อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ใครบ้างทำเมาลิดนบี





1. นบี ศอ็ลฯ ไม่ทำ
2. อบูบักร์ อัศศิดดีก ไม่ทำ
3. อุมัร บิน อัลคอฏฏอ็บ ไม่ทำ
4. อุษมาน บิน อัฟฟาน ไม่ทำ
5. อาลี บิน อบีฏอลิบ ไม่ทำ
6. บรรดาเศาะหาบะฮ อื่นๆที่เหลือ ไม่ทำ
7. อิหม่ามอบูหะนีฟะฮ ไม่ทำ
8. อิหม่ามมาลิก ไม่ทำ
9. อิหม่ามชาฟิอี ไม่ทำ
10. อิหม่ามอะหมัด ไม่ทำ
11. อิหม่ามบุคอรี ไม่ทำ
12. อิหม่ามมุสลิม ไม่ทำ
13. อิหม่ามอบูดาวูด ไม่ทำ
14. อิหม่ามอัตติรมิซีย์ ไม่ทำ
15. อิหม่ามอันนะสาอีย ไม่ทำ
16. ราชวงศ์ อัลอุบัยดียะฮ ชีอียะฮ (ราชวงศชีอะฮฟาฏิมีย์)
ทำ







วันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ท่านนบีสนับสนุนหรือรับรองการทำเมาลิดจริงหรือ



มีพี่น้องมุสลิมได้อ้างคำพูดของท่านนบี(ซล)เพื่อ "อ้างอิงการทำเมาลิด" ให้เป็นความชอบธรรม
ท่านร่อซูล(ซล) กล่าวว่า


من سن في الإسلام سنة حسنة فله أجرها وأجر من عمل بها بعده من غير أن ينقص من أجورهم شيء ومن سن في الإسلام سنة سيئة كان عليه وزرها ووزر من عمل بها من بعده من غير أن ينقص من أوزارهم شيء

" ผู้ใด ที่ได้ทำแบบอย่างที่ดี ในอิสลาม แน่นอน เขาจะได้รับ ผลตอบแทนของมัน และผลตอบแทนของผู้ที่ได้ปฏิบัติด้วยกับมัน จากหลังเขา(เสียชีวิตไปแล้วก็ได้กับเขา) โดยไม่มีสิ่งใดลดลงไปเลย จากผลการตอบของพวกเขา และผู้ใด ทีได้ทำแบบอย่างที่เลว ในอิสลาม แน่นอน บาปของมันก็ตกบนเขา และบาปของผู้ที่ปฏิบัติมัน หลังจากเขา(เสียชีวิตไปแล้วก็ตกบนเขา) โดยไม่มีสิ่งใดบกพร่องลงไปเลย จากบรรดาบาปของพวกเขา" (รายงานโดย ท่านอิมาม มุสลิม ไว้ในซอเฮี๊ยะหฺของท่าน หะดิษที่ 1017)
ฮะดีษนี้ ซอเหี๊ยะ ไม่มีขอกังขาใดๆ
คำถามคือ เป้าหมายของคำพูดของท่านนบี(ซล) คือให้กระทำ เมาลิด จริงหรือไม่ !

มาดูตัวบทฮะดีษเต็มกันครับว่า สาเหตุ มาจากอะไร ?
ท่านญะรีร (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) ได้กล่าวว่า

كُنّا عِنْدَ رَسُوْلِ اللهِ فِي صَدْرِ النَّهَارِ، قَال: فَجَاء قَومٌ حُفاة عُراة مُجْتابي النمار والعَباء مُتَقَلِّدي السُيوف عَامتهم مِن مُضِر - بَل كُلُّهم مِن مضر - فَتَمعر وجه رسول الله (أي: تغير) لما رأى بِهم مِن الفَاقة، فَدَخَلَ ثُمَّ خَرَجَ فَأَمَرَ بِلالا فَأَذَّنَ وَأَقَامَ فَصَلّى ثم خَطَبَ فَقَال: {يَا أَيُّهَا النَّاسُ اتَّقُوا رَبَّكُمُ الَّذِي خَلَقَكُمْ مِنْ نَفْسٍ وَاحِدَةٍ وَخَلَقَ مِنْهَا زَوْجَهَا وَبَثَّ مِنْهُمَا رِجَالًا كَثِيرًا وَنِسَاءً وَاتَّقُوا اللَّهَ الَّذِي تَسَاءَلُونَ بِهِ وَالْأَرْحَامَ إِنَّ اللَّهَ كَانَ عَلَيْكُمْ رَقِيبًا} والآية التي في الحشر: {يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اتَّقُوا اللَّهَ وَلْتَنْظُرْ نَفْسٌ مَا قَدَّمَتْ لِغَدٍ وَاتَّقُوا اللَّهَ إِنَّ اللَّهَ خَبِيرٌ بِمَا تَعْمَلُونَ} تَصَدّق رَجُل مِن من دِيْنارِه مِن دِرْهَمِه من ثوبِه مِن صاعِ بُرِّه مِن صَاعِ تَمْرِه حتى قال: وَلو بِشِقِّ تَمْرَةٍ، قال: فجاءَ رجُل مِن الأنصار بصرة كَادَتْ كَفُّهُ تَعْجِز عَنْها - بَل قَد عَجَزَتْ - قَال: ثُمَّ تَتَابَعَ النَّاس حَتى رَأَيْت كومين مِن طَعَام وثِيَاب حَتّى رَأَيْتُ وَجْهَ رسولِ الله يَتَهَلَّل كَأنه مَذهَبُه فقال رسول الله مَنْ سَنَّ فِي الإسلام سُنَّة حَسَنَة فَلَهُ أَجْرُها وَأَجْرُ مَنْ عَمِلَ بَعْدَهُ مِنْ غَيْرِ أَنْ يَنْقُص مِن أُجُوْرِهم شَيْء، وَمَنْ سَنَّ فِي الإِسلام سُنَّة سَيِّئَة كاَنَ عَلَيْه وِزْرها وَوِزْر مَن عَمِلَ بِهَا مِنْ بَعْدِه مِنْ غَيْرِ أَنْ يَنْقُصُ مِنْ أَوْزَارِهِمْ شَيْء& [أخرجه مسلم]

.(ครั้งหนึ่ง) เราได้อยู่กับท่านร่อซูล (ซล) ในช่วงแรกของกลางวัน เขากล่าว(ต่อไป)ว่า ได้มีชนกลุ่มหนึ่งเปลือยเท้า นุ่งน้อยห่มน้อย สวมเสื้อหนังเสือ และผ้าโผก สะพายดาบ คนส่วนใหญ่มาจาก(เผ่า)มุฎ็อรฺ -ที่จริงจากมุฎ็อรฺทั้งหมดนั่นแหละ- แล้วสีหน้าท่านก็เปลี่ยน(เป็นเศร้า) เพราะเห็นความยากจนข้นแค้นที่เกิดกับพวกเขา แล้วท่านก็กลับเข้าไป จากนั้นท่านก็ออกมา(อีกครั้ง) แล้วสั่งให้บิลาลอาซาน และอิกอมะฮฺ แล้วก็ละหมาด จากนั้นท่านก็กล่าวโอวาท ว่า

"มนุษย์เอ๋ย จงสำรวมตนต่อพระผู้อภิบาลของสูเจ้า ผู้ได้ทรงบังเกิดสูเจ้าจากชีวิตเดียว

และได้ทรงบังเกิดจากมัน ซึ่งคู่ครองของมัน และได้ทรงแพร่จากทั้งสองซึ่งผู้ชาย และผู้หญิงมากมาย

และจงสำรวมตนต่ออัลลอฮฺพระผู้ซึ่งสูเจ้าต่างพากันถามถึงพระองค์ และ(จงสำรวมตนในเรื่อง)การสัมพันธ์ทางเครือญาติ แท้จริง อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเฝ้าดูสูเจ้าเสมอ"

และอายะห์ที่อยู่ใน(ซูเราะฮฺ)อัล-ฮัชร์

"บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงสำรวมตนต่ออัลลอฮฺ และชีวิตหนึ่งจง(พิจารณา)ดู ถึงสิ่งที่พวกเขาได้ทำล่วงไว้สำหรับพรุ่งนี้
และจงสำรวมตนต่ออัลลอฮฺ แท้จริง อัลลอฮฺเป็นผู้ทรงตระหนักถึงที่สูเจ้ากระทำ"
คนหนึ่ง(ขอให้)บริจาคจากทองดีนารฺของเขา จากเงินดิรฺฮัมของเขา จากเสื้อผ้าของเขา จากข้าวสาลี 1 ซออฺ จากอินทผลัม 1 ซออฺ กระทั้งท่านกล่าวว่า และแม้เพียงอินผลัมซีกเดียว
เขากล่าวต่อไปว่า แล้วได้มีชายคนหนึ่งจากชาวอันศอรฺมาพร้อมกับถุงที่มือแทบยกไม่ไหว –ที่จริงก็ไม่ไหวนั่นแหละ-
เขากล่าวต่อไปว่า หลังจากนั้นคนอื่นๆพากันทำตามจนกระทั้งฉันเห็นเป็นกองพะเนินสองกอง กองอาหารและกองเสื้อผ้า จนฉันเห็นใบหน้าของท่านปลาบปลื้มดุจว่ามันเคลือบด้วยทอง แล้วท่านเราะสูลุลลอฮฺได้กล่าวว่า
“ผู้ใดทำแบบอย่างที่ดีในอิสลาม เขาย่อมได้รับผลบุญของเขา และของผู้ที่ทำมันภายหลังเขา โดยที่ผลบุญของพวกเขาเหล่านั้นมิได้พร่องลงแต่ประการใด
และผู้ใดทำแบบอย่างที่เลวในอิสลาม เขาย่อมได้รับบาปของเขา และบาปของคนที่ทำมันภายหลังเขา โดยที่บาปของพวกเขาเหล่านั้นมิได้พร่องลงแต่ประการใด”
(บันทึกโดยมุสลิม)

เห็นไหมครับฮะดีษนี้กล่าวถึงเรื่อง ที่มีคนทำทาน แล้วมีคนเอาเป็นแบบอย่าง ไม่ใช่เรื่องอุตริบิดอะฮ หรือ เมาลิดนบี เลย
เห็นได้ว่า ข้างต้น เป็นเรื่องของคนที่ปฏิบัติตามสิ่งที่มีบัญญัติไว้ตือ การให้ทาน และมีคนเอาเยี่ยงอย่าง ไม่ใช่ คิดแบบอย่างที่อารมณ์ตัวเองเห็นว่าดี แล้วให้คนอื่นเอาเยี่ยงอย่างหรือปฏิบัติตาม

ฉะนั้นหะดิษนี้ ไม่ได้หมายถึง การอุตริบิดอะฮที่ดีในอิสลาม แต่หมายถึง "การฟื้นฟูสุนนะฮ" และ การเป็นแบบอย่าง ในการทำดี ทีศาสนามีบัญญัติไว้ เพราะที่มาของคำพูดของท่านนบี(ซล) ข้างต้นเนื่องจากมีเศาะหาบะฮท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวอันศอร ได้ทำการเศาะดะฮเกาะฮ ในยามวิกฤต แล้วคนอื่นๆก็เอาเยี่ยงอย่าง

คำว่า "سن ในหะดิษเป้าหมายที่ว่าก็คือ أحيا อีกความหมายหนึ่ง หมายถึงฟื้นฟูสุนนะฮที่ดี เพราะเรื่องราวมันเกี่ยวกับคนที่ทำแบบอย่างในคำสอนที่มีมาอยู่แล้ว

ดังฮะดีษอีกบทหนึ่งมาอธิบาย

"ฮะดีษ อธิบาย ฮะดีษ"


أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ مَنْ أَحْيَا سُنَّةً مِنْ سُنَّتِي فَعَمِلَ بِهَا النَّاسُ كَانَ لَهُ مِثْلُ أَجْرِ مَنْ عَمِلَ بِهَا لَا يَنْقُصُ مِنْ أُجُورِهِمْ شَيْئًا وَمَنْ ابْتَدَعَ بِدْعَةً فَعُمِلَ بِهَا كَانَ عَلَيْهِ أَوْزَارُ مَنْ عَمِلَ بِهَا لَا يَنْقُصُ مِنْ أَوْزَارِ مَنْ عَمِلَ بِهَا شَيْئًا

แท้จริง ร่อซูล(ซล)กล่าวว่า “ผู้ใดฟื้นฟู สุนนะฮ จากสุนนะฮของฉัน แล้วบรรดาผู้คนปฏิบัติด้วยมัน เขาก็จะได้รับผมตอบแทน เท่ากับผลตอบแทนผู้ที่ปฏิบัติด้วยมัน โดยไม่มีสิ่งใดๆบกพร่องไปจากการตอบแทน(ผลบุญ)ของพวกเขา และผู้ใด อุตริบิดอะฮ แล้วถูกปฏิบัติตามด้วยมัน เขาก็จะได้รับความผิด เท่ากับความผิดผู้ที่ปฏิบัติมัน โดยไม่มีสิ่งใดๆบกพร่องไปจากความผิด(บาป)ของผู้ที่ปฏิบัติด้วยมัน – รายงานโดยอิบนุมาญะฮ

قال الشيخ الألباني في صحيح ابن ماجه صحيح لغيره)
เพราะฉะนั้น การอ้างฮะดิษข้างต้นสนับสนุนบิดอะฮ เป็นการบิดเบือนจากข้อเท็จจริง เพราะฮะดิษที่สอง ยืนยันว่า “คือ การฟื้นฟูสุนนะฮ ไม่ใช่อุตริบิดอะฮ นะครับ

"คำอธิบายของปราชญ์"
ชัยคฺบินบาซ(รฮ) ได้กล่าวถึง คำว่า
من سن سنة حسنة ว่า

وليس معناها الابتداع في الدين

ความหมายของมัน ไม่ใช่อุตริบิดอะฮในศาสนา

ท่านอิบนุอุษัยมีน(รฮ)ให้ความหมายไว้สองแนวทางคือ

1. أي: من ابتدأ العمل بالسنة، หมายถึง ผู้ริเริมปฏิบัติตามสุนนะฮ
2. أي: سن الوصول إلى شيء مشروع หมายถึง ทำแบบอย่างที่นำไปสู่สิ่งที่ถูกบัญญัติไว้แล้ว- ดู ชัรหุหะดิษอัรบะอีน ของ อิบนุอุษัยมีน หน้า 311-312







จัด"เมาลิด" รักนบีจริงหรือ ?





⏩เราขอถามบรรดาผู้ที่จัดพิธีเมาลิดท่านนบี ﷺ ว่า :

➡1.การงานนี้เป็นการฏออะฮฺ(การเชื่อฟัง) หรือ เป็นมะอฺศียะฮฺ(การฝ่าฝืน) ? ถ้าหากว่า :
☞เป็นการฝ่าฝืน = ก็ไม่เป็นที่อนุญาตให้ปฏิบัติ (เป็นอันว่าจบในประเด็นนี้)

☛เเต่ถ้าบอกว่าเป็นการฏออะฮฺ เราก็ต้องถามต่อว่า :

➡2.ท่านนบีﷺรู้เห็นกับการเเสดงออกถึงการฏออะฮฺในลักษณะเช่นนี้หรือไม่ ?

☞ถ้าตอบว่าท่านนบีﷺไม่รู้ในเรื่องนี้ = เท่ากับเป็นการกล่าวหาท่านนบีﷺว่าไม่มีความรู้ ! (เป็นอันว่าจบในประเด็นนี้)

☛เเต่ถ้าหากตอบว่าท่านนบีﷺรับทราบเเละรู้เห็นในเรื่องนี้ เราก็ต้องถามต่ออีกว่า :

➡3.ท่านนบีﷺได้เผยเเพร่เเละบอกต่อเเก่เราเกี่ยวกับการเเสดงออกถึงการฏออะฮฺเช่นนี้หรือไม่ ?

☞ถ้าตอบว่าท่านนบีﷺไม่ได้เผยเเพร่สิ่งดังกล่าวนี้ = เท่ากับเป็นการกล่าวหาท่านนบีﷺว่าไม่เผยเเพร่ศาสนา ปิดบังหมกเม็ดศาสนา! (เป็นอันว่าจบ)

☛เเต่ถ้าตอบว่าท่านนบีﷺได้เผยเเพร่สิ่งดังกล่าวนี้เเก่เรา ...

⏩"ก็จงเอาหลักฐานมาเเสดงให้เเก่เราเถิด ไม่ต้องเยอะ ขอเเค่เพียงบทเดียวที่ถูกต้องเท่านั้นเป็นอันเพียงพอเเล้ว"⏪

ถ้าหากมีตัวบทหลักฐานที่ถูกต้องจากอัล-กุรอานเเละซุนนะฮฺเเม้เพียงเเค่บทเดียวที่มาสั่งใช้หรือสนับสนุนให้จัดพิธีเมาลิดเนื่องในวันเกิดของท่านนบีﷺเราจะไม่เถียงเลยซักคำ มิหนำซ้ำยังเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องเจริญรอยตามอย่างเคร่งครัดอีกต่างหาก เเต่ถ้าหากไม่มีหลักฐานรองรับเราก็ไม่สามารถที่จะกระทำสิ่งดังกล่าวนี้ได้ เพราะเราตระหนักในคำสั่งเสียของท่านนบีﷺที่ว่า :

مَن أحدثَ في أمرِنا هذا ما ليس منه فهو ردٌّ (أخرجه البخاري)

ความว่า : ผู้ใดที่อุตริสิ่งใหม่ขึ้นในกิจการของเรา โดยที่สิ่งนั้นไม่ได้อยู่ในการงานของเรา ถือว่า(การงานนั้น)ถูกปฏิเสธ

(บันทึกโดยอิหม่ามบุคอรี)

เเละทุกการงานในกิจการของศาสนาที่ไม่มีรูปแบบจากท่านนบีﷺ กล่าวคือไม่ได้มาจากการปฏิบัติ การพูด หรือการยอมรับของท่านต่อการกระทำของบรรดาศอหาบะฮฺ สิ่งนั้นมันก็ไม่สามารถจะเป็นอื่นใดไปได้นอกจาก"บิดอะฮฺ"(อุตริกรรม) ที่จะนำพาผู้ปฏิบัติมันไปสู่ความหลงผิดเเละไฟนรก ดังคำกล่าวของท่านนบีﷺ :

كلُّ بدعةٍ ضلالة(خرجه مسلم في الصحيح) زاد النسائي بإسنادٍ حسن: وكل ضلالةٍ في النار .

ความว่า : ทุกบิดอะฮฺคือความหลงผิด (บันทึกโดยอิหม่ามมุสลิมในศอฮีฮฺ) เเละท่านอิหม่ามนะซาอียฺได้เพิ่มในตัวบทด้วยสายรายงานที่ดีว่า : และทุกๆความหลงผิดนั้น อยู่ในนรก


เมื่อทราบเช่นนี้เเล้วเราจึงขอเรียกร้องให้ผู้ที่ประกาศตนว่ารักท่านนบีﷺให้ได้ปฏิบัติตามซุนนะฮฺของท่านนบีﷺอย่างเคร่งครัด เเละออกห่างจากสิ่งที่เป็นบิดอะฮฺทุกชนิด ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ท่านได้คาดโทษไว้อย่างรุนเเรง เเละเเน่นอนว่าเเบบอย่างการเเสดงออกถึงความรักต่อท่านนบีﷺที่ดีที่สุดนั้น คือเเบบอย่างจากเหล่าบรรดาศอหาบะฮฺของท่านที่ท่านได้ให้การรับรอง ซึ่งพวกเขาเหล่านี้เป็นผู้ที่ใช้ชีวิตร่วมทุกข์ร่วมสุขพร้อมกับท่านนบีﷺมาทั้งชีวิต จึงเป็นที่เเน่นอนว่าความรักของพวกเขาที่มีต่อท่านนบีﷺนั้น ย่อมมากกว่าความรักของพวกเราเป็นไหนๆ เเบบอย่างที่ว่านี้คือการเจริญรอยตามแบบฉบับของท่านเเละออกห่างจากคำสั่งห้ามของท่านอย่างสุดความสามารถ

เราไม่เคยพบว่าบรรดาศอหาบะฮฺผู้มีเกียรติเหล่านี้ได้จัดงานเมาลิดให้เเก่ท่านนบีﷺเลยทั้งๆที่เขารักนบีﷺยิ่งชีพ

เราไม่เคยพบว่าบรรพชนยุคเเรกเขาทำเมาลิดให้เเก่ท่านนบีﷺเลย

เราไม่พบหลักฐานว่าบรรดาอิหม่ามแห่งมัซฮับทั้งสี่คนใดได้จัดพิธีกรรมเมาลิดเลย

เเต่สิ่งที่เราทราบมาจากหน้าประวัติศาสตร์นั้นคือ จุดเริ่มต้นของพิธีเมาลิดนบีนั้นมาจากลัทธิชีอะฮฺในยุคหลังนี้เเล้ว !

ท้ายสุด ! ขอย้ำว่าถ้าใครมีหลักฐานที่ถูกต้องจากศาสนามาเเสดงให้เเก่เรา เราก็จะรับฟัง เเละยอมรับเเต่โดยดี

อิสลามตามแบบฉบับ



วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

น้ำซอฟัร คืออุตริกรรมที่ไม่มีในอิสลาม



เดือนซอฟัรเป็นเดือนแห่งอัปมงคล ซึ่งเป็นความเชื่อที่ยังมีให้เห็นกันอยู่ดังนั้นเพื่อขจัดมันให้พ้นไปและเพื่อชีวิตที่ปลอดภัยจึงมีการกระทำสิ่งต่อไปนี้คือ ทำน้ำซอฟัรในวันพุธสุดท้ายของเดือน โดยรวบรวมโองการอัลกุรอานที่เรียกว่า “อายาตสลาม
เช็ค มุหัมหมัด อับดุสสลาม อัชชะกีรีย์กล่าวว่า
قد اعتاد
الجهلاء أن يكتبوا آيات السلام كـ (( سلام على نوح في العالمين )) إلخ في آخر
أربعاء من شهر صفر ثم يضعونها في الأواني و يشربون و يتبركون بها و يتهادونها
لاعتقادهم أن هذا يُذهب الشرور ، وهذا اعتقاد فاسد ، وتشاؤم مذموم ، وابتداع قبيح
يجب أن يُنكره كل من يراه على فاعله .
แท้จริงบรรดาคนโง่เขลา (ญาฮิล) ได้เคยชิน (หมายถึงปฏิบัติจนเป็นประเพณี -ผู้แปล)ต่อการที่พวกเขาเขียน อายาตสาลาม เช่น (สะลาม อะลานุหฺ ฟิลอาละมีน) จนจบ ในวันพุธสุดท้ายของเดือนเซาฟัร หลังจากนั้น พวกเขาวางมันในภาชนะ และพวกเขาดื่ม, เอาบะเราะกัต ด้วยมัน และ พวกเขาได้ทำการฮะดียะฮมันแก่กันและกัน เพราะพวกเขาเชื่อว่า กรณีนี้ ขจัดความชั่วร้ายต่างๆได้ และนี้คือความเชื่อที่ผิด ,เป็นการเชื่อลางร้าย ที่ถูกตำหนิ และ
เป็นการอุตริบิดอะฮที่น่าเกลียด ,ทุกคนที่เห็นมัน จำเป็นจะต้อง ห้ามปรามผู้ที่กระทำมัน - อัสสุนัน วัลมุบตะดะอาต หน้า 111-112
การกระทำข้างต้น อยู่ในข่ายการเชื่อโชคลาง หรือลางร้าย
ท่านเราะซูล ได้กล่าวว่า
وعن أبي هريرة
أ: "لا عدوى ولا طيرة ولا هامة ولا صفر
(رواه البخاري ومسلم) (3). وفي رواية: "ولا نوء ولا غُول" (رواه مسلم)
(4).
จากอบีฮุร็อยเราะห์ แท้จริงท่านนบี กล่าวว่า "ไม่มีโรคระบาด ไม่มีลางร้าย ไม่มีนกฮูก และไม่มีเดือนซอฟัร"
ในบางรายงาน "และไม่มีดวงดาว(เชื่อดวงดาว) และไม่มีภูติผีปีศาจ" (บันทึกโดยบุครีย์และมุสลิม)
ท่านนบี ได้กล่าวเตือนไว้ว่า
: الطِّيَرَةُ شِرْكٌ الطِّيَرَةُ شِرْكٌ وَلَكِنَّ
اللَّهَ عَزَّ وَجَلَّ يُذْهِبُهُ بِالتَّوَكُّلِ
“ลางร้ายเป็นการตั้งภาคี ลางร้ายเป็นการตั้งภาคี แต่ว่าพระองค์อัลลอฮฺทรงทำให้มันหายไปด้วยกับ
การมอบหมาย” (บันทึกโดยอะหฺมัด : 4183 อบูดาวุด : 3910 ติรมีซียฺ : 1614
มีการอ้างหะดิษที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมา กล่าวเท็จแก่นบี ศอ็ลฯ เพื่อจะบอกว่า เดือนซอฟัรเป็นเดือนอัปมงคล คือ อ้างว่ารายงานจากอิบนุอับบาส (ร.ฎ) ว่านบี ศอ็ลฯ กล่าวว่า
آخر أربعاء من شهر صفر
يوم نحس مستمر
วันพุธสุดท้ายของเดือนซอฟัร คือวันที่โชคร้าย ตลอด
أورده السيوطي في
اللآلئ المصنوعة في الأحاديث الموضوعة 2/458
อิบนุเราะญับ อัลหัมบะลี กล่าวว่า
و كثير من الجهال يتشاءم بصفر و ربما ينهى عن السفر فيه و التشاؤم بصفر هو من جنس الطيرة المنهى عنها و كذلك التشاؤم بالأيام كيوم الأربعاء و قد روي أنه : [ يوم نحس مستمر ] في حديث لا يصح
และ ส่วนมากจาก บรรดาผู้ที่โง่เขลา เชื่อลางร้ายเดือนซอฟัร ,บางครั้ง เขาห้ามเดินทางในเดือนนั้น และการเชื่อลางร้ายในเดือนซอฟัรนั้น มันคือ ประเภทหนึ่งของ อัฏฏิยะเราะฮ(การเชื่อโชคลาง)ที่ถูกห้าม และในทำนองเดียวกันนั้น การเชื่อลางร้ายในบรรดาวันต่างๆ เช่นวันพุธ และแท้จริงได้มีรายงาน ว่า แท้จริงมัน(วันพุธ) คือวันที่โชคร้ายตลอด ในหะดิษหนึ่ง ซึ่ง ไม่เศาะเฮียะ – ดู ละฏออิฟ อัลมะอาริฟ หน้า 148
>>>>>>>>>>>>>
จากรายละเอียดข้างต้น แสดงให้เห็นว่า การเชื่อว่า เดือนซอฟัรเป็นเดือนอัปมงคล และ การทำน้ำซอฟัรเพื่อขจัดความชั่วร้ายนั้น ไม่มีในคำสอนอิสลาม แต่เป็นบิดอะฮ


และสำหรับคำกล่าวต่อไปนี้

رَأَيْتُ أَبِىْ يَكْتُبُ التَّعَاوِيْدَ لِلَّذِىْ يُصْرَعُ وَلِلحَمِىِّ لِأَهْلِهِ وَقَرَابَاتِهِ ، وَيَكْتُبُ لِلْمَرْأَةِ إِذَا عَسُرَ عَلَيْهَا الْوِلَادَةُ فِىْ جَامٍ أَوْ شَيْءٍ نَظِيْفٍ ، وَيَكْتُبُ حَدِيْثَ إبْنِ عَبَّاسٍ ، إِلَّا أَنَّهُ كَانَ يَفْعَلُ ذَلِكَ عِنْدَ وُقُوْعِ الْبَلاَءِ ، وَرَأَيْتُ يُعَوِّذُ فِى الْمَاءِ وَيُشْرِبُهُ الْمَرِيْضَ ، وَيَصُبُّ عَلَى رَأْسِهِ مِنْهُ ، وَرَأَيْتُ أَبِىْ يَأْخُذُ شَعْرَةٍ مِنْ شَعْرِ النَّبِيِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَيَضَعُهَا عَلَى فِيْهِ يُقَبِّلُهَا ، وَأَحْسِبُ أَنِّىْ قَدْ رَأَيْتُهُ يَضَعُهَا عَلَى رَأْسِهِ أَوْ عَيْنِهِ ، فَغَمَّسَهَا فِى الْمَاءِ ثُمَّ شَرَبَهُ يَسْتَشْفِى بِهِ ، وَرَأَيْتُهُ قَدْ أَخَذَ قَصْعَةَ النَّبِىِّ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ بَعَثَ بِهَا إِلِيْهِ أَبُوْ يَعْقُوْبَ بْنُ سُلَيْمَانَ بْنِ جَعْفَرَ فَغَسَلَهَا فِىْ جُبِّ الْمَاءِ ثُمَّ شَرِبَ فِيْهَا ، وَرَأَيْتُ مِنْ مَاءِ زَمْزَمَ يَسْتَشْفِىْ بِهِ وَيَمْسَحُ بِهِ يَدَيْهِ وَوَجْهَهُ

“ข้าพเจ้า ได้เห็นบิดา(คืออิหม่ามอะหมัด) ทำการเขียนสิ่งที่ขอความคุ้มครองให้กับผู้เป็นลมและผู้ที่ป่วยไข้  ที่เป็นครอบครัวและเครือญาติของท่าน  และบิดาได้เขียนในถ้วยหรือสิ่งที่สะอาดให้กับสตรีคนหนึ่งในยามที่นางคลอด ลำบาก  และบิดาเขียนหะดิษของท่านอิบนุอับบาส  แต่ท่านได้กระทำสิ่งดังกล่าวในยามที่มีภัยมาทดสอบ  และข้าพเจ้าเห็นบิดาทำการอ่านดุอาอ์ขอการคุ้มครอง(แล้วเป่า)ลงในน้ำและให้ ผู้ป่วยดื่มและทำการรดน้ำนั้นลงบนศีรษะ  และข้าพเจ้าเห็นบิดาได้เอาเส้นผมของท่านนะบีย์ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม แล้วนำมาวางบนปากของท่านเพื่อทำการจูบมัน  และข้าพเจ้าเข้าใจว่า  ข้าพเจ้าได้เคยเห็นบิดาวางเส้นผมของท่านนะบีย์ บนศีรษะและตาของท่าน  แล้วท่านก็นำเส้นผมของท่านนบีจุ่มลงในน้ำ จากนั้นก็ทำการดื่มน้ำนั้น เพื่อขอให้หาย(จากการป่วย)ด้วยน้ำนั้น  และข้าพเจ้าเห็นบิดาเอาจานของท่านนะบีย์ ที่อบูยะอฺกูบ บิน สุไลมาน บิน ญะฟัร ได้ส่งมาให้ท่าน  ดังนั้น  บิดาจึงทำการล้างมันในบ่อน้ำแล้วก็ดื่มมัน  และข้าพเจ้าได้เห็นบิดาเอาน้ำซัมซัมมารักษา และเอามาลูบสองมือและใบหน้าของท่าน”
อับดุลลอฮ์ บิน อะห์มัด, มะซาอิล อิมามอะหฺมัด, หน้า 447


คำกล่าวข้างต้นนั้น ก้ออาจจะขัดแย้งกับสุนนะของท่านนบีเพราะนบีกล่าวว่า ไม่มีโรคบาดเจ็บ ไม่มีลางร้าย ไม่มีนกฮุก
บันทึกที่ซอเฮียะของมุสลิม  นบีกล่าวชัดเจนโดยผ่านการรายงานของ อบีฮุรัยเราะ


การเขียนตัวหนังสือหรืออะรัยก้อแล้วแต่ มันมีความเชื่อว่า มีลางร้าย แล้วก้อลงมือเขียนกัน

ถ้าหาดิสของบุตรอิหม่ามอะหมัดมีเขียนใว้ก้อจะขัดกับหาดิสนบีข้างต้นที่ยกมาให้ดู มันค้านกับหาดิสนบีก้อหมายถึงรายงานของเขาเชื่อถือไม่ได้. ตามมาตรฐานของชาวมุสลิม  และความเชื่อเหล่านี้ มันคือการเชื่อมโยงไปกับการตั้งภาคีสะด้วยซ้ำ



เมื่อทัศนะผู้รู้ขัดแย้งกับสุนนะฮนบี เราจะเลือกทางใด






          ผู้รู้ไม่ว่าจะระดับใด ย่อมมีถูก มีผิด  และมีการผิดพลาดในการวินิจฉัย  แล้วถ้าเขามีทัศนะไม่ตรงกับสุนนะฮ  เราจะตามใคร และเลือกทางใด

و عن سالم بن عبد الله بن عمر قال: إني لجالس مع ابن عمر رضي الله عنه في المسجد، إذ جاءه رجلٌ من أهل الشام فسأله عن التمتع بالعمرة إلى الحج؟ فقال ابن عمر: حسن جميل، فقال: فإن أباك كان ينهى عن ذلك؟ فقال: ويلك، فإنْ كان أبي قد نَهَى عن ذلك، و قد فعله رسول الله صلى الله عليه وسلم و أمر به، فبقول أبي تأخذ، أم بأمرِ رسول الله صلى الله عليه وسلم؟! قال: بأمر رسول الله صلى الله عليه وسلم، فقال: فقُمْ عني (6

รายงานจาก สาลิม บุตร อับดุลลอฮ บุตร อุมัร เขากล่าวว่า " แท้จริงข้าพเจ้าได้นั่งอยู่กับ ท่านอิบนิอุมัร ในมัสยิด ปรากฏว่า มีชายคนหนึ่ง จากชาวเมืองชาม มาหาเขา แล้วถามเกียวกับการทำหัจญตะมัตตัวะ ท่านอิบนุอมัรกล่าวตอบว่า " ดีและสวยงาม" แล้วเขา(ชายผู้นั้น)กล่าวว่า " ความจริงพ่อของท่าน(หมายถึงอุมัร)ได้ห้ามเรื่องดังกล่าวไว้นะ ? ท่านอิบนุอุมัรกล่าวว่า"เสียหายแล้วละท่าน ! แล้วถ้าหากพ่อของฉันได้ห้ามเรื่องนั้น แต่ความจริง ท่านรซูลุ้ลลอฮ ศอลฯได้ปฏิบัติและได้สั่งเอาไว้ แล้วท่านจะเอาคำพูดขอพ่อฉันหรือ คำสั่งของท่านรซูลุลลอฮ(สอลฯ มายึดถือล่ะ ? เขา(ชายผู้นั้น)ตอบว่า" (ข้าพเจ้า)เอาคำสั่งของรซูลุลลอฮ ศอลฯ มายึดถือ แล้วเขา(อิบนิอุมัร)กล่าวว่า "ดังนั้นจงลุกขึ้นไปเสียจากฉัน
- 6-إسناده صحيح ، رواه الطحاوي في شرح معانى الآثار (1/272) وأبو يعلى في مسنده ، انظر مقدمة صفة الصلاة للعلامة الألباني (ص32) .
.................................................
หะดิษข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าใครก็ตามหากมีทัศนะไม่ตรงกับสุนนะฮของท่านรอซูล เขาก็ต้องเอาสุนนะฮรอซูล ศอลฯ มาปฏิบัติ ไม่ใช่ตักลิดตามผู้อื่น
อิหม่ามชาฟิอี (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า
أجمع المسلمون على أنَّ مَن استبان له سُنَّةٌ عن رسول الله صلى الله عليه وسلم لم يحل له أنْ يَدَعها لقول أحد
บรรดามุสลิมต่างก็มีมติเอกฉันท์ว่า ผู้ใดที่สุนนะฮจากรซูลุลลอฮ ศอลฯ ได้ปรากฏชัดเจนแก่เขาแล้ว ก็ไม่อนุญาตให้เขาละทิ้งมัน(สุนนะฮ) เพื่อไปเอาคำพูดของคนหนึ่งคนใด
الفلاني ص 68
อิมามชาฟิอีย์เคยพูดไว้ว่า
إِذَا وَجَدْتُمْ فِي كِتَابِي خِلافَ سُنَّةِ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقُولُوا بِسُنَّةِ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَدَعُوا مَا قُلْتُ
ความว่า "เมื่อพวกท่านพบในตำราของฉันแตกต่างกับสุนนะฮฺของท่านรสูลุลลอฮฺ ดังนั้นพวกท่านจงปฏิบัติตาม สุนนะฮฺของรสูลุลลอฮฺเถิด และจงทิ้งสิ่งที่ฉันพูด
- มะริฟะฮ สุนันวัลอะษาร ของ อัลบัยหะกีย หะดิษ หมายเลข ๑๐๙

ท่านอิหม่ามนะวาวีย์ระบุในอัลมัจญมัวะว่า

وَكَانَ جَمَاعَةٌ مِنْ مُتَقَدِّمِي أَصْحَابِنَا إذَا رَأَوْا مَسْأَلَةً فِيهَا حَدِيثٌ ، وَمَذْهَبُ الشَّافِعِيِّ خِلَافُهُ عَمِلُوا بِالْحَدِيثِ

และ มีคณะหนึ่งจากสหายของเรายุคก่อน เมื่อพวกเขาเห็นในประเด็นใดมีหะดิษ และมัซฮับชาฟิอีย์ ขัดแย้งกับหะดิษ พวกเขาก็ปฏิบัติตามหะดิษ – ดูอัลมัจญมัวะ เล่ม 1 หน้า 105



والله أعلم بالصو






การปล่อยให้กางเกง หรือ ผ้านุ่งต่ำกว่าตาตุ่ม




สำหรับผู้ที่ปล่อยให้เครื่องนุ่งห่มห้อยลงมาต่ำกว่าตาตุ่ม โดยที่ไม่มีเจตนา หยิ่งผยองหรือ โอ้อวด บรรดานักวิชาการมีทัศนะที่แตกต่างกัน  โดยแบ่งเป็น 3 ทัศนะ คือ ทัศนะที่เห็นว่าฮะรอม  ทัศนะที่เห็นว่า มักโระฮฺ และ ทัศนะที่เห็นว่า มุบาฮฺ อนุญาตให้กระทำได้
อุละมาอฺส่วนใหญ่จากมัสฮับทั้ง 4 มีความเห็นว่า ไม่ถือว่าเป็นการฮะรอม   อิบนิมุฟลิฮฺ กล่าวเอาไว้ใน อัล-อะดาบ อัชชัรอียยะฮฺ ว่า:
ท่านอิหม่าม อบูอะนีฟะฮฺ ( ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงเมตตาท่านด้วย ) ได้สวมใส่ ริดาอฺที่ยาว ลากกับพื้น  และมีผู้กล่าวกับท่านว่า  เรามิได้ถูกห้ามให้ทำสิ่งนี้หรอกหรือ? ท่านอิหม่ามจึงกล่าวว่า “ นั่นมันสำหรับผู้ที่โอ้อวด แต่เรามิได้เป็นหนึ่งในหมู่พวกนั้น”
ดูจาก อัล- ฟาตาวา อัล- ฮินดียฺยะฮฺ

ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ ( ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงเมตตาท่านด้วย)กล่าวเอาไว้เในเรื่องนี้ ดั่งที่ถูกยกมาอ้างอิงโดยท่านอิหม่ามน่ะว่ะวี ในหนังสือ อัล-มัจมูอฺ( 3/177)  โดยกล่าวว่า “ ไม่เป็นการอนุญาตที่จะปล่อยให้อาภรณ์ห้อยต่ำลงมากว่าตาตุ่ม เมื่อจะทำการละหมาด หรือ ในกรณีอื่นๆก็ตาม ทั้งนี้เพื่อเป็นการโอ้อวด  แต่สำหรับการปล่อยให้ลงมาต่ำกว่าตาตุ่มที่มีสาเหตุอื่นๆในขณะละหมาดโดยไม่ได้เป็นการโอ้อวดแล้ว ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรงแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะท่านนบี ( ขอความสันติจงมีแด่ท่าน)ได้กล่าวกับท่านอบูบักร เมื่อท่านอบูบักรได้บอกกับท่านนบีว่า ชายอาภรณ์ของท่าน(อบูบักร)ก็ห้อยลงมาต่ำกว่าตาตุ่ม ซึ่งท่านนบีก็ได้กล่าวว่า “ เจ้าไม่ได้เป็นหนึ่งในพวกเขาเหล่านั้น ( นั้นคือ พวกที่ปล่อยให้อาภรณ์ห้อยต่ำกว่าตาตุ่มเพื่อเป็นการโอ้อวด)
เชค ตะกียุดดีน ( อิบนฺตัยมียะฮฺ- ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงเมตตาท่านด้วย) ก็ได้สนับสนุน ทัศนะที่บอกว่า ไม่เป็นการฮะรอม แต่ท่านมิได้กล่าวว่า มันเป็นการมักโระฮฺ หรือไม่
อ้างจาก : ชัรฮฺ อัล- อุมดะฮฺ โดย เชคคุลอิสลาม อิบนิตัยมียะฮฺ  หน้าที่ 361-362 )

วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

องค์ประกอบที่มีอยู่ในการทำเมาลิดนบียฺ





คำว่า “ทำเมาลิด” อย่างที่นิยมกระทำกันในบ้านเรามีรูปแบบและพิธีกรรมเฉพาะเช่นเมื่อเราทำอิซีกุโบร์แล้วก็จะพ่วงด้วยการอ่านบทกวีที่เป็นประวัติของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) จากหนังสือ บัรซันญียฺ แล้วก็เศาะละหฺวาต เป็นต้น นี่คือการทำเมาลิดอย่างที่รู้กัน
 และสิ่งที่มุ่งหมายในประเด็นที่ว่า ไม่มีการทำเมาลิดปรากฏในสุนนะฮฺของท่านนบี  (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็คือการทำเมาลิดตามรูปแบบที่รู้กันและนิยมกระทำกันในบ้านเรานี่แหละ


การทำเศาะดะเกาะฮฺ การเล่าชีวประวัติ การถือศีลอด ทั้งหมดเป็นส่วนประกอบในการทำเมาลิด ไม่ได้แยกเป็นเอกเทศและกลายเป็นรูปแบบหรือประเภทที่หลากหลายของการทำเมาลิด เพราะเวลาเราพูดถึงการทำเมาลิดก็จะมีเรื่องการพิธีกรรมที่ว่ามา มีการเลี้ยงอาหารซึ่งเป็นเศาะดะเกาะฮฺประเภทหนึ่ง ทั้งหมดรวมกันเป็นองค์ประกอบของการทำบุญเมาลิดนบียฺ


แต่ถ้าแยกองค์ประกอบเหล่านั้นออกมาเป็นเอกเทศ โดยทั่วไปแล้วไม่มีใครเขาถือกันว่าเป็นการทำเมาลิดนบียฺ
 เช่น ถือศีลอดวันจันทร์เพราะเป็นสุนนะฮฺซึ่งถึงแม้ว่าจะเกี่ยวกับวันที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เกิดก็ไม่มีผู้ใดเจตนาหรืออ้างว่าตนทำเมาลิดนบียฺด้วยการถือศีลอดในวันจันทร์ แต่ที่ถือเพราะเป็นสุนนะฮฺของท่านนบียฺ และในงานบุญเมาลิดนบียฺก็ไม่ได้จัดตรงวันจันทร์เพียงวันเดียว วันอื่นก็จัดกัน อ่านมุโลดนบีเสร็จก็ทานอาหารกินเหนียวกัน น้อยคนที่จะถือศีลอดในวันที่จัดงานบุญเมาลิดนบียฺ

การเศาะละหวาตก็เช่นกันเป็นองค์ประกอบที่มีอยู่ในการทำเมาลิดนบียฺ แต่เมื่อแยกออกมาเป็นเอกเทศ หรือรวมอยู่ในการประกอบศาสนกิจอื่นๆ ทั้งที่วาญิบต้องเศาะละหวาต เช่น ในการตะชะฮฺฮุดครั้งที่ 2 ในละหมาด (มาหยัง) และที่เป็นองค์ประกอบในรุก่นคุฏบะฮฺวันศุกร์ตามมัซฮับอัช-ชาฟิอียฺ

หรือในการขอดุอาอฺทั่วไปที่มีสุนนะฮฺให้กล่าวเศาะละหวาต เป็นต้น เท่าที่รู้ไม่มีใครตั้งเจตนาหรือกล่าวอ้างว่าตนทำเมาลิดนบีนฺ แต่ที่กล่าวเศาะหวาตเพราะเป็นรุ่ก่นที่วาญิบหรือมีสุนนะฮฺให้กล่าว และเศาะละหวาตก็ไม่ได้ผูกพันอยู่กับวันจันทร์ซึ่งเป็นวันที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เกิดเพียงวันนั้นวันเดียว แต่ต้องเศาะละหวาตทุกวันอย่างน้อยก็ในการละหมาด 5 เวลา มิหนำซ้ำถ้าจะเศาะละหวาตมากๆ ก็มีหลักฐานระบุว่าให้กระทำในวันศุกร์มิใช่วันจันทร์

การเล่าชีวประวัติของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งจริงๆ มิใช่เล่าแต่เป็นการอ่านบทกวีภาษาอาหรับที่บางทีคนอ่านเซียนทำนองมากกว่ารู้ความหมายของเนื้อหานั่นก็เป็นองค์ประกอบของการทำเมาลิดอย่างที่นิยมทำกันในบ้านเราและขาดมิได้เสียด้วย เพราะถ้าไม่มีขั้นตอนนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นการทำเมาลิดนบียฺ หากแต่เป็นเพียงการซิกรุลลอฮฺ (อีซีกุโบรฺ) และร่วมขอดุอาอฺในงานบุญนั้นเท่านั้น

แต่ถ้าแยกการเล่าหรือการเรียนรู้ประวัติของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ซึ่งมิใช่แค่ตอนเกิดที่เรียกว่าเมาลิด แต่รวมถึงอายุขัยของท่านทั้งหมดจนกระทั่งวะฟาตฺ เวลาแยกออกมาเป็นเอกเทศแล้วก็ไม่มีผู้ใดอ้างว่าตนทำเมาลิดนบียฺ เช่น เด็กฟัรฎูอีนอ่านตำราอัตชีวประวัติของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ของสมาคมคุรุสัมพันธ์ หรือครูที่สอนเล่าเรื่องเกี่ยวกับท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ให้เด็กฟังและจดจำก็ไม่มีใครเรียกการเล่าหรือการอ่านหนังสือนั้นว่าเป็นการทำเมาลิดนบีหรือกล่าวอ้างว่านั่นเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำเมาลิดนบียฺ เพราะการทำเมาลิดนบีมีรูปแบบเดียวอย่างที่รู้กัน และในรูปแบบเดียวนั้นก็มีองค์ประกอบที่ว่ามา

ซึ่งกรณีนี้แหล่ะที่ผมบอกว่าไม่มีปรากฏในสุนนะฮฺว่าท่านนบีทำรูปแบบที่มีองค์ประกอบรวมกันนั้นเอาไว้  ไม่ได้ปฏิเสธสุนนะฮฺในเรื่องการทำเศาะดะเกาะฮฺ การเลี้ยงอาหาร การเศาะละหวาต และการถือศีลอดในวันจันทร์ หรือแม้กระทั่งการขอบคุณอัลลอฮฺ (ซ.บ.) ที่ให้นบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) เกิดมาหรือการรำลึกถึงท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ตลอดเวลาไม่ใช่เฉพาะวันจันทร์วันเดียว