อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันจันทร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ข้อคิดบางประการที่สังคมมุสลิมต้องนำมาคิด






.....สมัยท่านนบี..มีศอฮาบะฮ์ท่านหนึ่ง ห้ามท่านนบี..ไม่ให้ไปละมาดญานาซะฮ์ ให้กับชายคนหนึ่ง ซึ่งชายคนนั้นเป็นคนเกเร ไม่มีอะไรดี ...ท่านนบี...ไม่ฟังตามที่ศอฮาบะฮ์เสนอ ท่านนบี ไปละมาดให้ เมื่อละมาดเสร็จ ท่านนบี..หันมาถาม ..โอ้ศอฮาบะฮ์ของฉัน..มีใครพอจะเห็นความดีของชายผู้เสียชีวิตคนนี้ไหม...ไม่มีใครตอบ..ท่านนบี..ถามเป็นครั่งที่สอง...ก้อไม่มีใครตอบ...ท่านนบี..ถามครั้งที่สาม..โอ้ศอฮาบะฮ์ที่รักของฉัน ..ลองนึกดูสิว่าชายคนนี้ ผู้เสียชีวิตอยู่เบื้องหน้าของพวกเรามีความดีอะไบ้าง...ศอฮาบะฮ์ ท่านหนึ่งตอบ...โอ้ท่านรอซูล...ชายคนนี้ เมื่อนานมาแล้ว ฉันเคยเห็นเขา ลาดตระเวณในสนามรบยามดึกให้กับพวกเรา...ท่านนบี...บอกกับศอฮาบะฮ์ ทุกคนว่า...ดวงตาของชายผู้นี้ ได้อดหลับ อดนอน เพื่ออัลลอฮ์ ตาอาลา ดวงตาของเขารอดพ้นจากการมองไฟนรก....


ท่านสมาชิก ความงามของอิสลาม มุมินด้วยกัน จะไม่มองความผิดพลาด ความบกพร่องของผู้อื่น เราต้องพยายาม พูดถึง ความงดงามของอิสลามให้ขยายสู่สังคมอย่างแพร่หลาย โดยพยายามมองความดีของผู้อื่นให้มาก ๆ จะทำให้การฟิตนะห์ ลดลง

ประโยคภาษาอาหรับในชีวิตประจำวัน






1- อินชาอัลลอฮฺ. ان شآءالله
หมายถึง : หากอัลลอฮฺทรงประสงค์ ใช้เมื่อคิดจะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด

2- มาชาอัลลอฮฺ.. ماشاءالله
หมายถึง : รู้สึกยินดีในสิ่งต่างๆซึ่งแปลว่า พระประสงค์ของอัลลอฮฺ เมื่อพอใจสิ่งใดที่เกิดกับเรา หรือเมื่อเราเห็นสิ่งที่เราพอใจ

3- อัลฮัมดุลิลลาฮ.. الحمدلله
หมายถึง : บรรดาการสรรเสริญ เป็นของอัลลอฮฺ เป็นการสรรเสริญพระเจ้า เมื่อพอใจสิ่งใดที่เกิดกับเรา

4- อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ.. استغفرالله
หมายถึง : ใช้พูดเมื่อ สำนึกผิดจากการกระทำบาป ซึ่งแปลว่าฉันขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงอภัย

5- ลิฮุบ บิลลาฮฺ.. لحب الله
หมายถึง : ใช้พูดเมื่อเกิดความรักกับผู้ใด ซึ่งแปลว่า รักเพื่ออัลลอฮฺ

6- ฟีอะมานิลลาฮฺ.. في أمان الله
หมายถึง : ใช้พูดเมื่อจะจากกัน ซึ่งแปลว่าขออัลลอฮฺทรงคุ้มครอง

7- อัลลอฮุอักบัร.. الله اكبر
หมายถึง : คำสดุดีพระผู้เป็นเจ้ามีความหมายว่า อัลลอฮฺ พระผู้ทรงเกรียงไกร

8- ฟีซะบี่ลิลลาฮฺ.. في سبيل الله
หมายถึง : ในหนทางของอัลลอฮฺ เช่น บริจาคสิ่งของ หรือจ่ายทรัพย์สินเพื่อหนทางของอัลลอฮฺ

9- วัลอิยาซุบิลลาฮฺ.. وعياذبالله
หมายถึง : ฉันขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ (ให้ห่างไกลจากสิ่งนี้) เป็นคำกล่าว ที่มักกล่าวกันเมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องไม่ดี เรื่องที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น

10- นะอูซุบิลลาฮิ มินซาลิก
‎.نعوذ بالله من ذلك
หมายถึง : ขออัลลอฮฺคุ้มครองเราให้ห่างไกลจากสิ่งนั้น

11- อินนาลิลลาฮฺ วะอินนา อิลัยฮิรอญิอูน
‎انّالله وانّاإليه راجعون
หมายถึง : แท้จริงนั้น ตัวเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ และแน่นอนว่า เราจะต้องกลับไปยังพระองค์"
*โดยส่วนใหญ่แล้ว ใช้กล่าวเมื่อได้รับข่าวการเสียชีวิตของพี่น้องมุสลิม เป็นการเตือนสติตนเอง และผู้คนรอบข้างแต่ในบางครั้ง ก็อาจจะใช้กล่าวเมื่อประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน หรือเรื่องที่ไม่ดี เสมือนการอุทาน .

12- ญะซากัลลอฮฺค็อยร็อน
‎جزاكَ الله خيرا
หมายถึง : ใช้เวลา ขอบคุณ ผู้ชาย ความหมายประมาณว่า..ขออัลลอฮฺ ซ.บ. ทรงตอบแทนท่านชาย

13- ญะซากิลลาฮฺค็อยร็อน
‎جزاكِ الله خيرا
หมายถึง : ใช้เวลา ขอบคุณ ผู้หญิง ความหมายคือ ขออัลลอฮฺ ซ.บ.ทรงตอบแทนท่านหญิง

14- ญะซากุมุลลอฮฺค็อยร็อน
‎جزاكُمُ الله خيرا
หมายถึง ใช้เวลา ขอบคุณคนหลายๆคน อาจมีทั้งชายและหญิงรวมกัน หรือในกรณีที่เราไม่ทราบว่าคนพวกนั้นเป็น "เขา" หรือ "เธอ" ความหมายก็จะประมาณ.. ขออัลลอฮฺ ซ.บ.ทรงตอบแทนพวกท่าน !
* คำว่า ขอบคุณ กับ ญะซากัลลอฮฺ จะต่างกันก็ตรงความหมายที่เกินกว่าและลึกซึ้ง เพราะ "ขอบคุณ" ก็คือ คำแสดงความขอบใจในน้ำใจที่อีกฝ่ายมีให้ ส่วน "ญะซากัลลอฮฺค็อยร็อน" ในทางภาษาอาหรับแล้วความหมายจะกินเกินขึ้นไปอีก เพราะนอกจากจะเป็นคำแสดงความขอบคุณไปในตัวแล้ว ยังเป็นคล้ายๆกับการวิงวอน~วอนขอ ให้อัลลอฮฺ ซ.บ. ทรงตอบแทนบุคคลที่มีน้ำใจกับเราคนนั้นอีกทีหนึ่งด้วย
การกล่าว "ญาซากั้ลลอฮุ..." ที่ถูกต้อง
คำว่า "ญาซา" มีความหมายว่า "ตอบแทน"หรือ "ให้รางวัล" -- ซึ่ง "รางวัล" นั้น ก็มีอยู่สองประเภท นั่นคือ "รางวัลที่ดี และ "รางวัลที่เลว"
การกล่าวเพียงแค่ "ญาซากั้ลลอฮฺ" นั้น จึงมีความหมายได้สองแบบว่า "ขออัลลอฮฺทรงตอบแทนแก่ท่านซึ่งรางวัลที่ดีงาม" หรือ "ขออัลลอฮฺทรงตอบแทนแก่ท่านซึ่งรางวัลที่เลวทราม"
ดังนั้น การกล่าวเพียงแค่ "ญาซากั้ลลอฮฺ" จึงเป็นการกล่าวที่ไม่ถูกต้อง เพราะมันอาจเป็นการดุอาอฺที่สาปแช่งผู้ที่เรากล่าวด้วย
การกล่าว "ญาซากั้ลลอฮฺ..." จึง ต้องมีคำมาเติมต่อท้ายให้สมบูรณ์ ซึ่งมีอยู่สองแบบ คือ...
1. ญาซากั้ลลอฮุ ชัรฺรอน
‎جزاكَ الله شرا
มีความหมายว่า : ขออัลลอฮฺทรงตอบแทนแก่ท่านซึ่งรางวัลที่เลวทราม"
2. "ญาซากั้ลลอฮฺ ค็อยร็อน
‎جزاكَ الله خيرا
มีความหมายว่า : ขออัลลอฮฺทรงแทนแก่ท่านซึ่งรางวัลที่ดีงาม"
สรุปแล้ว คำว่า "ญาซากั้ลลอฮฺ ..." นั้น จำต้องตามด้วยคำต่อท้าย ไม่ว่าจะเป็น "ชัรฺร็อน" หรือ "ค็อยร็อน"
พี่น้องก็เลือกเอาว่าเราควรจะกล่าวในสิ่งที่จะก่อให้เกิดผลบุญต่อตัวเราและ พี่น้องของเรา หรือจะกล่าวคำที่สร้างความหายนะให้ทั้งตัวเราและพี่น้องของเรา
หากเราต้องการกล่าวต่อพี่น้องของเรา เพื่อเป็นการขอบคุณและขออัลลอฮฺทรงตอบแทนความดีงามให้แก่ผู้คนผู้นั้น ก็จงกล่าวเต็มๆ ว่า "ญาซากั้ลลอฮุ ค็อยร็อน" อย่ากล่าวเพียงแค่ว่า "ญาซากั้ลลอฮฺ"



มหัศจรรย์ของอัลกุรอ่าน ที่ทุกคนต้องทึ่ง



อัลกุรอ่าน พูดถึง...

= ดุนยา : 115 ครั้ง.
= อาคีเราะห์ : 115 ครั้ง.
= มาลาอีกะฮ์ : 88 ครั้ง.
= ชัยตอน : 88 ครั้ง.
= ชีวิต : 145 ครั้ง.
= ตาย : 145 ครั้ง.
= ผลประโยชน์ : 50 ครั้ง.
= ความเสียหาย : 50 ครั้ง
= ศาสนทูต : 50 ครั้ง.
= ประชาชาติ : 50 ครั้ง
= หัวหน้ามารร้าย (อิบลิส) : 11 ครั้ง
= ขอความคุ้มครอง : 11 ครั้ง
= มุซิบะฮ์ : 75 ครั้ง
= ขอบคุณ : 75 ครั้ง
= การให้ทาน : 73 ครั้ง
= การอิ่มเอิบ: 73 ครั้ง
= ผู้หลงผิด : 17 ครั้ง
= คนตาย :17 ครั้ง
= มุสลิมีน : 41 ครั้ง
= การญีฮาด : 41 ครั้ง
= ทอง : 8 ครั้ง
= ชีวิตที่ง่ายดาย : 8 ครั้ง
= ซากาต : 32 ครั้ง
= บารอกัต : 32 ครั้ง
= จิตใจ : 49 ครั้ง
= รัศมี : 49 ครั้ง
= ลิ้น : 25 ครั้ง
= เทศนาธรรม : 25 ครั้ง
= ความปราถนา : 8 ครั้ง
= ความกลัว : 8 ครั้ง
= พูดต่อสาธารณะ : 18 ครั้ง
= การเผยแพร่ : 18 ครั้ง
= ความยากลำบาก : 114 ครั้ง
= ความอดทน : 114 ครั้ง

. ตัวเลข
= มูฮัมหมัด : 4 ครั้ง
= ชารีอะ : 4 ครั้ง.
= ผู้ชาย : 24 ครั้ง
= ผู้หญิง : 24 ครั้ง

มาดูทางด้าน วิทยาศาสตร์
= เดือน :12 ครั้ง
= วัน : 365 ครั้ง
= ซอละต : 5 ครั้ง
= ทะเล : 32 ครั้ง
= แผ่นดิน : 13 ครั้ง

ทะเล 32 + แผ่นดิน 13 =45
ทะเล = 32 หาร 45 คูณ. 100 = 71.11111111 %
แผ่นดิน. = 13 หาร 45 คูณ 100 = 28 . 88888889 %
ทะเล + แผ่นดิน. = 100. 00 %

วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เพิ่งจะค้นพบความจริงแล้วว่า
พื้นผิวโลกปกคลุมด้วยน้ำ 71.111 %
ในขณะปกคลุมแผ่นดิน = 28.889 %
ใครสอน...คือ อัลลอฮ์..ไง
ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่ไปกว่าพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสร้าง

ที่มา : http://islamhouse.muslimthaipost.com



วันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

สิ่งที่ตกต่ำนั้นไม่ใช่อิสลาม



การวิ่งของคุณตูนไม่ใช่การทำลายอิสลาม ส่วนการที่มุสลิมะฮ์ที่สวมฮิญาบ (บางคน) ถึงเนื้อถึงตัวและถ่ายรูปกับคุณตูนนั้น ตามความเป็นจริงแล้วต้องขอบคุณคุณตูนเสียด้วยซ้ำ ที่ทำให้สังคมมุสลิมได้มองเห็นปัญหาที่แท้จริง

ซึ่งปัญหาดังกล่าวนั้นก็คือ ความอ่อนแอและความหย่อนยานทางศีลธรรมในภาพรวมของสังคมมุสลิม เด็กผู้ชายใส่โสร่งจมปลักอยู่กับน้ำกระท่อม เด็กผู้หญิงคลุมฮิญาบหมกมุ่นอยู่กับดารานักร้อง เด็กๆ มุสลิมจากต่างจังหวัดเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ เช่าห้องอยู่กันเป็นคู่หญิงชาย โดยไม่ได้ทำการนิกะฮ์ ฯลฯ

ท่านรอซูล ซล. กล่าวว่า : อิสลามนั้นสูงส่ง ไม่มีสิ่งใดจะสูงส่งกว่าอิสลาม

สิ่งที่ตกต่ำนั้นไม่ใช่อิสลาม การวิ่งของคุณตูนไม่มีทางทำให้อิสลามตกต่ำ แต่ที่ตกต้ำนั้นคือมุสลิม (ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม)

และการที่มุสลิม (บางคน) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น ออกมาโยนบาปให้คนอื่นนั้น ถือเป็นต้นเหตุแห่งฟิตนะห์ที่แท้จริงต่อมุสลิมในประเทศไทย

จะคิดจะพูดอะไรต้องใช้สมอง ไตร่ตรองให้รอบคอบ คำนวณผลกระทบที่จะเกิดกับมุสลิมในภาพรวม อย่าปล่อยให้อุดมการณ์คลั่งชาติพันธุ์ (ตะอัดซุบ) ที่แอบอ้างศาสนาของตนเป็นม่านบังตาจนมองไม่เห็นสัจธรรมความจริง



Cr.อาลีคาน ปาทาน






มัซฮับ อิลมุล กาลาม "ตะกรรวิภาค"



อีหม่ามนาวาวีย์ ได้กล่าวว่า
มัซฮับ สลัฟ จะไม่กลายถึงวิธีการ(คัยฟียะห์)ของมัน
แต่พวกเขากล่าวว่าจำเป็น(วายิบ)ต้องศรัทธาบนมัน
ต่อบรรดาอายะห์ และฮะดิษ ศีฟาตของพระองค์
และเราเชื่อมั่นกับความหมายที่เหมาะสมกับความ
เกรียงไกรและยิ่งใหญ่ของพระองค์พร้อมกับเชื่อมั่น
ว่า ไม่มีสิ่งใดคล้ายเหมื่อน พระองค์
ส่วน อาซาอีเราะห์ ที่ว่า..
พระองค์ ปราศเสียจากเสียง ปราศเสียจากตัวตน
ปราศเสียจากการเคลือนไหว ปราศเสียจาดทิศทาง
และนัันคือ มัซฮับ อิลมุล กาลาม "ตะกรรวิภาค"
( ซัรหุซอเฮียะมุสลิม อันนาวาวีย์ 5/24)

อีหม่าม อัซซาฟีอีย์ ได้กล่าวถึงอันตราย
ของพวก อัฮลุล อิลมุล กาลาม "ตะกรรวิภาค"
หรือ (ตะกรรวิบัต) ว่า
คำตัดสิ้นของฉันต่อพวก ตะกรรวิภาคหรือตะกรรนิยมนั้น คือ
ให้หวดด้วยก้าน อินทผลัม และรองเท้า และจับแห่วงศาคณาญาติและชนเผ่าต่างๆ และให้เขากล่าวว่า..นี้คือพวกละทิ้ง
อัล กุรอาน และซุนนะห์ แล้วไปรับเอาวิชา อิลมุล กาลาม
" ตะกรรวิภาค"
(ซิยะรุ้ลอะอ์ลา มินุบะลาอ์ 10/29
มะนากิบ อัซซาฟีอีย์ของ อัลบัยฮะกีย์ 1/462)









วันศุกร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ความพยายามของนักวิชาการรุ่นก่อนในการค้นหาหะดิษ









อัยยูบ อันซอรี  ได้เดินทางจากมะดีนะฮฺไปยังอียิปต์เพื่อที่จะรวบรวมหะดิษตอนหนึ่ง
 ในทำนองเดียวกัน ญาบิรฺ บินอับดุลลอฮ์ ได้ใช้เวลาเดินทางหนึ่งเดือน เพื่อที่จะได้หะดิษตอนหนึ่งจากอับดุลลอฮฺ บินอนัส
 ผู้รวบรวมหะดิษอีกคนหนึ่งรู้ว่ามีบางคนรู้หะดิษหนึ่ง ดังนั้น เขาจึงออกเดินทางไกลเพื่อที่จะพบคนผู้นั้น เมื่อไปถึงจุดหมาย เขาได้สอบถามเกี่ยวกับคนผู้นั้น และมีบางคนบอกว่าคนผู้นั้นกำลังพยายามจะจับม้าของเขาที่หลุดไปโดยการเอาถังเปล่ามาวางไว้ให้ เหมือนกับว่าในถังใบนั้นมีอาหารเพื่อล่อม้าให้มากิน เมื่อผู้รวบรวมหะดิษเห็นคนผู้นี้ทำเช่นนั้นกับสัตว์ เขาจึงคิดว่าคนผู้นี้ไม่น่าเชื่อถือพอ ดังนั้น รายงานหะดิษของเขาจึงไม่อาจยอมรับได้และเขาได้กลับบ้านโดยไม่ได้พูดกับคนผู้นั้น ...



วันพุธที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

อย่าเชื่อ และอย่าส่งต่อ ข้อความ เครื่องหมายก่อนสิ้นลมหายใจ







ได้มีการส่งข้อความต่อไปนี้ต่อๆกันไป โดยไม่คิดตริตรองว่าข้อความดังกล่าวมีหลักฐานรองรับหรือไม่ ทั้งมีการโพสต์อยู่ตามเว็บไซต์ต่างๆ เช่น เว็บไซต์ sunnahstudent.com, เว็บไซต์ Muslim Mai Project และเว็บไซต์ Islam Miracle เป็นต้น ซึ่งบทความเหล่านี้อาจถูกแปลมาจากภาษามลายู หรือภาษารูมี เพราะจะมีบทความเป็นภาษาดังกล่าวกำกับอยู่ด้วย ดังข้อความต่อไปนี้


"เครื่องหมายก่อนสิ้นลมหายใจ

เครื่องหมายแรก 100 วัน

เครื่องหมายนี้เป็นเครื่องหมายแรกจากอัลลอห์ (ซบ.)ที่ประทานให้บ่าวพระองค์และเครื่องหมายนี้ไม่ไช่ทุกคนจะรู้สึกแต่เป็นเพราะความประสงค์ของอัลลอหแต่เพียงผู้เดียว มุสลิมทุกคนจะได้รับเครืองหมายนี้เว้นแต่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่เท่านั้นเอง เครื่องหมายนี้จะเกิดขึ้นหลังจากฟํรฏูอัสรี ทุกส่วนของร่างกายนั้นจากปลายเส้นผมจรดเท้าจะมีความรู้สึกสั่นทั่วร่างกายเหมือนกับว่าเนื้อวัวที่เพิ่งถูกเชือดถ้าดูดีๆแล้วเนื้อนั้นจะสั่นและเครื่องหมายนี้ก้อเช่นเดียวกัน  เครื่องหมายนี้จะมีความหมายอย่างมากสำหรับผู้ที่ได้รับและจะมีความรู้สึกว่านี้แหละคือความหมายของความตายที่จะเยือนในไม่ช้า และเครื่องหมายนี้จะหยุดในเมื่อ  เรารู้สึกตัวแล้ว (มาชาอัลลอห) สำหรับผู่ที่ไม่ได้ฮีดายะห์หรือผู้ที่หลงไหลในเนียตมัตของดุนยาโดยไม่เคยคิดถึงความตายเครื่อหมายนี้จะหยุดโดยไร้ประโยชน์ สำหรับผู้ที่รุ้สึกตัวแล้วเครื่องหมายนี้แหละเป็นประโยชน์มากที่สุดเพราะจะได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าเพื่อเตรียมตัวก่อนที่จะเดินทางไปในโลกหน้าหลังจากความตาย

เครื่องหมาย 40 วัน

เครื่องหมายนี่จะเกิดขึ้นหลังจากอัสรีเช่นเดียวกัน โดยที่ส่วนของสะดือนั้นจะสั่น และเวลานี้ไบไม้ที่ถูกเขียนชื่อเราจะผลิออกจากต้นไม้ที่อยู่บนอารัช หลังจากนั้นมาลีกิลเมาต์  จะนำใบนี้เพื่อที่จะเตรียมพร้อมสำหรับเราและเริ่มที่จะติดตามเราตลอด และบางครั้งมาลีกิลเมาต์จะให้เห็นเรืองร่างของเขาให้เราได้เห็นสำหรับผู่ที่ถูกเลือกแล้วเขาจะมี  ความรู้สึกมึนสับสนในชั่วขณะ

เครื่องหมาย 7 วัน

สำหรับเครื่องหมายนี้พระองค์จะให้แต่บ่าวที่เจ็ยไข้ได้ป่วย จะสังเกตเห็นได้ว่าผู้ป่วยที่ไม่ค่อยกินอาหารจะเริ่มมีความอร่อยในการกิน เครื่องหมายนี้จะสังเกตเห็นได้ง่าย

เครื่องหมาย 3 วัน

ในเวลานี้จะรู้สึกสั่นในบริเวณหน้าผากขวาและซ้าย เมื่อรู้สึกเครื่องหมายนี้ก้อจงถือศีลอดเพราะหลังจากนี้ท้องเราจะไม่มีนายิสมากนักและจะเปนการง่ายสำหรับ  คนที่จะมาจัดการกับศพยานาสะห์เรา  และในช่วงนี้เหมือนกันตาดำของเราจะไม่มีแสงประกายออกจากดวงตาอีกแล้วและสำหรับผู้ป่วยจมูกจะเริ่มหย่อนลงถ้าเราสังเกตเคียงข้างแล้ว หูจะเริ่มเหี่ยว ปลายหูจะเริ่มหด  เข้าข้างใน ฝ่าเท้าจะเริ่มหคลงมาและยากที่จะตั้งตรงใหม่

เครื่องหมาย 1 วัน

จะเกิดขึ้นหลังจากเวลาอัสรีจะมีความรู้สึกสั่นเหมือนกับชีพจรเต้นบริเวณด้านหลังคือศรีษะ และเครื่องมหายนี้เองจะบ่งบอกแก่เราว่าอัสรีครั้งต่อไปจะไม่มีวันพบอีกต่อไป

และเครื่องหมายสุดท้าย

จะเกิดขึ้นโดยที่ตัวเราจะรู้สึกเย็นที่บริเวณสะดือแลงมาถึงเอวและจะขึ้นถึงลูกกระเดือก และเวลานี้ให้เรานั้นกล่าวกาลีมะห์ชาหาดะห์และให้เราเงียบจนถึงการมาของ  มาลีกิลเมาต์เพื่อที่จะนำเรานั้นไปพบผู้ที่สร้างเรามาและสุดท้ายจะดับชีวิตเราอีกครั้ง"


ข้อความหรือบทความดังกล่าวไม่มีหลักฐานอัลกุรอาน หรือหะดิษรองรับ แม้แต่หะดิษฎออิฟ ความเชื่อใดๆจะต้องมีหลักฐานศาสนารองรับ จะเชื่อกันไปอย่างสะเปะสะปะไม่ได้  มิฉะนั้นพระองค์อัลลอฮฺตะอาลา จะส่งท่านนบีมุหัมหมัด (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) มาทำไม


และเป็นไปไม่ได้ที่คนตายจะมาบอกความรู้สึกของตนก่อนตาย เพราะเรื่องความตายเป็นหน้าที่ของอัลลอฮ์ มันเป็นหลักความเชื่อที่งมงาย


จึงขอให้พี่น้องร่วมศรัทธาหยุดโพสต์หรือส่งต่อบทความนี้อีก


ส่วน“สัญลักษณ์แห่งการตายดี” ที่ปรากฎตามหลักฐานมีหลายประการ ได้แก่

(1.) مَنْ نَطَقَ بِالشَّهَادَتَيْنِ عِنْدَاْلمَوْتِ : ผู้ซึ่งกล่าวปฏิญาณ (ชะฮาดะฮ์) ตอนจะตาย ,
ท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ....
لقِّنُوْامَوْتَاكُمْ لاَإلَـهَ إلاَّاللًّـهُ، (مَنْ كَانَ اخِرُكَلاَمِهِ لاَإلَـهَ إلاَّاللَّـهُ عِنْدَالْمَوْتِ دَخَلَ الْجَـنَّةَيَوْمًامِنَ الدَّهْـرِ، وَاِنْ أصَابَهُ قَبْلَ ذَلِكَ مَاأصَابَهُ)......
“จงสอนผู้ที่ใกล้จะตายจากพวกท่านให้เขากล่าว ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ !
(เพราะผู้ใดก็ตามที่คำพูดสุดท้ายของเขาก่อนตายคือ ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ เขาก็ต้องได้เข้าสวรรค์แน่นอน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง,... แม้ว่าเขาจะต้องประสบกับสิ่งซึ่งเขาจำเป็นต้องประสบก่อนหน้านั้นก็ตาม)” ... (หมายถึงเขาอาจจะต้องผ่านการลงนรกก่อนเพราะทำบาปมากเกินไป แต่สุดท้าย ก็จะได้เข้าสวรรค์) ...
(บันทึกโดย ท่านอิบนุ หิบบาน ในหนังสือ “มะวาริด อัศ-ศ็อมอาน” หะดีษที่ 719 โดยรายงานมาจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮ์ ร.ฎ.) ...

(2.) اَلْمَوْتُ بِرَشْحِ الْجَبِيْنِ : การตายโดยมีเหงื่อหยดซึมที่หน้าผาก
มีรายงานมาจากท่านบุร็อยดะฮ์ บิน อัล-คุศ็อยบ์ ร.ฎ. ว่า .....
( أنَّهُ كَانَ بِخُرَاسَـانَ، فَعَادَ أخـًالَهُ وَهُوَ مَرِيْضٌ، فَوَجَدَهُ بِالْمَوْتِ،. وَإذَا هُوَ بِعَرَقِ جَبِيْـنِهِ، فَقَالَ : اَللَّـهُ أكْبَرُ! سَمِعْتُ رَسُوْلَ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ يَقُوْلُ : مَوْتُ المْـُؤْمِنِ بِعَرَقِ الْجَبِيْـنِ )..
“ท่าน(บุร็อยดะฮ์) เคยอยู่ที่เมืองคูรอซาน, แล้วท่านก็ได้ไปเยี่ยมพี่น้องของท่านคนหนึ่งซึ่งกำลังป่วยอยู่ และพบว่าเขากำลังจะสิ้นใจ, แล้วจู่ๆก็ปรากฏมีเหงื่อไหลซึมที่หน้าผากของเขา .. ท่านจึงอุทานว่า .. “อัลลอฮุ อักบัร ! ฉันเคยได้ยินท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ... “ การตายของผู้ศรัทธานั้น ด้วยการมีเหงื่อที่หน้าผาก” ....
(บันทึกโดย ท่านอะห์มัด, ท่านอัน-นซาอีย์, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์, ท่านอิบนุ
มาญะฮ์และท่านอื่นๆ)

(3.) اَلْمَوْتُ لَيْلَةَ الْجُمْعَةِِ اَوْنَهَارَهَـا : การตายในคืนศุกร์หรือวันศุกร์
ท่านนบีย์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ...
( مَامِنْ مُسْلِمٍ يَمُوْتُ يَوْمَ الْجُمْعَةِ أوْلَيْلَةَ الْجُمْعَةِ إلاَّ وَقَاهُ اللَّـهُ فِتْنَـةَ اْلقَبْرِ )
“ไม่มีมุสลิมคนใดที่ตายในวันศุกร์หรือคืนศุกร์ เว้นแต่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. จะทรงปกป้องเขาจากการทดสอบในกุบูรฺ”
(บันทึกโดย ท่านอะห์มัด และท่านอัต-ติรฺมีซีย์ โดยรายงานมาจากท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ ร.ฎ.)

(4.) ألاِ سْتِشْهًادُفِىْ سَـاحَةِ الْقِتَالِ : การตายชะฮีดในสนามรบ
ท่านนบีย์มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า .....
( لِلشَّهِيْدِ عِنْدَاللَّـهِ سِتُّ خِصَالٍ : يُغْفَرُلَـهُ فِىْ أوَّلِ دَفْعَةٍ مِنْ َدِمِه، وَيُرَى مَقْعَدَهُ مِنَ الْجَنَّةِ، وَيُجَارُمِنْ عَذَابِ اْلَقْبِر، وَيَأمَنُ مِنْ اْلفَزَعِ اْلأكْبَرِ، وَيُحَلَّى حِلْيَةَ اْلإيْمَانِ، وَيُزَوَّجُ مِنَ الْحُوْرِ اْلعَيْنِ، وَيُشَفَّعُ فِيْ سَبْعِيْنَ إنْسَانًا مِنْ أقَارِبِـهِ )
“ สำหรับผู้ที่ตายชะฮีดนั้น ..... เขาจะได้รับณที่อัลลอฮ์ 6 ประการด้วยกันคือ จะได้รับการอภัยโทษตั้งแต่เลือดหยดแรกที่หลั่งออกมา, จะถูกให้เห็นที่พำนักของเขาในสวรรค์, จะถูกปกป้องจากโทษทัณฑ์ในหลุมฝังศพ, จะปลอดภัยจากความตระหนกตกใจครั้งใหญ่ที่สุด (หมายถึงเหตุการณ์แห่งวันกิยามะฮ์), จะถูกประดับประดาด้วยอาภรณ์แห่งความศรัทธา, จะถูกให้แต่งงานกับสาวสวรรค์, และจะมีสิทธิ์ชะฟาอะฮ์ (ให้ความสงเคราะห์) ญาติใกล้ชิดของเขาอีก 70 คน” ....
(บันทึกโดย ท่านอะห์มัด, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์ และท่านอิบนุมาญะฮ์ โดยรายงานมาจากท่านอัล-มิกดาม บิน มะอฺดีย์กะริบ ร.ฎ.) ...

(5.) ألْمَوْتُ غَازِيًا فِيْ سَبِيْلِ اللَّـهِ : การตายขณะเคลื่อนทัพเพื่อมุ่งหน้าจะไปทำสงครามตามวิถีทางแห่งอัลลอฮ์
ท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ...
( مَنْ فَصَلَ (أىْ خَرَجَ) فِيْ سَبِيْلِ اللَّـهِ فَمَاتَ أوْقُتِلَ فَهُوَ شَهِيْدٌ، أوْوَقَصَهُ فَرَسُهُ أوْبَعِيْرُهُ، أوْ لَدَغَتْـهُ هَـامَّةٌ، أوْمَاتَ عَلَى فِرَاشِـهَ بِأيِّ حَتْفٍ شَـاءَاللَّـهُ فَإنَّهُ شَهِيْدٌ، وَإنَّ لَهُ الْجَنَّةَ )
“ผู้ใดที่ออกไป(เพื่อทำสงคราม)ในวิถีแห่งอัลลอฮ์ แล้วเขาเกิดตาย(ในระหว่างทาง) หรือถูกสังหาร เขาก็คือชะฮีด, ... หรือ(เขาตายเพราะถูก)ม้าหรืออูฐของเขาเหยียบ หรือถูกอสรพิษฉกกัด, ...หรือตายบนที่นอนของเขาในสภาพใดก็ตามที่อัลลอฮ์ประสงค์ เขาก็คือชะฮีด,.... และแน่นอน สำหรับเขาก็คือสรวงสวรรค์” ...
(บันทึกโดย ท่านอบูดาวูด, ท่านอัล-หากิม และท่านอัล-บัยฮะกีย์ โดยรายงานมาจากท่าน อบูมาลิก อัล-อัชอะรีย์ ร.ฎ.)

(6.) اَلْمَوْتُ بِالطَّاعُوْنِ : การตายเพราะโรคระบาด เช่น อหิวาต์ หรือ กาฬโรค
ท่านศาสดามุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม ได้เคยกล่าวตอบท่านหญิงอาอิชะฮ์ ร.ฎ. เมื่อนางได้ถามท่านถึงโรคระบาดว่า ...
( إنَّهُ كَانَ عَذَابًا يَبْعَثُهُ اللَّـهُ عَلَى مَنْ يَشَـاءُ، فَجَعَلَهُ اللَّـهُ رَحْمَـةً لِلْمُؤْمِنِيْنَ، فَلَيْسَ مِنْ عَبْدٍ يَقَعُ الطَّاعُوْنُ فَيَمْكُثُ فِيْ بَلَدِهِ صَابِرًا يَعْلَمُ أنَّهُ لَنْ يُصِيْبَهُ إلاَّ مَاكَتَبَ اللَّـهُ لَهُ، إلاَّ كَانَ لَهُ مِثْلُ أجْرِالشَّهِيْدِ) ....
“แท้จริงมันคือการลงโทษที่พระองค์อัลลอฮ์ทรงให้บังเกิดแก่ผู้ที่พระองค์ประสงค์, แล้วพระองค์อัลลอฮ์ก็ทรงทำให้มันกลับเป็นความเมตตาสำหรับบรรดาผู้ศรัทธา,.... ดังนั้น จะไม่มีบ่าวคนใดที่เผชิญกับโรคระบาด แล้วเขาก็ยังคงพำนักอยู่ในเมืองนั้นต่อไปด้วยความอดทน (โดย)รู้ดีว่า จะไม่มีสิ่งใดประสบต่อผู้ใดนอกจากเป็นการกำหนดของพระองค์อัลลอฮ์ต่อเขาผู้นั้น ... เว้นแต่เขาจะได้รับผลบุญเสมือนผลบุญของคนตายชะฮีด” ...
(บันทึกโดย ท่านบุคอรีย์, ท่านอะห์มัด และท่านอัล-บัยฮะกีย์) ....
ท่านอนัส อิบนุ มาลิก ร.ฎ. ได้เคยถามท่านหัฟเศาะฮ์ บินติ ซีรีนถึงสาเหตุการเสียชีวิตของท่านยะห์ยา บิน อบีย์อัมเราะฮ์ ? ... เมื่อนางตอบว่า ท่านยะห์ยาสิ้นชีวิตเพราะโรคระบาด ท่านอนัสจึงกล่าวว่า ....
( قَالَ رَسُوْلُ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسلَّمَ : اَلطَّاعُوْنُ شَهَادَةٌ لِكُلِّ مُسْلِمٍ )
“ท่านรอซู้ลุลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัม เคยกล่าวว่า : โรคระบาดนั้น (เปรียบเสมือน) เป็นชะฮีดสำหรับมุสลิมทุกคน” ....
(บันทึกโดยท่านบุคอรีย์, ท่านอะห์มัด และท่านอบูดาวูด อัฏ-เฏาะยาลิซีย์)

(7.) اَلْمَوْتُ بِدَاءِ الْبَطْنِ : การตายเพราะโรคในช่องท้อง เช่น โรคบิด หรือโรคท้องบวม เป็นต้น
ท่านอับดุลลอฮ์ บิน ยะซารฺ ได้กล่าวว่า ....
( كُنْتُ جَالِسًا، وَسُلَيْمَانَ بْنَ صَرْدٍ وَخَاِلدَ بْنَ عَرْفَطَةَ، فَذَكَرُوْا أنَّ رَجُلاً تُوُفِّيَ، مَاتَ بِبَطْنِهِ، فَإذَا هُمَا يَشْتَهِيَانِ أنْ يَكُوْنَا شُهَدَاءَ جَنَازَتِهِ، فَقَالَ أحَدُهُمَا لِلأ خَرِ : ألَمْ يَقُلْ رَسُوْلُ اللَّـهِ صَلَّى اللَّـهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ .. " مَنْ يَقْتُلْهُ بَطْنُهُ فَلَنْ يُعَذَّبَ فِيْ قَبْرِهِ ؟ " فَقَالَ اْلأ خَرُ : بَلَى ! )
“ฉันได้นั่งอยู่พร้อมกับท่านสุลัยมาน บิน ศ็อรฺด์ และท่านคอลิด บิน อัรฺฟะเฏาะฮ์ และพวกเขาก็ได้กล่าวถึงชายผู้หนึ่งซึ่งสิ้นชีวิตเพราะโรคในช่องท้อง, แล้วอยู่ๆทั้งสองก็แสดงท่าทีอยากจะไปร่วมในงานศพของชายผู้นั้นด้วย,..... ทว่า หนึ่งจากสองคนนั้นได้กล่าวแก่อีกคนหนึ่งว่า “เอ๊ะ, ดูเหมือนท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะซัลลัมจะได้เคยกล่าวไว้มิใช่หรือว่า ผู้ใดก็ตามที่ตายด้วยโรคในช่องท้อง เขาก็จะไม่ถูกลงโทษในหลุมฝังศพของเขา ?” ... แล้วอีกคนก็กล่าวรับรองว่า “ใช่แล้ว” ...
(บันทึกโดย ท่านอัน-นซาอีย์, ท่านอัต-ติรฺมีซีย์, ท่านอบูดาวูด อัฏ-เฏาะยาลิซีย์, ท่านอิบนุหิบบาน, ท่านอะห์มัด)

(8, 9.) اَلْمَوْتُ بِاْلغَرَقِ وَاْلهَدْمِ : ตายเพราะจมน้ำ, หรืออาคารถล่มทับ
ท่านรอซู้ลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า .....
( اَلشُّهَدَاءُ خَمْسَةٌ، اَلْمَطْعُوْنُ، وَالْمَبْطُوْنُ، وَالْغَرِقُ، وَصَاحِبُ اْلهَدْمِ، وَالشَّهِيْدُفِيْ سَبِيْلِ اللَّـهِ)
“คนตายชะฮีดนั้น มี 5 ประเภท, คือ ผู้ที่เป็นโรคระบาดตาย, ผู้ที่เป็นโรคในช่องท้องตาย, ผู้ที่จมน้ำตาย, ผู้ที่บ้านพังทับตาย, และผู้ที่ตายในสงครามสะบีลิลลาฮ์”
(บันทึกโดย ท่านบุคอรีย์, ท่านมุสลิม, ท่านอะห์มัด และท่านอัต-ติรฺมีซีย์
โดยรายงานมาจากท่านอบูฮุร็อยเราะฮ์ ร.ฎ.)




วัลลอฮุอะอฺลัม