อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เมื่อวันอีดตรงกับวันศุกร์จะละหมาดญุมอัตอีกหรือไม่


                     สำหรับวันอีดิ้ลอัฎฮาปีนี้ ตรงกับวันศุกร์พอดี ซึ่งในกรณีที่วันอีดตรงกับวันศุกร์นี้ ยังมีนักวิชาการได้มีทัศนะต่างกัน ว่าเมื่อละหมาดอีดในวันศุกร์แล้ว จะต้องไปละหมาดวันศุกร์อีกหรือไม่? ซึ่งมีทัศนะต่าง 3 ทัศนะด้วยกันดังนี้

1 *** ละหมาดอีดแล้วไม่ต้องละหมาดวันศุกร์แต่ละหมาดบ่าย(ดุฮฺริ) ผู้เห็นด้วยกับทัศนะนี้ ได้แก่ ท่านอิมามอะหฺมัด อิบนิฮันบัล ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ(ขอพระองค์อัลลอฮฺทรงเอ็นดูเมตตาท่าน)

2 ***ละหมาดอีดและละหมาดวันศุกร์ด้วย ผู้เห็นด้วยกับทัศนะนี้ ได้แก่ ท่านอิมามชาฟิอีย์ ท่านอิมามมาลิก และท่านอิมามอบูหะนีฟะฮฺ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ

3 *** ละหมาดอีดโดยไม่ละหมาดวันศุกร์และไม่ละหมาดบ่าย(ดุฮฺริ)  ไปละหมาดอัศริเลย ผู้เห็นด้วยกับทัศนะนี้ ได้แก่ ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบ๊าส และท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ ซุบัยรฺ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุมา

เหตุผลของแต่ละทัศนะ

1...ทัศนะที่เมื่อละหมาดวันอีดแล้วไม่จำต้องละหมาดวันศุกร์อีก แต่ให้ละหมาดดุฮฺริ โดยอาศัยหลักฐานดังนี้

รายงานจากท่านอบีฮุรอยเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"ได้มีการรวมวันอีดทั้งสอง (วันอีดและวันศุกร์) ในวันของพวกท่านในวันนี้ (วันอีด) ดังนั้น ผู้ใดไม่ประสงค์ที่จะละหมาดวันศุกร์ การละหมาดอีดในวันนั้นก้เป็นการเพียงพอสำหรับเขาแล้ว แต่เรา (ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และบรรดาศอฮาบะฮฺ ณ นครมะดีนะฮฺ) จะละหมาดอีดและละหมาดวันศุกร์" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอิบนุมาญะฮิ และท่านอิมามอัลบัยฮะกีย์)

รายงานจากท่านซัยดฺ อินนิลอัรกอม ร่อฎียัลลอฮฺอันฮุมา เล่าว่า
"ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ละหมาดอีด (ซึ่งอีดวันนั้นตรงกับวันศุกร์) แล้วท่านนบี  ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ก็ได้ผ่อนผันให้ไม่ต้องละหมาดวันศุกร์ โดยท่านกล่าวว่า ผู้ใดประสงค์จะละหมาดวันศุกร์ก็จงละหมาดเถิด" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอบูดาวูด)

และทัศนี้ให้เหตุผลว่า ใครที่ละหมาดอีดแล้วการละหมาดญุมุอะฮฺก็ถูกเว้นไป แต่สำหรับอิหม่ามจำต้องดำรงการละหมาดญุมุอะฮฺเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ประสงค์จะละหมาดญุมุอะฮฺได้มีที่ละหมาดและสำหรับคนที่ไม่ได้ละหมาดอีด(จะได้มีที่ละหมาดญุมุอะฮฺด้วย) และนั่นคือการปฏิบัติที่มีรายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และสาวกของท่าน อาทิเช่น ท่านอุมัร, อุษมาน, อิบนุมัสอู๊ด, อิบนุอับบาส, อิบนุซุบัยรฺ, และอื่นๆ โดยไม่มีทัศนะอื่นจากเศาะฮาบะฮฺดังกล่าวที่แย้งกับทัศนะนี้ และสำหรับสองทัศนะแรกเขาก็ไม่ได้รับรู้หลักฐานจากซุนนะฮฺของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เกี่ยวกับกรณีวันศุกร์ตรงกับวันอีด ซึ่งท่านนบีละหมาดอีดและอนุโลม(ให้เว้น)การละหมาดญุมุอะฮฺ และมีอีกสำนวนหนึ่งท่านนบีกล่าวว่า "โอ้ผู้คนทั้งหลาย แท้จริงพวกท่านได้ประสบความดีแล้ว(คือละหมาดอีด) ดังนั้นใครประสงค์ที่จะละหมาดญุมุอะฮฺ(ด้วย)ก็จงปรากฏตัว เพราะเราจะละหมาดญุมุอะฮฺ(ด้วย)"

และผู้ที่ละหมาดอีดแล้วจะถือว่าประสบวัตถุประสงค์ของการชุมนุม(ในวันศุกร์) และจำเป็นต้องละหมาดดุฮฺริถ้าไม่ได้ละหมาดญุมุอะฮฺ โดยละหมาดดุฮฺริตามเวลา เพราะการละหมาดอีดนั้นได้บรรลุเป้าหมายของละหมาดญุมุอะฮฺแล้ว และการบังคับให้ผู้คน(ละหมาดญุมุอะฮฺด้วย) เป็นความลำบากสำหรับพวกเขา และอาจขัดกับเป้าหมายของวันอีดที่ส่งเสริมให้สนุกสนานและประพฤติตัว(ตามอัธยาศัย) ซึ่งหากพวกเขาถูกบังคับให้ละหมาดญุมุอะฮฺก็เป็นการทำลายเป้าหมายของวันอีด ซึ่งวันญุมุอะฮฺเป็นอีดและวันอัลฟิฏรฺ(อีดเล็ก)กับวันอันนะหรฺ(อีดใหญ่)เป็นวันอีดเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นนโยบายของพระผู้บัญญัติเมื่อมีอิบาดะฮฺสองชนิดได้ปรากฏพร้อมกันก็จะประสมประสานกันเช่นเดียวกับการอาบน้ำละหมาดที่เข้าอยู่ในการอาบน้ำญะนาบะฮฺ

2...ทัศนะที่เมื่อละหมาดวันอีดแล้วต้องไปละหมาดวันศุกร์อีก โดยมีทัศนะว่าเมื่อวันอีดตรงกับวันศุกร์ มุสลิมผู่ที่บรรลุศาสนภาวะจะต้องปฏิบัติ 2 อย่าง กล่าวคือ จะต้องละหมาดอีดในฐานะที่ละหมาดอีดเป็นสุนนะฮฺ และละหมาดวันศุกร์ในฐานะที่ละหมาดวันศุกร์เป็นฟัรฎู การเลือกปฏิบัติละหมาดอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นไม่สามารถทดแทนละหมาดอีกอย่างหนึ่งได้

ท่านอิมาม อิบนุฮัซมฺ กล่าวว่า
"และเมื่อวันอีดตรงกับวันศุกร์ ให้ทำการละหมาดอีดหลังจากนั้นก็ให้ทำละหมาดวันศุกร์ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็น และไม่มีมีรายงานที่ถูกต้องใดๆ มาค้านในเรื่องนี้" (หนังสือ อัลมุฮัลลา เล่มที่ 3 หน้า 303 ปัยหาเลขที่ 547)
ท่านอิมามอิบนิ มุนซิร , ท่านอิมามอิบนุ อารอบีย์ , ท่านอิมามอิบนุกุดามะฮฺ ท่านอิมาม อันอัยนี และท่านอิมามนะวะวีย์ ได้ยืนยันว่า นักวิชาการมุสลิมมีมติเป็นเอกฉันท์ในทุกยุคทุกสมัยว่า การละหมาดวันศุกร์เป็นฟัรฎู

และคำพูดของท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ว่า "ผู้ใดไม่ประสงค์ที่จะละหมาดวันศุกร์ การละหมาดอีดในวันนั้นก็เป็นการเพียงพอสำหรับเขาแล้ว" ตามหะดิษที่บันทึกจากมามอิบนุมาญะฮฺ ท่านอิมามอัลบัยฮะกีย์ และอิมามอบูดาวูด ทั้ง 2 หะดิษยกไปแล้วนั้น ไม่ได้กล่าวถึงบุคคลทั่วๆไป หากแต่กล่าวถึงชาวชนบทที่มาร่วมละหมาดอีดกับท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ณ นครมะดีนะฮฺเท่านั้น ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เห็นว่าชาวชนบทเหล่านั้นมักจะร่วมละหมาดวันศุกร์กับท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นประจำทุกวันศุกร์ แต่เนื่องจากพวกเขามาละหมาดอีดกับท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมแล้วในตอนเช้า จึงเป็นเรื่องยากลำบากที่พวกเขาจะต้องมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อละหมาดวีันศุกร์กับท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ณ นครมะดีนะฮฺอีก ด้วยเหตุนี้ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จึงผ่อนผันให้พวกเขากลับบ้านไป โดยไม่ต้องมาละหมาดวันศุกร์อีก
 ส่วนคำว่า "เราจะละหมาดอีดและละหมาดวันศุกร์"เราในที่นี้หมายถึง ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และบรรดาศอฮาบะฮฺ ณ นครมะดีนะฮฺ ที่ยังคงมาละหมาดวันศุกร์

และในยุคท่านฆอลีฟะฮฺอุสมาน ปรากฏวันอีดตรงกับศุกร์ ท่านอุสมานได้กล่าวคุฏบะฮิวันนั้นว่า
"ประชาชนทั้งหลาย วันอีดทั้งสองได้มาตรงกันในวันของพวกท่านในวันนี้ (วันอีดและวันศุกร์) ดังนั้น ผู้ใดจากชาวอัลอาลียะฮฺ (ชาวชนบทที่อาศัยในอัลอาลียะฮฺ) ประสงค์ที่จะละหมาดกับเราก็จงละหมาดเถิด และผู้ใดประสงค์จะกลับไปก็จงกลับไปเถิด" (บันทึกโดยอิมามบุคอรี)

3...ทัศนะที่เมื่อละหมาดวันอีดแล้วไม่ต้องละหมาดวันศุกร์และไม่ละหมาดบ่าย(ดุฮฺริ)  แต่ไปละหมาดอัศริเลย โดยอาศัยหลักฐานดังนี้


รายงานจากท่านอะฏออ์ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า
“วันศุกร์กับวันอีดฟิตริตรงกันในสมัยของท่านอิบนุซุบัยร์ ท่านกล่าวว่า สองอีดมาบรรจบในวันเดียวกัน ฉะนั้นจึงได้รวมทั้งสองไว้ด้วยกัน โดยละหมาดอีดและละหมาดวันศุกร์ด้วยกัน 2 รอกอะห์ในเช้าตรู่ จากนั้นก็ไม่ได้ละหมาดอื่นใดอีกจนกระทั่งละหมาดอัศร์” (หะดิษเศาะเฮียะฮฺ บันทึกโดยอบูดาวู๊ด ฮะดีษที่ 906)
รายงานจากอะฏออ์ อิบนิอบีรอบาฮ์ เล่าว่า
“ท่านอิบนุซุบัยร์ได้นำเราละหมาดอีดซึ่งตรงกับวันศุกร์ในตอนเช้า และเมื่อเราได้ไปละหมาดวันศุกร์ ท่านก็ไม่ได้ออกมานำเราละหมาด พวกเราจึงต่างคนต่างละหมาด ขณะนั้นท่านอิบนุอับบาสอยู่ที่เมืองฏออิฟ เมื่อท่านกลับมาเราจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง ท่านกล่าวว่า ถูกต้องตรงตามซุนนะห์แล้ว” (หะดิษเศาะเฮียะฮฺ บันทึกโดยอบูดาวู๊ด ฮะดีษที่ 905)


สำหรับฟัตวาคณะกรรมการถาวรเพื่อการวิจัยทางวิชาการและฟัตวา (ซาอุฯ) เลขที่ 21160 ลงวันที่ 8/11/1420  เกี่ยวกับทัศนะที่เห็นว่า ผู้ที่ละหมาดอีดแล้ว ถือว่าไม่จำเป็นต้องละหมาดญุมอะฮฺและดุฮรีในวันดังกล่าวอีก

ลงนามโดย :

1- เชคอับดุลอะซีซ บิน อับดิลลาฮฺ อาลัชชัยคฺ (มุฟตีสูงสุด)
2- เชคอับดุลลอฮฺ บิน อิบดิรเราะหฺมาน อัลฆุดัยยาน
3- เชคบักร บิน อับดิลลาฮฺ อบูเซด
4- เชคศอลิหฺ บิน เฟาซาน อัลเฟาซาน

โดยเนื้อหาฟัตวาในข้อ 6. ระบุว่า..

القول بأن من حضر صلاة العيد تسقط عنه صلاة الجمعة وصلاة الظهر ذلك اليوم قول غير صحيح، ولذا هجره العلماء وحكموا بخطئه وغرابته، لمخالفته السنة وإسقاطه فريضةً من فرائض الله بلا دليل، ولعل قائله لم يبلغه ما في المسألة من السنن والآثار التي رخصت لمن حضر صلاة العيد بعدم حضور صلاة الجمعة، وأنه يجب عليه صلاتها ظهراً والله تعالى أعلم.

"ทัศนะที่เห็นว่า ผู้ที่ละหมาดอีดแล้ว ถือว่าไม่จำเป็นต้องละหมาดญุมอะฮฺและซุฮรีในวันดังกล่าวอีกนั้น เป็นทัศนะที่ไม่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ บรรดาอุละมาอ์จึงไม่ยอมรับทัศนะดังกล่าว และตัดสินว่าเป็นทัศนะที่ผิดและแปลก เนื่องจากเป็นทัศนะที่ขัดแย้งกับสุนนะฮฺ และเป็นการยกเลิกฟัรดูหนึ่งจากบรรดาฟัรดูต่างๆ ที่อัลลอฮฺทรงกำหนดไว้ โดยปราศจากหลักฐาน เป็นไปได้ว่าผู้ที่มีทัศนะเช่นนี้ ไม่ได้ทราบถึงตัวบทสุนนะฮฺและอาษารฺต่างๆในประเด็นนี้ ที่อนุโลมให้ผู้ที่ละหมาดอีดแล้วไม่ต้องละหมาดญุมอะฮฺได้ แต่ก็วาญิบสำหรับเขาที่ต้องละหมาดซุฮรีแทน.. วัลลอฮุอะอฺลัม"



والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿





วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ควายหรือกระบือทำกุรฺบาน


สัตว์ที่ศาสนาระบุให้ทำกุรฺบาน มีดังนี้
1) อูฐ อายุตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
2) วัว อายุุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป
3) แพะ อายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป และ
4) แกะ อายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบอานะฮูวะตาอาลา ตรัสว่า

لِّيَذْكُرُوا اسْمَ اللَّهِ عَلَىٰ مَا رَزَقَهُم مِّن بَهِيمَةِ الْأَنْعَامِ

"... เพื่อพวกเขาจักได้กล่าวพระนามของอัลลอฮ์ ต่อสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้เป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา คือสัตว์สี่เท้า  ..." (อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-หัจญ์ 22:34)

และสำหรับสัตว์ 4 เท้าในที่นี้ มีหลักฐานหะดิษ ระบุไว้ สัตว์สี่เท้า มีเพียง 4 ประเภทเท่านั้น คือ อูฐ ,วัว , แพะ และแกะ ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ไม่รวมถึงสัตว์ 4 เท้าอื่นๆ เช่น ควาย ม้า กระต่าย เป็นต้น

รายงานจากท่านอบูนาฟิอฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม เล่าว่า
"ท่านรสูลลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมทำกุรฺบานด้วแกะ 2 ตัวสีขาวปนดำ(สีเทา) ที่ถูกตอนแล้ว(ทำหมัน)" (หะดิษเศาะเฮียะฮฺ บันทึกโดยอิมามอะหฺมัด หะดิษเลขที่ 22740)
จากท่านญาบิร ร่อฎัยัลลอฮุอันฮุม ได้กล่าวว่า
"เราได้เชือดพร้อมกับท่านรอซูลุ้ลลอฮฺในปีฮุดัยบียะห์ อูฐ หนึ่งตัวแก่เจ็ดคน และวัวหนึ่งตัวแก่เจ็ดคน"(บันทึกหะดิษโดยท่านอีหม่ามมุสลิม หะดิษเลขที่1318)

ท่านรอฟิออฺ ร่อฎียับลลอฮุอัลฮุมเล่าว่า
   “ท่านรสูลุลลอฮ ทรงจัดสรรแบ่งปศุสัตว์ให้กับซอฮาบะฮ์ โดยกำหนดให้แพะและแกะ 10  ตัวเท่ากับอูฐ 1 ตัว"  (บันทึกหะดิษโดยอัลบุคอรีย์ และมุสลิม)
แต่อย่างไรก็ตาม หากในพื้นที่นั้นไม่มีสัตว์สีประเภทข้างต้น คือ อูฐ ,วัว , แพะ หรือ แกะ แล้ว แต่มีควาย หรือกระบือ ที่อายุ ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป ศาสนาก็อนุโลมให้ทำกุรฺบานด้วย กระบือได้ ด้วยการกียาส( القياس)เปรียบเทียบกับสัตว์ประเภทวัวนั้นเอง


والله أعلم بالصواب


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿



ห้ามขายเนื้อกุรฺบาน


อิสลามส่งเสริมให้แบ่งเนื้ออุดรียะฮฺหรือเนื้อกุรฺบานออกเป็น 3 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 ไว้รับประทาน
ส่วนที่ 2 เก็บไว้รับประทานในวันหลัง
ส่วนที่ 3 นำแจกจ่ายแก่พี่น้องมุสลิมทั่วไป (ในที่นี้รวมถึงนำเนื้อกุรบานไปปรุงเป็นอาหารสำเร็จรูปแล้วเชิญผู้คนในชุมชนนั้นๆมารับประทาน)

รายงานจากท่านสะละมะฮฺ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"พวกท่านจงบริโภค จงแจกจ่ายอาหาร และเก็บ(เนื้อกุรฺบาน)ไว้บริโภควันหลัง"(หะดิษเศาะเฮียะฮฺ บันทึกหะดิษโดยบุคอรี หะดิษเลขที่ 5143)

แต่อิสลามห้ามนำเนื้อกุรฺบานไปขาย ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน และไม่ว่าด้วยวิธีใด เช่น นำเนื้อกุรฺบานไปปรุงเป็นอาหารสำเร็จรูปแล้วนำไปขายในงานวันอีดที่มัสญิดจัดขึ้นเพื่อนำเงินที่ได้ไปบำรุงกิจกรรมของมัสญิดหรือเพื่อต่อเติมอาคารเรียนฟัรดูอีนของมัสญิด เป็นต้น

และยังรวมถึงห้ามขายหนัง และกระดูกของสัตว์ทำกุรฺบานเช่นเดียวกัน แต่สามารถนำหนังและกระดูกนั้นไปแจกจ่ายให้แก่บุคคลทั่วไปได้(ไม่จำเป็นต้องคนยากจน)

ท่านอฺลีย์ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม เล่าว่า
"ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมใช้ให้ฉันดูแลการเชือดอูฐ (กุรฺบาน)ของท่านรสูลุลลอฮฺและใช้ให้ฉันแจกจ่ายเนื้อของมัน, หนังของมัน และผ้าปูหลังของมัน “ (บันทึกโดยมุสลิม หะดีษที่ 2320) 
รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"บุคคลใดที่จำหน่ายหนังสัตว์กุรบาน เช่นนั้นไม่ถือว่า (สัตว์ตัวนั้น) เป็นกุรฺบานสำหรับเขา"(หะดิษเศาะเฮียะฮฺ บันทึกหะดิษโดยมุสลิม หะดิษเลขที่ 2320 และอิมามอะหฺมัด หะดิษเลขที่ 1256)

และศาสนาไม่อนุญาตให้เศาะดะเกาะฮฺสตางค์ หรือเศาะดะเกาะฮฺเนื้อเป็นก้อนๆ ให้แก่ผู้ที่เชือด หรือผู้ที่แล่เนื้อ แต่ถ้าจะเศาะดะเกาะฮฺเป็นสตางค์ให้แก่ผู้เชือดหรือผู้แล่เนื้อก็ดี ต้องนำสตางค์ของผู้ทำกุรฺบานต่างหากให้แก่ผู้เชือด ส่วนของเนื้อกุรฺบานซึ่งเป็นสิทธิของผู้ที่เชือด หรือผู้ที่แล่เนื้อจะต้องได้รับแจกนั้นจำเป็นสำหรับผู้ทำกุรบานจะต้องให้แก่เขาอยู่แล้ว แยกต่างหากจากค่าเชือดหรือแล่เนื้อกุรฺบาน

รายงานจากท่านอฺลีย์ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม เล่าว่า
 "ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม สั่งใช้ฉันไม่ให้แบ่งส่วนหนึ่งส่วนใดของสัตว์กุรฺบาน (เป็นค่าตอบแทน) แก่ผู้ที่เชือดสัตว์, ท่านอฺลีย์กล่าวว่า พวกเราให้ (ค่าตอบแทน) เขา (เป็นสตางค์) ในส่วนของเรา" (บันทึกโดยมุสลิม หะดีษที่ 2320)



والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


อุดฮียะฮหรือสัตว์กุรฺบาน




อุดฮียะห์ (الأضحية) หรือสัตว์กรุบาน : หมายถึง ปศุสัตว์ที่ถูกเชือดเพื่อเป็นการนำตนให้เข้าใกล้ชิดอัลลอฮ์ ศุบฮานะฮูวะตาอาลา ในวันอีด นับตั้งแต่วันอีฏีลอัฏฮา (10 ซุลฮิจญะฮ.) จนกระทั่งถึงท้ายของวันตัซรีกทั้ง 3 วัน (สิ้นสุดการเชือดเมื่อเข้าเวลามักริบของวันที่ 13 ซุลฮิจญะฮ.)


อัล-กุรอ่าน ,อัล-ฮาดิษ คือ คำดำรัสของอัลลอฮศุบฮานะฮูวะตาอาลา ในซูเราะห์ อัล-เกาซัร อายะห์ที่ 2

فصل لربك وانحر

"ดังนั้น สูเจ้าจงละหมาดต่อพระผู้อภิบาลของสูเจ้า และสูเจ้าจงเชือด"

รายงานจากท่านหญิงอาอีซะห์ รอดียัลลอฮูอันฮา แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า
ما عمل ابن آدم يوم النحر من عمل أحب الى الله تعالى من اراقة الدم
انها لتأتي يوم القيامة بقرونها وأظلافها وان الدم ليقع من الله بمكان قبل 
أن يقع على الأرض فطيبوا بها نفسا 
 "ไม่มีการกระทำใดของมนุษย์ที่จะเป็นที่รักยิ่งยังอัลลอฮ. มากไปกว่าการทำให้เลือดหลั่งนอง (เนื่องจากการเชือดสัตว์เพื่อเป็นพลีทาน) แท้จริงแล้วมันจะมาในวันกียามัตด้วยกับเขาของมันและกีบเท้าของมัน และแท้จริงแล้วเลือดจะตกอยู่ ในสถานที่หนึ่ง ณ อัลลอฮ. ก่อนที่จะตกถึงพื้น ดังนั้นพวกท่านจงตั้งใจให้ดีกับการเชือดนั้น" (บันทึกหะดิษโดยติรมีซี)

ان الني صلي الله عليه وسلم ضحي بكبشين املحين
اقرنين ذ بحهمابيده 
وسمّي وكبّر ووضع رجله علي صفاحهما 
"ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้เชือดสัตว์อุดฮียะห์(สัตว์กรุบาน) เป็นแกะสองตัวสีเทามีเขา ท่านได้เชือดมันทั้งสองด้วยมือของท่านเอง ท่านได้กล่าวบิสมิ้ลลาห์ฯ และกล่าวตักบีร และได้วางเท้าของท่านลงบนข้างต้นคอ" (บันทึกหะดิษโดยบุคอรี)

อัลลอฮ.ทรงตรัสไว้ในซูเราะห์อัลฮัจย์ อายะห์ที่ 34)

(34 الآية:سورة الحج ) (وَلِكُلَّ أُمَّةٍ جَعَلْنَا مَنْسَكًا لِيَذْكُرُوْا اسمَ الله عَلىَ مَا رَزَقَهُمْ مِنْ بَهِيْمَةِ اْلأنْعَامِ ) 

" และสำหรับทุกๆประชาชาตินั้น เราได้กำหนดศาสนพิธีไว้แล้ว เพื่อพวกเขากล่าวนามของอัลลอฮ. เหนือสิ่งที่พระองค์ได้ทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา จากปศุสัตว์"

สัตว์ที่ดีที่สุดในการทำอุดฮียะห์ก็ คือ อูฐ รองลงมาได้แก่ วัว และรองลงมาก็ได้แก่ แพะ แกะ

ให้ล่าช้าการเชือดจนกระทั่งดวงอาทิตย์ของวันอีดสูงได้ระยะ 1 ด้ามหอก(โดยการประมาณด้วยสายตา) คือ ภายหลังจากเสร็จละหมาด อีด
เพราะมีรายงานจากฮะดีษว่า:

اَوَلُ مَا نَبْدَأُ بِهِ يَومَنَا هَذَانُصَلِي ثُمَ نَرْجِعُ فَنَنْحَرُ فَمَنْ
فَعَلَ ذَالِكَ فَقَدْ اَصَابَ سُنَتَنَا وَمَنْ ذَبَحَ قَبْلَ ذَالِكَ فَاِنَمَا هُوَلَحْمٌ قَدَّمَه‘
لاَهْلِهِ لَيْسَ مِنَ النُسُكِ فِيْ شَيْءٍ

สิ่งแรกที่เราได้เริ่มต้นในวันนี้ของเราคือ เราละหมาด จากนั้นเรากลับมาและเชือด ดังนั้นผู้ใดปฎิบัติดังกล่าว เขาก็ทำถูกต้องตามซุนนะห์ของเรา และผู้ใดเชือดก่อนดังกล่าวนั้น มันก็เป็นเนื้อที่เขาหยิบยื่นให้แก่ครอบครัวของเขา ไม่ใช่เป็นพีธีการศาสนาแต่อย่างใด คำที่ว่า และผู้ใดเชือดก่อนดังกล่าวนั้น " (บันทึกหะดิษโดยบุคอรี หะดิษเลขที่5225 และมุสลิม หะดิษเลขที่1961)

รายงานจากญุบัยร์บุตรมุตอิม ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: ท่านรอซูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

(وَكُلُّ اَيّامِ الْتَشْرَيْقِ ذَبَحٌ)

: ทุกวันตัชรีกนั้นคือการเชือด หมายความว่าเป็นเวลาเชือด: (บันทึกหะดิษโดย อินุฮิบบาน หะดิษเลขที่1008)

เงื่อนไขของการเชือดที่จะเป็นกุรบ่านได้มี 3 ประการ

1. สัตว์ที่ถูกเชือดต้องมาจากปศุสัตว์
2. การเชือดต้องอยู่ในวันอีดและบรรดาวันตัซรีกทั้ง 3 วันเท่านั้น  คือวันที่สิบเอ็ด สิบสอง สิบสาม หลังจากวันอีด
3. การเชือดนั้นเพื่อต้องการนำตนให้เข้าใกล้ชิดอัลลอฮ.

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
«إِذَا رَأَيْتُمْ هِلَالَ ذِي الْحِجَّةِ وَأَرَادَ أَحَدُكُمْ أَنْ يُضَحِّيَ ، فَلْيُمْسِكْ عَنْ شَعْرِهِ وَأَظْفَارِهِ»
ความว่า  “เมื่อพวกท่านได้เห็นจันทร์เสี้ยวเดือนซุลฮิจญะฮฺแล้ว และคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านนมีความประสงค์จะเชือดสัตว์กุรบาน เขาจงงดการตัดผมและตัดเล็บ” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอิหม่ามมุสลิม)

 ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวกับท่านหญิงฟาตีมะห์ รอดียัลลอฮูอันฮา(บุตรสาวของท่าน)ว่า:

قومي الى أضحيتك فاشهديها فانه بأول قطرة من دمها 

يغفر لك ما سلف من ذنوبك)
قالت يارسول الله هذالنا اهل البيت خاصة

ولناوللمسين عامة 
(قال بل لنا وللمسلمين عامة 

"เธอจงลุกขึ้นไปยืน ณ สัตว์กุรบานของเธอและจงมองดูมัน เพราะเธอจะได้รับการอภัยโทษจากบาปต่างของเธอที่ลุล่วงมาแล้วที่ผ่านพ้นมาแล้วด้วยกับหยดแรกจากเลือดของมัน" ฟาตีมะห์ได้กล่าวถามว่า โอ้ท่านรอซูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่กล่าวมานี้เฉพาะพวกเราที่เป็นคนในครอบครัวของท่าน (อะห์ลุ้ลบัยต์) เท่านั้นหรือสำหรับพวกเราและมวลมุสลิมโดยทั่วไป? ท่านตอบว่า:แต่มันสำหรับพวกเราและมวลมุสลิมโดยทั่วไป"(บันทึกหะดิษโดยฮากิม หะดิษเลขที่4/222 ด้วยสายรายงานที่ซอเฮียะห์)

อนุญาติให้ใช้อูฐหรือวัวหนึ่งตัวนั้น สามารถหุ้นส่วนกันได้ 7 คน หรือ 7 ส่วน ได้รายงานว่า:

عَنْ جَابِرٍ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ قَالَ نحرنا مع الرسول الله

صلي الله عليه وسلم عام الحديبية البدنة عن سبعة 

والبقرة عن سبعة

จากท่านญาบิร ร่อฎัยัลลอฮุอันฮุม ได้กล่าวว่า "เราได้เชือดพร้อมกับท่านรอซูลุ้ลลอฮฺในปีฮุดัยบียะห์ อูฐ หนึ่งตัวแก่เจ็ดคน และวัวหนึ่งตัวแก่เจ็ดคน"(บันทึกหะดิษโดยท่านอีหม่ามมุสลิม หะดิษเลขที่1318)

สัตว์ที่่ห้ามทำกุรบานได้แก่
1.สัตว์ตาบอด
2.สัตว์ที่เป็นโรค อาการป่วยปรากฏชัด
3.สัตว์ที่ขากะเผลกที่ปรากฏอาการชัด และ
4.สัตว์ผอมที่ไม่มีไขมัน

عن البر بن عازب رضي الله عن عن النبي صلي الله
عليه وسلم قال
اَرْبَعٌ لاتُجْزَيءُفي الاضاحي العَوْرَاءُ البَيِّن ُعَوْرُهَا 
وَالْمَرِيْضَةُ البَيِّنُ مَرَضُهَاء
والعَرْجَاءُالبين عَرَجُها والعَجْفَاءُ التي لاتُنقي
จากท่านบะรออฺ บุตร อาซิบ(ร,ด) จากท่านนบี (ซ,ล) ได้กล่าวว่า สัตว์สี่ประเภทใช้ทำอุดฮียะห์ไม่ได้คือ สัตว์ตาบอดที่อาการบอดของมันแจ้งชัด สัตว์ที่เป็นโรคที่อาการป่วยของมันปรากฎชัด สัตว์ขากะเผลกที่ปรากฎอาการกะเผลกอย่างแน่ชัด และสัตว์ผอมที่ไม่มีไขมัน(บันทึกหะดิษโดยท่านติรมีซี หะดิษเลขที่1497 และว่าเป็นฮะดีษซอเฮียะ ห์และอบูดาวูด หะดิษเลขที่2802)


والله أعلم بالصواب


لاحول ولاقوة إلابالله

والله ولي التوفيق

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

คนต่างศาสนิกรับประทานเนื้อกุรฺบานได้


ศาสนาให้ช่วยเหลือ หรือทำความดีกับผู้ที่ใช่มุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเขาเป็นญาติใกล้ชิด เช่นนี้อนุญาตให้มุสลิมทำความดี หรือเชื่อมสัมพันธ์กับเขาได้ ตราบเท่าที่ไม่ผิดหลักการศาสนา อิสลามจึงอนุญาตให้นำเนื้อกุรบานไปให้คนต่างศาสนิกรับประทานได้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อกุรฺบานแบบปรุงเป็นอาหารแล้ว หรือยังไม่ปรุงเป็นอาหารก็ตาม แต่ต้องไม่ใช่เนื้อกุรฺบานวาญิบ เช่น เนื้อกุรฺบานที่ถูกบนบาน (นะซัรฺ) ไว้

แต่มีเงื่อนไว้ว่า คนต่างศาสนิกผู้นั้นต้องไม่ใช่ศัตรูอิสลาม หรือทำสงครามกับมุสลิม

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮาฮุวะตาอาลา

لَّا يَنْهَاكُمُ اللَّهُ عَنِ الَّذِينَ لَمْ يُقَاتِلُوكُمْ فِي الدِّينِ وَلَمْ يُخْرِجُوكُم مِّن دِيَارِكُمْ أَن تَبَرُّوهُمْ وَتُقْسِطُوا إِلَيْهِمْ إِنَّ اللَّهَ يُحِبُّ الْمُقْسِطِينَ ( 8 )
อัลลอฮฺมิได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนาและพวกเขามิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะทำความดีแก่พวกเขา และให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม"(อัลกุรอานสุเราะฮฺอัล-มุมตะหะนะฮฺ 60:8)

ท่านหญิงอัสมาอ์ บุตรของท่านอบูบักรฺเคยถามท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า

يا رسولَ اللهِ ! إِنَّ أُمِّيْ قَدِمَتْ عَليَّ و هِيَ رَاغِبَةٌ
أَفَأَصِلُهَا ؟ قال نعم ، صِلِيْهَا

“โอ้ ท่านรสูลของอัลลอฮฺ แท้จริงแม่ของฉันได้มาหาฉัน นางปรารถนาเชื่อมสัมพันธ์กับฉัน (ทั้งที่นางไม่ใช่มุสลิม) ฉันจะเชื่อมสัมพันธ์กับนางได้ไหม? ท่านรสูลตอบว่า ได้สิ เธอจงเชื่อมสัมพันธ์กับนางเถิด" (บันทึกหะดิษโดยบุคอรี หะดิษเลขที่ 2427 และมุสลิม หะดิษเลขที่ 1670)

ทัศนะของนักวิชาการ

เนื่องจากไม่มีหลักฐานอันชัดแจ้งจากอัลกุรอานและหะดิษถึงเรื่องนี้โดยตรง นักวิชาการจึงมีความขัดแย้งกัน ในที่นี้ขอยกทัศนะของนักวิชาการที่อนุญาตให้คนต่างศาสนิกรับประทานเนื้อกุรฺบานได้


มัซฮับฮัมบาลีย์ มีทัศนะว่า  อนุญาตให้เนื้อกุรบานกับกาเฟรซิมีย์ได้   หมายถึงกาเฟรที่อยู่ร่วมภายใต้กฏหมายเดียวกับเรา และไม่มีความเป็นศรัตรูต่อกัน  เพราะการให้เนื้อกุรบานเป็นการทำดีอย่างหนึ่ง  ซึ่งการกระทำดีต่อผู้อื่นนั้น  ศาสนาอนุญาตให้กระทำได้  แม้จะเป็นกาเฟรก็ตาม  ตราบใดที่พวกเขาไม่เป็นศัตรูกับเรา

ท่านอิมามมาลิกกล่าวว่า "ผู้อื่นจากพวกเขานั้น เป็นที่รักยิ่งมายังเรา(ในการให้รับประทานเนื้อกุรบาน)

ท่านอิมามอัลบาญูรีย์ ได้กล่าวว่า  "ไม่อนุญาตให้เนื้ออะกีเกาะห์แก่ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมดังที่อิมามชาฟิอีย์ได้ ระบุไว้ในหนังสือของท่านอัลบุวัยฏีย์  แต่ในหนังสืออัลมัจญ์มัวะห์ระบุว่าอนุญาตให้คนจนจากกาเฟรซิมมีย์รับประทาน จากเหนืออุดฮียะห์ที่เป็นสุนัตได้แต่ไม่อนุญาตอนุญาตเนื้ออุดฮียะห์ที่เป็น วายิบ

อุลามาอ์มัซฮับชาฟิอีย์บางท่าน เช่น ท่าน อัลมุหิบ อัฏฏ๊อบรีย์ ได้วินิจฉัยว่า อนุญาติให้รับประทานเป็นอาหารกับคนจนที่เป็นกาเฟรซิมมีย์ (กาเฟรที่อยู่ในปกครองของรัฐอิสลาม) จากเนื้อกุรบานที่เป็นสุนัติ และไม่ใช่วายิบ(เช่น บนบานเอาไว้ว่าจะเชือด หรือสั่งเสียว่าให้ทำการเชือด) โดยเปรียบเทียบ(กิยาส)กับการบริจาคท่านทั่วไปที่เป็นสุนัต"


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

การทำกุรบานแทนผู้ตาย


สำหรับการทำอุฏฮิยะห์ หรือทำกุรบานแทนผู้เสียชีวิตนั้น ไม่มีหลักฐานศอเฮียะห์ในเรื่องการทำกุรบานแทนผู้ตาย (เว้นแต่ กรณีผู้ตายได้สั่งเสียไว้ก่อนตายว่าให้ทำกุรฺบานแทนตน) ทั้งๆที่บุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เสียชีวิตไป แต่ก็ไม่หลักฐานว่าท่านรสูลทำกุรบานแทนผู้เสียชีวิตไปนั้น เช่นท่านหญิงฆอดิญะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา เป็นต้น ท่านรสูลก็ไม่เคยทำกุรบานให้นาง หรือคนอื่นๆเลย หรือแม้กระทั่งการสั่งให้บุคคลอื่นทำแทนผู้ตายก็ไม่เคยปรากฏหลักฐาน

สำหรับหะดิษบทวิพากษ์ต่อไปนี้ ที่ผู้ทำกุรบานแทนผู้ตายได้ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง ซึ่งเป็นฮะดีษฏออีฟ

 2790 - حدثنا عثمان بن أبي شيبة قال ثنا شريك عن أبي الحسناء عن الحكم عن حنش قال

: رأيت عليا رضي الله عنه يضحي بكبشين فقلت له ما هذا ؟ فقال إن رسول الله صلى الله عليه و سلم أوصاني أن أضحي عنه فأنا أضحي عنه .

อุสมาน อิบนุ อบีชัยบะห์ เล่าให้เราฟังว่า ชะรีก เล่าให้เราฟังจาก อบี อัลฮัสนาอ์ จาก อัลฮะกัม จาก ฮะนัช กล่าวว่า "ฉันเคยเห็นท่านอาลี เชือดอุฏฮิยะห์ ด้วยแกะสองตัว ฉันจึงถามเขาว่า นี่คืออะไร เขาตอบว่า แท้จริงท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งเสียแก่ฉันให้เชือดอุฏฮิยะห์แทนท่าน ฉันจึงต้องเชือดอุฏฮิยะห์แทนท่าน" (สุนันอบีดาวูด ฮะดีษเลขที่ 2408)

  حدثنا محمد بن عبيد المحاربي الكوفي حدثنا شريك عن أبي الحسناء عن الحكم عن حنش عن علي أنه كان يضحي بكبشين أحدهما عن النبي صلى الله عليه وسلم والآخر عن نفسه فقيل له فقال أمرني به يعني النبي صلى الله عليه وسلم فلا أدعه أبدا

มูฮัมหมัด อิบนุ อุบัยด์ อัลมุฮาริบีย์ อัลกูฟีย์ เล่าให้เราฟังว่า ชารี๊ก เล่าให้เราฟังจาก อบี ฮัสนาอ์ จาก อัลฮะกัม จาก ฮะนัช จาก อาลี ว่า "แท้จริงอาลีได้เชือดอุฏฮิยะห์ด้วยแกะสองตัว โดยตัวหนึ่งเชือดให้แก่ท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม และอีกตัวหนึ่งเชือดให้แก่ตัวเอง  มีผู้ถามเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาตอบว่า ท่านใช้ให้ฉันทำมัน หมายถึงท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม และฉันจะไม่ละทิ้งมันตลอดไป" (สุนันอัตติรมีซีย์ ฮะดีษเลขที่ 1415)

ฮะดีษบทนี้เป็นคำรายงานเดี่ยวโดยบรรดาผู้รายงานจากชาวกูฟะห์ ซึ่งอัลฮากิม กล่าวว่า

تفرد به أهل الكوفة من أول الإسناد إلى آخره لم يشركهم فيه أحد


“ชาวกูฟะห์รายงานเดี่ยวจากต้นจนปลายสายรายงานโดยไม่มีผู้อื่นร่วมด้วย” อุลูมุ้ลฮะดีษของอัลฮากิม 1/219

บรรดานักวิชาการฮะดีษได้กำชับให้ระมัดระวังฮะดีษที่รายงานโดยบรรดาผู้รายงานจากชาวเมืองกูฟะห์เพียงลำพัง เพราะส่วนใหญ่จะเป็นฮะดีษอุปโลกน์ กรณีนี้เป็นเพียงข้อสังเกตเท่านั้นมิใช่คำตัดสิน

แม้ว่าฮะดีษบทนี้จะมีระบุอยู่ในบันทึกฮะดีษหลายชุดก็ตาม แต่ทั้งหมดล้วนมาจากสายรายงานเดียวกันคือ จาก ชารี๊ก จาก อบี อัลฮัสนาอ์ จาก อัลฮะกัม จาก ฮะนัช จาก อาลี  ซึ่งท่านอิหม่ามอัลติรมีซีย์ ได้กล่าววิจารณ์ไว้ในท้ายฮะดีษว่า “นี่คือฮะดีษฆ่อรีบ” หมายถึง ฮะดีษที่มีผู้รายงานเพียงคนเดียวไม่ว่าในระดับใดก็ตาม และฮะดีษบทวิพาษ์นี้ ก็เป็นเพียงสายรายงานเดียวโดยที่ไม่มีรายงานจากสายอื่นมาสนับสนุน (ชะวาฮิด)
                ดังนั้นหากฮะดีษบทนี้มีข้อบกพร่อง ไม่ว่าจากสายรายงาน,ตัวผู้รายงาน หรือเนื้อหา ก็จะทำให้ฮะดีษนี้อยู่ในสถานะ ฏออีฟ (อ่อน) และ เมาฏัวอ์ (เก้) เท่านั้น

อัลมุนซิรีย์ ได้กล่าววิจารณ์ผู้รายงานว่า

               1 – ชะรีก คือ อิบนุ อับดิลลาฮ์ อัลกอฏี  (อัลนัคอีย์ อัลกูฟีย์) มีคำวิจารณ์เกี่ยวกับเขาหลายประการ และท่านอิหม่ามมุสลิม ได้บันทึกการรายงานของเขาเป็นกรณีคำรายงานสำทับเท่านั้น
               2 – อัลฮะกัม คือ อิบนุอุตัยบะห์
               3 – ผู้รายงานที่ชื่อ ฮะนัช นั้นไม่ใช่ อิบนุอับดิลลาฮ์ อัสสะบะอีย์ ตามที่บางคนเข้าใจ แต่เขาคือ ฮะนัช บิน อัล มัวตะมิร อัลกินานีย์ อัลกูฟีย์ ซึ่งบรรดานักวิชาการหลายท่านวิพากษ์วิจารณ์ในตัวเขา เช่น อิบนุฮิบบาน กล่าวว่า : มีความคลุมเครือมากเหลือเกินในคำรายงานของเขาเพียงลำพังจากท่านอาลีหลายประการ ไม่ละม้ายกับฮะดีษของผู้รายงานที่เชื่อถือได้ จนกระทั่งได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ไม่สามารถอ้างเป็นหลักฐาน
               4 – อบี อัลฮัสนาอ์ ครูของ อับดุลลอฮ์ เป็นบุคคลมัจญ์ฮุล ดังที่ทราบกันดี
                ฉะนั้นฮะดีษบทนี้จึงฏออีฟ ( ตัวฮ์ฟะตุ้ลอะห์วะซีย์ 4/148)

                อิบนุ ฮะญัร อัลอัสก่อลานีย์ ได้กล่าววิจารณ์ผู้รายงานชื่อ อบี อัลฮัสนาอ์ ว่า
               "อบี อัลฮัสนาอ์ นั้น บางคนบอกว่า เขามีชื่อว่า อัลฮะซัน และบางคนก็บอกว่าเขาชื่อ อัลฮุเซน ซึ่งเขาอยู่ในสถานะมัจญ์ฮูล" (ตั๊กรีบุตตะห์ซีบ เล่มที่ 2 หน้าที่ 384 ลำดับที่ 8086)

               ท่านฮาฟิซ อัสซะฮะบีย์ วิจารณ์ว่า
               "อบี อัลฮัสนาอ์ นั้น ชะรี๊ก ได้รายงานต่อจากเขา แต่เขาไม่เป็นที่รู้จัก และเขาอ้างคำรายงานจาก อัลฮะกัม อิบนุ อุตัยบะห์" ( มีซานุ้ลเอียะอ์ติดาล เล่มที่ 4 หน้าที่ 515 ลำดับที่ 10106)

               คำว่า “มัจฮูล” ในทางวิชาฮะดีษนั้น หมายถึงบุคคลซึ่งไม่เป็นที่รู้จัก ไม่สามารถสืบประวัติของเขาได้ ซึ่งกรณีนี้มีผลทำให้ฮะดีษบทนี้อยู่ในสถานะ ฏออีฟ ไม่สามารถอ้างเป็นหลักฐานได้

               เชคอัลบานี ได้คัดแยกฮะดีษบทวิพากษ์นี้จาก สุนันอัตติรมีซีย์ ไว้ในหมวดของ “ฏออีฟอัตติรมีซีย์” และได้คัดแยกจาก สุนันอบีดาวูด ไว้ในหมวดของ “ฏออีฟอบีดาวูด” ลำดับที่ 2790 และฮะดีษบทวิพาษ์นี้ที่อยู่ในบันทึกอื่นๆ ก็เป็นสานรายงานเดียวกันทั้งสิ้น

****
แต่อย่างไรก็ตามหากผู้ที่มีชีวิตอยู่ต้องการทำบริจาคเศาะดะเกาะฮฺนำเนื้อกุรบานไปทำเศาะดะเกาะฮฺ  แล้วเนียตเศาะดะเกาะฮฺแทนผู้ตายก็ย่อมกระทำได้ เพราะการเศาะดะเกาะฮฺแทนผู้ตายมีหลักฐานในเรื่องนี้ และการกระทำเช่นนี้เป็นหลักการพื้นฐานที่ศาสนาอนุมัติให้กระทำได้ เป็นการทำดีโดยทั่วๆไป อย่างกรณีบริจาคเศาะดะเกาะฮฺทั่วๆไป เช่น การบริจาคเงิน บริจาคที่ดินวะกาฟให้มัสยิด หรือการบริจาคทรัพย์สินทั่วๆไปให้แก่คนยากจน แล้วเนียตการทำเศาะดะเกาะฮฺแทนผู้ตาย แต่ไม่ใช่ทำเศาะดะเกาะฮฺ แล้วอุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตาย เพราะอิสลามไม่มีการอุทิศผลบุญ(มีแต่ทำแทนผู้ตาย และการทำแทนผู้ตายก็ต้องมีหลักฐานศาสนาบัญญัติไว้) เรากระทำอิบาดะฮฺใดๆ เราจะได้รับผลบุญหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานาฮูวะตาอาลา เท่านั้น เราจะอุทิศผลบุญให้แก่ผู้ตาย แล้วเราทราบได้อย่างไรว่าพระองค์อััลลอฮฺได้ทรงตอบแทนผลบุญแก่เราหรือไม่เพียงใด

ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า
 ความว่า "เมื่อลูกหลานอาดัมเสียชีวิตการงานทั้งหมดถูกตัดขาด ยกเว้นสามประการเท่านั้น (1) เศาะดะเกาะฮฺญาริยะฮฺ (2) ความรู้ที่ยังประโยชน์ และ (3) ลูกศอลิหฺ (ลูกยึดมั่นในศาสนา)ขอดุอาอฺให้แก่เขา (ผู้ตาย)" (บันทึกโดยมุสลิม)

ท่านหญิง อาอิชะฮฺเล่าว่า
 ความว่า"มีชายผู้หนึ่งกล่าวแก่ท่านนบีว่า แท้จริงแม่ของฉันเสียชีวิตกระทันหัน, ฉันคิดว่าหากนางจะกล่าว (สั่งเสีย) นางต้องสั่งให้บริจาค (อย่างแน่นอน) เช่นนั้นหากฉันบริจาคแทนนาง,นางจะได้รับผลบุญหรือไม่ ? ท่านนบีตอบว่า ได้ (ผลบุญ) ซิ" (บันทึกโดยบุคอรีย์)


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทำกุรบานหนึ่งส่วนเพียงพอทั้งครอบครัว



อิสลามอนุญาตให้ทำกุรบานร่วมกัน โดยอนุญาตให้ทำเฉพาะกุรฺบานอูฐ หรือวัว ซึ่งอูฐ หรืิวัว ตัวหนึ่ง กระทำร่วมกันได้ 7ส่วน สำหรับแพะ หรือแกะ 1 ตัว เท่ากับ 1 ส่วน

ท่านญาบิรฺ เล่าว่า
"พวกเราเชือดสัตว์(กุรฺบาน) ร่วมกับท่านรสูล ศ็อลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ตำบลหุดัยบิยะฮฺ ด้วยอูฐโดยร่วมกัน 7 ส่วน และทำ(กุรฺบาน)วัว โดยร่วมกัน 7 ส่วนเช่นกัน" (หะดิษเศาะเฮียะ บันทึกโดยมุสลิม หะดิษเลขที่ 2322)

ซึ่งอิสลามอนุญาตเมื่อคนหนึ่งเชือดแพะ หรือแกะหนึ่งตัว(หนึ่งส่วน) เป็นกุรบาน ถือว่าพอเพียงแล้วสำหรับเขาผู้ทำกุรบาน และคนในครอบครัวของเขา ซึ่งในสมัยเศาะหะบะฮฺก็เคยปรากฏว่าเคยทำกุรบานด้วยแกะ 1 ตัว สำหรับเขาผู้ทำกุรบาน และครอบครัวของเขา ซึ่งถือว่าการกระทำข้างต้นเป็นสุนนะฮฺกิฟายะฮฺ (ทำคนกุรบานคนเดียว ผลบุญได้กับบุคคลในครอบครัวด้วย)

จาหหะดิษ
รายงานจากท่านอบูอัยยูบ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม เล่าว่า
"ปรากฏว่าชายผู้หนึ่งในสมัยท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยทำกุรบานด้วยแกะ 1 ตัว โดยแกะตัวนั้นสำหรับเขาและครอบครัวของเขา แล้วพวกเขาก้รับประทาน และแจกจ่ายเนื้อนั้น จนกระทั้งผู้คนทั้งหลายต่างพากันทำเช่นนั้นด้วย จนกระทั้งกลายเป็นสิ่งที่ท่านพบเห็นกัน"(หะดิษเศาะเฮียะ บันทึกโดยติรมีซีย์ หะดิษเลขที่ 1425 และอิบนุมาญะฮฺ หะดิษเลขที่ 3138)

และการทำกุรฺบานยังสามารถร่วมหุ้นทำส่วนได้ อย่างเช่น ชายคนหนึ่งต้องการทำกุรฺบานแกะตัวหนึ่ง ซึ่งแพะนั้นราคา 2 พันบาท แต่มีเงินเพียง 1,500 บาท ภริยาของเขาได้นำเงินอีก 500 บาทของภริยา มาร่วมทำส่วนกับสามี แล้วนำเงินไปซื้อแกะเพื่อเชือดกุรฺบาน กรณีดังกล่าวศาสนาอนุญาตให้ร่วมหุ้นทำกุรบาน ไม่ว่าร่วมหุ้นซื้อแพะ-แกะ หรือร่วมหุ้นทำกุรฺบาน 1 ส่วน จาก 7 ส่วนของกุรบานอูฐ หรือวัว ก็ได้

แต่มีเงื่อนไขว่าบุุคคลที่อนุญาตให้ร่วมทำกุรฺบานใน 1 ส่วนนั้น จะต้องเฉพาะคนในครอบครัวเดียวกันเท่านั้น

والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿