่าไม่เศ๊าะฮ์ (ใช้ไม่ได้) ..

ส่วนจากคำถามของคุณอนุชาที่ว่า การนมาซบนชั้นสองของมัสญิดที่สร้างในบริเวณสุสานถือว่าใช้ได้ตามทัศนะของนักวิชาการดังที่อ้างมานั้น
 ผมไม่ทราบว่า ท่านเอาอะไรมาจำแนกว่า นมาซชั้นบนใช้ได้ ส่วนนมาซชั้นล่างใช้ไม่ได้ ในเมื่อแต่ละชั้นของมัสญิดนั้น สร้างในสถานที่ต้องห้ามคือสุสาน เหมือนกัน เพราะตามรูปการณ์แล้วถ้าจะไม่ได้ก็คงไม่ได้ทุกชั้นนั่นแหละ

สรุปแล้ว ผมไม่เห็นด้วยกับทัศนะดังกล่าวครับ ซึ่งมุมมองของผมอาจจะผิดก็ได้ั วัลลอฮุ อะอฺลัมครับ ..

ผมมองว่า การปลีกตัวออกจากมัสญิดลักษณะนี้ไปนมาซที่อื่น ไม่จัดเข้าอยู่ในประเด็น تفريق الكلمة
อันเป็นการแตกแยกที่ต้องห้ามหรอกครับ

เพราะประเด็นหลังเป็นกรณีที่มัสญิดหลังเดิมยังใช้เป็นสถานที่นมาซได้อย่างถูกต้อง
 แต่เราแยกออกไปเพราะเกลียดชังอิหม่ามหรือใครเป็นการส่วนตัว จึงถือเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แต่ในกรณีที่คุณถามมา มันไม่ใช่อย่างนี้มิใช่หรือครับ ?...



หะดิษที่ท่านนบีทำการสู่ขอท่านหญิงอาอิชะฮ์



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย


ถาม
อาจารย์ครับ ผมเคยได้ยินพี่น้องตับลีฆบอกว่า ท่านนะบีเคยหมั้นกับท่านหญิงอาอีชะห์ตอนที่ท่านหญิงอายุได้ 9 ชวบ จริงเท็จยังไงฝากอาจารย์ช่วยชี้แนะด้วยครับ ญะซากั้ลลอฮุคอยรอน.

ตอบ

พี่น้องตับลีฆอาจจะเข้าใจผิดครับ เพราะข้อเท็จจริงก็คือ ท่านรอซุ้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ "นิกาห์" กับท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ. ขณะที่ท่านหญิงอาอิชะฮ์อายุยังไม่ครบ 7 ขวบ แต่เป็นการนิกาห์กันเฉยๆยังไม่มีอะไรกัน ส่วนตอนทีท่านมีอายุ 9 ขวบ หมายถึงปีที่ท่านศาสดาได้เป็นสามีของท่านอย่างถูกต้องตามสิ่งที่สามีภรรยาจะพึงมีต่อกันครับ ...

สำหรับเรื่องการหมั้นนั้น ผมก็มิได้กล่าวเลยว่าอิสลามห้าม เพราะผมกล่าวว่า .. แต่ถ้าไม่ใช่ (คือไม่ใช่มีที่มาจากหลักการศาสนาพุทธหรือศาสนาใดก็ตาม) ก็คงไม่มีปัญหา (คือเรารับมาปฏิบัติได้) ตามกฎวิชาอุศู้ลุลฟิกฮ์ที่ว่า العادة محكمة مالم تخالف الشرعية (ประเพณีนิยมหรือค่านิยมใด เราสามารถปฏิบัติตามได้ ตราบใดที่มันไม่ขัดต่อบทบัญญัติ) ก็ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ทักท้วงมา ขออัลลอฮ์ตอบแทนความดีแก่คุณมากๆครับ ...


حَدَّثَنَا عَبْدُ اللَّهِ بْنُ يُوسُفَ حَدَّثَنَا اللَّيْثُ عَنْ يَزِيدَ عَنْ عِرَاكٍ عَنْ عُرْوَةَ أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ خَطَبَ عَائِشَةَ إِلَى أَبِي بَكْرٍ فَقَالَ لَهُ أَبُو بَكْرٍ إِنَّمَا أَنَا أَخُوكَ فَقَالَ أَنْتَ أَخِي فِي دِينِ اللَّهِ وَكِتَابِهِ وَهِيَ لِي حَلالٌ
( صحيح البخاري )

ถ้าเราพิจารณาข้อความของหะดีษบทนั้นจากคำพูดของท่านอบูบักรฺให้ดีจะเห็นว่า ท่านนบีย์มิได้ไป "หมั้น" ท่านหญิงอาอิชะฮ์ แต่ท่านไป "ทาบทามหรือสู่ขอ" ท่านหญิงฯจากท่านอบูบักรฺครับ ซึ่งคำว่า خطب ไม่จำเป็นต้องแปลว่า "หมั้น" อันหมายถึงการ "นำทรัพย์สินไปวางมัดจำเจ้าสาว" ตามค่านิยมสมัยนี้หรอกครับ แต่ในทางปฏิบัติสมัยท่านนบีย์ จะหมายถึง "การสู่ขอ" โดยตรงครับ และเมื่อสู่ขอตกลงกันแล้ว ก็นัดวันนิกาห์กันเลย ุจึงเป็นเรื่องถูกต้องที่ว่า การ خطب หรือการสู่ขอ ถือเป็นสิ่งที่ชอบตามหลักการอิสลาม.. และผมไม่เคยเจอว่าในสมัยนั้น จะมีการหมั้น คือการวางเงินมัดจำเหมือนการหมั้นสมัยนี้ื่แต่ประการใดครับ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านเจอหลักฐานการหมั้นดังลักษณะค่านิยมปัจจุบัน กรุณาแจ้งให้ผมทราบบ้าง จะขอบคุณมาก เพื่อผมจะได้จดจำไว้เป็นข้อมูลต่อไปครับ ...

ถ้าคำว่า "หมั้น" หมายถึงการสู่ขออย่างเดียว ข้อนี้ผมคิดว่าคงไม่มีความขัดแย้งหรอกครับเพราะมีหะดีษชัดเจนแล้ว แต่ในทางปฏิบัติทั่วไปในประเทศไทยจนเป็นประเพณีก็คือ การหมั้นอันหมายถึงการนำเงินหรือทองไปมัดจำฝ่ายหญิง จะเป็นขั้นตอนที่สองซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจากการสู่ขอแล้ว ซึ่งจุดนี้แหละครับคือสิ่งที่ผมตอบไปว่าไม่เคยเจอในอิสลาม ก็ขอขอบคุณอีกครั้งครับที่มีข้อเสนอแนะมา ทำให้ความเข้าใจในปัญหานี้ชัดเจนยิ่งขึ้น ญะซากุมุ้ลลอฮุ ค็อยร็อนครับ ...