อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

การห้ามจับมือสลามของเพศตรงข้าม


               
                  ศาสนาอนุญาตให้ชายมุสลิมหรือหญิงมุสลีมะฮฺกล่าวสลามซึ่งกันและกันได้ ถึงแม้จะไม่ได้เป็นมะฮฺร็อม หรือแต่งงานกันตามบทบัญญัติศาสนาได้ก็ตาม แต่มีเงื่อนไขว่าต้องไม่มีการสัมผัสผิวกายกัน ไม่ว่าสัมผัสมือ แขน หรือสวมกอดก็ตาม และตราบใดที่ไม่เกิดการฟิตนะฮฺความชั่วร้ายขึ้น

                 สำหรับการให้สลามกันนั้นให้ต่างกล่าวสลามพร้อมยกมือขึ้นทำท่าโบกมือ ซึ่งมีหลักฐานว่า ท่านนบีมุอัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ขณะที่ท่านเดินผ่านกลุ่มสตรี ท่านก็ได้โบกมือของท่านพร้อมกล่าวสลามแก่พวกนาง

รายงานจากท่าน อัสมาอฺ บุตรสาว ยะซีด ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า
 :ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ผ่านพวกเราที่อยู่กันในมัสยิดในวันหนึ่ง โดยมีผู้หญิงกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ และท่านได้โบกมือของท่านพร้อมกล่าวสลาม และอับดุลฮะมีดก็ได้ใช้มือของเขาทำท่า:(บัททึกฮาดิษโดย ติรมีซี และอบูดาวูด)
            สำหรับการสัมผัสหว่างชายหญิง ขณะให้สลาม ซึ่งหญิงผู้ให้หรือรับสลามสามารถแต่งงานกันได้ หรือชายที่ให้หรือรับสลามไม่ใช่มะร็อมนั้น ศาสนาห้ามเด็ดขาด  ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นหนุ่ม,สาวหรือคนชรา และไม่ว่าวันใดๆก็ตาม ซึ่งท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ยังกล่าวอุปมาคนที่จะสัมผัสผู้ที่ไม่ใชมะร็อมหรือแต่งงานกันได้ว่า ผู้ที่ถูกเหล็กแหลมแทงเข้าไปศรีษะของเขาดีกว่าที่จะกระทำการเช่นนี้เสียอีก

ท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า
"การที่ท่านจะถูกเหล็กแหลมแทงเข้าไปในศรีษะนั้น ยังดีกว่าการที่จะไปสัมผัสผู้หญิงที่ไม่ได้รับอนุญาติ ให้สัมผัส" (มัวอฺญัมอัลกะบีรของอัฏฏอบรอนียฺ : 16917) 

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า
«إنِّي لا أُصَافِحُ النِّسَاءَ». أخرجه النسائي وابن ماجه.

ความว่า “แท้จริงแล้ว ฉันไม่จับมือทักทายกับผู้หญิง” 
(หะดีษ เศาะฮีหฺ บันทึกโดย อัน-นะสาอีย์ 4181 และอิบนุ มาญะฮฺ 2874)

รายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ท่านได้ประกาศในขณะที่ผู้หญิงต้องการสัมผัสมือท่านนบีเพื่อให้สัตยาบันของสตรีผู้อพยพ(บัยอะตุลมุฮาญิรอต) ท่านนบีได้กล่าวว่า "อินนีลาอุศอฟิฮุลนิซาอะ (ฉันไม่สัมผัสมือสตรีเลย )" (บันทึกโดยบุคอรียฺ)


             สำหรับการสัมผัสมือของเพศตรงข้ามที่ไม่ได้เป็นมะร็อมหรือแต่งงานกันได้นั้น หากอยู่ในกรณีจำเป็น เช่น เพื่อการรักษาพยาบาล ก็เป็นที่อนุโลมให้สัมผัสได้  หากไม่มีความจำเป็นใดเลย อย่างเช่น ผู้จับมือเป็นครูอาจารย์ หรือลูกศิษย์ ซึ่งทั้งสองสามารถแต่งงานกันได้ หรือไม่ได้เป็นมะร็อม ถึงแม้จะมีของกั้นก็เป็นที่ต้องห้ามเช่นเดียวกัน

ไชยค์อับดุลอะซี้ซ อับดุลลอฮ์ อิบนุ บ้าซ ร่อฮิมะฮุลลอฮฺ ได้กล่าวไว้ในอัลฟะตาวา ที่สถาบันหนังสือพิมพ์เพื่อการเผยแพร่ การเรียกร้องเชิญชวน เล่มที่ 1 หน้าที่ 185 ว่า

"การจับมือกับบรรดาผู้ที่ไม่ได้เป็นมะฮฺร็อมของสตรีนั้น มันไม่เป็นที่อนุญาตอย่างเด็ดขาด พวกนางจะเป็นหญิงสาว หรือหญิงชราก็ตาม ผู้จับมือนั้นจะเป็นเด้กหนุ่ม หรือผู้สูงอายุก็ตาม เนื่องจากในการกระทำดังกล่าวนั้น มันมีสิ่งที่เป้นอันตรายของความยุ่งเหยิงของแต่ละคน จากเขาทั้งสอง ซึ่งก็มีรายงานที่ถูกต้องมาจากท่านร่อซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า ท่านได้กล่าวว่า : แท้จริงแล้ว ฉันไม่จับมือทักทายกับผู้หญิง : และท่านหญิงอาอิชะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮา เล่าว่า : มือของท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่เคยสัมผัสกับหญิงคนใดเลย ท่านไม่เคยทำสัตยาบันกับพวกนาง นอกจากด้วยคำพูดเท่านั้น : และไม่มีความแตกต่างระหว่างการที่นางจับมือกับเขาด้วยสิ่งขวางกั้น หรือไม่มีสิ่งขวางกันก้ตาม เนื่องจากการบ่งบอกของหลักฐานต่างๆโดยทั่วไป และเพื่อขจัดสิ่งที่จะนำไปสู่ความวุ่นวาย"


 ทัศนะของนักวิชาการเกี่ยวกับสัมผัสมือสลามของผู้แต่งงานกันได้หรือไม่ได้เป็นมะร็อม


มัซฮับฮะนะฟียะฮ์ : ฮะรอมผู้ชายจับมือผู้หญิง  หากเธอยังเป็นสาว  หากแม้นว่าจะปลอดภัยจากฟิตนะฮ์ก็ตาม  นอกจากมีความจำเป็น  เช่นเป็นพยาบาลรักษา  แต่พวกเขาอนุญาตให้จับมือหญิงชราที่ไม่มีอารมณ์แล้ว

มัซฮับมาลิกียะฮ์  : ฮะรอมจับมือผู้หญิงอื่นที่แต่งงานกันได้  ไม่ว่าจะด้วยการมีอารมณ์หรือไม่ก็ตาม  ไม่ว่าผู้หญิงนั้นจะเป็นหญิงสาวหรือชราก็ตาม เพราะยึดหลักฐานแบบครอบคลุมที่ยืนยันถึงการห้าม

มัซฮับชาฟิอียะฮ์  : ไม่อนุญาตให้ผู้ชายจับสัมผัสมือกับผู้หญิง  นอกจาก  ด้วยสองเงื่อนไข  คือปลอดภัยจากฟิตนะฮ์และมีของกั้นหากมีความจำเป็น

มัซฮับฮัมบาลีย์ :  ไม่อนุญาตให้จับสัมผัสมือผู้หญิงสาวที่แต่งงานกันได้  แต่สำหรับหญิงชรา  ก็อนุญาตให้จับมือนางได้  แต่ทว่ามีอีกสายรายงานหนึ่งจากท่านอิมามอะห์มัด  กล่าวว่า  มักโระฮ์จับมือกับสตรีไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวหรือชรา

ผู้ที่แต่งงานกันไม่ได้และมะร็อม

เพื่อให้ให้ชัดเจนเกี่ยวกับผู้ที่สามารถจับมือหรือสัมผัสมือกันได้ในขณะให้สลาม ซึ่งต้องเป็นผู้ที่แต่งงานกันได้ หรือต้องเป็นมะฮฺร็อม จึงขอกล่าวเกี่ยวกับผู้ที่แต่งงานกันได้และผู้ที่เป็นมะร็อม ดังนี้

ผู้ที่แต่งงานกันได้ตามบทบัญญัติอิสลาม



พระองค์อัลลอฮิ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า
حُرِّمَتْ عَلَيْكُمْ أُمَّهَاتُكُمْ وَبَنَاتُكُمْ وَأَخَوَاتُكُمْ وَعَمَّاتُكُمْ وَخَالَاتُكُمْ وَبَنَاتُ الْأَخِ وَبَنَاتُ الْأُخْتِ وَأُمَّهَاتُكُمُ اللَّاتِي أَرْضَعْنَكُمْ وَأَخَوَاتُكُم مِّنَ الرَّضَاعَةِ وَأُمَّهَاتُ نِسَائِكُمْ وَرَبَائِبُكُمُ اللَّاتِي فِي حُجُورِكُم مِّن نِّسَائِكُمُ اللَّاتِي دَخَلْتُم بِهِنَّ فَإِن لَّمْ تَكُونُوا دَخَلْتُم بِهِنَّ فَلَا جُنَاحَ عَلَيْكُمْ وَحَلَائِلُ أَبْنَائِكُمُ الَّذِينَ مِنْ أَصْلَابِكُمْ وَأَن تَجْمَعُوا بَيْنَ الْأُخْتَيْنِ إِلَّا مَا قَدْ سَلَفَ إِنَّ اللَّهَ كَانَ غَفُورًا رَّحِيمًا ( 23 ) 
"ที่ได้ถูกห้ามแก่พวกเจ้านั้นคือมารดา ของพวกเจ้า ลูกหญิงของพวกเจ้า พี่น้องหญิงของพวกเจ้า พี่น้องหญิงแห่งบิดาของพวกเจ้า และพี่น้องหญิงแห่งมารดาของพวกเจ้า บุตรหญิงของพี่หรือน้องชายของพวกเจ้า บุตรหญิงของพี่หรือน้องหญิงของพวกเจ้า และมารดาของพวกเจ้าที่ให้นมแก่พวกเจ้าและพี่น้องหญิงของพวกเจ้าเนื่องจากการดื่มนม และมารดาภรรยาของพวกเจ้าแลลูกเลี้ยงของพวกเจ้าที่อยู่ในตักของพวกเจ้า จากภรรยาของพวกเจ้าที่พวกเจ้ามิได้สมสู่นาง แต่ถ้าพวกเจ้ามิได้สมสู่นางแล้ว ก็ไม่มีบาปใด ๆ แก่พวกเจ้าและภรรยาของบุตรพวกเจ้าที่มาจากเชื้อสายของพวกเจ้า และการที่พวกเจ้ารวมระหว่างหญิงสองพี่น้องไว้ด้วยกัน นอกจากที่ได้ผ่านพ้นไปแล้วเท่านั้น แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยผู้เมตตาเสมอ"(อัลกุรอาน สูเราะฮฺ อัน-นิสาอ์ 4:23)

จากอัลกุรอานสูเราะฮฺ อัน-นิสาอ์ อายะฮิที่23 หญิงที่ห้ามแต่งงาน คือ

(ก)หญิงห้ามแต่งงานจากการสืบ
1.แม่ แม่ในที่นี้รวมถึง แม่ของแม่ แม่ของพ่อ และที่สูงๆขึ้นไป
2.ลูกสาว รวมถึงลูกสาวของลูกสาว
3.พี่-น้องสาว
4.อาหญิง
5.ป้าหญิง
6.ลูกสาวของพี่-น้องชาย
7.ลูกสาวของพี่-น้องสาว

(ข)หญิงที่ห้ามแต่งงานทางการเกี่ยวดองกันด้วยสาเหตุการแต่งงาน
1.แม่ของภรรยา รวมถึงแม่ของแม่ภรรยา แม่ของพ่อของภรรยา และที่สูงๆขึ้นไป
2.ลูกสาวของภรรยาที่ชายผู้เป็นสามีได้มีเพศสัมพันธ์กับนางผู้เป็นภรรยานั้นแล้ว รวมถึงลูกสาวของลูกสาวหรือของลูกชายภรรยานั้นด้วย
3.ภรรยาของลูกชาย ลูกของลูกชาย ลูกของลูกสาว และที่อยู่ในระดับต่ำๆลงไป
4.ภรรยาของพ่อ

(ค) ทางการดื่มนม
-ผู้ที่ให้ดื่มนมมีตำแหน่งเทียบเท่ากับแม่ จึงเป็นที่ต้องห้ามแก่ผู้ดื่มนม คือทุกคนที่เป็นต้องห้ามแก่ลูกชาย ทางด้านการเป็นแม่ของเขา



มะฮฺร็อมตามบทบัญญัติอิสลาม

(ก)มะฮฺรอมทางสายเลือด

พระองค์อัลลอฮิ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า

وَقُل لِّلْمُؤْمِنَاتِ يَغْضُضْنَ مِنْ أَبْصَارِهِنَّ وَيَحْفَظْنَ فُرُوجَهُنَّ وَلَا يُبْدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا مَا ظَهَرَ مِنْهَا وَلْيَضْرِبْنَ بِخُمُرِهِنَّ عَلَىٰ جُيُوبِهِنَّ وَلَا يُبْدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا لِبُعُولَتِهِنَّ أَوْ آبَائِهِنَّ أَوْ آبَاءِ بُعُولَتِهِنَّ أَوْ أَبْنَائِهِنَّ أَوْ أَبْنَاءِ بُعُولَتِهِنَّ أَوْ إِخْوَانِهِنَّ أَوْ بَنِي إِخْوَانِهِنَّ أَوْ بَنِي أَخَوَاتِهِنَّ أَوْ نِسَائِهِنَّ أَوْ مَا مَلَكَتْ أَيْمَانُهُنَّ أَوِ التَّابِعِينَ غَيْرِ أُولِي الْإِرْبَةِ مِنَ الرِّجَالِ أَوِ الطِّفْلِ الَّذِينَ لَمْ يَظْهَرُوا عَلَىٰ عَوْرَاتِ النِّسَاءِ وَلَا يَضْرِبْنَ بِأَرْجُلِهِنَّ لِيُعْلَمَ مَا يُخْفِينَ مِن زِينَتِهِنَّ وَتُوبُوا إِلَى اللَّهِ جَمِيعًا أَيُّهَ الْمُؤْمِنُونَ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ ( 31 ) 
"และจงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดามุอ์มินะฮ์ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศรีษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ และอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่แก่สามีของพวกเธอ หรือบิดาของสามีของพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ หรือลูกชายสามีของพวกเธอ หรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอหรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอ เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ และพวก
เจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮ์เถิด โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ"(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัลนูรฺ 24:31)

บรรดานักอรรถาธิบายอัลกุรอ่านกล่าวว่า มะฮฺรอม ตามที่ปรากฏในอัลกุรอ่านก็คือ
1. พ่อ หรือพ่อของพ่อ หรือพ่อของแม่ จนกระทั่งในระดับสูงขึ้นไปจากฝ่ายชายและหญิง (ปู่ ตา ปู่ทวด ตาทวด...)
2. ลูกชายและลูกของลูก จนกระทั่งระดับต่ำลงไป เช่น หลาน เหลน โหลน จากลูกชายและลูกสาว
3. พี่ชายและน้องชาย ทั้งที่พ่อแม่เดียวกัน และพ่อเดียวกันแต่คนละแม่ หรือแม่เดียวกันแต่คนละพ่อก็ตาม
4. ลูกชายของพี่ชายและน้องชาย ลูกชายของพี่สาวและน้องสาว ทั้งที่พ่อแม่เดียวกัน และพ่อเดียวกันแต่คนละแม่ หรือแม่เดียวกันแต่คนละพ่อก็ตาม
5. ลุง (พี่ของพ่อหรือแม่) และน้า อา (น้องของแม่หรือพ่อ)

(ข)มะฮฺรอม ด้วยการสมรส
ผู้ที่ถือว่าเป็นมะฮฺรอมจากการแต่งงาน คือบุคคลที่ห้ามไม่ให้แต่งงานกันตลอดชีวิต ได้แก่
1.พ่อของสามี รวมถึงพ่อของสามี พ่อของแม่ของสามี และที่สูงๆขึ้นไป
2.ลูกชายของสามีที่หญิงผู้เป็นภรรยาได้มีเพศสัมพันธ์กับชายผู้เป็นสามีนั้นแล้ว
3.สามีของลูกสาว ลูกของลูกชาย ลูกของลูกสาว และที่อยู่ในระดับต่ำๆลงไป
4.สามีของแม่

(ค)มะฮฺรอม ด้วยการร่วมแม่นมเดียวกัน
บรรดานักวิชาการได้อธิบายโดยยึดเอาหลักการจากอัลกุรอ่าน และแบบฉบับของท่านบี ว่า การดื่มนมร่วมแม่นมเดียวกัน ถือเป็นเสมือนเครือญาติ (เช่นเดียวกับประเภททางสายเลือด)

             ที่กล่าวมาข้างต้นคือผู้ที่ไม่สามารถแต่งงานกันได้หรือผู้ที่เป็นมะร็อม ซึ่งศาสนาอนุมัติให้สามรถสัมผัสมือขณะให้สลามกันได้ จึงไม่ต้องกังวลใจว่าบุคคลดังกล่าวเราจะสัมผัสมือขณะให้สลามได้หรือไม่
            อย่างเช่น แม่ของภรรยา หรือลูกเขยกับแม่ยาย , พ่อของสามี หรือลูกสะใภ้กับพ่อตา ก็สามารถสัมผัสมือขณะให้สลามกันได้ 

            สำหรับน้องสาวหรือพี่สาวของภรรยา หรือพี่ชายหรือน้องชายของสามี และลูกของลุง อา , น้า นั้นไม่ถือเป็นมะร็อม และสามรถแต่งงานกันได้ (น้องสาว หรือ พี่สาวของภรรยาเป็นการห้ามแต่งงานชั่วคราว หากหย่าร้างกับภริยาแล้วก็สามารถแต่งงานกับนางได้) จึงไม่สามารถสัมมือขณะให้สลามกันได้ รวมถึงต้องปกปิดเอาเราะฮฺให้มิดชิด แม้จะอยู่ในบ้านเดียวกันเป็นครอบครัวใหญ่ก็ตาม




والله أعلم بالصواب



✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿



มารยาทในการพูดคุยระหว่างชายหญิง






              ฟุเกาะฮาอ์(นักนิติศาสตร์อิสลาม)กล่าวว่า เสียงของผู้หญิงนั้น ไม่ใช่เอาเราะฮฺ(สิ่งที่ต้องปกปิด)โดยตัวมันเอง ดังนั้นมันจึงไม่ได้ห้ามที่จะฟัง เมื่อมีความจำเป็นต้องฟัง พวกเขาจึงไม่ได้ห้ามการฟัง แต่ต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

            ผู้หญิงต้องไม่ลากเสียงให้ยาว ต้องไม่ทำเสียงให้อ่อนหวาน หรือยกเสียงสูง(ทั้งหมดนี้หมายถึงการพูดจาให้อยู่ในระดับปกติ ไม่ได้ดัดเสียงเพื่อสร้างแรงดึงดูดใจแก่ผู้ฟัง) มันเป็นที่ต้องห้ามสำหรับผู้ชายที่จะฟังอย่างเพลิดเพลิน เพราะเกรงว่าจะเกิดฟิตนะฮฺขึ้น

            ปัจจัยชี้ชัดที่รู้กันดีว่าเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับผู้หญิงเกี่ยวกับคำพูดและเสียงนั้น อยู่ในอายะฮฺดังต่อไปนี้


يَا نِسَاءَ النَّبِيِّ لَسْتُنَّ كَأَحَدٍ مِّنَ النِّسَاءِ إِنِ اتَّقَيْتُنَّ فَلَا تَخْضَعْنَ بِالْقَوْلِ فَيَطْمَعَ الَّذِي فِي قَلْبِهِ مَرَضٌ وَقُلْنَ قَوْلًا مَّعْرُوفًا ( 32 )


           " โอ้ บรรดาภริยาของนะบีเอ๋ย! พวกเธอไม่เหมือนกับสตรีใด ๆ ในเหล่าสตรีอื่นหากพวกเธอยำเกรง(อัลลอฮฺ)ก็ไม่ควรพูดจาเพราะพริ้งนัก เพราะจะทำให้ผู้ที่ในหัวใจของเขามีโรคเกิดความโลภ แต่จงพูดด้วยถ้อยคำที่พอเหมาะพอควร"(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล อะหฺซาบ 33 : 32)

           ดังนั้นจึงเป็นการห้ามที่จะทำเสียงให้นุ่มนวลเกินไปในการพูดคุย เป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้หญิงต้องต้องพูดคุยด้วยวิธีการที่ถูกต้องตามครรลองอิสลาม ซึ่งความหมายของมันเป็นไปตามที่มุฟัสซิรีน(นักอธิบายอัล กุรอาน)ได้อธิบายไว้ว่า พวกนางต้องไม่ทำให้คำพูดนั้นอ่อนหวาน ขณะที่สนทนากับพวกผู้ชาย

            กล่าวโดยสรุปว่า สิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้หญิงมุสลิม เมื่อต้องพูดคุยกับชายที่ไม่ใช่มะหฺร็อมก็คือ   ต้องยึดมั่นกับหลักการตามอายะฮฺที่ยกมาข้างต้น

            ผู้หญิงมุสลิมจะต้องถอนตัวออกจากสิ่งที่ต้องห้าม และปฏิบัติหน้าที่ต่างๆให้ลุล่วง นางควรจะพูดกับผู้ชายเฉพาะเมื่อจำเป็น และเฉพาะเรื่องที่อนุญาตและเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เรื่องที่เสื่อมเสีย
            และการพูดระหว่างนางกับชายที่ไม่ใช่มะหฺร็อมนี้ จะต้องไม่มีการทำเสียงสูงเสียงต่ำหรือแสดงท่าทางต่างๆ หรือการพูดคุยไร้สาระ สนุกสนาน และตลกขบขันต่างๆ เพื่อไม่เปิดช่องทางให้เกิดการกระตุ้นอารมณ์ฝ่ายต่ำและความเคลือบแคลงต่างๆ

            ผู้หญิงไม่ได้ถูกปิดกั้นจากการพูดคุยกับชายที่ไม่ใช่มะหฺร็อม เมื่อจำเป็นต้องพูดคุย ได้แก่เรื่องที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับนางโดยตรง เช่น การซื้อของ หรือการประกอบธุรกิจอื่นๆ เพราะว่ากรณีนี้ทั้งสองฝ่ายต้องมีการพูดคุยกัน
         

            เช่นเดียวกันผู้หญิงก็อาจถามอุละมาอฺ(นักวิชาการอิสลาม)เกี่ยวกับประเด็นทางชะรีอะฮฺ หรือผู้ชายก็อาจถามนางได้ ดังที่มีตัวบทที่ยืนยันชัดเจนจากอัล กุรอานและซุนนะฮฺ

            ตามกรอบที่ได้วางไว้ข้างต้นแล้ว ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดที่ผู้หญิงจะพูดคุยกับชายที่ไม่ใช่มะหฺร็อม จึงอนุญาตให้ผู้ชายสามารถให้สลามผู้หญิงได้หรือในทางตรงกันข้ามก็อนุญาตให้ผู้หญิงทำเช่นนั้นได้เช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานที่แข็งแรง

             อย่างไรก็ตามการทักทายนี้ต้องไม่มีสิ่งใดที่กระตุ้นสัญชาตญานฝ่ายต่ำในตัวของคนที่หัวใจมีโรค เป็นไปตามเงื่อนไขที่ว่าต้องให้ปลอดภัยจากฟิตนะฮฺ ดังนั้นต้องเอาใจใส่กับกรอบที่วางไว้ข้างต้นด้วย

             ถ้าหากเกรงว่าฟิตนะฮฺจะเกิดขึ้นเนื่องจากการให้สลาม ก็ให้ยุติการทักทายด้วยสลามแก่ผู้หญิงเสีย ไม่ว่าจะให้หรือรับสลามก็ตาม เพราะว่าการละทิ้งฟิตนะฮฺด้วยการยุติการให้สลามนั้นคือการป้องกันความเสื่อมเสียที่จะเกิดขึ้น  สรุปก็คือ หลักในการป้องกันสิ่งที่จะก่อให้เกิดผลร้าย เป็นเรื่องที่มาก่อนการทำสิ่งที่อาจก่อให้เกิดผลดี(เช่น แม้ว่าการให้สลามเป็นสิ่งดี แต่หากกลัวว่าจะมีฟิตนะฮฺก็ให้เลือกยุติการให้สลามเป็นการดีกว่า-ผู้แปล)
(อ้างจาก อัล มุฟัศศ็อล ฟี อะหฺกาม อัล มัรอะฮฺ โดยเชค ดร. อับดุล กะรีม ซัยดาน เล่ม 3/227)



والله أعلم بالصواب



-โดย ชัยคฺ มุฮัมมัด ศอลิหฺ อัล มุนัจญิด
-อิบนุ อับดุรรอูฟ แปลและเรียบเรียง




✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿




อุบัติเหตุของฮิดายะฮฺ ยอมิน



                   เรื่องราวของสาวมุสลิมใหม่ชาวไทย "ฮิดายะฮฺ ยอมิน" กับอุบัติเหตุที่เธอประสบถึง 9 ครั้งในชีวิต ทำให้เธอฉุกคิดว่าต้องมีใครที่คอยปกป้องดูแลเธออยู่

                 อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เธอประสบครั้งแรก ช่วงเวลายาวนานที่เธอค้างเติ่งอยู่ในรถที่เกิดเหตุ หันไปก็เจอเพียงแต่โดมมัสยิด อยู่กับตัวเองและความคิดในสมอง เมื่อเธอรอดจากเหตุการณ์นี้มาได้ เธอรู้สึกว่าการยกมือไหว้ไม่เพียงพอ ทำให้เธอต้องก้มลงสุญูดแนบกับพื้นดินตรงนั้น โดยที่ตัวเธอเองไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน เธอรู้เพียงแค่ว่าต้องการขอบคุณผู้ที่ให้เธอมีชีวิตรอด ผู้ที่อยู่เหนือทุกสิ่ง ไม่ใช่แค่เพียงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป แต่ตอนนั้นเธอยังไม่รู้ว่าพระเจ้าคือใคร?

                   ฮิดายะห์ โตมาจากครอบครัวที่เคร่งครัดในพุทธศาสนาครอบครัวหนึ่ง ดำเนินชีวิตแบบวัยรุ่นที่มีความคิด มีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง เหตุการณ์ต่างๆในชีวิตของเธอที่เธอประสบล้วนเป็นเรื่องเฉียดตาย จนอุบัติเหตุครั้งสุดท้าย ทำให้เธอศึกษาอิสลาม และตัดสินใจในที่สุด

             เมื่อเธอต้องการเข้ารับอิสลาม เธอจึงบอกกับพ่อแม่ของเธอ แล้วก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพ่อแม่ที่เลี้ยงเธอมา ได้บอกว่า จริงๆแล้วเธอเป็นลูกของพ่อแม่มุสลิมคู่หนึ่ง แต่ด้วยกำหนดของอัลลอฮ์ ทำให้เธอต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ที่แท้จริง มาอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมที่รักและเลี้ยงดูเธอมาเหมือนลูกแท้ๆ

                  เมื่อวันที่เธอเข้ารับอิสลามเธอตั้งใจอย่างแน่วแน่ ที่จะทำงานที่เธอถนัดเพื่อรับใช้อิสลาม เธออยากใช้วินาทีที่เหลืออยู่อย่างคุ้มค่าในวิถีทางของอัลลอฮ์ จากชีวิตที่ไร้แก่นสาร ขาดทิศทางในการดำเนินชีวิต เธอได้เติมเต็มชีวิตของเธอด้วยอัลกุรอาน และอัลฮะดีษ หักดิบตัวเองทันทีเมื่อเข้ารับอิสลาม >> เธอเปลี่ยนแปลงการแต่งกายสู่การคลุมฮิญาบอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับอิสลาม<< ทิ้งทุกอย่างที่เคยทำก่อนการเข้ารับอิสลามทั้งหมด เริ่มต้นชีวิตมุสลิมะห์ด้วยความเคร่งครัด เมื่อเธอรู้แล้วว่าตัวเธอเองอยู่ไปเพื่ออะไร และต้องการทำทุกอย่างที่อัลลอฮฺพึงพอใจ ด้วยความเชื่อมั่นว่า อัลลอฮ์ คือพระเจ้าหนึ่งเดียวเท่านั้น

                  หลังจากเข้ารับอิสลาม 6 เดือน เธอก็ได้พบกับคู่ครอง
เป็นการแต่งก่อนจีบ ทั้งคู่ไม่ได้เริ่มด้วยความรัก แต่เพราะศรัทธาเดียวกัน
เธอบอกว่า "เรารักอัลลอฮ์ รักนบี และอยากทำงานเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เพื่อการพัฒนางานอัลอิสลามเหมือนกัน" และเธอเองก็เคยขอดุอาอฺไว้เช่นนี้ อัลฮัมดุลิละฮ์ คู่ครองของเธอเป็นเชฟมาหลายประเทศ จึงช่วยกันในเรื่องอาหารฮาลาล

                ช่วงเวลาหลังจากเข้ารับอิสลาม เธอตั้งปณิธานไว้ว่า เวลาในชีวิตทุกวินาทีมีคุณค่า เธอเสียเวลามามากกับบางสิ่งและบางคน บางเวลาไม่อาจย้อนมาได้ แต่เวลาที่เราน่าจะทำอะไรได้มากกว่าที่ผ่านมาก็คือการเรียนรู้และแก้ไขใหม่เมื่อผิดพลาด เธอดำเนินชีวิตในแบบมุสลิม และยังเผยแพร่ศาสนา ช่วยงานด้านการศึกษา และอาหารฮาลาลอย่างแข็งขัน

                อัลอัมดุลิลละฮ์ มาชาอัลลอฮ์ เรื่องราวและบททดสอบที่เธอประสบล้วนเป็นกำหนดของอัลลอฮ์ ที่ดึงเธอกลับเข้าสู่แนวทางอันเที่ยงตรง สู่แสงสว่างของชีวิต ขอความเมตตา และความจำเริญ และริซกี ได้เพิ่มพูนให้กับชีวิตของเธอ ให้อยู่กับความมั่นคงในศาสนาตลอดไป

.......................

ขอบคุณ รายการฟ้าใหม่ และเรื่องราวชีวิตของคุณฮิดายะฮฺ ยอมิน
เรียบเรียงโดย New muslim | มุสลิมใหม่

กุ้ลฮุวั้ลลอฮุอะฮัด



จากท่านอบีดัรดาอ์ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า
"ท่านอ่อนแอหรือที่จะอ่านหนึ่งในสามของอัลกุรอ่านภายในหนึ่งคืน พวกเขากล่าวว่า จะอ่านอย่างไรภายในคืนเดียว ถึงหนึ่งในสามของอัลกุรอ่าน ท่านกล่าวว่า "กุ้ลฮุวั้ลลอฮุอะฮัด"เท่ากับ 1 ใน 3 ของอัลกุรอ่าน"(บันทึกหะดิษโดย บุคอรี มุสลิม)

จากท่านอะนัส ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า
"ผู้ใดอ่าน "กุ้ลฮุวั้ลลอฮุอะฮัด"200ครั้งทุกวัน บาปจะถูกลบออกจากเขา 50ปี (นอกจากเขาจะมีหนี้)" (บันทึกหะดิษโดย อิหม่ามอะหมัด)
"กุ้ลฮุวั้ลลอฮุอะฮัด"เท่ากับ 1 ใน 3 ของอัลกุรอ่าน" ในที่นี้ นักอธิบายหะดิษ หมายถึง เนื้อหาของกุ้ลฮุวั้ลลอฮุอะฮัดครอบ 1 ใน 3 ของอัลกุนอาน ไม่ใช่ อ่านกุ้ลฮุวั้ลลอฮุอะฮัด ได้รับผลบุญ  1 ใน 3 ของอัลกุนอาน หรือ อ่านกุ้ลฮุวั้ลลอฮุอะฮัด 3 จบ ถือว่าได้รับผลบุญเหมือนอ่านอัลกุรอานทั้งเล่มแต่อย่างใด

والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

นบีมุฮัมมัดถูกส่งมาเพื่อมนุษยชาติทั้งมวล



               ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นศาสนทูตคนสุดท้ายของอัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอา ตรัสว่า

مَّا كَانَ مُحَمَّدٌ أَبَا أَحَدٍ مِّن رِّجَالِكُمْ وَلَٰكِن رَّسُولَ اللَّهِ وَخَاتَمَ النَّبِيِّينَ وَكَانَ اللَّهُ بِكُلِّ شَيْءٍ عَلِيمًا ( 40 )
"มุฮัมมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า แต่เป็นร่อซูลของอัลลอฮฺและคนสุดท้ายแห่งบรรดานบี"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-อะฮฺซาบ 33:40)

ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่ได้ถูกส่งมาเพื่อมุสลิมหรือชาวอาหรับเท่านั้น แต่ท่านถูกส่งมาเพื่อมนุษยชาติทั้งหมด

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอา ตรัสว่า

وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا رَحْمَةً لِّلْعَالَمِينَ ( 107 )
"และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-อัลอัมบิยาอฺ 21: 107)

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอา ตรัสว่า

وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا كَافَّةً لِّلنَّاسِ بَشِيرًا وَنَذِيرًا وَلَٰكِنَّ أَكْثَرَ النَّاسِ لَا يَعْلَمُونَ ( 28 )
"และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด เว้นแต่เป็นผู้แจ้งข่าวดีและเป็นผู้ตักเตือนแก่มนุษย์ทั้งหลาย"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺสะบะอฺ 34: 28)

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"ก่อนหน้าฉันเคยมีนบีส่งมายังชนชาติของเท่านั้น แต่ฉันได้ถูกส่งมายังมนุษยชาติทั้งหมด" (บันทึกหะดิษโดยบุคอรีย์ หะดิษเลขที่ 429)


والله أعلم بالصواب


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

จำเป็นต้องเอาของที่ยืมกลับมาคืนเจ้าของ

                             
                     จำเป็นแก่ผูแก่ผู้ที่ยืมจะต้องเอาของที่ยืมไป มาคืนเจ้าของผู้ให้ยืม หลังจากเสร็จการเอาประโยชน์ในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้แล้ว

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า


إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُكُمْ أَن تُؤَدُّوا الْأَمَانَاتِ إِلَىٰ أَهْلِهَ 
"แท้จริงอัลลอฮฺทรงใช้พวกเจ้าให้มอบคืนบรรดาของฝากแก่เจ้าของของมัน..."

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ 4: 58)

รายงานจากท่านอบีหุร็อยเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม เล่าว่า แท้จริงท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"เจ้าจงคืนอะมานะฮฺ (ความไว้เนื้อเชื้อใจ) กลับไปสู่ผู้ไว้เนื้อเชื้อใจท่าน และจงอย่าหักหลังคนที่หักหลังท่าน" (บันทึกหะดิษโดยอบูดาวูด ติรฺมีซีย์ โดยถือว่าะหะดิษเศาะเฮี๊ยะฮฺ และอัลฮากิม โดยถือว่าเป็นหะดิษฮะซัน)

รายงานจากอบีอะมานะฮฺ เล่าว่า แท้จริงท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"ของที่ยืมไปนั้นต้องนำกลับคืนสู่เจ้าของของมัน" (บันทึกหะดิษโดยอบูดาวูด และติรฺมีซีย์ โดยถือว่าหะดิษเศาะเฮี๊ยะฮฺ)


والله أعلم بالصواب


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

การทำบุญคนตายมีจริงหรือในมัซฮับชาฟิอียฺ"




    ท่านอิหม่ามนะวะวีย์ (ท่านสังกัดมัซฮับชาฟิอีย์ สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ.676) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัล-มัจญมั๊วะอฺ” เล่มที่ 5 หน้า 320 ว่า…

قَالَ صَاحِبُ الشَّامِلِ وَغَيْرُهُ : وَأَمَّا إِصْلاَحُ أَهْلِ الْمَيِّتِ طَعَامًا وَجَمْعُ النَّاسِ عَلَيْهِ فَلَمْ يُنْقَلْ فِيْهِ شَىْءٌ وَهُوَ بِدْعَةٌ غَيْرُ مُسْتَحَبَّةٍ …..

“ท่านเจ้าของหนังสือ “อัช-ชามิล” (มีชื่อว่า อบูนัศรฺ, มะห์มูด บิน อัล-ฟัฎล์ อัล-อิศบะฮานีย์, มีชื่อรองว่า อิบนุ ศ็อบบาค เป็นชาวเมือง อิศฟาฮาน, สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 512) และนักวิชาการท่านอื่นๆกล่าวว่า…

อนึ่ง การที่ครอบครัวผู้ตายได้จัดปรุงอาหารขึ้น และเชิญชวนผู้คนให้มาร่วมรับประทานกัน พฤติกรรมนี้ ไม่เคยปรากฏมีรายงานหลักฐานมาแต่ประการใด, ดังนั้น มันจึงเป็นบิดอะฮ์ที่ไม่ชอบตามหลักการศาสนา”


والله أعلم بالصواب

โดย อ.อรุณ บุญชม
✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿