อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

มารยาทในการพูดคุยระหว่างชายหญิง






              ฟุเกาะฮาอ์(นักนิติศาสตร์อิสลาม)กล่าวว่า เสียงของผู้หญิงนั้น ไม่ใช่เอาเราะฮฺ(สิ่งที่ต้องปกปิด)โดยตัวมันเอง ดังนั้นมันจึงไม่ได้ห้ามที่จะฟัง เมื่อมีความจำเป็นต้องฟัง พวกเขาจึงไม่ได้ห้ามการฟัง แต่ต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

            ผู้หญิงต้องไม่ลากเสียงให้ยาว ต้องไม่ทำเสียงให้อ่อนหวาน หรือยกเสียงสูง(ทั้งหมดนี้หมายถึงการพูดจาให้อยู่ในระดับปกติ ไม่ได้ดัดเสียงเพื่อสร้างแรงดึงดูดใจแก่ผู้ฟัง) มันเป็นที่ต้องห้ามสำหรับผู้ชายที่จะฟังอย่างเพลิดเพลิน เพราะเกรงว่าจะเกิดฟิตนะฮฺขึ้น

            ปัจจัยชี้ชัดที่รู้กันดีว่าเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับผู้หญิงเกี่ยวกับคำพูดและเสียงนั้น อยู่ในอายะฮฺดังต่อไปนี้


يَا نِسَاءَ النَّبِيِّ لَسْتُنَّ كَأَحَدٍ مِّنَ النِّسَاءِ إِنِ اتَّقَيْتُنَّ فَلَا تَخْضَعْنَ بِالْقَوْلِ فَيَطْمَعَ الَّذِي فِي قَلْبِهِ مَرَضٌ وَقُلْنَ قَوْلًا مَّعْرُوفًا ( 32 )


           " โอ้ บรรดาภริยาของนะบีเอ๋ย! พวกเธอไม่เหมือนกับสตรีใด ๆ ในเหล่าสตรีอื่นหากพวกเธอยำเกรง(อัลลอฮฺ)ก็ไม่ควรพูดจาเพราะพริ้งนัก เพราะจะทำให้ผู้ที่ในหัวใจของเขามีโรคเกิดความโลภ แต่จงพูดด้วยถ้อยคำที่พอเหมาะพอควร"(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล อะหฺซาบ 33 : 32)

           ดังนั้นจึงเป็นการห้ามที่จะทำเสียงให้นุ่มนวลเกินไปในการพูดคุย เป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้หญิงต้องต้องพูดคุยด้วยวิธีการที่ถูกต้องตามครรลองอิสลาม ซึ่งความหมายของมันเป็นไปตามที่มุฟัสซิรีน(นักอธิบายอัล กุรอาน)ได้อธิบายไว้ว่า พวกนางต้องไม่ทำให้คำพูดนั้นอ่อนหวาน ขณะที่สนทนากับพวกผู้ชาย

            กล่าวโดยสรุปว่า สิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้หญิงมุสลิม เมื่อต้องพูดคุยกับชายที่ไม่ใช่มะหฺร็อมก็คือ   ต้องยึดมั่นกับหลักการตามอายะฮฺที่ยกมาข้างต้น

            ผู้หญิงมุสลิมจะต้องถอนตัวออกจากสิ่งที่ต้องห้าม และปฏิบัติหน้าที่ต่างๆให้ลุล่วง นางควรจะพูดกับผู้ชายเฉพาะเมื่อจำเป็น และเฉพาะเรื่องที่อนุญาตและเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่เรื่องที่เสื่อมเสีย
            และการพูดระหว่างนางกับชายที่ไม่ใช่มะหฺร็อมนี้ จะต้องไม่มีการทำเสียงสูงเสียงต่ำหรือแสดงท่าทางต่างๆ หรือการพูดคุยไร้สาระ สนุกสนาน และตลกขบขันต่างๆ เพื่อไม่เปิดช่องทางให้เกิดการกระตุ้นอารมณ์ฝ่ายต่ำและความเคลือบแคลงต่างๆ

            ผู้หญิงไม่ได้ถูกปิดกั้นจากการพูดคุยกับชายที่ไม่ใช่มะหฺร็อม เมื่อจำเป็นต้องพูดคุย ได้แก่เรื่องที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับนางโดยตรง เช่น การซื้อของ หรือการประกอบธุรกิจอื่นๆ เพราะว่ากรณีนี้ทั้งสองฝ่ายต้องมีการพูดคุยกัน
         

            เช่นเดียวกันผู้หญิงก็อาจถามอุละมาอฺ(นักวิชาการอิสลาม)เกี่ยวกับประเด็นทางชะรีอะฮฺ หรือผู้ชายก็อาจถามนางได้ ดังที่มีตัวบทที่ยืนยันชัดเจนจากอัล กุรอานและซุนนะฮฺ

            ตามกรอบที่ได้วางไว้ข้างต้นแล้ว ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดที่ผู้หญิงจะพูดคุยกับชายที่ไม่ใช่มะหฺร็อม จึงอนุญาตให้ผู้ชายสามารถให้สลามผู้หญิงได้หรือในทางตรงกันข้ามก็อนุญาตให้ผู้หญิงทำเช่นนั้นได้เช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับหลักฐานที่แข็งแรง

             อย่างไรก็ตามการทักทายนี้ต้องไม่มีสิ่งใดที่กระตุ้นสัญชาตญานฝ่ายต่ำในตัวของคนที่หัวใจมีโรค เป็นไปตามเงื่อนไขที่ว่าต้องให้ปลอดภัยจากฟิตนะฮฺ ดังนั้นต้องเอาใจใส่กับกรอบที่วางไว้ข้างต้นด้วย

             ถ้าหากเกรงว่าฟิตนะฮฺจะเกิดขึ้นเนื่องจากการให้สลาม ก็ให้ยุติการทักทายด้วยสลามแก่ผู้หญิงเสีย ไม่ว่าจะให้หรือรับสลามก็ตาม เพราะว่าการละทิ้งฟิตนะฮฺด้วยการยุติการให้สลามนั้นคือการป้องกันความเสื่อมเสียที่จะเกิดขึ้น  สรุปก็คือ หลักในการป้องกันสิ่งที่จะก่อให้เกิดผลร้าย เป็นเรื่องที่มาก่อนการทำสิ่งที่อาจก่อให้เกิดผลดี(เช่น แม้ว่าการให้สลามเป็นสิ่งดี แต่หากกลัวว่าจะมีฟิตนะฮฺก็ให้เลือกยุติการให้สลามเป็นการดีกว่า-ผู้แปล)
(อ้างจาก อัล มุฟัศศ็อล ฟี อะหฺกาม อัล มัรอะฮฺ โดยเชค ดร. อับดุล กะรีม ซัยดาน เล่ม 3/227)



والله أعلم بالصواب



-โดย ชัยคฺ มุฮัมมัด ศอลิหฺ อัล มุนัจญิด
-อิบนุ อับดุรรอูฟ แปลและเรียบเรียง




✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿




อุบัติเหตุของฮิดายะฮฺ ยอมิน



                   เรื่องราวของสาวมุสลิมใหม่ชาวไทย "ฮิดายะฮฺ ยอมิน" กับอุบัติเหตุที่เธอประสบถึง 9 ครั้งในชีวิต ทำให้เธอฉุกคิดว่าต้องมีใครที่คอยปกป้องดูแลเธออยู่

                 อุบัติเหตุทางรถยนต์ที่เธอประสบครั้งแรก ช่วงเวลายาวนานที่เธอค้างเติ่งอยู่ในรถที่เกิดเหตุ หันไปก็เจอเพียงแต่โดมมัสยิด อยู่กับตัวเองและความคิดในสมอง เมื่อเธอรอดจากเหตุการณ์นี้มาได้ เธอรู้สึกว่าการยกมือไหว้ไม่เพียงพอ ทำให้เธอต้องก้มลงสุญูดแนบกับพื้นดินตรงนั้น โดยที่ตัวเธอเองไม่เคยทำแบบนี้มาก่อน เธอรู้เพียงแค่ว่าต้องการขอบคุณผู้ที่ให้เธอมีชีวิตรอด ผู้ที่อยู่เหนือทุกสิ่ง ไม่ใช่แค่เพียงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป แต่ตอนนั้นเธอยังไม่รู้ว่าพระเจ้าคือใคร?

                   ฮิดายะห์ โตมาจากครอบครัวที่เคร่งครัดในพุทธศาสนาครอบครัวหนึ่ง ดำเนินชีวิตแบบวัยรุ่นที่มีความคิด มีความมั่นใจ เป็นตัวของตัวเอง เหตุการณ์ต่างๆในชีวิตของเธอที่เธอประสบล้วนเป็นเรื่องเฉียดตาย จนอุบัติเหตุครั้งสุดท้าย ทำให้เธอศึกษาอิสลาม และตัดสินใจในที่สุด

             เมื่อเธอต้องการเข้ารับอิสลาม เธอจึงบอกกับพ่อแม่ของเธอ แล้วก็ต้องประหลาดใจ เมื่อพ่อแม่ที่เลี้ยงเธอมา ได้บอกว่า จริงๆแล้วเธอเป็นลูกของพ่อแม่มุสลิมคู่หนึ่ง แต่ด้วยกำหนดของอัลลอฮ์ ทำให้เธอต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ที่แท้จริง มาอยู่กับพ่อแม่บุญธรรมที่รักและเลี้ยงดูเธอมาเหมือนลูกแท้ๆ

                  เมื่อวันที่เธอเข้ารับอิสลามเธอตั้งใจอย่างแน่วแน่ ที่จะทำงานที่เธอถนัดเพื่อรับใช้อิสลาม เธออยากใช้วินาทีที่เหลืออยู่อย่างคุ้มค่าในวิถีทางของอัลลอฮ์ จากชีวิตที่ไร้แก่นสาร ขาดทิศทางในการดำเนินชีวิต เธอได้เติมเต็มชีวิตของเธอด้วยอัลกุรอาน และอัลฮะดีษ หักดิบตัวเองทันทีเมื่อเข้ารับอิสลาม >> เธอเปลี่ยนแปลงการแต่งกายสู่การคลุมฮิญาบอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับอิสลาม<< ทิ้งทุกอย่างที่เคยทำก่อนการเข้ารับอิสลามทั้งหมด เริ่มต้นชีวิตมุสลิมะห์ด้วยความเคร่งครัด เมื่อเธอรู้แล้วว่าตัวเธอเองอยู่ไปเพื่ออะไร และต้องการทำทุกอย่างที่อัลลอฮฺพึงพอใจ ด้วยความเชื่อมั่นว่า อัลลอฮ์ คือพระเจ้าหนึ่งเดียวเท่านั้น

                  หลังจากเข้ารับอิสลาม 6 เดือน เธอก็ได้พบกับคู่ครอง
เป็นการแต่งก่อนจีบ ทั้งคู่ไม่ได้เริ่มด้วยความรัก แต่เพราะศรัทธาเดียวกัน
เธอบอกว่า "เรารักอัลลอฮ์ รักนบี และอยากทำงานเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เพื่อการพัฒนางานอัลอิสลามเหมือนกัน" และเธอเองก็เคยขอดุอาอฺไว้เช่นนี้ อัลฮัมดุลิละฮ์ คู่ครองของเธอเป็นเชฟมาหลายประเทศ จึงช่วยกันในเรื่องอาหารฮาลาล

                ช่วงเวลาหลังจากเข้ารับอิสลาม เธอตั้งปณิธานไว้ว่า เวลาในชีวิตทุกวินาทีมีคุณค่า เธอเสียเวลามามากกับบางสิ่งและบางคน บางเวลาไม่อาจย้อนมาได้ แต่เวลาที่เราน่าจะทำอะไรได้มากกว่าที่ผ่านมาก็คือการเรียนรู้และแก้ไขใหม่เมื่อผิดพลาด เธอดำเนินชีวิตในแบบมุสลิม และยังเผยแพร่ศาสนา ช่วยงานด้านการศึกษา และอาหารฮาลาลอย่างแข็งขัน

                อัลอัมดุลิลละฮ์ มาชาอัลลอฮ์ เรื่องราวและบททดสอบที่เธอประสบล้วนเป็นกำหนดของอัลลอฮ์ ที่ดึงเธอกลับเข้าสู่แนวทางอันเที่ยงตรง สู่แสงสว่างของชีวิต ขอความเมตตา และความจำเริญ และริซกี ได้เพิ่มพูนให้กับชีวิตของเธอ ให้อยู่กับความมั่นคงในศาสนาตลอดไป

.......................

ขอบคุณ รายการฟ้าใหม่ และเรื่องราวชีวิตของคุณฮิดายะฮฺ ยอมิน
เรียบเรียงโดย New muslim | มุสลิมใหม่

กุ้ลฮุวั้ลลอฮุอะฮัด



จากท่านอบีดัรดาอ์ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า
"ท่านอ่อนแอหรือที่จะอ่านหนึ่งในสามของอัลกุรอ่านภายในหนึ่งคืน พวกเขากล่าวว่า จะอ่านอย่างไรภายในคืนเดียว ถึงหนึ่งในสามของอัลกุรอ่าน ท่านกล่าวว่า "กุ้ลฮุวั้ลลอฮุอะฮัด"เท่ากับ 1 ใน 3 ของอัลกุรอ่าน"(บันทึกหะดิษโดย บุคอรี มุสลิม)

จากท่านอะนัส ร่อฎียัลลอฮุอันฮุ ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า
"ผู้ใดอ่าน "กุ้ลฮุวั้ลลอฮุอะฮัด"200ครั้งทุกวัน บาปจะถูกลบออกจากเขา 50ปี (นอกจากเขาจะมีหนี้)" (บันทึกหะดิษโดย อิหม่ามอะหมัด)
"กุ้ลฮุวั้ลลอฮุอะฮัด"เท่ากับ 1 ใน 3 ของอัลกุรอ่าน" ในที่นี้ นักอธิบายหะดิษ หมายถึง เนื้อหาของกุ้ลฮุวั้ลลอฮุอะฮัดครอบ 1 ใน 3 ของอัลกุนอาน ไม่ใช่ อ่านกุ้ลฮุวั้ลลอฮุอะฮัด ได้รับผลบุญ  1 ใน 3 ของอัลกุนอาน หรือ อ่านกุ้ลฮุวั้ลลอฮุอะฮัด 3 จบ ถือว่าได้รับผลบุญเหมือนอ่านอัลกุรอานทั้งเล่มแต่อย่างใด

والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

นบีมุฮัมมัดถูกส่งมาเพื่อมนุษยชาติทั้งมวล



               ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นศาสนทูตคนสุดท้ายของอัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอา ตรัสว่า

مَّا كَانَ مُحَمَّدٌ أَبَا أَحَدٍ مِّن رِّجَالِكُمْ وَلَٰكِن رَّسُولَ اللَّهِ وَخَاتَمَ النَّبِيِّينَ وَكَانَ اللَّهُ بِكُلِّ شَيْءٍ عَلِيمًا ( 40 )
"มุฮัมมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า แต่เป็นร่อซูลของอัลลอฮฺและคนสุดท้ายแห่งบรรดานบี"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-อะฮฺซาบ 33:40)

ท่านนบีมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่ได้ถูกส่งมาเพื่อมุสลิมหรือชาวอาหรับเท่านั้น แต่ท่านถูกส่งมาเพื่อมนุษยชาติทั้งหมด

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอา ตรัสว่า

وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا رَحْمَةً لِّلْعَالَمِينَ ( 107 )
"และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัล-อัลอัมบิยาอฺ 21: 107)

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอา ตรัสว่า

وَمَا أَرْسَلْنَاكَ إِلَّا كَافَّةً لِّلنَّاسِ بَشِيرًا وَنَذِيرًا وَلَٰكِنَّ أَكْثَرَ النَّاسِ لَا يَعْلَمُونَ ( 28 )
"และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด เว้นแต่เป็นผู้แจ้งข่าวดีและเป็นผู้ตักเตือนแก่มนุษย์ทั้งหลาย"

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺสะบะอฺ 34: 28)

ท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"ก่อนหน้าฉันเคยมีนบีส่งมายังชนชาติของเท่านั้น แต่ฉันได้ถูกส่งมายังมนุษยชาติทั้งหมด" (บันทึกหะดิษโดยบุคอรีย์ หะดิษเลขที่ 429)


والله أعلم بالصواب


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

จำเป็นต้องเอาของที่ยืมกลับมาคืนเจ้าของ

                             
                     จำเป็นแก่ผูแก่ผู้ที่ยืมจะต้องเอาของที่ยืมไป มาคืนเจ้าของผู้ให้ยืม หลังจากเสร็จการเอาประโยชน์ในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้แล้ว

พระองค์อัลลอฮฺ ศุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า


إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُكُمْ أَن تُؤَدُّوا الْأَمَانَاتِ إِلَىٰ أَهْلِهَ 
"แท้จริงอัลลอฮฺทรงใช้พวกเจ้าให้มอบคืนบรรดาของฝากแก่เจ้าของของมัน..."

(อัลกุรอาน สูเราะฮฺอัน-นิสาอ์ 4: 58)

รายงานจากท่านอบีหุร็อยเราะฮฺ ร่อฎียัลลอฮุอันฮุม เล่าว่า แท้จริงท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"เจ้าจงคืนอะมานะฮฺ (ความไว้เนื้อเชื้อใจ) กลับไปสู่ผู้ไว้เนื้อเชื้อใจท่าน และจงอย่าหักหลังคนที่หักหลังท่าน" (บันทึกหะดิษโดยอบูดาวูด ติรฺมีซีย์ โดยถือว่าะหะดิษเศาะเฮี๊ยะฮฺ และอัลฮากิม โดยถือว่าเป็นหะดิษฮะซัน)

รายงานจากอบีอะมานะฮฺ เล่าว่า แท้จริงท่านรสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
"ของที่ยืมไปนั้นต้องนำกลับคืนสู่เจ้าของของมัน" (บันทึกหะดิษโดยอบูดาวูด และติรฺมีซีย์ โดยถือว่าหะดิษเศาะเฮี๊ยะฮฺ)


والله أعلم بالصواب


✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

การทำบุญคนตายมีจริงหรือในมัซฮับชาฟิอียฺ"




    ท่านอิหม่ามนะวะวีย์ (ท่านสังกัดมัซฮับชาฟิอีย์ สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ.676) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “อัล-มัจญมั๊วะอฺ” เล่มที่ 5 หน้า 320 ว่า…

قَالَ صَاحِبُ الشَّامِلِ وَغَيْرُهُ : وَأَمَّا إِصْلاَحُ أَهْلِ الْمَيِّتِ طَعَامًا وَجَمْعُ النَّاسِ عَلَيْهِ فَلَمْ يُنْقَلْ فِيْهِ شَىْءٌ وَهُوَ بِدْعَةٌ غَيْرُ مُسْتَحَبَّةٍ …..

“ท่านเจ้าของหนังสือ “อัช-ชามิล” (มีชื่อว่า อบูนัศรฺ, มะห์มูด บิน อัล-ฟัฎล์ อัล-อิศบะฮานีย์, มีชื่อรองว่า อิบนุ ศ็อบบาค เป็นชาวเมือง อิศฟาฮาน, สิ้นชีวิตปี ฮ.ศ. 512) และนักวิชาการท่านอื่นๆกล่าวว่า…

อนึ่ง การที่ครอบครัวผู้ตายได้จัดปรุงอาหารขึ้น และเชิญชวนผู้คนให้มาร่วมรับประทานกัน พฤติกรรมนี้ ไม่เคยปรากฏมีรายงานหลักฐานมาแต่ประการใด, ดังนั้น มันจึงเป็นบิดอะฮ์ที่ไม่ชอบตามหลักการศาสนา”


والله أعلم بالصواب

โดย อ.อรุณ บุญชม
✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿


แนวทางสลัฟ


               
             แนวทางของบรรดาชนรุ่นแรก (มัซฮะบุสสะลัฟ)

 ซึ่งได้แก่แนวทางของบรรดาสาวก(ซอฮาบะฮฺ)ของท่านรอซู้ล

ผู้จำเริญรอยตามสาวก(ตาบิอูน)และผู้ที่ดำเนินตามผู้ที่เจริญรอยตามสาวก(ตาบิอิตตาบิอีน)

ซึ่งถ้าหากว่า เราจะคิดคำนวณดูระยะเวลาแล้วก้จะพบว่าบุคคลเหล่านี้มีชีวิตอยู่ในระหว่าง 3 ศตวรรษแรก

 หลังจากท่านรอซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้อพยพจากนครมักกะฮฺไปยังนครอัล-มะดีนะฮฺ

นอกจากนี้แล้วก็ได้แก่ผู้ที่ดำเนินตามแนวทางนี้เรียกว่า "อะฮฺลุสสะลัฟ หรือ ชาวสะลัฟ"

- หลักความเชื่อถือ หรือ การศรัทธาของหมู่ชนรุ่นแรก (อะฮฺลุสสะลัฟ) -

หลักการศรัทธาของบรรดาหมู่ชนรุ่นแรก(สะลัฟ)

นั้นธำรงอยู่กับแนวทางแห่งอัลกุรอ่านและซุนนะฮฺของท่านรอซู้ล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

โดยไม่ยอมตีความตัวบทไปเป็นอย่างอื่น

ดังมีความสอดคล้องกันกับพจนารถของพระองค์อัลลอฮฺ ที่มีความว่า


هُوَ الَّذِي أَنزَلَ عَلَيْكَ الْكِتَابَ مِنْهُ آيَاتٌ مُّحْكَمَاتٌ هُنَّ أُمُّ الْكِتَابِ وَأُخَرُ مُتَشَابِهَاتٌ فَأَمَّا الَّذِينَ فِي قُلُوبِهِمْ زَيْغٌ فَيَتَّبِعُونَ مَا تَشَابَهَ مِنْهُ ابْتِغَاءَ الْفِتْنَةِ وَابْتِغَاءَ تَأْوِيلِهِ وَمَا يَعْلَمُ تَأْوِيلَهُ إِلَّا اللَّهُ وَالرَّاسِخُونَ فِي الْعِلْمِ يَقُولُونَ آمَنَّا بِهِ كُلٌّ مِّنْ عِندِ رَبِّنَا وَمَا يَذَّكَّرُ إِلَّا أُولُو الْأَلْبَابِ ( 7 )
"พระองค์คือผู้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่เจ้า โดยที่ส่วนหนึ่งจากคัมภีร์นั้นมีบรรดาโองการที่มีข้อความรัดกุมชัดเจน ซึ่งโองการเหล่านั้น คือรากฐานของคัมภีร์ และมีโองการอื่น  อีกที่มีข้อความเป็นนัย ส่วนบรรดาผู้ที่ในหัวใจของพวกเขามีการเอนเอียงออกจากความจริงนั้น เขาจะติดตามโองการที่มีข้อความเป็นนัยจากคัมภีร์ ทั้งนี้ เพื่อแสวงหาความวุ่นวาย และเพื่อแสวงหาการตีความในโองการนั้น แลไม่มีใครรู้ในการตีความโองการนั้นได้นอกจากอัลลอฮ์ และบรรดาผู้ที่มั่นคงในความรู้เท่านั้น โดยที่พวกเขาจะกล่าวว่า พวกเราศรัทธาต่อโองการนั้น ทั้งหมดนั้นมาจากที่ที่พระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งสิ้น และไม่มีใครที่จะรับคำตักเตือนนอกจากบรรดาผู้ที่มีสติปัญญาเท่านั้น"

 ( อัลกุรอาน สูเราะฮฺอาล อิมรอน 3 : 7 )


والله أعلم بالصواب

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿