อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ละหมาดคืนนิสฟุชะอฺบาน 100 รอ็กอัต เป็นสุนนะฮจริงหรือ



ในหนังสือความประเสริฐของคืนนิสฟุชะอบาน หน้า 7 ของ โต๊ะครูท่านหนึ่ง ระบุว่า
ทัศนะของสะละฟุศศอลิห์เกี่ยวกับคืนนิศฟุชะอฺบาน

ท่านมุฮัมมัด บิน อิสหาก (เสียชีวิต ฮ.ศ. 227) ได้กล่าวบันทึกประวัติศาสตร์ในยุคสะลัฟไว้ความว่า

ذِكْرُ عَمَلِ أَهْلِ مَكَّةَ لَيْلَةَ النِّصْفِ مِنْ شَعْبَانَ وَاجْتِهَادِهِمْ فِيهَا لِفَضْلِهَا وَأَهْلُ مَكَّةَ فِيمَا مَضَى إِلَى الْيَوْمِ إِذَا كَانَ لَيْلَةُ النِّصْفِ مِنْ شَعْبَانَ، خَرَجَ عَامَّةُ الرِّجَالِ وَالنِّسَاءِ إِلَى الْمَسْجِدِ، فَصَلَّوْا، وَطَافُوا، وَأَحْيَوْا لَيْلَتَهُمْ حَتَّى الصَّبَاحَ بِالْقِرَاءَةِ فِي الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ، حَتَّى يَخْتِمُوا الْقُرْآنَ كُلَّهُ، وَيُصَلُّوا، وَمَنْ صَلَّى مِنْهُمْ تِلْكَ اللَّيْلَةَ مِائَةَ رَكْعَةٍ يَقْرَأُ فِي كُلِّ رَكْعَةٍ بِالْحَمْدُ، وَقُلْ هُوَ اللهُ أَحَدَ عَشْرَ مَرَّاتٍ، وَأَخَذُوا مِنْ مَاءِ زَمْزَمَ تِلْكَ اللَّيْلَةَ، فَشَرِبُوهُ، وَاغْتَسَلُوا بِهِ، وَخَبَّؤُوهُ عِنْدَهُمْ لِلْمَرْضَى، يَبْتَغُونَ بِذَلِكَ الْبَرَكَةَ فِي هَذِهِ اللَّيْلَةِ، وَيُرْوَى فِيهِ أَحَادِيثُ كَثِيرَةٌ

“กล่าวถึงการปฏิบัติของชาวมักกะฮ์ในคืนนิศฟุชะอฺบานและการที่พวกเขาทุ่มเทให้แก่ความประเสริฐของคืนนั้น ชาวมักกะฮ์ตั้งแต่อดีตจนถึงวันนี้ (หมายถึงในยุค ฮ.ศ. 200) เมื่อถึงคืนนิศฟุชะอฺบาน ผู้คนทั่วไปทั้งชายและหญิงต่างออกไปที่มัสยิดอัลฮะรอม แล้วพวกเขาก็ทำการละหมาด เฏาะวาฟ ทำการฟื้นฟูค่ำคืนของพวกเขาด้วยการอ่านอัลกุรอ่านจบทั้งหมดในมัสยิดฮะรอมถึงยามรุ่งสาง แล้วพวกเขาก็ทำการละหมาด และผู้ใดจากพวกเขาได้ทำการละหมาดในค่ำคืนนั้น 100 ร็อกอะฮ์ และอ่านซูเราะฮ์อัลฮัมด์(ฟาติฮะฮ์)ในทุกร็อกอะฮ์พร้อมกับกุลฮุวัลเลาะฮ์ 10 ครั้ง และเอาน้ำซัมซัมในคืนนั้นมาดื่มและอาบ และได้เก็บน้ำนั้นไว้ให้แก่บรรดาผู้ป่วย พวกเขากระทำสิ่งดังกล่าวเพื่อแสวงหาบะรอกะฮ์ในค่ำคืนนี้และมีหะดีษมากมายที่ถูกรายงานเกี่ยวกับสิ่งดังกล่าว”ดู อะบูอับดิลลาฮ์ มุฮัมมัด บิน อิสหาก บิน อับบาส อัลมักกีย์ อัลฟากิฮีย์, อักฺบารมักกะฮ์ ฟี ก่อดีมิฮี วะ ฮะดีษิฮ์, ตะห์กีก: อับดุลมาลิก อับดิลลาฮ์ ฮุดัยช์ (เบรูต: ดารุ คิฎร์, พิมพ์ครั้งที่ 2, ฮ.ศ. 1414), เล่ม 3, หน้า 84.
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>.

ขอชีแจงดังนี้

อิหม่ามนะวาวีย์ (ร.ฮ) กล่าวว่า

الصَّلَاةُ الْمَعْرُوفَةُ بِصَلَاةِ الرَّغَائِبِ ، وَهِيَ ثِنْتَا عَشْرَةَ رَكْعَةً تُصَلَّى بَيْنَ الْمَغْرِبِ وَالْعِشَاءِ لَيْلَةَ أَوَّلِ جُمُعَةٍ فِي رَجَبٍ ، وَصَلَاةُ لَيْلَةِ نِصْفِ شَعْبَانَ مِائَةُ رَكْعَةٍ وَهَاتَانِ الصَّلَاتَانِ بِدْعَتَانِ وَمُنْكَرَانِ قَبِيحَتَانِ وَلَا يُغْتَرُّ بِذَكَرِهِمَا فِي كِتَابِ قُوتِ الْقُلُوبِ ، وَإِحْيَاءِ عُلُومِ الدِّينِ ، وَلَا بِالْحَدِيثِ الْمَذْكُورِ فِيهِمَا فَإِنَّ كُلَّ ذَلِكَ بَاطِلٌ
การละหมาดที่เป็นที่รู้จักกัน ด้วยชื่อว่าละหมาดอัรเราะฆออิบ และมันคือ ละหมาด 12 รอ็กอัต ถูกละหมาดระหว่างละหมาดมัฆริบและอีชา ในค่ำวันศุกร์แรกของเดือนเราะญับ และการละหมาดคืนนิสฟุชะอบาน 100 รอ็กอัตนั้น ละหมาดสองประเภทนี้ เป็นบิดอะฮและเป็นสิ่งที่ถูกห้าม(มุงกัร) ที่น่าเกลียด และอย่าถูกหลอกด้วยสาเหตุที่มีการระบุไว้ในหนังสือ “เกาตุลกุลูบ และเอียะยาอุลูมิดดีน และอย่าได้ถูกหลอกด้วยหะดิษที่ถูกระบุเกี่ยวกับมันทั้งสอง เพราะแท้จริง ทั้งหมดนั้น “เป็นเท็จ” ....ดู อัลมัจญมัวะ ของอิหม่ามนะวาวีย์ เล่ม 4 หน้า 57

อัลหะฏอบ (ร.ฮ)กล่าวว่า

لَا يَخْتَلِفُ الْمَذْهَبُ فِي كَرَاهَةِ الْجَمْعِ لَيْلَةَ النِّصْفِ مِنْ شَعْبَانَ وَلَيْلَةَ عَاشُورَاءَ وَيَنْبَغِي لِلْأَئِمَّةِ الْمَنْعُ مِنْهُ ا

.มัซฮับไม่มีการเห็นขัดแย้งกัน ใน การมักรูฮ(เป็นสิ่งที่น่ารักเกียจ) รวมตัวกันคืนนิสฟุชะอบาน และค่ำคืออาชูรอ และสมควรที่บรรดาอิหม่ามห้ามจากมัน – ดู มะวาฮิบุลญะลีล 2/74
>>>>>>>>>>>>>
จึงสรุปว่า การละหมาดสุนัตนิสฟุชะฮบาน 100 เราะกะอัต ที่ที่ผู้เขียนตำรา ความประเสริฐของคืนนิสฟุชะอบานนั้น เป็นสิ่งที่เป็นบิดอะฮไม่มีในสุนนะฮนบี


................
อะสัน  หมัดอะดั้ม


เช็คบินบาซ กล่าวว่า

أن الاحتفال بليلة النصف من شعبان بالصلاة أو غيرها أو تخصيص يومها بالصيام بدعة منكرة عند أكثر أهل العلم، وليس له أصل في الشرع المطهر، بل هو مما حدث في الإسلام بعد عصر الصحابة رضي الله عنهم

แท้จริงการเฉลิมฉลอง คืนนิสฟุชะอบาน ด้วยการละหมาดหรืออื่นจากมัน หรือ เจาะจง วันนิสฟุชะอบาน ด้วยการถือศีลอด คือ บิดอะฮที่ต้องห้าม ในทัศนะนักวิชาการ และไม่มีที่มาในบทบัญญัติอันบริสุทธิ์ แต่ทว่า มันเป็นส่วนหนึ่งจาก สิ่งที่ถูกประดิษขึ้นใหม่ในอิสลาม หลักจากยุคสมัยของเหล่าเศาะหาบะฮ(ร.ฎ)
التحذير من البدع"(ص/19)

อิบนุเราะญับ(ร.ฮ) กล่าวว่า

وأنكر ذلك ـ أي: تخصيص ليلة النصف بعبادة ـ أكثر العلماء من أهل الحجاز، منهم عطاء وابن أبي مليكة، ونقله عبد الرحمن بن زيد بن أسلم عن فقهاء أهل المدينة، وهو قول أصحاب مالك وغيرهم، وقالوا: ذلك كله بدعة
บรรดาอุลามาอ์หิญาซส่วนมาก คัดค้านดังกล่าวนั้น(หมายถึง การเจาะจงคืนนิสฟุชะอบานด้วยการทำอิบาดะฮ )ส่วนหนึ่งจากพวกเขาคือ อะฏออฺ, อิบนุอบีมุลัยกะฮ และ อับดุรเราะหมานบิน เซด บิน อัสลัม ได้รายงานมัน จากบรรดาปราชญฟิกฮ ชาวมะดีนะฮ และมันคือ ทัศนะปราชญมัซฮับมาลิก และอื่นจากพวกเขา และพวกเขากล่าวว่า ดังกล่าวนั้นทั้งหมด คือ บิดอะฮ
لطائف المعارف (263).


การอ่านอัลกุรอ่านอุทิศบุญให้คนตาย


เช็ค บะกัร อบูเซด (ฮ.ศ 1365-1429) กล่าวว่า

لا يصح عن النبي صلى الله عليه وسلم قراءة شيء من القرآن الكريم للميت، لا مُخَصَّصاً لسورة، أو سور، أو آية، أو آيات، لا مرتباً في حال، أو زمان، أو مكان، ولا مطلقاً.
ولذا فإن التعبد بقراءة شيء من القرآن الكريم وإهادئه للميت، لا يصل ثوابه إلى الميت على الصحيح من خلاف العلماء.

ไม่มีรายงานที่เศาะเฮียะ จากนบี ศอ็ลฯ ว่า อ่านสิ่งใดๆจากอัลกุรอ่านุลกะรีม แก่ผู้ตาย ไม่ว่าจะเจาะจงซูเราะฮใด หรือบรรดาซูเราะฮ หรืออายะฮใดๆ หรือบรรดาอายะฮ ไม่ว่าจะถูกกำหนดในเวลาปัจจุบัน หรือเวลาใดๆ หรือสถานที่ใดๆ และไม่ว่าจะไม่จำกัดเวลาก็ตาม และเพราะเหตุนี้ แท้จริง การทำอิบาดะฮ ด้วยการอ่านสิ่งใดๆจากอัลกุรอ่านุลกะรีม และอุทิศมันให้แก่ผู้ตาย ผลบุญของมันจะไม่ถึงผู้ตาย ตามทัศนะที่เศาะเฮียะ จากการเห็นขัดแย้งของบรรดาอุลามาอฺ – ดู ตัศเฮียะอัดดุอา หน้า 499

والله أعلم بالصواب



สำเนาหนังสือ ตัศเฮียะอัดดุอาอฺ หน้า 499




ถือศีลอดแต่ไม่ละหมาด


السؤال: ما حكم الصوم مع ترك الصلاة في رمضان؟
คำถาม :อะไรคือข้อตัดสินของ การถือศีลอด พร้อมกับทิ้งละหมาดในเดือนเราะมะฎอน ?

الإجابة: إن الذي يصوم ولا يصلي لا ينفعه صيامه، ولا يُقبل منه، ولا تبرأ به ذمته. بل إنه ليس مطالباً به مادام لا يصلي، لأن الذي لا يصلي مثل اليهودي والنصراني، فما رأيكم أن يهوديًّا أو نصرانيًّا صام وهو على دينه، فهل يقبل منه؟ لا. إذن نقول لهذا الشخص: تب إلى الله بالصلاة وصم، ومن تاب تاب الله عليه.

คำตอบ : แท้จริงผู้ที่ถือศีลอด และเขาไม่ละหมาด การถือศีลอดของเขา ก็ไม่ให้ประโยชน์แก่เขา และมันจะไม่ถูกรับจากเขา และภาระหน้าที่รับผิดชอบ ก็จะไม่พ้นจากเขา ตราบใดที่เขาไม่ละหมาด เพราะแท้จริง คนที่ไม่ละหมาด ก็เหมือน ยะฮูดีและนัศรอนีย์ แล้วท่านมีความเห็นอย่างไร กับการที่ ยะฮูดีย์ และนัศรอนีย์ ถือศีลอด โดยที่เขาอยู่บนศาสนาของเขา มันถูกรับจากเขาไหม ? ยอมไม่ถูกรับ(แน่นอน) ดังนั้น เราจะกล่าวแก่บุคคลคนนี้ว่า “ จงสารภาพผิด(เตาบัต)
ต่ออัลลอฮ ด้วยการละหมาดและถือศีลอด และผู้ใดสารภาพผิด แน่นอน อัลลอฮ จะทรงให้อภัยแก่เขา
ــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــ
مجموع فتاوى و رسائل الشيخ محمد صالح العثيمين المجلد العشرون - كتاب الصيام.






คนชราต้องถือศีลอดไหม


คนชราที่มีความลำบากในการถือศีลอด ก็ไม่ต้องถือศีลอด แต่ให้จ่ายอาหารแก่คนยากจนแทน
ดังพระดำรัสของอัลเลาะห์ ( ซบ. ) ว่า

وعلي الذين يطيقون فدية طعام مســكين

ความว่า “ และสำหรับผู้ที่ไม่สามารถถือศีลอด เขาจะต้องจ่ายฟิดยะห์เป็นอาหารแก่คนขัดสน 1 มุด ต่อคน ทุกวัน

عَنْ ابْنِ عَبَّاسٍ رضي الله عنه في قوله تعالى : { وَعَلَى الَّذِينَ يُطِيقُونَهُ فِدْيَةٌ طَعَامُ مِسْكِينٍ } قَالَ : كَانَتْ رُخْصَةً لِلشَّيْخِ الْكَبِيرِ وَالْمَرْأَةِ الْكَبِيرَةِ وَهُمَا يُطِيقَانِ الصِّيَامَ أَنْ يُفْطِرَا وَيُطْعِمَا مَكَانَ كُلِّ يَوْمٍ مِسْكِينًا وَالْحُبْلَى وَالْمُرْضِعُ إِذَا خَافَتَا قَالَ أَبُو دَاوُد يَعْنِي عَلَى أَوْلادِهِمَا أَفْطَرَتَا ( أخرجه أبو داود 1947 ) وصححه الألباني في الإرواء ( 4 / 18 ، 25 )

จากอิบนิอับบาส(ร.ฎ)เกี่ยวกับคำตรัสของอัลลอฮ ตะอาลาที่ว่า

وَعَلَى الَّذِينَ يُطِيقُونَهُ فِدْيَةٌ طَعَامُ مِسْكِينٍ

และหน้าที่ของบรรดาผู้ที่ ถือศีลอดด้วยความลำบากยิ่งนั้น คือการชดเชยอันได้แก่การให้อาหาร (มื้อหนึ่ง) แก่คนมิสกีนคนหนึ่ง

เขา(อิบนุอับบาส)กล่าวว่า เป็นข้อผ่อนปรนแก่ชายและหญิงชรา โดยที่เขาทั้งสองมีความลำบากต่อการถือศีลอด ให้เขาทั้งสองละศีลอดและจ่ายอาหารแก่คนยากจนแทนทุกวัน และหญิงมีครรภ์และหญิงให้นมบุตรนั้น เมื่อนางทั้งสองกลัว - อบูดาวูดกล่าวว่า หมายถึงกลัวจะอันตรายต่อบุตรของนางทั้งสอง ก็ให้นางละศีลอด- บันทึกโดยอบูดาวูด หะดิษหมายเลข 1947 อัลบานีย์ระบุในอัลอิรวาอ์ เล่ม 4 หน้า 18,25 ว่า เป็นหะดิษเศาะเฮียะ




คนขัดสน (มิสกีน) ได้แก่ คนที่มีค่าเลี้ยงชีพในแต่ละวันครึ่งหนึ่ง หรือมากกว่า แต่ไม่เพียงพอ คนประเภทนี้จะฐานะดีกว่าคนยากไร้ และสามารถรับซะกาตได้ ซึ่งในทานที่เป็นข้อบังคับนั้น ผู้มีสิทธิ์ในการรับซะกาตประเภทนี้ ต้องเป็นมุสลิมครับ
ท่านนบี ศอ็ลฯกล่าวแก่ท่านมุอาซว่า تُؤْخَذُ مِنْ أَغْنِيَائِهِمْ وَتُرَدُّ عَلَى فُقَرَائِهِمْ ) رواه البخاري (1395) ให้ท่านเอาจากบรรดาคนรวยในหมู่พวกเขา(มุสลิม) และนำไปให้กับบรรดาคนยากจนในหมู่พวกเขา -บุคอรี




คันหู..แคะหูเสียศีลอดไหม?


อิบนุอุษัยมีน (ร.ฮ)กล่าวว่า

وأما قطرة العين - ومثلها أيضاً الاكتحال - وكذلك القطرة في الأذن : فإنها لا تفطر الصائم ؛ لأنها ليست منصوصاً عليها ؛ ولا بمعنى المنصوص عليه ، والعين ليست منفذاً للأكل والشرب ، وكذلك الأذن ، فهي كغيرها من مسام الجسد .

และสำหรับการหยอดตา และที่เหมือนกับมัน คือ การเขียนตา และในทำนองเดียวกันนั้น คือการหยอดหู แท้จริงมันไม่ทำให้เสียศีลอด เพราะแท้จริง มันไม่มีตัวบทระบุไว้บนมัน และไม่มีความหมายของสิ่งที่เป็นตัวบท(หลักฐาน) บนมันก็ไม่มี และตา ก็ไม่ใช่ช่องปาก สำหรับกินและดื่ม และ หูก็เช่นเดียวกัน เพราะมัน เป็นส่วนหนึ่งจากบรรดารูของร่างกาย เหมือนกับอื่นจากมัน - ฟะตาวา อัศศิยาม หน้า 206

สรุป 
ตาและหู ไม่ใช่ช่องปากสำหรับกินและดื่ม มันเป็นเพืองส่วนของร่างกายที่เป็นรูเหมือนกับส่วนอื่น การหยอดตา หยอดหูจึงไม่ทำให้เสียศีลอด เพราะไม่มีตัวบทหลักฐานยืนยันไว้



เป็นเรื่องแปลก หลักฐานในการห้ามสำหรับผู้ถือศิลอด คือ การกินการดิ่ม และการมีเพศสัมพันธ์ แล้วมีการเอารูหู รู้จมูก รูก้น กิยาส กับการกิน การดื่ม ถ้าเอาอาหารใส่ในรูหู เขาเรียกว่าหูกินอาหารหรือ ถ้าเอาน้ำใส่รูหู เขาเรืองหูดื่มน้ำหรือ ถ้าเอานิ้วแหย่ รูหู นิ้วได้มีเพศสัมพันธ์กับหูหรือ แปลก เขาคิดได้ไง





การว่ายน้ำและดำน้ำของผู้ถือศีลอด มีข้อตัดสินว่าอย่างไร


: ما حكم العوم للصائم أو الغوص في الماء؟
ถาม : การว่ายน้ำและดำน้ำของผู้ถือศีลอด มีข้อตัดสินว่าอย่างไร

الإجابة: لا بأس أن يغوص الصائم في الماء، أو يعوم فيه ـأي يسبح- لأن ذلك ليس من المُفطرات، والأصل الحل حتى يقوم دليل على الكراهة أو على التحريم، وليس هناك دليل على التحريم ولا على الكراهة، وإنما كرهه بعض أهل العلم خوفاً من أن يدخل إلى حلقه شيء وهو لا يشعر به.
ตอบ : การดำน้ำของผู้ถือศีลอด หรือว่ายน้ำ นั้น ไม่เป็นไร เพราะดังกล่าว ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาสิ่งที่ทำให้เสียศีลอด หลักเดิมคือ อนุญาต จนกว่าจะมีหลักฐานมาแสดงบอกว่า น่ารังเกียจ(มักรูฮ) หรือ ต้องห้าม(หะรอม) และ ณ ที่นี้ ไม่มีหลักฐานใดๆแสดงบอกว่า ห้าม และไม่มีหลักฐานใดๆแสดงบอกว่าน่ารังเกียจ (มักรูอ) และความจริง นักวิชาการบางส่วนถือว่ามันเป็นสิ่งน่ารังเกียจ(มักรูฮ) เพราะเกรงว่ามีสิ่งใดๆเข้าไปในลำคอโดยที่เขาไม่รู้ตัว
ــــــــــــــــــــــــــــــــــــــــ
مجموع فتاوى و رسائل الشيخ محمد صالح العثيمين المجلد التاسع عشر - كتاب مفسدات الصيام





ละหมาดคือเสาหลักของศาสนาอิสลาม


ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศอ็ลลัลลอฮุอะยัยฮิวะสัลลัม. กล่าวว่า

رَأْسُ اْلأَمْرِ الإِسْلاَمُ وَعَمُودُهُ الصَّلاَةُ

ความว่า “ สิ่งสำคัญสุดของกิจการทั้งปวงคืออิสลาม และเสาหลักของอิสลามคือการละหมาด “ บันทึกโดยอัตติรมิซีย์
رواه الترمذي 2616 وصححه الألباني في صحيح الترمذي 2110.

สรุป
เมื่อละหมาดเสมือนหนึ่งเสาหลักของอิสลาม หากปราศจากเสาแล้วบ้านจะอยู่ได้อย่างไร อิสลามก็เช่นเดียวกัน ถ้าบุคคลไม่มีละหมาด อิสลามจะอยู่กับเขาได้อย่างไร