อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560

"ตะเล็มมัสตูรอ" กุว่านบีสั่งให้ฝังภรรยาของตนได้






!!!อันตราย!!! "ตะเล็มมัสตูรอ" กุว่านบีสั่งให้ฝังภรรยาของตนได้ หากภรรยาออกจากบ้านโดยไม่รีบอนุญาตจากสามีก่อน หรือทำหน้างอนบึงตึงต่อสามี...

...ตะเล็มมัสตูรอ...หน้า 43 ..

.นบีออกคำสั่งให้ฝัง 7 อย่าง
1 ฝังผม
2 ฝังเล็บ
3 ฝังเลือด
4 ทารกที่แท้งออกมาในสถาพที่เป็นก้อนเนื้อ
5 ถุ้งห่อหุ่นทารก
6 ภรรยาที่ออกจากบ้านที่ไม่ได้รีบอนุญาตจากสามีก่อน
7 คนที่ทำหน้างอนบึงตึงต่อสามี
คิตมัต
พยายามรักษาตัวให้ดีงามอยู่เสมอ
ปรนนิบัติสามี เมื่อสามีกลับบ้าน
ตัดเล็บให้สามี เท่ากับทำอุมเราะห์และฮัจย์
ตออัต
ทำตามที่สามีสั่ง
ให้เข้านอนก่อนสามี









รุก่นอิสลาม และรุก่นอิหม่านไม่พออีกหรือ






ซีฟัต(คุณลักษณะ) ที่กลุ่มดะวะฮ์ตับลิฆคิดขึ้น มีอยู่ 6 ประการ


1) ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ มูฮัมมาดูรรอซูลลุลลอฮ์ (ข้อนี้ตรงกับรุก่นอิสลามข้อแรก ซึ่งมี 5 ประการ)


2) ละหมาด (ข้อนี้ตรงกับรุก่นอิสลามข้อ 2)
3)อิลมู (การศึกหาความรู้) และซิเกรฺ (การรำลึกถึงอัลลอฮ์)
4) อิกรอมมุสลิมีน (อิกรอมให้เกียรติทุกคน
5) อิคลาส
6) มูญาฮาดะฮ์ (การสละชีวิต ทรัพย์สิน ไปในหนทางของอัลลอฮฺ ด้วยการฮิจเราะฮ์และนุสเราะฮ์)




ซีฟัตเหล่านี้หากพิจารณาตามลักษณะคำศัพท์ ก็จะอยู่ในคำสอนอิสลาม แต่ซีฟัตเหล่านี้ไม่เคยปรากฏที่กำหนดขึ้นโดยท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยอิวะซัลลัม) หรือโดยบรรดาเศาะหาบะฮ์ หรือบรรดานักวิชาการยุคต้น เมื่อมันเป็นเรื่องศาสนาก็จะกำหนดเองเออเองไม่ได้ มันเพียงพอแล้วสำหรับรุก่นอิสลาม 5 ประการ และรุก่นอีหม่าน 6 ประการ สำหรับประชาชาติอิสลามที่ต้องศรัทธาและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด


วัลลอฮุอะอฺลัม


หมายเหตุ รายละเอียดอื่นๆของซีฟัตดังกล่าวที่มีการกล่าวถึงโดยไม่มีหลักฐานรองรับ เช่น  


กรณีซีฟัตข้อ 3 อิลมู ระบุว่า ผู้ที่ออกไปในตอนเช้าเพื่อศึกษาในหนึ่งอายะฮ์ดีกว่าเขาละหมาดสุนัตถึง 100 รอกาอัต ผู้ที่ออกไปในตอนเช้าเพื่อศึกษาหาความรู้ 1 บท เขาจะปฏิบัติแล้วหรือยังไม่ปฏิบัติก็ดีกว่าเขาละหมาดสุนัตถึง 1,000 รอกาอัต  สิ่งถูกสร้างทั้งในฟากฟ้าและแผ่นดินทั้งหมด


กรณีซีฟัตข้อ 4 อิกรอมมุสลิมีน ระบุว่า ผู้ใดก็ตามที่ออกไปในหนทางเพื่อจัดการกิจกรรมอันจำเป็นในนามของพี่น้องของเขาดีกว่าการเอี๊ยะติกาฟถึง 10 ปี ผู้ใดเอี๊ยะติกาฟ 1 วันเพื่อความโปรดปรานของอ.ล.(ซ.บ.)เขาจะห่างจากไฟนรก 3 สนามเพลาะ (สนามเพลาะหนึ่งกว้างระหว่างชั้นฟ้าและแผ่นดิน )


ซีฟัตข้อ 6 มูญาฮาดะฮ์ ระบุ ทุกๆทรัพย์สินที่ใช้จ่ายไป ทุกๆซิเกร การตัสเบี๊ยะ ทุกๆอาม้าลในวิถีทางของ อ.ล. (ซ.บ.) จะได้รับผลบุญตดบแทน 700,000 เท่า การดุอาของผู้พยายามในหนทางของ อ.ล.(ซ.บ.) จะถูกตอบรับเหมือนกับดุอาของบรรดานบี (อ.ล.) แห่งบนีอิสรออีล


แล้วด้วยเหตุผลอันใดเล่า หากคิดจะเชิญชวนพี่น้องเข้าร่วมอุดมการณ์ ร่วมทำความดี แต่กลับต้องกุ หรืออ้างผลตอบแทนเหล่านั้นโดยไม่มีที่มา หรือหลักฐานรองรับอีกเล่า???


 


 

เมื่ออุลามาอ์ทั้งสี่มัซฮับเห็นพ้องกันว่า การจัดเลี้ยงอาหารบ้านคนตายเป็นการอุตริที่ต้องห้าม


การทำพิธีกรรม โดยอ้างว่าทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย ด้วยการอัญเชิญโต๊ะลาไบมาว่ากล่าวทำพิธีและจัดเลี้ยงอาหารให้โต๊ะลาแบ ที่ทำกันเป็นการเฉพาะในช่วง 3 วันแรก ในวันครบ 7 วัน 40 วัน และ100 วันของผู้ตาย ไม่ปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐานของบรรพชนยุคต้นเลย เมื่อมีการนำเสนอและติเตือนว่าการทำพิธีกรรมดังกล่าวไม่มีรูปแบบจากท่านรสูล (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และชาวสลัฟและให้ละทิ้งมันเสีย ก็ถูกตอบโต้ว่า พวกนี้หลงผิด ไม่เอาอุลามาอ์ พวกเอาแนวคิดจากพวกวาฮาบีย์ และปฏิเสธที่จะละทิ้งมัน


 ต่อไปนี้จะขอยกคำพูดของอุลามาอ์ที่กล่าวติเตือนถึงเรื่องนี้ ว่าเป็นบิดอะฮ์ลุ่มหลง ซึ่งพวกเขาเป็นอุลามาอ์ชั้นแนวหน้าของมัซฮับทั้งสี่ โดยเฉพาะคำพูดของอุลามาอ์ของสายชาฟีอีย์ ที่ผู้ยึดติดกับการทำพิธีกรรมเหล่านี้อ้างหนักหนาว่าต้องผูกขาดและต้องปฏิบัติตามพวกเขาอย่างเคร่งครัด

ท่านอิหม่ามชาฟิอี กล่าวว่า

وَأَكْرَهُ الْمَأْتَمَ ، وَهِيَ الْجَمَاعَةُ ، وَإِنْ لَمْ يَكُنْ لَهُمْ بُكَاءٌ ، فَإِنَّ ذَلِكَ يُجَدِّدُ الْحُزْنَ ، وَيُكَلِّفُ الْمُؤْنَةَ مَعَ مَا مَضَى فِيهِ مِنْ الْأَثَرِ" .

และข้าพเจ้า รังเกียจ การมะอฺตัม และมันคือ การรวมตัวกันเป็นหมู่คณะ และแม้ว่าจะไม่มีการร้องให้ก็ตาม เพราะแท้จริงดังกล่าวนั้น ทำให้เกิดความโศกเศร้าขึ้นมาใหม่ และมันทำให้แบกภาระการใช้จ่าย (แก่ครอบครัวผู้ตาย) ทั้งๆที่หะดิษได้อ้างเป็นหลักฐานผ่านมาแล้ว -อัลอุม 1/318


ท่านอิหม่ามนะวะวีย์ (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ.  676)  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  “อัล-มัจญมั๊วะอฺ”   เล่มที่  5  หน้า  320  ว่า …

قَالَ صَاحِبُ الشَّامِلِ وَغَيْرُهُ  :  وَأَمَّا إِصْلاَحُ أَهْلِ الْمَيِّتِ طَعَامًا وَجَمْعُ النَّاسِ عَلَيْهِ  فَلَمْ يُنْقَلْ فِيْهِ شَىْءٌ  وَهُوَ بِدْعَةٌ غَيْرُ مُسْتَحَبَّةٍ …..

“ท่านเจ้าของหนังสือ  “อัช-ชามิล”  (มีชื่อว่า อบูนัศรฺ, มะห์มูด บิน อัล-ฟัฎล์ อัล-อิศบะฮานีย์,   มีชื่อรองว่า  อิบนุ ศ็อบบาค   เป็นชาวเมืองอิศฟาฮาน,  สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 512) และนักวิชาการท่านอื่นๆกล่าวว่า …  อนึ่ง  การที่ครอบครัวผู้ตายได้จัดปรุงอาหารขึ้น และเชิญชวนผู้คนให้มาร่วมรับประทานกัน  พฤติกรรมนี้ ไม่เคยปรากฏมีรายงานหลักฐานมาแต่ประการใด,   ดังนั้น มันจึงเป็นบิดอะฮ์ที่ไม่ชอบตามหลักการศาสนา”


ท่านเช็ค อิบนุหะญัรฺ อัล-ฮัยตะมีย์  (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 974)  ได้กล่าวในหนังสือ  “ตุ๊ห์ฟะตุ้ล มุห์ตาจญ์”  ว่า


وَمَا اعْتِيْدَ مِنْ جَعْلِ أَهْلِ الْمَيِّتِ طَعَامًا لِيَدْعُواالنَّاسَ إِلَيْهِ  بِدْعَةٌ مَكْرُوْهَةٌ كَإِجَابَتِهِمْ لِذَلِكَ

“สิ่งซึ่งปฏิบัติกันมาจนกลายเป็นประเพณีไปแล้ว .. อันได้แก่การที่ครอบครัวผู้ตายปรุงอาหารขึ้นมา เพื่อเชิญให้ผู้คนมาร่วมรับประทานนั้น  มันคือบิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจ ..  เช่นเดียวกับการตอบรับคำเชิญชวนไปร่วมในงานเลี้ยงนี้ (ก็เป็นบิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจเช่นเดียวกัน)
(จากหนังสือ  “อิอานะฮ์ อัฏ-ฏอลิบีน”   เล่มที่  2  หน้า  146)


ท่านอะห์มัด บิน ซัยนีย์ ดะห์ลาน  อดีตมุฟตีย์ของมัษฮับชาฟิอีย์แห่งนครมักกะฮ์  ได้กล่าวตอบเมื่อมีผู้ถามปัญหาเรื่องการเลี้ยงอาหารบ้านผู้ตายว่า …

نَعَمْ،  مَايَفْعَلُهُ النَّاسُ مِنَ اْلإِجْتِمَاعِ عِنْدَ أَهْلِ الْمَيِّتِ وَصُنْعِ الطَّعَامِ مِنَ الْبِدَعِ الْمُنْكَرَةِ الَّتِىْ يُثَابُ عَلَى مَنْعِهَا وَالِى اْلأَمْرِ …..

“ใช่,  สิ่งซึ่งประชาชนกำลังกระทำกัน  อันได้แก่การไปชุมนุมกัน ณ ครอบครัวผู้ตาย  และมีการปรุงอาหาร (เพื่อเลี้ยงดูกัน)  ถือว่า เป็นหนึ่งจากบิดอะฮ์ต้องห้าม ..  ซึ่งผู้นำที่ต่อต้านเรื่องนี้ จะได้รับผลบุญตอบแทน ………”
(จากหนังสือ  “อิอานะฮ์ อัฏ-ฏอลิบีน”   เล่มที่  2  หน้า  145)


ท่านเช็คอะห์มัด ซัยนีย์ ดะห์ลาน  ยังได้กล่าวในการตอบคำถามนี้อีกตอนหนึ่งว่า

وَلاَ شَكَّ أَنَّ مَنْعَ النَّاسِ مِنْ هَذِهِ الْبِدْعَةِ الْمُنْكَرَةِ فِيْهِ إِحْيَاءٌ لِلسُّنَّةِ وَإِمَاتَةٌ لِلْبِدْعَةِ، وَفَتْحٌ لِكَثِيْرٍ مِنْ أَبْوَابِ الْخَيْرِ وَغَلْقٌ لِكَثِيْرٍ مِنْ أَبْوَابِ الشَّرِّ،  فَإِنَّ النَّاسَ  يَتَكَلَّفُوْنَ كَثِيْرًا يُؤَدِّىْ إِلَى أَنْ يَكُوْنَ ذَلِكَ الصُّنْعُ مُحَرَّمًا ….

“และไม่มีข้อสงสัยใดๆเลยว่า   การห้ามปรามประชาชนจาก (การกระทำ) สิ่งบิดอะฮ์ต้องห้ามอย่างนี้  คือการฟื้นฟูซุนนะฮ์และเป็นการทำลายบิดอะฮ์,   และยังเป็นการเปิดประตูแห่งความดีอย่างมากมาย และเป็นการปิดประตูแห่งความชั่วอย่างมากมาย,เพราะว่าประชาชนต่างก็ทุ่มเท(ในเรื่องนี้) กันอย่างหนัก  จนการกระทำดังกล่าวอาจนำไปสู่การปฏิบัติที่ต้องห้ามได้” …
(จากหนังสือ  “อิอานะฮ์ อัฏ-ฏอลิบีน”   เล่มที่  2  หน้า  146)


มีรายงานมาเกี่ยวกับเรื่องการกินเลี้ยงที่บ้านผู้ตายจากท่านอิหม่ามอะห์มัด อิบนุ หัมบัลว่า ….

قَالَ أَحْمَدُ  :  هُوَ مِنْ فِعْلِ الْجَاهِلِيَّةِ،   وَأَنْكَرَهُ شَدِيْدًا …

ท่านอิหม่ามอะห์มัดกล่าวว่า  :  “มัน (การให้บ้านผู้ตายเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารแขก) เป็นพฤติการณ์ของพวกญาฮิลียะฮ์ ! ” ..   และท่านจะแอนตี้มันอย่างรุนแรง …
(จากหนังสือ  “อัล-มันฮัล อัล-อัษบุลเมารูด ฯ”   เล่มที่  4  ส่วนที่  8  หน้า  273)


ท่านอิบนุ กุดามะฮ์  ได้กล่าวในหนังสือ  “อัล-มุฆนีย์”   เล่มที่  2  หน้า  413 ว่า …

فَأَمَّا صُنْعُ أَهْلِ الْمَيِّتِ طَعَامًا لِلنَّاسِ فَمَكْرُوْهٌ،  ِلأَنَّ فِيْهِ زِيَادَةً عَلَى مُصِيْبَتِهِمْ وَشُغْلاً أِلَى شُغْلِهِمْ وَتَشَبُّهًا بِصُنْعِ أَهْلِ الْجَاهِلِيَّةِ،  وَيُرْوَى أَنَّ جَرِيْرًا وَفَدَ عَلَى عُمَرَ فَقَالَ  :  هَلْ يُنَاحُ عَلَى مَيِّتِكُمْ ؟ قَالَ : لاَ،   قَالَ  :  وَهَلْ يَجْتَمِعُوْنَ عِنْدَ أَهْلِ الْمَيِّتِ وَبَجْعَلُوْنَ الطَّعَامَ ؟  قَالَ  :  نَعَمْ،   قَالَ  :  ذَلِكَ النَّوْحُ  ……

“อนึ่ง  การที่ครอบครัวผู้ตายปรุงอาหารขึ้นมาให้ประชาชน(รับประทานกัน) นั้น  ถือว่า  เป็นเรื่องน่ารังเกียจ,    เนื่องจากมันเป็นการซ้ำเติมเคราะห์กรรมของพวกเขามากยิ่งขึ้น  ซ้ำยังเป็นการเพิ่มภาระพวกเขาซึ่งหนักอยู่แล้วให้หนักเข้าไปอีก   และยังเป็นการลอกเลียนการกระทำของพวกญาฮิลียะฮ์อีกด้วย,    มีรายงานมาว่า  ท่านญะรีรฺ (บิน อับดุลลอฮ์ อัล-บะญะลีย์) ร.ฎ.  ได้มาหาท่านอุมัรฺ (อิบนุล ค็อฏฏอบ ร.ฎ.) แล้วท่านอุมัรฺถามว่า ..  เคยมีการนิยาหะฮ์ (คร่ำครวญอย่างหนัก) ให้แก่ผู้ตายของพวกท่านบ้างไหม ? ท่านญะรีรฺก็ตอบว่า  ไม่เคย, ..   ท่านอุมัรฺก็ถามต่อไปอีกว่า ..  แล้วเคยมีการไปชุมนุมกันที่บ้าน/ครอบครัวผู้ตาย  และมีการปรุงอาหารเลี้ยงกันไหม ?   ท่านญะรีรฺตอบว่า   เคยครับ, ท่านอุมัรฺก็บอกว่า …  นั่นแหละคือการนิยาหะฮ์ (อันเป็นเรื่องต้องห้าม) ละ”


อิหม่ามอบูบักรฺ อัฏ-ฏ็อรฺฏุชีย์  (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 530)  ได้กล่าวไว้ในหนังสือ  “อัล-หะวาดิษ วัล-บิดะอฺ”  หน้า  170  ว่า …

فَأَمَّا إِذَا أَصْلَحَ أَهْلُ الْمَيِّتِ طَعَامًا وَدَعَوُاالنَّاسَ إِلَيْهِ  فَلَمْ يُنْقَلْ فِيْهِ عَنِ الْقُدَمَاءِ شَىْءٌ،   وَعِنْدِىْ أَنَّهُ بِدْعَةٌ وَمَكْرُوْهَةٌ …..

“อนึ่ง  การที่ครอบครัวผู้ตายปรุงอาหารขึ้น และเชิญชวนให้คนมากินอาหารนั้น  เรื่องนี้ ไม่ปรากฏมีรายงานมาจากประชาชนยุคก่อนๆแต่อย่างใด,   และในทัศนะของฉัน มันเป็นเรื่องบิดอะฮ์ และเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ”


ในหนังสือ  “มัตนุ คอลีล” ของนักวิชาการมัษฮับมาลิกีย์ มีกล่าวเอาไว้ว่า …

وَأَمَّا اْلإجْتِمَاعُ عَلَى طَعَامِ بَيْتِ الْمَيِّتِ  فَبِدْعَةٌ مَكْرُوْهَةٌ إِنْ لَمْ يَكُنْ فِى الْوَرَثَةِ صَغِيْرٌ،   وَإِلاَّ فَهُوَ حَرَامٌ  …..

“อนึ่ง  การไปชุมนุมกินอาหารกันที่บ้านคนตาย  ถือเป็นบิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจ หากว่าในทายาทผู้ตายไม่มีเด็กเล็ก (ยังไม่บรรลุศาสนภาวะ), …   แต่ถ้า (ผู้ตาย) มี (ทายาทที่ยังเล็กอยู่)   ก็ถือว่า (การไปชุมนุมกินอาหารที่บ้านผู้ตาย) เป็นเรื่องต้องห้าม (หะรอม)”
(จากหนังสือ  “อัล-มันฮัลฯ”  อันเป็นหนังสืออธิบายสุนันของท่านอบูดาวูด  เล่มที่ 4   ส่วนที่ 8  หน้า  272)


ท่านอิบนุล ฮุมาม  ได้กล่าวในหนังสือ  “ชัรฺหุ้ล ฮิดายะฮ์”  ว่า ..

وَيُكْرَهُ اتِّخَاذُ الضِّيَافَةِ مِنْ أَهْلِ الْمَيِّتِ،   ِلأَنَّهُ مَشْرُوْعٌ فِى السُّرُوْرِ لاَ فِى الشُّرُوْرِ وَهِىَ بِدْعَةٌ مُسْتَقْبَحَةٌ….

“เป็นเรื่องน่ารังเกียจที่จะให้ครอบครัวผู้ตายเป็นฝ่ายเลี้ยงอาหาร !   เพราะการเลี้ยงอาหารนั้น เป็นบทบัญญัติในกรณีมีความสุข (เช่นตอนแต่งงาน,   ตอนมีบุตร,  เป็นต้น)  มิใช่เป็นบทบัญญัติในยามทุกข์ (เช่นตอนพ่อแม่หรือลูกเมียตาย  เป็นต้น) …. มันจึงเป็นเรื่องบิดอะฮ์ที่น่าเกลียด ……..”
(จากหนังสือ  “กัชฟุช ชุบฮาต”  ของท่านมะห์มูดหะซัน รอเบี๊ยะอฺ  หน้า 192)


ท่านอัล-กุรฏุบีย์  (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 671)  ได้กล่าวในหนังสือ  “อัต-ตัซกิเราะฮ์”  หน้า  102  ว่า …

وَمِنْهُ الطَّعَامُ الَّذِىْ يَصْنَعُهُ أَهْلُ الْمَيِّتِ الْيَوْمَ فِىْ يِوْمِ السَّابِعِ،  فَيَجْتَمِعُ لَهُ النَّاسُ،  يُرِيْدُ بِذَلِكَ الْقُرْبَةَ لِلْمَيِّتِ وَالتَّرَحُّمَ لَهُ،  وَهَذَا مُحْدَثٌ لَمْ يَكُنْ فِيْمَا تَقَدَّمَ،  وَلاَ هُوَ مِمَّا يَحْمَدُهُ الْعُلَمَاءُ،  قَالُوْا وَلَيْسَ يَنْبَغِىْ لِلْمُسْلِمِيْنَ أَنْ يَقْتَدُوْا بِأَهْلِ الْكُفْرِ  وَيَنْهَى كُلُّ إِنْسَانٍ أَهْلَهُ عَنِ الْحُضُوْرِ لِمِثْلِ هَذَا ..

وَقَالَ أَحْمَدُ بْنُ حَنْبَلٍ :  هُوَ مِنْ فِعْلِ الْجَاهِلِيَّةِ !  قِيْلَ لَهُ :  أَلَيْسَ قَدْ قَالَ النَّبِىُّ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ  ” إِصْنَعُوْا ِلآلِ جَعْفَرٍ طَعَامًا ؟   فَقَالَ  :  لَمْ يَكُوْنُوْا هُمُ اتَّخَذُوْا !   إِنَّمَا اتُّخِذَ لَهُمْ”   فَهَذَا كُلُّهُ وَاجِبٌ عَلَى الرَّجُلِ أَنْ يَمْنَعَ أَهْلَهُ مِنْهُ  وَلاَ يُرَخِّصَ لَهُمْ،   فَمَنْ أَبَاحَ ذَلِكَ ِلأََهْلِهِ فَقَدْ عَصَى اللَّـهَ عَزَّ وَجَلَّ،  وَأَعَانَهُمْ عَلَى اْلإِثْمِ وَالْعُدْوَانِ  …….

“และส่วนหนึ่งจากพฤติกรรมของพวกญาฮิลียะฮ์(พวกอนารยชนยุคก่อนอิสลาม) ก็คือ เรื่องอาหารซึ่งลูกเมียผู้ตายในสมัยปัจจุบัน ได้ปรุงขึ้นมาในวันที่ 7 (หรือวันที่ 3,  วันที่ 10,  วันที่ 40,  หรือครบ 100 วันแห่งการตาย)  ..  แล้วผู้คนก็มาชุมนุมกินอาหารนั้นโดยมีจุดประสงค์เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ตายและแสดงความเมตตาต่อผู้ตาย   นี่คือ อุตริกรรม (บิดอะฮ์) ที่ไม่เคยปรากฏในยุคที่ผ่านมา และก็มิใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่นักวิชาการยกย่องสรรเสริญแต่อย่างใด,   พวกเขา (นักวิชาการ) กล่าวว่า  ไม่สมควรอย่างยิ่งที่มุสลิมเราจะไปเลียนแบบพวกกาฟิรฺ   และสมควรที่มนุษย์ทุกคนจะต้องห้ามปรามลูกเมียของเขาจากการไปร่วมในงานประเภทนี้


นักวิชาการทั้ง 4 มัษฮับ จึงเห็นพ้องต้องกันว่า การที่ลูกเมียหรือญาติผู้ตายเป็นเจ้าภาพจัดทำอาหาร แล้วเชิญแขกมารับประทาน เพื่ออุทิศผลบุญให้ผู้ตายนั้น เป็น بِدْعَـةٌ مُنْكَرَةٌ หรือ การอุตริที่ต้องห้าม .......
( โปรดดูข้อมูลจากหนังสือ “อิอานะฮ์ อัฏ-ฏอลิบีน” อันเป็นตำราฟิกฮ์ที่นิยมอ่านและสอนกันมากในมัษฮับชาฟิอีย์, เล่มที่ 2 หน้า 145-146 )


ท่านซัยยิด บักรีย์ ก็ได้กล่าวสรุปว่า ....

وَقَدْ أَجَابَ بِنَظِيْرِهَذَيْنِ الْجَوَابَيْنِ مُفْتِى السَّادَاتِ الْمَالِكِيَّةِ وَمُفْتِى السَّادَاتِ الْحَنَابِلَةِ
“และประธานฝ่ายตอบปัญหาของมัษฮับมาลิกีย์ และประธานฝ่ายตอบปัญหาของมัษฮับหัมบาลีย์ ก็ได้ให้คำตอบ (ในเรื่องเดียวกันนี้) คล้ายคลึงกับ 2 คำตอบข้างต้นของมัษฮับชาฟิอีย์และมัษฮับหะนะฟีย์ (ที่ผ่านมาแล้ว).....”
(จากหนังสือ “อิอานะฮ์ อัฎ-ฎอลิบีน” เล่มที่ 2 หน้า 135)


จึงไม่พบคำสอนหรือทัศนะบรรดาอิหม่ามในมัซฮับต่างๆ และบรรดานักวิชาการท่านอื่นๆ ที่ส่งเสริมให้กระทำเช่นนั้น ยกเว้นท่านอิบนุ กุดามะฮฺ ที่มีทัศนะว่า “ถ้ามีความจำเป็นในเรื่องดังกล่าวก้อนุญาต เพราะบางทีผู้มาร่วมงานศพ มาจากต่างหมู่บ้านหรือสถานที่ไกลๆ และค้างคืน ณ ที่พวกเขา พวกเขาไม่มีทางเลี่ยงนอกจากต้องรับรองเขาในบานะแขก”(หนังสือฟิกฮุสสุนะฮฺ เล่ม 1 หน้า 508)


















วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ซุนนะฮ์ส่งเสริมเมื่อมีการตาย




ซุนนะฮ์ที่เป็นแบบอย่าง และส่งเสริมให้กระทำได้ที่บ้านผู้ตาย นั้นคือ ให้ญาติหรือเพื่อนบ้านมีการนำอาหารให้แก่ครอบครัวผู้ตาย ในช่วงที่ครอบครัวผู้ตายกำลังสาละวนอยู่กับการจัดการศพหรือเกี่ยวเนื่องจากการตายนั้น

وَيَجُوزُ حَمْلُ الطَّعَامِ لِأَهْلِ الْمَيِّتِ فِي يَوْمِهِمْ وَلَيْلَتِهِمْ وَاسْتَحَبَّهُ الشَّافِعِيُّ وَالْأَصْلُ فِيهِ مَا رَوَاهُ عَبْدُ اللَّهِ بْنُ جَعْفَرٍ أَنَّ النَّبِيَّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ { اصْنَعُوا لِآلِ جَعْفَرٍ طَعَامًا فَإِنَّهُمْ فَاجَأَهُمْ أَمْرٌ شَغَلَهُمْ } خَرَّجَهُ أَبُو دَاوُد

และอนุญาตให้นำอาหารให้แก่ครอบครัวผู้ตาย ในตอนกลางวันและตอนกลางคืนของพวกเขา และ ชาฟิอี ได้ส่งเสริมมัน และรากฐานในมัน(ในเรื่องนี้)คือ สิ่งที่อับดุลลอฮ บิน ญะอฺฟัร ได้รายงานว่า แท้จริงนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “พวกท่านจงทำอาหารให้แก่ครอบครัวยะอฺฟัร เพราะว่าแท้จริง สิ่งที่ทำให้พวกเขายุ่งยาก(เนื่องจากการตาย)ได้ประสบกับพ่วกเขา –บันทึกโดย อบูดาวูด - ดู มะวาฮิบุลญะลีล เล่ม 2 หน้า 229


อิหม่ามชาฟิอีย์(ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า
وأحب لجيران الميت أو ذي القرابة أن يعملوا لأهل الميت في يوم يموت وليلته طعاما يشبعهم فإن ذلك سنة وذكر كريم وهو من فعل أهل الخير قبلنا وبعدنا
และข้าพเจ้าชอบให้เพื่อนบ้านใกล้เคียง หรือ ญาติใกล้ชิด ทำอาหารให้แก่ครอบครัวผู้ตาย ในวันที่เขาตายและในคืนนั้น ให้พวกเขากินให้อิ่ม แท้จริงดังกล่าวนั้น เป็นสุนนะฮ , เป็นการระลึก ของคนใจบุญ และมันเป็นการกระทำของคนที่ดี สมัยก่อนพวกเราและหลังจากพวกเรา.
- หนังสือ อัลอุม เล่ม 1 หน้า 347


ดั่งที่ท่านอาจารย์อาลี เสือสมิงกล่าวว่า
"สิ่งที่ท่านอิหม่ามอัชชาฟิอีย์  (ร.ฮ.)  ระบุว่าเป็นสิ่งที่ท่านชอบให้กระทำเพราะเป็นซุนนะฮฺอันประเสริฐเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าและพวกเราในฐานะผู้สังกัดมัซฮับชาฟิอีย์จำต้องช่วยกันรณรงค์ฟื้นฟูซุนนะฮฺข้อนี้ซึ่งจวนเจียนจะจางหายไปจากสังคมบ้านเราอยู่รอมร่อ! "


แต่การให้นำอาหารแก่ครอบครัวผู้ตายนี้  ไม่มีรูปแบบหรือการทำพิธีกรรมใดๆขณะนำอาหารให้แก่ครอบครัวผู้ตาย  หรือไปกำหนดการให้อาหารครอบครัวผู้ตายในวันครบ 7 วัน 40 วัน หรือ 100 วันแต่อย่างใด


วัลลอฮุอะอฺลัม









ชุดดำเพื่อการไว้ทุกข์



 ขอชี้แจงถึงหัวข้อสักนิดก่อนจะคุยในรายละเอียดว่า
ชุดดำตามหัวข้อนี้มิได้หมายถึงการแต่งตัวด้วยชุดดำปกติโดยทั่วไป แต่หมายถึงการแต่งชุดดำเพื่อการไว้ทุกข์ เนื่องจากการตาย เพราะฉะนั้นถ้าท่านแต่งตัวด้วยชุดดำตามปกติวิสัย ก็ทำไปเถิด มิได้เกี่ยวกับหัวข้อที่เราจะกล่าวต่อไปนี้

#ไว้ทุกข์คืออะไร

ในพจนานุกรมไทยฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน อธิบายว่า

ไว้ทุกข์ ก.แต่งกายหรือแสดงเครื่องหมายตามประเพณีนิยมว่าตนมีทุกข์เพระบุคคลสำคัญในครอบครัวเป็นต้นตายไป เช่น ไว้ทุกข์ให้พ่อ

ในพจนานุกรมฉบับ อ.เปลื้อง ณ นคร อธิบายว่า
ไว้ทุกข์  ก. ประดับเครื่องหมายแสดงความโศกเศร้าให้แก่ผู้ตาย

#มุสลิมไว้ทุกข์ได้หรือไม่

ไม่ปรากฏในคำสอนของศาสนาที่บังคับใช้หรือสนับสนุนให้มุสลิม (ชาย) ไว้ทุกข์แก่ผู้เสียชีวิต ไม่ว่าผู้เสียชีวิตจะเป็นญาติใกล้ชิดกันก็ตาม และก็ไม่อนุญาตให้มุสลิมวางกฎเกณฑ์การไว้ทุกข์เอาเอง เพราะไม่มีสิทธิ์ในการวางบัญญัติศาสนา  แม้กระทั่งขณะที่ท่านนบีเสียชีวิต, บรรดาศอฮาบะห์ก็มิได้กำหนดรูปแบบและวิธีการเพื่อไว้ทุกข์ให้ท่านแต่อย่างใด ไม่มีร่องรอยจากบรรดาค่อลีฟะห์, บรรดาศอฮาบะห์, ตาบีอีน, ตาบีอิตตาบีอีน และแนวทางของชาวสะลัฟแต่อย่างใด

นอกจากมุสลีมะห์ (สตรี) ที่ศาสนาบัญญัติให้นางไว้ทุกข์แก่ญาติใกล้ชิดได้ไม่เกิน 3 วัน และหากสามีตายก็ให้นางไว้ทุกข์ 4 เดือน 10 วัน ดังคำรายงานต่อไปนี้

"لاَ يَحِلُّ لاِمْرَأَةٍ تُؤْمِنُ بِاللهِ وَاليَوْمِ الآخِرِ أنْ تُحِدَّ عَلَى مَيِّتٍ فَوْقَ ثَلاَثَ إلاَّ عَلَى زَوْجٍ أرْبَعَةَ أشْهُرٍ وَعَشْراً"

“ไม่อนุมัติให้หญิงที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเชื่อมั่นต่อวันอาคิเราะห์ในการไว้ทุกข์ให้แก่ผู้อื่นเกินกว่าสามวัน นอกจากไว้ทุกข์ให้สามีสี่เดือนสิบวัน”  ศอเฮียะห์บุคอรี ฮะดีษเลขที่ 1202

การไว้ทุกของมุสลิมะห์นี้ คือการรักนวลสงวนตัว,ไม่ตกแต่งเครื่องประดับ, ไม่ออกนอกบ้านเมื่อไม่มีเหตุของความจำเป็น เป็นต้น

ด้วยเหตุที่กล่าวแล้วนี้ เราจึงไม่พบร่องรอยหรือแนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับการไว้ทุกข์ในหมู่มุสลิมแต่อย่างใด แต่ปัจจุบัน มีผู้รู้ของเราบางท่านได้ออกมาให้คำตอบเกี่ยวกับการแต่งกายด้วยชุดดำเพื่อการไว้ทุกข์หลายราย  บ้างก็ว่าใส่ชุดดำไว้ทุกข์ไม่ได้เป็นที่ต้องห้าม , บ้างก็ว่าใส่ได้เพราะไม่เกี่ยวกับเรื่องของศาสนา, บ้างก็ว่าใส่ได้เพราะเป็นกติกาของสังคม, และบ้างก็ว่าเป็นประเพณีนิยมเมื่อมีการตาย

มูลเหตุของการให้คำตอบที่แตกต่างกันนี้เนื่องจากการมองปัญหาและพิจารณาปัญหาต่างกันซึ่งเราจะเรียงลำดับให้เห็นต่อไปนี้

          #1 – ชุดดำไว้ทุกข์เป็นความเชื่อและแนวทางปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาใดหรือไม่

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า อะไรที่เป็นความเชื่อและแนวทางการปฏิบัติของแต่ละศาสนานั้นเราไม่สามารถที่จะนำมาคละรวมกันได้ เนื่องจากบทบัญญัติที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงประทานแก่ท่านนบีให้ประกาศว่า
لَكُمْ دِيْنُكُمْ وَلِيَ دِيْنِ

“สำหรับพวกท่านก็คือศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันก็คือศาสนาของฉัน” ซูเราะห์อัลกาฟิรูน อายะห์ที่ 6

          แต่เมื่อเราสำรวจดูแล้วก็ไม่ปรากฏว่า การแต่งชุดดำไว้ทุกข์เป็นคำสอนของศาสนาพุทธแต่อย่างใด แต่เป็นประเพณีที่ชาวพุทธในประเทศไทยปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านาน ซึ่งจะนำมาพิจารณาในประเด็นถัดไป อินชาอัลลอฮ์

          1.1. บางท่านกล่าวว่า “หลักการพิจารณาว่าทำได้หรือไม่ ต้องดูว่า เป็นเรื่องศาสนาหรือไม่ ถ้าเป็นเรื่องศาสนาต้องไปดูว่าพระสงฆ์ทำหรือไม่ ชี ทำหรือไม่ เขาไม่ได้ทำ ก็แสดงว่า เป็นเรื่องทางสังคมไม่เกี่ยวกับศาสนา เมื่อเป็นเรื่องสังคมมุสลิมสามารถทำได้หากในกลุ่มทำ"

หลักการพิจารณาข้างต้นนี้ไม่ถูกต้องและก่อให้เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวง คำว่า “พระสงฆ์,เณร,ชี ไม่ได้ทำก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องของศาสนาพุทธเป็นเรื่องสังคม”  หากยึดคำพูดนี้เป็นมาตรวัดเล้วละก็ , วันข้างหน้ามุสลิมอาจจะลอยกระทง เล่นสงกราน และ ฯลฯ โดยถือว่าไม่ใช่เรื่องศาสนาแต่เป็นเรื่องสังคม เพราะพระสงฆ์,เณร,ชี ไม่ได้ทำ

การที่เราจะรู้ว่าเป็นเรื่องของเขาหรือไม่ ก็ดูที่คำสอนในศาสนาเขา,ดูที่ความเชื่อและการปฏิบัติของศาสนิกชน ไม่ใช่พิจารณาแค่สงฆ์,เณร,ชี  ทำหรือไม่ทำเท่านั้น  เพราะการปฏิบัติบางเรื่องเป็นกิจเฉพาะของสงฆ์  และบางเรื่องก็เป็นกิจของฆราวาส
 
          #2 – ที่มาของชุดดำเพื่อการไว้ทุกข์

          การใส่ชุดดำไว้ทุกข์นั้น แม้จะไม่ปรากฏในคำสอนของศาสนาพุทธ แต่ก็เป็นประเพณีที่ชาวพุทธปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างช้านาน โดยในอดีตนั้นจะมีการจำแนกยศจำแนกวัยของผู้ตาย กล่าวคือ

ไว้ทุกข์ให้ผู้ใหญ่หรือเจ้าขุนมูลนายใช้สีขาว, ไว้ทุกข์ให้ผู้น้อยใส่สีดำ, ไว้ทุกข์ให้คนไม่ใช่ญาติใช้สีม่วงหรือสีน้ำเงินเข้ม

          ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนเป็นการไว้ทุกข์ด้วยสีดำทั้งหมดในสมัยของรัชกาลที่ 8 หรือในสมัยของจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นยุครัฐนิยม ที่ปลุกกระแสให้คนไทยตามฝรั่ง นับแต่นั้นมาสีดำจึงเป็นสีของการไว้ทุกข์ของคนไทยโดยปริยาย

          หากจะถามว่า ทำไมฝรั่งมังค่าถึงต้องใส่ชุดดำเมื่อมีการตาย จากข้อมูลการสืบค้นนั้นล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในเรื่องของวิญญาณ บ้างก็ว่าเพื่อป้องกันไม่ให้วิญญาณเข้าสิงร่าง หรือแม่หม้ายที่สามีตายก็จะสวมชุดดำเพื่อไม่ให้วิญญาณของสามีจำตนเองได้ อย่างนี้เป็นต้น

          ส่วนคนจีนนั้นจะกำหนดสีเสื้อผ้าที่แตกต่างกันออกไปตามลำดับความสำคัญของเครือญาติที่ใกล้ชิด

          #3 –  ชุดดำไว้ทุกข์เป็นประเพณีที่ต้องห้ามหรือไม่

          ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มุสลิมไม่เคยสืบทอดประเพณีไว้ทุกข์ร่วมกับศาสนิกอื่น,  มุสลิมแสดงจุดยืนในเรื่องนี้อย่างเด่นชัดเสมอมา ไม่ว่าญาติพี่น้องที่ไม่ใช่มุสลิมเสียชีวิต,เพื่อนบ้าน,เพื่อนร่วมงาน,เพื่อนร่วมเรียน ต่างคนต่างปฏิบัติไม่ก้าวก่ายกัน  แต่มาวันนี้...มีบางคนของเราอาสาจะสืบทอดประเพณีนี้ร่วมกับเขา แล้วมันจะไม่มีผลเฉพาะกิจเท่านั้น แต่จะเป็นผลในวงกว้าง และมีผลระยะยาวต่อไปถึงลูกหลานของเราในภายภาคหน้าอีกด้วย เพราะมันจะกลายเป็นประเพณีร่วมกันของคนในสังคมนี้ไม่ว่าจะถือศาสนาใดก็ตาม  แต่ก่อนที่ท่านหรือใครจะอาสาสืบประเพณีนี้ขอได้โปรดพิจารณาหลักเกณฑ์ทางวิชาการสักนิด

          คำว่า “ประเพณี” นั้นในทางวิชาการเรียกว่า “อัลอุรฟุ”  ( العرف ) หรือ “อัลอาดะห์”  ( العادة ) คือสิ่งที่แพร่หลายในสังคม,เป็นที่รับรู้และปฏิบัติกันโดยทั่วไป ซึ่งจำแนกได้เป็นสองประเภทคือ

          3.1. อัลอุรฟุสซอเฮียะห์ ( العرف الصحيح  ) คือประเพณีที่ไม่ต้านหรือขัดกับคำสอนของศาสนา กล่าวคือ ไม่มีผลเสียต่ออะกีดะห์ และอิบาดะห์,  ไม่เป็นการละเมิดข้อใช้และข้อห้ามในศาสนา ไม่มีผลทำให้ของฮะล้าลเป็นของฮะรอม หรือของฮะรอมกลายเป็นของฮะล้าล อย่างนี้เป็นต้น  เช่น ประเพณีลงแขกในฤดูกาลเกี่ยวข้าว, การทำข้าวต้มมัดแจกจ่ายกันในวันอีด, การแสดงความเคารพหรือการรับไหว้ด้วยการสวัสดีต่อผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม

          3.2 อัลอุรฟุสฟาซิด (  العرف الفاسد ) คือประเพณีที่ค้าน,หรือขัดกับคำสอนของศาสนา  คือประเพณีของศาสนา,ลัทธิ,กลุ่มชนที่เกี่ยวโยงกับความเชื่อและการปฏิบัติของศาสนาอื่น , มีผลเสียต่ออะกีดะห์,และอิบาดะห์, มีผลต่อการละเมิดข้อใช้และข้อห้ามในศาสนา, หรือมีผลทำให้ของฮะล้าลกลายเป็นฮะรอมหรือของฮะรอมกลายเป็นของฮะล้าล อย่างนี้เป็นต้น  เช่นประเพณีลอยกระทง,สงกรานต์, แห่นางแมว, บุญบั้งไฟ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและหรือพิธีกรรมและวิธีการในศาสนาอื่นทั้งสิ้น

          อาจจะมีบางคนท้วงว่า การแห่นางแมวเป็นประเพณีของชาวอีสาน  ไม่ใช่ประเพณีของศาสนาพุทธซึ่งพระสงฆ์, เณร,ชี ก็ไม่ได้ทำ ขอเรียนว่า แม้การแห่นางแมวจะไม่เกี่ยวกับศาสนาพุทธและพระสงฆ์,เณร,หรือชี ไม่ได้ทำก็ตาม แต่มุสลิมก็ทำหรือร่วมด้วยไม่ได้ เพราะการแห่นางแมวเพื่อขอฝนต่อเทวดา มีความเชื่อ,วิธีการและเป้าหมายที่ผิดต่อคำสอนชองศาสนาอิสลาม

          หากจะกล่าวว่า การสวมชุดดำเพื่อการไว้ทุกข์นั้นเป็นประเพณี  ก็ต้องถามว่า เป็นประเพณีของใคร, มีมูลเหตุเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติอย่างไร, มีวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการปฏิบัติไหม, มีรูปแบบอย่างไร, มีกำหนดกฎเกณฑ์วัน เวลาและสถานที่ไหม, และเงื่อนไขการปฏิบัติอย่างไร, เกี่ยวข้องกับความเชื่อที่ผิดหรือไม่, เหล่านี้คือมูลเหตุที่ต้องพิจารณา ให้ถี่ถ้วน  เพื่อจะได้ทราบแน่ชัดว่า มันเป็นประเพณีประเภทใด

          แต่จากที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ก็พอจะทราบแล้วว่า การแต่งชุดดำไว้ทุกข์ เป็นประเพณีที่คนไทยสืบถอดมาจากฝรั่ง กระทำเมื่อมีการตาย  เกี่ยวข้องความเชื่อในเรื่องศพและวิญญาณ  เป้าหมายเพื่อป้องกันและคุ้มครองไม่ให้วิญญาณเข้าสิงหรือจำคนเป็นได้  เพราะฉะนั้นจึงถือว่าเป็น “อัลอุรฟุสฟาซิด”  ที่มุสลิมต้องออกห่างไม่สามารถกระทำได้

          #4 – บางท่านกล่าวว่ากล่าวว่า การแต่งชุดดำไว้ทุกข์ไม่ใช่เรื่องศาสนาแต่เป็นกติกาสังคม

ขอชี้แจงว่าคำพูดข้างต้นนี้ไม่ถูกต้อง

          เพราะคำว่า กติกาทางสังคมคือข้อตกลงร่วมกันของคนในสังคม และมีผลบังคับใช้กับทุกคนเพื่อความเสมอภาค
กติกาบางประเภทเป็นข้อกฎหมาย เช่นกฎจราจร เป็นต้น
และกติกาบางประเภทเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เช่นกฎของหมู่บ้านเป็นต้น

          การใส่ชุดดำเพื่อการไว้ทุกข์ไม่ใช่กติกาสังคมที่มุสลิมตกลงร่วมกันกับคนศาสนิกอื่น  เราไม่เคยตกลงกับขา และเขาก็ไม่เคยตกลงกับเราว่าถ้ ามีการตายทั้งเราและเขาต้องใส่ชุดดำ มิเช่นนั้นจะผิดกติกา ไม่เคยมีข้อตกลงหรือกติกาเช่นนี้มาก่อนเลย ไม่ว่าจะเป็นกติกาที่เป็นข้อกฎหมายหรือกติกาที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติก็ตาม

   #5 – นบียังเคยยืนให้เกียรติศพชาวยิวจริงหรือ

          บางท่านกล่าวว่า "เป็นการให้เกียรติแก่ผู้เสียชีวิต การไว้ทุกข์ การแต่งดำ หรือการติดโบว์ดำ เป็นการไว้ทุกข์ เป็นแสดงความอาลัย เป็นการให้เกียรติ ที่เป็นเรื่องทางสังคมจึงสามารถทำได้ นบีมูฮัมหมัด(ซ.ล.) ได้ทำเป็นตัวอย่างด้วยการยืนให้เกียรติแก่ศพชาวยิว"

          การไว้ทุกข์ การแสดงความอาลัย และการให้เกียรติ ทั้งหมดนี้แตกต่างกัน

          นบียืนเมื่อศพผ่านถือเป็นการไว้ทุกข์หรือ? หรือเป็นการให้เกียรติศพ? หรือถือเป็นการไว้อาลัยต่อศพ?

          เปล่าเลย..นักวิชาการอธิบายว่า เนื่องจากมีมะลาอิกะห์ร่วมมาด้วย เนื่องจากอับดุลลอฮ์ อิบนิอัมร์รายงานว่า

عن عَبْدِ اللهِ بْنِ عَمْرٍو أنَّهُ سَألَ رَجُلٌ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقَالَ: يَا رَسُوْلَ اللهِ تََمُرُّ بِنَا جَنَازَةُ الكَافِرِ أَفَنَقُوْمُ لَهَا، فَقاَلَ: نَعَمْ قُوْمُوا لَهَا فَإنَّكُمْ لَسْتُمْ تَقُوْمُوْنَ لَهَا إنَّمَا تَقُوْمُوْنَ إعْظَاماً للَّذِي يَقْبِضُ النُفُوسَ

“ชายผู้หนึ่งถามท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมว่า :  โอ้ท่านรอซูลของอัลลอฮ์ มีศพกาเฟรผ่านมายังพวกเรา, พวกเราจะต้องลุกขึ้นยืนหรือเปล่า ท่านตอบว่า : ใช่ พวกเจ้าจะต้องยืนแต่ไม่ใช่ยืนเพื่อศพนั้น ทว่าพวกเจ้ายืนเพื่อให้เกียรติแก่ผู้ที่ปลิดวิญญาณ” มุสนัดอิหม่ามอะห์หมัด  ฮะดีษเลขที่ 6285

อีกสำนวนหนึ่งจากก่อตาดะห์ จากท่านอะนัส รายงานว่า

أنَّ جَنَازَةً مَرَّتْ بِرَسُوْلِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقَامَ، فَقِيْلَ: إنَّهَا جَنَازَةُ يَهُوْدِيِّ، فَقَالَ: إنَّمَا قُمْنَا للمَلاَئِكَةِ

“แท้จริงญะนาซะห์ได้ผ่านมาทางท่านรอซูลุ้ลลอฮ์
ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม แล้วท่านก็ลุกขึ้นยืน  แต่มีผู้กล่าวแก่ท่านว่า นั่นเป็นญะนาซะห์ชาวยิว ท่านตอบว่า แท้จริงเราลุกขึ้นยืนเพราะมะลาอิกะห์”  อัลมุสตัดร๊อกของอัลฮากิม / สุนันนะซาอีย์ ฮะดีษเลขที่ 1903

สรุปว่า ท่านนบีไม่ได้ยืนไว้ทุกข์, ไว้อาลัย,หรือให้เกียรติแก่ศพกาเฟรแต่อย่างใด

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่มีคำสอนของศาสนาที่ใช้หรือสนับสนุนให้มุสลิมไว้ทุกข์ให้แก่มุสลิมด้วยกัน ไม่ว่าผู้เสียชีวิตจะเป็นญาติใกล้ชิดกันก็ตาม

          แต่หากมุสลิมจะแต่งชุดดำเพื่อไว้ทุกข์ให้กาเฟร ถ้าเช่นนั้น ต่อไปนี้ก็ควรจะแต่งชุดดำไว้ทุกข์ให้แก่ พ่อแม่พี่น้องและญาติใกล้ชิดของเราด้วยไม่ดีกว่าหรือ

cr. อ.ฟาริด เฟ้นดี้



ตำรากีตาบที่เรียนปอเนาะ การทำบุญบ้านคนตายมักรูฮ์และบิดอะฮ์









การจัดเลี้ยงที่อ้างว่าทำบุญอุทิศผลบุญให้ผู้ตายที่บ้านคนตาย ที่ปรากฏให้เห็นในสังคมมุสลิมบ้านเรา
โดยจัดเลี้ยงกันแบบพิธีกรรมเป็นการเฉพาะ ใน 3 วันแรก วันครบ 7 วันครบ 40 วันครบ 100 วัน นับแต่วันตาย โดยมีการเชิญโต๊ะลาไบมาทำพิธีด้วยการนำอายะฮ์อัลกุรอาน การซิกรุลลอฮ์ และบทดุอาอ์ที่เรียบเรียงขึ้นมาประกอบในพิธี จากนั้นก็อัญเชิญโต๊ะลาไบรับประทานอาหาร ซึ่งชาวบ้านทั่วไปก็เข้าใจว่ามันเป็นพิธีกรรมตามซุนนะฮ์ ที่ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) และเหล่าเศาะหาบะฮ์ ตลอดชาวสลัฟถัดมาได้ปฏิบัติเป็นแบบอย่างเช่นการปฏิบัติกันมาแล้ว แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ กลับไม่พบร่องรอยการปฏิบัติเช่นนั้นเลย ทั้งที่มีผู้เสียชีวิตคนแล้วคนเหล่าในยุคนั้น แม้แต่ท่านหญิงฆอดียะฮ์ (ร่อฎียัลลอฮุอันฮา) ภรรยาผู้เป็นอันที่รักของท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ก็ตามที ก็ไม่ปรากฎว่านบีทำเช่นนั้น แต่กลับมีการฟัตวา และต่อต้านในเรื่องนี้ว่าเป็นบิดอะฮ์ที่น่ารังเกียจของเหล่านักปราชญ์ทั้งหลาย
สำหรับตำรากีตาบที่เรียนกันในปอเนาะหลายแห่งในบ้านเรา หลายปอเนาะ หลายเล่มที่ได้กล่าวว่า การจัดเลี้ยงบ้านคนตายเป็นที่น่ารังเกียจและบิดอะฮ์ ได้แก่


เชค ดาวุด ฟาตอนี(โตะครูแห่งฟาตอนี)กล่าวว่า
"การจัดเลี้ยงเมือมีคนตาย(ที่บ้านคนตายโดยญาติผู้ตาย)ในวันตายหรือหลังวันตายไม่ว่าจะเป็น3วัน7วัน20วัน40วัน ท่านกล่าวว่า"มักรุฮ"เป็นสิ่งที่ถูกตำนิและห้ามโดยศาสนา ทำแล้วไม่ได้บุญ ศาสนาห้ามอีกต่างหาก
ท่านยังได้กล่าวอีกว่า หากมีผู้ตายได้สั่งเสียก่อนตายว่าหากเขาตายลง ให้ทำบุญ2,3,7,20,40วันให้เขาด้วย ญาติไม่จำเป็นต้องทำตาม เพราะศาสนาไม่อนุญาตนั่นเอง
  เชค ดาวุด ฟาตอนี ไดัเขียนไว้ในกีตาบของเขา
  ที่ชื่อว่า"ฟูรูอุลมะซาอิล











*มักรูฮและบิดอะฮครอบครัวผู้ตายทำอาหารเชิญผู้คนมากิน ก่อนและหลังจากฝัง
ตามที่ประเพณีที่ผู้คนได้ปฏิบัติกัน


*มักรูฮและบิดอะฮผู้ที่ถูกเชิญ ตอบรับคำเชิญ

(จากหนังสือปอเนาะ ชื่อ บุฆยาตุฏฏุลลาบ ของเช็คดาวูด ฟะฏอนี เล่ม 2 หน้า 33-34)


*มักรูฮฺและบิดอะฮฺครอบครัวผู้ตายทำอาหารแล้วเชิญผู้คนมารับประทาน

*มักรูฮฺและบิดอะฮฺรับคำเชิญของครอบครัวผู้ตาย

(จากตำราปอเนาะ ชื่อ สะบีลุลมุฮตะดีย์ เล่ม 2 หน้า 87)











วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560

หลักฐานที่ว่าท่านอุมัรทำบุญบ้านคนตาย








  ท่านอัล-หาฟิซ อิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์  ได้กล่าวรายงานจากท่านอะหฺมัด บิน มะนีอฺ  ซึ่งเขาได้กล่าวรายงานไว้ในมุสนัดของเขาว่า …

عَنِ اْلأَحْنَفِ بْنِ قَيْسٍ قَالَ :  كُنْتُ أَسْمَعُ عُمَرَ يَقُوْلُ : لاَ يَدْخُلُ أَحَدٌ مِنْ قُرَيْشٍ فِىْ بَابٍ إِلاَّ دَخَلَ مَعَهُ نَاسٌ،  فَلاَ أَدْرِىْ مَا تَأْوِيْلُ قَوْلِهِ حَتَّى طُعِنَ عُمَرُ  فَأَمَرَ صُهَيْبًا أَنْ يُصَلِّىَ بِالنَّاسِ ثَلاَثاً،  وَأَمَرَ أَنْ يَجْعَلَ لِلنَّاسِ طَعَامًا فَلَمَّا رَجَعُوْا مِنَ الْجَنَازَةِ جَاؤُاْ وَقَدْ وُضِعَتِ الْمَوَائِدُ،   فَأَمْسَكَ النَّاسُ    عَنْهَا لِلْحَزَنِ الَّذِىْ هُمْ فِيْهِ،   فَجَاءَ الْعَبَّاسُ بْنُ عَبْدِ الْمُطَّلِبِ،  فَقَالَ  :  يَاأَيُّهَاالنَّاسُ قَدْ مَاتَ … الْحَدِيْثَ ..

“รายงานจากอะหฺนัฟ บิน กัยซฺ  เขากล่าวว่า  ฉันได้ยินท่านอุมัรกล่าวว่า “คนหนึ่งจากกุร็อยช์ จะไม่เข้าในประตูหนึ่ง นอกจากว่า ต้องมีผู้คนเข้ามาพร้อมกับเขาด้วย” ดังนั้น ฉันจึงไม่รู้ถึงการตีความคำพูดของท่านอุมัร  จนกระทั่ง ท่านอุมัรได้ถูกลอบแทง แล้วท่านอุมัรจึงใช้ให้ท่านซุฮัยบ์ ทำการนำละหมาด (ญะนาซะฮ์) สามรอบด้วยกัน  และท่านอุมัรก็ใช้ให้เขาทำอาหารให้แก่บรรดาผู้คน  ดังนั้น ในขณะที่ผู้คนได้กลับมาจาก (ฝัง) ญะนาซะฮ์  พวกเขาก็กลับมา โดยมีบรรดาสำรับอาหารวางอยู่แล้ว   แต่บรรดาผู้คนก็งดที่จะรับประทานนั้น อันเนื่องจากความโศกเศร้าที่พวกเขาเป็นอยู่   ดังนั้น ท่านอัลอับบาส บินอบูฏอลิบก็มา  แล้วกล่าวว่า  โอ้บรรดาผู้คนทั้งหลาย  แท้จริงท่านร่อซูลุลลอฮ์ (ซ.ล.) ได้เสียชีวิตไปแล้ว …..” สายรายงาน “หะซัน” ดูหนังสือ อัลมะฏอลิบ อัลอาลิยะฮ์ บิ ซะวาอิด อัลษะมานียะฮ์   เล่ม 1  หน้า 198   หะดีษที่  709
.
หะดิษบทนี้ยังมีรายต่อว่า ซึ่งอันถูกอ้างว่าเป็นคำพูดของท่านอับบาส ร.ฎ. ดังนี้

“يَا أَيُّهَاالنَّاسُ! قَدْ مَاتَ رَسُوْلُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَأَكَلْنَا بَعْدَهُ وَشَرِبْنَا، وَمَاتَ أَبُوْبَكْرٍفَأَكَلْنَا بَعْدَهُ وَشَرِبْنَا، أَيُّهَاالنَّاسُ! كُلُوْا مِنْ هَذَاالطَّعَامِ”، فَمَدَّ يَدَهُ وَمَدَّ النَّاسُ أَيْدِيَهُمْ فَأَكَلُوْا  فَعَرَفْتُ تَأْوِيْلَ قَوْلِهِ

“ประชาชนทั้งหลาย! แน่นอน (ตอนที่)ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมสิ้นชีวิต พวกเราก็มีการกินและการดื่มหลังจาก(การตาย)นั้น, และ(เมื่อ)ท่านอบูบักรฺสิ้นชีวิต พวกเราก็มีการกินการดื่มหลังจาก(การตาย)นั้น, .. ประชาชนทั้งหลาย!  เชิญพวกท่านกินอาหารนี้เถิด” .. แล้วท่านอับบาสและประชาชนก็เอื้อมมือไปหยิบและกินอาหารกัน .. ดังนั้น ฉัน (อะห์นัฟ บินก็อยซ์) จึงเข้าใจการไขความหมายจากคำพูดของท่าน(อุมัรฺข้างต้น) …

(จากหนังสือ “إِتْحَافُ الخِْيَرَةِ”  หะดีษที่ 2723


สายรายงานของหะดีษบทนี้  มีดังนี้ …

قََالَ أَحْمَدُ بْنُ مَنيعٍٍ حَدَّثَنَا يَزِيْدُ بْنُ هَارُوْنَ،  ثَنَا حَمَّادُ بْنُ سَلِمَةَ،  عَنْ عَلِىِّ بْنِ زَيِدٍ،  عَنْ الْحَسَنِ،  عَنِ اْلأَحْنَفِ بْنِ قَيْسٍ قَالَ  :   كُنْتُ أَسْمَعُ عُمَرَ …….


1.  อะห์มัด บิน มะเนี๊ยะอฺ

2.  ยะซีด บิน ฮารูน

3.  หัมมาด บิน สะลิมะฮ์

4.  อะลีย์ บิน ซัยด์ บิน ญุดอาน

5.  หะซัน อัล-บัศรีย์

6.  อะห์นัฟ บิน ก็อยซ์


หะดีษบทนี้  เป็นหะดีษที่  “เฎาะอีฟ”  ทั้งสายรายงานและตัวบท,   เนื่องจากมีจุดบกพร่องอยู่  3  ประการด้วยกัน, …   เป็นความบกพร่องในสายรายงาน  2  จุด และบกพร่องในข้อความหรือตัวบทอีก  1  จุด  คือ ….

(1). ผู้รายงานลำดับที่  4  คือ ท่านอะลีย์ บิน ซัยด์ บิน ญุดอาน (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 131)  เป็นผู้รายงานที่เฎาะอีฟ, ..   ดังคำกล่าวของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์เองในหนังสือ  “อัต-ตักรีบ”  เล่มที่  2  หน้า  37 …

นักวิชาการส่วนมากถือว่า  ท่านอะลีย์ บินซัยด์ผู้นี้  เป็นผู้รายงานหะดีษที่ขาดความเชื่อถือ, แม้กระทั่งท่านบุคอรีย์  และท่านอบู หาติม ก็ยังกล่าววิจารณ์ว่า لاَ يُحْتَجُّ بِهِ .. คือ จะอ้างเขา (อะลีย์ บิน ซัยด์ บิน ญุดอาน) เป็นหลักฐานไม่ได้ …

(จากหนังสือ  “มีซาน อัล-เอี๊ยะอฺติดาล”   เล่มที่  3  หน้า  128)


(2).   ผู้รายงานลำดับที่  5  คือ ท่านหะซัน อัล-บัศรีย์  (สิ้นชีวิตปีที่  110)  แม้โดยทั่วไปจะเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง  แต่ก็มีชื่อเสียงในด้านการรายงานหะดีษในลักษณะมั่วนิ่ม(ตัดลีซ) .. คือ  อ้างการรายงานหะดีษจากบุคคลหนึ่ง ในขณะที่หะดีษนั้น ท่านได้รับฟังมาจากบุคคลอื่น  ..  ซึ่งเรื่องนี้ ถือเป็นข้อบกพร่องที่ทำให้หะดีษที่ท่านรายงาน  ไม่ได้รับความเชื่อถือจากนักวิชาการหะดีษโดยทั่วๆไป ….

(ดูประวัติย่อของท่านหะซัน อัล-บัศรีย์ จากหนังสือ  “ตักรีบ อัต-ตักรีบ”   เล่มที่  1  หน้า  165,  และหนังสือ  “อัต-ตัดลีซ ฟิล หะดีษ  หน้า  291  เป็นต้น) ….

และหะดีษบทนี้  ท่านหะซันใช้สำนวนในการรายงานว่า .. عَنِ اْلأَحْنَفِ بْنِ قَيْسٍ :  จากท่านอะห์นัฟ บิน ก็อยซ์ .. (ดูสายรายงานจากหน้า 4) ซึ่งถือว่า เป็นการรายงานในลักษณะ “ตัดลีซ”  ตามหลักวิชาการหะดีษ  ….

ดังนั้น  หะดีษนี้จึงเรียกว่าเป็น  “หะดีษ มุดัลลัซ”  คือ หะดีษที่ถูกรายงานในลักษณะมั่วนิ่ม อันเป็นหะดีษเฎาะอีฟประเภทหนึ่ง


3). ส่วนการบกพร่องในข้อความหรือตัวบทหะดีษ ก็คือ   ข้อความที่ว่า ..  “และท่านอุมัรฺก็ได้ใช้ให้เขา (สุฮัยบ์) ทำอาหารให้แก่บรรดาผู้คน ……..”  ถือว่า เป็นข้อความที่ “มุงกัรฺ” คือ อ่อนมาก ..
ทั้งนี้  เนื่องจากข้อความดังกล่าวนี้ มีอยู่เฉพาะในหะดีษบทนี้ (ซึ่งเป็นหะดีษที่สายรายงานเฎาะอีฟดังกล่าวมาแล้ว) เพียงบทเดียว ..  ในขณะที่หะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์บทอื่นที่รายงานมาเกี่ยวกับเรื่องการถูกฆาตกรรมของท่านอุมัรฺ ร.ฎ. จากการบันทึกของท่านบุคอรีย์  หะดีษที่3700 ก็ดี,   หรือจากการบันทึกของท่านอิบนุหะญัรฺ อัล-อัสเกาะลานีย์ ในหนังสือ  “อัล-มะฏอลิบ อัล-อาลิยะฮ์”  เล่มที่  8  หน้า  366  (หะดีษที่  3902) ที่มีเนื้อหาละเอียดยืดยาวกว่าหะดีษบทนี้มากก็ดี,    จะไม่ปรากฏมีข้อความเรื่องท่านอุมัรฺ ร.ฎ. ได้สั่งท่านสุฮัยบ์ให้จัดอาหารเพื่อเลี้ยงผู้คนหลังจากการตายของท่าน  ดังที่มีระบุไว้ในหะดีษบทนี้แต่ประการใด


นอกจากนี้  เนื้อหาตอนท้ายของหะดีษเฏาะอีฟบทนี้ซึ่งสรุปว่า  ท่านอับบาส บิน อับดุลมุฏฏอลิบ ร.ฎ.. ได้กินและได้สั่งให้ประชาชนกินอาหารที่ถูกนำมาเลี้ยง หลังจากการฝังท่านอุมัรฺ ร.ฎ.แล้ว โดยอ้างว่า  เมื่อตอนที่ท่านศาสดาและท่านอบูบักรฺตาย  ก็เคยมีการจัดเลี้ยงอาหารกันในลักษณะนี้ .. ก็ขัดแย้งกับหะดีษที่เศาะเหี๊ยะฮ์ (ถูกต้อง) ที่ท่าน ญะรีรฺ บิน อับดุลลอฮ์ อัล-บะญะลีย์ ร.ฎ. (สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ.  51)  ได้กล่าวเอาไว้ว่า ….

كُنَّا نَعُدُّ اْلإِجْتِمَاعَ إِلَى أَهْلِ الْمَيِّتِ  وَصُنْعَةَ الطَّعَامِ بَعْدَ دَفْنِهِ مِنَ النِّيَاحَةِ

“พวกเรา (เศาะหาบะฮ์) ถือว่า  การไปชุมนุมกันที่บ้านผู้ตาย  และทำอาหารเลี้ยงกันหลังจากการฝังมัยยิตเสร็จแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของนิยาหะฮ์ (การแสดงออกถึงความเศร้าโศกอย่างรุนแรงเกินพอดี  ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามตามหลักการศาสนา)” …

(บันทึกโดย  ท่านอะห์มัด  หะดีษที่  6905  จากการตะห์กีกของท่านอะห์มัดชากิรฺ, และท่านอิบนุมาญะฮ์  หะดีษที่  1612  ด้วยสายรายงานที่ถูกต้อง  ดังการรับรองของท่านอิหม่ามนะวะวีย์ในหนังสือ  “อัล-มัจญมั๊วะอฺ”  เล่มที่  5  หน้า  320) …

สำนวนดังกล่าวนี้  เป็นสำนวนจากการบันทึกของท่านอะห์มัด


จะเห็นได้ว่า  ข้อความของหะดีษเฎาะอีฟข้างต้นอ้างว่า ท่านอับบาส ร.ฎ. ได้กินและส่งเสริมให้ประชาชนกินอาหารที่บ้านผู้ตายหลังจากฝังมัยยิตแล้ว, ..  ขัดแย้งกับข้อความของหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์ จากท่านญะรีรฺ ร.ฎ. ที่กล่าวว่า  บรรดาเศาะหาบะฮ์ถือว่า การไปร่วมกินอาหารที่บ้านผู้ตายหลังจากฝังมัยยิตแล้ว  เป็นเรื่องต้องห้าม …

หะดีษเฎาะอีฟบทใดที่ถูกรายงานมา,  หรือรายงานเพิ่มเติมบางส่วนมา ให้ขัดแย้งกับรายงานจากหะดีษเศาะเหี๊ยะฮ์  หะดีษบทนั้นหรือส่วนที่รายงานเพิ่มเติมมานั้น ตามหลักวิชาการหะดีษถือว่า เป็นหะดีษ  “มุงกัรฺ”  คือ หะดีษซึ่งถูกปฏิเสธความถูกต้อง


หะดิษบทนี้้ไม่มี อิหม่ามมุจญตะฮิดท่านใดหรือนักวิชาการท่านใดในอดีต เคยอ้างหะดีษบทนี้เป็นหลักฐานในเรื่องการทำบุญบ้านคนตาย มาก่อน


อ.ปราโมทย์  ศรีอุทัย