อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2558

10 เหตุผลที่ท่านควรออกอีดตามวันอะเราะฟะฮฺ



1. เป็นการแสดงถึงความเป็นเอกภาพของประชาชาติในระดับสากลภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง ภายใต้ปรัชญา "ประชาชาติเดียวกัน"

2. ในโลกนี้ทุ่งอะเราะฟะฮฺมีเพียงหนึ่งเดียว คือที่มักกะฮฺ และการวุกูฟของบรรดาหุจจาจญ์ก็มีเพียงวันเดียว คือวันที่ออกประกาศโดยทางการมักกะฮฺ

3. ยุคสมัยความเจริญทางด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน ประชาคมโลกสามารถติดต่อสื่อสารและสัมผัสด้วยตาตนเองถึงบรรยากาศวันอะเราะฟะฮฺที่มีการถ่ายทอดสดไปยังทั่วทุกมุมโลก และทุกคนก็ยากที่จะปฏิเสธความจริงข้อนี้

4. ข่าวสารการเห็นจันทร์เสี้ยวในวันแรกของเดือนซุลหิจญะฮฺที่นครมักกะฮฺ สามารถรับทราบโดยประชาคมโลกอย่างทั่วถึงและง่ายดายที่สุด พร้อมยังมีเวลาเหลือเฟือสำหรับประเทศอื่นๆเพื่อเตรียมความพร้อมในการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกันของประชาชาติระดับสากล

5. วันอะเราะฟะฮฺ วันอีดอัฎฮาและบรรดาวันตัชรีกถือเป็นห้วงเวลาที่ประเสริฐยิ่ง ที่ประชาชาติมุสลิมควรถือโอกาสนี้แสดงพลังแห่งเอกภาพและภราดรภาพ ไม่ใช่เป็นวันที่จมปลักในวังวนแห่งความแตกแยกอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

6.สอดคล้องกับความต้องการของมุสลิมทั่วโลกที่ถวิลหาสัจธรรมและปราศจากอคติ ซึ่งอยากผูกพันอิบาดะฮฺของตนพร้อมๆกับบรรดาฮุจจาจญ์ ทั้งศิยามวันอะเราะฟะฮฺ การละหมาดอีด การเชือดกุรบานและสัญลักษณ์อื่นๆทางศาสนา และยังสอดคล้องกับเจตนารมณ์สูงสุดแห่งชะรีอะฮฺที่ต้องการสร้างสังคมปรองดอง มีความเอกภาพภายใต้ปรัชญา "ประชาชาติเดียวกัน"

7. การออกอีดตามการเห็นจันทร์เสี้ยวในประเทศใดประเทศหนึ่งบนโลกนี้ ถือว่าทำได้และถูกต้อง และไม่มีอุละมาอฺท่านใดจากอดีตและปัจจุบันเห็นค้าน

8.การกำหนดอีดอัฎฮาตามวันอะเราะฟะฮฺคือสิ่งที่ถูกต้องกว่า และสะดวกกว่าสำหรับผู้ประสงค์จะปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบี โดยเฉพาะการถือศีลอดวันอะเราะฟะฮฺ ที่มีผลบุญมหาศาล

9. การกำหนดวันอีดตามจุดปรากฏจันทร์เสี้ยว(มัฏละอฺ) ที่ต่างกัน ไม่มีหลักฐานที่เศาะฮีหฺ(ถูกต้อง) และ เศาะรีหฺ(ชัดเจน) และน่าสอดคล้องกับยุคสมัยที่การติดต่อสื่อสารยากลำบากเช่นในอดีตเท่านั้น

10. ประสบการณ์อันล้ำค่าของมุสลิมในประเทศไทยที่มีความเอกภาพในการออกอีดอัฎฮานานเกือบทศวรรษ เนื่องจากยึดถือวันอะเราะฟะฮฺ ถือเป็นประสบการณ์ที่มีความสำเร็จที่สูงสุด ที่ผู้นำมุสลิมและชาวมุสลิมทั่วประเทศควรนำเป็นต้นแบบสร้างสังคมแห่งความปรองดองและสมานฉันท์

.....................................
แหล่งอ้างอิง
อีดอัฎฮาตามวันอะเราะฟะฮฺ ชะรีอะฮฺของอัลลอฮฺสู่ความเป็นเอกภาพของประชาชาติ
เขียนโดย ผศ.ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา
จัดพิมพ์โดย สำนักเลขานุการ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี
(ร่วมนำเสนอสิ่งดีๆ โดย เพจศาสนาอิสลาม - الإسلام)













วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2558

ปัญหาการทำบุญขึ้นบ้านใหม่




ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม

 อัสลามมุอาลัยกุม ท่านอาจารย์ ผมมีเรื่องไม่สบายใจอย่างมากในครอบครัวผม จะรบกวนอาจารย์ช่วยชี้แนะแนวทางในการปฏิบัติด้วย
.
1.ขณะนี้ผมสร้างบ้านใกล้แล้วเสร็จแล้ว ซึ่งทางสมาชิกในครอบครัวแม่ยาย (ผมเป็นลูกเขย)ได้มีการเตรียมงานเพือจะทำบุญขึ้นบ้านใหม่จะมีการอ่านดุอา ทำนะเตบด้วยแต่ส่วนตัวผมคิดแค่เพียงจะจัดกินเลียงธรรมดาเท่าน้น จะไม่มีการทำดุอาหรืออ่านอะไรทั้งนั้นเนื่องจากไม่แบบกระทำ ในหลักการอิสลาม ซึ่งขัดแย้งกับทางบ้านที่เขาจะทำให้ได้ ผมลำบากใจเป็นอย่างมากเพราะผมแค่ลูกเขย
.
2.อีกไม่กี่เดือนลูกผมจะคลอดแล้ว จะมีปัญหาตอนโกนผมทางบ้าจะต้องมีการขึ้นเปลมีการซอลาวาต อ่านบัรซันญี ผมไม่อยากทำ อยากทำง่ายๆแค่เชือดแพะโกนผมก็พอแล้วตามหลักการ ผมไม่อยากขัดใจ กับครอบครัว ท่านอาจารย์ช่วยชี้แนะหน่่อยครับ
.

ตอบ
.วะอลัยกุมุสสลาม .. การเลี้ยงอาหารเพื่อแสดงออกถึงความปลาบปลื้มดีใจในวาระต่างๆ เช่นเนื่องในวาระการแต่งงาน, การมีบุตร, เป็นสิ่งที่ศาสนาส่งเสริม หรือเลี้ยงอาหารเพื่อขอบคุณอัลลอฮ์ที่ทรงโปรดให้เราได้ได้ซื้อบ้านหรือสร้างบ้านก็เป็นที่อนุญาตโดยไม่ต้องมีพิธีรีตองหรือพิธีกรรมอะไรทั้งสิ้น แต่บังเอิญเรามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยที่คนพุทธเขาจัดงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่และมีพิธีกรรมทางศาสนาตามความเชื่อของเขา แล้วมุสลิมเราก็เห็นดีเห็นงามไปลอกเลียนเขามาทั้งดุ้น สิ่งซึ่งตามปกติไม่ผิดหลักการ(คือการเลี้ยงอาหาร)จึงกลายเป็นสิ่งที่ผิดหลักการขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ครับ ...
เพราะฉะนั้น ทำตามที่คุณต้องการจะทำ คือขอบคุณอัลลอฮ์ด้วยการเลี้ยงอาหารเฉยๆจึงเป็นเรื่องถูกต้องแล้วครับ บอกแม่ยายนิ่มๆว่าขอทำแค่นี้ก็พอ ไม่ต้องมีอะไรให้มันมากไปกว่านี้เพราะจะเหมือนการไปเลียนแบบกาเฟรฺเขา แล้วบ้านเราที่สร้างมาใหม่จะไม่มีบารอกัตเสียเปล่าๆ
...
ส่วนการทำอะกีเกาะฮ์ให้กับลูกที่เกิดมา ก็บอกให้ท่านเข้าใจว่า ไม่อยากทำอะไรให้ยุ่งยากอย่างที่คนอื่นเขาทำกัน ให้ท่านไปถามโตีะครูคนไหนก็ได้ว่า สุนัตในการทำอะกีเกาะฮ์ก็คือ ให้เราแกงแพะแล้วใส่ถุงไปแจกจ่ายให้เพื่อนบ้าน มิใช่เชิญแขกมากินเลี้ยงที่บ้านใช่หรือไม่ ? ส่วนซุนนะฮ์อย่างอื่นเช่นการโกนผมเด็ก เป็นต้น ถ้าจะทำก็บอกท่านว่าคุณก็จัดการเองได้ โดยไม่ต้องเชิญใครมาโกนให้หรอกครับ



ตายเหมือนกัน แต่หลังตายต่างกัน


บรรจง บินกาซัน

แม้เป็นคนเหมือนกัน แต่คนรู้กับคนไม่รู้นั้นมีความแตกต่างกัน
แม้ตายในลักษณะเดียวกัน แต่ในความตายที่มีลักษณะเหมือนกันก็ยังมีความแตกต่างกัน อันธพาลระรานชาวบ้านถูกยิงตายมีแต่คนสมน้ำหน้า แต่ทหารกล้าพลีชีพในสนามรบได้รับการยกย่องจากประชาชนว่าเป็นวีรบุรุษ กองทัพเลื่อนยศให้และครอบครัวได้รับการดูแลจากรัฐ

ดังนั้น ในโลกนี้ เมื่อความตายในลักษณะที่ต่างกันได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกัน ในโลกหน้า มนุษย์ที่เป็นชาวสวรรค์และชาวนรกก็ย่อมมีความแตกต่างกันเป็นธรรมดา

ความจริงดังกล่าวเป็นสิ่งที่สามัญสำนึกของมนุษย์ยอมรับและทุกศาสนายืนยัน ด้วยเหตุนี้ แม้ทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ แต่ทุกคนสามารถเลือกทางเดินชีวิตและการตายของตัวเองได้ ความเชื่อในชีวิตโลกหน้าจึงเป็นปัจจัยหนึ่งในการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ขณะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้

ถ้ามนุษย์ไม่มีความเชื่อในเรื่องการมีชีวิตใหม่ในโลกหน้าและคิดว่าตัวเองเกิดมาเพียงเพื่อกิน นอน ถ่าย สืบพันธุ์แล้วตายไป มนุษย์ก็จะใช้ชีวิตเยี่ยงสัตว์

แต่มนุษย์มิใช่สัตว์ที่ตายแล้วชีวิตเป็นอันจบสิ้น เพราะวิญญาณอันเป็นชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์ยังต้องเดินทางต่อไป โลกนี้เป็นเพียงการเดินทางสั้นๆที่มีความตายเป็นประตูเปิดให้วิญญาณผ่านไปสู่อีกโลกหนึ่งซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่ถาวร และชีวิตที่แท้จริงของมนุษย์จะมีสภาพเป็นอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อและการกระทำของมนุษย์ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้

ดังนั้น ใครที่มีวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ก็จะแสวงหาที่พักอันมีความสุขสงบนิรันดรเหมือนกับที่ทุกคนฝันอยากมีบ้านหรูๆและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน แต่บนโลกชั่วคราวใบนี้ ทุกคนไม่อาจมีบ้านในฝันได้ ศาสนาจึงจัดเตรียมสวรรค์ไว้เป็นบ้านสำหรับคนที่อยากมีบ้านในฝันในโลกหน้า ถ้าใครอยากจะได้บ้านในฝันในโลกหน้าก็ต้องทำงานหนักเช่นเดียวกับคนที่ต้องทำงานเพื่อมีบ้านในฝันในโลกนี้เช่นกัน

เมื่อความรักชาติทำให้คนยอมพลีชีพเพื่อปกปักษ์รักษามาตุภูมิและทำให้ผู้พลีชีพได้รับการตอบแทนในโลกนี้ การยอมพลีชีพเพื่อรักษาสัจธรรมของศาสนาก็ต้องได้รับการตอบแทนในโลกหน้าเช่นกัน นี่คือความยุติธรรม การพลีชีพของคนเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง มิใช่สิ่งน่ารังเกียจ เพราะการตายของเขาคือการทำให้ชาติและสัจธรรมของศาสนาดำรงอยู่ต่อไป

ความจริงในเรื่องนี้มีอยู่ในคำสอนของทุกศาสนา พุทธภาษิตสอนว่า“บุคคลพึงสละทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึงสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต พึงสละชีวิตเพื่อรักษาธรรม”

นั่นหมายความว่าธรรมมีคุณค่าสูงล้ำกว่าชีวิต ถ้าไม่มีธรรม ชีวิตก็ไร้ความหมาย

ศาสนาคริสต์ก็มีคำสอนเรื่องนี้ในรูปของคำว่า “มรณะสักขี” หรือการยอมพลีชีพเพื่อเป็นพยานยืนยันสัจธรรมของศาสนาว่าความเป็นจริง มรณะสักขีคนแรกของศาสนาคริสต์คือนักบุญสตีเฟนผู้ยืนยันความจริงในคำสอนของพระเยซูแม้จะถูกขว้างด้วยหินจนตายในค.ศ.35 ตำแหน่งนักบุญอันเป็นตำแหน่งที่ชาวคริสเตียนให้ความเคารพยกย่องนั้นได้มาจากการยอมพลีชีพเพื่อรักษาสัจธรรมของเขานั่นเอง

ในอิสลามเรียกการพลีชีพเพื่อสัจธรรมว่า “ชะฮีด” ซึ่งหมายถึง“การเป็นพยาน”ยืนยันสัจธรรมของอิสลาม ยืนยันว่าสวรรค์นั้นมีจริงและเป็นสถานที่อันบรมสุขเกินกว่าที่มนุษย์เคยพบเห็นหรือได้ยินจนพร้อมที่จะตายให้เห็นเป็นพยาน แต่การตายเช่นนี้ต้องมีเจตนาอันบริสุทธิ์เพื่อปกป้องศาสนาหรือเพื่อป้องกันการรุกรานเท่านั้น มิใช่เจตนาไปตายเพื่อหนีหนี้หรือมีเจตนาต้องการเป็นวีรบุรุษให้คนยกย่อง

วิญญาณของผู้พลีชีพเมื่อได้เห็นรางวัลตอบแทนในโลกหน้าแล้วอยากจะกลับมาบอกเพื่อนผู้ศรัทธาที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ว่ารางวัลตอบแทนที่ตัวเองได้รับนั้นคุ้มค่าและอยากจะกลับมาเกิดในโลกนี้ใหม่อีกครั้งเพื่อเป็นผู้พลีชีพอีก

เมื่อสวรรค์เป็นสิ่งตอบแทนสำหรับการพลีชีพเพื่อผู้เป็นเจ้าของสวรรค์และสวรรค์ยังคงมีอยู่ตราบนิรันดร์กาล ชะฮีดจึงมีอยู่ต่อไป ทั้งนี้เนื่องจากโลกใบนี้ยังมีความไม่เป็นธรรมและการรุกรานอยู่ การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมและการป้องกันการรุกรานจึงยังคงต้องมีต่อไปเพื่อเปิดโอกาสให้คนได้เป็นมรณะสักขีหรือเป็นชะฮีด

ปัจจุบันนี้ ภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็นเวทีสำหรับการเป็นชะฮีดเหมือนกับที่มันเคยเป็นมาในอดีตโดยการรุกรานของชาติมหาอำนาจที่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจที่มองไม่เห็นในการสร้าง“อาณาจักรอิสราเอลอันยิ่งใหญ่”ครอบคลุมดินแดนตั้งแต่แม่น้ำไนล์ถึงยูเฟรตีสตามความเชื่อทางศาสนาของตน

เมื่อชาติผู้รุกรานมีทั้งเครื่องบิน รถถัง จรวด ขีปนาวุธ ระเบิดนานาชนิดในขณะที่ชาติผู้ถูกรุกรานไม่มี จึงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้ถูกรุกรานและเสียเปรียบจะใช้ตัวเองเป็นพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังความต้องการเป็นชะฮีดติดระเบิดเข้าต่อต้านการรุกราน เมื่อการรุกรานไม่มีขอบเขต การต่อต้านการรุกรานจึงไม่มีขอบเขตด้วยเช่นกัน

ผู้รุกรานและผู้ต่อต้านการรุกรานต่างต่อสู้เหมือนกัน แต่นักรบสองฝ่ายก็แตกต่างกัน ทหารฝ่ายรุกรานติดอาวุธและสวมเสื้อเกราะเพราะกลัวตาย แต่นักรบฝ่ายต่อต้านไม่ใส่เสื้อเกราะเพราะอยากตายในสภาพผู้พลีชีพ ขวัญกำลังใจจึงต่างกัน และถึงแม้จะต้องตายในการต่อสู้เหมือนกัน แต่การตายของนักรบสองฝ่ายนี้มีความหมายแตกต่างกัน


วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

กับดักนี้ ดูดี





.. นกน้อยตัวหนึ่งบินลงมาเกาะที่กิ่งไม้ มันสังเกตุเห็นกับดักนกบนผืนดิน มีรูปร่างหน้าตาชวนมอง มันจึงถามกับดักนกด้วยเพราะไม่รู้จักมันว่า "เจ้าคือตัวอะไรอะ"

.. เจ้ากับดักตอบเจ้านกตัวนั้นว่า "ข้าก็เป็นหนึ่งจากปวงบ่าวของอัลเลาะฮฺซ.บ."

.. เจ้านกฟังดูจึงเริ่มสนใจเจ้าตัวกับดักนั้นมากขึ้น มันจึงถามกับดักด้วยความชื่นชมว่า "ทำไมเจ้าจึงหมอบอยู่ที่พื้นดิน ทำไมหลังของเจ้าจึงดูโค้งเช่นนั้น และไม้ตรงนั้นเจ้าเอาไว้ทำอะไร"

.. เจ้ากับดักตอบเจ้านกว่า "ข้าอยู่ติดดินเพื่อแสดงถึงความนอบน้อมต่ออัลเลาะฮฺซ.บ. หลังของข้าโค้งงอก็ด้วยความยำเกรงพระองค์ และไม้ที่เจ้าเห็นคือไม้เท้าของข้าเอง เอาไว้ช่วยพยุงตัวข้าไว้"

.. เจ้านกเริ่มเลื่อมใสกับดักมากขึ้นๆ และมันจึงเอ่ยถามกับดักว่า "แล้วข้าวตรงนั้น เจ้าเอาไว้ทำอะไร"

.. กับดักตอบว่า "ข้านำมาไว้เพื่อแจกจ่ายแก่ผู้ต้องการมัน"

.. เจ้านกถามว่า "ข้าขอลงไปกินมันได้ไหม"

.. กับดักตอบว่า "ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง"

.. แล้วเจ้านกก็รีบลงไปจิกเหยื่อล่อนั้นกินอย่างลืมตัว ทันใดนั้นเองกับดักก้อคลุมตัวนกตัวนั้นไว้อย่างไม่มีทางหนีไปไหนได้ มันตะโกนเยาะเย้ยเจ้านกตัวนั้นว่า "เจ้าอยากจะพูดอะไรก็เชิญ เจ้าไม่รอดแน่"

.. เจ้านกจึงเอ่ยคำขอต่ออัลเลาะฮฺซ.บ.เป็นครั้งสุดท้ายว่า "โอ้อัลเลาะฮฺ ฉันขอความคุ้มครองด้วยพระองค์ จากบุคคลเยี่ยงเจ้า พูดจาตลบแตลง ตบตาผู้คน แต่การกระทำที่แท้จริงของเจ้าเลวทรามยิ่งนัก"

.................................................


* กับดัก คือ ดุนยาและสิ่งยั่วยวน
* นก คือ เราทุกคน

>> เราทุกคน ต้องระวังตัวเองจากการล่อลวงของสิ่งชั่วร้ายให้มากๆ
>> เราทุกคน ต้องประคับประคองตัวเอง ให้มั่นคงบนความถูกต้องให้ได้
>> เราทุกคน ต้องสำนึกเสมอว่า สิ่งยั่วยวนเหล่านั้น คือมารร้าย คือซัยตอน

...* ขอให้เราทุกคนไม่ลุ่มหลงจนติดกับดักนั้นด้วยเทอญ อามีน อามีน อามีน *...

อ.อับดุลเลาะฮ์ หนูรัก




วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2558

กรณีไม่ปิดโทรศัพท์ ขณะกำลังละหมาด


ตอบโดย อ.ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
อัสลามูอลัยกุมครับอาจารย์
ขอถามปัญหาร่วมสมัยหน่อยครับ คือเวลาละหมาดบางคนไม่ได้ปิดโทรศัพท์มือถือ พอสายเข้าปรากฎว่าเสียงดนตรีดังมาก และทำลายสมาธิคนอื่นๆโดยเฉพาะอีหม่ามที่กำลังอ่านกุรอ่าน จึงมีข้อที่จะขอคำวินิจฉัยดังนี้ครับ
1 การละหมาดของเขาเสียหรือไม่ ถ้าเขาละหมาดต่อไปไม่ยอมปิด แล้วปล่อยให้เสียงดังต่อเนื่อง

2 การที่เขาพยามปิดโทรศัพท์โดยการล้วงกระเป๋าดึงโทรศัพท์ขึ้นมาสไลดหน้าจอ์เพื่อปิด โทรศัพท์ ให้เร็วที่สุด เขาจะเสียละหมาดหรือไม่ เพราะต้องทำหลายอิริยาบท

3 ถ้าจะแนะนำให้ลูกมะมูมในกรณีที่ไม่สามารถปิดโทรศัพท์มือถือได้ทันท่วงที และปล่อยให้เสียงดังอยู่นาน เราควรแนะนำให้เขาจัดการปิดโทรศัพท์นั้น ซึ่งเขาอาจจะต้องทำหลายอิริยาบท บางทีก็ต้องควักโทรศัพท์ ดูหน้าจอ และสไลด์ปิด ซึ่งอาจทำให้เขาเสียละหมาด เราควรแนะนำให้เขา ออกจากละหมาดไป เพื่อจัดการปิดโทรศัพท์ แล้วมาละหมาดใหม่จะได้หรือไม่ครับ
เพราะบางทีเสียงโทรศัพท์ดัง เขาก็ปล่อยให้ดัง แล้วละหมาดพร้อมคนอื่นต่อไป ทำให้คนอื่นมีความโกรธเคืองเนื่องจากเสียสมาธิ

ตอบ
วะอลัยกุมุสสลาม ..
ครับ
เรื่องตัวปัญหาในการทำลายสมาธิผู้ละหมาด - คือโทรศัพท์มือถือ - ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก ตราบใดที่ผู้ใช้มันไม่ยอมปิดเครื่องก่อนเดินไปเข้าแถวละหมาด
สำหรับคำถามของคุณผมขอตอบให้ดังนี้

(1). ไม่มี "ละหมาด" ของใครเสียจากเสียงดังของเครื่องโทรศัพท์ขณะละหมาดหรอกครับ ที่เสียก็คือ "สมาธิ" ของผู้ร่วมละหมาดดังกล่าวมาแล้วนั่นแหละ

(2). การที่เขาล้วงมือลงไปหยิบโทรศัพท์เพื่อปิดเสียง ก็ไม่ทำให้เสียละหมาดเช่นเดียวกันครับ เพราะการกระทำดังกล่าวไม่เข้าข่ายการเคลื่อนไหวอริยาบถที่มากจนทำให้เสียละหมาดได้

และ (3). วิธีที่ดีที่สุด - นอกเหนือจากการเขียนเตือน
-ก็คือ อิหม่ามควรสั่งให้มะอฺมูมที่มีมือถือติดตัว ปิดเครื่องมือถือของตนก่อนตักบีรอตุ้ลเอี๊ยะห์รอมครับ ..
ส่วนใครที่ลืมปิดเครื่องมือถือจนเกิดปัญหาคนโทรฯเข้ามาขณะกำลังละหมาดก็น่าเห็นใจเหมือนกัน เพราะเขาก็คงไม่รู้ล่วงหน้าหรอกว่าใครจะโทรเข้ามาตอนไหนบ้าง
เพราะฉะนั้น หากเขาอ้างว่าการลืมปิดเครื่องโทรศัพท์มือถือก่อนละหมาดของเขา เป็นความสะเพร่าโดยสุจริต (เหมือนข้ออ้างของท่านอดีตนายกทักษิญเรื่องคดีซุกหุ้น)
ก็คงจะพอรับฟังได้กระมังครับ ...


การใส่หมวกเป็นซุนนะฮ์หรือไม่?



ตอบโดย อ. ปราโมทย์ ศรีอุทัย

ถาม
อาจารย์ครับ อยากทราบว่า การใส่หมวก และไม่ใส่หมวก เป็นซุนนะฮฺนบีทั้งสองเลยหรือไม่ครับ? ญาซากุมุลลอฮุคอยรอนครับ

ตอบ
การสวมหมวก ถ้าพูดตามหลักการจริงๆ จะเรียกว่าเป็นซุนนะฮ์ก็คงไม่ใช่ แต่ในการละหมาด การปิดศีรษะด้วยหมวกหรือสารบัน เป็นต้น ถือเป็นมารยาทในการเข้าเฝ้าอัลลอฮ์ซ.บ.ครับ เพราะท่านอับดุลลอฮ์ อิบนุอุมัรฺ ร.ฎ. เห็นชายผู้หนึ่งละหมาดโดยไม่ปิดศีรษะ เมื่อเขาละหมาดเสร็จ ท่านจึงถามว่า ถ้าท่านออกไปหาประชาชนในสภาพ(เปิดศีรษะ)อย่างนี้ ท่านจะกล้าออกไปไหม ? ชายผู้นั้นตอบว่า คงไม่ครับ, ท่านอิบนุอุมุรฺ จึงกล่าวว่า ก็แล้วอัลลอฮ์น่ะ ไม่สมควรที่จะแต่งกายให้สวยงามเพื่อพระองค์ยิ่งกว่าอีกหรือ ?
.. วัลลอฮุ อะอฺลัมครับ ...

กรณีมุสลีมะฮ์ไปเรียนต่อในต่างจังหวัด หรือต่างประเทศโดยไม่มีมะร็อม



อ.ปราโมทย์ ศริุทัย คุยกับคุณเจ้าฝ่าฝืนตัวน้อย อั้ลฟุวัยซิก
:::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
คุณเจ้าฝ่าฝืนตัวน้อย อั้ลฟุวัยซิก ถาม
กรณี เด็กต่างจังหวัดมาเรียนในกรุงเทพ หรือมาเรียนโรงเรียนศาสนาละครับ ท่าน อ.ปราโมทย์ที่เคารพครับ หรือแม้แต่กรณีที่ เด็กไปเรียนต่อต่างประเทศ หรือแม่แต่ การไปทำฮัจย์หรืออุมเราะห์ พวกเธอไม่มีมะห์รอมมาด้วย จะตัดสินยังไงละครับ ท่านครับ ??
อย่างงี้ต้องยุบสถาบันสอนศาสนา ด้วยหรือไม่ครับ ??
::::::
อ.ปราโมทย์ ศริุทัย ตอบ
ที่คุณท้วงติงมาเป็นคนละกรณีกัน เพราะที่ท่านศาสดาห้ามก็คือห้ามสตรี "เดินทางไกล" โดยไม่มีมะห์รอม! ไม่ว่าจะเดินทางไปเพื่อการศึกษาหรือเพื่ออะไรก็ตาม เพราะฉะนั้น ถ้านักศึกษามุสลิมะฮ์ที่เดินทางไปศึกษาต่อกรุงเทพหรือต่างประเทศออกเดินทางโดยไม่มีมะห์รอมไปด้วย ก็มีความผิดฐานฝ่าฝืนข้อห้ามนี้ของท่านศาสดาแน่นอน.. ส่วนที่ว่า เมื่อเดินทางไปถึงสถานศึกษาหรือที่พักแล้ว ถือเป็นอีกกรณีหนึ่งที่เธอจะอยู่หอพักคนเดียวหรือมีเพื่อนผู้หญิงกี่คนอยู่ด้วย ก็ไม่มีข้อห้ามและไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะอิสลามไม่มีบทบัญญัติห้ามมุสลิมะฮ์อยู่ตามลำพัง ไม่ว่าที่บ้านตนเองหรือที่บ้านพักของเธอที่ต่างจังหวัดก็ตาม ส่วนความกังวลของคุณที่ว่า เมื่อขาดมุสลิมะฮ์ซึ่งเดินทางโดยไม่มีมะห์รอมไปศึกษาอยู่ด้วยจะทำให้สถานศึกษามีนักเรียนน้อยลงจนถึงขนาดต้องทำให้ยุบสถาบันนั้น ผมว่าเราอย่าไปกังวลว่าสถานศึกษาเหล่านั้นจะยุบเพราะสาเหตุนี้เลยครับ เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว ถ้าจะห่วงก็ขอให้ห่วงลูกหลานมุสลิมะฮ์ของเราที่เดินทางไปศึกษาโดยไม่มีมะห์รอมกำกับไปด้วยเถอะ เพราะข้อเท็จจริงพวกเธอจำนวนมิใช่น้อยที่ไม่ได้เดินทางกันตามลำพังอย่างที่เข้าใจหรอก แต่มักมี "แฟน" ของพวกเธอกำกับไปด้วยต่างหาก ซึ่งผมถือว่า เป็นความผิดสองกระทงสำหรับพวกเธอเลยทีเดียว ข้อนี้แหละครับที่ผมเป็นห่วงที่สุด เป็นห่วงยิ่งกว่าสถาบันศึกษายุบเพราะไม่มีมุสลิมะฮ์พวกนี้ไปเรียนเสียอีก ..
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
คุณเจ้าฝ่าฝืนตัวน้อย อั้ลฟุวัยซิก ถาม
ท่าน อ. มีความเห็นอย่างไร กับ โรงเรียนสอนศาสนา ที่ออกทุนให้นักศึกษา หญิงไปเรียนต่อต่างประเทศ ทั้งๆที่รู้ว่า ไม่มีมะห์รอมไปด้วย จะว่าอย่างไรละครับ ?
:::
อ.ปราโมทย์ ศริุทัย ตอบ
ลักการคือหลักการ ส่วนการปฏิบัติของใครก็ตาม สถาบันใดก็ตาม หากขัดกับหลักการศาสนาก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้องทั้งนั้นแหละครับ เหมือนดั่งอ.บางท่านที่ห้ามนักเรียนสูบบุหรี่ บอกนักเรียนว่าสูบบุหรี่หะรอม แต่ตัวอ. เอง เล่นซะมวนต่อมวน อย่างนี้จะอ้างการกระทำของ อ.ท่านนั้นเป็นหลักฐานว่า สูบบุหรี่เป็นเรื่องถูกต้อง คงไม่ได้หรอกครับ ...
::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::::
คุณเจ้าฝ่าฝืนตัวน้อย อั้ลฟุวัยซิก ถาม
ย่างนี้เท่ากับว่า อ. มีความเห็นว่า ทุกโรงเรียน ที่ส่งนักเรียนหญิงไปเรียนต่างประเทศ จงใจ และอนุญาติให้นักเรียนทำสิ่งที่หะรอมใช่มั๊ยครับ ? ทั้งๆที่รู้ว่ามันหะรอมหรือครับ ? อันนี้พูดรวมไปถึง สายเก่า สายใหม่ เลยนะครับ
ไม่คิดว่าทัศนะของ อ. คับแคบเกินไปหรือครับ ?
::::
อ.ปราโมทย์ ศริุทัย ตอบ
ผมไม่ได้ตอบตาม "ทัศนะ" ส่วนตัวของผมอย่างที่คุณอ้าง แต่ตอบตามหลักฐานจากหะดีษที่ถูกต้องและตามทัศนะที่สอดคล้องกับหลักฐาน ผมทราบครับว่ามีนักวิชาการบางท่านกล่าวอนุโลมในเรื่องนี้ ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ของคุณหรือใครจะทำตามได้ แต่นั่นก็เป็นเพียง "ทัศนะ" ซึ่งผมไม่เคยเจอหลักฐานยืนยัน และนักวิชาการจำนวนมากก็คัดค้านเรื่องอนุญาตให้สตรีเดินทาง - แม้กระทั่งเดินทางไปทำหัจญ - โดยไม่มีมะห์รอมไปด้วย เพราะไม่มีหลักฐานยกเว้นเอาไว้ ตรงกันข้าม การที่ท่้านนบีย์สั่งให้เศาะหาบะฮ์ท่านหนึ่งงดการไปทำสงครามแล้วสั่งให้เขาทำหน้าที่มะห์รอมนำภรรยาไปทำหัจญ์แทน ก็ยิ่งตอกย้ำความถูกต้องของทัศนะนี้ยิ่งขึ้นครับ วัลลอฮุ อะอฺลัม ......