อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การมีอายุ 40 ปี ที่กล่าวไว้ในอัลกุรอ่าน


ท่านทราบไหมว่า ในอัลกุรอาน ได้มีการกล่าวถึง คนที่มีอายุ 40 ปี ไว้อย่างไรบ้าง?

حَتَّى إَذَا بَلَغَ أَشُدَّهُ وَبَلَغَ أَرْبَعِيْنَ سَنَةً قَالَ رَبِّ أَوْزِعْنِى أَنْ أَشْكُرَ نِعْمَتَكَ الَّتِى أَنْعَمْتَ عَلَيَّ وَعَلَى وَالِدَيَّ وَأَنْ أَعْمَلَ صَالِحًا تَرْضَاهُ وَأَصْلِحْ لِى فِى ذُرِّيَّتِى إِنِّى تُبْتُ إِلَيْكَ وَإِنِّى مِنَ الْمُسْلِمِيْنَ
(١٥) الاحقاف

จนกระทั่งเมื่อเขาบรรลุวัยฉกรรจ์ของเขาและมีอายุถึงสี่สิบปี เขาจะกล่าววิงวอนว่า ข้าแต่พระเจ้าของเข้าพระองค์ขอพระองค์ทรงโปรดประทานแก่ข้าพระองค์ เพื่อให้ข้าพระองค์ขอบคุณต่อความโปรดของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงโปรดปรานแก่ข้าพระองค์และบิดามารดาของข้าพระองค์ และให้ข้าพระองค์ทำความดีเพื่อให้ความดีเกิดขึ้นในลูกหลานของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์ขอลุแก่โทษต่อพระองค์ และแท้จริงข้าพระองค์อยู่ในหมู่ผู้นอบน้อม (อัลอะฮ์กอฟ : 15)

وفى تفسير ابن كثير: وهذا فيه إرشاد لمن بلغ الأربعين أن يجدد التوبة والإنابة إلى الله - عز وجل - ويعزم عليها.

ท่านอิบนุกาซีรได้อธิบายเกี่ยวกับโองการนี้ไว้ว่า เมื่อคนเราเข้าสู่วัย 40 ปี จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นั้นต้องเตาบัตและหวนกลับคืนสู่อัลลอฮ์อย่างจริงจังและแท้จริง

โองการนี้ได้มีการกล่าวถึง อายุ 40 ปีอย่างชัดเจน เพราะเมื่อคนเราเข้าสู่อายุ 40 ปีนั่นหมายถึง เขากำลังเข้าสู่ความสมบูรณ์ของชีวิตทั้งทางร่างกาย ความคิดจิตใจ และอารมณ์ ดุอาในโองการดังกล่าวนั้น ได้ส่งเสริมให้บรรดาผู้ที่มีอายุได้ 40 ปีขึ้นไปได้ขอดุอา เป็นดุอาที่แสดงออกถึง การมีจิตวิญญาณแห่งการชุโกรในการได้รับเนียะอ์มัตต่างๆนานาอย่างสมบูรณ์จากการได้มีครอบครัว มีลูกหลาน มีการส่งเสริมให้ทำอามัลอิบาดะห์ให้มากขึ้น ให้เตาบัตและหวนกลับคืนสู่หนทางของพระองค์

อัลลอฮ์ได้ทรงโองการไว้ในซูเราะห์ อัลฟาติร : 37

أَوَلَمْ نُعَمِّرْكُمْ مَا يَتَذَكَّرُ فِيْهِ مَنْ تَذَكَّرَ وَجَاءَكُمُ النَّذِيْرُ (٣٧)

และเรามิได้ให้อายุของพวกเจ้ายืนนานพอดอกหรือ เพื่อผู้ที่ใคร่ครวญจะได้รำลึกถึงข้อตักเตือนและ (ยิ่งกว่านั้น) ได้มีผู้ตักเตือนมายังพวกเจ้าแล้ว

عن مجاهد قال : سمعت ابن عباس يقول : العمر الذي أعذر الله إلى ابن آدم : ( أولم نعمركم ما يتذكر فيه من تذكر ) أربعون سنة .

มุญาฮิดได้กล่าวไว้ว่า “ฉันได้ฟังจากอิบนุอับบาสได้กล่าวว่า “อายุที่อัลลอฮ์ทรงให้ลูกหลานอาดัมได้ตระหนักนั้น คือ อายุ 40 ปี

( أَوَلَمْ نُعَمِّرْكُمْ مَا يَتَذَكَّرُ فِيْهِ مَنْ تَذَكَّرَ وَجَاءَكُمُ النَّذِيْرُ )
عن مسروق أنه كان يقول : إذا بلغ أحدكم أربعين سنة ، فليأخذ حذره من الله عز وجل .

มัซรูกได้กล่าวว่า “เมื่อใดที่คนๆหนึ่งมีอายุ 40 ปี ดังนั้น เขาจงตระหนักถึงบทเรียนต่างๆ จาก อัลลอฮ์”

อายุ 40 ปีเป็นช่วงเวลาแห่งความสมบูรณ์ทาง ความคิด จิตใจและร่างกายของคนเรา ต่อการได้รวบรวมเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ชีวิต เพื่อให้เกิดความฉลาดหลักแหลม มีฮิกมะห์และปัญญามากขึ้น สามารถละทิ้งความไร้สาระต่างๆนานาจากที่เคยเป็นวัยรุ่น มีการใช้ความคิด พินิจพิจารณาสิ่งต่างๆ มากขึ้น ดังนั้นจึงมิใช่เรื่องแปลก ที่ว่าบรรดาผู้นำต่างๆ ได้เกิดขึ้นมาในช่วงวัย 40 ปีนี้

ท่านอิบนุอับบาส ได้กล่าวถึงท่านร่อซูลุลลอฮ์ไว้ว่า:

عن ابن عباس قال أنزل على رسول الله صلى الله عليه وسلم وهو ابن أربعين فأقام بمكة ثلاث عشرة وبالمدينة عشرا وتوفي وهو ابن ثلاث وستين قال أبو عيسى هذا حديث حسن صحيح

“วะฮ์ยูได้ถูกประทานลงมาให้กับท่านร่อซูลุลลอฮ์ในขณะที่ท่านมีอายุได้ 40 ปี หลังจากนั้นท่านได้ใช้เวลาอยู่ที่มักกะห์ 13 ปี และที่มาดีนะห์อีก 10 ปีและท่านได้ถึงเสียชีวิตเมื่อมีอายุได้ 63 ปี” (ติรมีซีย์) จากรายงานของท่านอิบนุอับบาส ท่านร่อซูลุลลอฮ์ได้กล่าวว่า:

من أتى عليه أربعون سنة ولم يغلب خيره شره فليتجهز إلى النار

ผู้ใดที่มีอายุได้ 40 ปี และอามัลคุณความดีของเขายังไม่เท่าไร และไม่สามารถเอาชนะความชั่วร้ายของเขาได้ ดังนั้น เขาจงเตรียมตัวเข้าสู่นรกเถิด”



ดังนั้น เมื่อคนเราเข้าสู่วัย 40 ปี จงให้ความสำคัญและตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้ไว้ให้ดี คือ..

1. มีเป้าหมายในชีวิตที่แน่วแน่
2. ยกระดับอับเกรดจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง
3. ให้ความหงอกของเส้นผมเป็นข้อเตือนใจ
4. เพิ่มการชุโกรต่ออัลลอฮ์ให้มากขึ้น
5. ดูแลรักษา เรื่องอาหารการกิน และการพักผ่อน
6. ดูแล้รักษา การทำอามัลอิบาดะห

Cr http://islamhouse.muslimthaipost.com


วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บทบาทของมุสลิมอินโดนิเซีย



โดย อะนะ แชลาตัน
การแผ่ขยายของอิสลามเข้าไปยังหมู่เกาะอินโดนิเซียนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ได้ฝังรากแห่งความศรัทธาให้แก่ประชาชนในหมู่เกาะดังกล่าวได้อย่างแนบแน่นและมั่นคงกว่าหลักความศรัทธาของศาสนาฮินดู ซึ่งประชาชนเหล่านั้นได้รับนับถือมาก่อนเป็นเวลาหลายศตวรรษ หลักความศรัทธาของอิสลามที่กว้างขวางประกอบด้วยเหตุผลที่สามารถสร้างความศรัทธาเลื่อมใสให้แก่ประชาชนได้ทุกชั้นทุกวัย ผิดกับศาสนาฮินดูซึ่งได้เข้าไปมีอิทธิพลได้เฉพาะในวังและในหมู่บุคคลชั้นสูงเท่านั้น หลักการญิฮาดในอิสลามและหลักการศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า ก่อให้เกิดพลังอันมหาศาลกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญในการต่อสู้ทางชาตินิยมของชนชาติอินโดนิเซีย

การแผ่ขยายของอิสลามในอินโดนิเซียได้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นที่สุด นับตั้งแต่ชนชาติตะวันตกเริ่มด้วยชนชาติโปรตุเกสได้เดินทางมายังตะวันออกไกลตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 16 ผลจากการเผยแพร่ของอิสลามนี้ทำให้ชนชาติอินโดนิเซียเกิดมีปฏิกิริยาขึ้นเพื่อทำการต่อต้านการขยายตัวของชนชาติเหล่านั้น โดยเฉพาะชนชาติฮอลันดาซึ่งมีความมุ่งมาตรปรารถนาที่จะเข้ามามีอิทธิพลในด้านการค้าและการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ควบกันไปด้วย ยิ่งกว่านั้นฮอลันดายังได้แสดงลวดลายที่จะมามีอิทธิพลในด้านการเมืองอีกด้วย ฉะนั้น!ประเทศอินโดนิเซียจึงได้ร่วมกันผนึกกำลังของตนเพื่อทำการต่อสู้ปกป้องอิสลามและประเทศชาติของตนอย่างสุดความสามารถ ทำให้เกิดสงครามขึ้นหลายครั้ง เริ่มต้นด้วยสงครามที่เรียกว่า “ศึกเตโปเนโกโร”ในเกาะชวาปีคศ.1825-1837 ศึกสังฆราชในเกาะสุมาตราตะวันตกปีคศ.1833-1837 ศึกอาเจ๊ะฮฺปีคศ.1873-1907 และศึกสิงห์มหาราชที่แคว้นตาปานูลี ปีคศ.1873-1907

เนื่องจากหมู่เกาะอินโดนิเซียซึ่งมีเป็นจำนวนพันฯเกาะในยุคนั้นยังไม่ได้รวมเป็นกลุ่มเป็นก้อน และต่างคนต่างปกครองกันเอง จึงทำให้ฮอลันดาซึ่งมีอาวุธทันสมัยกว่าสามารถเอาชนะอินโดนิเซียได้ในการสงครามทุกครั้งที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามการต่อต้านของประชาชนอินโดนิเซียในระยะเริ่มแรกนี้ เป็นผลจากความศรัทธาและหลักการของอิสลามนั่นเอง

นักประวัติศาสตร์ชาวฮอลันดาชื่อ นาย Kahin Gecrge me Turnam ได้เขียนในหนังสือของเขาชื่อ”ลัทธิชาตินิยมและการปฏิวัติในอินโดนิเซีย”ในหน้าแรกมีข้อความว่า”ถึงแม้การตื่นตัวทางชาตินิยมได้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนอินโดนิเซีย เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 แล้วก็ตาม แต่พื้นฐานของการตื่นตัวทางชาตินิยมนี้ ได้เกิดขึ้นจากหลักการของอิสลามที่ได้แผ่ขยายเข้าไปยังอินโดนิเซียมาก่อนนั่นเอง”

ตลอดระยะเวลาประมาณ 300 ปี ฮอลันดาเข้าปกครองอินโดนิเซียนั้น ฮอลันดาได้ใช้วิธีการปกครองอย่างระมัดระวังที่สุด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการศาสนา หากได้เกิดผิดผลาดอะไรขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว ย่อมจะเป็นภัยอันตรายอันใหญ่หลวงแก่การปกครองของตน

ศาสตราจารย์ Snouck Hurgroneje ที่ปรึกษาของฮอลันดาฝ่ายกิจการของอิสลามได้ทำรายงานเสนอแนะไปยังรัฐบาลฮอลันดา ให้พยายามสกัดกั้นการขยายตัวของอิสลามในหมู่ประชาชนอินโดนิเซีย เพื่อมิให้เกิดการตื่นตัวในทางการเมืองมากขึ้น ฉะนั้นฮอลันดาจึงได้ดำเนินนโยบายบีบคั้นทางเศรษฐกิจ และสกัดกั้นการตื่นตัวทางชาตินิยมของชาวอินโดนิเซียทุกวิถีทาง ฮอลันดาจึงได้ดำเนินนโยบายเช่นนี้ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน เริ่มตั้งแต่ปี 1830 จนถึงปี 1910 ผลจากการดำเนินนโยบายของฮอลันดาเช่นนี้ ทำให้ประชาชนอินโดนิเซียเริ่มตื่นตัวและเข้าใจทันทีว่า ตนไม่สามารถที่จะปกป้องศาสนาอิสลามและความอยู่รอดของตนได้โดยปราศจากการศึกษา

การดำเนินนโยบายการปกครองของฮอลันดาในลักษณะเช่นนี้ เป็นผลทำให้อินโดนิเซียได้วิวัฒนาการไปสู่การสร้างชาติของตนเองได้โดยไม่รู้ตัว เพราะเป็นการรวบรวมชนชาติอินโดนิเซียซึ่งประกอบด้วยหลายเผ่าหลายภาษาให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และอยู่ใต้การปกครองอันเดียวกัน การใช้ภาษามาลายูเป็นภาษากลางยิ่งทำให้เผ่าพันธุ์ต่างฯได้มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ภาษามาลายูกลายเป็นอุปกรณ์อันสำคัญในการเผยแพร่ศาสนาอิสลามตามหมู่เกาะอินโดนิเซียได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ในที่สุดประชากรตามหมู่เกาะดังกล่าว 90 เปอร์เซ็นต์ได้ยอมรับนับถือศาสนาอิสลามด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจนกระทั่งบัดนี้ ในขณะเดียวกันการตื่นตัวในด้านการศึกษาของชาวอินโดนิเซียเริ่มปรากฏตัวขึ้น ในปี1906 ท่านมาส วาฮิดีน ซุเดโร โฮโซโด นายแพทย์คนสำคัญของอินโดนิเซีย เริ่มเดินทางตะเวณไปยังทั่วเกาะขวา เพื่อดำเนินการเรียไรเงินตั้งกองทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาอินโดนิเซีย เขาได้ออกนิตยสาร2ฉบับ เป็นภาษามาลายูและภาษาชวา ได้เขียนบทความปลุกใจประชาชนอินโดนิเซียให้ตื่นตัวในด้านการศึกษา เป็นผลทำให้นักศึกษาในวิทยาลัยการแพทย์ในชวา 3 นาย ได้ร่วมกันจัดตั้งองค์กรส่งเสริมการศึกษาขึ้น ให้ชื่อว่า “บุดี โฮโตโม”เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม1908 โดยมีท่านระเด่นโซโมเป็นหัวหน้า ในเวลา1ปีต่อมาก็มีสมาชิกเป็นจำนวนหมื่น ได้ดำเนินการเฉพาะบนเกาะชวาและเกาะมาดูราเท่านั้น ในไม่กี่ปีต่อมา นางการฺตินี สตรีชั้นนำของอินโดนิเซียเริ่มทำการรณรงค์กำจัดปริมาณคนไม่รู้หนังสือให้น้อยลง นางได้ออกมาทำการรณรงค์อย่างเปิดเผยในปี 1911 นี่คือการตื่นตัวในด้านการศึกษาของชนชาติอินโดนิเซียในระยะเริ่มต้น

การตื่นตัวทางชาตินิยมของชาวอินโดนิเซียในระยะเริ่มต้นนี้ ได้มีส่วนเกี่ยวพันกับศาสนาอิสลามอย่างแน่นแฟ้นทีเดียว การปฏิรูปอิสลามในตะวันออกกลางยังได้ส่งผลสะท้อนมายังอินโดนิเซียในยุคเริ่มต้นของการตื่นตัวนี้เช่นกัน ผู้นำการปฏิรูปศาสนาอิสลามในตะวันออกกลางที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการตื่นตัวในอินโดนิเซีย ได้แก่ท่าน มุฮัมมัด อับดุฮฺ ระหว่างปี 1848 ถึงปี 1905 ท่านผู้นี้ได้ดำเนินการโฆษณาชักชวนให้มุสลิมีนอินโดนิเซียร่วมกันกำจัดความเชื่ออันงมงายทางศาสนาให้หมดสิ้นไป ประชาชาติมุสลิมจะต้องดำเนินตามแนวทางอันเที่ยงแท้โดยถืออัล-กรุอานและอัล-หะดีษเป็นหลัก ท่านได้กระตุ้นเตือนประชาชาติมุสลิมให้ศึกษาวิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตก การเรียกร้องของท่านได้ส่งเสียงกึกก้องไปยังทั่วทุกมุมโลกมุสลิมผ่านนิตยสาร”อัล-มะนารฺ”และ”อุรุวะตุล-วุษกฺ”ในขณะเดียวกันการปฏิรูปศาสนาโดยกลุ่ม วาฮาบีย์ ในประเทศสะอูดีก็มีอิทธิพลต่อการตื่นตัวของชาวมุสลิมอินโดนิเซียมิใช่น้อยเช่นกัน ทัศนะและข้อคิดเห็นใหม่ฯที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางได้ถูกบรรดานักศึกษาอินโดนิเซียที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัรฺ ในอียิปต์นำเอากลับมายังอินโดนิเซียเช่นกัน

ยังมีสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดการตื่นตัวทางชาตินิยมในอินโดนิเซีย นั่นคือความรู้สึกไม่พึงพอใจของชาวมุสลิมอินโดนิเซียอันมีต่อชาวจีน ซึ่งได้เปรียบในด้านการค้าเหนือชาวมุสลิมในเกาะชวา ฉะนั้นบรรดาพ่อค้าชาวมุสลิมในเมืองสุระการฺตา จึงได้รวมหัวกันจัดตั้งสหกรรณ์การค้าขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1909 ภายใต้การนำของท่านฮัจญีสะมันฮุดี ได้ดำเนินการต่อสู้ไม่เฉพาะแต่ในด้านการค้าอย่างเดียวเท่านั้น หากรวมทั้งกิจการเกี่ยวกับอิสลามอีกด้วย

ในปี 1911 สหกรณ์การค้ามุสลิมนี้ได้เปลี่ยนเป็นบริษัทการค้ามุสลิม เรียกเป็นภาษาอินโดนิเซียว่า “ซาริกัต ดาฆัง อิสลาม”(บรษัทการค้ามุสลิม)มีวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่เพื่อดำเนินการต่อต้านชาวจีนซึ่งกำลังบีบบังคับชาวมุสลิมในด้านการค้า จนทำให้เกิดสงครามระหว่างเชื้อชาติขึ้นในเมืองสุระการฺตาและสุระบายา ต่อมาบริษัทการค้าดังกล่าวได้เปลี่ยนชื่อเป็นองค์กรมุสลิม ภายใต้การนำของท่าน อุมัรฺ สะอี๊ด โจโกร อามิโนโต มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการส่งเสริมการค้า วัฒนธรรมและศาสนาอิสลาม ฉะนั้นภายในระยะเวลาเพียง5ปีเท่านั้น องค์กรมุสลิมที่กล่าวนี้ได้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น8แสนคน

เนื่องจากองคฺกรมุสลิมนี้ได้มีสมาชิกเป็นจำนวนมากมายเช่นนั้นแล้ว จึงเกิดมีความเข้าใจกันในขณะนั้นว่า องค์กรมุสลิมนี้พร้อมที่จะทำสงครามศาสนาขึ้นกับฮอลันดา

ต่อมาในปี 1912 ได้มีการจัดตั้งองค์กรมุสลิมเพื่อส่งเสริมกิจการศาสนาอิสลามขึ้นอีกแห่งหนึ่งในเมือง ย็อกยาการฺตามีชื่อว่า”มุฮัมมัดมาดียะฮฺ”ภายใต้การนำของท่าน อะหมัด ดะหฺลาน ได้ทำการต่อสู้ตามแนวทางของการปฏิรูปศาสนาอิสลามในประเทศอียิปต์โดยไม่มีข้อผูกพันกับ มัซฮับทั้งสี่แต่ประการใด หากแต่ได้ยึดบทบัญญัติในอัล-กรุอานและอัล-หะดีษ เป็นหลักสำคัญในการดำเนินงาน ทั้งนี้เป็นเพราะในยุคนั้นปรากฏว่าในอินโดนิเซียได้มีการปะปนผสมผสานกันระหว่างศาสนากับขนบธรรมเนียมจนแยกกันไม่ออก และมีความเข้าใจกันว่าขนบธรรมเนียมบางอย่างได้เป็นบทบัญญัติของศาสนาเลยทีเดียว ในขณะเดียวกันนั้นยังได้เอาหลักการของศาสนาฮินดูบางอย่างมาปะปนกับหลักการของอิสลามด้วย พฤติกรรมเช่นนี้ได้มีอยู่ทั่วฯไปโดยเฉพาะในเกาะชวา ซึ่งเคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของศาสนาฮินดูมาก่อน

ฉะนั้น จึงเป็นภาระหน้าที่อันดับแรกขององค์กร มุฮัมมัดมาดียะฮฺ ที่จะต้องชำระอิสลามให้สะอาดจากความเชื่ออันงมงายเช่นนี้ และนำมุสลิมในอินโดนิเซียให้ดำเนินสู่แนวทางที่ถูกต้อง
เมื่อได้เห็นการตื่นตัวของชาวมุสลิมอินโดนิเซียได้แผ่ขยายกว้างออกไปเช่นนี้แล้ว ทำให้ทางการฮอลันดาเกิดหวาดระแวงขึ้นมาทันที จึงได้พยายามติดตามดูความเคลื่อนไหวของชาวมุสลิมอินโดนิเซียอย่างใกล้ชิด

ศาสตราจารย์ Snouck Hurgronje จึงได้รายงานเสนอแนะไปยังรัฐบาลฮอลันดาให้ดำเนินการสกัดกั้นการตื่นตัวของชาวมุสลิมอินโดนิเซียเสียแต่เนิ่นฯ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลฮอลันดาจะต้องพยายามเผยแพร่สนับสนุนวิทยาการของตะวันตกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามยกฐานะมุสลิมอินโดนิเซียที่ได้รับการศึกษา รับเอาวิทยาการใหม่ฯจากตะวันตกให้สูงขึ้น ในเมื่อชาวมุสลิมอินโดนิเซียที่ได้รับการศึกษาเช่นนี้ได้รับการยกย่องจากทางการแล้ว คุณค่าทางวิชาการอิสลามย่อมจะต้องด้อยลงเป็นธรรมดา

ภายในปี 1914 ทางการฮอลันดาได้ประกาศใช้กฎหมายฉบับที่ 111 ห้ามชาวมุสลิมอินโดนิเซียจัดชุมนุมทางการเมืองขึ้นไม่ว่ากรณีใดฯทั้งสิ้น ฉะนั้น คำขวัญที่ได้ประกาศใช้ในระยะนั้นสำหรับใช้ในการจัดชุมนุม อันไม่ผิดกฎหมายก็ได้แก่คำว่า “โดยรัฐบาลเพื่อรัฐบาล”

ในปีต่อฯมาอิทธิพลขององค์กร มุฮัมมัดมาดียะฮฺ ได้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น จำนวนสมาชิกได้เพิ่มขึ้นถึง2.5 ล้านคน กลายเป็นองค์กรมุสลิมที่เข้มแข็งมากที่สุดในอินโดนิเซีย ในขณะเดียวกันนั้น พรรคการเมือง Nasional Indies ภายใต้การนำของท่าน เค.ฮายารฺ เดวัน ทูรา ได้ถูกทางการฮอลันดาประกาศเป็นพรรคการเมืองที่ผิดกฎหมาย เพราะได้ดำเนินนโยบายเอียงซ้าย บรรดาสมาชิกของพรรคนี้จึงได้พยายามแทรกซึมเข้าไปเป็นสมาชิกขององค์กรมุสลิมดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

ในที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 4 ขององค์กร มุฮัมมัดมาดียะฮฺ ในปี 1919 นายสัมอูนและพรรคพวกที่นิยมฝ่ายซ้าย พยายามจะเข้าไปมีอิทธิพลและแสดงบทบาทของตนในที่ประชุม แต่ก็ได้ถูกคัดค้านอย่างแข็งขัน ต่อมาในปี 1920 นายสัมอูนจึงได้จัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนิเซียขึ้นในเมือง สมารัง

องค์กร มุฮัมมัดมาดียะฮฺ ซึ่งยังไม่มีนโยบายทางการเมือง ยงคงดำเนินการเผยแพร่ศาสนาอิสลามต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง พยายามสร้างโรงเรียน วิทยาลัย และช่วยเหลือเด็กกำพร้ามุสลิมทั่วอินโดนิเซีย

ในปี 1952 ได้จัดตั้งองค์กรมุสลิมขึ้นอีกแห่งหนึ่ง เรียกว่าองค์กร “นะฮฺเฏาะตุล อุละมาอฺ”เป็นองค์กรฝ่ายขวาจัด และไม่เห็นด้วยกับวิธีการบางอย่างขององค์กร มุฮัมมัดมาดียะฮฺ สมาชิกขององค์กร นะฮฺเฏาะตุล อุละมาอฺ ส่วนใหญ่เป็นพวกครูสอนศาสนาอิสลามในชวาตะวันออกและชวาภาคกลาง ในขณะเดียวกันก็มีองค์กรมุสลิมเกิดขึ้นอีกหลายแห่ง ในจำนวนนี้มีองค์กรมุสลิมภายใต้การนำของท่าน หะซัน บันดุงร่วมอยู่ด้วย(Persatuan Islam)

ต่อมาได้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองแห่งชาตินิยมอินโดนิเซียขึ้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 1927 โดยนักศึกษาอินโดนิเซียที่สำเร็จจากประเทศฮอลันดา ซึ่งมีท่านซูกาโน เป็นประธานพรรคนี้ และได้รับการสนับสนุนจากบรรดาผู้นำองค์กรมุสลิมเป็นอย่างดี เพราะพวกนี้สามารถสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง 3 ฝ่ายด้วยกัน คือฝ่ายชาตินิยม ฝ่ายศาสนา ฝ่ายซ้าย แต่ละฝ่ายก็มีวัตถุประสงค์อันเดียวกัน คือเรียกร้องเอกราชให้แก่อินโดนิเซีย

ในระยะนั้นการดำเนินงานขององค์กรมุสลิมได้แบ่งกันเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งภายใต้การนำของ ดร.สุกิมาน ได้ดำเนินการเฉพาะแต่ในด้านกิจการเกี่ยวกับศาสนาอิสลามอย่างเดียว ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งภายใต้การนำของท่าน ฮัจญี อาฆุส ซาลิม ได้ดำเนินการให้องค์กรมุสลิมเข้าไปมีบทบาทในด้านการสังคม การฟื้นฟูเศรษฐกิจ การศึกษาสมัยใหม่ให้มากยิ่งขึ้น

ระหว่างปี 1935 ถึง 1939 ได้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นอีกหลายพรรค ต่างก็เรียกร้องเอกราชให้แก่อินโดนิเซีย แต่ก็ได้ถูกรัฐบาลฮอลันดาปฏิเสธคัดค้านอย่างแข็งขันในที่สุด ซูกาโนหัวหน้าพรรคชาตินิยมได้ถูกทางการฮอลันดาจับกุม

เมื่อกองทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองอินโดนิเซียในปี 1942 ญี่ปุ่นรีบปล่อยซูกาโนในทันที เพราะหวังจะได้ใช้ท่านผู้นี้เป็นเครื่องมือของตนในการยึดครองอินโดนิเซีย

ในส่วนที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลามนั้น ฝ่ายญี่ปุ่นได้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษและเริ่มดำเนินการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับศาสนาอิสลามทันที การโฆษณาชวนเชื่อของญี่ปุ่นนี้ได้เริ่มมาก่อนแล้วตั้งแต่ปี 1935 หวังจะได้รับความสนใจจากกลุ่มประเทศมุสลิมในภาคพื้นส่วนนี้ โดยจัดสร้างมัสยิดกลางขึ้นที่เมืองโกเบ พร้อมกันนั้นได้จัดตั้งองค์กรมุสลิมญี่ปุ่นขึ้น ในขณะเดียวกันญี่ปุ่นเริ่มแสดงบทบาทชนิดไม่จริงจังอะไรนัก โดยจัดให้มีการประชุมใหญ่เกี่ยวกับอิสลามขึ้นในประเทศญี่ปุ่น พร้อมฯกับโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าวแล้วนั้น ญี่ปุ่นยังได้สนับสนุนนักศึกษาอินโดนิเซียให้เดินทางไปศึกษาในประเทศอาหรับและอียิปต์ ได้ออกนิตยสารเป็นภาษาอาหรับ ในขณะเดียวกันยังได้ประกาศแต่งตั้งบรรดาผู้นำมุสลิมในอินโดนิเซีย เป็นหัวหน้าดำเนินงานเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลามอีกด้วย เช่น ดร.ฮุซัย ญายา นิงรัต ท่านฮัจญีอับดุลลอฮฺ และท่านอับดุลเกาะฮัรฺ มุซักกัรฺ

เมื่อระยะการยึดครองอินโดนิเซียของญี่ปุ่นใกล้จะสิ้นสุดลง ปรากฏว่าเกิดมีพรรคมุสลิมขึ้นอีกพรรคหนึ่ง ได้ดำเนินนโยบายตามแนวหลักการของอิสลามที่ได้รับการปฏิรูปมาแล้วอย่างจริงจัง พรรคนี้ชื่อ Madjlis Sjura Muslimin Indonesia หรือที่รู้จักกันในนามว่า “มาชูมี” ต่อมากลายเป็นพรรคการเมืองมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนิเซีย ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากบรรดาผู้นำมุสลิมในเกาะชวา มาดูรา และสุมาตรา ผู้นำขั้นสุดยอดของพรรคที่กล่าวมานี้ ก็คือท่าน มุฮัมมัด นาซิรฺ อดีตนายกรัฐมนตรีอินโดนิเซีย ชารีฟฟุดดีน ปราวิรานัครา,มุฮัมมัด รูมและอะบู หะนีฟะฮฺ ผู้นำเหล่านี้ได้ดำเนินการปฏิรูปศาสนาอิสลามและฟื้นฟูสังคมมุสลิมอินโดนิเซียตามแนวทางและข้อคิดเห็นของท่าน มุฮัมมัด อับดุฮฺ ผู้แผ้วทางในการปฏิรูปศาสนาอิสลามในตะวันออกกลาง

พรรค มาชูมี มีกองทัพของตนเอง มีกำลังพลประมาณ 2 หมื่น 5 พันคนพร้อมจะสละชีวิตของตนเพื่อ ญิฮาดให้แก่ศาสนาอิสลามในทุกเมื่อ แต่ก็ได้รับความผิดหวังเป็นอย่างมาก ในเมื่อซูกาโนประกาศเอกราชของอินโดนิเซีย แทนที่จะได้จัดตั้งสาธารณรัฐอิสลามอินโดนิเซียขึ้น กลับไปใช้หลักการปัญจาศีลา(เบญจศีล)เป็นหลักการในทางการปกครองเสีย

อย่างไรก็ตามพรรคมาชูมียังคงดำเนินการต่อสู้ของตนตามแนวหลักการของศาสนาอิสลามอย่างไม่ลดละ ต้องการให้อินโดนิเซียได้เป็นสาธารณรัฐอิสลามให้จงได้ ฉะนั้นจึงได้เกิดการปฏิวัติขึ้นในชวาตะวันตกภายใต้การนำของท่าน เอส.เอ็ม.คารฺโต สาวิรฺโจ ในปี 1953 ต่อมาได้เกิดการปฏิวัติขึ้นอีกในเมืองอาเจ๊ะฮฺ ภายใต้การนำของ ตวนกู ดาวุด

ภายในปี 1955 พรรคมาชูมี พยายามที่จะทำการปฏิวัติยึดอำนาจอีก แต่ก็ต้องล้มเหลว และได้ถูกรัฐบาลประกาศเป็นพรรคการเมืองที่ผิดกฎหมายทันที มีพรรค นะฮฺเฏาะตุล-อุละมาอฺ และพรรคมุสลิมอื่นฯที่มีนโยบายไม่รุนแรงได้ดำเนินการรณรงค์ตามแนวทางของหลักการอิสลามที่ได้รับการปฏิรูปต่อไปจนกระทั่งบัดนี้

ฉะนั้น พอที่จะทำความเข้าใจได้แล้วว่า การปฏิรูปศาสนาอิสลามให้กลับสู่หลักการอิสลามที่แท้จริง ปราศจากราคีแห่งความเชื่ออันงมงายโดยปะปนผสมผสานกันระหว่างศาสนากับขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง กลายเป็นพลังมหาศาลให้แก่ชาวมุสลิมนับจำนวนร้อยล้านคนในอินโดนิเซีย ร่วมกันต่อสู้ทั้งในด้านศาสนาและทางการเมืองจนสามารถเรียกร้องเอกราช และประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐอินโดนิเซียขึ้นได้สำเร็จ



ที่มา นิตยสารอัล-ญิฮาดปีที่ 9 อันดับที่ 52


วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ทำไมชาวมลายูปัตตานี‬ ละทิ้งพุทธเข้ารับอิสลาม



นครปัตตานีในสายฝนมีนักประวัติศาสตร์มากมายในไทยที่ระบุภาพนี้เป็นภาพอยุธยา ทั้งๆที่อยุธยาไม่มีภูเขาภาพนี้เป็นภาพปัตตานีครับ

พุทธศาสนาของชาวมลายู

ชาวมลายูหรือคนที่อาศัยในแหลมมลายูนั้น นับแต่ชุมพรลงมา ในอดีตนั้นนับถือศาสนาอะไร

เป็นหนึ่งในเรื่องที่ตอบยาก เพราะศาสนาดั่งเดิมจริงๆนั้นไม่มีใครรู้เชื่อกันแต่ว่าน่าจะนับถือผีเหมือนทั่วๆไป

หนึ่งในความเชื่อโบราณที่เห็นในปัจจุบันคือจั่วพระอาทิตย์ ที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านแบบมลายู

อย่างไรก็ดีภายหลังได้เปลี่ยนมานับถือฮินดูครับ ก่อนจะหันมานับถือพุทธ

พุทธในดินแดนมลายู

ไม่มีบันทึกมากนัก จริงๆจะว่าไปก่อนรับศาสนาอิสลามเอกสารเกี่ยวกับดินแดนนี้มีน้อยมาก มีบันทึกจากคนจีนเสียส่วนใหญ่และชาติยุโรปบ้าง

แต่อย่างไรก็ดี มีหลักฐานมากมายถึงความอ่อนแอของพุทธในย่านนี้และหลักฐานดังกล่าวก็ยังคงพบเห็นในปัจจุบัน อันได้แก่

1)การผสมฮินดูพุทธพุทธศาสนาในดินแดนมลายูไม่เคยบริสุทธิ์หรือใกล้ความบริสุทธิ์เลย จะว่าไปมันอยู่ภายใต้ อยู่เหนือหรืออยู่ร่วม เอาง่ายๆคือตัดขาดจากศาสนาฮินดูไม่ได้เลยหลายคนอาจเทียบใน กทม ที่มีพิธีพราห์ม พิธีพุทธ ปนเป ไม่แปลกอะไรแต่ท่านเคยพบศาลเทพเจ้าฮินดูในวัดพุทธไหม?

ครับวัดเก่าในภาคใต้แทบทุกวัดจะมีศาลของเทพเจ้าฮินดูเสมอ จริงๆแล้วมีการค้นพบซาก ศิวลึงค์(หนึ่งในสัญลักธฺ์ของพระอิศวร ฮินดู)คู่กับพระพุทธรูป

หรือการทำพิธีกรรมโดย รดน้ำลงบนเทพเจ้าฮินดู ให้น้ำไหลไปรดพระพุทธรูปอีกทีด้วย

จะว่าไปมีวัดซื่อวัด พะโคะ หรือพระโค สัญลักษณ์พระอิศวร ด้วย

แน่ละหลายคนเริ่มนึกถึงจตุคาม ที่เอาเทพเข้าฮินดูมาให้พระสงฆ์พุทธปลุกเสก

นั้นแหละคือหนึ่งในซากฮินดูที่ปนเปกับพุทธจนแยกไม่ออกในภาคใต้และดินแดนมลายู

ดังนั้น พุทธในภาคใต้ในสมัยโบราณจึงไม่เคยบริสุทธิ์

2)พฤติกรรมของพระสงฆ์

เรื่องนี้อธิบายยากเล้กน้อยแต่ผมจะเล่าเรื่องหนึ่งที่ท่านสามารถสอบถามความจริงได้เรื่องนี้เป็นของวัดชลธาราสิงเห วัดดังของจังหวัดนราธิวาสเมื่อเจ้าอาวาสท่่านมรณะภาพไป ก่อนมรณะภาพท่านไม่ได้ตั้งใครให้เป็นเจ้าอาวาส ทำให้พระในวัดทะเลาะกัน และการทะเลาะกันครั้งนี้ส่งผลให้พระแบ่งวัดเป็น 2 วัดคือวัดเหนือและวัดใต้มีโบสถ์แยกกันมีเจ้าอาวาส 2 รูปหอระฆังสองหอและโบสถ์สองหลัง บนน้ำและบนบก

ต่อมาท่านไหนผมจำไม่ได้เสียแล้วมรณะภาพก่อน ท่านที่ยังอยู่ก็รื้อกถฏิเจ้าอาวาสที่มรณะภาพ แล้วรื้อโบสถ์ เอาพระประธานมาไว้ในโบสถ์บนดิน

วันนี้เลยมีพระประธาน 2 องค์เรื่องนี้เพิ่งเกิดครับ ยังสอบถามคนที่นั้นได้ว่าจริงไหม มีคนทันสมัย 2 เจ้าอาวาสยังมีชีวิตอยู่ครับ

หลายคนฟังแล้วงง พระทะเลาะกันนี้นะ

ครับ จะว่าไปชาวพุทธที่นั้นสมัยก่อนไม่ได้เรียก พระ ว่า พระ แต่เรียก จอมวัด หมายถึง จอม หรือใหญ่ในวัด พระในดินแดนมลายูสมัยก่อนนิยมพกกริช เล่นไสยศาสตร์ จะว่าไปแล้วมีบันทึกมากมายยืนยันความเป็นนักเลงของพระด้วย

และด้วยพฤติกรรมนี้เองทำให้ฮินดูยังคงมีอิทธิพลและปนเปไปกับพุทธ และ ทำให้พุทธศาสนาอ่อนแอ

และไม่ได้เป็นที่พักใจอย่างที่เป็น ไสยศาสตย์จึงถูกนำมาเสริมและนั้นคือเหตุผลที่พระในยุคนั้นเล่นไสยศาสตร์นั้นเองสิ่งที่เป็นซากความมีอยู่ของพุทธของดินแดนมลายูคือตูปะข้าวเหนียวที่ผูกเป็นรูปสามเหลี่ยม ที่เชื่อกันว่าทำตามรูปลักษณ์ของพระพุทธรูป ทำกินในวันรายอและในชาวพุทธจะทำในงานบุญเดือนสิบนั้นเอง

กรุณาอ่านต่อ : http://muslimchiangmai.net/index.php?topic=2017.0;wap2

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

ประวัติปัตตานีดารุลสลาม http://www.islammore.com/main/content.php…



กัปตัน แจ๊ค สแปโรว์ ตัวจริง




ซาลาดิน : แปลและเรียบเรียง

กัปตัน แจ๊ค สแปโรว์ ( Jack Sparrow) ตัวละครจากภาพยนต์ Pirates of the Caribbean มีอยู่จริงในหน้าประวัติศาสตร์

กัปตัน แจ๊ค สแปโรว์ ตัวจริง จริงๆแล้วเป็นผู้ศรัทธาชาวมุสลิม (ถ้าไม่เชื่อ คุณสามารถเชคจาก Wikipedia และ ลิงค์ อื่นๆด้านล่างได้เลย) ชื่อจริงๆ ของเขาคือ กัปตัน แจ๊ค วาร์ท ( Captain Jack Ward) และเขาก็เป็นที่รู้จักในชื่อ แจ๊ค เบิร์ดดี้ ด้วย (Jack Birdy) เขาได้ละทิ้งโบสคริสเตียน เมื่อเขาได้เข้ารับนับอิสลามในปลายศตวรรษที่ 16 . ลูกเรือของเขาทั้งหมดก็ได้เปลี่ยนมาเข้ารับนับถืออิสลามเช่นกัน. กัปตัน แจ๊ค เบิร์ดดี้ เป็นคนที่ชื่นชอบและสนใจนกกระจอกเป็นอย่างมากในช่วงที่เขาใช้ชีวิตอยู่ใน ตูนีเซีย (ช่วงที่หลบซ่อนจากรัฐบาลอังกฤษ) ส่วนมากที่คนในชุมชนที่นั้นชอบเรียกเขาว่า แจ๊ค “อัสฟะฮ์” ซึ่งในภาษาอาหรับแปลว่า นกกระจอก . และนี่เป็นที่มาของ ชื่อที่ว่า กัปตัน แจ๊ค สแปโรว์

ชื่อในภาษาอาหรับของเขาคือ ยูซุฟ เรอิส เขาได้แต่งงานกับหญิงสาวชาวคริสเตียนที่ผู้ซึ่งเปลี่ยนมารับนับถือศาสนาอิสลาม นาม เจซซี่มีน่า ชาว ซิซีเลี่ยน (ชื่อเมืองของเกาะทางใต้ในประเทสอิตาลี่) ขณะที่กัปตัน แจ๊ก เบิร์ดดี้ เป็นที่รู้จักันว่า สุดยอดขี้เมา จากนั้นเขาได้หยุดการดื่มสุราอย่างเด็ดขาดหลังจากได้ที่เข้ารับอิสลาม. เขาได้มีส่วนช่วยอย่างมากในการช่วยเหลือชาวยิวและมุสลิมนับพันที่หลบหนีจากการไล่ล่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงศตวรรษที่ 16 ถึง 17 โดยพวกชาวคริสเตียนหัวรุนแรง (อีกหนึ่งความจริงที่คุณอาจจะไม่รู้)และยังมีอีกที่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับที่ผมกำลังจะบอก. รู้มั้ยว่าไม่มีภาพลักษณ์ที่ดีของความเป็นอิสลามปรากฎอยู่ในภาพยนต์ฮอลลีวูดให้เราได้เห็นเลย ไม่มีอะไรเลยแม้กระทั่งแก่นหรือรากแท้ของความเป็นบุรุษชาวมุสลิมที่ยิ่งใหญ่ให้เห็นเลย เพราะว่าโดนบิดเบือน และถูกลบจากประวัติศาสตร์ . หรือว่าที่จริงแล้วคนทำหนังกลัวที่จะเปิดเผยอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ที่เกี่ยวของกับความเป็นอิสลาม)

เพราะว่าบางทีมันอาจจะไปปลุกจิตสำนึกที่หลับไหลของชาวมุสลิมเกี่ยวกับตำนานในอดีตเมื่อนานมาแล้วของพวกเค้า ให้ผู้คนได้รู้ว่าจริงๆมุสลิมไม่ใช่พวกที่ชอบรุกรานผู้อื่น แต่ที่จริงมีต้นกำเนิดที่ยิ่งใหญ่โดยที่บรรพบุรุษของพวกเขาเป็นฮีโร่ผู้เกรียงไกรและยังมีหน้าประวัติศาสตร์จารึกที่ว่าต่อสู้กับการกดขี่ข่มเหงจากศาสนาอื่น. แต่ฮอลลีวูดขโมยฮีโร่ของพวกเราทันใดนั้นเปลี่ยนพวกเขาเป็น คนขาว และเป็น พวกแองโกล(พวกฝรั่งคนขาวจมูกโด่ง เช่น คนยุโรป อเมริกัน รัซเซีย หน้าเค้าคล้ายๆกันหมด) แต่ ฮอลลีวูด แสดงภาพของมุสลิมว่าเป็นพวกมุสลิมสุดโต่งว่าพวกเราเป็น พวกคลั่งลัทธิ ผู้ก่อการร้าย และยังเผยแพร่สุดเกินบรรยายข้ามจอโลกที่ว่าเป็นพวกบ้าหลั่งเคารพบูชาความรุนแรงและเป็นศาสนาแห่งความรุนแรง.


กัปตัน แจ๊ค สแปโรว์ คนมุสลิมที่ช่วยเหลือชาวมุสลิมและชาวยิวให้รอดพ้นจากการฆ่าล้างชาติพันธุ์ของชาวคริสเตียน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นขาวคริสยุโรปเรื่องราวความเป็นมุสลิมของเขาถูกลบออก พูดกันสั้นๆ พวกเขาแต่งเติมบุคลิค ลักษณะนิสัยให้แก่เราชาวมุสลิม พวกเราไม่มีสิทธ์พูดไม่ว่าจะอย่างไร ผลกระทบคือไม่แตกต่างจากผลกระทบที่เคยมีต่อทาสคนดำ หรือ ชนเผ่าพื้นเมืองดั่งเดิมของดินแดนอเมริกัน เมื่อพวกเขามีค่าเท่ากันหมดไม่ว่าจะถูกฆ่าตายหรือนำเอามาเป็นทาส ทั้งโลกรู้สึกสะเทือนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขา และ หลังจากผ่านพ้นไปสักพัก พวกเขามองเห็นตัวเองว่าตัวเองนั้นไม่เข้ากับสิ่งที่เป็นอยู่ ณ โลก ปัจจุบันและ สภาพจิตใจตกต่ำ อ่อนแอกว่า ผู้ทำกดขี่ข่มเหงเค้า ทำให้ความเชื่อมั่นและความแข็งแกร่งหายไป ซึ่งเหมือนกับมุสลิม ณ ทุกวันนี้

สิ่งเหล่านี้ไม่อาจเกิดได้ถ้าเราได้มีการสอนลูกหลานเราเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เข้าใจมันอย่างถ่องแท้และรุ่นสู่รุ่น. อย่างไรก็ตาม มัสยิดของพวกเรา ผู้รู้ และ ผู้ที่ไม่สนใจการเมืองหรือคนธรรมดา ทุกวันนี้ที่มีการสอนมีแต่เรื่องที่ว่ามุสลิมไม่ได้สนใจเรื่องจริยธรรมและคุณธรรมอะไรทั้งสิ้น ยักษ์ใหญ่ในอิสลามพวกเค้าอยากให้อิสลามเป็นเรื่องเล็กๆไม่มีความสำคัญอะไรมากนัก สอนว่าอิสลามไม่เคยมีฮีโร่ ราวกับว่าเมื่อศาสดาได้จากไป มุสลิมเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือหลังจาก 1500 ปี เรื่องราวของอาณาจักรในโลกมุสลิมนั้นมีสุขเกินที่จะรับได้ แต่หารู้มั้ยว่ากว่าจะมาเป็นอาณาจักรอิสลามนั้นได้ต้องดิ้นรนต่อสู่กับความชั่วร้ายมามากเท่าไหน เยาวชนมุสลิมทุกวันนี้ไม่มีใครอยากเป็นเหมือน กัปตัน แจ๊ก สแปโรว์ รุ่นต่อไปเพราะว่าเราไม่มีคนที่เหมาะสมและมีค่าควรจะเป็น ผู้ยิ่งใหญ่สเหมือน แจ๊ค อีกแล้ว แต่แทนที่ด้วยว่าเด็กมุสลิมถูกสอนให้ถกเถียงเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างเช่น เสื้อผ้าแบบไหนที่เราควรสวมใส่ , เท้าข้างไหนที่จะต้องใช้ก้าวเข้าห้องน้ำ เราสามารถ อ่าน อามีนเสียงดังได้มั้ย

จริยธรรมและอุดมการอันยิ่งใหญ่ของอิสลามถูกกีดกันว่าเป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อยแทนที่ด้วยคุณธรรมอันดีซึ่งคือเหตุที่อิสลามนำมาสู่โลก
แต่วันนี้เราต้องฟื้นฟูจริยธรรมอันยิ่งใหญ่ของอิสลามเรากลับคืนมา อย่างที่โลกมุลิมถูกโหมกระหน่ำอีกครั้งด้วยความชั่วร้ายจากโลกตะวันตกและไฟนรกที่คอยแทรกซึมมาจากอำนาจจากต่างชาติ เราต้องการวีรบุรุษ เราต้องการผู้กล้า ที่มากกว่า เศาะลาฮุดดีน อัลอัยยูบี (Salah-ud-deen Ayubi) มากกว่า คอลิด บิน วาลีด (Kalid Bin Waleed) มากกว่ามัลคอม เอ็กซ์ (Malcolm X’) และมากกว่า กัปตัน แจ๊ก สแปโรว์
มันถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องฟื้นฟู หน้าประวัติศาสตร์อันเกรียงไกรของนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพและนำวิถีชีวิตอันสงบสุขของเรากลับมา มากกว่าการสอนอิสลามที่บอกเราว่าให้นั่งเฉยๆและถกเถียงกันในเรื่องเล็กๆน้อยๆในขณะที่โลกและอุมมะฮฺของเราถูกทำร้ายและสังหาร


เขียนโดย MPACK and more
ข้อมูลจาก MPACUK or Muslim Public Affairs Committee UK

ข้อมูลเพิ่มเติม : http://en.wikipedia.org/wiki/Jack_Ward

http://www.beliefnet.com/columnists/cityofbrass/2012/04/captain-jack-sparrow-was-based-on-a-real-muslim-pirate.html

ลิงค์ที่มา : http://www.grandestrategy.com/2013/10/49494838394.htm


ไม่มีใครที่รักตัวเรามากกว่าพ่อแม่ของเรา



ไม่มีใครที่รักตัวเรามากกว่าพ่อแม่ของเรา
ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ของเราก็รู้ดีว่า
เรานั้นรักตัวเองมากกว่าท่าน
แต่ท่านทั้งสองก็ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อตัวเรา
แล้วเมื่อไรเราจึงจะทุ่มเทให้กับท่านทั้งสอง
ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายของทั้งสองจะหายไป
ครั้งหนึ่งท่านนะบีก้าวขึ้นมินบัร สามก้าว
ในแต่ละย่างก้าว ท่านจะกล่าว อามีน
บรรดาศ่อหะบะฮฺก็แปลกใจ
เลยถามท่าน ท่านกล่าวว่า ญิบรีลได้นำเสนอสามกลุ่ม
ซึ่งทั้งสามกลุ่มนี้จะไม่ได้รับเราะห์มะฮฺจากอัลลอฮฺ
๑) ผู้ที่ได้ยินการกล่าวถึงท่าน
แต่ไม่ศอละวัตต่อท่าน
๒) ผู้ที่ใช้ชีวิตในเดือนรอมฎอน
แต่กลับไม่ได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ
๓) ผู้ที่ทันกับบิดามารดา
แต่ไม่ได้ทำความดีกับทั้งสอง
อย่าปล่อยโอกาศทองนี้จากท่านไป
โดยที่ท่านไม่ได้ทำอะไรเลย
ให้กับคนที่รักท่านมากกว่าตัวของเขาเอง

✿ ▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬ ✿

ผศ ดร อิบรอเฮม สือแม (Iprohem Suemae)


วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การทำความสะอาดเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการละหมาด




                        การทำความสะอาดเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของการละหมาด การละหมาดของบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น จะไม่ถูกตอบรับหากปราศจากเงื่อนไขดังกล่าว

ท่านอับดุลลอฮฺ บิน อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า ท่านนบีมุหัมมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  กล่าวว่า

«لا تُقْبَلُ صَلاةٌ بِغَيْرِ طُهُوْرٍ ، وَلا صَدَقَةٌ مِنْ غُلُوْلٍ» [مسلم برقم 224]

“การละหมาดที่ปราศจากความสะอาดจะไม่ถูกตอบรับ เช่นเดียวกับทานเศาะดะเกาะฮฺที่ได้มาจากการยักยอก”
(มุสลิม หะดีษเลขที่ 224)

ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮฺ เล่าว่า ท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม)  กล่าวว่า

«لا تُقْبَلُ صَلاةُ مَنْ أَحْدَثَ حَتى يَتَوَضَّأ» [البخاري برقم 135، ومسلم برقم 225]

“ การละหมาดของผู้ที่มีหะดัษจะไม่ถูกตอบรับ จนกว่าเขาจะอาบน้ำละหมาด”
(อัล-บุคอรียฺ หะดีษเลขที่ 135 และมุสลิม หะดีษเลขที่ 225)


วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

ทุกนาทีของชีวิตดุนยา คือการทดสอบ


-- เจ้าหนูน้อยเอ๋ย
-- ชีวิตในดุนยาเต็มไปด้วย
-- ความจริงใจและการล่อลวง
-- ความซื่อสัตย์และการตลบแตลง
-- ความสบายและความทุกข์
-- ความมั่งมีและความยากจน
-- ความงดงามและความเลวร้าย
-- เจ้าจงจำไว้ให้มั่นว่า
-- ชีวิตตรงนี้ ระยะเวลาของมันสั้นนัก
-- ดังนั้นเจ้าจงเข้มแข็งและอดทน
-- เจ้าจงมั่นคงบนจุดยืนที่ดีงาม
-- เพราะอีกไม่นานหรอก
-- ทุกๆสิ่งที่นี่ จะสิ้นสุดลง
-- แม้เจ้ายังเป็นเด็ก แต่ก็อีกไม่นานหรอก
-- เจ้าจะต้องกลับไปสู่ที่ที่ยั่งยืน
-- ซึ่งตรงนั้น เจ้าจะไม่พบกับการละเมิดใดๆอีกต่อไป
-- เพราะที่นั่น ...
-- คือที่แห่งการตอบแทน จากผู้ทรงเที่ยงธรรม
..." จงสำนึกเสมอว่า ที่นี่คือการทดสอบพฤติกรรม ดังนั้นจงอย่าได้ลุ่มหลงจนหลงทาง เพราะเราทุกคนต้องกลับไปรับการพิพากษาและการตอบแทนโดยอัลเลาะฮฺซ.บ. ผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงเที่ยงธรรม "..

อ.อับดุลเลาะห์ หนูรักษ์