อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ระวังรักษาลิ้นให้กล่าวแต่สิ่งที่ดี


อัลลอฮฺ อัชชะวะญัลลา ได้ดำรัสว่า :

"โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงยำเกรงอัลลอฮฺ และจงกล่าวถ้อยคำที่เที่ยงธรรมเถิด พระองค์จะทรงปรับปรุงการงานของพวกเจ้าให้ดีขึ้นสำหรับพวกเจ้า และจะทรงอภัยโทษความผิดของพวกเจ้าให้แก่พวกเจ้า และผู้ใดเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ แน่นอนเขาได้รับความสำเร็จใหญ่หลวง" (ซูเราะฮฺ อัล-อะหฺซาบ 33 : 70 -71)

และได้ตรัสว่า :

"โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย พวกเจ้าจงปลีกตัวให้พ้นจากส่วนใหญ่ของการสงสัย แท้จริงการสงสัยบางอย่างนั้นเป็นบาป และพวกเจ้าอย่าสอดแนม และพวกเจ้าจงอย่านินทากันและกัน คนหนึ่งในหมู่พวกเจ้านั้นชอบที่จะกินเนื้อพี่น้องของเขาที่ตายไปแล้วกระนั้นหรือ ? พวกเจ้าย่อมเกลียดกัน และจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ" (ซูเราะฮฺ อัล-หุญุรอต 49 : 12)

และพระองค์ ได้ตรัสว่า :

"และโดยแน่นอน เราได้บังเกิดมนุษย์เรา และเรารู้ดียิ่งที่จิตใจของเขากระซิบกระซาบแก่เขา และเรานั้นใกล้ชิดเขายิ่งกว่าเส้นเลือดชีวิตของเขาเสียอีก (จงรำลึก) ขณะที่มลาอิกะฮฺ ผู้บันทึกสองท่านบันทึก ท่านหนึ่งนั่งทางข้างขวา และอีกท่านหนึ่งนั่งทางข้างซ้าย ไม่มีคำพูดใดที่เขากล่าวออกมา เว้นแต่ใกล้ ๆ เขานั้นมี (มะลัก) ผู้เฝ้าติดตาม ผู้เตรียมพร้อม (ที่จะบันทึก)" (ซูเราะฮฺ ก๊อฟ 50 : 16 - 18)

และได้ดำรัสอีกว่า :

"และบรรดาผู้กล่าวร้ายแก่บรรดาผู้ศรัทธาชายและบรรดาผู้ศรัทธาหญิง ในสิ่งที่พวกเขามิได้กระทำแน่นอนพวกเขาได้แบกการกล่าวร้าย และบาปอันชัดแจ้งไว้" (ซูเราะฮฺ อัล-อะซาบ 33 : 58)

ในเศาะฮีหฺอิมามมุสลิม (หะดีษหมายเลขที่ 2589) จากท่าอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู เล่าว่า ท่านรอซุล ศ็อลลัลลอฮฺุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า :

"พวกท่านรู้ไหมว่าการนินทานั้นคืออะไร ?" บรรดาเศาะหาบะฮฺกล่าวว่า : อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์นั้นทราบดียิ่ง ท่านกล่าวว่า : "คือการที่ท่านกล่าวถึงสหายของท่านในสิ่งที่เขาไม่ชอบ" มีคนถามขึ้นว่า "แล้วหากเขาเป็นอย่างที่ผมพูดถึงจริงล่ะครับ ?" ท่านตอบว่า : "หากว่าเป็นเรื่องจริงแสดงว่าท่านได้นินทาเขาแล้ว แต่ถ้าเป็นเรื่องไม่จริงก็เท่ากับว่าท่านใส่ร้ายเขา"

และพระองค์ได้ดำรัสว่า :

"และอย่าติดตามสิ่งที่เจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น แท้จริงหู และตา และหัวใจ ทุกสิ่งเหล่านั้นจะถูกสอบสวน" (ซูเราะฮฺ อัล-อิสรออ์ 17 : 36)

มีรายงานจากท่านอบูฮุร็อยยฃเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู กล่าวว่า : ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"แท้จริง อัลลอฮฺทรงพอพระทัยพวกท่าน 3 ประการ และทรงกริ้วพวกท่าน 3 ประการ พระองค์ฺทรงพอพระทัยให้พวกท่านเคารพอิบาดะฮฺต่อพระองค์และไม่ตั้งภาคีเทียบเคียงพระองค์ และให้พวกท่านยึดมั่นอยู่กับสายเชือกของอัลลอฮฺ (ศาสนา) และไม่แตกแยก และพระองค์ทรงกริ้วพวกท่านในการพูดถึงผู้อื่น การถามมาก และการผลาญทรัพย์สินเงินทอง" (บันทึกโดยมุสลิม หมายเลข 1715)

และ มีรายงานเกี่ยวกับ 3 สิ่งดังกล่าวที่อัลลอฮฺทรงกริ้ว ในเศาะฮีหฺอิมามอัล-บุคอรี หมายเลข 2408 และอิมามมุสลิม

รายงานจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"ลูกหลานของอาดัมถูกกำหนดส่วนของซินาไว้แล้ว เขาต้องพบเจอมันอย่างแน่แท้ (อาจจะเป็นซินาจริง ๆ หรือซินาเสมือนก็ได้) ได้แก่ ซินาของดวงตาทั้งสองคือการมอง (มองสิ่งหะรอม) ซินาของหูทั้งสองคือการฟัง (ฟังการซินา หรือฟังสิ่งที่จะพาไปสู่ซินา) ซินาของลิ้นคือคำพูด (คำพูดเกี้ยวพาราสี พูดสิ่งหะรอม) ซินาของมือคือการจู่โจม (เช่นการสัมผัสผู้ไม่ใช้หะรอม) ซินาของเขาคือการก้าวย่าง (เดินไปสู่ซินา หรือสิ่งที่จะนำพาไปสู้ซินา) ส่วนหัวใจนั้นเอนเอียงและหัวงจะทำ (ด้วยการคิดคำนึง) ซึ่งอวัยวะเพศอาจจะเชื่ออวัยวะเหล่านั้น หรืออาจปฏิเสธนั้น (ด้วยการทำให้ซินาเกิดขึ้นจริง ๆ หรืออาจจะปฏิเสธยับยั้งไม่ให้มันเกิดขึ้นจริง)" (บันทึกโดยอัล-บุคอรี หมายเลข 6612 และมุสลิม หมายเลข 2657)

อิมาม อัล-บุคอรีได้บันทึกไว้ในเศาะฮีหฺของท่าน (หะดีษหมายเลขที่ 10) จากท่านอับดุลลอฮฺ บินอุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู มาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"มุสลิมนั้น คือผู้ที่มุสลิมทัั้งหลายปลอดภัยจากลิ้น และมือของเขา)

ในรายงานของอิมามมุสลิม (หะดีษหมายเลขที่ 64) มีสำนวนว่า

มีชายคนหนึ่งถามท่านรอซูลุลลอฮฺว่า : มุสลิมที่ดีเป็นอย่างไร ? ท่านตอบว่า "ผู้ที่มุสลิมทั้งหลายปลอดภัยจากลิ้นและมือของเขา"

อิมามมุสลิมยงได้รายงานจากญาบิร (หะดีษหมายเลขที่ 65) ด้วยสำนวนเดียวกันกับหะดีษของท่านอับดุลลอฮฺ บินอุมัรฺ ที่อิมามอัล-บุคอรีได้กล่าวไว้ข้างต้น

อัล-ฟาหิซ อิบนุ หะญัร ได้อธิบายไว้ว่า "ในหะดีษนี้ลิ้นมีลักษณะครอบคลุมเมื่อเทียบกับมือ เพราะลิ้นสามารถพูดถึงเหตุการณ์ในอีต ปััจจุบัน และอนาคตได้ ซึ่งต่างจากมือ เป็นไปได้ว่า มันสามารถติดตามและช่วยเหลือลิ้นในเรื่องอดีตด้วยการเขียน จนมันมีส่วนร่วมสำคัญในเรื่องดังกล่าว" (ฟัตหุลบารีย์ เล่ม 1 หน้า 54)

ซึ่งสอดคล้องกับคำกล่าวของกวีท่านหนึ่ง ที่กล่าวว่า

ฉันขีดเขียน และแท้จริง ฉันเชื่อในวันที่ฉันขีดเขียนว่ามือของฉันจะสาบสูญไป และรอยขีเขียนของฉันและคงอยู่ตลอดเวลา ถ้ามือนั้นขีดเขียนในสิ่งที่ดี มันก็จะได้รับการตอบแทนที่ดี แต่ถ้ามันขีดเขียนสิ่งที่ไม่ดี ฉันก็ต้องแบกรับความผิดนั้น



อิมามอัล-บุคอรีย์บันทึดไว้ในเศาะฮีหฺของท่าน (หะดิษหมายเลข 6474) จากสะหฺล์ บินสะอดฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู เล่าว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"ผู้ใดที่ประกันตนเองได้ว่าจะรักษาลิ้นและอวัยวะเพศของเขาจากการละเมิิดได้ แน่นอนฉันจะรับประกันสวรรค์ให้แก่เขา"

อิมามอัล-บุคอรีย์ไ้ดรายงานไว้อีกในเศาะฮีหฺของท่าน (หะดีษหมายเลขที่ 6475) และอิมามมุสลิม (หะดีษของท่านหมายเลขที่ 74) ก็เช่นกัน จากท่านอบูฮูร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮูอันฮู กล่าวว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันอาคิเราะฮฺ เขาก็จงพูดแต่สิิ่งที่ดี หรือไม่ก็เงียบเสีย"

ชอีมามอัน-นะวะวีย์ กล่าวอธิบายหะดีษนี้ว่า "อิมามอัฃ-ซาฟีอีย์กล่าวว่า : ความหมายของหะดีษก็คือ เมื่อต้องการที่จะพูดก็ให้คิดตรึกตรองให้ดีก่อน ถ้ามั่นใจว่ามันจะไม่มีผลเสียใด ๆ จึงค่อยพูดออกมา แต่หากเห็นว่าจะเกิดผลเสีย หรือไม่แน่ใจว่าจะเกิดผลเสียหรือไม่ให้เงียบเสีย" (ชีรหุนนะวะวีย์ อะลามุสลิม เล่ม 2 หน้า 19)

อุละมาอ์บางท่านกล่าววา่ (ฟัตหฺ อัล-เกาะวีย์ อัล - มะตีน ฟีชัรหฺ อัล-อัรบะอีน โดยอับดุลมุหสิน อัล - อับบาด หน้า 62) "หากพวกท่านซื้อกระดาษที่ (มลาอิกะฮฺ) บันทึกการงานได้ แน่นอนที่สุด พวกท่าจะนิ่งเงียบแทนการพูดมาก"

อิมามอบูหาดิม อิบนุหิบบาน อัล-บุสดีย์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านชื่อ ]เราเฎาะตุล อุเกาะลาอ์' (หน้า 43 ) ว่า "ผู้มีสติปัญญานั้นจำเป็น (วาญิบ) ที่เขาจะต้องเงียบจนกว่าจะถึงเวลาที่สมควรพูด ผู้ทีเ่สียใจกับคำพูดที่พูดออกไปนั้น มีให้เห็นอยู่บ่อยคึรั้ง แต่ผู้ที่เสียใจเพราะได้ได้พูดนั้นมีให้เห็นน้อยมาก แ ละผู้ที่จะเป็นทุกข์นานที่สุดและเจอบททดสอบที่ใหญ่ที่สุด ก็คือผู้ที่ชอบพูดตามอำเภอใจ และมีจิตใจที่มืดบอด"

และท่านกล่าวไว้ในหนังสือดังกล่าว (หน้า 45) อีกว่า

"จำเป็น (วาญิบ) สำหรับผู้มีสติปัญญาทีต้องทำให้หูและปากของเขาสมดุลกัน เขาต้องตระหนักว่าอัลลอฮฺให้หูสองข้างแก่เขา แต่มีปากเพียงหนึ่งเดียวนั้น ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เขาฟังมากกว่าพูด เพราะเมื่อพูดแล้วอาจจะเสียใจในภายหลัง แต่ถ้าไม่พูดก็จะไม่เสียใจ ซึ่งเาสามารถปฏิเสธสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมาได้ง่ายกว่าการปฏิเสธสิ่งที่ได้เคยพูดไว้ และคำพูดนั้น เมื่อพูดออกมามันก็จะเป็นนายของเรา แต่ตราบใดที่ยังไม่พูด เราก็เป็นนายของมัน"

อิมามอิบนุ หิบบาน ยังกล่าวในหนังสือดังกล่าว (หน้า 47) อีกว่า "ลิ้นของผู้มีสติปัญญานั้น จะอยู่ข้างหลังหัวใจของเขา เมื่อใดที่เขาต้องการพูดออกมา เขาก็จะกลับไปหาหัวใจ หากตรองดูแล้ว เห็นควรจะพูด เขาถึงจะพูดออกมา มิเช่นนั้นก็จะไม่พูด ส่วนผู้โง่เขลานัั้น หัวใจของเขาจะอยู่ที่ปลายลิ้น ลิ้นอยากจะพูดอะไรก็พูดออกมา ผู้ที่ยังไม่เข้าใจศาสนาอย่างแท้จริงนั้น คือผู้ที่ไม่ (ระวัง) รักษาลิ้นของตน"

อิมามอัล-บุคอรีย์ได้บันทึกไว้ในหนังสือเศาะฮีหฺของท่าน (หะดีษหมายเลขที่ 6477) และอิมามมุสลิมก็เช่นกัน (หะดีษหมายเลข 2988) ตามสำนวนของมุสลิม จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู เล่าว่า ท่านรอซูล ศ็๋อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"บ่าวผู้หนึน่งอาจจะพูดจาด้วยคำพูด โดยที่เขาไม่ทราบว่าอัลลอฮฺทรงกริ้วหรือไม่ แต่แล้วมันกลับเป็นเหตุทำให้เขาตกไปในหุบเหวแห่งไฟนรก ที่มีความลึกเฉกเช่นความห่างของทิศตะวันออกกับทิศตะวันตก"

ในตอนท้ายคำสั่งเสียของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่ให้แก่ท่านมุอ๊าซ บินญะบัล ซึ่งอิมามอัต-ติรมีซีได้ระบุไว้ในสุนันของท่าน (หะดีษหมายเลขที่ 2616) ท่านกล่าวว่า "นี่คือหะดีษหะสัน เศาะฮีหฺ" ระบุว่า ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"มนุษย์จะไม่คะมำหน้าหรือศีรษะของพวกเขาลงในนรก นอกจากด้วยผลผลิตมาจากลิ้นของพวกเขาเองไม่ไช่ดอกหรือ?"

เป็นคำตอบสำหรับคำถามที่ท่านมุอ๊าซถามว่า "โอ้ ท่านนบี พวกเราจะได้รับโทษจากสิ่งที่พวกเราพูดไปด้วยหรือ?"

อัล-หาฟิซ อิบนุเราะญับ ได้กล่าวอธิบายหะดีษบทนี้ในหนังสือ 'ญามิอุลอุลูมวัลหิกัม' (2/147) ว่า "ผลผลิตจากลิ้นนั้น หมายถึง ผลตอบแทนและการตัดสินต่อการพูดที่ต้องห้าม เพราะมนุษย์นั้นเพาะปลูก (ในดุนยานี้) ด้วยคำพูดและการงานของเขา ทั้งที่ดีและไม่ดี ซึ่งในวันกิยามะฮฺ เขาก็จะได้เก็บเกี่ยวสิ่งที่เขาเพาะปลูกไว้ ดังนั้น ผู้ใดเพาะปลูกแต่สิ่งที่ดี ๆ ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ เขาก็จะได้เก็บเกี่ยวความสุขสบาย ส่วนผู้ใดเพาะปลูกสิ่งชั่วร้าย จากคำพูดหรือการกระทำในวันข้างหน้าเขาก็จะต้องพบกับความผิดหวังและเสียใจ"

ท่านยังกล่าวไว้ในหนังสือดังกล่าว (2/146) อีกว่า "สิ่งนี้ย่อมเป็นการบ่งชี้ว่า การรักษาลิ้นและการควบคุมนั้น พร้อมกับการยับยั้งมันนั้น คือที่มาของความดีงามทั้งหลาย และแน่นอนที่สุด ผู้ใดมีอำนาจเหนือลิ้นของตนเอง เขาก็จะมีอำนาจความสามารถ และสามารถควบคุมการงานของเขาได้"

หลังจากนั้น ท่านอิบนุ เราะญับ ได้นำเสนอคำพูดหนึ่งจากท่านยูนุส บิน อุบัยดฺ (2/149) เขากล่าวว่า "ฉันไม่เห็นคนใดที่ลิ้นของเขาอยู่ภายใต้ความตระหนักคิดอยู่เสมอ นอกจากฉันจะเห้นว่าการงานของเขาทั้งหมดจะดีตามไปด้วย"


รายงานจากยะหยา บิน อบีกะษีรฺ (2/149) เขากล่าวว่า "ไม่มีใครคนใดที่การพูดของเขานั้นดี เว้นแต่ฉันได้เห็นมันปรากฏในทุกากรงานของเขาด้วย และไม่มีใครคนใดที่การพูดของเขานั้นไม่ดี เว้นแต่ฉันได้เห็นมันปรากฏในทุกการงานของเขาเช่นกัน"

อิมามมุสลิได้บันทึกไว้ในเศาะฮีหฺของท่าน (หะดีษหมายเลขที่ 2581) จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ ว่าท่านรอซุล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"พวกท่านรู้ไหมว่าใครคือผู้ล้มละลาย ?" เศาะหาบะฮฺกล่าวว่า "ผู้ล้มละลายในหมู่พวกเราคือ ผู้ที่ไม่มีทรัพย์สินแม้แต่ดิรฮัมเดียว และไม่มีแม้แต่ของสักชิ้นเดียวเลย" ท่านรอซุลกล่าวว่า "แท้จริงผู้ล้มละลายในประชาชาติของฉันคือ เขาจะมาในวันกิยามะฮฺดว้ยกับการละหมาด การถือศีลอด และการจ่ายซะกาต แต่เขาได้มาในสภาพที่เขาด่าทอคนนั้น ใส่ร้ายคนนี้ กินทรัพย์ของคนนั้ืน ฆ่าคนนี้ ทุบตีคนนั้น ดังนั้น ความดีต่าง ๆ ของเขาได้ถูกมอบจนหมดแล้วก่อนที่เขาจะถูกตัดสิน บาปของคนเหล่านี้ก็จะถูกนำมายัดเยียดให้แก่เขาต้องแบกรับ แล้วเขาก็จะถูกโยนลงไปในนรก"

อิมามมุสลิมได้บันทุึกไว้ในเศาะฮีหฺของท่าน (หะดีษหมายเลขที่ 2564) จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู กล่าวว่า ท่านรอซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"เป็นความชั่วที่เพียงพอแล้วสำหรับคนคนหนึ่งกับการทีเขาถูกเหยียดหยามพี่น้องมุสลิมของเขาระหว่างมุสลิมด้วยกันนั้นชีวิตของเขา ทรัพย์สินของเขา และเกียรติยศศักดิ์ศาีของเขา ถือเป็นสิ่งต้องห้าม"

อิมมามอัล-บุคอรีย์ได้บันทึกในเศาะฮีหฺของท่าน (หะดีษหมายเลขที่ 1739) และอีมามมุสลิมก็เช่นกันโดยรายงานนี้เป็นสำนวนของอัล-บุคอรีย์ จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู กล่าวว่า

"ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮูอะลัยฮิวะซัลลัม ได้ปราศรัย (คุฎบะฮฺ) ในวันนะหรฺ (อิดิลอัฎฮา) ท่านถามผู้คนที่มาในวันนัั้นว่า "วันนี้คือวันอะไร?" พวกเขาตอบว่า "วันศักดิ์สิทธฺิ์" ท่านถามอีกว่า "เมืองนี้คือเมืองอะไร ?" พวกเขาตอบว่า "เมืองศักดิ์สิทธิ์" ท่านถามต่อว่า "เดือนนี้คือเดือนอะไร ?" พวกเขาตอบว่า "เดือนศักดิ์สิทธิ์" แล้วท่านก็กล่าวว่า "แท้จริง เลือดของพวกท่าน ทรัพย์สินของท่านและเกียรติยศศักดิ์ศรีของพวกท่าน เป็นที่ต้องห้ามเหนือพวกท่านทุกคน เช่นเดียวกับการต้องห้ามของวันนี้ของพวกท่าน ในเมืองนี้ของพวกท่าน และในเดือนนี้ของพวกท่าน"

ท่านกล่าวซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้ง แล้วท่านก็กล่าวว่า "โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ได้เผยแพร่หรือยัง? โอ้อัลลอฮฺ ้าพระองคฺ์ได้เผยแพร่หรือยัง?"

ท่านอิบนุ อับบาส รอฎิยัลลอฮุอันฮู กล่าวว่า

"ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริง นี่คือคำสั่งเสียของท่านแก่ประชาชาติของท่าน ดังนั้น ผู้ที่มาร่วมจะต้องบอกแก่ผู้ที่ไม่มา พวกท่านอย่าได้กลับไปยังการปฏิเสธศรัทธาภายหลังจากฉัน (เสียชีวิต) โดยที่ส่วนหนึ่งของพวกท่านฟันคอ (สังหาร) อีกส่วนหนึ่ง"

อิมามมุสลิมได้บันทึกในเศาะฮีหฺของท่าน (หะดีษหมายเลขที่ 2674) จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอัันฮู เล่าว่า ท่านรอซูลุลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"ผู้ใดเชิญชวนไปสู่ทางนำ เขาจะได้รับผลบุญเหมือนกับผลบุญของบรรดาคนที่ปฏิบัติตามสิ่งนั้น ซึ่งผลบุญที่ว่านั้นจะไม่ถูกลดจากพวกเขาเลยแม้แต่น้อย และผู้ใดเชิญชวนไปสู่ความหลงผิด เขาก็จะได้รับบาปเหมือนกับบาปของบรรดาคนที่ปฏิเสธสิ่งนั้น ซึ่งบาปที่ว่านั้นจะไม่ถูกลดจากพวกเาเลยแม้แต่น้อย"

อัล-หาฟิซ อิบนุ อัล-มุนซิรฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือของท่านชื่อ "อัต-ตัรฆีบ วัต-ตัรฮีบ" (1/62) ในครั้นทีท่านได้แสดงความเห็นต่อหะดีษนี้

"เมื่อมนุษย์สิ้นชีวิตลง การงานทุกอย่างจะถูกตัดขาดเว้นแต่สามประการ..."

ว่า "ผู้เใดบันทึก (คัดลอก) ความรู้ที่มีประโยชน์ เขาก็จะได้รับผลบุญนั้นและผลบุญของคนที่อ่านมัน หรือคนที่คัดลอกมัน หรือคนที่ปฏิบัติตามมันหลังจากนั้น ตราบใดที่บันทึกนั้นและการปฏิบัติตามมันยังคงมีอยู่ ดังเช่น การบันทึก อัล-หะดีษ และที่คล้ายคลึงกันนี้ และผู้ใดที่บันทึก (คัดลอก) ความรู้ที่ไม่มีประโยชน์ จากสิ่งที่จะต้องได้รับบาป เขาจะได้รับบาปนั้นและบาปของคนทีอ่านนั้น หรือคัดลอกมัน หรือปฏิบัติิตามมันหลังจากนั้น ตราบใดที่บันทึกนั้นและการปฏิบัติตามนั้นยังคงมีอยู่ ดังที่มีระบุไว้ในหะดีษ "ผู้ใดกระทำแบบอย่างที่ดีหรือชั้ว และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง"

อิมามอัล-บุคอรีย์ได้รายงานไว้ในหนังสือเศาะฮีหฺของท่าน (หะดีษหลายเลขที่ 6502) จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู กล่าวว่า ท่านเราะซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

"อัลลอฮฺทรงมีดำรัสว่า : ผู้ใดประกาศตนเป็นศัตรูกับที่รักของข้า แท้จริงเาได้ประกาศสงครามกับเขาแล้ว"

..........................................................................
(จากหนังสืิอ : นุ่มนวลเถิด โอ้พี่น้องอะฮฺลุสสุนนะฮฺ)
โดย : ชัยคฺอับดุลมุหฺสิน บินหะมัด อัล-อับบาด
แปลและเรียบเรียงโดย : ZUNNUR
อดทน เพื่อชัยชนะ โพส






จุดกลางบนความเข้าใจ


เคยรู้สึกกันไหม เวลาที่ถูกต่อต้าน ใช้คำพูดทำร้ายจิตใจ จากคนในใกล้ชิดนั้น มันทุกข์ทรมาณจิตใจแค่ไหน

หลายคนตั้งใจพยายามดำเนินชีวิตตามหลักศาสนา
แต่อีกหลายๆคนเช่นกัน ที่ไม่เข้าใจวิธีปฏิบัติในศาสนา
ทั้งที่เขาเองก็คือมุสลิม...
ทั้งที่เขาก็นับถือพระเจ้า...

แต่การได้รับการศึกษาเรียนรู้ด้านศาสนา และการได้รับทางนำนั้น แตกต่างกัน
เมื่อมีความรู้ความเข้าใจศาสนาต่างกัน ปัญหาย่อมเกิดแน่นอน
รวมไปถึงผู้ที่ไม่ได้นับถืออิสลามด้วย ที่อาจเป็น พ่อ แม่ ญาติพี่น้องของเราด้วย
ความต่างไม่เกิดปัญหา แต่การไม่เข้าใจ การไม่ยอมรับต่างหากที่ทำให้เกิดปัญหา

แต่การจะทำให้อย่างไรให้จิตใจเราเข้มแข็ง ฝ่าฟันไปได้ล่ะ
ไม่ต้องมองไปไหน มองที่พื้นที่เราซุญูด มองขึ้นฟ้าเวลาเราขอดุอา
ขอพระองค์นำทางที่เหมาะสมกับเรา ขอพระองค์ทำให้เรามีความเข้มแข็งอดทน

"และพวกเจ้าจงอย่าท้อแท้ และจงอย่าเสียใจ และพวกเจ้านั้นคือผู้ที่สูงส่งยิ่ง หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธา "
[Quran Ale-`Imraan 3:139]

"ดังนั้น ผู้ที่ความชั่วแห่งการงานของเขาได้ถูกนำให้เพริศแพร้วแก่เขา แล้วเขาเห็นว่ามันเป็นสิ่งดีกระนั้นหรือ ?
แท้จริง อัลลอฮ์จะทรงทำให้หลงผิดแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์และจะทรงชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์
ดังนั้น เจ้าอย่าทำให้จิตใจของเจ้ากลับกลายเป็นระทมทุกข์ เนื่องเพราะพวกเขา แท้จริง อัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ "
[Quran As-Saafaat 35 :8]

หน้าที่ของเราคือมั้นคงอยู่ในหนทางศาสนา แม้จะเจอปัญหามากมาย
หน้าที่เราคือเผยแพร่ศาสนา แต่การได้รับทางนำนั้นเป็นของพระองค์อัลลอฮฺ ซุบบะฮานะฮูวะตะอาลา

วันนี้อัลฮัมดุลิ้ลลาฮ์ ท่านจงขอบคุณอัลลอฮ์เถิด... คนที่ปิดหน้าแล้ว คนที่เราเคารพและเลี้ยงดูเรามา เข้าใจในระดับหนึ่งเกี่ยวกับการปิดหน้า.... จากแค่คิดว่าปิดหน้า คือพวกชีอะฮฺ หรือ พวกสุดโต่งกับศาสนา

ขอพระองค์เพิ่มพูนความรู้ กับพี่น้องมุสลิมของข้าพระองค์ทุกคนด้วยเถิด อามีนยาร็อบบัลอาละมีน



...................................
ฉันเชื่อมั่น ด้วย ศรัทธา






วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อุมัร บิน อัล-ค็อฏฏอบ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ




*** 10 ศอหาบะฮฺ ผู้ได้รับสัญญาสวรรค์ ***


ท่านที่ 2

*** อุมัร บิน อัล-ค็อฏฏอบ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ***


ชื่อ : อุมัร บิน อัล-ค็อฏฏอบ
ฉายานาม : อบูหัฟเซาะหฺฺ

อัลฟารูก เป็นฉายาที่ได้รับหลังจากเข้ารับอิสลาม เนื่องากหลังการเข้ารับอิสลามของอุมทัร มุสลิมเริ่มนมาซรวมเป็นครั้งแรก และอุมัรยังได้เสนอความเห็ฯให้ทำการเผยแผ่อิสลามโดยเปิดเผย เพราะก่อนหน้านี้การเผยแผ่อิสลามต้องกระทำกันอย่างลับ ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงตากสายตาของพวกกุร็อยฺชฺมักกะฮฺ ด้วยเหตุนี้ท่านรอซูล (ซ.ล.) จึงให้ฉายานามเขาว่า อัลฟารูก ซึ่งหมายถึง ผู้ที่แยกความจริงออกจากความเท็จ

กำเนิด : ปีที่สิบสาม หลังปีช้าง

เชื้อสาย : เผ่ากุร็อยชฺฺ ตระกูลอาดี สายตระกูลบรรจบกับท่านนบีมุหัมมัด (ซ.ล.) ที่ลุอัยยฺ บิน ฆอลิบ

บิดา : อัลค็อฏฏอบ บิน นุฟัยลฺ บิน อับดุลอุซซา บิน รอบะฮฺ บิน อับดุลลอฮฺ บนริซาหฺ

มารดา : ฮัดามะฮฺฺ บินดิ ฮาซิม

บุคลิกภาพ / อุปนิสัย :
อายุอ่อนกว่านบี (ซ.ล.) 12 ปี อยู่ในตระกูลที่ชาวอาหรับเคารพนับถือไ้ด้รับการฝึกฝนการรบและการพูดมาตั้งแต่เยาว์วัย มีความเฉลียวฉลาด มีความกล้าหาญ อุปนิิสัยของเขาเต็มไปด้วยความขัดแย้ง บางคนกลัว ในขณะที่บางคนยกย่องชื่นชม บางคนรักเขา แต่บางคนกลับเกลียดชังเขา บางคนเห็นว่าเขาเป็นคนโหดเหี้ยม แต่บางคนเห็นว่าเขาเป็นคนมีจิตใจเมตตา บ้างว่าเขาดุร้าย บ้างว่าเขาสุภาพอ่อนโยน บ้างว่าเขายโสโอหัว แต่บางคนว่าเขาเป็นคนนอบน้อมถ่อมตน เขารู้วิธีการล่าสัตว์ รู้วิธีการต่อสู้ รู้วิธีการให้เกียรติิผู้อื่น รู้ถึงประเพณีของเผ่าพันธู์ รู้วิธีการเคารพรูปปั้น เป็นคนเข้มแข็งอารมณ์ร้อน โกรธง่าย มีสติปั้ญญาไหวพริบดี ปฏิภาณเฉียบแหลม เมื่อเข้ารับอิสลามแล้วเป็นผู้ยำเกรงต่ออัลลอฮิ อุทิศตนและเสียสละ

....การเข้ารับอิสลาม :
เมื่อการดะวะฮฺของท่านรอซูลุลลอฮฺ (ซ.ล.) แผ่ขยายอิทธิพลมากขึ้น ผู้ปฏิเสธชาวมักกะฮฺ จึงก่อกรรมทำเข็ญต่อผู้คนที่อ่อนแอมากขึ้น มากขึ้น แต่นั่นสำหรับอุมัรอล้วมันยังน้อยไป สิ่งที่เขาคิดก็คือการขุดรากถอนโคนแนวคิดนี้เสีย โดยการสังหารมุฮัมมัด แต่ใครเล่าจะกล้าหาญพอที่จะทำเช่นนั้นได้ เขาจึงต่อขอจัดการเสียด้วยตัวเอง

วันหนึ่งเขาถือดาบออกจากบ้านไปเพื่อหามุหัมมัด หมายจะตัดศีัรษะเสีย แต่ศอหาบะฮฺคนหนึ่งรู้ถึงเจตนาของเขา จึงได้เข้าขัดขวางไว้ แล้วถามอุมัรว่า

"อุมัร เจ้าจะไปไหน?"
"ฉันจะไปสังหารมุหัมมัด" อุัมัรตอบ

กลับไปดูแลครอบครัวของท่านก่อนจะดีกว่า บัดนี้น้องสาวและน้องเขยของท่านรับอิสลามไปแล้ว ทำไมไม่ไปจัดการกับเขาล่ะ?

ได้ยินเช่นนั้นอุมัรถึงกับเดือดดาลใหญ่ รีบรุดกลับบ้านอย่างฉุนเฉียว ได้ยินเสียงเล็ดลอดออกมา เขาจึงรีบเปิดประตูบ้านน้องสาว พบว่าเธอและสามีกำลังศึกษาอัลกุรอานอยุ่กับ ค็อบบาบ บิน อัลอะร็อต ซึ่งหลบซ่อนอยู่หลังจากที่รู้ว่าอุมัรกำลังเข้ามา

"ฟาฏิืมะฮฺ เจ้าทำอะไรกัน ใครอยู่ในบ้านกับพวกเจ้า เจ้าอ่านอะไรกัน?" สะอีดน้องเขยของเขาก็ก้าวออกมา อุมัรทุบเขาจนล้มลง จับเขาผูกด้วยเชือกเหมือนเชลยศึก อุมัรกระทืบและทุบตีสะอีีดอย่างหนักจนน้องสาวทนไม่ไหว ฟาฏิมะฮฺจึงเข้ามาขวางไว้ เขาใช้สันดาบทุบไปโดนใบหน้าของเธอจนเลือดอาบ

เมื่อเห็นรอยเลือดของน้องสาว เขาจึงค่อย ๆ สงบลงบ้าง

"พี่ชายของข้า หากแม้นพี่จะฆ่าเราอันเนื่องมาจากอิสลาม เราก็ยอม เพราะตอนนี้เราเข้ารับอิสลามแล้ว" ฟาฏิมะฮฺกล่าวตอบ

อุมัรจึงขออ่านสิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในแผ่นหนังเพื่อดูว่ามีคืออะไรกันแน่ ทำไมสามารถเปลี่ยนชีวิตของน้องสาวได้ถึงขนาดนี้

ในที่สุดเมื่อเขาอ่านส่วนหนึ่งของคัมภีร์อัลกุรอานที่ปรากฏอยู่ในแผ่นบันทึก หัวใจของอุมัรก็เปลี่ยนไปทันที คราวนี้เขาก้าวเท้าลงจากบ้านเพื่อไปหามุหัมมัดอีกครั้ง

ณ ที่รอซูลุลลอฮฺ (ซ.ล.) บรรดาศอหาบะฮฺกำลังรวมตัวกันอยู่ เมื่อเห็นอุมัรก้าวเท้าเข้ามา ก็แจ้งเรื่องนี้แก่ท่านรอซูล (ซ.ล.) ว่าจะเอาอย่างไร ท่านรอซูล (ซ.ล.) สั่งปล่อยให้เขาเข้ามา และแล้วการเข้ามาครั้งนี้ของเขา มิใช่เพื่อการเป็นศัตรูอีกแล้ว เขามาเพื่อประกาศรับอิสลามต่อหน้าท่านศาสดามุหัมมัด (ซ.ล.)

ท่านอุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ ไ้ด้รับฮิดายะฮฺทางนำจากพระผู้เป็นเจ้าหลังจากได้อ่านส่วนหนึ่งของซุเราะฮฺฏอฮา นั่นเอง

.....สถานภาพ :
1. เป็นบุคคลหนึ่งจากคนเพียงไม่กี่คนในยุคนั้นที่สามารถอ่านหนังสือได้

2. หลังเข้ารับอิสลามเขากลายเป็นสหายผู้ใกล้ชิดของท่านนบีมุหัมมัด (ซ.ล.)

3. เป็นพ่อตาของท่านรอซูลุลลอฮฺ (ซ.ล.) เนื่องจากเป็นพ่อของท่านหญิงหัฟเซาะฮฺ ภรรยาคนหนึ่งของท่านศาสดา (ซ.ล.)

4. เป็นคอลีฟะฮฺที่ 2 หลังจากการเสียชีวิตของอบูบักรฺ

ผลงานเด่น

1. เมื่ออุมัร (ร.ฎ.) เข้ารับอิสลาม เขาได้เสนอให้มีการดะอฺวะฮฺโดยเปิดเผยหลังจากที่ต้องทำการดะอฺวะฮฺแบบลับ ๆ นานถึงสามปี ในที่สุดท่านรอซูล (ซ.ล.) จึงอนุญาต อิสลามจึงถูกประกาศสู่สาธารณชนอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา แล้วผู้ศรัทธาก็ขยายตัวมากขึ้น ต่อมาท่านจึงถูกขนานนามว่า “อัลฟารูก” หมายถึง ผู้ที่แบ่งแยกระหว่างความจริงกับความเท็จ

2. เมื่อมีคำสั่งให้ผู้ศรัทธาอพยพไปยังมะดีนะฮฺ ท่านรอซูล (ซ.ล.) ได้สั่งการให้ผู้ศรัทธาอพยพออกไปอย่างลับ ๆ แต่สำหรับ อุมัร (ร.ฎ.) แล้วเขาไม่เกรงผู้ใดทั้งสิ้น จึงประกาศออกไปยังพวกกาฟิรมักกะฮฺว่า “วันพรุ่งนี้ฉันจะออกจากมักกะฮฺอพยพไปยังมะดีนะฮฺ ใครก็ตามที่ต้องการให้มารดาของเขาต้องสูญเสียลูก หรือต้องการให้ลูกของเขาเป็นเด็กกำพร้า หรือต้องการให้ภรรยาเป็นหม้าย ก็จงออกไปพบฉันหลังเนินเขานั้น” แต่แล้วก็ไม่มีใครกล้าตามอุมัรไป เขาจึงเดินทางสู่มะดีนะฮฺอย่างปลอดภัย

3. ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับท่านรอซูล (ซ.ล.) ในทุกสมรภูมิ

4. มีโองการหลาย ๆ โองการจากพระผู้เป็นเจ้าที่ถูกประทานลงมาตรงกับทัศนะของอุมัร (ร.ฎ.) ที่เขาได้แสดงความคิดเห็นในกรณีต่าง ๆ ซึ่งนั่นเป็นการชี้ให้เห็นว่า อุมัร (ร.ฎ.) เป็นคนเฉลียวฉลาด และมีหัวใจยึดมั่นอยู่กับสัจธรรม เช่นการลงมาของอายะฮฺที่ 84 ซูเราะฮฺ อัตเตาบะฮฺ หรืออายะฮฺที่ 16 ซูเราะฮฺอันนูร

5. เป็นคอลีฟะฮฺที่สองหลังจากท่านอบูบักร (ร.ฎ.)

6. ส่งกองทัพไปพิชิตอิรัก ภายใต้การนำของ มุซันนา บิน หาริส (ร.ฎ.)

7. ส่งกองทัพภายใต้การนำของ มุซันนนา บิน หาริส (ร.ฎ.) และเมื่อท่าน มุซันนาเสียชีวิต จึงเปลี่ยนแม่ทัพมาเป็น สะอัด บิน อบีวักกอส (ซ.ล.) เข้ายึดเปอร์เซียได้อย่างเบ็ดเสร็จในสงครามกอดิซียะฮฺ

8. ส่ง อบูอุบัยดะฮฺ, คอลิด บิน วาลิด, อัมรฺ บิน อัลอาศ, ยาซีด บิน อบูซุฟยาน (ร.ฎ.) เข้ายึดซีเรียซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของเฮอร์คิวลิสจอมพลัง

9. ส่ง อัมรฺ บิน อัลอาศ (ร.ฎ.) เข้ายึดครองบัยดุลมักดิส กรุงเยรูซาเล็ม ร่วมกับ อบูอุบัยดะฮฺ บิน อัลญัรรอหฺ และคอลิด บิน วาลีด (ร.ฎ.)

10. ส่งอัมรฺ บิน อัลอาศ (ร.ฎ.) เข้ายึดครองอียิปต์

11. ท่านอุมัร (ร.ฎ.) เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานด้านต่าง ๆ ให้แก่ประชาชาติอิสลาม เช่น
*** รากฐานทางด้านอธิปไตยในระบบซูรอ
*** รากฐานด้านการบริหารท้องถิ่น
*** รากฐานด้านการพิพากษาหรือกระบวนการยุติธรรม
*** รากฐานด้านการศึกษา
*** รากฐานด้านความมั่นคงภายใน โดยได้จัดให้มีตำรวจและเรือนจำขึ้น
*** รากฐานด้านการคลังและระบบบัยตุลมาล
*** รากฐานด้านสวัสดิการสังคม
*** การก่อสร้างมัสยิดและโรงเรียน
*** รากฐานด้านการพัฒนาอาคารสถานที่
*** รากฐานด้านการเกษตร
*** รากฐานด้านการทหาร
*** รากฐานด้านวัฒนธรรม

ความเข้มแข็งและความเจริญของสังคมมุสลิมในยุคของท่านอุมัร (ร.ฎ.) ถือเป็นยุคทองยุคหนึ่งของประวัติศาสตร์อิสลาม

....เสียชีวิต

ท่านอุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ (ร.ฎ.) ถูกทาสชาวเปอร์เซียคนหนึ่งชื่อ อบูลุอฺลุอฺ แทงด้วยกั้นหยั่น ทาสคนนี้นับถือศาสนาคริสต์เพราะเป็นทาสของพวกโรมันมาก่อน เขาเป็นเชลยของอัลมุฆีเราะฮฺและถูกนำมาอยู่ที่มะดีนะฮฺ เขาไปฟ้องท่านอุมัร (ร.ฎ.) ว่า ต้องทำงานและแบ่งรายได้ให้นายวันละสองดิรฮัม ท่านอุมัร (ร.ฎ.) ก็บอกว่า นี่เป็นราคาที่พอสมควรแล้วกับอาชีพช่างไม้ซึ่งทำให้อบูลุอฺลุอฺไม่พอใจ

ในวันรุ่งเช้าขณะที่อุมัรกำลังเป็นอิหม่านนำนมาซ อบูลุอฺลุอฺก็เข้าไปอยู่แถวหน้าและถลันออกไปแทงท่านอุมัร (ร.ฎ.) ท่านอุมัรจึงให้อับดุรเราะหฺมาน บิน เอาฟฺ (ร.ฎ.) เป็นอิหม่านแทน ฆาตรกรได้แทงผู้คนในแถวอีกหลายคน แล้วก็ฆ่าตัวตาย เมื่อเสร็จจากการนมาซแล้ว ท่านอุมัรได้กล่าวขอบคุณอัลลอฮฺที่รู้ว่าฆาตรกรมิใช่มุสลิม แผลของท่านลึกมาก ลำไส้ถูกตัดขาด ไม่มีหวังว่าจะหายได้ ท่านอุมัร (ร.ฎ.) จึงขออนุญาตท่านหญิงอาอิชะฮฺ (ร.ฎ.) เพื่อขอฝังศพของท่านในบริเวณที่ฝังศพของท่านนบี (ซ.ล.) และอบูบักรฺ (ร.ฎ.) ตอนแรกท่านหญิงต้องการจะเก็บที่ไว้สำหรับตัวเองแต่เมื่อท่านอุมัร (ร.ฎ.) ขอร้องเธอจึงอนุญาต

ก่อนเสียชีวิตท่านได้แต่งตั้งศอหาบะฮฺขึ้นหกคน คือ อุษมาน, อลี, ซุบัยรฺ, ฏอลหะฮฺ, สะอัด บิน อบีวักกอส และอับดุรเราะหฺมาน บิน เอาฟฺ (ร.ฎ.) เพื่อเลือกเฟ้นบุคคลที่จะมาเป็นคอลีฟะฮฺแทนท่าน แล้วท่านก็เอาบัญชีหนี้สินมาแสดง ท่านได้สั่งให้ชำระหนี้สินจากเงินส่วนตัวของท่าน และหากไม่เพียงพอก็ให้ชำระจากเงินจากญาติในตระกูลของท่าน

ท่านอุมัร (ร.ฎ.) ถูกแทงในวันที่ 28 ซุลหิจญะฮฺ ฮ.ศ. 23 ทนพิษบาดแผลได้สี่วัน และสิ้นชีพชะฮีดในวันที่ 1 มุหัรรอม ฮ.ศ. 24



.....ความประเสริฐของท่าน อุมัร บิน อัล-ค็อฏฏอบ (ร.ฎ.)

1. อุมัร (ร.ฎ.) เป็นผู้ที่ยึดมั่นศาสนาอย่างมั่นคงเข้มแข็ง

จากอบีสะอีด (ร.ฎ.) จากท่านนบี (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า
"ขณะที่ฉันกำลังนอนหลับอยู่ ฉันได้เห็นมวลมนุษย์ถูกนำมาให้ฉันเห็นและปรากฏว่าบนเรือนร่างของพวกเขามีเสื้อสวมอยู่ เสื้อบางตัวถึงหน้าอก บางตัวต่ำกว่านั้น และอุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ ได้ผ่านมาบนเรือนร่างของเขามีเสื้อตัวหนึ่งเขากำลังลากมัน"

พวกเขา (บรรดาศอหาบะฮฺ) ได้ถามขึ้นว่า แล้วท่านจะทำนายฝันนี้อย่างไร โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ ท่านตอบว่า "มันคือศาสนา (หมายถึงมีศาสนาที่มั่นคงมาก)"
(บุคอรี, มุสลิม)

2. อุมัร (ร.ฎ.) มีความรู้อย่างกว้างขวาง

จาก อิบนิ อุมัร (ร.ฎ.) เล่าว่า ท่านนบี (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า
"ในขณะที่ฉันนอนหลับ ฉันฝันเห็นภาชนะใบหนึ่ง ถูกนำมายังฉันในนั้นมีนมบรรจุอยู่ ฉันจึงได้ดื่มจากภาชนะนั้น จนฉันได้เห็นของเหลว (น้ำนม) ไหลออกจากนิ้วหนึ่งของฉันหรือหลายนิ้วของฉัน หลังจากนั้นฉันได้ให้น้ำนมที่เหลือแก่ อุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ" พวกเขา (ศอหาบะฮฺ) ถามขึ้นว่า ท่านจะทำนายฝันนี้อย่างไร ท่านตอบว่า "มันคือความรู้" (หมายถึงอุมัรจะมีความรู้ในหลักการของอิสลามอย่างกว้างขวาง)
(บุคอรี, มุึสลิม, ติรมีซี)

3. อุมัร (ร.ฎ.) เป็นไ้ด้รับการดลใจจากพระผู้เป็นเจ้า

จากอบีฮุรอยเราะฮฺ (ร.ฎ.) เล่าว่า ท่านนบี (ร.ฎ.) กล่าวว่า
"เคยมีชายหลายคนในยุคก่อนพวกท่าน จาก นบีอิสรออีล ที่เป็นผู้ที่อัลลอฮฺทรงตรัสด้วย (มุตะกัลลิมุน, มุหัดดิษูน) โดยที่พวกเขาไม่ได้เป็นนบี ดังนั้นถ้เาหากในประชากรของฉันจะมีใครสักคนหนึ่งผู้นั้นก็คือ อุมัร"
(บุคอรี, มุสลิม, ติรมีซี)

4. ปราสาืทของอุมัร (ร.ฎ.) ในสรวงสวรรค์

จาก อบีฮุรอยเราะฮฺ (ร.ฎ.) เล่าว่า ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า
"ขณะที่ฉันนอนหลับ ฉันฝันไปว่าตัวฉันกำลังอยู่้ในสวรรค์ มีหญิงคนหนึ่งกำลังอาบน้ำละหมาดอยู่ข้างปราสาทหลังหนึ่ง ฉันถามว่า ปราสาทนี้เป็นของใคร เขาตอบว่า เป็นของอุมัร หลังจากนั้นฉันนึกได้ถึงความหวงของเขา ฉันจึงหันหลังกลับ" ท่านอุมัรได้ยินเช่นนั้นจึงร้องไห้และกล่าวว่า ข้าพเจ้าจะหวงท่านได้อย่างไร โอ้ท่านรอซูลุลลอฮฺ
(บุคอรี, มุสลิม)

จากญาบิร บิน อับดุลลอฮฺ (ร.ฎ.) เล่าวว่า ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า
"ฉันฝันฝันว่าได้เข้าไปในสวรรค์ ฉันได้พบกับ รุมัยศออฺ ภรรยาของ อบูฏอลหะฮฺ ฉันได้ยินเสียงนาฬิกา ฉันพูดว่า นี่เป็นใคร มีผู้บอกว่า นี่คือบิลาล และฉันเห็นวังหลังหนึ่ง ตรงข้างหนึ่งของวัง มีเด็กหญิงสาวคนหนึ่ง (กำลังทำวุฏุอฺอยู่ข้าง ๆ วัง) ฉันพูดว่า วังนี้เป็นของใคร มีผู้บอกว่า เป็นของอุมัร ฉันอยากเข้่าไปดูข้างใน แต่นึกถึงความหวงแหนของอุมัรได้" ท่านอุมัรจึงกล่าวแก่ท่านนบี (ซ.ล.) ว่า ขอให้บิดามารดาของฉันเป็นพลีแก่ท่าน โอ้ท่านรอซูล ฉันจะอิจฉาท่านได้กระนั้นหรือ?

5. หลาย ๆ ทัศนะของอุมัร (ร.ฎ.) มักตรงกับสิ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์

จากอิบนิอุมัร (ร.ฎ.) เล่าว่า ท่านอุมัร (ร.ฎ.) กล่าวว่า ข้าพเจ้ามีความเห็นตรงกับพระผู้อภิบาลในสามเรื่อง คือ ในเรื่องมะกอมอิบรอฮิม (อุมัรแนะนำท่านรอซูล (ซ.ล.) ว่าควรใช้มะกอมอิบรอฮีมเป็นที่นมาซ แล้วอัลกุรอานก็ถูกประทานลงมา) ในเรื่องของหิญาบ (อุมัรว่าควรให้ภรรยาของรอซูล (ซ.ล.) ปกปิดหิญาบให้มิดชิดเพื่อมิให้คนอื่นมองได้ แล้วอัลกุรอานก็ถูกประทานลงมา) และในเรื่องเชลยศึกในสงครามบะดัร (อุมัรแนะนำว่าควรสังหารเชลยศึก อบูบักรเสนอว่าควรเอาค่าไถ่ ท่านนบี (ซ.ล.) เห็นด้วยกับอบูบักร แต่อัลลอฮฺทรงประทานอัลกุรอานลงมาตรงกับแนวคิดของอุมัร
(บุคอรรี, มุสลิม)

6. สัจธรรมอยู่ที่ลิ้นและหัวใจของอุมัร (ร.ฎ.)

จาก อิบนิอุมัร (ร.ฎ.) เล่าวว่า ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า
"แท้จริงสัจธรรมอยู่ที่ลิ้นของอุมัร และที่หัวใจของเขา"
(ติรมีซี)

7. เรื่องต่าง ๆ ที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาตรงกับความเห็นของอุมัร (ร.ฎ.) ถึงสิบห้าเรื่อง
อิบนิอุมัร (ร.ฎ.) กล่าวว่า ไม่มีเรื่องใดเลยที่ลงมาที่มวลมนุษย์โดยที่พวกเขาได้กล่าวในเรื่องนั้นอย่างหนึ่ง และุอุมัรได้กล่าวอีกอย่างหนึ่ง นอกจากอัลกุรอานได้ลงมาเหมือนที่อุมัรได้กล่าวไว้
(ติรมีซี)

8. ชัยฏอนวิ่งหนีท่านอุมัร (ร.ฎ.)

จาก อาอีชะฮฺ (ร.ฎ.) เล่าว่า ครั้งหนึ่งท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า
"แท้จริงข้าพเจ้าได้เห็นทั้่งชัยฏอนที่เป็นมนุษย์และญินเผ่นหนีจากอุมัร" (เพราะอุมัรเป็นคนกร้าวแกร่ง ดุดัน)
(ติรมีซี)

9. หากจะมีนบีหลังมุหัมมัด (ซ.ล.) เขาคือ อุมัร (ร.ฎ.)

จากอุกบะฮฺ บิน อามิร (ร.ฎ.) เล่าว่า ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า
"ถ้าหากจะมีนบีหลังจากฉันอีก ก็จะต้องเป็น อุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ"
(ติรมีซี)

10. เกียรติของอบูบักรและอุมัร (ร.ฎ.) สูงส่งยิ่ง

จาก อบีสะอีด (ร.ฎ.) เล่าว่า ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า
"แท้จริงพวกที่มีตำแหน่งสูง ๆ (ในสวรรค์) นั้น พวกที่มีตำแหน่งต่ำกว่าจะมองดูพวกเขาเหมือนดังที่พวกท่านเห็นดวงดาวอยู่ที่ขอบฟ้า และแท้จริงอบูบักรและอุมัรเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขาและบุคคลทั้งสองนั้นมีเกียรติสูงกว่า"
(ติรมีซี)

11. อบูบักรฺและอุมัร (ร.ฎ.) คือผู้ช่วยของท่านศาสดา (ซ.ล.)

จาก อบีสะอีด (ร.ฎ.) เล่าว่า ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า
"ไม่มีนบีท่านใดนอกจากนบีท่านนั้นจะต้องมีผู้ช่วยสองท่านจากชาวฟ้า และผู้ข่วยสองคนจากชาวดิน ส่วนผู้่ช่วยทั้งสองของฉันจากชาวฟ้าคือ ญิบรีลและมีกาอีล สองคนจากชาวดิน คือ อบูบักรฺและอุมัร"
(ติรมีซี)

12. ท่านนบี (ซ.ล.) สั่งเสียให้ตามอบูบักรฺและอุมัร (ร.ฎ.)

จาก หุชัยฟะฮฺ (ร.ฎ.) เล่าวว่า ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า
"ท่านทั้งหลายจงตามบุคคลทั้งสองหลังจากข้าพเจ้าจากไป คือ อบูบักรฺและอุมัร

ในบางรายงานกล่าวว่า
"แท้จริงข้าพเจ้าไม่ทราบว่าข้าพเจ้าจะอยู่กับพวกท่านอีกนานเท่าใด ดังนั้นพวกท่านจงตามบุคคลทั้งสองหลังจากข้าพเจ้าจากไป และท่านนบีได้ชี้ไปยังบุคคลทั้งสอง (อบูบักรฺและอุมัร)
(ติรมีซี)

13. อบูบักรฺและอุมัร (ร.ฎ.) คือนายของชายวัยกลางคนในสวรรค์

จาก อลี (ร.ฎ.) เล่าว่า ข้าพเจ้าได้อยู่พร้อมกับท่านนบี (ซ.ล.) ขณะนั้นท่านอบูบักรฺและอุมัรโผล่เข้ามา ท่านรอซูลุลลอฮฺ (ซ.ล.) กล่าวว่า

"สองคนนี้ คือนายของคนวัยกลางคนที่เป็นชาวสวรรค์ ทั้งคนรุ่นแรกและคนรุ่นหลัง นอกจากบรรดานบีและรอซูล โอ้อลี เจ้าอย่าบอกแก่คนทั้งสอง"
(ติรมีซี)

14. อบูบักรฺและอุมัร (ร.ฎ.) คือหูและตาของท่านนบี (ซ.ล.)

จาก อับดุลลอฮฺ บิน หันฏ็อบ (ร.ฎ.) กล่าวว่า แท้จริงท่านรอซูลุลลอฮฺ (ซ.ล.) ได้เห็นอบูบักรฺและอุมัร ท่านได้กล่าวว่า

"ทั้งสองนี้ (อบูบักรฺและอุมัร) คือหูและตาของฉัน"
(ติรมีซี)

15. อบูบักรฺและอุมัร (ร.ฎ.) ฟื้นคืนชีพเีคียงข้าวท่านนบี (ซ.ล.) ในวันกิยามะฮฺ

จาก อิบนิอุมัรฺ (ร.ฎ.) เล่าว่า แท้จริงวันหนึ่งท่านรอซูลุลลอฮฺ (ซ.ล.) ได้ออกไปยังมัสยิดพร้อมกับอบูบักรฺและอุมัรคนหนึ่งอยู่ด้านขวา คนหนึ่งอยู่ด้านซ้ายของท่าน โดยที่ท่านได้จับมือคนทั้งสอง และท่านกล่าวว่า

"ในสภาพนี้แหละที่จะถุกบังเกิดมาในวันกิยามะฮฺ"
(ติรมีซี)

จาก อิบนิอุมัร (ร.ฎ.) เล่าวว่า ท่านนบี (ซ.ล.) กล่าวว่า
"ฉันเป็นบุคคลแรกที่ผืนแผ้นดินจะคายออกมา หลังจากนั้นก็อบูบักรฺและอุมัรตามลำดับ"

16. ท่านนบี (ซ.ล.) รับรองสวรรค์ให้ทั้งอบูบักรฺและอุมัร (ร.ฎ.)

จาก อับดิลลาฮฺ (ร.ฎ.) เล่าว่า แท้จริงท่านนบี (ซ.ล.) ได้กล่าวว่า

"จะมีชายชาวสวรรค์คนหนึ่งโผล่มาที่พวกท่าน" แล้วอบูบักรฺก็โผล่มา หลังตจากนั้นท่านยังกล่าวว่า "จะมีชายชาวสวรรค์คนหนึ่งโผล่มาที่พวกท่าน" แล้วอุมัรก็โผล่เข้ามา
(ติรมีซี)

17. อิสลามเข้มแข็งขึ้นเมื่ออุมัร (ร.ฎ.) เข้ารับอิสลาม

จาก อับดุลลอฮฺ บิน มัสอูด (ร.ฎ.) กล่าวยืนยันวา พวกเราเข้มแข็งขึ้นตั้งแต่ท่านอุมัรเข้ารับอิสลาม (บุคอรี)

............................................................................
(จากหนังสือ : 10 ศอหาบะฮฺ ผู้ได้รับสัญญาสวรรค์)
มันศูร อับดุลลอฮฺ : เรียบเรียง
อดทน เพื่อชัยชนะ









อุษมาน บิน อัฟฟาน รอฎิยัลลอฮุอันฮู


ศอฮาบะห์ ผู้ได้รับสัญญาสวรรค์


ท่านที่ 3

>>> อุษมาน บิน อัฟฟาน รอฎิยัลลอฮุอันฮู >>>


ชื่อ : อุษมาน บิน อัฟฟาน

ฉายานาม : ซุลนุรียนฺ (เจ้าของสองรัศมี) เหตุที่มีฉายาเช่นนี้เพราะ ท่านได้แต่งงานกับธิดาของท่านศาสดามุหัมมัด (ซ.ล.) ถึงสองคน คือ รุกอยยะฮฺ และอุมมุกัลษูม

เชื้อสาย : อยู่ในตระกูลมัยยะฮฺ เผ่ากุร็อยซฺ

บิดา : อัฟฟาน บิน อบีอัลอัศ บิน อุมัยยะฮฺ

มารดา : อัรวา

บุคลิกภาพ / อุปนิสัย :
อายุอ่อนกว่าท่านศาสดา 6 ปี มีอาชีพเป็นพ่อค้า ประสบความสำเร็จ มีฐานะร่ำรวย เป็นคนใจบุญสุนทาน ชอบช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก เป็นผู้มีความละอายอย่างยิ่ง เป็นนักอิบาดะฮฺที่เข้มแข็ง ตอนนมาซยามค่ำคืน เคยอ่านอัลกุรอานจนจบทั้งเล่นในหนึ่งรอกาอัตของนมาซวิติร ถือศีลอดเสมอ ๆ และทำหัจญ์ทุกปี

.....การเข้ารับอิสลาม :
ท่านเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่เข้ารับอิสลาม โดยการชักชวนของสหายที่ท่านรักมากที่สุดคือ อบูบักรฺ (ร.ฎ.) ตอนแรกได้รับความกดดันอย่างมากจากครอบครัว เนื่องจากพวกเขายังต่อต้านอิสลามอยู่ท่านถูกหากิม ผู้เป็นลุงจับมัดมือมัดเท้าทรมานยอ่างทารุณและนำไปขังยงห้องมืด แต่ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ก็อดทน ท่านศาสดา (ซ.ล.) มีความรักต่อท่านอุษมาน (ร.ฎ.) มาก จึงยกลูกสาวให้แต่งงานถึงสองคน (เมื่อภรรยานคนหนึ่งเสียชีวิต ท่านนบีจึงยกลูกสาวให้เป็นภรรยาท่านอุษมานอีกคนหนึ่ง)

......สถานภาพ :

1. เป็นสหายสนิทของท่านอบูบักรฺ (ร.ฎ.)

2. มีตำแหน่งเป็นที่ปรึุกษาของคอลีฟะฮฺอบูบักรฺและอุมัรฺ (ร.ฎ.) มาโดยตลอด

3. เป็นลูกเขยของท่านศาสดา (ซ.ล.) ได้แต่งงานกับธิดาของท่านสองคน

4. เป็นคอลีฟะฮฺท่านที่ 3 หลังจากท่านอบูบักรฺ และอุมัรฺ (ร.ฎ.)

......ผลงานเด่น :

1. ตอนแรก ๆ ของการอพยพสู่อัลมะดีนะฮฺ มุสลิมได้รับความลำบากอย่างยิ่ง เนื่องจากไม่มีน้ำดื่ม ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) จึงซื้อบ่อน้ำของชาวยิวจอมขี้เหนียวคนหนึ่งที่ไม่เคยให้อิสลามแตะต้องน้ำของเขา แล้วนำมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนรวมของพี่น้องมุสลิม ด้วยราคา 20.000 ดิรฮัม

2. ท่านได้บริจาคอูฐ 1,000 ตัว ม้า 50 ตัว และทองคำ 1,000 แท่ง เพื่อเป็นเสบียงในการทำสงครามต่อสู้กับจักรวรรดิไบแซนดิน

3. หลังจากท่านอุมัร (ร.ฎ.) เสียชีวิต อาร์เซอไบยาน และอาร์เมนเนีย ขอแยกตัวเป็นอิสระ ปกครองตนเอง ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ซึ่งขึ้นมาดำรงตำแหน่งคอลีฟะฮฺที่สาม จึงบัญชาการให้กองทัพมุสลิมยกทัพไปราบปราม ในที่สุดทั้งสองเมืองจึงกลับคืนอยู่ใต้การปกครองของรัฐอิสลามอีกครั้ง

4. ส่งกองทัพจากมะดีนะฮฺ ภายใต้การดูแลของอิบนิ อับบาส, อิบนิ อุมัรฺ, อิบนิ ญะอฺฟัร, หะซัน, หุซัยนฺ (ร.ฎ.) มาเสริมกองกำลังจากอียิปต์ภายใต้การนำของอับดุลลอฮฺ บิน สะอัด (ร.ฎ.) เพื่อนำอิสลามเข้าสู่อาฟริกาเหนือเป็นผลสำเร็จในปี ฮ.ศ. 26

5. ส่งกองทัพของมุอาวิยะฮฺ บิน อบีซุฟยาน (ร.ฎ.) เข้ายึดเกาะไซปรัส ในปี ฮ.ศ. 28

6. กล่าวได้ว่าการขยายดินแดนในยุคของท่านอุษมาน (ร.ฎ.) เป็นไปอย่างกว้างขวางมาก จนบางครั้งดูแลไม่ทั่วถึง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความระส่ำระสายในช่วงปลายของการปกครองของท่าน

.....เสียชีวิต :

วันที่ 18 ซุลหิจญะฮฺ ฮ.ศ. 35 (ค.ศ. 656) พวกกบฎได้บุกเข้าไปในบ้านของท่านอุษมาน และสังหารท่านด้วยการตัดศีรษะขณะที่ท่านกำลังนั่งอ่านอัลกุรอานอยู่้ โดยวายร้ายที่ชื่อว่า อมัร บิน ฮาม ท่านเสียชีวิตด้วยวัย 82 ปี หลังจากที่ดำรงตำแหน่งเป็นคอลีฟะฮฺสืบต่อจากท่านอุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ เป็นเวลา 12 ปี ร่างของท่านถูกฝังอยู่ที่กุบูรบะเกียะอฺ กรุงมะดีนะฮฺ ประเทศ ซาอุดิอาระเบีย


....... ความประเสริฐของท่าน อุษมาน บิน อัฟฟาน (ร.ฎ.).......

1. ท่านนบี (ซ.ล.) รับรองว่าท่านอุษมาน (ร.ฎ.) คือชาวสวรรค์

จากอบูมูซา (ร.ฎ.) เล่าว่า ท่านนบี (ซ.ล.) ได้เข้าไปในสวนแห่งหนึ่งและสั่งให้ฉันเฝ้าประตูสวน ก็มีชายคนหนึ่งขออนุญาตเข้ามา ท่านบอกว่าให้เขาเข้ามาและแจ้งข่าวดีของสวนสวรรค์แก่เขา นั่นคือ อบูบักรฺ แล้วก็มีอีกคนหนึ่งมาขออนุญาตเข้า ท่านก็บอกว่าให้เขาเข้ามาและแจ้งข่าวดีเรื่องสวรรค์แก่เขา นั่นคือ ท่านอุมัรฺ แล้วก็มีอีกคนหนึ่งขออนุญาตเข้ามา ท่านนิ่งครู่หนึ่งแล้วบอกให้เขาเข้ามาและแจ้งข่าวดีของสวรรค์แก่เขาหลังจากภัยพิับัติซึ่งจะเกิดขึ้นแก่เขา นั่นคือ ท่านอุษมาน บิน อัฟฟาน
(บุคอรี)

2. ภูเขาอุหุดสั่นสะท้านเมื่อท่านนบี (ซ.ล.) อบุบักรฺ อุมัรฺ และอุษมาน (ร.ฎ.) อยู่บนมัน

จากอนัส บิน มาลิก (ร.ฎ.) เล่าว่า ท่านนบี (ซ.ล.) ขึ้นไปบนภูเขาอุหุดพร้อมกับอบูบักรฺ อุมัร และอุษมาน แล้วมันได้สั่นสะเทือนใต้พวกเขา ท่านนบี (ซ.ล.) จึงกล่าวว่า

"โอ้ อุหุดจงหยุดเถิด ที่อยู่บนเจ้านี้ึคือนบีคนหนึ่ง ศิดดีกคนหนึ่ง และผู้พลีชีพอีกสองคน"
(บุคอรี)

3. ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) ได้รับการยกย่องอย่างสูงในหมู่ศอหาบะฮฺ

จากอิบนิ อุมัร (ร.ฎ.) กล่าวว่า ในสมัยของท่านนบี (ซ.ล.) เราไม่ได้ยกย่องผู้ใดเท่ากับอบูบักรฺ แล้วก็อุมัรฺ แล้วก็อุษมาน แล้ว (นอกจากสามท่านนี้) เราก็ละเว้นในเรื่องสาวกของท่านนบี เราไม่ได้ยกย่องผู้ใดเหนือกส่าผู้ใดในหมู่พวกเขา
(บุคอรี)

4. ท่านอุษมาน (ร.ฎ.) บริสุทธิ์จากข้อกล่าวหา

จากอุษมาน บิน เมาฮับ (ร.ฎ.) เล่าว่า มีชายคนหนึ่งจากชาวอียิปต์มาทำฮัจญ์ได้เห็นชนหมู่หนึ่งนั่นอยู่ เขาพูดว่า คนเหล่านี้เป็นใคร มีผู้บอกว่า พวกนี้เป็นพวกกุร็อยชฺ เขาพูดว่า แล้วคนแก่ในหมู่พวกเขาล่ะ พวกเขาบอกว่าคือท่านอับดุลลอฮฺ บิน อุมัร เขาคนนั้นก็พูดว่า โอ้อิบนิอุมัร ฉันขอถามเรื่องหนึ่งโปรดบอกฉันด้วย ท่านรู้ไหมว่าอุษมานหนีทัพในคราวสงครามอุหุด เขาบอก รู้ แล้วเขาก็พูดต่อว่า ท่านคงรู้ด้วยว่าเขาหลบไปจากสงครามบะดัร และไม่ได้เข้าร่วมด้วย เขาบอกว่า รู้่ เขาพูดว่า ท่านคงรู้ด้วยว่า เขาหลบไปจากการให้สัตยาบันบัยอะดุลริฎวาน และไม่ได้เข้าร่วมด้วย เขาบอกว่า รู้ เขาพูดอีกว่า อัลลอฮุอักบัร ท่านอิบนิอุมัรจึงกล่าวว่า มาสิ ฉันจะอธิบายให้ท่านฟัง

การหนีทัพในสงครามอุหุดนั้น ฉันสาบานได้ว่าอัลลอฮฺทรงให้อภัยเขาและได้ทรงยกโทษเขา ในการไม่ร่วมในสงครามบะดัรนั้น เนื่องจากเขาได้แ่ต่งงานกับลูกสาวของท่านรอซูลุลลอฮฺ (คือ รุกอยยะฮฺ) และเธอป่วย ท่านรอซูลุลลอฮฺจึงบอกใ้ห้ท่านอุษมานดูแล และบอกเขาว่าจะได้รับผลบุญเท้ากับคนที่พลีชีพในสงครามบะดัรและได้ส่วนแบ่งด้วย และการที่ไม่ได้อยู่ร่วมในการทำสัตยาบันบัยอะดุลริฎวนนั้นก็คือ ถ้ามีผู้ใดในเมืองมักกะฮฺมีศักดิ์ศรียิ่งไปกว่าท่านอุษมาน แน่นอนท่านนบี (ซ.ล.) ต้องแต่งตั้งผู้นั้นแทนเขา แต่ท่านได้แต่งตั้งอุษมาน การให้สัตยาบันเกิดขึ้นหลังจากท่านอุษมานเดินทางไปมักกะฮฺแล้ว ท่านรอซูลุลลอฮฺ (ซ.ล.) จึงชี้ไปที่มือขวาของท่านแล้วบอกว่า นี่คือมือของอุษมาน ท่าน (เอามืออีกข้างหนึ่ง) ตีมือข้างนั้นของท่านแล้วกล่าวว่า นี่คือสัตยาบันของอุษมาน ท่านอิบนิอุมัรจึงกล่าวแก่เขาว่า จงเอาคำอธิบายนี้กลับไปกับตัวเจ้า
(บุคอรี)



.........................................................................

(จากหนังสือ : 10 ศอหาบะฮฺ ผู้ได้รับสัญญาสวรรค์)
มันศูร อับดุลลอฮฺ : เรียบเรียง
อดทน เพื่อชัยชนะ










"แม่"



บางคนบอกว่า...
หลังจากที่คลอดบุตรแล้วต้องใช้เวลาราว 6 สัปดาห์จึงจะคืนสู่สภาพเดิม
"คนๆนั้นไม่รู้ว่าหลังจากที่คุณได้เป็นแม่คนแล้ว ไม่มีคำว่าคนเดิมอีกต่อไป"

บางคนบอกว่า...
การเป็นแม่คนนั้นน่าเบื่อ
"คน ๆ นั้นไม่เคยได้เห็นลูกประสบความสำเร็จ"

บางคนบอกว่า...
ถ้าคุณเป็นคนดี ลูกออกมาก็จะดีเอง
"คน ๆ นั้นนึกว่าเด็กคลอดออกมาพร้อมกับคู่มือการใช้และใบรับประกัน"

บางคนบอกว่า...
แม่รักลูกคนที่ห้าไม่เท่าลูกคนแรก
"คน ๆ นั้นไม่เคยมีลูกห้าคน"

บางคนบอกว่า...
ช่วงที่ยากที่สุดของการเป็นแม่คือตอนเลี้ยงและตอนคลอด
"คน ๆ นั้นไม่เคยยืนดูลูกตอนไปโรงเรียนอนุบาลวันแรก"

บางคนบอกว่า...
แม่เลิกกังวลได้แล้ว หลังจากที่ลูกแต่งงานออกเรือนไป
"คน ๆ นั้นไม่รู้ว่าการแต่งงานคือการนำลูกชายหรือลูกสาวคนใหม่เข้ามาอยู่ในสายใยใจของแม่"

บางคนบอกว่า...
งานของแม่สิ้นสุดลงเมื่อลูกคนสุดท้ายออกจากบ้านไป
"คน ๆ นั้นไม่เคยมีหลาน"

บางคนบอกว่า...
แม่รู้ดีอยู่แล้วว่าคุณรักท่าน เพราะงั้น ไม่ต้องบอกท่านก็ได้
แสดงว่า "คน ๆ นั้นไม่เคยเป็นแม่คน"


...............................
อับดุลรอมาน  หะระตี





ผู้ทำการอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮ์อย่างมุ่งมั่นและจริงใจ




มีคนได้ถามบุคคลที่ดีท่านหนึ่งว่า :

.

ทำไมท่านต้องไปมัสยิดก่อนอะซาน ?
ท่านก็ตอบว่า : เสียงอะซานนั้น ไว้สำหรับเตือนผู้คนที่หลงลืม และฉันหวังว่า ตัวฉันจะไม่อยู่ในกลุ่มชนของพวกเขา

#ใครที่ได้ทำการอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺอย่างมุ่งมั่นและจริงใจ
#พระองค์จะทรงตอบแทนด้วยสิ่งที่ดีในโลกดุนยา
#และสิ่งที่ดีกว่าในโลกอาคิเราะฮฺ

.
................................................
บทความดี ๆ จากเพจ : حكم وخواطر
ถอดความและเรียงคำโดย : อูลุล อัลบ๊าบ






สวรรค์ที่เท้าของมารดา


แม่ของเรา แม่ของท่าน แม่ของทุกๆคน สำคัญต่อเรา ต่อท่าน ต่อทุกคนมาก ที่ต้องคอยช่วยเหลือดูแลท่าน เพราะแม่คือ สวรรค์ของเจ้า ของทุกๆคน

รายงานจากท่านมุอาวิยะฮฺ บินญาฮิมะฮฺ (ร่อฎียัลลอฮอุันฮุ) เล่าว่า
"ชายคนหนึ่งได้ถามท่านนบี (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ว่า : ฉันต้องการที่จะเดินทัพสักครั้งหนึ่ง และฉันได้มาขอคำปรึกษาท่าน 
ท่านนบีได้ถามเขาว่าแม่ของเขายังมีชีวิตอยู่ไหม? 
เมื่อได้รับคำตอบว่าแม่ของเขายังมีชีวิตอยู่ 
ท่านได้กล่าวว่า : จงอยู่กับแม่ เพราะสวรรค์(ของท่าน) อยู่ที่เท้าของแม่ท่าน" (บันทึกหะดิษโดยอิมามอะหฺมัด)