อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2558

อัตเตาฮีด (التوحيد)

                                     
เตาฮีด หมายถึง “การให้เป็นหนึ่ง การให้เป็นเอกะ” โดยมีรากศัพท์มาจากคำว่า “วะฮิด แปลว่า หนึ่ง” ที่ให้มีความสำคัญต่อการศรัทธาและต้องเชื่อมั่นว่าโลกนี้มีพระเจ้าองค์เดียว ต่างจากศาสนาอื่น เช่น คริสต์ที่เชื่อว่าพระเจ้ามีสาม, มะญูซียฺที่เชื่อว่ามีสองพระเจ้าคือพระเจ้าแห่งความสว่างและพระเจ้าแห่งความมืด หรือพระเจ้าแห่งความดีและพระเจ้าแห่งความชั่ว
ความหมายเตาฮีดในทางศาสนาบัญญัติ
وفي الشرع: إفراد الله - سبحانه - بما يختص به من الربوبية والألوهية والأسماء والصفات
และในทางศาสนบัญญัติ หมายถึง การให้เอกภาพแก่อัลลอฮ(ซ.บ) ด้วยสิ่งถูกจงจงเป็นเฉพาะกับพระองค์ เกี่ยวกับการอภิบาล,การเป็นพระเจ้าและบรรดาพระนามและคุณลักษณะ – ดู เกาลุลมุฟีด ของอิบนุอุษัยมีน หน้า ๑/๑๑
อิบนุกอ็ยยิม(ร.ฮ)กล่าวว่า
وَلَيْسَ التَّوْحِيدُ مُجَرَّدَ إِقْرَارِ الْعَبْدِ بِأَنَّهُ لَا خَالِقَ إِلَّا اللَّهُ ، وَأَنَّ اللَّهَ رَبُّ كُلِّ شَيْءٍ وَمَلِيكُهُ ، كَمَا كَانَ عُبَّادُ الْأَصْنَامِ مُقِرِّينَ بِذَلِكَ وَهُمْ مُشْرِكُونَ ، بَلِ التَّوْحِيدُ يَتَضَمَّنُ - مِنْ مَحَبَّةِ اللَّهِ ، وَالْخُضُوعِ لَهُ ، وَالذُّلِّ لَهُ ، وَكَمَالِ الِانْقِيَادِ لِطَاعَتِهِ ، وَإِخْلَاصِ الْعِبَادَةِ لَهُ ، وَإِرَادَةِ وَجْهِهِ الْأَعْلَى بِجَمِيعِ الْأَقْوَالِ وَالْأَعْمَالِ ، وَالْمَنْعِ ، وَالْعَطَاءِ ، وَالْحُبِّ ، وَالْبُغْضِ - مَا يَحُولُ بَيْنَ صَاحِبِهِ وَبَيْنَ الْأَسْبَابِ الدَّاعِيَةِ إِلَى الْمَعَاصِي ، وَالْإِصْرَارِ عَلَيْهَا ، وَمَنْ عَرَفَ هَذَا عَرَفَ قَوْلَ النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ إِنَّ اللَّهَ حَرَّمَ عَلَى النَّارِ مَنْ قَالَ : لَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ ، يَبْتَغِي بِذَلِكَ وَجْهَ اللَّهِ
และเตาฮีดนั้น ไม่ใช่แค่การยอมรับของบ่าวว่า ไม่มีผู้สร้างใดๆนอกจากอัลลอฮและแท้จริงอัลลอฮคือ พระผู้อภิบาลทุกสิ่งและเป็นผู้ครอบครองมันเท่านั้น อย่างเช่น บรรดาผู้ที่บูชาบรรดาเจว็ดยอมรับดังกล่าว โดยที่พวกเขาคือ บรรดาผู้ตั้งภาคี(มุชริกีน) แต่ทว่า เตาฮีดนั้น ประกอบไปด้วย ความรักต่ออัลลอฮ,การยอมจำนน,การนอบน้อมต่อพระองค์ ,การสมบูรณ์ของการเชื่อฟัง เพื่อการภักดีต่อพระองค์ ,ความบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์,มีจุดประสงค์เพื่อพระพักต์ของพระองค์อันสูงส่ง ด้วยบรรดาคำพูด,การกระทำ,การยับยั้ง,การให้ ,การรัก,การเกลียด - –สิ่งที่กั้นระหว่างเจ้าของของมันและระหว่างบรรดาสาเหตุที่นำไปสู่บรรดาสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืน(มุอศียะฮ)และการยืนกรานบนมัน และผู้ใดรู้จักสิ่งนี้  เขาก็รู้จักคำพูดของนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า “แท้จริง อัลลอฮทรงห้ามแก่นรก  ต่อผู้ที่กล่าวว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ ดดยที่เขามีจุดประสงค์เพื่อพระพักต์ของอัลลอฮ ด้วยดังกล่าว – ดู มะดาริญุสสาลิกีน ๑/๓๓๘                                                                                                         وقال اللالكائي رحمه الله: (أخبرنا محمد أخبرنا عثمان قال: ثنا حنبل قال: سمعت أبا عبد الله – يعني أحمد بن حنبل –
وسئل عن الإيمان والإسلام قال: قال ابن أبي ذئب: الإسلام الكلمة والإيمان العمل

และอัลลาลุกาอีย์ (ร.ฮ) กล่าวว่า “ มุหัมหมัด ได้บอกเรา ว่า อุษมานได้บอกเรา เขากล่าวว่า “หัมบัลได้เล่าเรา ว่า ได้ยินอบูอับดุลลอฮ หมาย ถึง อะหมัด บิน หัมบัล ถูกถามเกี่ยวกับอิหม่านและอิสลาม เขากล่าวว่า “อิบนุอบีซิอบิน กล่าวว่า “อิสลามคือ ถ้อยคำและอีหม่านคือ การกระทำ
ชัรหอียะติกอดอะฮลิสสุนนะฮ ๔/๘๙๕ หะดิษหมายเลข ๑๕๐๐
        อะฮลุตเตาฮีด(أهل التوحييد )เท่านั้นที่ได้เข้าสวรรค์

،  عَنْ أَبِي مُوسَى ،  قَالَ : بَلَغَنَا أَنَّهُ إِذَا كَانَ يَوْمُ الْقِيَامَةِ ، وَاجْتَمَعَ أَهْلُ النَّارِ فِي النَّارِ وَمَعَهُمْ مَنْ شَاءَ اللَّهُ مِنْ أَهْلِ الْقِبْلَةِ ، قَالَ الْكُفَّارُ لِمَنْ فِي النَّارِ مِنْ أَهْلِ الْقِبْلَةِ : أَلَسْتُمْ مُسْلِمِينَ؟ قَالُوا : بَلَى ، قَالُوا : فَمَا أَغْنَى عَنْكُمْ إِسْلَامُكُمْ وَقَدْ صِرْتُمْ مَعَنَا فِي النَّارِ؟ قَالُوا : كَانَتْ لَنَا ذُنُوبٌ فَأُخِذْنَا بِهَا ، فَسَمِعَ اللَّهُ مَا قَالُوا ، فَأَمَرَ بِكُلِّ مَنْ كَانَ مِنْ أَهْلِ الْقِبْلَةِ فِي النَّارِ فَأُخْرِجُوا ، فَقَالَ مَنْ فِي النَّارِ مِنَ الْكُفَّارِ : يَا لَيْتَنَا كُنَّا مُسْلِمِينَ ، ثُمَّ قَرَأَ رَسُولُ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ ( الر تِلْكَ آيَاتُ الْكِتَابِ وَقُرْآنٍ مُبِينٍ رُبَمَا يَوَدُّ الَّذِينَ كَفَرُوا لَوْ كَانُوا مُسْلِمِينَ

รายงานจากอบีมูซา(อัลอัชอะรีย) กล่าวว่า ได้รายงานถึงมายังพวกเราว่า เมื่อปรากฏวันกียามะฮ ,บรรดาชาวนรก ได้ชุมนุม กันในนรก และผู้ที่อัลลอฮประสงค์จากชาวกิบลัต อยู่พร้อมกับพวกเขา ,บรรดากาเฟร กล่าวแก่ผู้ที่อยู่ในนรกจากชาวกิบลัต ว่า “ พวกท่านเป็นมุสลิมใช่ไหม? พวกเขากล่าวว่า “ ใช่  พวกเขา(กาเฟร) กล่าวว่า “เพราะอะไรที่ อิสลามของพวกท่าน ไม่สามารถทำให้พวกท่านปลอดจากการลงโทษได้ และแท้จริงพวกท่านก็จะได้อยู่ในนรกตลอดกาลพร้อมกับเรา?
พวกเขา (มุสลิม) กล่าวว่า “ พวกเรามีความผิด แล้วเราถูกเอาผิด(ถูกลงโทษ) ด้วยมัน (ด้วยความผิดที่เราทำ) แล้ว อัลลอฮทรงได้ยิน สิ่งที่พวกเขาพูด  ดังนั้น พระองค์ทรงบัญชาให้ผู้ที่อยู่ในนรกจากชาวกิบลัต ให้พวกเขาออกจากนรก  แล้ว ผู้ที่อยู่ในนรกจากบรรดากาเฟร กล่าวว่า “โอ้..มาตรแม้นว่า พวกเราเป็นมุสลิม ก็จะดี ,ต่อมารซูลุลลอฮ สอ็ลฯ ได้อ่านอายะฮที่ว่า
الر تِلْكَ آيَاتُ الْكِتَابِ وَقُرْآنٍ مُبِينٍ رُبَمَا يَوَدُّ الَّذِينَ كَفَرُوا لَوْ كَانُوا مُسْلِمِينَ
อะลีฟ ลาม รอ เหล่านี้คือโองการทั้งหลายแห่งคัมภีร์ และเป็นกรุอานอันชัดแจ้ง @บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาหวังกันว่า หากพวกเขาได้เป็นมุสลิม – ดู ตัฟสีรอัฏฏอ็บรีย์ ๑๗/๖๑
 أخرج ابن أبي عاصم في السنة وابن جرير وابن أبي حاتم والطبراني والحاكم وصححه ، وابن مردويه والبيهقي في البعث والنشور

 والله أعلم بالصواب

อะสัน หมัดอะดั้ม  https://www.facebook.com/asanmadadam


คำสอนศาสนาไม่ได้มาจากสติปัญญาและความคิดเห็นของมนุษย์





อิหม่ามอัลบัรบะฮารีย์  (ร.ฮ) เสียชีวิต ปี 329  กล่าวว่า

واعلم - رحمك الله - أنَّ الدين إنما جاء من قِبَل الله تبارك وتعالى، لم يوضع على عقول الرجال وآرائهم، وعلمُه عند الله وعند رسوله، فلا تتَّبع شيئًا بهواك فتمرقَ من الدين فتخرجَ من الإسلام، فإنه لا حجَّة لك، فقد بيَّن رسول الله صلَّى الله عليه وسلَّم لأمَّته السنَّة، وأوضحها لأصحابه وهُم الجماعة، وهُم السواد الأعظم، والسواد الأعظم: الحقُّ وأهله، فمن خالف أصحاب رسول الله صلَّى الله عليه وسلم في شيءٍ من أمر الدين فقد كفر.

และจงรู้ไว้เถิด  อัลลอฮจะทรงเมตตาต่อท่าน   แท้จริง ศาสนา(อิสลาม)นั้น ความจริง มันมาจากอัลลอฮ ผู้ทรงบริสุทธิ์ และทรงสูงส่ง เท่านั้น มันไม่ได้ถูกวางอยู่บน สติปัญญาของบรรดาผู้คนและความคิดเห็นของพวกเขา และความรู้ของมัน(ของศาสนา) อยู่ ณ อัลลอฮและรอซูลของพระองค์ ดังนั้น อย่าปฏิบัติตาม สิ่งใดๆ ตามปรารถนาอารมณ์ของท่าน  (ผลสุดท้าย)มันก็จะทำให้ท่านแยกจากศาสนา แล้วท่านก็ออกจากอิสลาม เพราะแท้จริง ไม่มีหลักฐานใดๆเป็นของท่าน ,แท้จริง รซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบาย อัสสุนนะฮ แก่อุมมะฮของท่าน และ ได้ ทำให้มันชัดเจน แก่บรรดาเศาะหาบะฮของท่าน และพวกเขาคือ  อัลญะมาอะฮ และพวกเขาคือ อัสสะวาดุลอะอซอม และ อัสสะวาดุลอะอฺซอม คือ  ความถูกต้อง และผู้ที่อยู่บนความถูกต้อง ดังนั้น ผู้ใดขัดแย้งกับบรรดา สาวกของรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในสิ่งใดๆ จากกิจการศาสนา แน่นอน เขาเป็นกุฟูร - ดู ชัรหฺอัสสุนนะฮ ของ อิหม่ามอัลบัรบะฮารีย์  1/66

สรุปคือ
1. คำสอนศาสนาอิสลามต้องมาจากอัลลอฮเท่านั้น
2. ศาสนาไม่ได้ถูกกำหนดบนสติปัญญาและความคิดเห็นมนุษย์
3. ความรู้เกี่ยวกับศาสนา อยู่ ณ อัลลอฮและ ศาสนาทูตของพระองค์
4.  อย่าปฏิบัติตามสิ่งใดๆตามความปรารถนาของอารมณ์ ซึ่งจะส่งผลให้แยกจากศาสนาและออกจากศาสนาได้
5.  มนุษย์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์หลักฐานใดๆ
6.  รซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อธิบายสุนนะฮและให้ความกระจ่างแก่บรรดาเศาะหะบะฮของท่านแล้ว
7.  บรรดาเศาะหาบะฮ คือ อัลญะมาอะฮ  และพวกเขาคือชนหมู่มาก  และชนหมู่มากคือ  สัจธรรมและผู้ที่ยืนหยัดอยู่บนสัจธรรม
8.  ผู้ใดขัดแย้งกับบรรดา สาวกของรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในสิ่งใดๆ จากกิจการศาสนา แน่นอน เขาเป็นกุฟูร

والله أعلم بالصواب




น้ำดุอามีสุนนะฮหรือไม่





ตามสุนนะฮท่านนบีสอนให้เรารักษาโรค เมื่อมีโรค ดังหะดิษ

لكل داء دواء، فإذا أصيب دواء الداء برأ بإذن الله تعالى

โรคทุกโรคนั้นย่อมมียารักษา เมื่อยานั้นตรงกับโรค เขาจะหายจากโรคด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ ซุบฮาน่าฮูว่าตะอาลา - รายงานโดยมุสลิม จากท่านญาบีร
และอีกรายงานหนึ่งกล่าวว่า

إن الله جعل لكل داء دواء فتداووا، ولا تداووا بحرام

แท้จริงอัลลอฮฺทรงกำหนดให้ทุกโรคนั้น มียารักษา ดังนั้น จงเยียวยารักษาเถิด และจงอย่าเยียวยารักษาด้วยสิ่งต้องห้าม(หะรอม)
รายงานโดยอบูดาวูด
และต้องไปหาหมอที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคนั้นๆด้วย ดังหะดิษจากอิบนิมัสอูดว่า ที่ว่า

علمه من علمه وجهله من جهله "

ผู้ที่รู้มันก็จะรู้มัน และผู้ที่ไม่รู้มันก็จะไม่รู้มัน (คือ หมอแต่ละคนย่อมมีความเชี่ยวชาญไม่เหมือนกัน)

أخرجه النسائي وابن ماجه وصححه ابن حبان والحاكم
……..
เพราะฉะนั้นญาตของคุณน่าจะไปหาหมอที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคที่เป็นอยู่ ส่วนการอ่านอัลกุรอ่านหรือดุอาเป่าไปในน้ำ ให้ผู้ป่วยดื่มหรืออาบนั้น มีหะดิษดังนี้

عن علي رضي الله عنه قال: لدغت النبي صلى الله عليه وسلم عقرب وهو يصلي، فلما فرغ قال: \"لعن الله العقرب لا تدع مصلياً ولا غيره ثم دعا بماء وملح فجعل يمسح عليها ويقرأ: \"قل يا أيها الكافرون وقل أعوذ برب الفلق وقل أعوذ بربّ الناس\" (أخرجه الطبراني في الصغير وقال الهيثمي في مجمع الزوائد: إسناده حسن وقال الألباني: حديث صحيح (الأحاديث الصحيحة رقم 548

รายงานจากอาลี (เราะฎิยัลอฮุอันฮู)กล่าวว่า แมลงป่องตัวหนึ่ง ได้กัดท่านนบีศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
ในขณะที่ท่านกำลังละหมาด แล้วเมื่อเสร็จจากละหมาดท่านได้กล่าวว่า “ อัลลอฮได้สาปแช่งแมลงป่องตัวนั้น มันไม่ปล่อยแม้แต่คนละหมาดและอื่นจากคนละหมาด หลังจากนั้นท่านได้เรียกให้นำน้ำเกลือมา ลูบบนมัน(บนแผลที่ถูกแมลงป่องกัด)และอ่าน “กุลยาอัยยุฮัลกาฟิรูน ,กุลอะอูซุบิรอ็บบิลฟะลัก และกุลอะอูซุบิรอ็บบิลนาส” - บันทึกโดยอัฏฏอ็บรอนีย์ ในอัศเศาะฆีร และอัลหัยษะมีย์ได้กล่าวไว้ใน มัจญมะอุซซะวาอิด ว่า “สายรายงานของมัน หะซัน(อยู่ในระดับที่ดี) และอัลบานีย์ กล่าวว่า “เป็นหะดิษเศาะเฮียะ” – ดู อัลอะหาดิษเศาะฮีหะฮ หะดิษหมายเลข 548

وعن محمد بن يوسف بن ثابت بن قيس بن شماسي عن أبيه عن جده عن رسول الله صلى الله عليه وسلم أنه دخل على ثابت بن قيس ـ قال أحمد: وهو مريض ـ فقال: اكشف البأس رب الناس عن ثابت بن قيس بن شماس ثم أخذ تراباً من بطحان فجعله في قدح ثم نفث عليه بماء وصبه عليه\" (رواه أبوداود والنسائي وابن حبان وصححه الألباني (السلسلة الصحيحة 1526).

และมีรายงานจากมุหัมหมัด บิน ยูซุบ บิน ษาบิต บิน ก็อยส์ บิน ชะมาสีย์ จากบิดาของเขา จากปู่ของเขาจากท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า ท่านได้เข้าไปยัง ษาบิต บิน กอ็ยส์ – อะหมัดได้กล่าวว่า “ เขากำลังป่วย แล้วท่านรซูลุลลอฮ กล่าวว่า “ ได้โปรดให้ความเจ็บป่วยหายด้วยเถิด โอ้พระผู้อภิบาลแห่งมนุษย์ จาก ษาบิต บิน กอ็ยส์ บิน ชะมาสีย์ หลังจากนั้นท่านได้เอาดินจากบุฏหาน(ชื่อหุบเขาในนครมะดีนะอ) นำมาใส่ในแก้ว ด้วยการละลายน้ำแล้วได้เป่าบนมัน แล้วรินน้ำนั้นเขาให้เขาดื่ม – รายงานโดย ,อัลนะสาอีย์,อิบนุหิบบาน และอัลบานีย์ ระบุว่า เป็นหะดิษเศาะเฮียะ – อัสสิลสิละฮอัศเศาะฮีหะฮ หะดิษหมายเลข 1526
.......
เมื่อพิจารณาจากหะดิษ จะเห็นได้ว่า ท่านนบีได้อ่านอัลกุรอ่านและดุอา ปัดเป่ารักษาผู้ป่วย เพื่อให้อัลลอฮทรงบันดาลให้หายป่วย การกระทำแบบนี้ไม่ใช่วิชาชีพแพทย์ เฉพาะทาง แต่เป็นสุนนะฮนบีที่ทุกคนสามารถทำได้ เพราะเป็นการขอดุอาจากอัลลอฮ ไม่ใช่เฉพาะหมอหมัด เท่านั้นที่ใช้คาถานี้รักษาผู้ป่วยได้
ทุกคนสามารถทำได้โดยเรียนรู้จากสุนนะฮนบี
ในสมัยของท่านนบี ไม่ปรากฏมีเศาะหาบะฮคนใดประกอบอาชีพเป็น “หมอน้ำดุอา” ดังนั้นคุณควรแนะนำให้ญาตรักษาโรคด้วยยาและแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางจะดีกว่า พร้อมกับคุณอ่านดุอาที่นบีสอนขอจากอัลลอฮบันดาลให้ ญาติหายป่วย ด้วย โดยไปจำเป็นต้องไปหาหมอน้ำดุอา

..........
والله أعلم بالصواب
_________________
อ.อะสัน  หมัดอะดั้ม


ละหมาดฮะดียะฮมีในคำสอนศาสนาหรือไม่


السؤال
هل الدليل الذي دل على صلاة الهدية موجود . وإن وجد فهو ضعيف أم موضوع ؟
ถาม : มีหลักฐานที่แสดงบอกถึงการละหมาดฮะดียะฮ(ละหมาดอุทิศ)หรือไม่ และถ้ามี มันเป็นหลักฐานเฎาะอีฟหรือว่าเป็นหลักฐานที่ที่ถูกกุขึ้นมา
الإجابــة
الحمد لله والصلاة والسلام على رسول الله وعلى آله وصحبه، أما بعـد:
فالصلاة المعروفة بصلاة الهدية لدى بعض الطوئف المبتدعة وهي أن يصلي ركعتين بصفة خاصة يهديها للميت ليلة الدفن ، فهذه الصلاة صلاة بدعية لم يرد فيها عن النبي صلى الله عليه وسلم حديث صحيح أو ضعيف، وعليه، فإنه لا يشرع التعبد بها، وقد قال صلى الله عليه وسلم من عمل عملا ليس عليه أمرنا فهو رد. رواه مسلم
والله أعلم.
ตอบ :
มวลการสรรเสริญเป้นสิทธิของอัลลอฮ และขอให้พรและความสันติสุขจงประสบแด่รซูลุลลอฮ ,วงศ์วานของท่านและเหล่าสาวกของท่านด้วยเถิด
การละหมาดที่เป็นที่รู้จักด้วย ละหมาดฮะดียะฮ(ละหมาดอุทิศ)ของกลุ่มอุตริบิดอะฮบางส่วน คือ เขาละหมาดสองเราะกะอัต ด้วยรูปแบบที่เฉพาะ อุทิศผลบุญของมันแก่ผู้ตาย ในคืนที่ฝัง ละหมาดนี้ คือละหมาดที่เป็นบิดอะฮ ไม่มีรายงานหะดิษเศาะเฮียะและหะดิษเฎาะอีฟ ในมัน จากรซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และหน้าของเขา จะไม่กำหนดการทำอิบาดะฮด้วยมัน และแท้จริงท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า "ผู้ใดประกอบการงานใดๆ ที่ไม่ใช่กิจการศาสนาของเราบนมัน มันถูกปฏิเสธ -รายงานโดยมุสลิม

والله أعلم

http://fatwa.islamweb.net/fatwa/index.php…
อะสัน  หมัดอะดั้ม

วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

กรณีน้ำจากการทำวุฎูอ์กระเซ็นลงในถังน้ำ



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

อัสลามูอาลัยกุม จะถามอาจารย์ ว่า
น้ำในถัง บรรจุน้ำประมาณ 5 ลิตร แล้วนำมาอาบน้ำละหมาด
ปรากฎว่าขณะอาบน้ำละหมาด น้ำจากที่อาบน้ำละหมาดได้กระเด็นลงไปในถังน้ำนั้น น้ำนั้นสามารถใช้อาบน้ำละหมาดได้อีกไหม?

(พอดีมีสามีภรรยาใกล้บ้าน ได้อาบน้ำละหมาดที่อยู่ในถัง เนื่องจากน้ำประปาไม่ไหล น้ำเลยกระเซ็นลงไปในถังน้ำ ภรรยาว่าน้ำนั้นใช่ไม่ได้แล้ว สามีว่าได้ เลยสงสัยค่ะ)

ตอบ
ก่อนอื่นเราต้องรับรู้และยอมรับความจริงก่อนว่า ในประเทศอาหรับ ไม่ว่าที่นครมักกะฮ์หรือนครมะดีนะฮ์ ในสมัยก่อนไม่มีน้ำใช้มากมายเหมือนประเทศไทยเรา

 เรื่องจะเอาน้ำใส่ภาชนะขนาดใหญ่ที่เราเรียกกันว่า "กอเลาะฮ์" จนเต็มเพื่อให้คนทำวุฎูอ์โดยการจุ่มมือลงไปล้างหน้าล้างมือข้างในจึงไม่ต้องพูดถึง

เพราะฉะนั้น ชาวอาหรับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเองจึงต้องใช้น้ำกันอย่างประหยัดอย่างที่สุดในทุกๆสถานการณ์ ไม่ว่าในการทำวุฎูอ์, การอาบน้ำญะนาบะฮ์, การอาบน้ำผู้ตาย เป็นต้น ..

ท่านอนัส บินมาลิก ร.ฎ. รายงานมาว่า ท่านนบีย์อาบน้ำญะนาบะฮ์โดยใช้น้ำ 1 ศออ์ (ประมาณ 2.6- 2.8 กก.) และทำวุฎูอ์โดยใช้น้ำ 1 มุด (ประมาณไม่เกิน 6-7 ขีด) หะดีษนี้บันทึกโดยท่านบุคอรีย์และท่านมุสลิม

เพราะฉะนั้นลองคิดดูเถิดว่า น้ำปริมาณเพียงเท่านี้ หากท่านนบีย์ทำวุฎูอ์แบบที่เราทำกัน ถามว่า จะมีน้ำเหลือไปถึงล้างมือหรือไม่ ? แค่บ้วนปากก็คงหมดแล้ว ..

ด้วยเหตุนี้ ท่านอับดุลลอฮ์ บินซัยด์จึงสาธิตวิธีทำวุฎูอ์ของท่านนบีย์ให้ดู โดยให้คนเอาน้ำใส่ภาชนะมาให้ (คงไม่ใช่ให้คนแบกน้ำ 2 กอเลาะฮ์มาให้หรอกนะ) ..

 แล้วตอนแรก ท่านเทน้ำใส่ฝ่ามือเพื่อล้างมือทั้งสองนอกภาชนะก่อน 3 ครั้ง จากนั้น ในการล้างทุกๆอวัยวะวุฎูอ์ ไม่ว่าล้างหน้า, ล้างมือ, ลูบศีรษะ และล้างเท้า ท่านจะใช้วิธี "จุ่มมือ" ลงไปวักน้ำออกมาล้างอวัยวะเหล่านั้นข้างนอกจนเสร็จ หะดีษบทนี้บันทึกโดยท่านบุคอรีย์และท่านมุสลิมเช่นเดียวกัน

 เพราะฉะนั้น หลักฐานข้อนี้ จึงเป็นการหักล้างความเข้าใจเรื่องห้ามใช้น้ำ "มุสตะอฺมัล" อย่างที่ถามมา ..

สรุปแล้ว น้ำล้างหน้าหรือล้างมือที่กระเซ็นลงไปในถัง ไม่มีผลต่อการที่จะใช้น้ำในถังนั้นทำวุฎูอ์ต่อไปครับ
 วัลลอฮุ อะอฺลัม ...

อิดดะฮฺ



العدة
อิดดะฮฺคือ ระยะเวลาที่บรรดาหญิงรอคอยและไม่สามารถแต่งงานใหม่หลังจากสามีเสียชีวิตหรือหย่าจากนางไป
หุก่มของอิดดะฮฺ
อิดดะฮฺเป็นสิ่งที่วาญิบสำหรับผู้หญิงที่สามีหย่าจากนางไปหรือสามีเสียชีวิตหลังจากได้ร่วมหลับนอน(มีเพศสัมพันธ์)กับนางแล้ว การแยกจากกันจะด้วยการหย่าหรือคุลุอฺ (การขอหย่าด้วยการจ่ายค่าชดเชย –ผู้แปล) หรือยกเลิกการแต่งงาน เพื่อให้รู้ว่ามดลูกของนางสะอาดปราศจากกการตั้งครรภ์
วิทยปัญญาของการบัญญัติให้มีอิดดะฮฺ
1.เพื่อความมั่นใจว่ามดลูกสะอาดปราศจากการตั้งครรภ์ เพื่อไม่ให้เชื่อสายปะปนกัน
2.เปิดโอกาสให้ผู้ที่หย่าได้กลับคืนดีกันเมื่อเกิดความสำนึก ในกรณีที่เป็นการหย่าที่มีโอกาสคืนดีกัน
3.ให้ความสำคัญกับเรื่องการแต่งงาน ซึ่งการแต่งงานจะไม่สมบูรณ์นอกจากต้องมีเงื่อนไขและจะไม่ถูกยกเลิกนอกจากต้องรอคอยและใช้เวลา
4.ให้เกียรติกับชีวิตคู่สามีภรรยาซึ่งนางจะไม่ถูกย้ายไปอยู่กับคนอื่นเว้นแต่นางต้องรอให้ช่วงเวลาหนึ่งได้พ้นไป
5.รักษาสิทธิของการตั้งครรภ์หากการหย่าเกิดขึ้นขณะที่ฝ่ายหญิงกำลังตั้งครรภ์
ในช่วงอิดดะฮฺนั้นมีสิทธิ์อยู่ด้วยกัน 4 ประการ
ประการที่ 1 สิทธิ์ต่ออัลลอฮฺ
ประการที่ 2 สิทธิ์ต่อสามี
ประการที่ 3 สิทธิ์ต่อภรรยา
ประการที่ 4 สิทธิ์ต่อลูก
หญิงที่ถูกหย่าก่อนที่จะมีการสมสู่ จะไม่มีอิดดะฮฺสำหรับนาง และหากถูกหย่าหลังจากได้มีการร่วมหลับนอน(มีเพศสัมพันธ์)แล้ว นางจะต้องอยู่อิดดะฮฺ ส่วนหญิงที่สามีตายจากก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์หรือหลังการมีเพศสัมพันธ์ นางจักต้องอยู่อิดดะฮฺสี่เดือนกับสิบวัน เพื่อเป็นการแสดงถึงความซื่อสัตย์และให้เกียรติต่อสามี และนางมีสิทธิ์ที่จะได้รับมรดกของสามี
1. อัลลอฮฺ ตะอาลาได้ตรัสไว้ว่า
«يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آَمَنُوا إِذَا نَكَحْتُمُ الْمُؤْمِنَاتِ ثُمَّ طَلَّقْتُمُوهُنَّ مِنْ قَبْلِ أَنْ تَمَسُّوهُنَّ فَمَا لَكُمْ عَلَيْهِنَّ مِنْ عِدَّةٍ تَعْتَدُّونَهَا فَمَتِّعُوهُنَّ وَسَرِّحُوهُنَّ سَرَاحًا جَمِيلًا»
ความว่า : โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย! เมื่อพวกเจ้าได้สมรสกับบรรดาหญิงผู้ศรัทธา แล้วพวกเจ้าได้หย่าพวกเธอก่อนที่พวกเจ้าจะแตะต้องตัวพวกเธอ (คือร่วมหลับนอนกับพวกเธอ) ดังนั้น สำหรับพวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ (ที่จะให้พวกเธออยู่)ในอิดดะฮฺ โดยที่พวกเจ้าจะนับเวลาการอยู่ในอิดดะฮฺ ฉะนั้น พวกเจ้าจงให้ผลประโยชน์แก่พวกเธอบ้าง แล้วปล่อยให้พวกเธอจากไปโดยดีงาม ( อัลอะห์ซาบ -49 )
2. อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ว่า
«وَالَّذِينَ يُتَوَفَّوْنَ مِنْكُمْ وَيَذَرُونَ أَزْوَاجًا يَتَرَبَّصْنَ بِأَنْفُسِهِنَّ أَرْبَعَةَ أَشْهُرٍ وَعَشْرًا فَإِذَا بَلَغْنَ أَجَلَهُنَّ فَلَا جُنَاحَ عَلَيْكُمْ فِيمَا فَعَلْنَ فِي أَنْفُسِهِنَّ بِالْمَعْرُوفِ وَاللَّهُ بِمَا تَعْمَلُونَ خَبِيرٌ»
ความว่า : และบรรดาผู้ที่ถึงแก่ชีวิตลงในหมู่พวกเจ้า และทิ้งคู่ครองไว้นั้น พวกนางจะต้องรอคอยตัวของพวกนางเอง สี่เดือนกับสิบวัน ครั้นเมื่อพวกนางครบกำหนดเวลาของพวกนางแล้ว ก็ไม่มีบาปใดๆ แก่พวกเจ้า ในสิ่งที่พวกนางได้กระทำไปในส่วนตัวของพวกนางโดยชอบธรรม และอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้อย่างละเอียด ในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน ( อัล-บะเกาะเราะฮฺ 234 )
ประเภทของผู้ที่อยู่ในอิดดะฮฺ
1. หญิงกำลังตั้งครรภ์ อิดดะฮฺของนางคือเริ่มจากวันตายของสามี หรือวันที่หย่าหรือยกเลิกการแต่งงาน จนถึงนางได้คลอดทารกในครรภ์ และระยะเวลาที่สั้นที่สุดในการตั้งครรภ์คือหกเดือนนับจากวันที่ได้แต่งงาน โดยปกติแล้วจะมีระยะเวลาถึงเก้าเดือน
อัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสไว้ว่า
«وَأُولَاتُ الْأَحْمَالِ أَجَلُهُنَّ أَنْ يَضَعْنَ حَمْلَهُنَّ»
ความว่า : ส่วนบรรดาผู้มีครรภ์ กำหนดของพวกนางก็คือ พวกนางจะคลอดทารถที่อยู่ครรภ์ของพวกนาง (อัฏเฏาะล๊าก 4)
2. หญิงที่สามีตายจาก หากนางกำลังตั้งครรภ์ อิดดะฮฺของนางจะสิ้นสุดเมื่อได้คลอดทารกในครรภ์ แต่ถ้าหากนางมิได้ตั้งครรภ์อิดดะฮฺของนางคือ สี่เดือนกับสิบวัน และในช่วงเวลานี้จะรู้ว่านางได้ตั้งครรภ์หรือไม่
อัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสไว้ว่า
«وَالَّذِينَ يُتَوَفَّوْنَ مِنْكُمْ وَيَذَرُونَ أَزْوَاجًا يَتَرَبَّصْنَ بِأَنْفُسِهِنَّ أَرْبَعَةَ أَشْهُرٍ وَعَشْرًا»
ความว่า : และบรรดาผู้ที่ถึงแก่ชีวิตลงในหมู่พวกเจ้า และทิ้งคู่ครองไว้นั้น พวกนางจะต้องรอคอยตัวของพวกนางเอง สี่เดือนกับสิบวัน ( อัล-บะเกาะเราะฮฺ 234 )
3. หญิงที่แยกจากสามีด้วยการหย่าโดยนางมิได้ตั้งครรภ์แต่เป็นผู้ที่มีรอบเดือน อิดดะฮฺของนางคือมีรอบเดือนสามครั้ง แต่สำหรับหญิงที่แยกจากสามีด้วยการคุลุอฺ หรือยกเลิกการแต่งงาน อิดดะฮฺของนางคือมีประจำเดือนครั้งเดียว
อัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสไว้ว่า
«وَالْمُطَلَّقَاتُ يَتَرَبَّصْنَ بِأَنْفُسِهِنَّ ثَلَاثَةَ قُرُوءٍ»
ความว่า:และบรรดาหญิงที่ถูกหย่าร้าง พวกนาง จะต้องรอคอยตัวของตนเองสามกุรูอฺ ( อัล-บะเกาะเราะฮฺ -228 )
4. หญิงที่หย่าจากสามีที่ไม่มีรอบเดือนอันเนื่องจากยังเป็นเด็กหรือพ้นจากช่วงของการมีรอบเดือน อิดดะฮฺของนางคือ สามเดือน
อัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสไว้ว่า
«وَاللَّائِي يَئِسْنَ مِنَ الْمَحِيضِ مِنْ نِسَائِكُمْ إِنِ ارْتَبْتُمْ فَعِدَّتُهُنَّ ثَلَاثَةُ أَشْهُرٍ وَاللَّائِي لَمْ يَحِضْنَ»
ความว่า: สำหรับผู้หญิงในหมู่ภริยาของพวกเจ้าที่หมดหวังในการมีระดู หากพวกเจ้ายังสงสัย ( ในเรื่องอิดดะฮฺของนาง ) ดังนั้น พึงรู้เถิดว่า อิดดะฮฺของพวกนางคือสามเดือน และบรรดาผู้หญิงที่มิได้มีระดูก็เช่นกัน ( อัฏเฏาะล๊าก 4 )
5. หญิงที่หมดประจำเดือนโดยไม่ทราบสาเหตุ อิดดะฮฺของนางคือหนึ่งปี ซึ่งเก้าเดือนนั้นสำหรับการตั้งครรภ์และอีกสามเดือนเป็นระยะเวลาของการรอคอย
6. หญิงที่ถูกทอดทิ้ง คือ หญิงที่สามีขาดการติดต่อและไม่รู้ชะตากรรม นางต้องรอสามีของนางจนกว่าเขาจะกลับมาหรือทราบข่าวคราวเกี่ยวกับเขาตามระยะเวลาที่ผู้พิพากษาได้กำหนดไว้ เพื่อความชัดเจนในเรื่องราวเกี่ยวกับสามี เมื่อเวลานั้นได้ผ่านพ้นไป สามีก็ยังไม่กลับมาหรือยังไม่รู้ชะตากรรมของเขา ผู้พิพากษาจะตัดสิ้นชี้ขาดว่าเขาได้ตายไปแล้ว หลังจากนั้นนางก็จะเริ่มอิดดะฮฺเป็นเวลาสี่เดือนกับสิบวัน เป็นอิดดะฮฺการตายจากของสามีและนางก็จะมีสิทธิ์แต่งงานใหม่หลังจากพ้นอิดดะฮฺหากนางประสงค์
อิดดะฮฺของทาสหญิงที่ถูกหย่าที่มีประจำเดือน คือมีรอบเดือนสองครั้ง และอิดดะฮฺของทาสหญิงที่ไม่มีประจำเดือนอันเนื่องจากชราภาพหรือเป็นเด็ก คือ สองเดือน และอิดดะฮฺของทาสหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ คือคลอดทารกที่อยูในครรภ์
ผู้ชายเมื่อได้ครอบครองทาสหญิงที่ได้มีเพศสัมพันธ์แล้ว ไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับเขาที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับนางจนกว่ามดลูกของนางจะสะอาด คือหากนางกำลังตั้งครรภ์ก็ให้นางคลอดทารกที่อยู่ในครรภ์ หากนางเป็นผู้ที่มีประจำเดือนให้นางมีรอบเดือนหนึ่งครั้ง และหากนางเป็นผู้ที่หมดประจำเดือนหรือเป็นเด็กให้รอเป็นเวลาหนึ่งเดือน
หญิงที่มีเพศสัมพันธ์อันเนื่องจากความคลุมเครือ หรือผิดประเวณี หรือจากการแต่งงานที่โมฆะ หรือคุลุอฺจะมีอิดดะฮฺเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น เพื่อให้รู้ว่ามดลูกของนางสะอาดปราศจากการตั้งครรภ์ และเมื่อสามีของนางตายในระหว่างที่นางอยู่ในอิดดะฮฺที่คืนดีได้ อิดดะฮฺจากการหย่าจะถูกยกเลิกและจะเริ่มอิดดะฮฺใหม่คืออิดดะฮฺการตายจากของสามี
หุก่มเรื่องการไว้ทุกข์ ( الإحداد )
สตรีที่สามีตายจากจำเป็นต้องไว้ทุกข์ตามระยะเวลาของอิดดะห์
อัลอิหฺดาด ( الإحداد ) คือการที่สตรีพักอยู่บ้านของสามีนาง และห่างไกลจากสิ่งที่ชักจูงไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย ใช้น้ำห้อม สวมใส่เครื่องแต่งกายที่สวยๆ ใช้ต้นเทียน เครื่องประดับ หรือ สิ่งอื่นในทำนองเดียวกันนี้ และหากนางละทิ้งการไว้ทุกข์นางจะมีบาป ต้องขออภัยโทษจากอัลลอฮฺและกลับตัว
عن أم عطية رضي الله عنها أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال : «لا تحد امرأة على الميت فوق ثلاثة إلا على زوج أربعة أشهر وعشرا ولا تلبس ثوبا مصبوغا إلا ثوب عصب ولا تكتحل ولا تمس طيبا إلا إذا طهرت نبذة من قسط أو أظفار» . متفق عليه
ความว่า: จากอุมมุอาฏิยะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮา แท้จริงท่านรอซูลลุลอฮฺ ศ๊อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า "ไม่อนุญาตให้สตรีไว้ทุกข์แก่ผู้ตายมากกว่าสามวัน นอกจากแก่สามีเท่านั้น เป็นเวลาสี่เดือนกับสิบวัน และไม่อนุญาตสวมเสื้อผ้าที่ถูกย้อม นอกจากเสื้อผ้าลายที่มาจากประเทศยะมัน ไม่ทาตา และไม่แตะต้องน้ำหอมนอกจากนิดหน่อยจากไม้ห้อมกุสต์และอัซฟารเมื่อนางสะอาดจากรอบเดือน" (รายงานโดยอัลบุคอรีย์ เลขที่ 5342 และมุสลิม เรื่อง อัฏเฏาะลาก เลขที่ 938 และสำนวนรายงานเป็นของท่าน)
อนุญาตให้ไว้ทุกข์ให้กับผู้ที่มิใช้สามีเป็นเวลาสามวัน ส่วนการไว้ทุกข์ให้กับสามีที่ตายจากนั้นตามระยะเวลาของอิดดะฮฺ คือสี่เดือนกับสิบวัน และสำหรับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ที่สามีตายจากระยะเวลาการไว้ทุกข์จะสิ้นสุดเมื่อคลอดทารกในครรภ์
ที่พักอาศัยของหญิงในช่วงอิดดะฮฺ
1. หญิงที่สามีตายจำเป็นต้องพักอาศัยในช่วงอิดดะฮฺที่บ้านที่เคยอยู่กับสามีมาก่อน หากนางประสงค์จะย้ายที่อยู่อันเนื่องจากเกรงกลัวหรือถูกขับไล่หรือด้วยสิทธิของนาง นางสามารถย้ายได้ตามที่นางประสงค์ และอนุญาตให้นางออกจากบ้านได้หากมีความจำเป็น และอิดดะฮฺของนางจะสิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดไม่ว่านางจะอยู่ที่ใดก็ตาม
2. หญิงที่อยู่อิดดะฮฺจากการหย่าที่มีสิทธิ์คืนดีได้ ต้องพักที่บ้านของสามี นางจักต้องได้รับค่าเลี้ยงดูและที่พักอาศัย เพราะนางยังมีสภาพเป็นภรรยาอยู่ และไม่อนุญาตขับไล่นางออกจากบ้านของสามีเว้นแต่นางได้ประพฤติในสิ่งที่หยาบโลนอย่างชัดแจ้งจากคำพูด หรือการกระทำที่จะสร้างความเสื่อมเสียให้กับสมาชิกในครอบครัว
3. หญิงที่มีอิดดะฮฺจากการหย่าขาด (บาอิน) นางจักต้องได้รับค่าเลี้ยงดูหากนางกำลังตั้งครรภ์จนกว่านางจะคลอดทารกที่อยู่ในครรภ์ หากนางไม่ได้ตั้งครรภ์นางไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับค่าเลี้ยงดูและที่พักอาศัย หญิงที่มีอิดดะฮฺจากการหย่าขาดหรือยกเลิกการแต่งงานหรือด้วยการคุลุอฺต้องพักอาศัยในช่วงอิดดะฮฺที่บ้านของญาติพี่น้องของนางเอง
Ref : สำนักงานความร่วมมือเพื่อการเผยแพร่และสอนอิสลาม อัร-ร็อบวะฮฺ กรุงริยาด

เงินฝากวาดีอะของ ธกส เเล้วเขาจับสลากแจกฮัจญ์รับได้หรือไม่?



ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

อัสลามุอลัยกุม มีคำถามครับ
1.เงินฝากวาดีอะของ ธกส เเล้วเขาจับสลากแจกฮัจญ์รับได้หรือไม่(เข้าข่ายดอกเบี้ยหรือไม่)
 2.มีคนมาจำนำสวนยางแล้วให้สิทธิ์แก่เราในการเก็บเกี่ยว โดยเราไม่ได้เรียกร้องและไม่ได้ตกลงทำสัญญา ถ้ารับจะเป็นดอกเบี้ยหรือไม่

ตอบ

สำหรับคำถามข้อแรก ถ้าสลากมาออกที่เราก็สามารถรับได้ไม่มีปัญหาครับ เพราะไม่เข้าข่ายดอกเบี้ย และ/หรือเสี่ยงโชคตามรูปแบบที่อิสลามห้ามครับ ...

สำหรับ"หลักฐานอ้างอิง" ที่ว่านี้ หมายถึงข้อมูลจากซุนนะฮ์ ผมก็ไม่เคยเจอว่าในสมัยท่านนบีย์จะมีการจับสลากในเรื่องแบบนี้ครับ แต่ที่ผมตอบไปอย่างนั้นก็เพราะผมวิเคราะห์แล้วว่า การจับสลากดังกล่าวไม่จัดเข้าอยู่ในประเด็นดอกเบี้ยเลยครับ เนื่องจากไม่ใช่เป็น "การตกลง ร่วมกัน" ของทั้งสองฝ่ายซึ่งแตกต่างกับเรื่องดอกเบี้ย แต่เป็นการเสนอให้ของธนาคารเพียง "ฝ่ายเดียว" เท่านั้น

และการเสนอให้ดังกล่าวก็มีเงื่อนไข คือจับสลากถูกบางคน ไม่่ได้หมายความว่า ผู้ฝากเงินจะได้รับทุนไปทำหัจญ์ทุกคนเลยนี่ครับ ...

ประเด็นต่อมาที่ว่า ก็เงินที่ธนาคารให้เรามานั้นเป็นเงินที่เขาได้มาจากระบบดอกเบี้ย เราจะรับได้หรือไม่ ? ..

ซึ่งนี่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมลืมคิดไป ใช่ครับ ผมก็เห็นด้วยในแง่ที่ว่า "ไม่สมควร"จะรับการสมนาคุณของธนาคารด้วยวิธีนี้ แต่ผมยังไม่กล้าฟันธงว่า "ห้าม" รับนะครับ เพราะ "ความผิด" เรื่องระบบดอกเบี้ยของธนาคาร มันจะส่งผลถึง "เม็ดเงิน" ในธนาคารว่าเป็นสิ่ง "หะรอม" ด้วยหรือไม่ ? ยังเป็นปัญหาชวนให้คิดอยู่ ..

ยกตัวอย่างเช่น เราไปซื้อของบางอย่างที่ร้านคนไทยพุทธซึ่งเขาขายเหล้าด้วย เมื่อเราจ่ายเงินค่าสินค้าให้เขาไป เขาก็เอาเงินซึ่งเราเห็นชัดๆว่าคนซื้อเหล้าก่อนจากเราให้เขาไปเป็นค่าเหล้า นำมาทอนให้เรา จึงมีปัญหาว่า เราจะรับเงินค่าเหล้าที่เขาทอนให้เรานั้นได้หรือไม่ ? .เพราะการขายเหล้าเป็นสิ่งหะรอม แต่ตัวเงินหรือเม็ดเงินจากการขายเหล้าจะเป็นเงินที่ห้ามรับด้วยหรือ ? ...

 ซึ่งมันก็คล้ายคลึงกับปัญหาข้างต้นนี่แหละครับ ขอบคุณอีกครั้งครับที่ทักท้วงมา .....

นทัศนะผมเห็นว่า ควรจะแยกแยะ ระหว่าง "วิธีการ" ที่ได้เงินมากับ "เม็ดเงิน" ออกจากกัน เพราะมิฉะนั้น

 หากเราถือว่า เมื่อวิธีการได้เงินมาเป็นวิธีการที่หะรอม เม็ดเงินนั้นก็ต้องหะรอมด้วย
 แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ตัวเงินหรือเม็ดเงินที่อยู่ในกระเป๋าของเราแต่ละวัน มันผ่านมือโสเภณี, ผ่านการซื้อขายหมูขายเหล้า, ผ่านการฉ้อโกง, ผ่านการลักขโมย, ผ่านมือปืนรับจ้าง, ผ่านระบบดอกเบี้ย ฯลฯ มากี่ทอดแล้ว ?

 เพราะฉะนั้นผมจึงมองว่า หากเราไม่มั่นใจจริงๆว่า เงินนั้นมีที่มาจากวิธีการที่หะรอม เราก็มีสิทธิ์รับได้ครับ

 ดังตัวอย่างที่ผมกล่าวมาข้างต้น จากจุดนี้ ผมจึงมองว่า เมื่อผู้จัดการธนาคารเลี้ยงข้าวเรา เมื่อเราไม่แน่ใจว่า เงินที่เขานำมาเลี้ยงเรานั้นได้มาจากทางใด อาจจะเป็นเงินที่เขาขายที่ดิน, ได้มาจากการทำงานพิเศษอื่นที่หะล้าล เป็นต้น
 ผมว่าเรารับเลี้ยงจากเขาได้ครับ
วัลลอฮุอะอฺลัม..

ในเรื่องของเงินตราหรือที่เรียกกันว่าเม็ดเงินนั้น ปกติ อิสลามจะ "ผ่อนปรน" ให้ผู้รับ คือไม่จำเป็นต้องไปตรวจสอบว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะฉะนั้น เมื่อมีใครให้เงินเรา, ซื้อของร้านเรา, เลี้ยงอาหารเรา ฯลฯ ก็อนุญาตให้เรารับได้โดยไม่จำเป็นจะต้องไปซักถามเขาว่า เงินที่เขาให้เรา, ซื้อของร้านเรา หรือเลี้ยงอาหารเรานั้น เขาเอามาจากไหน? ..

ยกเว้นในกรณีถ้าเรา "แน่ใจ" (يقين)หรือค่อนข้างมั่นใจ (ظن)ว่าเงินนั้นเขาได้มาด้วยวิธีการที่ไม่หะล้าล ทางที่ดีก็ควรปฏิบัติตามที่ท่านนบีย์แนะนำ ..
 คือ หลีกเลี่ยงจากการรับ อย่างที่ผมตอบมาแล้วตอนต้น .
ซึ่งเรื่องนี้ก็คล้ายๆกับเมื่อมีผู้นำเนื้อกุรฺบ่านมาให้เรา ก็อนุญาตให้เรารับได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปตรวจสอบหรือสอบถามว่า เนื้อกุรฺบ่านนี้ใครเป็นผู้เชือด, ตอนเชือดเขากล่าวบิสมิลลาฮ์หรือไม่ เป็นต้น ...

สำหรับเรื่อง "ผู้รับ" ดังที่อธิบายมานั้น ตามหลักการศาสนาจะแตกต่างกับ "ผู้ให้" หรือเจ้าของเงิน ซึ่งอิสลามจะ "กวดขัน" เป็นอย่างมากว่า เงินที่จะนำมาใช้จ่ายส่วนตัว, หรือบริจาค หรือแม้กระทั่งจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการทำหัจญ์ จะต้อง "ได้มา" ด้วยวิธีการที่หะล้าลเท่านั้น
 การให้หรือการบริจาคของเขาจึงจะบังเกิดผลบุญ หากมิฉะนั้น การให้ของเขา, การบริจาคของเขา หรือการนำเงินนั้นไปใช้ในการทำหัจญ์ของเขา ก็จะไม่มีผลดีอะไรทั้งสิ้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ พระองค์อัลลอฮ์จะไม่ทรงรับสิ่งที่เขาทำไปด้วยเงินที่ได้มาด้วยวิธีการหะรอมนั้น
แต่ขณะเดียวกัน ผู้ที่รับเงินจากการให้หรือการบริจาคของเขา ก็ไม่ถือว่า มีความผิดบาปแต่ประการใด และไม่จำเป็นต้องสอบถามเขาด้วยว่า เขาเอาเงินนั้นมาจากไหน? ..
ดังได้กล่าวมาแล้ว วัลลอฮุอะอฺลัมครับ ...


เรื่องของธนาคารอิสลาม มีเพื่อนฝูงหลายคนที่ใช้บริการอยู่มาเล่าให้ผมฟังว่า เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่า ธนาคารนี้จะปลอดจากระบบดอกเบี้ยร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่อาจจะน้อยกว่าธนาคารพาณิชย์อื่นๆเท่านั้น
ซึ่งผมก็ไม่กล้าออกความเห็นใดๆเพราะไม่เคยใช้บริการและไม่เคยรู้รายละเอียดการดำเนินงานของธนาคารอิสลามมาก่อน แต่สมมุติถ้าเป็นจริงตามที่เขาเล่ามา ผมก็มองว่า มันก็ไม่แตกต่างจากธนาคารพาณิชน์อื่นเลย เพราะดอกเบี้ย ไม่ว่าจะมากหรือน้อยมันก็เป็นดอกเบี้ยอยู่วันยังค่ำ ผมจึงได้กล่าวว่า ถ้าเราแน่ใจหรือค่อนข้างมั่นใจว่าเงินที่เขาให้เรามาเป็นเงินที่ไม่บริสุทธิ์ตามหลักการศาสนา ก็ให้เราหลีกเลี่ยงเสีย ...

แต่ในมุมกลับกัน สมมุติถ้าผู้ใดมีความเชื่อว่า ระบบธนาคารอิสลามปลอดจากดอกเบี้ย และรางวัลพิเศษที่ทางธนาคารให้เขา เช่นการจับสลากไปทำหัจญ์ได้ ก็เป็นเงินรายได้บริสุทธิ์ของธนาคารที่ไม่ใช่มีที่มาจากดอกเบี้ย

 อย่างนี้ เราก็ไม่มีสิทธิ์ไปห้ามเขาจากการรับรางวัลพิเศษนั้นได้หรอกครับ ..

สำหรับคำถามข้อสอง ผมขอถามก่อนว่า สมมุติถ้าเราไม่ไปกู้หนี้เขามา เขาจะยอมให้สิทธิ์เราเก็บเกี่ยวประโยชน์จากสวนยางของเขาหรือไม่ ?
 ถ้าเข้าใจจุดนี้แล้วเราก็จะเข้าใจโดยอัตโนมัติว่า สิทธิ์ที่เขาให้เรานั้น ถือเป็นดอกเบี้ยส่วนเกินที่ต้องห้ามหรือไม่ .

ข้อนี้แตกต่างกับการที่เราไปกู้หนี้สินมาจากบุคคลซึ่งไม่มีประวัติเรื่องดอกเบี้ยเพื่อมาทำธุรกิจสักอย่าง และธุรกิจของเราก็ได้รับผลกำไรอย่างดี ต่อมาภายหลัง เมื่อเราไปจ่ายหนี้สินคืนแก่เขา เราก็มอบบางส่วนของกำไรแก่เขาเพื่อแสดงความขอบคุณ อย่างนี้ไม่มีปัญหาครับ
อินชาอัลลอฮ์ ...