อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ชิริกในสังคมมุสลิม



ตัวอย่างการกระทำที่เป็นชิริกในสังคมมุสลิม


1-การกราบไหว้ บูชาเจว็ด รูปปั้น รูปภาพ บุคคล ครูบาอาจารย์ กษัตริย์ เสาหรือธง หรือสิ่งใดๆนอกเหนือจากอัลลอฮฺ รวมถึง คนที่ทำอิบาดะฮฺ เช่น ละหมาด จ่ายซะกาต ถือศีลอด ทำหัจญ์ หรืออิบาดะฮฺใดๆ เพื่อบูชาให้สิ่งอื่นจากอัลลอฮฺ อันนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทำชิริก


การเคารพสักการะกุโบรฺหรือหลุมฝังศพ หรือการที่เชื่อว่าคนดีหรือคนศอลิหฺที่เสียชีวิตไปแล้วจะสามารถให้ความช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้กับคนที่มีชีวิตอยู่ได้ อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿ ۞وَقَضَىٰ رَبُّكَ أَلَّا تَعۡبُدُوٓاْ إِلَّآ إِيَّاهُ﴾ [الإسراء: ٢٣] 

ความว่า “และพระเจ้าของเจ้าบัญชาว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้น” [สูเราะฮฺอัล-อิสรออ์ อายะฮฺที่ 23]


3-การขอพร ขอดุอาอ์จากผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ เช่น จากนบี มลาอิกะฮฺ ญิน ชัยฏอน คนตาย รูปเจว็ด รูปปั้น รูปภาพ หรือสิ่งถูกสร้างที่ประหลาด เช่น วัวสองหัว ควายห้าขา เป็นต้น แม้ว่าคนที่เสียชีวิตไปแล้วจะเป็นคนดีหรือคนศอลิหฺแค่ไหนหรือแม้แต่เป็นนบีก็ตามก็ถือว่าเป็นชิริกเช่นที่ร้ายแรงเช่นเดียวกัน อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿ أَمَّن يُجِيبُ ٱلۡمُضۡطَرَّ إِذَا دَعَاهُ وَيَكۡشِفُ ٱلسُّوٓءَ وَيَجۡعَلُكُمۡ خُلَفَآءَ ٱلۡأَرۡضِۗ أَءِلَٰهٞ مَّعَ ٱللَّهِۚ قَلِيلٗا مَّا تَذَكَّرُونَ ٦٢ ﴾ [النمل: ٦٢] 
ความว่า “หรือผู้ใดเล่าจะตอบรับผู้ร้องทุกข์ เมื่อเขาวิงวอนขอต่อพระองค์ และทรงปลดเปลื้องความชั่วร้ายนั้น และทรงทำให้พวกเจ้า เป็นผู้ปกครองแผ่นดิน จะมีพระเจ้าอื่นคู่เคียงกับอัลลอฮฺอีกหรือ ?  ส่วนน้อยเท่านั้นที่พวกเจ้าจะใคร่ครวญ” [สูเราะฮฺอัน-นัมลฺ อายะฮฺที่ 62]


4-เฏาะวาฟกุโบรฺ ก็ถือเป็นชิริกเช่นกัน จนถึงขั้นที่บางคนจะทำการของผู้ที่ตนเองคิดว่าเป็นคนดีคนศอลิหฺหรือเป็นโต๊ะครูผู้มีความรู้หรือโต๊ะวลี ยืนเคารพกุโบรฺด้วยความคุชูอฺ นอบน้อมต่ำต้อยต่อหน้ากุโบรฺ บางคนเอาใบหน้าไปสัมผัสกับกุโบรฺหรือแม้แต่สุญูดต่อกุโบรฺ โดยอ้างว่าเป็นการแสวงหาบารอกัตแต่ไม่ได้เคารพบูชาแต่อย่างใด บางคนจะลูบเช็ดกุโบรฺ จูบกุโบรฺเสมือนว่าเป็นหินดำที่กะอฺบะฮฺ บางคนจะโกนหัวต่อหน้ากุโบรฺเสมือนว่าไปทำหัจญ์หรืออุมเราะฮฺ จนถึงขั้นที่ได้มีการแต่งหนังสือตำรับตำราในหัวข้อ “การทำหัจญ์ที่กุโบรฺและหลุมฝังศพบรรดาวลี” เพราะพวกเขาเชื่อว่า บรรดาวลีสามารถควบคุมดูแลสิ่งต่างๆในจักรวาล สามารถให้คุณให้โทษได้ทั้งๆที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿ وَإِن يَمۡسَسۡكَ ٱللَّهُ بِضُرّٖ فَلَا كَاشِفَ لَهُۥٓ إِلَّا هُوَۖ وَإِن يُرِدۡكَ بِخَيۡرٖ فَلَا رَآدَّ لِفَضۡلِهِۦۚ يُصِيبُ بِهِۦ مَن يَشَآءُ مِنۡ عِبَادِهِۦۚ وَهُوَ ٱلۡغَفُورُ ٱلرَّحِيمُ ١٠٧ ﴾ [يونس: ١٠٧] 
ความว่า “และหากอัลลอฮฺจะทรงให้ทุกข์ภัยประสบแก่เจ้าแล้ว ก็ไม่มีผู้ปลดเปลื้องมันได้นอกจากพระองค์ และหากพระองค์ทรงปรารถนาความดีแก่เจ้าแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดกีดกันความโปรดปรานของพระองค์ได้ พระองค์ทรงให้ประสบแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” [สูเราะฮฺยูนุส อายะฮฺที่ 107]

บางคนถึงขั้นที่ขอดุอาอฺต่อกุโบรฺให้หายป่วย ให้ได้ลูก ให้ได้ริซกีทรัพย์สินเงินทอง บางคนจะกล่าวต่อกุโบรฺว่า โอ้ท่าน ฉันจากบ้านมาไกลมาหาท่าน ขอท่านจงอย่าได้ทำให้ฉันผิดหวังเลย ทั้งๆ ที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

﴿ وَمَنۡ أَضَلُّ مِمَّن يَدۡعُواْ مِن دُونِ ٱللَّهِ مَن لَّا يَسۡتَجِيبُ لَهُۥٓ إِلَىٰ يَوۡمِ ٱلۡقِيَٰمَةِ وَهُمۡ عَن دُعَآئِهِمۡ غَٰفِلُونَ ٥ ﴾ [الأحقاف: ٥] 

ความว่า “และใครเล่าจะหลงทางมากไปกว่าผู้ที่วิงวอนขออื่นจากอัลลอฮฺที่มันจะไม่ตอบรับ  (การวิงวอนของ)  เขาจนถึงวันกิยามะฮ์ และพวกมันเฉยเมยต่อการวิงวอนขอของพวกเขา” [สูเราะฮฺอัล-อะหฺกอฟ อายะฮฺที่ 5]

ท่านนบีมุหัมมัดก็ยังได้เตือนมิให้กระทำเหล่านี้เพราะจะทำให้คนๆ นั้นต้องตกนรก 

«مَنْ مَاتَ وَهْوَ يَدْعُو مِنْ دُونِ اللَّهِ نِدًّا دَخَلَ النَّارَ» [البخاري]

“ผู้ใดที่เสียชีวิตในสภาพที่เขาดุอาอฺต่อสิ่งภาคีอื่นนอกจากอัลลฮฺจะตกนรก” [บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ]


4-เฏาะวาฟกุโบรฺ ก็ถือเป็นชิริกเช่นกัน จนถึงขั้นที่บางคนจะทำการของผู้ที่ตนเองคิดว่าเป็นคนดีคนศอลิหฺหรือเป็นโต๊ะครูผู้มีความรู้หรือโต๊ะวลี ยืนเคารพกุโบรฺด้วยความคุชูอฺ นอบน้อมต่ำต้อยต่อหน้ากุโบรฺ บางคนเอาใบหน้าไปสัมผัสกับกุโบรฺหรือแม้แต่สุญูดต่อกุโบรฺ โดยอ้างว่าเป็นการแสวงหาบารอกัตแต่ไม่ได้เคารพบูชาแต่อย่างใด บางคนจะลูบเช็ดกุโบรฺ จูบกุโบรฺเสมือนว่าเป็นหินดำที่กะอฺบะฮฺ บางคนจะโกนหัวต่อหน้ากุโบรฺเสมือนว่าไปทำหัจญ์หรืออุมเราะฮฺ จนถึงขั้นที่ได้มีการแต่งหนังสือตำรับตำราในหัวข้อ “การทำหัจญ์ที่กุโบรฺและหลุมฝังศพบรรดาวลี” เพราะพวกเขาเชื่อว่า บรรดาวลีสามารถควบคุมดูแลสิ่งต่างๆในจักรวาล สามารถให้คุณให้โทษได้ทั้งๆที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า
﴿ وَإِن يَمۡسَسۡكَ ٱللَّهُ بِضُرّٖ فَلَا كَاشِفَ لَهُۥٓ إِلَّا هُوَۖ وَإِن يُرِدۡكَ بِخَيۡرٖ فَلَا رَآدَّ لِفَضۡلِهِۦۚ يُصِيبُ بِهِۦ مَن يَشَآءُ مِنۡ عِبَادِهِۦۚ وَهُوَ ٱلۡغَفُورُ ٱلرَّحِيمُ ١٠٧ ﴾ [يونس: ١٠٧] 
ความว่า “และหากอัลลอฮฺจะทรงให้ทุกข์ภัยประสบแก่เจ้าแล้ว ก็ไม่มีผู้ปลดเปลื้องมันได้นอกจากพระองค์ และหากพระองค์ทรงปรารถนาความดีแก่เจ้าแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดกีดกันความโปรดปรานของพระองค์ได้ พระองค์ทรงให้ประสบแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” [สูเราะฮฺยูนุส อายะฮฺที่ 107]

บางคนถึงขั้นที่ขอดุอาอฺต่อกุโบรฺให้หายป่วย ให้ได้ลูก ให้ได้ริซกีทรัพย์สินเงินทอง บางคนจะกล่าวต่อกุโบรฺว่า โอ้ท่าน ฉันจากบ้านมาไกลมาหาท่าน ขอท่านจงอย่าได้ทำให้ฉันผิดหวังเลย ทั้งๆ ที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า

﴿ وَمَنۡ أَضَلُّ مِمَّن يَدۡعُواْ مِن دُونِ ٱللَّهِ مَن لَّا يَسۡتَجِيبُ لَهُۥٓ إِلَىٰ يَوۡمِ ٱلۡقِيَٰمَةِ وَهُمۡ عَن دُعَآئِهِمۡ غَٰفِلُونَ ٥ ﴾ [الأحقاف: ٥] 

ความว่า “และใครเล่าจะหลงทางมากไปกว่าผู้ที่วิงวอนขออื่นจากอัลลอฮฺที่มันจะไม่ตอบรับ  (การวิงวอนของ)  เขาจนถึงวันกิยามะฮ์ และพวกมันเฉยเมยต่อการวิงวอนขอของพวกเขา” [สูเราะฮฺอัล-อะหฺกอฟ อายะฮฺที่ 5]

ท่านนบีมุหัมมัดก็ยังได้เตือนมิให้กระทำเหล่านี้เพราะจะทำให้คนๆ นั้นต้องตกนรก 

«مَنْ مَاتَ وَهْوَ يَدْعُو مِنْ دُونِ اللَّهِ نِدًّا دَخَلَ النَّارَ» [البخاري]

“ผู้ใดที่เสียชีวิตในสภาพที่เขาดุอาอฺต่อสิ่งภาคีอื่นนอกจากอัลลฮฺจะตกนรก” [บันทึกโดยอัล-บุคอรียฺ]



โชคราง



ความเชื่อของมุสลิมคือ ไม่ว่าจะสิ่งดีหรือสิ่งไม่ดีที่มาประสบกับเราล้วนแล้วแต่มาจากอัลลอฮ์ทั้งสิ้น ซึ่งความเชื่อเกี่ยวกับคำทำนายทายทัก โชคลาง ของขลัง ฮวงจุ้ย ล้วนแล้วแต่เป็นความเชื่อของญาฮิลียะห์ ที่อิสลามได้ยกเลิกและต่อต้านอย่างรุนแรง แต่ก็ยังคงหลงเหลือมาในยุคปัจจุบัน ด้วยกับความอุตสาหะพยายามของชัยฏอนในการเผยแพร่ให้ผู้คนหลงไหล และออกจากจากความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวที่ท่านนบี  ได้นำมาเผยแผ่ให้แก่เรา เพื่อจะดึงผู้คนที่หลงผิดไปอยู่กับพวกมันมากทีสุดในนรกญะฮันนัม



        ดังนั้นชัยฏอนจึงอาศัยหนทางแห่งความเชื่อในการดึงมนุษย์ให้หลงผิดในทุกยุคทุกสมัย แม้แต่ในสังคมมุสลิมยังหลงงมงายกับความเชื่อโชคลางดังกล่าวอย่างแพร่หลาย จนกระทั่งใครที่มาเตือนด้วยกับหลักการที่ถูกต้อง ถึงกับต้องตัดขาดกันเลยทีเดียว




ในความจมปลักอยู่กับสิ่งงมงายดังกล่าว ได้มีคนถามผู้รู้เกี่ยวกับปัญหา ท่านเชคตอบคำถามดังกล่าวไว้ว่า



         คำถาม : สำหรับคนที่มีความเชื่อ หรือเชื่อลางร้าย หรือทำนายทายทัก หรือสงสัยว่าจะส่งผลเสียให้เกิดแก่เขา เช่นเจ็บไข้ได้ป่วย หรืออื่นๆ จากบางวัน หรือบางเดือน หรือบางตัวเลข และเวลาต่างๆ หรืออื่นจากนี้ หรือจากการเข้าบ้านนั้นจะเป็นอย่างนั้น สวมเสื้อสีนี้จะเป็นอย่างนี้ อนุญาติหรือไม่ ?



         คำตอบ : ทั้งหมดที่พูดมาไม่อนุญาติทั้งสิ้น ทว่ามันเป็นประเพณีของชาวญาฮิลียะห์ที่งมงาย(ยุคก่อนอิสลามจะมา) เมื่ออิสลามมาเพื่อปฏิเสธและล้มเลิกมัน  แน่นอนว่าหลักฐานมากมายชัดเจนว่าได้ห้ามสิ่่งดังกล่าว เพราะมันคือการตั้งภาคี และมันไม่มีผลใดๆทั้งสิ้น ไม่ว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์หรือให้โทษ เพราะไม่มีผู้ที่ให้ หรือไม่ให้ ผู้ให้ประโยชน์ หรือให้โทษ นอกจากอัลลอฮ์องค์เดียวเท่านั้น



พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า



"และหากว่าอัลลอฮ์ ทรงให้ความเดือดร้อนอย่างหนึ่งอย่างใดประสบแก่เจ้า แล้วก็ไม่มีผู้ใดจะเปลื้องมันได้ นอกจากพระองค์เท่านั้น

และหากพระองค์ทรงให้ความดีอย่างหนึ่งอย่างใดประสบแก่เจ้า แท้จริงพระองค์นั้นทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง"



ในฮะดิษ อิบนิ อับบาส ร่อฏิยัลลอฮุอันฮู่มา แท้จริง ท่านนบี  กล่าวว่า

         "หากประชาชาตินี้รวมตัวกันในการที่จะให้เกิดประโยชน์แก่เจ้าด้วยสิ่งใด พวกเขาก็ไม่ให้เกิดประโยชน์แก่เจ้าได้ เว้นเสียแต่ว่า อัลลอฮ์ได้บันทึกสิ่งนั้นไว้ให้แก่เจ้าแล้ว และหากประชาชาตินี้รวมตัวกันในการที่จะให้เกิดโทษแก่เจ้าด้วยกับสิ่งใด พวกเขาก็ไม่อาจให้เกิดโทษแก่เจ้าได้ เว้นแต่อัลลอฮ์จะบันทึกสิ่งนั้นไว้ให้แก่เจ้าแล้ว ปากกาถูกยกแล้ว และน้ำหมึดก็แห้งแล้ว"


จากอบีฮุร็อยเราะห์ แท้จริงท่านนบี  กล่าวว่า

"ไม่มีโรคระบาด ไม่มีลางร้าย ไม่มีนกฮูก และไม่มีเดือนซอฟัร"


ในบางรายงาน "และไม่มีดวงดาว (เชื่อดวงดาว) และไม่มีภูติผีปีศาจ"

(บันทึกโดยบุครีย์และมุสลิม)



        ท่านนบี  ได้ห้ามการเชื่อลางร้าย และได้กล่าวไว้ในฮะดิษ และบอกว่าแท้จริงแล้วมันไม่มีจริงและไม่มีผลร้ายใดๆ ทว่ามันคือความเข้าใจผิดและจินตนาการที่เลวร้ายเท่านั้น และคำกล่าวของท่านนบี  ที่ว่า "และไม่มีเดือนซอฟัร" ท่านนบี  ได้ห้ามในสิ่งที่บรรดาชนในยุคญาฮิลียะห์ได้เชื่อว่าจะเกิดลางร้ายขึ้นในเดือนซอฟัร(เดือนที่สองในปฏิทินอิสลาม) พวกเขากล่าวกันว่ามันคือ"เดือนแห่งความโชคร้าย" และท่านนบี  ก็ได้ห้ามสิ่งดังกล่าวและยกเลิกมัน



       และท่านก็ได้กล่าวว่า เดือนซอฟัร เหมือนเดือนอื่นๆจากเดือนทั้งหลาย ไม่มีผลใดๆในการได้รับความดีหรือผลักไสความชั่ว  เช่นเดียวกันกับวัน เดือน ปีทั้งหลายก็ไม่แตกต่าง ซึ่งปรากฏว่าชาวญาฮิลียะห์นั้นเชื่อลางร้ายในวันพุธ เชื่อว่าจะเกิดลางร้ายเกี่ยวกับการแต่งงานในเดือนเชาวาล(เดือนที่สิบ)แบบเจาะจง


จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ กล่าวว่า

ท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์  ได้ทำการแต่งงานกับฉันในเดือนเชาวาลและร่วมหอกับฉันในเดือนเชาวาล


ดังนั้น ณ ท่านนบี  แล้วจะมีภริยาของท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์คนใดเล่าจะโชคดีไปกว่าฉัน


อุรวะฮ์กล่าวว่า ท่านหญิงอาอิชะฮ์ชอบที่จะให้บรรดาสตรีของนางเข้า(เรือนหอ)ในเดือนเชาวาล"

รายงานโดยมุสลิม (2551)


        และนี่ก็เหมือนกันกับ ลางร้ายของพวกรอฟิเฎาะ ที่เรียกว่า อัลอะชะเราะห์ และความโกรธเกลียดของพวกเขาต่อวันนี้ และการเป็นศัตรูต่อพวกเขา คือ สิบคนที่ได้รับข่าวดีว่าเป็นชาวสวรรค์จากซอฮาบะห์ของท่านนบี  นี่คือความโง่และสติปัญญาที่เบาบางของพวกเขา และคำพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ท่าน อิบนุตัยมียะห์ได้เขียนไว้มากมายในหนังสือของท่าน (อัลมินฮาจ) ในการตอบโต้พวกรอฟิเฎาะห์


        เช่นเดียวกันกับบรรดาผู้ที่เชื่อในเรื่องดวงดาว เอามาอนุมานเข้ากับวันเวลา และรู้สึกว่าจะได้รับลางร้าย และเวลานั้นดี เวลานี้ไม่ดี ข้อตัดสินดังกล่าวในเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับดวงดาวนั้นไม่ได้ถูกปิดบังเลยแม้แต่น้อยจากหลักการของอิสลามว่าเป็นเรื่องที่ต้องห้าม และมันคือสิ่งหนึ่งจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ และคำพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมากมาย ทุกเรื่องราวที่กล่าวมาล้วนแล้วแต่เป็นพฤติกรรมของชาวญาฮิลียะห์ ซึ่งบทบัญญัติอิสลามได้ปฏิเสธและยกเลิกมันโดยสิ้นเชิง


        ท่านอิบนุก็อยยิม ร่อฮิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า โชคลาง คือ ลางร้ายที่มาจากการมองเห็น หรือได้ยิน ดังนั้นเมื่อมนุษย์ถูกใช้งาน และเขาก็กลับมาจากการเดินทาง (ไปๆมาๆด้วยกับการเชื่อโชคลาง) หรือ ปฏิเสธที่จะทำมันอันเนื่องจากลางร้าย แน่นอนว่าเขาติดกับดักของการตั้งภาคีแล้ว ทว่าเขานั้นได้พึ่งพิงและเขาได้ถอนตัวออกจากการมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา และเปิดประสู่ความหวาดกลัว และผูกพันกับสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ และลางร้ายจากสิ่งที่เขาเห็น หรือ ได้ยิน ตัดขาดออกจากจุดยืนที่ว่า


{إِيَّاكَ نَعْبُدُ وَإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ} فاتحة 6

"เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือ"

{فَاعْبُدْهُ وَتَوَكَّلْ عَلَيْهِ} هود 123

"ดังนั้นจงภักดีต่อพระองค์ และมอบหมายต่อพระองค์"

، {عَلَيْهِ تَوَكَّلْتُ وَإِلَيْهِ أُنِيبُ} هود 88

"แด่พระองค์ฉันขอมอบหมายและยังพระองค์เท่านั้นฉันกลับไปหา"


        หัวใจของเขาก็กลายเป็นว่าถูกแขวนไว้กับสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ ทั้งด้านเคารพภักดี และการมอบหมาย และก็จะมาทำลายหัวใจและความศรัทธา และเขายังคงมุ่งเป้าหมายไปสู่ลางร้าย และเขับเคลื่อนไปทุกทิศทางที่ชัยฏอนก็มีอำนาจเหนือเขา มันเป็นผู้ที่ทำลายศาสนาและดุนยา กี่มากน้อยแล้วที่ได้รับความวิบัติด้วยสาเหตุดังกล่าว และขาดทุนทั้งดุนยาและอาคิเราะห์ และหลักฐานห้ามจากโชคลางและลางร้ายเป็นที่รู้จักกันดีและมีอย่างมากมาย



       จากคำฟัตวาจากท่านเชคก็ได้ชี้ชัดแล้วว่า การเชื่อเรื่องโชคลางเป็นหนึ่งจากการตั้งภาคีที่นับว่าเป็นบาปที่พระองค์อัลลอฮ์จะไม่อภัยโทษให้แก่เขาเป็นอันขาด ดังที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า


"แท้จริงอัลลอฮฺ จะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้มีภาคี ขึ้นแก่พระองค์ และพระองค์ทรงอภัยให้แก่สิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์

และผู้ใดให้มีภาคีขึ้นแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอนเขาก็ได้อุปโลกน์บาปกรรมอันใหญ่หลวงขึ้น"

(นิสาอ์ 48)




       และถ้าหากเราจะศึกษาจริงๆ เราก็จะพบว่า การเชื่อโชคลางนั้นเป็นหลักคำสอนของศาสนาอื่น ที่ไม่ใช่ศาสนาอิสลามอย่างแน่นอน





วันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

การละหมาดคุซูฟ​(จันทรุปราคา)



- เป็นซุนนะฮ์มุอั๊กกะดะฮ์​ (ท่านนบีเน้นให้กระทำ)

- ซุนนะฮ์​ให้ทำการละหมาดแบบญะมาอะฮ์

- ให้ประกาศขณะจะละหมาดว่า​   اَلصَّلاَةُ جَامِعَةً

“อัซซอลาตุญามิอะฮ์” " ละหมาดรวมกัน"

- ให้ละหมาดเหมือนละหมาดซุนนะฮ์ร่อวาติ๊บทั่วๆไป

แต่มีการเพิ่มการรุกัวะ 1 ครั้ง ในแต่ละร๊อกอัต

#วิธีการละหมาด:

1. เหนียต
2. ยืนตรงหันหน้าเข้าหากิ๊บละฮฺ
3. ตักบี๊ร
4. อ่านดุอาอ์อิสติฟต๊าห์​ กล่าวอะอูซุบิลลาฮิมินัชชัยฏอนิรร่อญีม​ บิซมิลลาฮิรเราะห์มานิรร่อฮีม
5.อ่านอัลฟาติฮะฮ์​ ต่อด้วยซูเราะฮ์ยาวๆ
6. รุกัวะ
7. ยืนตรง กล่าวสะมิอั้ลลอฮุลิมันฮะมิดะฮ์ ร็อบบะนา​ ละกั้ลฮัมดุ
8. อ่านอัลฟาติฮะฮ์ต่อด้วยซูเราะฮ์​(ยาวน้อยกว่าครั้งแรก)​
9. รุกัวะ
10. ยืนตรง กล่าวสะมิอั้ลลอฮุลิมันฮะมิดะฮ์​ ร็อบบะนา​ ละกั้ลฮัมดุ
11. สุญูด
12.​ นั่งระหว่างสุญูด
13.​ สุญูด​
(ให้การอ่านซูเราะห์  การรุกัวะและการสุญูด ในครั้งที่ 2 นั้นนานน้อยกว่าครั้งแรก)​ เป็นอันเสร็จร๊อกอะฮ์ที่หนึ่ง
14.ทำเช่นขั้นตอนที่​ 2-13 อีกครั้ง นับเป็นร็อกอะฮ์ที่สอง
15. นั่งตะซะฮุด
16. อ่านอัตตะฮียาต ซอละวาตท่านนบี
17. ให้สลาม
18. คุฏบะฮ์โดยอิหม่าม ( เมื่อละหมาดเสร็จแล้ว)

#ชอบให้รำลึกถึงอัลลอฮ์_ขออภัยโทษต่อพระองค์

#และดุอาอ์ให้มากๆ

วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

พึงสอนเตาฮีดแก่บรรดาลูกหลานของพวกท่า



📍พึงสอนเตาฮีดแก่บรรดาลูกหลานของพวกท่าน ด้วยกับการเน้นย้ำ คำถามต่าง ๆ ดังต่อไปนี้...

1 คำถาม : จากที่ไหนที่พวกเรายึดมั่น ในหลักความเชื่อของพวกเรา?
คำตอบ : จากอัล-กุรอ่าน และอัซ-ซุนนะฮฺ

2 คำถาม : อัลลอฮฺอยู่ที่ไหน?
คำตอบ : อัลลอฮฺทรงอยู่บนฟ้าเหนือบัลลังก์

3 คำถาม : อะไรคือหลักฐานจากอัลกุรอ่าน ว่าแท้จริงอัลลอฮฺอยู่เหนือบัลลังก์?
คำตอบ : الرحمن على العرش استوى (อัรรอฮมานุอะลั้ลอัรชิสตะวา) "ผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงสถิตย์อยู่บนบัลลังก์" (ฏอฮา : 5)

4 คำถาม : อะไรคือความหมายของคำว่า อิสตะวา ?
คำตอบ : สูงส่ง และอยู่สูงที่สุด

5 คำถาม : ทำไมอัลลอฮฺถึงต้องสร้างญินและมนุษย์ ?
คำตอบ : เพื่อให้เคารพอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ โดยต้องไม่มีภาคีชิริกต่ออัลลอฮฺ

6: คำถาม : อะไรคือหลักฐานจากอัลกุรอ่านว่าอัลลอฮฺสร้างญินและมนุษย์มาเพื่อเคารพอิบาดะฮฺต่อพระองค์?
คำตอบ : وما خلقت الجن والإنس إلاليعبدون วะมาค่อลักตุ้ลญินนิวัลอินส อิลลาลิยะอฺบุดูน (และข้ามิได้สร้างญินและมนุษย์มาเพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อให้เคารพภักดีต่อข้า) (อัซซาริยาต : 56)

7 คำถาม : อะไรคือความหมายของคำว่า يعبدون ยะอฺบุดูน(พวกเขาเคารพสักการะ) ?
คำตอบ: คือ ยุวะฮฺฮิดูน(พวกเขาจะอิบาดะฮฺแด่อัลลอฮฺองค์เดียว)

8 คำถาม : อะไรคือความหมายของ ลาอิลาฮะอิ้ลลั้ลลอฮฺ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ)?
คำตอบ :  ไม่มีผู้ถูกเคารพกราบไหว้วอนขออย่างแท้จริง นอกจากอัลลอฮฺ

9 คำถาม : อะไรคือสิ่งที่ใหญ่ที่สุดของการอิบาดะฮฺ ?
คำตอบ : อัตเตาฮีด การให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ

10 คำถาม : อะไรคือสิ่งที่ใหญ่ที่สุดของความชั่วช้า ?
คำตอบ : ชิริก การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ

11 คำถาม : อะไรคือ เตาฮีด ?
คำตอบ : ทำให้อัลลอฮฺเป็นหนึ่งเดียวในการอิบาดะฮฺ (เคารพสักการะ)

12 คำถาม : อะไรคือชิริก (การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ)
คำตอบ : การเคารพสักการะอื่นจากอัลลอฮฺ ร่วมกับอัลลอฮฺ

13 ประเภทของ เตาฮีดมีเท่าไหร่?
คำตอบ : มีสามประเภท

14 คำถาม : อะไรคือประเภทของเตาฮีด?
คำตอบ : 1- เตาฮีด อัรรุบูบียะฮฺ 2- เตาฮีด อัลอุลูฮียะฮฺ 3- เตาฮีด อัลอัสมาอฺ วัสสิฟาต

15 คำถาม : อะไรคือคำนิยามของเตาฮีด อัรรุบูบียะฮฺ?
คำตอบ : การให้อัลลอฮฺเป็นหนึ่งเดียวในการกระทำของพระองค์ เช่นในเรื่องของ การสร้าง(ดวงอาทิตย์ โลก ดวงจันทร์ และสิ่งมหัศจรรย์อื่นๆ)และในการให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเรา

16 คำถาม : อะไรคือคำนิยามของเตาฮีด อัลอุลูฮียะฮฺ ?
คำตอบ : การทำให้อัลลอฮฺเป็นหนึ่งเดียวในการอิบาดะฮฺเคารพสักการะ

17 คำถาม : อัลลอฮฺมีพระนามและคุณลักษณะใช่หรือไม่?
คำตอบ : ใช่

18 คำถาม : จากที่ไหนที่พวกเรายึดถือว่าอัลลอฮฺมีพระนามและคุณลักษณะ?
คำตอบ : จากอัลกุรอ่านและซุนนะฮฺ

19 คำถาม : สามารถเปรียบเทียบคุณลักษณะของอัลลอฮฺ กับคุณลักษณะของเราได้ไหม?
คำตอบ : ไม่ได้

20 คำถาม : อะไรคือหลักฐานจากอัลกุรอ่านเกี่ยวกับคุณลักษณะของอัลลอฮฺ ว่าห้ามนำมาเปรียบกับคุณลักษณะของเรา?
คำตอบ : ليس كمثله شيء وهو السميع البصير ลัยสะกะมิสลิฮี ชัยอุน วะฮุวัสสะมีอุ้ลบะสีร (ไม่มีสิ่งใดเสมือนเหมือนพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น) (อัชชูรอ : 11)

21 คำถาม : อัลกุรอ่านคือคำพูดของใคร ?
คำตอบ : คือคำพูดของอัลลอฮฺ

22 คำถาม : อัลกุรอ่านเป็นสิ่งที่ถูกประทาน หรือสิ่งถูกสร้าง ?
คำตอบ : คือสิ่งที่ถูกประทาน และเป็นคำพูดของอัลลอฮฺที่แท้จริงด้วยตัวอักษร และเสียง

23 คำถาม : อะไรคือการฟื้นคืนชีพ
คำตอบ : การมีชีวิตของมนุษย์หลังจากการตายไปแล้วของพวกเขา

24 คำถาม : อะไรคือหลักฐานจากอัลกุรอ่านว่า พวกปฏิเสธศรัทธาได้ปฏิเสธการฟื้นคืนชีพ?
คำตอบ : زعم الذين كفروا أن لن يبعثوا ซะอะมัลละซีนะ กะฟะรู อัลลันยุบอะซู (พวกปฏิเสธกล่าวอ้างว่าพวกเขาจะไม่ถูกฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง) (อัตตะฆอบุน : 7)

25 คำถาม : อะไรคือหลักฐานจากอัลกุรอ่านว่าอัลลอฮฺจะทรงฟื้นคืนชีพพวกเรา?
คำตอบ : قل بلى وربي لتبعثن  กุลบะลา วะร็อบบี ละตุบอาซุนนะ (จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด หาเป็นเช่นนั้นไม่ ขอสาบานต่อพระเจ้าของข้าพระองค์ พวกท่านจะถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกอย่างแน่นอน) (อัตตะฆอบุน : 7)

26 คำถาม : รุก่นต่างๆของอิสลามมีเท่าไหร่?
คำตอบ : มี 5 ข้อ

27 คำถาม : รุก่นต่างๆของอีหม่านมีเท่าไหร่?
คำตอบ : มี 6 ข้อ

28 คำถาม : รุก่นต่างๆของ อัลอิฮฺซาน มีเท่าไหร่ (และอัลอิฮฺซานคืออะไร -เพิ่มเติม)?
คำตอบ : มีข้อเดียว (อัลอิฮฺซาน คือ การทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ เสมือนว่าเราเห็นพระองค์ และถึงแม้เราจะไม่เห็นพระองค์แต่พระองค์ทรงเห็นเรา - ผู้แปลทำการเพิ่มเติม)

29 คำถาม : อะไรคือนิยามของคำว่าอิสลาม ?
คำตอบ : การถวายใจแด่อัลลอฮฺด้วยการให้เอกภาพต่อพระองค์และยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ ด้วยการภักดี และให้หลุดพ้นจากชิริก การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ

30 คำถาม : อะไรคือคำนิยามของอีหม่าน?
คำตอบ : คือกาที่ท่านต้องศรัทธาต่ออัลลอฮฺและบรรดามะลาอิกะฮฺ และบรรดาคัมภีร์ และศรัทธาต่อวันสุดท้าย และการกำหนดสภาวะการณ์ทั้งคงามดีและความชั่ว ด้วยอัลลอฮฺ
และอีหม่านคือการเชื่อมั่นด้วยกับหัวใจ และคำพูดด้วยกับลิ้น และการกระทำด้วยร่างกาย อีหม่านจะเพิ่มพูนด้วยการการภักดี และจะลดซึ่งการฝ่าฝืนอัลลอฮฺ

31 คำถาม : เราเชือดสัตว์พลี และสุหยูดเพื่อใคร?
คำตอบ : อัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น โดยไม่มีชิริกต่อพระองค์

32 คำถาม : อนุญาตหรือไม่ ที่จะเชือดสัตว์พลี และสุหยูดให้กับผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ?
คำตอบ : ไม่

33 คำถาม : อะไรคือข้อตัดสินเกี่ยวกับคนที่เชือดสัตว์พลีและสุหยูดให้กับผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ?
คำตอบ : ชิริกใหญ่

><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><

🔻แปลจากเพจ :
قناة سوكنة السلفية







วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ข้อคววามลูกโซ่ ขัดต่อหลักอะกีดะฮ์ ห้ามส่งต่อ





ขออภัยเป็นอย่างยิ่งนะครับ...ขอความดังกล่าวมีมาพักหนึ่งแล้วครับ...แต่พอนักวิชาการอิสลามหลายท่านได้ตรวจสอบ ปรากฏว่าเป็นข้อความเท็จที่ไม่มีที่มาที่ไปและบางตอนที่ขัดต่อหลักการอิสลามและหลักความเชื่อของมุสลิม โดยนักวิชาการได้ให้ข้อสังเกตดังนี้
1.เจ้าหน้าที่รับผิดชอบกุญแจตึกอาคารมักกะห์ไม่เคยเห็นรูปร่างหน้าตาของท่านนบีมูฮัมหมัด เป็นไปไม่ได้ว่าเขาจะฝันถึงคนที่เขาไม่เคยเห็นหน้า และชัยฏอนก็ไม่สามารถแปลงกายเป็นนบีได้เช่นกัน...
2.เผยแพร่SMSให้แก่มุสลิม20คน ภายใน10วัน...ขอความตอนนี้ถือเป็นการตะวักกัล(การมอบหมาย)ที่ไม่ถูกต้อง เพราะมุสลิมต้องมีความเชื่อว่าอัลลอฮ์เป็นผู้ประทานริสกีปัจจัยยังชีพให้แก่มนุษย์ ไม่ใช่เพราะการส่งsms เพราะถ้าไม่ได้ส่งขอความดังกล่าวจะพบเจอแต่ความยากลำบาก ซึ่งจริงๆมันไม่มีอำนาจใดๆที่จะให้คุณและโทษแก่ผู้ศรัทธาได้
3.บิสมิลลาฮ์ 7 ครั้งและส่งพระนามของอัลลอฮ์ดังกล่าวประมาณ11พระนามต่อมุสลิม20ท่าน ท่านจะพบเจอแต่ข่าวดีในวันเสาร์และใครไม่เชื่อและลบหลู่จะพบเจอโชคร้าย6ปี.....ซึ่งข้อความต้อนนี้เป็นอันตรายต่อหลักอะกีดะห์(หลักความเชื่อของมุสลิม)เป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่มีแบบอย่างใดที่มาจากท่านนบีในการกล่าวบิสมิลลาห์7ครั้งตามด้วยพระนามของอัลลอฮ์ที่เจาะจงเฉพาะ รวมถึงเชื่อในอำนาจของการให้คุณและให้โทษ ข่าวดีเฉพาะวันเสาร์วันเดียว ความโชคร้ายระยะเวลา6ปี ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ไม่มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน
4.หากบริสุทธิ์ใจที่จะเผยแพร่20ครั้งใน1วันเราจะได้รับริสกีมากมาย แล้วอย่าทำเล่นเพิกเฉย....ข้อความตอนนี้เป็นการมอบหมายต่อการส่งข้อความ20ครั้งแล้วจะได้รับริสกี1วัน...ทั้งๆที่อัลลอฮ์ให้ริสกีเรามากกว่านั้นโดยไม่จำเป็นต้องหลงในการส่งข้อความนี้
5.มีการวางแผนร้ายนี้โดยผ่านสื่อโซเชียลด้วยการลงท้ายข้อความให้ส่งต่อไปยังบุคคลอื่น

ส่วนเรื่องใกล้วันสิ้นโลก การละหมาด และการยึดมั่นในศาสนา มันเป็นเรื่องที่มุสลิมทุกคนต้องเชื่อมั่นและปฏิบัติอยู่แล้วตามหลักการอิสลาม...แต่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อความดังกล่าว

สรุปว่าข้อความดังกล่าวไม่มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน...และขัดต่อหลักอะกีดะห์(หลักการเชื่อมั่น)ของมุสลิมและไม่ตรงต่อหลักการของศาสนาแต่อย่างใด...
กรุณาส่งข้อความนี้เพื่อเตือนพี่น้องมุสลิมทุกคนอย่าได้หลงเชื่อต่ขอความดังกล่าว....
إن شاء الله
جزاكم الله خيرا
والله أعلم












วันพุธที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560

มุสตอฟา เคมาล อตาร์เตอร์ค ผู้โค่นล้มอาณาจักรอิสลามอุษมานียะห์






มุสตอฟา เคมาล อตาร์เตอร์ค ได้ชื่อว่าบิดาแห่งยุคทันสมัยของตุรกี แต่จริงๆแล้วเขาคือผู้ที่โค่นล้มอาณาจักรอิสลามอุษมานียะห์ ในปีค.ศ.1924 ทำให้อาณาจักรอิสลามที่ยืนยงมาถึง 595 ปีต้องล่มสลายลง

ฉายาอตาร์เตอร์ค มีความหมายว่า บิดาของตุรกี เขาเกิดเมื่อปี ฮ.ศ.1299(ค.ศ.1880) ที่เมืองซาโลนีก้า ประเทศกรีก ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของคอลีฟะห์อุษมานียะห์ พ่อของเขาชื่อว่า อลี รีฎอ อัฟฟันดี้ ซึ่งทำงานเป็นศุลกากร ผู้ช่วยคนสนิทของมุสตอฟา เคมาล กล่าวว่า

“มุสตอฟา มาจากเชื้อสายชาวยิว ปู่ย่าตายายของเขา คือ ยิวที่อพยพมาจากสเปน มาอยู่ที่ซาโลนีก้า “ ยิวกลุ่มนี้มีชื่อเรียกว่า ยิวเดานามะห์ ซึ่งมีอยู่ 600 ครอบครัว พวกเขารับอิสลามในปี 1683 แต่ว่าพวกเขายังคงนับถือศาสนายาฮูดีอย่างลับๆ นั่นหมายความว่า มุสตอฟา เคมาล เป็นอิสลามแต่เพียงในนาม แต่ที่จริงแล้วเขาเป็นยิว
เขาได้เข้าเรียนในโรงเรียนทหารตั้งแต่อายุ 12 ปี และในปี 1855 เขาได้เข้าวิทยาลัยวิชาทหารที่ โมนาซิตาร์ ปี 1905 เขาเข้าเรียนต่อทางทหารอีกที่อิสตันบูลและจบในปี 1907 หลังจากนั้นเขาได้เข้าประจำการที่ค่ายทหารบาตัลเลี่ยน ที่ซาโลนีก้า

ที่นี่เองที่เขาได้เริ่มปลุกปั่นเพื่อนทหารให้มีความคิดต่อต้านระบบคอลีฟะห์และการปกครองระบบอิสลาม

เขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีของตุรกี โดยความช่วยเหลือของอังกฤษ ในสมัยของเขาได้ทำการเปลี่ยนแปลงอิสลามในตุรกี อันเป็นประวัติศาสตร์ที่ด่างดำต่ออิสลาม สิ่งที่เขาทำคือ

-ให้ผู้หญิงคลุมฮิญาบได้ แต่มีเงื่อนไขคือต้องนุ่งกะโปรง
-ให้ผู้ชายนุ่งกางกงขายาว แต่มีเงื่อนไข คือ ต้องผูกเน็คไทค์และใส่หมวกปีก(แบบตะวันตก)
-เขากล่าวว่าประเทศชาติจะทันสมัยไม่ได้ หากคนในชาติยังแต่งกายแบบโบราณ(แบบอิสลาม)
-อนุญาติให้มีการดื่มสุราได้อย่างเปิดเผย
-ให้พิมพ์อัลกุรอานเป็นภาษาตุรกี โดยไม่มีภาษาอาหรับ
-เปลี่ยนการอาซานเป็นภาษาตุรกี
-เปลี่ยนแปลงในภาษาตุรกี โดยให้ตัดคำทับศัพท์ภาษาอาหรับและภาษาเปอร์เชียออกไป
-นำเอาสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกมาใช้แทนสถาปัตยกรรมแบบอิสลาม


เขาได้พูดต่อหน้าสาธารณชนในเมืองเบอลิเกอร์ซิร ว่าจำเป็นต้องแยกศาสนาออกจากเรื่องทางโลก รวมถึงการเมือง และจำเป็นต้องลบล้างศาสนาออกไปเพื่อให้เกิดความเจริญ โดยสรุปในคำปราศรัยของเขา คือ “ไม่มีศาสนาในการเมือง และก็ไม่มีการเมืองในศาสนา” และถอดเอาศาสนาอิสลามออกจากการเป็นศาสนาประจำชาติ

เขาสร้างระบบการแต่งงานแบบจดทะเบียนตามกฎหมายตะวันตก

เปลี่ยนมัศยิดอยาโซเฟีย ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ และยังเปลี่ยนมัศยิดหลายแห่งให้กลายเป็นโบสถ์

ปิดมัศยิดและห้ามทำการละหมาดรวมกันเป็นญามาอะห์

เลิกกระทรวงเอากอฟ(สวัสดิการ)และปล่อยทิ้งเด็กกำพร้าและอนาถา รวมถึงคนยากจน

เลิกการรับมรดกตามกฎหมายอิสลาม

ยกเลิกปฎิทินอิสลามและเปลี่ยนแปลงตัวเลขภาษาอาหรับเป็นตัวเลขภาษาลาติน


เขามีความคิดใฝ่สูงว่าเขามีความยิ่งใหญ่เปรียบเสมือนฟิรอูน เขาเคยถามทหารใต้บังคับบัญชาว่า “พระเจ้า คือ ใคร และไหนล่ะพระเจ้า” ด้วยความหวาดกลัวทหารนั้นได้ตอบว่า “เคมาล อตาร์เตอร์ค คือ พระเจ้า” เขายิ้มด้วยความภาคภูมิใจในคำตอบนั้น
การตายของเคมาล อตาร์เตอร์ค

เขาป่วยเป็นโรคประหลาดทำให้คันไปทั่วร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทำให้ความดันโลหิตสูง และมีไข้ขึ้นตลอดเวลา เขามีความร้อนขึ้นสูงตลอด จนต้องสั่งให้ดับเพลิงมาฉีดน้ำที่บ้านเขาตลอด 24 ชั่วโมง และสั่งให้คนรับใช้นำเอาน้ำแข็งมาใส่ไว้ในผ้าห่มของเขาตลอด

มหาบริสุทธิ์พระองค์อัลเลาะฮ์ ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรก็ตาม ความร้อนนั้นก็ไม่ลดลงเลย จนกระทั่งเขากรีดร้องจนได้ยินไปทั่วพระราชวัง คนใช้ได้นำเขาใส่ในเรือและไปทิ้งไว้กลางทะเล โดยหวังว่าจะทำให้เขาเย็นลงบ้าง
ในที่สุดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 1938 เขาได้สลบไปเป็นเวลา 48 ชั่วโมง เนื่องจากความร้อนขึ้นสูงเกินไป หลังจากนั้นเขาฟื้นขึ้นมาอีกทีแต่ก็สูญเสียความทรงจำ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1938 เขาได้สลบไปอีกเป็นเวลา 36 ชั่วโมง จนในที่สุดเขาได้เสียชีวิตลง

ในตอนที่เขาเสียชีวิต ไม่มีสักคนที่มาอาบน้ำศพให้เขา กาฝั่น หรือมาละหมาดให้เขา

ยิ่งไปกว่านั้นอัลเลาะฮ์ได้ทำการอาซาบลงโทษ ในตอนที่มายัตของเขาจะถูกฝัง แผ่นดินไม่ยอมรับ(ไม่ทราบชัดเจนว่าเป็นแบบใด) ด้วยความที่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับศพของเขา จึงได้ทำการแช่แข็งไว้และเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ชื่อว่า เอทนากราฟฟี่ เป็นเวลาถึง 15 ปี จนกระทั่งปี 1953 จึงได้นำศพของเขามาฝังอีกครั้งหนึ่ง แต่อัลเลาะฮ์ก็ได้แสดงพลังอำนาจอีกครั้งหนึ่งแผ่นดินไม่ยอมรับศพของเขา เมื่อหมดความสามารถจึงได้นำศพของเขาไปยังภูเขาลูกหนึ่งและก่อหินอ่อนและฝังไว้ใต้หินอ่อนนั้นที่หนักถึงถึง 44 ตัน

บรรดาอุลามะห์ในตุรกีได้กล่าวว่าอย่าว่าแต่แผ่นดินตุรกีเลย แผ่นดินทั่วทั้งโลกนี้ก็ไม่ยอมรับศพของเคมาล อตาร์เติร์ค


นั่นคือ อาซาบสำหรับคนที่ต่อต้านศาสนาของอัลเลาะฮ์ ยังไม่รวมถึงการลงโทษที่เขาจะได้รับในวันอาคิเราะห์ นั่นคือสิ่งที่สาสมสำหรับคนมุรตัดเคมาล อตาร์เติร์ค หวังว่าเรื่องนี้คงเป็นอุธาหรณ์สำหรับผู้ที่คิดจะต่อต้านอิสลามได้สังวรณ์ไว้

ที่มา: ดาบแห่งอัลเลาะห์ แอนตี้ไซออนิสต์


ข้อคิด


1. หญิงมีผ้าคลุมไปทำงาน,ไปเรียนแต่ใส่กระโปร่งบวกเสื้อใส่ใน


2. เขียนคำอ่านกุรอานด้วยภาษาอังกฤษ,ไทย


3. การไม่ใช้ทับศัพเช่นใช้ศิริมงคลแทนบารอกะห์


4. การตั้งขื่อที่ไม่ใข่อารับเช่นดอเลาะห์,ดลเลาะ,ย่าสาด,ร่อหมานหรือชื่อไทยไปเลย


สงสัยว่า?นี่เราเข้าแผนการทำลายล้างอิสลามไม่?







คำพูดของมนุษย์ไม่ใช่เป็นหลักฐานชี้ขาดของศาสนานอกจากคำพูดของรสูล




ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ กล่าวว่า ...

لاَ حُجَّةَ فِىْ قَوْلِ أَحَدٍ دُوْنَ رَسُوْلِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَإِنْ كَثُرُوْا ..........

" คำพูดของบุคคลใดก็ตาม, แม้พวกเขาจะมีปริมาณมากมายเพียงใดก็ตาม ไม่ใช่เป็นหลักฐานชี้ขาด(ของศาสนา) นอกจากคำพูดของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเท่านั้น"

(จากหนังสือ "มีซาน อัล-กุบรออ์" ของท่านอัช-ชะอ์รอนีย์ หน้า 60)