อัสลามมุอาลัยกุมวาเราะฮมาตุลลอฮิวาบารอกาตุ

ครับ...มนุษย์ทุกคนล้วนปรารถนาชีวิต แต่ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็ต้องได้พบกับความตาย ถึงแม้เขาจะทำอะไรเก็บไว้มากมาย แต่เมื่อความตายมาถึงมันก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันได้เตรียมตัว มนุษย์มักมีเป้าหมายที่จะสร้างความสำเร็จและความรุ่งเรืองขึ้นบนโลก แต่ความตายก็มาทำลายภาพลวงแห่งสำเร็จที่เขาได้วาดหวังไว้ ด้วยเหตุนี้ความตายจึงสอนเขาว่าเขาไม่มีอำนาจอะไรเลยก่อนตาย

เราจะต้องเรียนรู้ความจริงจากความตาย เพราะความลับของชีวิตถูกซ่อนไว้อยู่ในนั้น ความตายแสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ใช่นายของตัวเอง เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้นโลกนี้มิใช่สถานที่สำหรับการทำให้ความฝันของเราเป็นจริง ความตายสอนให้เรารู้ว่าเราควรจะมีชีวิตอย่างไรมันบอกให้เรารู้ถึงหนทางไปสู่ความสำเร็จที่แท้จริงต่างหาก...!!!

วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ชาวโรฮิงยา ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์



อิยาด มะดะนีย์ เลขาธิการองค์กรสหประชาชาติอิสลาม -โอไอซี- เรียกร้องให้มีการสอบเกี่ยวกับความรุนแรงที่ปะทุขึ้นมาอีกครั้งในอาระกัน อันทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านเสียชีวิตหลายราย ทั้งนี้เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นอกจากนั้น ยังมีการฆ่านอกกฎหมาย การจับกุม การเผาทำลายบ้านเรือนมุสลิมโรฮิงยาในเมืองเมิงดาว ทางตอนเหนือของรัฐอาระกัน จนชาวโรฮิงยาต้องอพยพหนีตายกันอย่างสับสนอลหม่าน เกิดความยากลำบากอย่างแสนสาหัส

เลขาธิการโอไอซียังเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมาร์ปกป้องชาวโรฮิงยาอย่างเต็มกำลังประสิทธิภาพ

&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&&

เรียกร้อง...เรียกร้อง...และเรียกร้อง

ตัวแทนมุสลิมพันห้าร้อยล้านมีน้ำยาทำได้แค่เรียกร้องจริงๆหรือ !

ไม่ผิดไปจากถ้อยคำจำนรรจาของท่านนบี ศอลฯ เลยสักนิด

ท่านเซาบาน เล่าว่า

ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศอล ฯ กล่าวว่า

"ไม่นานหรอกที่ชาติต่างๆจะรุมพวกท่าน ประหนึ่งฝูงชนที่รุมแย่งอาหารกันในสำรับหนึ่ง"

ซอฮาบะฮ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า

"ในวันนั้นพวกเรามีจำนวนน้อยกระนั้นหรือ?"

ท่านรอซูล ศอลฯ ตอบว่า

"จริงๆแล้ว พวกท่านมีจำนวนมาก แต่มีสภาพเหมือนเศษสวะในสายน้ำ

อัลลอฮ์ได้ขจัดความเกรงขามต่อพวกท่านในหัวใจของศัตรูออกไป

แล้วพระองค์ทำให้พวกท่านเกิดภาวะเสื่อม"

ซอฮาบะฮ์ ถามอีกว่า "ภาวะเสื่อมคืออะไร?"

ท่านรอซูล ศอลฯ ตอบว่า

"มันคือความหลงมัวเมาในโลกดุนยา และเกลียดกลัวต่อความตาย"

(หะดีษบันทึก โดย อบู ดาวูด)













วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559

มูรีด ฟันธง! ทางรอดของคนแต่งชุดดำ กรณีภาคบังคับ มีทางออก



การแสดงความเศร้าโศกเสียใจโดยสวมใส่เสื้อผ้าชุดสีดำเพื่อแสดงออกถึงการไว้อาลัยแก่ผู้ตายที่เป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิมก็ตาม เช่นนี้มุสลิมสามารถกระทำได้หรือไม่?
ตอบ การไว้ทุกข์ในอิสลามไม่มีในบทบัญญัติ มีแต่การรออิดดะฮฺของสตรีซึ่งสามีเสียชีวิตเป็นระยะเวลา 4 เดือนกับ 10 วัน ซึ่งศาสนาให้นางครองตนเองด้วยความสำรวม ห้ามออกนอกบ้านยกเว้นจำเป็นเท่านั้น และสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดาโดยไม่ดึงดูดเพศตรงข้าม ภาษาที่มุสลิมปัจจุบันเข้าใจง่ายเรียกว่า “ไว้ทุกข์” ซึ่งที่จริงก็เรียกไม่ถูก เพราะอิสลามไม่มีการไว้ทุกข์นั่นเอง
ส่วนกรณีเมื่อมีผู้เสียชีวิตที่เป็นมุสลิม หรือไม่ใช่มุสลิมก็ตาม ก็ไม่ถูกอนุญาตให้กระทำด้วยเช่นกัน กล่าวคือการสวมใส่เสื้อผ้าชุดสีดำเพื่อไว้ทุกข์ให้ผู้ตาย หรือแต่งชุดดำไปงานศพ เป็นวัฒนธรรมความเชื่อของพวกฝรั่ง (นัสรอนี) ซึ่งพวกเขามีความเชื่อว่า วิญญาณของคนตายจะกลับมา และหาร่างอยู่ การสวมชุดดำจึงทำให้วิญญาณจำไม่ได้ จะสังเกตว่าภรรยาม่ายฝรั่งจะคลุมหน้าไปงานศพ นางกลัวว่าวิญญาณสามีจะจำได้ เธอต้องคลุมดำ และแต่งดำไว้ทุกข์ 1 ปีเต็ม ความเชื่อค่านิยมแต่งชุดดำไปงานศพจึงถูกนิยมในหมู่คนไทยด้วยในช่วงสมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามนั่นเอง

สมัยก่อนคนไทยค่อนข้างจะครื้นแครง สวมใส่เสื้อผ้าไม่เคร่งครัดเจาะจงว่าเป็นสีดำหรือสีขาว อีกทั้งยังมีการละเล่นมหรสพยามค่ำคืนในงานศพอีกด้วย (ข้อมูลสนับสนุนจาหนังสือ 108 ซองคำถาม/สำนักพิมพ์สารคดี)
ประเด็นถัดมา หากในกรณีบุคคลสำคัญเสียชีวิตลง อาทิเช่น กษัตริย์ เป็นต้น ทางหน่วยงานเบื้องสูงบังคับให้มุสลิมสวมใส่ชุดสีดำเพื่อเป็นการไว้ทุกข์ เช่นนี้ หากกล่าวถึงหลักคำสอนของอิสลามแล้ว มุสลิมไม่สามารถสวมใส่ชุดดำได้ (ดังที่กล่าวมาข้างต้น) เช่นนี้ให้มุสลิมสวมใส่สีอื่นๆ เรียบๆ ไม่ฉูดฉาด หรือใกล้เคียงแทนการสวมใส่เสื้อสีดำ อาทิเช่น สีเทา หรือสีขาว เป็นต้น

ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า:
« مَنْ تَشَبَّهَ بِقَوْمٍ فَهُوَ مِنْهُمْ »
“บุคคลใดที่เลียนแบบชนกลุ่มใด เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มนั้น” [1]

สรุปในเบื้องต้นคือ ไม่อนุญาตให้มุสลิมสวมใส่ชุดสีดำไปงานศพ หรือใส่เพื่อไว้ทุกข์ให้แก่ผู้ที่เสียชีวิต เพราะเป็นวัฒนธรรมความเชื่อของชาวฝรั่ง (นัศรอนี) ที่มุสลิมจำเป็นต้องออกห่าง
อนึ่ง หากหน่วยงานราชการบังคับ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จริงๆ เพราะอาจถึงขั้นถูกไล่ออกจากงาน หรือต้องถูกตัดเงินเดือน อันมีผลกระทบถึงครอบครัว ทั้งๆ ที่ได้อธิบายหลักการอิสลามไปแล้วก็ตาม เช่นนี้ ถือว่าอยู่ในขั้นตอนของความจำเป็น (เฎาะรูเราะฮฺ) อนุญาตให้มุสลิมสวมใส่เพราะอยู่ในภาวะจำเป็นได้
« الضرووات تبيح المحظورات »
ความว่า “ความจำเป็นต่างๆ (ถูก) อนุโลม (ให้ทำ) ข้อห้าม (ต่างๆ) ได้เช่นกัน”
โดยมีเจตนาปฏิเสธการกระทำดังกล่าวด้วยหัวใจ และหวังการอภัยจากพระองค์อัลลอฮฺในการถูกบังคับดังกล่าว
ดังที่พระองค์อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ว่า:
فَمَنِ اضْطُرَّ غَيْرَ بَاغٍ وَلَا عَادٍ فَلَا إِثْمَ عَلَيْهِ إِنَّ اللَّهَ غَفُورٌ رَحِيمٌ
“แล้วผู้ใดอยู่ในภาวะคับขัน โดยมิใช่ผู้เสาะแสวงหา และมิใช่เป็นผู้ละเมิดขอบเขตแล้วไซร้ ก็ไม่มีบาปอันใดแก่เขา แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺผู้ทรงอภัยยิ่ง ผู้ทรงเมตตาเสมอ” [2]
แต่อย่างไรก็ตามขอให้มุสลิมแสดงจุดยืนจนสุดความสามารถเสียก่อน หากไม่ได้จริงๆ แล้วไซร้ ค่อยกระทำสิ่งที่เป็นข้อผ่อนผัน เฉกเช่นที่ท่านรสูลุลลอฮฺเคยกล่าวไว้ว่า
فَإِذَا أَمَرْتُكُمْ بِشَىْءٍ فَأْتُوا مِنْهُ مَا اسْتَطَعْتُمْ
“เมื่อฉันใช้พวกท่านกระทำสิ่งหนึ่ง จงยึดสิ่งนั้นตราบเท่าที่พวกท่านมีความสามารถเถิด” [3] (วัลลอฮุอะอฺลัม)
(มุรีด ทิมะเสน,14-10-59,ร้านแปดบรรทัด)


[1] หะดีษเศาะหี้หฺ, บันทึกโดยอบูดาวูด หะดีษที่ 4033
[2] สูเราะฮฺบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 173
[3] หะดีษเศาะหี้หฺ, บันทึกโดยมุสลิม หะดีษที่ 3321



"อะไรที่ทำได้ก็ทำ อะไรที่ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ" ในหลวงตรัสกับอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ครั้นเป็นประธานรัฐสภาจะต้องนำต้นฉบับรัฐธรรมนูญเข้าเฝ้า เพื่อลงพระปรมาภิไธย




มุสลิมสวมใส่ชุดดำเพื่อไว้ทุกข์จะได้หรือไม่?


 "อะไรที่ทำได้ก็ทำ อะไรที่ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำ"
 ในหลวงทรงตรัส
 เพราะทราบว่า มุสลิมนั้นกราบผู้ใดไม่ได้เลย จะทำให้ตกศาสนา(มุรตัด) จึงทรงตรัสเพื่อให้กับอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทาไม่ต้องเกร็ง ทำตามหลักศรัทธาที่ตัวเองยึดถือ เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อตอนนำรัฐธรรมนูญปี 2540 ขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ผมเป็นคนไทย มุสลิม

ถึงผมไม่ได้กราบไหว้บูชารูปที่มีทุกบ้าน เพราะมันผิดหลักศาสนา แต่ผมก็รัก ให้เกียรติ และก็นำเอาวิถีพอเพียงของท่านมาใช้ ซึ่งมันสอดคล้องกับอิสลาม เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับมุสลิมและการแสดงออก ณ ช่วงเวลานี้
 
สวมใส่ชุดดำเพื่อไว้ทุกข์จะได้หรือไม่ ถ้าดูคำวินิจฉัยตามหลักอิสลามแล้ว คำตอบคือ ไม่อนุญาตให้ไว้ทุกข์ด้วยการสวมใส่ชุดแต่งกายสีดำ แต่ไม่ได้หมายความว่า ห้ามไม่ให้แสดงความอาลัย มุสลิมแสดงความอาลัยได้ แต่ถ้าเลือกใส่ชุดสุภาพสีไม่ฉูดฉาดตามปกติ โดยไม่ได้เหนียต (เจตนา) เจาะจงว่าเป็นการไว้ทุกข์ก็ไม่เป็นไร ทางที่ดีควรเป็นสีที่ดูสุภาพ สีพื้นๆ ที่ไม่ฉูดฉาด เรียกว่าแต่งตัวเรียบร้อย เพื่อไม่ให้คนอื่นดูขัดตาและดึงดูดความสนใจตามกาลเทศะของสังคมไทย ส่วนผู้ที่แต่งกายชุดดำปกติอยู่แล้วก็ไม่ต้องคิดมาก สังเกตว่าท้ายประกาศสำนักพระราชวัง ระบุ อนึ่ง สําหรับพนักงานที่นับถือศาสนาอิสลาม หรือศาสนาอื่น ขอให้แต่งกายตามธรรมเนียมศาสนาท่านได้ตามความเหมาะสม ทุกๆ เจตนาย่อมอยู่ที่การกระทำ มุสลิมสวมใส่ชุดดำเพื่อไว้ทุกข์จะได้หรือไม่?

 ถาม-ตอบ ปัญหา โดยสำนักจุฬาราชมนตรี
ปัญหา เรื่องทำความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ การแสดงความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในพิธีการต่างๆ จะขัดต่อหลักการศาสนาอิสลามหรือไม่ ใคร่ขอทราบข้อเท็จจริงและความเห็น

คำตอบ - การยืนตรงต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เพื่อระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ขัดต่อบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม - การก้มศรีษะไม่ถึงขั้นรุกัวะ ถือเป็นการกระทำที่ไม่บังควร (มักรูฮ์) - การก้มศรีษะถึงขั้นรุกัวะ บางทัศนะว่าต้องห้าม (ฮารอม) บางทัศนะว่าไม่บังควร (มักรูฮ์)

ปัญหา เรื่องการไว้ทุกข์ หากมุสลิมไปร่วมงานในพิธีของชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธ โดยการแต่งกายชุดดำ จะเป็นการขัดด้วยหลักการศาสนาอิสลามหรือไม่ ใคร่ขอทราบข้อเท็จจริงและความเห็น คำตอบ ในการแต่งกายไว้ทุกข์ด้วยชุดสีดำ ผิดบทบัญญัติศาสนาอิสลาม ข้อเสนอแนะ อิสลามกำหนดไว้อาลัยแก่ผู้ตาย ซึ่งบังคับแก่สตรีเท่านั้น โดยการเว้นการแต่งกายที่ฉูดฉาด ห้ามใส่เครื่องประดับและเครื่องหอมทุกชนิด การที่มุสลิมไปร่วมงานศพของเพื่อนต่างศาสนา ให้แต่งกายตามแบบธรรมดาทั่วไป อย่าแต่งชุดดำ



จดหมายถึงในหลวง


บทความโดย: มัยมูน สะมะนี

ชีวิตคนเรามีเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่เป็นเรื่องราวฝังใจและประทับใจโดยไม่อาจลืม
ฉันเองก็เช่นกัน มีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่ฉันยังคงจดจำเรื่องราวของมันได้อย่างดีแม้ว่ามันจะผ่านไปนานหลายปีแล้วก็ตาม
เมื่อประมาณปี18 ปีก่อน ฉันเป็นนิสิตของมหาลัยเก่าแก่แห่งหนึ่ง ที่มีความฝันใน(ตอนนั้น)ไม่ต่างจากเพื่อนๆในคณะว่า อยากเข้าคณะดีๆ เรียนจบเกรดดี
และ อยากได้มีโอกาสรับพระราชทานปริญญาจากในหลวง สักครั้ง
จวบจนจบปีสี่ ความฝันได้บรรลุบางอย่าง อัลฮัมดุลลิลลาห์
จนวันขึ้นทะเบียนบัณฑิต เพื่อยืนยันสิทธิเจ้ารับพระราชทานปริญญา อาจารย์ที่ปรึกษาเรียกเข้าไปพบ อาจารย์แจ้งให้ทราบว่า
มหาลัยเรามีกฎและระเบียบการแต่งกายชุดครุยว่าห้ามใส่ผ้าคลุมนะ ถ้าหากจะรับปริญญาต้องแต่งกายตามระเบียบของมหาลัยเท่านั้น
คือ แต่งกายตามภาพ (ที่อ.แนบให้ดู) เพื่อความเรียบร้อยและไม่ผิดระเบียบ ระคายเบื้องพระยุคลบาท ตอนนั้นฉันรู้สึก ผิดหวังเล็กๆเลยถาม อาจารย์กลับไปว่า แล้วชุดที่ฉันแต่งมันไม่เรียบร้อยตรงไหน?
ฉันก็เคารพในหลวง และฉันไม่ได้เพิ่งมาคลุมตอนรับปริญญา ฉันใส่มันมาเรียนทุกวันตั้งแต่ขึ้นปีสาม
อาจารย์ได้อ้างว่า ชุดครุยของมหาลัยเป็นชุดพระราชทานและห้ามมีสิ่งใดมาเปลี่ยนแปลงหรือเหนือพระเกี้ยวอันเป็นสัญลักษณ์ของมงกุฎของพระมหากษัตริย์
อาจารย์อยากให้เธอเอาไปคิดให้ดีนะ
ปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่ในหลวงจะพระราชทานปริญญาบัตร อาจารย์ไม่อยากให้เธอเสียสิทธิ เพราะหลังจากนี้ท่านจะไม่พระราชทานแล้ว
หลังจากนั้นไม่นาน ฉันวิ่งหาอาจารย์ที่ปรึกษาหลายครั้ง ท่านได้ช่วยประสานกับสภามหาลัยแต่ ก็ได้รับคำยืนยันคำตอบไม่ต่างจากเดิม ใกล้ถึงวันซ้อมเพื่อนๆที่จบก็นัดกันไปเช่าครุยถ่ายรูป ฉันเองตอนนั้นลังเล
สุดท้ายตัดสินใจไม่ไปรับหากตัองแลกกับการต้องถอดฮิญาบเพื่อเข้ารับปริญญาทั้งๆ ที่เคย่ฝันมาตลอดอยากเห็นในหลวงสักครั้งในชีวิต
เมื่อถึงวันรับจริงก็ได้มาถ่ายรูปกับเพื่อนๆและครอบครัวช่วงเช้า
พอช่วงบ่าย เพื่อนๆ บัณฑิตต้องเข้าหอประชุมเพิ่อเข้ารับพระราชทานโอวาท ฉันก็ได้แต่นั่งร้องไห้ดูเพื่อนๆผ่านกล้องวงจรปิด ด้านนอก แอบเสียใจที่ไม่ได้สิทธิตรงนั้น
หลังจากสิ้นสุดงานพระราชทานด้วยอัดอั้นปนกับน้อยใจทางมหาลัยตัดสินขอพึ่งพาพระบารมีของพระองค์ท่าน เขียนจดหมายฉบับหนึ่ง ถวายฎีกาไปถึงในหลวง ขอพระราชทานอนุญาติให้ผู้หญิงมุสลิมสามารถแต่งกายและปฎิบัติตามความเชื่อของศาสนาที่ตนนับถือ เนื้อหาในจดหมายเขียนเล่าประวัติของฉันพร้อมอธิบายว่า ฮิญาบคืออะไร แนบจดหมายจากมหาลัยที่ชี้แจงว่า ผิดระเบียบเรื่องใส่ฮิญาบ และภาพถ่ายของบัณฑิตของมหาลัยต่างๆที่ถ่ายรูปรับพระราชทานปริญญาพร้อม ฮิญาบ
ตอนที่ส่งไปฉันไม่ทราบว่า จดหมายของฉันจะถึงพระองค์ท่านหรือไม่ แต่ความรู้สึกตอนนั้น อยากให้พระองค์ท่านได้รับรู้ ว่า คนคลุมฮิญาบก็คือ คนไทยและเป็นพสกนิกรของท่าน ที่รักแลจงรักภักดีแก่พระมหากษัตริย์และจะเป็นบัณฑิตที่ดี ซื่อสัตย์และสร้างความดีงามแก่แผนดินนี้และไม่เคยคิดจะสร้างความเสียหายใดๆ
จากนั้น 1 ปี ผ่านไป
ฉันได้กลับไปแสดงความยินดีกับน้องๆ โดยได้ลืมเรื่องจดหมายฉบับนั้นไปเสียสนิท
น้องๆ บัณฑิตได้รับแจ้ง ว่าสมเด็จพระเทพฯ ได้รับสั่งแก่ทางสภามหาวิทยาลัยแห่งนี้โดยพระราชทานอนุญาตให้บัณฑิตที่คลุมฮิญาบสามารถเข้ารับพระราชทานปริญญาได้เหมือนที่อื่นๆ ตั้งแต่บัดนั้น เป็นต้นมา





การมีอายุ 40 ปี ที่กล่าวไว้ในอัลกุรอ่าน


ท่านทราบไหมว่า ในอัลกุรอาน ได้มีการกล่าวถึง คนที่มีอายุ 40 ปี ไว้อย่างไรบ้าง?

حَتَّى إَذَا بَلَغَ أَشُدَّهُ وَبَلَغَ أَرْبَعِيْنَ سَنَةً قَالَ رَبِّ أَوْزِعْنِى أَنْ أَشْكُرَ نِعْمَتَكَ الَّتِى أَنْعَمْتَ عَلَيَّ وَعَلَى وَالِدَيَّ وَأَنْ أَعْمَلَ صَالِحًا تَرْضَاهُ وَأَصْلِحْ لِى فِى ذُرِّيَّتِى إِنِّى تُبْتُ إِلَيْكَ وَإِنِّى مِنَ الْمُسْلِمِيْنَ
(١٥) الاحقاف

จนกระทั่งเมื่อเขาบรรลุวัยฉกรรจ์ของเขาและมีอายุถึงสี่สิบปี เขาจะกล่าววิงวอนว่า ข้าแต่พระเจ้าของเข้าพระองค์ขอพระองค์ทรงโปรดประทานแก่ข้าพระองค์ เพื่อให้ข้าพระองค์ขอบคุณต่อความโปรดของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านได้ทรงโปรดปรานแก่ข้าพระองค์และบิดามารดาของข้าพระองค์ และให้ข้าพระองค์ทำความดีเพื่อให้ความดีเกิดขึ้นในลูกหลานของข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์ขอลุแก่โทษต่อพระองค์ และแท้จริงข้าพระองค์อยู่ในหมู่ผู้นอบน้อม (อัลอะฮ์กอฟ : 15)

وفى تفسير ابن كثير: وهذا فيه إرشاد لمن بلغ الأربعين أن يجدد التوبة والإنابة إلى الله - عز وجل - ويعزم عليها.

ท่านอิบนุกาซีรได้อธิบายเกี่ยวกับโองการนี้ไว้ว่า เมื่อคนเราเข้าสู่วัย 40 ปี จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นั้นต้องเตาบัตและหวนกลับคืนสู่อัลลอฮ์อย่างจริงจังและแท้จริง

โองการนี้ได้มีการกล่าวถึง อายุ 40 ปีอย่างชัดเจน เพราะเมื่อคนเราเข้าสู่อายุ 40 ปีนั่นหมายถึง เขากำลังเข้าสู่ความสมบูรณ์ของชีวิตทั้งทางร่างกาย ความคิดจิตใจ และอารมณ์ ดุอาในโองการดังกล่าวนั้น ได้ส่งเสริมให้บรรดาผู้ที่มีอายุได้ 40 ปีขึ้นไปได้ขอดุอา เป็นดุอาที่แสดงออกถึง การมีจิตวิญญาณแห่งการชุโกรในการได้รับเนียะอ์มัตต่างๆนานาอย่างสมบูรณ์จากการได้มีครอบครัว มีลูกหลาน มีการส่งเสริมให้ทำอามัลอิบาดะห์ให้มากขึ้น ให้เตาบัตและหวนกลับคืนสู่หนทางของพระองค์

อัลลอฮ์ได้ทรงโองการไว้ในซูเราะห์ อัลฟาติร : 37

أَوَلَمْ نُعَمِّرْكُمْ مَا يَتَذَكَّرُ فِيْهِ مَنْ تَذَكَّرَ وَجَاءَكُمُ النَّذِيْرُ (٣٧)

และเรามิได้ให้อายุของพวกเจ้ายืนนานพอดอกหรือ เพื่อผู้ที่ใคร่ครวญจะได้รำลึกถึงข้อตักเตือนและ (ยิ่งกว่านั้น) ได้มีผู้ตักเตือนมายังพวกเจ้าแล้ว

عن مجاهد قال : سمعت ابن عباس يقول : العمر الذي أعذر الله إلى ابن آدم : ( أولم نعمركم ما يتذكر فيه من تذكر ) أربعون سنة .

มุญาฮิดได้กล่าวไว้ว่า “ฉันได้ฟังจากอิบนุอับบาสได้กล่าวว่า “อายุที่อัลลอฮ์ทรงให้ลูกหลานอาดัมได้ตระหนักนั้น คือ อายุ 40 ปี

( أَوَلَمْ نُعَمِّرْكُمْ مَا يَتَذَكَّرُ فِيْهِ مَنْ تَذَكَّرَ وَجَاءَكُمُ النَّذِيْرُ )
عن مسروق أنه كان يقول : إذا بلغ أحدكم أربعين سنة ، فليأخذ حذره من الله عز وجل .

มัซรูกได้กล่าวว่า “เมื่อใดที่คนๆหนึ่งมีอายุ 40 ปี ดังนั้น เขาจงตระหนักถึงบทเรียนต่างๆ จาก อัลลอฮ์”

อายุ 40 ปีเป็นช่วงเวลาแห่งความสมบูรณ์ทาง ความคิด จิตใจและร่างกายของคนเรา ต่อการได้รวบรวมเก็บเกี่ยวความรู้และประสบการณ์ชีวิต เพื่อให้เกิดความฉลาดหลักแหลม มีฮิกมะห์และปัญญามากขึ้น สามารถละทิ้งความไร้สาระต่างๆนานาจากที่เคยเป็นวัยรุ่น มีการใช้ความคิด พินิจพิจารณาสิ่งต่างๆ มากขึ้น ดังนั้นจึงมิใช่เรื่องแปลก ที่ว่าบรรดาผู้นำต่างๆ ได้เกิดขึ้นมาในช่วงวัย 40 ปีนี้

ท่านอิบนุอับบาส ได้กล่าวถึงท่านร่อซูลุลลอฮ์ไว้ว่า:

عن ابن عباس قال أنزل على رسول الله صلى الله عليه وسلم وهو ابن أربعين فأقام بمكة ثلاث عشرة وبالمدينة عشرا وتوفي وهو ابن ثلاث وستين قال أبو عيسى هذا حديث حسن صحيح

“วะฮ์ยูได้ถูกประทานลงมาให้กับท่านร่อซูลุลลอฮ์ในขณะที่ท่านมีอายุได้ 40 ปี หลังจากนั้นท่านได้ใช้เวลาอยู่ที่มักกะห์ 13 ปี และที่มาดีนะห์อีก 10 ปีและท่านได้ถึงเสียชีวิตเมื่อมีอายุได้ 63 ปี” (ติรมีซีย์) จากรายงานของท่านอิบนุอับบาส ท่านร่อซูลุลลอฮ์ได้กล่าวว่า:

من أتى عليه أربعون سنة ولم يغلب خيره شره فليتجهز إلى النار

ผู้ใดที่มีอายุได้ 40 ปี และอามัลคุณความดีของเขายังไม่เท่าไร และไม่สามารถเอาชนะความชั่วร้ายของเขาได้ ดังนั้น เขาจงเตรียมตัวเข้าสู่นรกเถิด”



ดังนั้น เมื่อคนเราเข้าสู่วัย 40 ปี จงให้ความสำคัญและตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้ไว้ให้ดี คือ..

1. มีเป้าหมายในชีวิตที่แน่วแน่
2. ยกระดับอับเกรดจิตวิญญาณให้เข้มแข็ง
3. ให้ความหงอกของเส้นผมเป็นข้อเตือนใจ
4. เพิ่มการชุโกรต่ออัลลอฮ์ให้มากขึ้น
5. ดูแลรักษา เรื่องอาหารการกิน และการพักผ่อน
6. ดูแล้รักษา การทำอามัลอิบาดะห

Cr http://islamhouse.muslimthaipost.com


วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บทบาทของมุสลิมอินโดนิเซีย



โดย อะนะ แชลาตัน
การแผ่ขยายของอิสลามเข้าไปยังหมู่เกาะอินโดนิเซียนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 ได้ฝังรากแห่งความศรัทธาให้แก่ประชาชนในหมู่เกาะดังกล่าวได้อย่างแนบแน่นและมั่นคงกว่าหลักความศรัทธาของศาสนาฮินดู ซึ่งประชาชนเหล่านั้นได้รับนับถือมาก่อนเป็นเวลาหลายศตวรรษ หลักความศรัทธาของอิสลามที่กว้างขวางประกอบด้วยเหตุผลที่สามารถสร้างความศรัทธาเลื่อมใสให้แก่ประชาชนได้ทุกชั้นทุกวัย ผิดกับศาสนาฮินดูซึ่งได้เข้าไปมีอิทธิพลได้เฉพาะในวังและในหมู่บุคคลชั้นสูงเท่านั้น หลักการญิฮาดในอิสลามและหลักการศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า ก่อให้เกิดพลังอันมหาศาลกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญในการต่อสู้ทางชาตินิยมของชนชาติอินโดนิเซีย

การแผ่ขยายของอิสลามในอินโดนิเซียได้ดำเนินไปอย่างเข้มข้นที่สุด นับตั้งแต่ชนชาติตะวันตกเริ่มด้วยชนชาติโปรตุเกสได้เดินทางมายังตะวันออกไกลตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 16 ผลจากการเผยแพร่ของอิสลามนี้ทำให้ชนชาติอินโดนิเซียเกิดมีปฏิกิริยาขึ้นเพื่อทำการต่อต้านการขยายตัวของชนชาติเหล่านั้น โดยเฉพาะชนชาติฮอลันดาซึ่งมีความมุ่งมาตรปรารถนาที่จะเข้ามามีอิทธิพลในด้านการค้าและการเผยแพร่ศาสนาคริสต์ควบกันไปด้วย ยิ่งกว่านั้นฮอลันดายังได้แสดงลวดลายที่จะมามีอิทธิพลในด้านการเมืองอีกด้วย ฉะนั้น!ประเทศอินโดนิเซียจึงได้ร่วมกันผนึกกำลังของตนเพื่อทำการต่อสู้ปกป้องอิสลามและประเทศชาติของตนอย่างสุดความสามารถ ทำให้เกิดสงครามขึ้นหลายครั้ง เริ่มต้นด้วยสงครามที่เรียกว่า “ศึกเตโปเนโกโร”ในเกาะชวาปีคศ.1825-1837 ศึกสังฆราชในเกาะสุมาตราตะวันตกปีคศ.1833-1837 ศึกอาเจ๊ะฮฺปีคศ.1873-1907 และศึกสิงห์มหาราชที่แคว้นตาปานูลี ปีคศ.1873-1907

เนื่องจากหมู่เกาะอินโดนิเซียซึ่งมีเป็นจำนวนพันฯเกาะในยุคนั้นยังไม่ได้รวมเป็นกลุ่มเป็นก้อน และต่างคนต่างปกครองกันเอง จึงทำให้ฮอลันดาซึ่งมีอาวุธทันสมัยกว่าสามารถเอาชนะอินโดนิเซียได้ในการสงครามทุกครั้งที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามการต่อต้านของประชาชนอินโดนิเซียในระยะเริ่มแรกนี้ เป็นผลจากความศรัทธาและหลักการของอิสลามนั่นเอง

นักประวัติศาสตร์ชาวฮอลันดาชื่อ นาย Kahin Gecrge me Turnam ได้เขียนในหนังสือของเขาชื่อ”ลัทธิชาตินิยมและการปฏิวัติในอินโดนิเซีย”ในหน้าแรกมีข้อความว่า”ถึงแม้การตื่นตัวทางชาตินิยมได้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนอินโดนิเซีย เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 20 แล้วก็ตาม แต่พื้นฐานของการตื่นตัวทางชาตินิยมนี้ ได้เกิดขึ้นจากหลักการของอิสลามที่ได้แผ่ขยายเข้าไปยังอินโดนิเซียมาก่อนนั่นเอง”

ตลอดระยะเวลาประมาณ 300 ปี ฮอลันดาเข้าปกครองอินโดนิเซียนั้น ฮอลันดาได้ใช้วิธีการปกครองอย่างระมัดระวังที่สุด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการศาสนา หากได้เกิดผิดผลาดอะไรขึ้นมาแม้แต่นิดเดียว ย่อมจะเป็นภัยอันตรายอันใหญ่หลวงแก่การปกครองของตน

ศาสตราจารย์ Snouck Hurgroneje ที่ปรึกษาของฮอลันดาฝ่ายกิจการของอิสลามได้ทำรายงานเสนอแนะไปยังรัฐบาลฮอลันดา ให้พยายามสกัดกั้นการขยายตัวของอิสลามในหมู่ประชาชนอินโดนิเซีย เพื่อมิให้เกิดการตื่นตัวในทางการเมืองมากขึ้น ฉะนั้นฮอลันดาจึงได้ดำเนินนโยบายบีบคั้นทางเศรษฐกิจ และสกัดกั้นการตื่นตัวทางชาตินิยมของชาวอินโดนิเซียทุกวิถีทาง ฮอลันดาจึงได้ดำเนินนโยบายเช่นนี้ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน เริ่มตั้งแต่ปี 1830 จนถึงปี 1910 ผลจากการดำเนินนโยบายของฮอลันดาเช่นนี้ ทำให้ประชาชนอินโดนิเซียเริ่มตื่นตัวและเข้าใจทันทีว่า ตนไม่สามารถที่จะปกป้องศาสนาอิสลามและความอยู่รอดของตนได้โดยปราศจากการศึกษา

การดำเนินนโยบายการปกครองของฮอลันดาในลักษณะเช่นนี้ เป็นผลทำให้อินโดนิเซียได้วิวัฒนาการไปสู่การสร้างชาติของตนเองได้โดยไม่รู้ตัว เพราะเป็นการรวบรวมชนชาติอินโดนิเซียซึ่งประกอบด้วยหลายเผ่าหลายภาษาให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และอยู่ใต้การปกครองอันเดียวกัน การใช้ภาษามาลายูเป็นภาษากลางยิ่งทำให้เผ่าพันธุ์ต่างฯได้มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ภาษามาลายูกลายเป็นอุปกรณ์อันสำคัญในการเผยแพร่ศาสนาอิสลามตามหมู่เกาะอินโดนิเซียได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ในที่สุดประชากรตามหมู่เกาะดังกล่าว 90 เปอร์เซ็นต์ได้ยอมรับนับถือศาสนาอิสลามด้วยความเลื่อมใสศรัทธาจนกระทั่งบัดนี้ ในขณะเดียวกันการตื่นตัวในด้านการศึกษาของชาวอินโดนิเซียเริ่มปรากฏตัวขึ้น ในปี1906 ท่านมาส วาฮิดีน ซุเดโร โฮโซโด นายแพทย์คนสำคัญของอินโดนิเซีย เริ่มเดินทางตะเวณไปยังทั่วเกาะขวา เพื่อดำเนินการเรียไรเงินตั้งกองทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาอินโดนิเซีย เขาได้ออกนิตยสาร2ฉบับ เป็นภาษามาลายูและภาษาชวา ได้เขียนบทความปลุกใจประชาชนอินโดนิเซียให้ตื่นตัวในด้านการศึกษา เป็นผลทำให้นักศึกษาในวิทยาลัยการแพทย์ในชวา 3 นาย ได้ร่วมกันจัดตั้งองค์กรส่งเสริมการศึกษาขึ้น ให้ชื่อว่า “บุดี โฮโตโม”เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม1908 โดยมีท่านระเด่นโซโมเป็นหัวหน้า ในเวลา1ปีต่อมาก็มีสมาชิกเป็นจำนวนหมื่น ได้ดำเนินการเฉพาะบนเกาะชวาและเกาะมาดูราเท่านั้น ในไม่กี่ปีต่อมา นางการฺตินี สตรีชั้นนำของอินโดนิเซียเริ่มทำการรณรงค์กำจัดปริมาณคนไม่รู้หนังสือให้น้อยลง นางได้ออกมาทำการรณรงค์อย่างเปิดเผยในปี 1911 นี่คือการตื่นตัวในด้านการศึกษาของชนชาติอินโดนิเซียในระยะเริ่มต้น

การตื่นตัวทางชาตินิยมของชาวอินโดนิเซียในระยะเริ่มต้นนี้ ได้มีส่วนเกี่ยวพันกับศาสนาอิสลามอย่างแน่นแฟ้นทีเดียว การปฏิรูปอิสลามในตะวันออกกลางยังได้ส่งผลสะท้อนมายังอินโดนิเซียในยุคเริ่มต้นของการตื่นตัวนี้เช่นกัน ผู้นำการปฏิรูปศาสนาอิสลามในตะวันออกกลางที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการตื่นตัวในอินโดนิเซีย ได้แก่ท่าน มุฮัมมัด อับดุฮฺ ระหว่างปี 1848 ถึงปี 1905 ท่านผู้นี้ได้ดำเนินการโฆษณาชักชวนให้มุสลิมีนอินโดนิเซียร่วมกันกำจัดความเชื่ออันงมงายทางศาสนาให้หมดสิ้นไป ประชาชาติมุสลิมจะต้องดำเนินตามแนวทางอันเที่ยงแท้โดยถืออัล-กรุอานและอัล-หะดีษเป็นหลัก ท่านได้กระตุ้นเตือนประชาชาติมุสลิมให้ศึกษาวิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตก การเรียกร้องของท่านได้ส่งเสียงกึกก้องไปยังทั่วทุกมุมโลกมุสลิมผ่านนิตยสาร”อัล-มะนารฺ”และ”อุรุวะตุล-วุษกฺ”ในขณะเดียวกันการปฏิรูปศาสนาโดยกลุ่ม วาฮาบีย์ ในประเทศสะอูดีก็มีอิทธิพลต่อการตื่นตัวของชาวมุสลิมอินโดนิเซียมิใช่น้อยเช่นกัน ทัศนะและข้อคิดเห็นใหม่ฯที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางได้ถูกบรรดานักศึกษาอินโดนิเซียที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอัล-อัซฮัรฺ ในอียิปต์นำเอากลับมายังอินโดนิเซียเช่นกัน

ยังมีสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดการตื่นตัวทางชาตินิยมในอินโดนิเซีย นั่นคือความรู้สึกไม่พึงพอใจของชาวมุสลิมอินโดนิเซียอันมีต่อชาวจีน ซึ่งได้เปรียบในด้านการค้าเหนือชาวมุสลิมในเกาะชวา ฉะนั้นบรรดาพ่อค้าชาวมุสลิมในเมืองสุระการฺตา จึงได้รวมหัวกันจัดตั้งสหกรรณ์การค้าขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1909 ภายใต้การนำของท่านฮัจญีสะมันฮุดี ได้ดำเนินการต่อสู้ไม่เฉพาะแต่ในด้านการค้าอย่างเดียวเท่านั้น หากรวมทั้งกิจการเกี่ยวกับอิสลามอีกด้วย

ในปี 1911 สหกรณ์การค้ามุสลิมนี้ได้เปลี่ยนเป็นบริษัทการค้ามุสลิม เรียกเป็นภาษาอินโดนิเซียว่า “ซาริกัต ดาฆัง อิสลาม”(บรษัทการค้ามุสลิม)มีวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่เพื่อดำเนินการต่อต้านชาวจีนซึ่งกำลังบีบบังคับชาวมุสลิมในด้านการค้า จนทำให้เกิดสงครามระหว่างเชื้อชาติขึ้นในเมืองสุระการฺตาและสุระบายา ต่อมาบริษัทการค้าดังกล่าวได้เปลี่ยนชื่อเป็นองค์กรมุสลิม ภายใต้การนำของท่าน อุมัรฺ สะอี๊ด โจโกร อามิโนโต มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการส่งเสริมการค้า วัฒนธรรมและศาสนาอิสลาม ฉะนั้นภายในระยะเวลาเพียง5ปีเท่านั้น องค์กรมุสลิมที่กล่าวนี้ได้มีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น8แสนคน

เนื่องจากองคฺกรมุสลิมนี้ได้มีสมาชิกเป็นจำนวนมากมายเช่นนั้นแล้ว จึงเกิดมีความเข้าใจกันในขณะนั้นว่า องค์กรมุสลิมนี้พร้อมที่จะทำสงครามศาสนาขึ้นกับฮอลันดา

ต่อมาในปี 1912 ได้มีการจัดตั้งองค์กรมุสลิมเพื่อส่งเสริมกิจการศาสนาอิสลามขึ้นอีกแห่งหนึ่งในเมือง ย็อกยาการฺตามีชื่อว่า”มุฮัมมัดมาดียะฮฺ”ภายใต้การนำของท่าน อะหมัด ดะหฺลาน ได้ทำการต่อสู้ตามแนวทางของการปฏิรูปศาสนาอิสลามในประเทศอียิปต์โดยไม่มีข้อผูกพันกับ มัซฮับทั้งสี่แต่ประการใด หากแต่ได้ยึดบทบัญญัติในอัล-กรุอานและอัล-หะดีษ เป็นหลักสำคัญในการดำเนินงาน ทั้งนี้เป็นเพราะในยุคนั้นปรากฏว่าในอินโดนิเซียได้มีการปะปนผสมผสานกันระหว่างศาสนากับขนบธรรมเนียมจนแยกกันไม่ออก และมีความเข้าใจกันว่าขนบธรรมเนียมบางอย่างได้เป็นบทบัญญัติของศาสนาเลยทีเดียว ในขณะเดียวกันนั้นยังได้เอาหลักการของศาสนาฮินดูบางอย่างมาปะปนกับหลักการของอิสลามด้วย พฤติกรรมเช่นนี้ได้มีอยู่ทั่วฯไปโดยเฉพาะในเกาะชวา ซึ่งเคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของศาสนาฮินดูมาก่อน

ฉะนั้น จึงเป็นภาระหน้าที่อันดับแรกขององค์กร มุฮัมมัดมาดียะฮฺ ที่จะต้องชำระอิสลามให้สะอาดจากความเชื่ออันงมงายเช่นนี้ และนำมุสลิมในอินโดนิเซียให้ดำเนินสู่แนวทางที่ถูกต้อง
เมื่อได้เห็นการตื่นตัวของชาวมุสลิมอินโดนิเซียได้แผ่ขยายกว้างออกไปเช่นนี้แล้ว ทำให้ทางการฮอลันดาเกิดหวาดระแวงขึ้นมาทันที จึงได้พยายามติดตามดูความเคลื่อนไหวของชาวมุสลิมอินโดนิเซียอย่างใกล้ชิด

ศาสตราจารย์ Snouck Hurgronje จึงได้รายงานเสนอแนะไปยังรัฐบาลฮอลันดาให้ดำเนินการสกัดกั้นการตื่นตัวของชาวมุสลิมอินโดนิเซียเสียแต่เนิ่นฯ ในขณะเดียวกัน รัฐบาลฮอลันดาจะต้องพยายามเผยแพร่สนับสนุนวิทยาการของตะวันตกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามยกฐานะมุสลิมอินโดนิเซียที่ได้รับการศึกษา รับเอาวิทยาการใหม่ฯจากตะวันตกให้สูงขึ้น ในเมื่อชาวมุสลิมอินโดนิเซียที่ได้รับการศึกษาเช่นนี้ได้รับการยกย่องจากทางการแล้ว คุณค่าทางวิชาการอิสลามย่อมจะต้องด้อยลงเป็นธรรมดา

ภายในปี 1914 ทางการฮอลันดาได้ประกาศใช้กฎหมายฉบับที่ 111 ห้ามชาวมุสลิมอินโดนิเซียจัดชุมนุมทางการเมืองขึ้นไม่ว่ากรณีใดฯทั้งสิ้น ฉะนั้น คำขวัญที่ได้ประกาศใช้ในระยะนั้นสำหรับใช้ในการจัดชุมนุม อันไม่ผิดกฎหมายก็ได้แก่คำว่า “โดยรัฐบาลเพื่อรัฐบาล”

ในปีต่อฯมาอิทธิพลขององค์กร มุฮัมมัดมาดียะฮฺ ได้ขยายตัวมากยิ่งขึ้น จำนวนสมาชิกได้เพิ่มขึ้นถึง2.5 ล้านคน กลายเป็นองค์กรมุสลิมที่เข้มแข็งมากที่สุดในอินโดนิเซีย ในขณะเดียวกันนั้น พรรคการเมือง Nasional Indies ภายใต้การนำของท่าน เค.ฮายารฺ เดวัน ทูรา ได้ถูกทางการฮอลันดาประกาศเป็นพรรคการเมืองที่ผิดกฎหมาย เพราะได้ดำเนินนโยบายเอียงซ้าย บรรดาสมาชิกของพรรคนี้จึงได้พยายามแทรกซึมเข้าไปเป็นสมาชิกขององค์กรมุสลิมดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

ในที่ประชุมใหญ่ครั้งที่ 4 ขององค์กร มุฮัมมัดมาดียะฮฺ ในปี 1919 นายสัมอูนและพรรคพวกที่นิยมฝ่ายซ้าย พยายามจะเข้าไปมีอิทธิพลและแสดงบทบาทของตนในที่ประชุม แต่ก็ได้ถูกคัดค้านอย่างแข็งขัน ต่อมาในปี 1920 นายสัมอูนจึงได้จัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อินโดนิเซียขึ้นในเมือง สมารัง

องค์กร มุฮัมมัดมาดียะฮฺ ซึ่งยังไม่มีนโยบายทางการเมือง ยงคงดำเนินการเผยแพร่ศาสนาอิสลามต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง พยายามสร้างโรงเรียน วิทยาลัย และช่วยเหลือเด็กกำพร้ามุสลิมทั่วอินโดนิเซีย

ในปี 1952 ได้จัดตั้งองค์กรมุสลิมขึ้นอีกแห่งหนึ่ง เรียกว่าองค์กร “นะฮฺเฏาะตุล อุละมาอฺ”เป็นองค์กรฝ่ายขวาจัด และไม่เห็นด้วยกับวิธีการบางอย่างขององค์กร มุฮัมมัดมาดียะฮฺ สมาชิกขององค์กร นะฮฺเฏาะตุล อุละมาอฺ ส่วนใหญ่เป็นพวกครูสอนศาสนาอิสลามในชวาตะวันออกและชวาภาคกลาง ในขณะเดียวกันก็มีองค์กรมุสลิมเกิดขึ้นอีกหลายแห่ง ในจำนวนนี้มีองค์กรมุสลิมภายใต้การนำของท่าน หะซัน บันดุงร่วมอยู่ด้วย(Persatuan Islam)

ต่อมาได้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองแห่งชาตินิยมอินโดนิเซียขึ้นเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 1927 โดยนักศึกษาอินโดนิเซียที่สำเร็จจากประเทศฮอลันดา ซึ่งมีท่านซูกาโน เป็นประธานพรรคนี้ และได้รับการสนับสนุนจากบรรดาผู้นำองค์กรมุสลิมเป็นอย่างดี เพราะพวกนี้สามารถสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง 3 ฝ่ายด้วยกัน คือฝ่ายชาตินิยม ฝ่ายศาสนา ฝ่ายซ้าย แต่ละฝ่ายก็มีวัตถุประสงค์อันเดียวกัน คือเรียกร้องเอกราชให้แก่อินโดนิเซีย

ในระยะนั้นการดำเนินงานขององค์กรมุสลิมได้แบ่งกันเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งภายใต้การนำของ ดร.สุกิมาน ได้ดำเนินการเฉพาะแต่ในด้านกิจการเกี่ยวกับศาสนาอิสลามอย่างเดียว ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งภายใต้การนำของท่าน ฮัจญี อาฆุส ซาลิม ได้ดำเนินการให้องค์กรมุสลิมเข้าไปมีบทบาทในด้านการสังคม การฟื้นฟูเศรษฐกิจ การศึกษาสมัยใหม่ให้มากยิ่งขึ้น

ระหว่างปี 1935 ถึง 1939 ได้มีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นอีกหลายพรรค ต่างก็เรียกร้องเอกราชให้แก่อินโดนิเซีย แต่ก็ได้ถูกรัฐบาลฮอลันดาปฏิเสธคัดค้านอย่างแข็งขันในที่สุด ซูกาโนหัวหน้าพรรคชาตินิยมได้ถูกทางการฮอลันดาจับกุม

เมื่อกองทัพญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองอินโดนิเซียในปี 1942 ญี่ปุ่นรีบปล่อยซูกาโนในทันที เพราะหวังจะได้ใช้ท่านผู้นี้เป็นเครื่องมือของตนในการยึดครองอินโดนิเซีย

ในส่วนที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลามนั้น ฝ่ายญี่ปุ่นได้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษและเริ่มดำเนินการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับศาสนาอิสลามทันที การโฆษณาชวนเชื่อของญี่ปุ่นนี้ได้เริ่มมาก่อนแล้วตั้งแต่ปี 1935 หวังจะได้รับความสนใจจากกลุ่มประเทศมุสลิมในภาคพื้นส่วนนี้ โดยจัดสร้างมัสยิดกลางขึ้นที่เมืองโกเบ พร้อมกันนั้นได้จัดตั้งองค์กรมุสลิมญี่ปุ่นขึ้น ในขณะเดียวกันญี่ปุ่นเริ่มแสดงบทบาทชนิดไม่จริงจังอะไรนัก โดยจัดให้มีการประชุมใหญ่เกี่ยวกับอิสลามขึ้นในประเทศญี่ปุ่น พร้อมฯกับโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าวแล้วนั้น ญี่ปุ่นยังได้สนับสนุนนักศึกษาอินโดนิเซียให้เดินทางไปศึกษาในประเทศอาหรับและอียิปต์ ได้ออกนิตยสารเป็นภาษาอาหรับ ในขณะเดียวกันยังได้ประกาศแต่งตั้งบรรดาผู้นำมุสลิมในอินโดนิเซีย เป็นหัวหน้าดำเนินงานเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลามอีกด้วย เช่น ดร.ฮุซัย ญายา นิงรัต ท่านฮัจญีอับดุลลอฮฺ และท่านอับดุลเกาะฮัรฺ มุซักกัรฺ

เมื่อระยะการยึดครองอินโดนิเซียของญี่ปุ่นใกล้จะสิ้นสุดลง ปรากฏว่าเกิดมีพรรคมุสลิมขึ้นอีกพรรคหนึ่ง ได้ดำเนินนโยบายตามแนวหลักการของอิสลามที่ได้รับการปฏิรูปมาแล้วอย่างจริงจัง พรรคนี้ชื่อ Madjlis Sjura Muslimin Indonesia หรือที่รู้จักกันในนามว่า “มาชูมี” ต่อมากลายเป็นพรรคการเมืองมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนิเซีย ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากบรรดาผู้นำมุสลิมในเกาะชวา มาดูรา และสุมาตรา ผู้นำขั้นสุดยอดของพรรคที่กล่าวมานี้ ก็คือท่าน มุฮัมมัด นาซิรฺ อดีตนายกรัฐมนตรีอินโดนิเซีย ชารีฟฟุดดีน ปราวิรานัครา,มุฮัมมัด รูมและอะบู หะนีฟะฮฺ ผู้นำเหล่านี้ได้ดำเนินการปฏิรูปศาสนาอิสลามและฟื้นฟูสังคมมุสลิมอินโดนิเซียตามแนวทางและข้อคิดเห็นของท่าน มุฮัมมัด อับดุฮฺ ผู้แผ้วทางในการปฏิรูปศาสนาอิสลามในตะวันออกกลาง

พรรค มาชูมี มีกองทัพของตนเอง มีกำลังพลประมาณ 2 หมื่น 5 พันคนพร้อมจะสละชีวิตของตนเพื่อ ญิฮาดให้แก่ศาสนาอิสลามในทุกเมื่อ แต่ก็ได้รับความผิดหวังเป็นอย่างมาก ในเมื่อซูกาโนประกาศเอกราชของอินโดนิเซีย แทนที่จะได้จัดตั้งสาธารณรัฐอิสลามอินโดนิเซียขึ้น กลับไปใช้หลักการปัญจาศีลา(เบญจศีล)เป็นหลักการในทางการปกครองเสีย

อย่างไรก็ตามพรรคมาชูมียังคงดำเนินการต่อสู้ของตนตามแนวหลักการของศาสนาอิสลามอย่างไม่ลดละ ต้องการให้อินโดนิเซียได้เป็นสาธารณรัฐอิสลามให้จงได้ ฉะนั้นจึงได้เกิดการปฏิวัติขึ้นในชวาตะวันตกภายใต้การนำของท่าน เอส.เอ็ม.คารฺโต สาวิรฺโจ ในปี 1953 ต่อมาได้เกิดการปฏิวัติขึ้นอีกในเมืองอาเจ๊ะฮฺ ภายใต้การนำของ ตวนกู ดาวุด

ภายในปี 1955 พรรคมาชูมี พยายามที่จะทำการปฏิวัติยึดอำนาจอีก แต่ก็ต้องล้มเหลว และได้ถูกรัฐบาลประกาศเป็นพรรคการเมืองที่ผิดกฎหมายทันที มีพรรค นะฮฺเฏาะตุล-อุละมาอฺ และพรรคมุสลิมอื่นฯที่มีนโยบายไม่รุนแรงได้ดำเนินการรณรงค์ตามแนวทางของหลักการอิสลามที่ได้รับการปฏิรูปต่อไปจนกระทั่งบัดนี้

ฉะนั้น พอที่จะทำความเข้าใจได้แล้วว่า การปฏิรูปศาสนาอิสลามให้กลับสู่หลักการอิสลามที่แท้จริง ปราศจากราคีแห่งความเชื่ออันงมงายโดยปะปนผสมผสานกันระหว่างศาสนากับขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง กลายเป็นพลังมหาศาลให้แก่ชาวมุสลิมนับจำนวนร้อยล้านคนในอินโดนิเซีย ร่วมกันต่อสู้ทั้งในด้านศาสนาและทางการเมืองจนสามารถเรียกร้องเอกราช และประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐอินโดนิเซียขึ้นได้สำเร็จ



ที่มา นิตยสารอัล-ญิฮาดปีที่ 9 อันดับที่ 52


วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ทำไมชาวมลายูปัตตานี‬ ละทิ้งพุทธเข้ารับอิสลาม



นครปัตตานีในสายฝนมีนักประวัติศาสตร์มากมายในไทยที่ระบุภาพนี้เป็นภาพอยุธยา ทั้งๆที่อยุธยาไม่มีภูเขาภาพนี้เป็นภาพปัตตานีครับ

พุทธศาสนาของชาวมลายู

ชาวมลายูหรือคนที่อาศัยในแหลมมลายูนั้น นับแต่ชุมพรลงมา ในอดีตนั้นนับถือศาสนาอะไร

เป็นหนึ่งในเรื่องที่ตอบยาก เพราะศาสนาดั่งเดิมจริงๆนั้นไม่มีใครรู้เชื่อกันแต่ว่าน่าจะนับถือผีเหมือนทั่วๆไป

หนึ่งในความเชื่อโบราณที่เห็นในปัจจุบันคือจั่วพระอาทิตย์ ที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านแบบมลายู

อย่างไรก็ดีภายหลังได้เปลี่ยนมานับถือฮินดูครับ ก่อนจะหันมานับถือพุทธ

พุทธในดินแดนมลายู

ไม่มีบันทึกมากนัก จริงๆจะว่าไปก่อนรับศาสนาอิสลามเอกสารเกี่ยวกับดินแดนนี้มีน้อยมาก มีบันทึกจากคนจีนเสียส่วนใหญ่และชาติยุโรปบ้าง

แต่อย่างไรก็ดี มีหลักฐานมากมายถึงความอ่อนแอของพุทธในย่านนี้และหลักฐานดังกล่าวก็ยังคงพบเห็นในปัจจุบัน อันได้แก่

1)การผสมฮินดูพุทธพุทธศาสนาในดินแดนมลายูไม่เคยบริสุทธิ์หรือใกล้ความบริสุทธิ์เลย จะว่าไปมันอยู่ภายใต้ อยู่เหนือหรืออยู่ร่วม เอาง่ายๆคือตัดขาดจากศาสนาฮินดูไม่ได้เลยหลายคนอาจเทียบใน กทม ที่มีพิธีพราห์ม พิธีพุทธ ปนเป ไม่แปลกอะไรแต่ท่านเคยพบศาลเทพเจ้าฮินดูในวัดพุทธไหม?

ครับวัดเก่าในภาคใต้แทบทุกวัดจะมีศาลของเทพเจ้าฮินดูเสมอ จริงๆแล้วมีการค้นพบซาก ศิวลึงค์(หนึ่งในสัญลักธฺ์ของพระอิศวร ฮินดู)คู่กับพระพุทธรูป

หรือการทำพิธีกรรมโดย รดน้ำลงบนเทพเจ้าฮินดู ให้น้ำไหลไปรดพระพุทธรูปอีกทีด้วย

จะว่าไปมีวัดซื่อวัด พะโคะ หรือพระโค สัญลักษณ์พระอิศวร ด้วย

แน่ละหลายคนเริ่มนึกถึงจตุคาม ที่เอาเทพเข้าฮินดูมาให้พระสงฆ์พุทธปลุกเสก

นั้นแหละคือหนึ่งในซากฮินดูที่ปนเปกับพุทธจนแยกไม่ออกในภาคใต้และดินแดนมลายู

ดังนั้น พุทธในภาคใต้ในสมัยโบราณจึงไม่เคยบริสุทธิ์

2)พฤติกรรมของพระสงฆ์

เรื่องนี้อธิบายยากเล้กน้อยแต่ผมจะเล่าเรื่องหนึ่งที่ท่านสามารถสอบถามความจริงได้เรื่องนี้เป็นของวัดชลธาราสิงเห วัดดังของจังหวัดนราธิวาสเมื่อเจ้าอาวาสท่่านมรณะภาพไป ก่อนมรณะภาพท่านไม่ได้ตั้งใครให้เป็นเจ้าอาวาส ทำให้พระในวัดทะเลาะกัน และการทะเลาะกันครั้งนี้ส่งผลให้พระแบ่งวัดเป็น 2 วัดคือวัดเหนือและวัดใต้มีโบสถ์แยกกันมีเจ้าอาวาส 2 รูปหอระฆังสองหอและโบสถ์สองหลัง บนน้ำและบนบก

ต่อมาท่านไหนผมจำไม่ได้เสียแล้วมรณะภาพก่อน ท่านที่ยังอยู่ก็รื้อกถฏิเจ้าอาวาสที่มรณะภาพ แล้วรื้อโบสถ์ เอาพระประธานมาไว้ในโบสถ์บนดิน

วันนี้เลยมีพระประธาน 2 องค์เรื่องนี้เพิ่งเกิดครับ ยังสอบถามคนที่นั้นได้ว่าจริงไหม มีคนทันสมัย 2 เจ้าอาวาสยังมีชีวิตอยู่ครับ

หลายคนฟังแล้วงง พระทะเลาะกันนี้นะ

ครับ จะว่าไปชาวพุทธที่นั้นสมัยก่อนไม่ได้เรียก พระ ว่า พระ แต่เรียก จอมวัด หมายถึง จอม หรือใหญ่ในวัด พระในดินแดนมลายูสมัยก่อนนิยมพกกริช เล่นไสยศาสตร์ จะว่าไปแล้วมีบันทึกมากมายยืนยันความเป็นนักเลงของพระด้วย

และด้วยพฤติกรรมนี้เองทำให้ฮินดูยังคงมีอิทธิพลและปนเปไปกับพุทธ และ ทำให้พุทธศาสนาอ่อนแอ

และไม่ได้เป็นที่พักใจอย่างที่เป็น ไสยศาสตย์จึงถูกนำมาเสริมและนั้นคือเหตุผลที่พระในยุคนั้นเล่นไสยศาสตร์นั้นเองสิ่งที่เป็นซากความมีอยู่ของพุทธของดินแดนมลายูคือตูปะข้าวเหนียวที่ผูกเป็นรูปสามเหลี่ยม ที่เชื่อกันว่าทำตามรูปลักษณ์ของพระพุทธรูป ทำกินในวันรายอและในชาวพุทธจะทำในงานบุญเดือนสิบนั้นเอง

กรุณาอ่านต่อ : http://muslimchiangmai.net/index.php?topic=2017.0;wap2

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม

ประวัติปัตตานีดารุลสลาม http://www.islammore.com/main/content.php…