อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

การละหมาดคุซูฟ​(จันทรุปราคา)



- เป็นซุนนะฮ์มุอั๊กกะดะฮ์​ (ท่านนบีเน้นให้กระทำ)

- ซุนนะฮ์​ให้ทำการละหมาดแบบญะมาอะฮ์

- ให้ประกาศขณะจะละหมาดว่า​   اَلصَّلاَةُ جَامِعَةً

“อัซซอลาตุญามิอะฮ์” " ละหมาดรวมกัน"

- ให้ละหมาดเหมือนละหมาดซุนนะฮ์ร่อวาติ๊บทั่วๆไป

แต่มีการเพิ่มการรุกัวะ 1 ครั้ง ในแต่ละร๊อกอัต

#วิธีการละหมาด:

1. เหนียต
2. ยืนตรงหันหน้าเข้าหากิ๊บละฮฺ
3. ตักบี๊ร
4. อ่านดุอาอ์อิสติฟต๊าห์​ กล่าวอะอูซุบิลลาฮิมินัชชัยฏอนิรร่อญีม​ บิซมิลลาฮิรเราะห์มานิรร่อฮีม
5.อ่านอัลฟาติฮะฮ์​ ต่อด้วยซูเราะฮ์ยาวๆ
6. รุกัวะ
7. ยืนตรง กล่าวสะมิอั้ลลอฮุลิมันฮะมิดะฮ์ ร็อบบะนา​ ละกั้ลฮัมดุ
8. อ่านอัลฟาติฮะฮ์ต่อด้วยซูเราะฮ์​(ยาวน้อยกว่าครั้งแรก)​
9. รุกัวะ
10. ยืนตรง กล่าวสะมิอั้ลลอฮุลิมันฮะมิดะฮ์​ ร็อบบะนา​ ละกั้ลฮัมดุ
11. สุญูด
12.​ นั่งระหว่างสุญูด
13.​ สุญูด​
(ให้การอ่านซูเราะห์  การรุกัวะและการสุญูด ในครั้งที่ 2 นั้นนานน้อยกว่าครั้งแรก)​ เป็นอันเสร็จร๊อกอะฮ์ที่หนึ่ง
14.ทำเช่นขั้นตอนที่​ 2-13 อีกครั้ง นับเป็นร็อกอะฮ์ที่สอง
15. นั่งตะซะฮุด
16. อ่านอัตตะฮียาต ซอละวาตท่านนบี
17. ให้สลาม
18. คุฏบะฮ์โดยอิหม่าม ( เมื่อละหมาดเสร็จแล้ว)

#ชอบให้รำลึกถึงอัลลอฮ์_ขออภัยโทษต่อพระองค์

#และดุอาอ์ให้มากๆ

วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561

พึงสอนเตาฮีดแก่บรรดาลูกหลานของพวกท่า



📍พึงสอนเตาฮีดแก่บรรดาลูกหลานของพวกท่าน ด้วยกับการเน้นย้ำ คำถามต่าง ๆ ดังต่อไปนี้...

1 คำถาม : จากที่ไหนที่พวกเรายึดมั่น ในหลักความเชื่อของพวกเรา?
คำตอบ : จากอัล-กุรอ่าน และอัซ-ซุนนะฮฺ

2 คำถาม : อัลลอฮฺอยู่ที่ไหน?
คำตอบ : อัลลอฮฺทรงอยู่บนฟ้าเหนือบัลลังก์

3 คำถาม : อะไรคือหลักฐานจากอัลกุรอ่าน ว่าแท้จริงอัลลอฮฺอยู่เหนือบัลลังก์?
คำตอบ : الرحمن على العرش استوى (อัรรอฮมานุอะลั้ลอัรชิสตะวา) "ผู้ทรงกรุณาปรานี ทรงสถิตย์อยู่บนบัลลังก์" (ฏอฮา : 5)

4 คำถาม : อะไรคือความหมายของคำว่า อิสตะวา ?
คำตอบ : สูงส่ง และอยู่สูงที่สุด

5 คำถาม : ทำไมอัลลอฮฺถึงต้องสร้างญินและมนุษย์ ?
คำตอบ : เพื่อให้เคารพอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ โดยต้องไม่มีภาคีชิริกต่ออัลลอฮฺ

6: คำถาม : อะไรคือหลักฐานจากอัลกุรอ่านว่าอัลลอฮฺสร้างญินและมนุษย์มาเพื่อเคารพอิบาดะฮฺต่อพระองค์?
คำตอบ : وما خلقت الجن والإنس إلاليعبدون วะมาค่อลักตุ้ลญินนิวัลอินส อิลลาลิยะอฺบุดูน (และข้ามิได้สร้างญินและมนุษย์มาเพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อให้เคารพภักดีต่อข้า) (อัซซาริยาต : 56)

7 คำถาม : อะไรคือความหมายของคำว่า يعبدون ยะอฺบุดูน(พวกเขาเคารพสักการะ) ?
คำตอบ: คือ ยุวะฮฺฮิดูน(พวกเขาจะอิบาดะฮฺแด่อัลลอฮฺองค์เดียว)

8 คำถาม : อะไรคือความหมายของ ลาอิลาฮะอิ้ลลั้ลลอฮฺ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ)?
คำตอบ :  ไม่มีผู้ถูกเคารพกราบไหว้วอนขออย่างแท้จริง นอกจากอัลลอฮฺ

9 คำถาม : อะไรคือสิ่งที่ใหญ่ที่สุดของการอิบาดะฮฺ ?
คำตอบ : อัตเตาฮีด การให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ

10 คำถาม : อะไรคือสิ่งที่ใหญ่ที่สุดของความชั่วช้า ?
คำตอบ : ชิริก การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ

11 คำถาม : อะไรคือ เตาฮีด ?
คำตอบ : ทำให้อัลลอฮฺเป็นหนึ่งเดียวในการอิบาดะฮฺ (เคารพสักการะ)

12 คำถาม : อะไรคือชิริก (การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ)
คำตอบ : การเคารพสักการะอื่นจากอัลลอฮฺ ร่วมกับอัลลอฮฺ

13 ประเภทของ เตาฮีดมีเท่าไหร่?
คำตอบ : มีสามประเภท

14 คำถาม : อะไรคือประเภทของเตาฮีด?
คำตอบ : 1- เตาฮีด อัรรุบูบียะฮฺ 2- เตาฮีด อัลอุลูฮียะฮฺ 3- เตาฮีด อัลอัสมาอฺ วัสสิฟาต

15 คำถาม : อะไรคือคำนิยามของเตาฮีด อัรรุบูบียะฮฺ?
คำตอบ : การให้อัลลอฮฺเป็นหนึ่งเดียวในการกระทำของพระองค์ เช่นในเรื่องของ การสร้าง(ดวงอาทิตย์ โลก ดวงจันทร์ และสิ่งมหัศจรรย์อื่นๆ)และในการให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเรา

16 คำถาม : อะไรคือคำนิยามของเตาฮีด อัลอุลูฮียะฮฺ ?
คำตอบ : การทำให้อัลลอฮฺเป็นหนึ่งเดียวในการอิบาดะฮฺเคารพสักการะ

17 คำถาม : อัลลอฮฺมีพระนามและคุณลักษณะใช่หรือไม่?
คำตอบ : ใช่

18 คำถาม : จากที่ไหนที่พวกเรายึดถือว่าอัลลอฮฺมีพระนามและคุณลักษณะ?
คำตอบ : จากอัลกุรอ่านและซุนนะฮฺ

19 คำถาม : สามารถเปรียบเทียบคุณลักษณะของอัลลอฮฺ กับคุณลักษณะของเราได้ไหม?
คำตอบ : ไม่ได้

20 คำถาม : อะไรคือหลักฐานจากอัลกุรอ่านเกี่ยวกับคุณลักษณะของอัลลอฮฺ ว่าห้ามนำมาเปรียบกับคุณลักษณะของเรา?
คำตอบ : ليس كمثله شيء وهو السميع البصير ลัยสะกะมิสลิฮี ชัยอุน วะฮุวัสสะมีอุ้ลบะสีร (ไม่มีสิ่งใดเสมือนเหมือนพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น) (อัชชูรอ : 11)

21 คำถาม : อัลกุรอ่านคือคำพูดของใคร ?
คำตอบ : คือคำพูดของอัลลอฮฺ

22 คำถาม : อัลกุรอ่านเป็นสิ่งที่ถูกประทาน หรือสิ่งถูกสร้าง ?
คำตอบ : คือสิ่งที่ถูกประทาน และเป็นคำพูดของอัลลอฮฺที่แท้จริงด้วยตัวอักษร และเสียง

23 คำถาม : อะไรคือการฟื้นคืนชีพ
คำตอบ : การมีชีวิตของมนุษย์หลังจากการตายไปแล้วของพวกเขา

24 คำถาม : อะไรคือหลักฐานจากอัลกุรอ่านว่า พวกปฏิเสธศรัทธาได้ปฏิเสธการฟื้นคืนชีพ?
คำตอบ : زعم الذين كفروا أن لن يبعثوا ซะอะมัลละซีนะ กะฟะรู อัลลันยุบอะซู (พวกปฏิเสธกล่าวอ้างว่าพวกเขาจะไม่ถูกฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง) (อัตตะฆอบุน : 7)

25 คำถาม : อะไรคือหลักฐานจากอัลกุรอ่านว่าอัลลอฮฺจะทรงฟื้นคืนชีพพวกเรา?
คำตอบ : قل بلى وربي لتبعثن  กุลบะลา วะร็อบบี ละตุบอาซุนนะ (จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด หาเป็นเช่นนั้นไม่ ขอสาบานต่อพระเจ้าของข้าพระองค์ พวกท่านจะถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกอย่างแน่นอน) (อัตตะฆอบุน : 7)

26 คำถาม : รุก่นต่างๆของอิสลามมีเท่าไหร่?
คำตอบ : มี 5 ข้อ

27 คำถาม : รุก่นต่างๆของอีหม่านมีเท่าไหร่?
คำตอบ : มี 6 ข้อ

28 คำถาม : รุก่นต่างๆของ อัลอิฮฺซาน มีเท่าไหร่ (และอัลอิฮฺซานคืออะไร -เพิ่มเติม)?
คำตอบ : มีข้อเดียว (อัลอิฮฺซาน คือ การทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ เสมือนว่าเราเห็นพระองค์ และถึงแม้เราจะไม่เห็นพระองค์แต่พระองค์ทรงเห็นเรา - ผู้แปลทำการเพิ่มเติม)

29 คำถาม : อะไรคือนิยามของคำว่าอิสลาม ?
คำตอบ : การถวายใจแด่อัลลอฮฺด้วยการให้เอกภาพต่อพระองค์และยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ ด้วยการภักดี และให้หลุดพ้นจากชิริก การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺ

30 คำถาม : อะไรคือคำนิยามของอีหม่าน?
คำตอบ : คือกาที่ท่านต้องศรัทธาต่ออัลลอฮฺและบรรดามะลาอิกะฮฺ และบรรดาคัมภีร์ และศรัทธาต่อวันสุดท้าย และการกำหนดสภาวะการณ์ทั้งคงามดีและความชั่ว ด้วยอัลลอฮฺ
และอีหม่านคือการเชื่อมั่นด้วยกับหัวใจ และคำพูดด้วยกับลิ้น และการกระทำด้วยร่างกาย อีหม่านจะเพิ่มพูนด้วยการการภักดี และจะลดซึ่งการฝ่าฝืนอัลลอฮฺ

31 คำถาม : เราเชือดสัตว์พลี และสุหยูดเพื่อใคร?
คำตอบ : อัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น โดยไม่มีชิริกต่อพระองค์

32 คำถาม : อนุญาตหรือไม่ ที่จะเชือดสัตว์พลี และสุหยูดให้กับผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ?
คำตอบ : ไม่

33 คำถาม : อะไรคือข้อตัดสินเกี่ยวกับคนที่เชือดสัตว์พลีและสุหยูดให้กับผู้อื่นนอกจากอัลลอฮฺ?
คำตอบ : ชิริกใหญ่

><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><><

🔻แปลจากเพจ :
قناة سوكنة السلفية







วันพฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ข้อคววามลูกโซ่ ขัดต่อหลักอะกีดะฮ์ ห้ามส่งต่อ





ขออภัยเป็นอย่างยิ่งนะครับ...ขอความดังกล่าวมีมาพักหนึ่งแล้วครับ...แต่พอนักวิชาการอิสลามหลายท่านได้ตรวจสอบ ปรากฏว่าเป็นข้อความเท็จที่ไม่มีที่มาที่ไปและบางตอนที่ขัดต่อหลักการอิสลามและหลักความเชื่อของมุสลิม โดยนักวิชาการได้ให้ข้อสังเกตดังนี้
1.เจ้าหน้าที่รับผิดชอบกุญแจตึกอาคารมักกะห์ไม่เคยเห็นรูปร่างหน้าตาของท่านนบีมูฮัมหมัด เป็นไปไม่ได้ว่าเขาจะฝันถึงคนที่เขาไม่เคยเห็นหน้า และชัยฏอนก็ไม่สามารถแปลงกายเป็นนบีได้เช่นกัน...
2.เผยแพร่SMSให้แก่มุสลิม20คน ภายใน10วัน...ขอความตอนนี้ถือเป็นการตะวักกัล(การมอบหมาย)ที่ไม่ถูกต้อง เพราะมุสลิมต้องมีความเชื่อว่าอัลลอฮ์เป็นผู้ประทานริสกีปัจจัยยังชีพให้แก่มนุษย์ ไม่ใช่เพราะการส่งsms เพราะถ้าไม่ได้ส่งขอความดังกล่าวจะพบเจอแต่ความยากลำบาก ซึ่งจริงๆมันไม่มีอำนาจใดๆที่จะให้คุณและโทษแก่ผู้ศรัทธาได้
3.บิสมิลลาฮ์ 7 ครั้งและส่งพระนามของอัลลอฮ์ดังกล่าวประมาณ11พระนามต่อมุสลิม20ท่าน ท่านจะพบเจอแต่ข่าวดีในวันเสาร์และใครไม่เชื่อและลบหลู่จะพบเจอโชคร้าย6ปี.....ซึ่งข้อความต้อนนี้เป็นอันตรายต่อหลักอะกีดะห์(หลักความเชื่อของมุสลิม)เป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่มีแบบอย่างใดที่มาจากท่านนบีในการกล่าวบิสมิลลาห์7ครั้งตามด้วยพระนามของอัลลอฮ์ที่เจาะจงเฉพาะ รวมถึงเชื่อในอำนาจของการให้คุณและให้โทษ ข่าวดีเฉพาะวันเสาร์วันเดียว ความโชคร้ายระยะเวลา6ปี ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ไม่มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน
4.หากบริสุทธิ์ใจที่จะเผยแพร่20ครั้งใน1วันเราจะได้รับริสกีมากมาย แล้วอย่าทำเล่นเพิกเฉย....ข้อความตอนนี้เป็นการมอบหมายต่อการส่งข้อความ20ครั้งแล้วจะได้รับริสกี1วัน...ทั้งๆที่อัลลอฮ์ให้ริสกีเรามากกว่านั้นโดยไม่จำเป็นต้องหลงในการส่งข้อความนี้
5.มีการวางแผนร้ายนี้โดยผ่านสื่อโซเชียลด้วยการลงท้ายข้อความให้ส่งต่อไปยังบุคคลอื่น

ส่วนเรื่องใกล้วันสิ้นโลก การละหมาด และการยึดมั่นในศาสนา มันเป็นเรื่องที่มุสลิมทุกคนต้องเชื่อมั่นและปฏิบัติอยู่แล้วตามหลักการอิสลาม...แต่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับข้อความดังกล่าว

สรุปว่าข้อความดังกล่าวไม่มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน...และขัดต่อหลักอะกีดะห์(หลักการเชื่อมั่น)ของมุสลิมและไม่ตรงต่อหลักการของศาสนาแต่อย่างใด...
กรุณาส่งข้อความนี้เพื่อเตือนพี่น้องมุสลิมทุกคนอย่าได้หลงเชื่อต่ขอความดังกล่าว....
إن شاء الله
جزاكم الله خيرا
والله أعلم












วันพุธที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2560

มุสตอฟา เคมาล อตาร์เตอร์ค ผู้โค่นล้มอาณาจักรอิสลามอุษมานียะห์






มุสตอฟา เคมาล อตาร์เตอร์ค ได้ชื่อว่าบิดาแห่งยุคทันสมัยของตุรกี แต่จริงๆแล้วเขาคือผู้ที่โค่นล้มอาณาจักรอิสลามอุษมานียะห์ ในปีค.ศ.1924 ทำให้อาณาจักรอิสลามที่ยืนยงมาถึง 595 ปีต้องล่มสลายลง

ฉายาอตาร์เตอร์ค มีความหมายว่า บิดาของตุรกี เขาเกิดเมื่อปี ฮ.ศ.1299(ค.ศ.1880) ที่เมืองซาโลนีก้า ประเทศกรีก ซึ่งขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของคอลีฟะห์อุษมานียะห์ พ่อของเขาชื่อว่า อลี รีฎอ อัฟฟันดี้ ซึ่งทำงานเป็นศุลกากร ผู้ช่วยคนสนิทของมุสตอฟา เคมาล กล่าวว่า

“มุสตอฟา มาจากเชื้อสายชาวยิว ปู่ย่าตายายของเขา คือ ยิวที่อพยพมาจากสเปน มาอยู่ที่ซาโลนีก้า “ ยิวกลุ่มนี้มีชื่อเรียกว่า ยิวเดานามะห์ ซึ่งมีอยู่ 600 ครอบครัว พวกเขารับอิสลามในปี 1683 แต่ว่าพวกเขายังคงนับถือศาสนายาฮูดีอย่างลับๆ นั่นหมายความว่า มุสตอฟา เคมาล เป็นอิสลามแต่เพียงในนาม แต่ที่จริงแล้วเขาเป็นยิว
เขาได้เข้าเรียนในโรงเรียนทหารตั้งแต่อายุ 12 ปี และในปี 1855 เขาได้เข้าวิทยาลัยวิชาทหารที่ โมนาซิตาร์ ปี 1905 เขาเข้าเรียนต่อทางทหารอีกที่อิสตันบูลและจบในปี 1907 หลังจากนั้นเขาได้เข้าประจำการที่ค่ายทหารบาตัลเลี่ยน ที่ซาโลนีก้า

ที่นี่เองที่เขาได้เริ่มปลุกปั่นเพื่อนทหารให้มีความคิดต่อต้านระบบคอลีฟะห์และการปกครองระบบอิสลาม

เขาได้เป็นนายกรัฐมนตรีของตุรกี โดยความช่วยเหลือของอังกฤษ ในสมัยของเขาได้ทำการเปลี่ยนแปลงอิสลามในตุรกี อันเป็นประวัติศาสตร์ที่ด่างดำต่ออิสลาม สิ่งที่เขาทำคือ

-ให้ผู้หญิงคลุมฮิญาบได้ แต่มีเงื่อนไขคือต้องนุ่งกะโปรง
-ให้ผู้ชายนุ่งกางกงขายาว แต่มีเงื่อนไข คือ ต้องผูกเน็คไทค์และใส่หมวกปีก(แบบตะวันตก)
-เขากล่าวว่าประเทศชาติจะทันสมัยไม่ได้ หากคนในชาติยังแต่งกายแบบโบราณ(แบบอิสลาม)
-อนุญาติให้มีการดื่มสุราได้อย่างเปิดเผย
-ให้พิมพ์อัลกุรอานเป็นภาษาตุรกี โดยไม่มีภาษาอาหรับ
-เปลี่ยนการอาซานเป็นภาษาตุรกี
-เปลี่ยนแปลงในภาษาตุรกี โดยให้ตัดคำทับศัพท์ภาษาอาหรับและภาษาเปอร์เชียออกไป
-นำเอาสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกมาใช้แทนสถาปัตยกรรมแบบอิสลาม


เขาได้พูดต่อหน้าสาธารณชนในเมืองเบอลิเกอร์ซิร ว่าจำเป็นต้องแยกศาสนาออกจากเรื่องทางโลก รวมถึงการเมือง และจำเป็นต้องลบล้างศาสนาออกไปเพื่อให้เกิดความเจริญ โดยสรุปในคำปราศรัยของเขา คือ “ไม่มีศาสนาในการเมือง และก็ไม่มีการเมืองในศาสนา” และถอดเอาศาสนาอิสลามออกจากการเป็นศาสนาประจำชาติ

เขาสร้างระบบการแต่งงานแบบจดทะเบียนตามกฎหมายตะวันตก

เปลี่ยนมัศยิดอยาโซเฟีย ให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ และยังเปลี่ยนมัศยิดหลายแห่งให้กลายเป็นโบสถ์

ปิดมัศยิดและห้ามทำการละหมาดรวมกันเป็นญามาอะห์

เลิกกระทรวงเอากอฟ(สวัสดิการ)และปล่อยทิ้งเด็กกำพร้าและอนาถา รวมถึงคนยากจน

เลิกการรับมรดกตามกฎหมายอิสลาม

ยกเลิกปฎิทินอิสลามและเปลี่ยนแปลงตัวเลขภาษาอาหรับเป็นตัวเลขภาษาลาติน


เขามีความคิดใฝ่สูงว่าเขามีความยิ่งใหญ่เปรียบเสมือนฟิรอูน เขาเคยถามทหารใต้บังคับบัญชาว่า “พระเจ้า คือ ใคร และไหนล่ะพระเจ้า” ด้วยความหวาดกลัวทหารนั้นได้ตอบว่า “เคมาล อตาร์เตอร์ค คือ พระเจ้า” เขายิ้มด้วยความภาคภูมิใจในคำตอบนั้น
การตายของเคมาล อตาร์เตอร์ค

เขาป่วยเป็นโรคประหลาดทำให้คันไปทั่วร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทำให้ความดันโลหิตสูง และมีไข้ขึ้นตลอดเวลา เขามีความร้อนขึ้นสูงตลอด จนต้องสั่งให้ดับเพลิงมาฉีดน้ำที่บ้านเขาตลอด 24 ชั่วโมง และสั่งให้คนรับใช้นำเอาน้ำแข็งมาใส่ไว้ในผ้าห่มของเขาตลอด

มหาบริสุทธิ์พระองค์อัลเลาะฮ์ ไม่ว่าเขาจะทำอย่างไรก็ตาม ความร้อนนั้นก็ไม่ลดลงเลย จนกระทั่งเขากรีดร้องจนได้ยินไปทั่วพระราชวัง คนใช้ได้นำเขาใส่ในเรือและไปทิ้งไว้กลางทะเล โดยหวังว่าจะทำให้เขาเย็นลงบ้าง
ในที่สุดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 1938 เขาได้สลบไปเป็นเวลา 48 ชั่วโมง เนื่องจากความร้อนขึ้นสูงเกินไป หลังจากนั้นเขาฟื้นขึ้นมาอีกทีแต่ก็สูญเสียความทรงจำ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 1938 เขาได้สลบไปอีกเป็นเวลา 36 ชั่วโมง จนในที่สุดเขาได้เสียชีวิตลง

ในตอนที่เขาเสียชีวิต ไม่มีสักคนที่มาอาบน้ำศพให้เขา กาฝั่น หรือมาละหมาดให้เขา

ยิ่งไปกว่านั้นอัลเลาะฮ์ได้ทำการอาซาบลงโทษ ในตอนที่มายัตของเขาจะถูกฝัง แผ่นดินไม่ยอมรับ(ไม่ทราบชัดเจนว่าเป็นแบบใด) ด้วยความที่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับศพของเขา จึงได้ทำการแช่แข็งไว้และเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ชื่อว่า เอทนากราฟฟี่ เป็นเวลาถึง 15 ปี จนกระทั่งปี 1953 จึงได้นำศพของเขามาฝังอีกครั้งหนึ่ง แต่อัลเลาะฮ์ก็ได้แสดงพลังอำนาจอีกครั้งหนึ่งแผ่นดินไม่ยอมรับศพของเขา เมื่อหมดความสามารถจึงได้นำศพของเขาไปยังภูเขาลูกหนึ่งและก่อหินอ่อนและฝังไว้ใต้หินอ่อนนั้นที่หนักถึงถึง 44 ตัน

บรรดาอุลามะห์ในตุรกีได้กล่าวว่าอย่าว่าแต่แผ่นดินตุรกีเลย แผ่นดินทั่วทั้งโลกนี้ก็ไม่ยอมรับศพของเคมาล อตาร์เติร์ค


นั่นคือ อาซาบสำหรับคนที่ต่อต้านศาสนาของอัลเลาะฮ์ ยังไม่รวมถึงการลงโทษที่เขาจะได้รับในวันอาคิเราะห์ นั่นคือสิ่งที่สาสมสำหรับคนมุรตัดเคมาล อตาร์เติร์ค หวังว่าเรื่องนี้คงเป็นอุธาหรณ์สำหรับผู้ที่คิดจะต่อต้านอิสลามได้สังวรณ์ไว้

ที่มา: ดาบแห่งอัลเลาะห์ แอนตี้ไซออนิสต์


ข้อคิด


1. หญิงมีผ้าคลุมไปทำงาน,ไปเรียนแต่ใส่กระโปร่งบวกเสื้อใส่ใน


2. เขียนคำอ่านกุรอานด้วยภาษาอังกฤษ,ไทย


3. การไม่ใช้ทับศัพเช่นใช้ศิริมงคลแทนบารอกะห์


4. การตั้งขื่อที่ไม่ใข่อารับเช่นดอเลาะห์,ดลเลาะ,ย่าสาด,ร่อหมานหรือชื่อไทยไปเลย


สงสัยว่า?นี่เราเข้าแผนการทำลายล้างอิสลามไม่?







คำพูดของมนุษย์ไม่ใช่เป็นหลักฐานชี้ขาดของศาสนานอกจากคำพูดของรสูล




ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ กล่าวว่า ...

لاَ حُجَّةَ فِىْ قَوْلِ أَحَدٍ دُوْنَ رَسُوْلِ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَإِنْ كَثُرُوْا ..........

" คำพูดของบุคคลใดก็ตาม, แม้พวกเขาจะมีปริมาณมากมายเพียงใดก็ตาม ไม่ใช่เป็นหลักฐานชี้ขาด(ของศาสนา) นอกจากคำพูดของท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมเท่านั้น"

(จากหนังสือ "มีซาน อัล-กุบรออ์" ของท่านอัช-ชะอ์รอนีย์ หน้า 60)

ทำไมสินสอดถึงเป็นผ้ากาฟัน




"ทำไมสินสอดถึงเป็นผ้ากาฟัน"
นี่คือคำตอบจากเจ้าสาวทำซึ้งไปทั้งงานแต่ง!!

โดย.Azman.Online".วันที่ 23 ธันวาคม.2560.เวลา.22:43.น.งานแต่งงานที่อินโดนีเซีย
 สร้างความฮือฮาอย่างมาก เพราะสินสอดคือ ผ้ากาฟัน(ผ้าห่อศพ)
เมื่อเจ้าสาวชื่อว่า Aryati ถูกถามว่า"ทำไมสินสอดถึงเป็นผ้ากาฟัน"
เจ้าสาวตอบว่า :" ที่ฉันขอสินสอดเป็นผ้ากาฟัน เพราะเมื่อวันที่ฉันตายลง ฉันก็หวังว่าสินสอดผ้ากาฟันจากสามีของฉัน ที่จะมาห่อหุ้มร่างกายของฉัน และอยู่เป็นเพื่อนกับฉันในกูโบร์ (หลุมฝังศพ) จนถึงอาคีรัต (โลกหน้า)"
เรื่องนี้มีบทเรียนที่ให้อะไรเราเยอะ.
1.สินสอด อยู่ที่ฝ่ายหญิงจะเลือก ถึงแม้จะเป็นแหวนแค่วงเดียวก็ถือว่าใช้ได้
.2.สิ่งที่สำคัญกว่าสินสอด คือ คนที่ให้สินสอด ข้อนี้สำคัญน่ะคุณผู้หญิงทั้งหลาย ถ้าคุณเลือกผู้ชายเพราะมีเงิน สักวันเงินนั้นก็จะหมดและสูญสลาย แต่จงเลือกคนที่มีความรู้ เพราะความรู้นั้นคือสมบัติที่ไม่มีวันหมดและสูญสลาย.
3.จงอย่าเลือกผู้ชาย ที่ให้ความสบายแค่ในโลกดุนยา แต่จงเลือกคนที่ทำให้เราสบายในวันอาคีรัตด้วย.
4.เงิน คือ ปัจจัย มันเป็นแค่ปัจจัย อย่าให้ เงิน เป็นหัวใจในการแต่งงานของเรา แต่จงทำให้ศาสนา เป็นหัวใจในงานแต่งงานของเรา.."


/ที่มา: Putra Karya

ทำความดีแข่งกับตัวเอง




ตอนเข้ารับอิสลามใหม่ๆก็ไม่ได้ปิดหน้านะ
เป็นคนชอบแต่งหน้า ชอบอวดโฉม รักสวยรักงามตามประสาผู้หญิง ชอบถ่ายรูปแต่งหน้าแต่งตัวสวยๆให้คนมากดไลค์มาคอมเม้นท์เหมือนกัน
จนวันนึงรู้สึกว่า"เบื่อ"
เบื่อสายตาคนมอง เบื่อที่จะต้องแต่งตัวสวยๆให้คนที่ไม่รู้จักดู รู้สึกว่ามันไม่มีประโยชน์ 
มันมีแค่คำชื่นชมกลวงๆ
"วันนี้สวยจัง"แค่นั้นแล้วก็จบไป
มันรู้สึกว่าคนที่เข้ามาหาเราเค้าสนใจสิ่งภายนอกนี่หว่า
เค้าไม่ได้สนใจว่าในศาสนาเราเป็นยังไง?
ความคิดและทัศนคติของเราเป็นอย่างไร?
มันเกิดคำถามขึ้น.....แล้วถ้าวันนึงเราไม่สวยขึ้นมาล่ะ เราก็คงไม่มีอะไรเลยสำหรับคนเหล่านั้นใช่มั้ย??

แต่งตัวแข่งกับคนอื่น แล้วมันได้อะไร??
ทำไมไม่แข่งทำความดีล่ะ แข่งกับตัวเองนี่แหละ!!!
(เราไม่ได้พูดว่าการปิดหน้าคือการทำดีนะ แต่เราปิดเพราะไม่อยากให้เกิดฟิตนะห์)

เราเคยกังวลเรื่องรองพื้นเป็นคราบ หน้ามันสิวขึ้นตรงนู้น แต่เรากลับไม่กังวลว่าเราอาบน้ำละหมาดสะอาดมั้ย

เราเคยกังวลว่าชุดนี้เราใส่เเล้วอ้วนมั้ย สีนี้จะเข้ากับเรามั้ย แต่เรากลับไม่กังวลเลยว่ามันจะปกปิดเอารัตเราดีแค่ไหน

เราเคยกังวลว่าอายไลเนอร์จะเลอะเป็นเเพนด้ามั้ย มาสคาร่าจะหลุดระหว่างวันมั้ย ขนตาปลอมจะหลุดออกมามั้ย แต่เรากลับไม่กังวลว่าวันนึงๆสายตาเราเผลอทอดมองสิ่งที่ไม่ดีหรือป่าว

เราเคยกังวลว่าลิปสีนี้จะสวยมั้ย ทาเเล้วเป็นยังไง สีลิปจะติดฟันมั้ย แต่เรากลับไม่กังวลว่าปากเราพูดจาไม่ดีหรือเปล่า นินทาคนอื่นบ้างมั้ย หรือเผลอกินสิ่งที่เป็นฮารอมมั้ย

ฯลฯ

ทุกวันนี้ก็ยังแต่งหน้าเหมือนเดิมนะ แต่ไม่จำเป็นต้องไปโชว์ให้ใครดู

ปิดหน้าแล้วเรารู้สึกสบายใจ ไม่ต้องห่วงสวย ไม่ต้องกังวล ปกป้องฟิตนะห์ ป้องกันแสงแดด ไม่เปลืองเครื่องสำอาง

หากเราอวดโฉม โชว์ความงาม มีคนนึงมองและนำไปคิดไม่ดี เรารู้สึกเหมือนทำบาปโดยไม่รู้ตัว
เราอยากป้องกันมากกว่าที่จะแก้ไขมันทีหลัง

ตอนเริ่มปิดหน้าหลายคนบอกว่าไม่อยากให้ปิด เสียดาย แต่เราต้องแคร์มนุษย์มั้ย
ไม่ค่ะ!!!
เราแคร์อัลลอฮ์มากกว่า ก็เลยปิดหน้าต่อไป

(ที่กังวลก็คือมีผู้ชายบางคนแซฟรูปตอนเปิดหน้าของเราจากเฟสเก่า(ที่ปิดทิ้งไปแล้ว) หวังแค่ว่าคนพวกนั้นจะลบรูปเราทิ้งหมดเเล้วนะ)

ปล.มีคนบอกว่าชอบผู้หญิงที่ปกปิดความสวยความงาม เหมือนเพรชเหมือนพลอย ที่ต้องขุดหาด้วยความยากลำบาก มีขั้นตอนหลากหลายกว่าจะมาเป็นเพรชพลอยที่สวยงามได้ มันดูน่าค้นหาและมีคุณค่า
ไม่เหมือนพลาสติกประดับเเหวนปลอมๆ ที่มีอยู่เกลื่อน ความน่าค้นหามันไม่มี

ปล.2 ทุกวันนี้ก็ยังลงรูปในเฟสอยู่ แต่เป็นรูปปิดหน้านะ😂😂