อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

รูปลักษณ์

อัลฮัมดุลิลละฮ์

"รูปลักษณ์"

หรือที่เรียกว่าการตีค่าสิ่งที่เห็น
เห็นจะประมาณนั้น....
จะยากดี มีจน หรือมากมายจนล้น
ทุกคนล้วนมีความหมาย
การบริจาค (ซากาต)
ไม่จำกัดว่าต้องคนที่มีมาก เท่านั้น
แต่การให้ ให้ได้เสมอไม่จำกัด
อย่ารอจนมีค่อยขยับ
คุณ หรือ ใครรู้แบบไหนว่าจะรวย
หรือยังมีลมหายใจที่จะอยู่ให้
ให้ที่เป็นมือบน มันมากค่าเสมอ
ไม่ต้องรอว่ามีแล้วค่อยให้
ให้ความสำคัญกับแบบอย่าง
ของเราให้มาก ก่อนที่จากลา
จะมาเยือนเรา เมื่อเราจากลา
มาถึง เราไม่สามารถ ทำอะไรได้
ไม่สามารถขอกลับมาแก้ไข
จะเห็นได้จาก การที่เรามาส่ง
คนสำคัญในชีวิต ที่จากลา
ถึงอาญัล ของอัลลอฮ์(ซ.บ.)
เราทำได้แค่ดุอาร์ให้เค้า
คิดในทางกลับกัน เรา คุณ
หรือ ข้าพเจ้า เสบียงที่เราทำ
จะมีมากพอเพียงใด คิดให้มาก
ก่อนต่อรองเวลา เพราะความตาย
อยู่กับ เรา ทุกวินาที ทำดีให้มาก
ละเว้นให้เยอะ
น่ะคนดี



..................
ฮาซานะ นะค่ะ







คุณลักษณะที่มนุษย์ควรเอามาประดับตนเอง


คุณลักษณะต่างๆที่สำคัญ ที่มนุษย์ควรเอามาประดับตนเอง ทั้งนี้เพื่อการเป็นมุสลิมในด้านจรรยามารยาทอย่างแท้จริงมีดังต่อไปนี้

1 ระวังตนจากสิ่งต่างๆที่น่าคลางแคลง ( ชุบฮาต ) กล่าวคือ มุสลิมจะต้องหลีกห่างจากการกระทำในสิ่งที่ต้องห้าม(หะรอม ) และรวมทั้งต้องระมัดระวังจากสิ่งต่างๆที่อยู่ในข่ายของชุบฮาตด้วย

2 ยับยั้งสายตา คือต้องลดสายตาจากการมองในสิ่งหะรอมต่างๆที่อัลลอฮ์ทรงห้าม เพราะการจ้องมองจะทำให้เกิดอารมณ์ใคร่ และชักนำให้ตัวของผู้นั้นสู่ความชั่วและทำบาปได้

3 ระวังรักษาลิ้น คือการต้องรักษาวาจาจากคำพูดที่ไม่เป็นประโยชน์ การพูดคุยในสิ่งลามกอนาจาร การใช้ถ้อยคำและคำเปรียบเปรยที่หยาบโลน รวมทั้งพูดสิ่งไร้สาระ การติฉินนินทาต่างๆ

4 มีความละอาย กล่าวคือจะต้องมีความละอายแก่ใจอยู่เสมอในทุกสภาพการณ์ แต่ดังกล่าวนั้นจะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการกล้าแสดงความจริง ความละอายในที่นี้รวมถึงการที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องของคนอื่น การแสดงความนอบน้อม ไม่พูดด้วยเสียงอันดัง หรือ มีความพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่

5 มีความสุภาพอ่อนโยน และอดทน ในบรรดาคุณสมบัติที่เด่นชัดที่สุด และพึงมีในตัวของมุสลิมนั้นก็คือ ลักษณะแห่งการอดทนและสุภาพอ่อนโยน

............................
ศักดิ์มงคล คำนวน






วิธีการที่จะทำดวงหัวใจสงบนิ่ง



มีคนได้ถามบุคคลที่ดีท่านหนึ่งว่า : ท่านมีวิธีการอย่างไร ที่จะทำดวงหัวใจสงบนิ่ง ?
.
ท่านก็ตอบว่า : ตั้งแต่ฉันรู้จักอัลลอฮฺ พระองค์จะไม่ทรงประทานสิ่งที่ดีงาม นอกเหนือจากว่าฉันได้อาบน้ำละหมาด และทำการละหมาดชุโกรฺ (ขอบคุณพระองค์) ตัวฉันจะไม่ถูกประสบกับภยันตราย นอกเหนือจากว่าฉันได้อาบน้ำละหมาด และวอนขอต่อพระองค์ซึ่งความอดทน และฉันจะไม่รู้สึกงวนงงกับบางอย่าง นอกเหนือจากว่าฉันได้อาบน้ำละหมาด และละหมาดอิสติคอเราะฮฺ เพื่อให้พระองค์ทรงประทานสิ่งที่ดีงามที่สุดให้แก่ฉัน นี่แหล่ะชีวิตของฉัน มันจะผลัดกันไปมาระหว่างชุโกรฺ (ขอบคุณ) ศ็อบฺรฺ (อดทน) และดุอาอฺ (ขอพร)
ดังนั้น จงเป็นคนที่มีมารยาท ในเวลาที่คุณกำลังโศกเศร้าอยู่
จงขอบคุณต่ออัลลอฮฺให้มาก ในเวลาที่น้ำตาของคุณกำลังไหลหลั่ง
และจงเป็นคนที่นอบน้อม ในเวลาที่คุณกำลังเจ็บปวด
ความโศกเศร้าเสียใจ มันก็เหมือนความสุขสม มันเป็นของขวัญจากพระองค์ และมันจะอยู่กับคุณในเวลาที่ไม่นาน และมันก็จะต้องกลับไปยังพระองค์ แต่มันจะกลับไปหาพระองค์ ด้วยใบรายงานที่ถูกบันทึกว่า คุณเป็นบ่าวของพระองค์คนหนึ่ง ที่มีความอดทนอย่างสูงต่อทุกบททดสอบของพระองค์
.

............................................................
บทความดี ๆ จากเพจ : قصص الإستغفـــار
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ






รู้ได้อย่างไร ว่าใครคือ "คนในดุอาอฺ"



"คบกันมา 2 เดือนแล้ว เธอเป็นแฟนที่น่ารักมาก ฉันสัญญาว่า เธอจะเป็นคนในดุอาอฺของฉันตลอดไป" (?)
"ถึงแม้เขาจะไม่เคยสนใจเราเลย แต่เราก็จะดุอาอฺ ขอให้ได้เป็นแฟนกัน ไม่ว่ายังไง เขาจะอยู่ในดุอาอฺของเราเสมอ เพราะเขาคือ "คนในดุอาอฺ" ของเรา" (?)
"ถึงแม้จะเลิกกันไปแล้ว แต่ผมก็จะยังดุอาอฺให้เธออยู่ดี เผื่อวันข้างหน้า เราจะกลับมาคบกันอีกครั้ง" (?)
ข้อความพรรณนาในลักษณะนี้
ถูกโพสต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทางพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ : เฟชบุ๊ค
มันเป็นถ้อยคำที่ดูสวยหรู...หรือถูกเข้าใจว่าสวยหรู ดูดี
เพียงเพื่อพยายามทำให้คำว่า "แฟน"
ดูจะเป็นอะไรที่ถูกหลักศาสนามากขึ้น...นิดหน่อยก็ยังดี
แม้ในความเป็นจริง ทุกคนหรือแทบทุกคนจะรู้ดีอยู่แล้วว่า "มันเป็นไปไม่ได้เลย" ก็ตาม
ประเด็นแรกที่ควรและต้องพูดถึง (อยู่ดี) แม้จะถูกพูด ถูกนำเสนอมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วก็ตาม ก็คือเรื่อง "แฟน"
ความรู้ ความเข้าใจพื้นฐานสำหรับมุสลิมก็คือ
"แฟน" หรือสิ่งมีชีวิตที่ถูกจัดอยู่ในจำพวกนี้ หรือแม้กระทั้งระบบการมีอยู่และเป็นไปของมัน เป็นสิ่งไม่ถูกหลักการ ใช่! มันเป็นสิ่งผิดหลักการของอิสลาม
ประเด็นที่ควรพูดถึงมากกว่าว่า ""มันถูก หรือผิด ?" (ซึ่งคนส่วนมากก็ทราบในคำตอบดีอยู่แล้ว) จึงควรเป็น
"ถ้ามันผิดแน่ ๆ เราจะแก้อย่างไร ?"
ความจริง เรื่องของแฟนหรือระบบแฟน เป็นเรื่องหนึ่งที่ถูกพูดถึงอยู่หลายครั้งในสังคมของเรา ของมุสลิม
อาจจะเรียกได้ว่า เป็นปัญหา Top 10 ติดอันดังต้น ๆ ของวัยรุ่นมุสลิมในยุคนี้เลยก็ว่าได้
มีการให้ความรู้ ความเข้าใจ รวมไปถึงคำเตือนมากมายในเรื่องนี้
แต่เมืื่อพูดกันตามจริง ปัญหาของซะบ๊าบสมัยนี้ ไม่ใช่เรื่องของ "การไม่รู้" แต่เป็นเรื่องของ "การไม่ทำ"
คือ รู้ แต่ไม่ทำ หรือ พยายามบอกตัวเองว่า "ฉันทำไม่ได้หรอก"
ซึ่งถ้ามองให้ลึกลงไปกว่านั้น อาจจะแปลได้ว่า "ฉันคงทำตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺไม่ได้หรอก" ซึ่งความคิดแบบนี้ ต่อให้เราไม่จริงจังในการคิดหรือพูด มันก็เป็นสิ่งอันตรายอยู่ดี
ลองคิดดูว่า....
ในขณะที่ปากเราพร่ำบอกวารักอัลลอฮฺ จะไม่มีผู้ใดสำคัญมากไปกว่าพระองค์ แต่ก็เป็นขณะเดียวกับที่เราให้มนุษย์คนหนึ่ง มามีพื้นที่ในหัวใจของเราเท่ากับหรือมากกว่าอัลลอฮฺ
รู้ได้อย่างไร ว่าให้ความสำคัญกับ "ใครคนนนั้น" มากกว่าอัลลอฮฺ
ใครบางคนอาจมีคำถามในใจหลังจากได้อ่านข้อความข้างบน
คำตอบง่าย ๆ เลยก็คือ ถ้าคุณรักอัลลอฮฺอย่างที่ปากคุณพร่ำบอก "ใครคนนั้น" คงไม่มีและไม่สามารถจะมีพื้นที่อยู่ในหังใจของคุณมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่นี่...คุณปล่อยให้เขาเข้ามายึดเอาพื้นที่ในหัวใจของคุณไป ไม่ว่าจะโดยรู้หรือไม่รู้ เจตนาหรือไม่เจตนา แต่เมื่อคุณได้สติ และเริ่มมีปัญญาขึ้นมาบ้างแล้ว คุณก็ยังยินดีจะให้เขาหรือเธออยู่ในพื้นที่นั้นต่อไป ทั้งที่รู้ว่า อัลลอฮฺจะไม่ชอบใจแน่ ๆ กับสิ่งที่คุณทำ เพราะอัลลอฮฺได้สั่งห้ามไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า "และจงอย่าเข้าใกล้การละเมิดประเวณี แท้จริงมันเป็นการลามกและหนทางที่ชั่วร้ายยิ่ง" (อัลอิสรออฺ : 32)
อย่างที่มีการเรียกร้องให้ใคร่ครวญดำรัสนี้ในหลาย ๆ ครั้งว่า
อัลลอฮฺใช้คำว่า "อย่าเข้าใกล้" การทำซินา อัลลออฺไม่ได้ใช้ คำว่า "อย่าทำ" ซินา นั่นหมายรวมว่า อะไรก็แล้วแต่ที่รวมอยู่ในการ "เข้าใกล้" ล้วนเป็นสิ่งต้องออกห่างโดยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น การมอง การฟัง การพูดคุย การถูกเนื้อต้องตัว จับมือถือแขน และทุกสิ่งที่จะนำไปสู่มัน...สู่การซินา
จึงเป็นเรื่องที่เราสมควรและยังต้องหยิบมาพูดกันยาว ๆ กับประเด็นปัญหาของวัยรุ่น (หรือวัยไหน ๆ ก็ตาม) ข้อนี้ บนความเข้าใจตรงกันว่า ผู้เขียน ไม่ใช่คนมีความรู้ในระดับที่จะออกฟัตวาหรือหุก่มการกระทำ ชี้นิ้วบอกว่าใคร "ผิด" หรือ "ถูก" ได้ เป็ฯเป็นเพียงแต่คนคนหนึ่ง ที่อัลลอฮฺประสงค์ให้รู้สึกว่า การเรียกร้องมุสลิมให้หัันกลับสู่อิสลาม โดยเฉพาะกับวัยรุ่น เป็นสิ่งควรและต้องทำ ถึงแม้จะมีคนอื่นเป็นร้อยเป็นพันที่ทำเรื่องนี้อยู่แล้วก็ตาม
ส่วนเรื่อง "ผิด" หรือ "ถูก" คงเป็นเรื่องที่ต้องให้ "อิสลาม" เป็นสิ่งตัดสิน เพราะสิ่งนี้ ไม่ใช้หน้าที่ของผู้เขียน ผู้ัเขียนเป็นเพียงแต่ผู้เตือนเท่านั้นเอง


......................................
จากหนังสือ : LOVE STORY 4
โดย : อิสลาม คือ ศาสนาของเรา
อดทน เพื่อชัยชนะ




อะไรคือปัญหาของระบบแฟน ?




ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากพูดถึงเรื่องแฟนแล้ว
เรื่องขอบเขตระหว่างชายหญิง เป็นเรื่องที่ต้องพูดถึงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะระบบแฟน ก็เป็นเพียงสับเขตย่อย ๆ ของปัญหาในเรื่องขอบเขตชายหญิง นั่นคือ
เรา...ไม่ว่าจะชายหรือหญิง ถูกทดสอบหรือด้วยเรื่องแฟนก็สืบเนื่องมาจากเราวางขอบเขตของเราไม่ชัดเจน หรือไม่รัดกุมพอ
ปัญหานี้ เป็นปัญหาเฉพาะของวัยรุ่นหรือไม่ ?
ตอบได้ทันทีเลยว่า ไม่ใช่อย่างแน่นอนหากเราจะมองย้อนกลับไปไกลขึ้นอีกนิด
เราจะเห็นได้ว่า วัยรุ่นจะวางขอบเขตของตัวเองในระดับไหน มากหรือน้อย
ก็ขึ้นอยู่กับว่า เขาได้รับการปลูกฝัง การให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้จากพ่อแม่และคนในครอบครัว มากน้อยเพียงใด ใช่ ! การปล่อยปละละเลยหรือการให้ความสำคัญต่อเรื่องของคนคนหนึ่งอาจบ่งบอกได้ในระดับหนึ่งว่า ครอบครัวของเขาเป็นอย่างไร นั่นจึงหมายถึงว่า การปฏิบัติตัวของเขา ไม่ได้มีผลเฉพาะต่อตัวเรา
แต่มีผลต่อสายตาและความคิดของผู้คนที่มีต่อครอบครัวเราด้วย
หากเราทำตัวเสื่อม ๆ มันก็มีสิทธิ์เป็นไปได้ ที่ผู้คนจะมองครอบครัวของเราในมุมที่ไม่ดีนัก และจำไว้เถอะว่า หากเป็นอยา่งนั้น ตัวเราเองนั่นแหละ ที่ทำให้ผู้คนมองครอบครัวเราในทางที่เราไม่ชอบใจ จะโทษใครไม่ได้เลย
อะไรทำให้การละทิ้่งสิ่งนี้ เป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะปฏิบัติได้ยากเย็นนัก ?
"ชัยฏอนและนัฟซู" มักเป็นคำตอบของคนที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล กล่าวอ้าง คนประเภทนี้มักไม่ยอมรับว่า ความผิดที่ทำนั้นเกิดจากตัวเอง ซึ่งคำตอบที่กล่าวมา ถ้าพูดกันตามจริงก็ไม่ผิด แต่ แล้วไงล่ะอ?
ชัยฏอนมันมีชีวิตอยู่ก็เพียงเพื่อจุดประสงค์ของการหลอกล่อเราให้อยู่ร่วมในนรกกับมัน สิ่งที่มันทำ จึงนับได้ว่าเป็นหน้าที่ของการมีชีวิตอยู่ของมัน และหน้าที่ของเรา ก็คือ การพยายามทำให้ตัวเองออกห่างจากการเป็นพวกพ้องของมันไม่ใช่หรือ ?
แล้วเรากำลังทำอะไรอยู่ ?
ธรรมชาติของมนุษย์มักรักชอบการเป็นคนสำคัญสำหรับใครบางคนหรือหลายคน และระบบแฟน ก็ตอบโจทย์ข้อนี้ในระดับผิวเผินได้ หรืออย่างน้อย ๆ ผู้คนทั้งไปก็เข้าใจว่าอย่างนั้น
การเป็นคนสำคัญของใครสักคนหนึ่ง ทำไมจึงจะไม่ใช่สิ่งที่ดี โดยเฉพาะหากการคบ การพูดคุยกับเขา ทำให้เรารักอัลลอฮฺมากขึุ้น
คำถามนี้มีสองประเด็นซึ่งสอดคล้องกัน สำหรับประเด็นแรกนั้น
แน่นอน การถูกให้ความสำคัญเป็นสิ่งที่คนขาดความอบอุ่น ต้องการแต่ผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ จะรู้สึกว่าตัวเองขาดความอบอุ่นอย่างไร ? ในเมื่อเราบอกเสมอว่า มีเพียงอัลลอฮฺก็พอแล้วสำหรับเราและในความเป็นจริง
อัลลอฮฺก็ไม่เคยจะไม่มีวันทอดทิ้งเราไปไหน พระองค์ทรงอยู่กับเราตลอดเวลา แม้ในขณะที่เรารู้สึกว่าเราไม่มีใครเลยก็ตาม เราจะเอาเวลาหรือช่วงจังหวะชีวิตไหนไปรู้สึกว่า "เราขาดความอบอุ่น" ได้ ?
เอาล่ะ ! เราอาจจะไม่ใช่คนขาดความอบอุ่นก็ได้
อย่างน้อย การมีคนอยู่เคียงข้างแม้ว่าเราจะเป็นคนที่ได้รับความรักจนล้นเหลืออยู่แล้ว มันก็ทำให้เรารู้สึกดีและมีความสุข ซึ่งอิสลามปฏิเสธการมีเพื่อนอยู่แล้ว อีกทั้งยังสนับสนุนในสิ่งนี้ด้วยซ้ำ หากว่าคนที่เรารักจะอยู่้ด้วยเป็นคนดีและทำให้อีหม่านของเราดีขึ้น
เราเองต่างหาก ทำไมเราต้องจำกัดรูปแบบของการมีความรักและความสุข ในรูปแบบของ "คู่รัก" เพียงเท่านั้น ? เพื่อน ครอบครัว พี่น้องมุสลิม ไม่เพียงพอในการได้มาซึ่งความรักและความสุขหรอกหรือ ?
หรือเรากำลังหาข้ออ้างให้ตัวเอง
ประเด็นที่สอง เราจะบอกว่ารู้สึกใกล้ชิดอัลลอฮฺมากขึ้นจากการสนิทสนมกับบุคคลที่อัลลอฮฺไม่อนุมัติให้เราใกล้ชิดด้วย อย่างนั้นหรือ ?
เรารักอัลลอฮฺมากขึ้น จากการทำในสิ่งที่ฝ่าฝืนพระองค์ อย่างนั้นหรือ ?
ตกลงว่า ความพอใจของอัลลอฮฺ กับความพอใจของเรา สิ่งไหนสำคัญกว่ากัน ? คำถามเหล่านี้ น่าจะพอชี้วัดได้ว่า ที่เรามักเอ่ยเสมอว่า อัลลอฮฺยิ่งใหญ่ที่สุด เรารักอัลลอฮฺมากที่สุด เป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน
อย่าลืมว่า ที่เรามีหรือมีความสามารถจะมีความรักได้ เป็นสิ่งที่ถูกอนุมัติจากผู้สร้างความรัก
ดังนั้น ความรักของเราจึงควรเป็นความรักเพื่อผู้สร้างความรัก ไม่ใช่ความรักในรูปแบบที่ฝ่าฝืนพระองค์ ความรักที่ผู้สร้างความรัก ไม่รักไม่ปรารถนา ย่อมไม่ใช่ความรักที่แท้จริง ต่อให้เราจะมีข้อแก้ตัวมากมายเพียงใดก็ตาม


......................................
จากหนังสือ : LOVE STORY 4
โดย : อิสลาม คือ ศาสนาของเรา
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส





เคย "แอบรัก" ใครไหม ?




วัยรุ่นจำนวนมากที่ได้ยินคำถามนี้ คงพากันพยักหน้าหงึก ๆ อาจะแถมด้วยคำพูดว่า
"ไม่ใช่แค่เคย แต่กำลังทำอยู่ด้วย"
"แอบมอง - แอบชอบ - แอบ (เข้าใจว่า) รัก"
สามคำนี้ เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า อาการแอบรักมักเริ่มต้นจากการแอบมอง
และนั่นคือต้นตอหนึ่งของปัญหาเรื่องนี้
เริ่มแรกเมื่อได้เห็นเาหรือเธอแล้วเกิดความรู้สึกแบบที่เรียกว่า "ถูกใจ" มนุษย์สามัญชนคนทั่วไปมักไม่หยุดแค่การเห็น แต่จะทำการมองอย่างที่บางที กับบางคน ต้องใช้คำว่า "มองจ้อง" อย่างไม่วางตา
เห็นคนถูกใจก็ต้องมองสิ ไม่ถูกหรือไง ?
ตอบได้เดี๋ยวนั้นเลยว่า ก็ไม่ถูกน่ะสิ ! ทำไมถึงจะไม่ถูกน่ะหรือ ตอบง่ายมาก เพราะมันขัดแย้งกับคำสั่งของอัลลอฮฺอย่างชัดเจน คำสั่งของพระองค์ที่บอกว่า
"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดาผู้ศรัทธาให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ และให้พวกเขารักษาทวารของพวกเขา นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ" (อัน-นูรฺ : 30)

นอกจากคำสั่งจากอัลกุรอานจะชัดเจนแล้วย ยังมีการสำทับด้วยคำสอนจากนบีอีกด้วย
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า :
"สามดวงตาที่จะไม่เห็นไฟนรกเลย ดวงตาที่เฝ้าระวัง (ศัตรูจากการถูกรุกราน) เพื่อหนทางของอัลลอฮฺ ดวงตาที่ร้องไห้เพราะเกรงกลัวอัลลอฮฺ และดวงตาที่ระงับจากการมองสิ่งที่ต้องห้ามของอัลลอฮฺ" (บันทึกโดย อัฏเฏาะบะรอนีย์ ใน "อัลมุอฺญับอัลกะบีรฺ" 1003)

นอกจากนี้ ท่านอัลกุรฎุบียฺยังได้กล่าวว่า :
"การลดสายตาลงต่ำนั้นวาญิบซึ่งจากสิ่งที่เป็นที่ต้องห้าม (ในการมอง) และทุกสิ่งที่เกรงว่าอาจะก่อฟิตนะฮฺได้" (อัลญามิอฺ ลิอะหฺกามิลกุรอาน 12/223)

นั่นล่ะ ! คือข้อห้ามของการมอง (ที่ไม่อนุญาต) และเป็นการตัดปัญหาตั้งแต่ต้นอย่างที่เราเรียกกันว่า ตัดไฟแต่ต้นลม นั่นแหละ
เมื่อไม่มีการมอง การจะรู้สึกชอบจนถึงั้นคิดไปว่ารัก คงเกิดขึ้นได้น้อยกว่านี้
และอย่างที่เคยบอก...เรื่่องรู้นะ ใคร ๆ ส่วนมากเขาก็รู้กัน แต่มันทำไม่ได้น่ะสิ หรือ มันไม่ได้ทำได้ง่าย ๆ
ปัญหนานี้เป็นปัญหาที่ถ้าไม่เริ่มจากตัวเองจริง ๆ ก็อย่าหวังว่ามนุษย์คนไหนจะช่วยได้เลย จะเป็นไปได้อย่างไรกับการทีต้องการจะออกห่างจากสิ่งไม่ดีด้วยการนั่นอยู่เฉย ๆ
ถ้าให้บอกวิธีแก้ปัยหาอย่างมะนาวไม่มีน้ำ
ก็บอกได้เลยว่า "หยุดและอย่ามอง"
มันทำไม่ยากหรอกถ้าเราจะเข้มแข็งพอที่จะหันไปบอกหรือตะโกนใส่หน้าชัยฏอนว่า
"หยุดกระซิบกระซาบฉันสักที !"
พร้อมกันนั้น ก็วิงวอนขอต่ออัลลอฮฺไปด้วย เพราะการช่วยเหลือทั้งหมดมาจากอัลลอฮฺแต่เพียงผู้เดียว
เราไม่มีความสามารถจะทำสิ่งดีใด ๆ ได้เลยถ้าอัลลอฮฺไม่ประสงค์และไม่ช่วยเหลือ แม้แต่การบังคับสายตาให้ลดลงต่ำ เราก็ไม่สามารถทำเองได้หากอัลลอฮฺไม่ช่วยเหลือ และในการวิงวอนขอเราต้องเชื่อมั่นด้วยว่า
การที่เรากำลังลด ละ เลิก สิ่งไม่ดี ก็เพราะอัลลออฺสั่งใช้ และทุกสิ่งที่อัลลอฮฺสั่งใช้ให้บ่าวของพระองค์กระทำ ย่อมเป็นสิ่งดีงามสำหรับตัวเขาเอง อัลลอฮฺสั่งใช้ทั้งหมด ก็เพื่อประโยชน์ของตัวเราเอง
และนั่นแหละ คือคำตอบวา่ ทำไมเราจึงต้องรักและเชื่อฟังพระองค์
สิ่งที่จะไม่พูดไม่ได้อันเนื่องมาจากเป็นผลจากการ "แอบมอง" ก็คือ "แอบฝัน"
ต้องเข้าใจว่า "ความใฝ่ฝัน" กับ "ความเพ้อฝัน" ต่อให้มันจะใกล้เคียงกัน แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
และถึงแม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ก็ต้องยอมรับว่า วัยรุ่นโดยส่วนมาก ตกอยู่ในอาการ "เพ้อฝัน" เสียส่วนใหญ่ และในหลาย ๆ ครั้ง มันไม่น่านำพาสิ่งใดมานอกจากความเสียเวลา หนักหน่อยก็ถึงขั้นเสียใจและเสียน้ำตา ซึ่งน้ำตาที่ไหลออกมา นอกจากจะไม่เพิ่มความดีแล้วยังไม่อาจแน่ใจได้อีกด้วยว่ามันจะไหลไปอยู่ในบัญชีด้านซ้ายหรือเปล่า - นะอูซูบิลลาฮิมินซาลิก-
สิ่งที่อยากบอกก็คือ การแอบชอบหรือประทับใจในใครสักคนไม่ใช่ความผิดบาปอะไร มันคือธรรมชาติของมนุษย์ที่มีหัวใจ แต่ไม่ว่าจะรู้สึกอย่างไร หลักการก็ยังคงเป็นหลักการ เราจะเอาความรู้สึกมาอยู่เหนือหลักการไม่ได้ และถ้าเรายังรู้สึกว่า ไม่สามารถรักเขาหรือเธอคนนั้นน้อยลงได้ ก็ไม่ต้องหยุดรัก (เดี๋ยวนั้น) หรอก เพียงแค่รักอัลลอฮฺให้มากขึ้น มากกว่าเขาหรือเธอคนนั้น และมากกว่าอะไรทั้งหมด แล้วหากเราได้รักอัลลอฮฺด้วยทั้งหมดของหัวใจอย่างที่ไม่มีใครอีกแล้วที่เราจะรักมากไปกว่าพระองค์ เราก็จะรู้ว่า การรักและถูดรักจากพระองค์ เป็นสิ่งยิ่งใหญ่ชนิดที่ให้เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

..............................................
จากหนังสือ : LOVE STORY 4
โดย : อิสลาม คือ ศาสนาของเรา
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส







ใครสักคนหนึ่ง ตั้งวลี "คนในดุอาอฺ" ขึ้ันมา







เขาอาจไม่คาดคิดว่า ณ วันนี้ มันจะกลายเป็นวลีติดปากของวัยรุ่นหลายต่อหลายคน
ทั้งที่คนคิดเริ่มแรก อาจให้นิยามของคำนี้ต่างกับคนใช้คำนี้ในปัจจุบันลิบลับเลยก็ได้
มีคนจำนวนไม่น้อยเลย นำคำนี้ไปใช้ในทางไม่ถูกไม่ควรไม่ว่าจะด้วยความไม่รู้ หรือไม่เจตนา
แต่การปรับเปลี่ยนคำ ก็ไม่ได้ทำให้หลักการกลายเป็นสิ่งหย่อนยานได้
การมีคนในดุอาอฺ ไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร
ถ้าเราจำกัดเขาให้อยู่แต่เพียงในดุอาอฺ ไม่ใช้นำตัวเข้าไปพัวพันในชีวิตจริง
แต่หากจะแนะนำอะไรบางอย่าง
ก็อยากให้หนุ่มสาวมุสลิมคิดหาอะไรอยางอื่นมาคิด มาพูดถึงมาทำกันบ้าง
เหมือนที่ ชัยคฺ อับดุลอะซีซ บิน บาซ ได้กล่าวไวย้ในทำนองที่ว่า
"...อย่าพูดเรื่องความรักให้มาก เพราะมันจะทำให้พวกท่านเพ้อเจ้อ..."
เป็นเรื่องแปลกอยู่เหมือนกัน ที่คนคนหนึ่งจะอ้อนอวนของต่ออัลลอฮฺว่า
"โอ้ อัลลอฮฺ ฉันรัก/ชอบ อยู่กับเขาหรือเธอคนนี้ โปรดให้เราได้เป็นคู่ครองกัน"
หรือสำนวนอะไรที่ค่อนไปในทางนี้
เขารู้ได้อย่างไรว่าคนที่เขาคบหาอยู่ เป็นคนที่ดีหรือเหมาะสมสำหรับเขาจริง ๆ
รู้ได้อย่างไรว่า คนคนนั้นเป็นคนที่ถูกกำหนดมาแล้วสำหรับเขา ?
และเขากล้าได้อย่างไร เขาไม่อายหรือ ที่เขาขอให้อัลลอฮฺมอบสิ่งที่ (เขาคิดว่า) ดีให้เขา
ทั้งที่เขาเอง กำลังฝ่าฝืนพระองค์อยู่ ?
ที่สำคัญก็คือ เราจำกัดคนที่จะเข้าไปอยู่ในดุอาอฺของเราหรือเปล่า ?
อาจมีบางคน ขอดุอาอฺเป็นวรรคเป็นเวร ให้ได้คู่กับคนนั้น คนนี้
แต่นอกเหนือจากคนที่เราต้องการได้มาเป็นคู่ครองแล้ว
เราไม่เหลือพื้นที่ในดุอาอฺให้ใครอีก ไม่ว่าจะเป็นพีน้องมุาสลิมที่โดนกดขี่รังแก
หรือแม้กระทั่งพ่อแม่ผู้แก่ชราลงทุกที
หากเราเชื่อมั่นอีกสักหน่อยในคำสัญญาของอัลลอฮที่ว่า
"หญิงชั่วย่อมคู่ควรกับชายชั่ว และชายชั่วย่อมคู่กับหญิงชั่ว และหญิงดีย่อมคู่ควรกับชายที่ดี และชายทีี่ดีย่อมคู่กับหญิงที่ดี" (อันนูรฺ : 26)
เราก็จะตระหนักได้ว่า ในเมื่ออัลลอฮิรับรองไว้ขนาดนี้แล้ว และเราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่า คนที่จะมาอยู่เคียงข้างเราเป็นใคร สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือ หากอยากได้คู่ครองแบบไหน ก็จงเป็นคนแบบนั้น
หากอยากได้คู่ครองที่ดี วิธีการก็คือ ทำตัวเองให้เป็นคนดี
เพราะหากเราเป็นคนดี เราก็ย่อมได้คู่กับคนดี
มันเป็นคำสัญญาจากอัลลอฮฺ คำสัญญาของผู้ไม่เคยผิดสัญญา
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ระวังเจตนาให้ดีด้วย
อย่างลืมว่า เราไม่ได้ทำดีใด ๆ เพื่อใครบางคนหรือหลายคน
แต่สิ่งดีใด ๆ ที่เราทำ ก็เพื่ืออัลลอฮฺแต่เพียงผู้เดียว
เราไม่ได้พยายามทำตัวเป็นผู้หญิงที่มีค่า หรือผู้ชายที่มีเกียรติ
เพียงเพื่อจะให้อีกฝ่ายที่เราพึงพอใจนั้น พอใจ
เราไม่ได้หวังจะเป็นผู้หญิงที่ีดีเพื่อจะมีผู้ชายดี ๆ มาสนใจ
หรือไม่ได้เป็นผู้ชายดี ๆ เพื่อจะมีผู้หญิงนิสัยงาม ๆ มาชายตามอง
แต่เราพยายามจะเป็นคนดี เพื่อที่จะให้อัลลอฮฺดู ให้ใอัลลอฮฺแลและหากเราเป็นที่รักของพระองค์แล้ว
แน่นอนว่า พระองค์ก็จะทรงมอบสิ่งที่ีดีให้กับผู้ที่พระองค์รักอย่างไม่ต้องสงสัย
เหนือสิงอื่นใด เราต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า
พร้อมจะรักและเชื่อมั่นต่ออัลลอฮฺอย่างสุดหัวใจหรือยัง ?
พร้อมจะให้อัลลอฮฺเป็นใหญ่ในหัวใจและเหนือชีวิตของเราจริง ๆ แล้วหรือยัง ?
เพราะสิ่งที่จะได้รับกลับมาจากการทำดีเพื่ออัลลอฮฺนั้น
ก็คือสิ่งดี ๆ ที่มันจะย้อนกลับมาหาตัวเราเอง
......................................
จากหนังสือ : LOVE STORY 4
โดย : อิสลาม คือ ศาสนาของเรา
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส